การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231845

ผู้ป่วยเด็กวิกฤติ,ดูแลผู้ป่วยเด็ก,คมชัดลึก

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ก.ค. 2559

การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ

ดูแลสุขภาพ : การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ

               ข่าวการเกิดอุบัติเหตุในเด็กเล็กมีให้เห็นบ่อยครั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตจากการจมน้ำ อุบัติเหตุบนท้องถนน ถูกล็อกติดอยู่ในรถ การสำลักเนื่องจากมีวัตถุแปลกปลอม มีภาวะติดเชื้ออย่างรุนแรง หรือเกิดภาวะช็อก หากได้รับการรักษาอย่างล่าช้า หรือไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและเป็นสาเหตุให้เด็กเสียชีวิตได้ ศูนย์กุมารเวชกรุงเทพ และศูนย์อุบัติเหตุกรุงเทพ จึงได้จัดงาน “การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ (กู้วิกฤติ ชีวิตเด็ก)” เพื่อร่วมรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในเด็ก พร้อมแนะวิธีการช่วยเหลือปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็กวิกฤติอย่างถูกวิธี ตลอดจนขอบเขตในการรักษาของหออภิบาลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งสามารถเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตและลดความสูญเสียได้
พญ.สมจินตนา เอี่ยมสรรพางค์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อุบัติเหตุและภาวะวิกฤติ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา โรงพยาบาลกรุงเทพ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กวิกฤติในแต่ละสถานการณ์ ในประเทศไทยพบว่า สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี คือ การจมน้ำ เมื่อเทียบกับทุกสาเหตุทั้งโรคติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ และเป็นอันดับ 3 ของโลก เด็กจมน้ำ มักเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงภายในบ้าน เช่น จมถังน้ำ อ่างอาบน้ำ กะละมัง หรือไม่ก็อาจจะจมน้ำในแหล่งน้ำรอบๆ บ้าน เช่น คูน้ำหลังบ้าน บ่อน้ำ หรือสระว่ายน้ำ เด็กที่จมน้ำจะขาดอากาศหายใจ หากเกิน 4-5 นาที สมองจะเกิดภาวะสมองตายซึ่งไม่สามารถกลับฟื้นได้ ทำให้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพตลอดชีวิต เด็กจมน้ำส่วนใหญ่จะเสียชีวิตก่อนมาถึงโรงพยาบาล
ดังนั้นทางที่ดีที่สุด พ่อแม่ควรป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์จมน้ำเกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นเด็กจะต้องได้รับการปฐมพยาบาลและปฏิบัติการกู้ชีพเบื้องต้นที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด คือ การกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (BLS) คือการช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนกลับคืนสู่สภาพเดิม ป้องกันเนื้อเยื่อได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร ซึ่งสามารถทำได้โดยการช่วยกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (Basic life support) โดยการปั๊มหัวใจ ให้วางคนจมน้ำนอนราบ ตะแคงหน้าเอาน้ำออกจากปาก และใช้สันมือทั้ง 2 ข้างกดบริเวณกลางหน้าอก ลึกประมาณ 1.5-2 นิ้ว และช่วยในการเป่าปาก 2 ครั้ง ในกรณีมีผู้ช่วยเหลือ 2 คน ในเหตุการณ์) จนครบ 2 นาที และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้าน
พญ.ดาริน บรรจงศิลป์ กุมารแพทย์โรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในภาวะวิกฤติ มีการเจ็บป่วยรุนแรง มีทั้งผู้ป่วยที่มีปัญหาทางอายุรกรรมและศัลยกรรม รวมทั้งผู้ป่วยเด็กที่ได้รับอุบัติเหตุต่างๆ เช่น จมน้ำ พลัดตกหกล้ม การได้รับสารพิษ หรืออุบัติเหตุทางการจราจรต่างๆ ภาวะวิกฤติทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยเด็กทั่วไป ผู้ป่วยเด็กเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและการดูแลรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที บางรายต้องอาศัยเครื่องช่วยหายใจ บางรายอาจจำเป็นต้องให้การปฏิบัติการกู้ชีวิต การรักษาจึงจำเป็นต้องอาศัยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ตลอดจนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
พญ.เสาวนีย์ ชัยศุภรัศมีกุล กุมารแพทย์โรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤต กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางโรงพยาบาลมีทีมแพทย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยเด็กที่มีประสบการณ์และผ่านการอบรมหลักสูตร Pediatric Advanced Life Support (PALS) หลักสูตรสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กที่อยู่ในภาวะวิกฤติ มีการเจ็บป่วยรุนแรง ด้วยเหตุนี้โรงพยาบาลกรุงเทพ จึงมีระบบการส่งต่อผู้ป่วยเด็ก (Pediatric Transportation) ที่มีประสิทธิภาพ ทั้งทางอากาศและทางบก โดยเน้นคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการส่งต่อผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการเจ็บป่วยรุนแรงและในผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการบาดเจ็บหลายระบบ
คุณพ่อคุณแม่จึงมั่นใจได้ว่า ลูกรักจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด เพื่อกลับสู่อ้อมกอดที่อบอุ่นอีกครั้ง ศูนย์กุมารเวชกรุงเทพ ศูนย์สุขภาพเด็กที่คุณไว้วางใจ สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชม. ที่โทร.1719
โรงพยาบาลกรุงเทพ

……………………..

ร่วมมือ – พล.อ.ไชยพร รัตแพทย์ อนุกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นประธานในพิธี ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือโครงการ “กล่องวิเศษ ทางพิเศษรักษ์โลก” ระหว่าง กทพ. กับ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด โดยมี ณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการ กทพ. เป็นผู้ลงนามในสัญญา

การช่วยชีวิตและการดูแลผู้ป่วยเด็กวิกฤติ
โดยในครั้งนี้ กทพ. ได้นำโต๊ะ-เก้าอี้ที่ได้ส่งมอบให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน และมอบเงินสนับสนุนให้แก่โรงเรียนซึ่งอาคารเรียนได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหลัง รวมถึงสนับสนุนเงินและมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในจ.สระบุรีและชัยภูมิ เมื่อเร็วๆ นี้


มส.ยืนมติเดิมคดี‘ธัมมชโย’จบในระดับหนกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231897

มส.,คดีธัมมชโย

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  30 มิ.ย. 2559

มส.ยืนมติเดิมคดี‘ธัมมชโย’จบในระดับหนกลาง

มส.ยืนยันคดี ‘พระธัมมชโย’ ยึดตามมติประชุม มส.ครั้งที่4/2544 ให้การพิจารณาจบในระดับหนกลาง ไม่ต้องเข้า มส.

          เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  นายสมบัติ พิมพ์สอน รองโฆษก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม(มส.)  โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานในการประชุม ว่า ตามที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล พศ. ได้ปรึกษาหารือกับสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง เกี่ยวกับการดำเนินการกับพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย แล้วนั้น ซึ่งสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ รับว่าจะไปช่วยดำเนินการเจรจาในเรื่องดังกล่าว และจะนำเข้าหารือในที่ประชุมมหาเถรสมาคม(มส.)

รองโฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม มส.วันนี้ ได้มีการพิจารณากรณีของพระธัมมชโยและมีมติให้ยึดตามมติ มส. ครั้งที่ 4/2544  เรื่องการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่  ซึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนกรรมการ มส.เสนอว่า เพื่อให้การปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ที่กำหนดไว้ในกฎ มส.และระเบียบมส.ดียิ่งขึ้น จึงขอเสนอให้เจ้าคณะใหญ่ทุกหนปฏิบัติพร้อมกับเจ้าคณะทุกระดับ ทุกกรณี ให้เป็นที่ยุติในเขตปกครองแต่ละหน

“มติมส.ครั้ง4/2544 เป็นที่ทราบแล้วว่า กรณีของพระธัมมชโย เรื่องต้องยุติในเขตปกครองคณะสงฆ์นั้นๆ หมายความว่าได้มอบให้เจ้าคณะใหญ เจ้าคณะหนดำเนินการให้จบในระดับนั่น ๆ จึงจะไม่นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม มส.อีกเว้นเสียแต่ว่าจะมีการรายงานเพื่อทราบต่อที่ประชุมมส.เท่านั้น” นายสมบัติ กล่าว


สบศ.จัดสัมมนาศิลปวัฒนธรรมไทย-อาเซียนกว่า700ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231892

สัมมนาด้านศิลปวัฒนธรรม,การจัดการศึกษา,อาเซียน
สัมมนาด้านศิลปวัฒนธรรม,การจัดการศึกษา,อาเซียน
สัมมนาด้านศิลปวัฒนธรรม,การจัดการศึกษา,อาเซียน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 30 มิ.ย. 2559

สบศ.จัดสัมมนาศิลปวัฒนธรรมไทย-อาเซียนกว่า700ชีวิต

สบศ.จัดสัมมนาการจัดการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม 11ก.ค.นี้ เชิญเครือข่ายสถานศึกษาทุกระดับทั้งในประเทศและอาเซียนกว่า700 คนระดมความคิดทำข้อเสนอชงรัฐบาล

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวแถลงข่าวโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการการจัดการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมกับบทบาทในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของประเทศไทยว่า ศิลปวัฒนธรรม มีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ดังนั้น วธ.ในฐานะผู้ทำหน้าดูแลและสืบทอดวัฒนธรรมจึงต้องดำเนินการไปพร้อมๆกันใน 3 ด้าน คือการอนุรักษ์ การสืบทอดวิถีชีวิต และความเป็นร่วมสมัย โดยมีหน่วยงานในสังกัดดูแลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ (สบศ.) ที่ทำหน้าที่ดูแลด้านการเรียนการสอนศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนผลิตบุคลากรเข้าไปทำงานทั้งภาครัฐ และเอกชนโดยตรง ดังนั้น จึงอยากให้ สบศ. ซึ่งมีความเข้มแข็งด้านศิลปวัฒนธรรมเข้าไปทำความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีการสอนงานด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งด้านนาฎศิลป์ ดนตรี ศิลปวัฒนธรรมและการแสดง เพื่อให้การศึกษาไทยมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในส่วนของ วธ. ยังได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์โดยตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปี ให้เด็กไทยจะสามารถเล่นดนตรีไทยได้อย่างน้อยคนละ 1 ชนิด อีกทั้งยังให้การสนับสนุนบุคลากรทางด้านดนตรี นาฎศิลป์ ไปยังสถานศึกษาที่ให้ความสนใจทั่วประเทศ

ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดี สบศ. กล่าวว่า การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะจัดขึ้นที่ศูนย์การแสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ในวันที่ 11 ก.ค. 2559 โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องากกระทรวงศึกษาธิการ สมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงเชิญเครือข่ายสถานศึกษาทุกระดับที่จัดการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม ศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน ผู้ประกอบอาชีพด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน 700 คน มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ พร้อมทั้งระดมความคิดเห็นการจัดการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม เพื่อร่วมกันวางแนวทางขับเคลื่อนและนโยบายเกี่ยวกับหลักสูตร และสรุปหลอมนำเสนอรัฐบาลต่อไป

 

ศธ.สั่งจัดลำดับม.4ร.ร.ดังใหม่เหตุเฉลยโอเน็ตอังกฤษม.3 ผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231879

โอเน็ต,โอเน็ตภาษาอังกฤษ ม.3,เฉลยผิด 3 ข้อ,จัดลำดับที่นั่งม.4 ใหม่

โอเน็ต,โอเน็ตภาษาอังกฤษ ม.3,เฉลยผิด 3 ข้อ,จัดลำดับที่นั่งม.4 ใหม่


โอเน็ต,โอเน็ตภาษาอังกฤษ ม.3,เฉลยผิด 3 ข้อ,จัดลำดับที่นั่งม.4 ใหม่


โอเน็ต,โอเน็ตภาษาอังกฤษ ม.3,เฉลยผิด 3 ข้อ,จัดลำดับที่นั่งม.4 ใหม่

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 30 มิ.ย. 2559

ศธ.สั่งจัดลำดับม.4ร.ร.ดังใหม่เหตุเฉลยโอเน็ตอังกฤษม.3 ผิด

“ดาว์พงษ์” สั่งเร่งประมวลคะแนน จัดลำดับที่นั่งเด็กเข้าม.4 ร.ร.ดังใหม่ หลังสทศ.ยอมรับโอเน็ตภาษาอังกฤษม.3 ผิด 3 ข้อ ยันดูแลเด็กทุกคน “สัมพันธ์” ขอโทษเกิดผิดพลาด

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ  แถลงข่าว การปรับคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต วิชาภาษาอังกฤษชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 3 ข้อ โดยมี รศ.ดร.สัมพันธ์  พันธุ์พฤกษ์  ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นายการุณ  สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เข้าร่วม ว่า  ตามที่ตนมีนโยบายให้ สทศ.เปิดเผยข้อสอบและเฉลยคำตอบโอเน็ต ปี 2558 วิชาภาษาอังกฤษ ชั้นม.3 ใหม่นั้น พบว่า มีข้อสอบจำนวน 3 ข้อ ข้อละ 2 คะแนน รวม 6 คะแนน มีความผิดพลาด   ซึ่งสทศ.ได้ทำการตรวจสอบและพบว่า ข้อสอบทั้ง 3 ข้อผิดจริง ดังนี้

ข้อที่ 39 เปลี่ยนคำตอบจากตัวเลือกที่ 3 เป็นตัวเลือกที่ 1 ข้อที่ 42 เปลี่ยนคำตอบจากตัวเลือกที่ 3 เป็นตัวเลือกที่ 4 และข้อที่ 47 มีคำตอบที่ถูกต้องที่ 2 ตัวเลือก คือ ตัวเลือกที่ 3 และตัวเลือกที่ 4 ซึ่งเป็นคำตอบเดิม  ดันนั้น ศธ.จึงเห็นชอบให้มีการปรับคะแนนใหม่ โดยมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสถานศึกษาปรับคะแนนในระเบียนแสดงผลการเรียน หรือปพ.1 ของนักเรียน  และส่งคะแนนใหม่ให้สทศ. เพื่อทำการคำนวณคะแนน วิชาภาษาอังกฤษใหม่ จากนั้นสทศ.จะส่งคะแนนที่คำนวณได้ ให้ทางโรงเรียนซึ่งใช้คะแนนโอเน็ตเป็นองค์ประกอบในการคัดเข้าศึกษาต่อชั้นม.4  เรียงลำดับคะแนนนักเรียนที่สอบเข้าใหม่ทั้งระบบ

“การเรียงลำดับคะแนนใหม่ครั้งนี้ จะส่งผลให้เด็กที่สอบแข่งขันเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 282 โรง เพราะบางคนมีคะแนนเพิ่มสูงขึ้น และมีสิทธิได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่สอบเข้า และอาจมีเด็กบางคนที่คะแนนลดลง ซึ่งในส่วนของเด็กที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นและผ่านเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด ก็จะมีสิทธิเข้าเรียนในโรงเรียนดังกล่าว ถึงแม้ว่าตามข้อกำหนดของ ศธ.จะห้ามรับเด็กเกิน 50 คนต่อห้อง แต่ถ้าจะเพิ่มเป็น 51 หรือ52 คนศธ. ก็จะอนุโลมให้รับได้  ส่วนเด็กที่มีคะแนนลดลง แต่ได้เข้าเรียนเรียนไปแล้ว ก็จะยกประโยชน์ให้ ได้เรียนต่อไป”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ รศ.ดร.สัมพันธ์ พร้อมที่จะรับผิดชอบ โดยเคยขอลาออกจากตำแหน่งผอ.สทศ. แต่ตนบอกว่า สิ่งที่สทศ.กำลังทำอยู่คือความรับผิดชอบ โดยการแก้ไขปัญหา เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส โดยในการสอบโอเน็ตครั้งต่อไป สทศ. คือ  เพิ่ม ขั้นตอนการออกข้อสอบและเฉลยคำตอบโดยดูความยากง่าย ว่าถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่  ขั้นตอนการเฉลยคำตอบ ซึ่งที่ผ่านมาใช้ผู้ออกข้อสอบและผู้เฉลยคำตอบเป็นคนเดียวกัน โดยจะเปลี่ยนเป็นให้มีทีม ผู้เฉลยคำตอบ อีก 1-2 ทีม พร้อมทั้งจัดทำ ไอเท็มการ์ด หรือคำอธิบายเหตุผลการเฉลยคำตอบให้ สมบูรณ์ ว่าถูกผิดเพราะอะไร ขณะเดียวกันสทศ.จะต้องดูคุณสมบัติผู้ออกข้อสอบ จะต้องมีความเชี่ยวชาญในวิชาที่ออกข้อสอบจริง  และจะให้มีการเปิดข้อสอบและเฉลยคำตอบ ก่อนที่จะส่งคะแนนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประมวลผล เพื่อให้มีเวลาท้วงติงและตรวจสอบก่อน

ด้าน รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า สทศ.ต้องขอโทษ ที่เฉลยข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษม.3 ผิด 3 ข้อ โดยส่งผลกระทบกับนักเรียนจำนวน 656,701 คน ซึ่งผลการปรับคะแนนใหม่ ทำให้มีนักเรียนคะแนนลดลง  4 คะแนน 42,943 คน คิดเป็น 6.54% คะแนนลดลง 2 คะแนน 175,671 คิดเป็น 26.75% คะแนนเท่าเดิม 247,980 คน คิดเป็น 37.76% คะแนนเพิ่มขึ้น 2 คะแนน 146,534 คน คิดเป็น 22.31 %  คะแนนเพิ่มขึ้น 4 คะแนน 39,608 คน คิดเป็น 6.03% คะแนนเพิ่มขึ้น 6 คะแนน 3,965 คน คิดเป็น 0.60%

ทั้งนี้ สทศ.จะประกาศผลคะแนนโอเน็ตที่ปรับใหม่ทั้งในระดับรายบุคคล ระดับสถานศึกษา และระดับเขตพื้นที่การศึกษา ทางเว็บไซต์สทศ. http://www.niets.or.th%20ภายใน%5Dwww.niets.or.th ภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ หากสถานศึกษาต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0-2217-3800 กด 0  ตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2559

ขณะที่ นายการุณ กล่าวว่า สพฐ. จะให้โรงเรียนในสังกัดคำนวณคะแนนนักเรียนในใบปพ.1 ใหม่ทั้งหมด  491,856 คน  เพื่อเป็นประวัติของเด็กแต่ละคน ขณะเดียวกันจะให้สถานศึกษาที่ใช้คะแนนโอเน็ตเป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกเด็กเข้า เรียนชั้นม.4  ใช้ลำดับคะแนนของเด็กที่สอบเข้าใหม่ และให้ประกาศรายชื่อที่เรียงลำดับใหม่ทางเว็บไซต์ของโรงเรียน  ถ้าเด็กและผู้ปกครองสามารถเข้าไปตรวจสอบรายชื่อได้ หากพบว่า  มีชื่อติดในโรงเรียนสอบที่สอบไว้ ก็สามารถติดต่อเพื่อเข้าเรียนได้ทันที โดยจะเร่งดำเนินการให้โรงเรียนที่มีการสอบคัดเลือกเข้าม.4 ประกาศผลให้เร็วที่สุด

 

รพ.จุฬาภรณ์ตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากฟรี!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231877

รพ.จุฬาภรณ์,มะเร็งช่องปาก,แอลโอเอช

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 มิ.ย. 2559

รพ.จุฬาภรณ์ตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากฟรี!

รพ.จุฬาภรณ์ตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากฟรี! ตั้งแต่วันนี้จนครบ 3 พันราย ใช้เทคนิค “แอลโอเอช” ครั้งแรกของไทย

       เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ รองประธานกรรมการบริหารโรงพยาบาล(รพ.)จุฬาภรณ์ และผอ.รพ.จุฬาภรณ์ แถลงข่าวโครงการบำเพ็ญพระกุศล ในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ “โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากในระยะก่อนเป็นมะเร็ง” ว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โรคมะเร็งช่องปากพบเป็น 1 ใน10 อันดับแรก ของมะเร็งที่พบในคนไทย ข้อมูลจากทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล พ.ศ.2555 จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่าจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 15 อันดับแรก ของประเทศนั้น พบมะเร็งริมฝีปากและมะเร็งช่องปากมากเป็นอันดับที่ 6 จากสถิติดังกล่าว จึงจัดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากในระยะก่อนเป็นมะเร็ง โดยจะมีการให้บริการแก่ประชาชนชาวไทย ที่มีอายุระหว่าง 18-70 ปี จำนวน 3,000 ราย เริ่มตรวจตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้องไป และจะติดตามเฉลี่ยไปอีก 6 เดือน เพื่อติดตามอาการ และหากพบป่วยก็จะมีการรักษาต่อไป

ด้านพญ.ฝนทิพ แจ้งแสง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ป่วยมะเร็งช่องปากจะเข้าพบแพทย์ก็ต่อเมื่อมีอาการลุกลามแล้ว นั่นเพราะไม่มีการตรวจคัดกรองที่เป็นมาตรฐาน เหมือนกับการตรวจมะเร็งปากมดลูกที่ทราบกันดีว่า ใช้วิธีด้วยแปบสเมียร์ ดังนั้น ทางโรงพยาบาลจึงได้มีการศึกษาและนำเข้าเทคโนโลยีจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เรียกว่าแอลโอเอช(LOH) ซึ่งเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งช่องปากในระยะก่อนเป็นมะเร็งด้วยเทคนิควิเคราะห์รหัสพันธุกรรม ด้วยการใช้อุปกรณ์ป้ายภายในช่องปากประมาณ 7-8 จุด ซึ่งเป็นจุดที่มักพบรอยโรค จากนั้นจึงจำไปเพาะเชื้อเข้าห้องปฏิบัติการ และจะทราบผลภายใน 2-3 สัปดาห์ ซึ่งหากพบว่ามีรอยโรคจะมีการติดตามไปอีก 3 เดือน และหากป่วยก็จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป อย่างไรก็ตาม โดยเทคนิคดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกของไทยที่นำเข้ามา ขณะที่ต่างประเทศมีการศึกษาวิธีนี้กว่า 10 ปีแล้ว

“กลุ่มเสี่ยงในการเป็นมะเร็งช่องปาก  จะพบในกลุ่มผู้สูบบุหรี่จัด ดื่มสุรา กลุ่มเคี้ยวหมาก หรือใส่ฟันปลอม รวมทั้งเหล็กดัดฟันที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่เข้าที่จนก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง 2 สัปดาห์ กลุ่มนี้ต้องรีบมาพบแพทย์ ส่วนที่อาจมีคนกังวลว่า สำหรับผู้ที่ทำออรัล เซ็กส์ หรือใช้ปากในการร่วมเพศ  ถือว่าเสี่ยงด้วยหรือไม่นั้น จากข้อมูลที่ผ่านมาจะไม่มีความเสี่ยงมะเร็งช่องปาก แต่จะเสี่ยงมะเร็งลำคอมากกว่า ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจและมีความเสี่ยงดังกล่าว สามารถมาติดต่อที่โรงพยาบาล และสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้จนกว่าจะครบจำนวน 3,000 ราย” พญ.ฝนทิพ กล่าว


แฉคนไทยลักลอบขาย”ยาเร่งกล้ามเนื้อ”ให้โจ๋มะกันผ่านออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231861

อย.,ยาเร่งกล้ามเนื้อ,อนาบอลิค สเตียรอยด์

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 มิ.ย. 2559

แฉคนไทยลักลอบขาย”ยาเร่งกล้ามเนื้อ”ให้โจ๋มะกันผ่านออนไลน์

ส่งข้ามโลก! แฉคนไทยลักลอบขายยาเร่งกล้ามเนื้อให้โจ๋มะกันผ่านออนไลน์ เผยอเมริกาคุมเข้มห้ามใช้เว้นแพทย์ดูแลใกล้ชิด ในไทยร้านขายยามีได้แต่คนซื้อต้องมีใบส่ังแพทย์

    ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงกรณีสาวญี่ปุ่นซื้อยาลดความอ้วนจากตัวแทนจำหน่ายของโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ผ่านอินเทอร์เน็ต ว่า กรณีนี้ไม่ใช่กรณีเดียวที่เกิดขึ้น  ที่ผ่านมาไทยก็เคยได้รับหนังสือจากสถานทูตรัสเซียว่ามีคนรัสเซียซื้อยาผ่านอินเทอร์เน็ตจากประเทศไทย โดยทำหนังสือมาสอบถามว่าเป็นยาที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง มีความปลอดภัยหรือไม่ ทั้งนี้ ย้ำว่าการซื้อยาผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องอันตราย เพราะอาจได้รับยาปลอมหรือยาไม่มีคุณภาพ ที่สำคัญ การขายยาผ่านอินเทอร์เน็ตถือว่าผิดกฎหมาย เพราะ พรบ.ยา พ.ศ.2510 กำหนดชัดเจนว่าต้องไม่ขายภายนอกสถานที่ตามที่อนุญาต และยาไม่ใช่สินค้าทั่วไป การซื้อจึงต้องได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากผู้ปฏิบัติวิชาชีพโดยตรง

“ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่มีปัญหาเรื่องการซื้อยาผ่านอินเทอร์เน็ต แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะยาหลายตัวสหรัฐฯจะคุมเข้มมาก อย่างยาอนาบอลิค สเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาเร่งกล้ามเนื้อที่นักกีฬาหรือนักเพาะกล้ามนิยมใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อ สหรัฐฯ ถือว่าเป็นตัวสำคัญต้องห้าม โดยต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ทำให้พวกวัยรุ่นอยากซื้อมารับประทานเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ จึงต้องสั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตมารับประทาน ซึ่งพบว่า หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐ (D.E.A.) มีการสืบสวนติดตามเรื่องนี้ก็พบว่า มีการสั่งซื้อยาดังกล่าวผ่านอินเทอร์เน็ตและส่งผ่านทางไปรษณีย์มาจากประเทศไทย ซึ่งมีทั้งที่ส่งจากประเทศไทยโดยตรงและมีประเทศไทยเป็นทางผ่าน ทั้งนี้ ยาอนาบอลิค สเตียรอยด์ในประเทศไทย จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ร้านขายยาจึงสามารถสั่งมาอยู่ในความครอบครองได้ แต่ต้องมีใบสั่งแพทย์ถึงจะซื้อได้” ภก.ประพน์กล่าว

ผศ.ดร.ภญ.สุนทรี ท.ชัยสัมฤทธิ์โชค อนุกรรมการพิจารณาอนุญาตด้าน กิจการโทรทัศน์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งของการซื้อยาลดความอ้วนผ่านอินเทอร์เน็ตคือ จะเป็นลักษณะของอาหารเสริม แต่มีสรรพคุณอวดอ้างว่าลดน้ำหนัก บางยี่ห้อมีดารา เซเลป เน็ตไอดอล มาเป็นพรีเซนเตอร์ถือสินค้า จึงอยากย้ำว่าผลิตภัณฑ์อาหารไม่สามารถอวดอ้างสรรพคุณการบรรเทารักษาได้ รวมไปถึงการลดความอ้วน ผู้บริโภคต้องรู้เท่าทัน ซึ่งหากเห็นผลิตภัณฑ์ลักษณะเช่นนี้ไม่ควรซื้อ โดยอาจตรวจสอบจากบัญชีดำของ อย.


5 ภาพแห่งความทรงจำ “เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231854


บุคคลในภาพ,เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์,5 ภาพ


บุคคลในภาพ,เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์,5 ภาพ


บุคคลในภาพ,เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์,5 ภาพ


บุคคลในภาพ,เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์,5 ภาพ


บุคคลในภาพ,เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์,5 ภาพ


บุคคลในภาพ,เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์,5 ภาพ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 30 มิ.ย. 2559

5 ภาพแห่งความทรงจำ “เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ”

วธ.ตามหาบุคคลในภาพพระกรณียกิจ 5 ภาพ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 ก.ค.2559

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แถลงข่าวการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม 2559 ว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดกิจกรรมตามหาบุคคลในภาพแห่งความทรงจำ ในขณะที่ทรงประกอบพระกรณียกิจหลากหลายทั่วทุกภูมิภาค โดยคัดเลือกภาพจำนวน 5 ภาพ ได้แก่

ภาพที่ 1 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ อัครราชกุมารี ทรงทอดพระเนตรการสานเสื่อกระจูด ณ หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 4  อำเภอทุ่งใหญ่  จังหวัดนครศรีธรรมราช

ภาพที่ 2 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงฉายพระรูปในแปลงผลิตสตรอว์เบอร์รี่ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เมื่อปี พ.ศ. 2547 พร้อมทรงเก็บผลสตรอว์เบอร์รี่ด้วยพระองค์เอง

ภาพที่ 3 วันที่ 15 มีนาคม 2547 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี  ทรงป้อนอาหารลูกแกะในการเสด็จแทนพระองค์ไปทอดพระเนตรโครงการฟาร์มตัวอย่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านขุนแตะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

ภาพที่ 4 ค่ำวันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2556 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยชิงหัว กรุงปักกิ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้พระราชทานพระวโรกาสให้คณะนักแสดงการแสดงร่วมสมัย ชุด “ครู” (The Master) เข้าเฝ้าฯ เพื่อฉายพระรูปภายหลังทรงเสร็จสิ้นการทรงเครื่องดนตรีกู่เจิง ร่วมกับพระอาจารย์ฉาง จิ้ง และวงดุริยางค์ของจีนในการแสดงดนตรีและวัฒนธรรม “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” ครั้งที่ 6

และภาพที่ 5 วันที่ 18 มิถุนายน 2558 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จไปยังโรงเรียนแม่ระมาดวิทยาคม บ้านห้วยนกแล อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอ.สว.จังหวัดตาก  ซึ่งได้ให้บริการตรวจรักษาโรคและทันตกรรมแก่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการนี้ พระราชทานพระวโรกาสให้สมาชิก พอ.สว. จังหวัดตาก เฝ้าฯ และมีพระดำรัสกับสมาชิก พอ.สว. ระหว่างนั้นมีสมาชิก พอ.สว. คนหนึ่งเกิดเป็นลม พระองค์ทรงลุกมาช่วย นับเป็นพระกรุณาธิคุณ และแสดงถึงพระเมตตายิ่ง

“ ขณะนี้ กระทรวงวัฒนธรรมกำลังตามหาบุคคลซึ่งอยู่ในภาพแห่งความทรงจำทั้ง 5 ให้ทันก่อนวันที่ 4 ก.ค.เพื่อให้ถ่ายทอดความภาคภูมิใจและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงได้ประกอบพระราชกรณียกิจทั่วทุกภูมิภาคให้เยาวชน คนรุ่นหลังได้รับรู้ ทั้งนี้  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีความพระวิริยอุตสาหะปฎิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ ด้วยทรงตระหนักถึงปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแพทย์และสาธารณสุข พระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์           ผู้มีผลงานดีเด่นของโลก ทรงสนับสนุนเรื่องการศึกษาวิจัยทางวิชาการวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการสาธารณสุข เพื่อนำความรู้มายกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยตลอดมา อีกทั้ง ทรงเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนา ทรงปฏิบัติธรรมอย่างเข้มแข็ง และสม่ำเสมอตลอดมา ที่สำคัญ ทรงมีพระอัจฉริยภาพในการทรงดนตรี “กู่เจิง” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีในราชสำนักจีนโบราณ ทรงใช้ดนตรี “กู่เจิง” เป็นทูตสันถวไมตรีอันเป็นที่มาของการแสดงดนตรีและวัฒนธรรม “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน “

นายวีระ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น  กระทรวงวัฒนธรรมยังได้จัด มหกรรมกู่เจิงเฉลิมพระเกียรติ วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เวลา 15.00 น. ณ โรงละครแห่งชาติ   ให้ทูตประเทศต่าง ๆ  ประชาชน เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และยังได้จัดทำสารคดีเฉลิมพระเกียรติ  ชุด “เจ้าฟ้าหญิงดวงทิพย์แห่งปวงราษฎร์” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระประวัติ พระกรณียกิจอันก่อให้เกิดความเจริญในสาขาวิชาการแพทย์ วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ตลอดจนพระจริยวัตรอันเป็นแบบอย่างที่ดีต่อพสกนิกร โดยเฉพาะเยาวชน ในด้านความวิริยะ อุตสาหะ และการใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทรงงาน โดยจะเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ระหว่างวันที่ 1ถึง 4 ก.ค.นี้  และทางเว็บไซต์ ยูทูป รวมทั้งคณะรัฐมนตรีด้วย

อาจารย์หลี่ ยาง พระอาจารย์ผู้ถวายการสอนดนตรีกู่เจิง กล่าวว่า ระหว่างถวายการสอนนั้น พระองค์ทรงให้ควาทเป็นกันเอง และนอกจากจะทรงมีพระอัจฉริยะภาพทางดนตรีแล้ว ยังมีพระอัจฉริยภาพอีกหลายสาขาเช่น การดีไซต์  และยังมีความวิริยะ อุตสาหะะด้วย ทรงมีความพยายามอดทนในการซ้อมกู้เจิง  ระหว่างเตรียมตัวเพื่อทรงเล่นกู่เจิงในงานสานสัมพันธ์สองแผ่นดินไทย-จีน ครั้งที่ 1 นั้น ทรงใช้เวลาฝึกซ้อมทุกวัน ๆ ละ 5 ชั่วโมง แม้ทรงข้อมือเจ็บ ไม่สบาย ก็ยังฝุกซ้อมมิได้หยุด

 

หน้าฝน! กรมอนามัยเตือนระวังงูจ๊ะเอ๋ในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231852

กรมอนามัย,นพ.วชิระ,งูเข้าบ้าน

การศึกษา-สาธารณสุข  :  30 มิ.ย. 2559

หน้าฝน! กรมอนามัยเตือนระวังงูจ๊ะเอ๋ในบ้าน

กรมอนามัยเตือนหน้าฝนระวังงูเข้าในบ้าน แนะ 5 วิธีสกัด จัดบ้านให้สะอาด เตียน โล่ง และเป็นระเบียบ

              นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า   ในช่วงฤดูฝนอากาศร้อนชื้นเหมาะแก่การอยู่อาศัยของงู   ซึ่งมักอยู่อาศัยในบริเวณที่ชื้นแฉะและแฝงตัวในพื้นที่รก ตามต้นไม้ รวมถึงในบ้านที่ไม่มีการจัดระเบียบให้เรียบร้อย โดยเฉพาะบ้านที่มีพงหญ้าสูงรกมีสวน ป่า ในบริเวณบ้าน และในน้ำ จะพบได้ทั้งงูไม่มีพิษ เช่น งูเหลือม งูหลาม ส่วนงูมีพิษ ที่คนถูกกัดเป็นประจำ ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูกะปะ งูเขียวหางไหม้ งูแมวเซา งูสามเหลี่ยม และงูทับสมิงคลา ซึ่งหากจัดการสภาพแวดล้อมทั้งภายและภายนอกบ้านไม่ถูกสุขลักษณะ อาจเสี่ยงเป็นแหล่งที่หลบซ่อนของงู อาทิ ถังกดน้ำชักโครก รูท่อในห้องน้ำ ขอบฝาถังเครื่องซักผ้า รองเท้า ตู้เก็บรองเท้า  เป็นต้น

นพ.วชิระ กล่าวอีกว่า การดูแลอนามัยสิ่งแวดล้อมในบ้านและที่พักอาศัยเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถกำจัด       ทั้งแหล่งอาหารของงู ที่อยู่อาศัย และที่หลบซ่อนของงู ซึ่งอาจจะทำอันตรายให้กับคนในครอบครัวได้ จึงต้องสอดส่องพื้นที่ทั้งภายในบ้านและบริเวณบ้านอย่างสม่ำเสมอ และควรปฏิบัติดังนี้ 1.ทำลายแหล่งอาหารของงู โดยเฉพาะหนู ด้วยการควบคุมป้องกันและกำจัดหนูไม่ให้เข้ามาในบ้าน เก็บกวาดเศษอาหารไม่ให้ตกค้างในบ้านและท่อน้ำทิ้ง ทิ้งขยะลงถัง         ที่แข็งแรง ไม่รั่วซึม มีฝาปิดมิดชิด เก็บอาหารในตู้เก็บอาหาร หรือใช้ฝาครอบปิดมิดชิด ใช้กรงดัก กับดัก กาวดักหนู หากใช้สารเคมีกำจัดหนู ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และเลี้ยงแมวหรือสุนัข ซึ่งจะช่วยกำจัดหนู รวมถึงช่วยไล่งูได้ด้วย 2.ปิดช่องทางเข้าออกของหนูและงู ด้วยลวดตาข่าย แผ่นโลหะ หรือวัสดุที่ป้องกันการกัดแทะของหนูได้

3.หากเลี้ยงไก่ นก ต้องทำกรงหรือคอกที่มิดชิด ปิดกั้นรูหรือช่องที่งูจะเข้าไปได้ 4. ทำความสะอาดบ้านและบริเวณบ้าน หากมีใต้ถุนบ้าน       ไม่ควรเก็บวัสดุอุปกรณ์รกรุงรังที่อาจเป็นที่หลบซ่อนของงู หากมีหลุมหรือโพรงควรกลบให้เรียบร้อย โดยเฉพาะบริเวณสนาม ขอบรั้ว กำแพง และหมั่นตัดกิ่งไม้ที่พาดใกล้กับชายคาบ้าน รั้ว หรือกำแพง เพื่อป้องกันงูเลื้อยเข้าไปในบ้าน และ 5.ตรวจสอบระบบท่อไม่ให้มีรูรั่ว รอยแตก เพราะงูอาจจะเลื้อยเข้าไปตามท่อระบายน้ำ เข้าไปในบ่อเกรอะและเลื้อยเข้าท่อที่เชื่อมกับคอห่าน ซึ่งจะทำอันตรายต่อคนขณะใช้ส้วมโดยให้ช่างติดตั้งตะแกรงกันงูตามท่อน้ำทิ้ง และปิดประตูห้องส้วม เพื่อป้องกันงูเลื้อยเข้าไป

“ประชาชนต้องดูแลและป้องกันตนเองจากการโดนงูกัด โดยสวมรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าบูท กางเกงขายาว เสื้อแขนยาว พกไฟฉายและไม้ หากจำเป็นต้องเข้าไปในบริเวณที่มีพงหญ้ารก ในที่มืดหรือที่แคบ หากเจองูให้อยู่นิ่ง ๆ     แล้วค่อย ๆ ถอยออกมา เพราะงูจะพุ่งฉกและกัดเหยื่อที่เคลื่อนไหว วิธีการสังเกตงูว่าพิษหรือไม่คือ หากเป็นงูหัวกลมมน  จะเป็นงูไม่มีพิษ แต่ถ้าเป็นงูหัวสามเหลี่ยมจะเป็นงูมีพิษ อย่างไรก็ตาม งูเหลือม งูหลาม ซึ่งเป็นงูไม่มีพิษ แต่สามารถ        ทำอันตรายด้วยกันรัดเหยื่อได้ จึงไม่แนะนำให้จับงูเอง ให้โทรแจ้งหน่วยกู้ภัยท้องถิ่นเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญมาจับงูต่อไป” นพ.วชิระกล่าว


หนุนเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเกินมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231782

น้ำตาล
น้ำตาล

การศึกษา-สาธารณสุข  : 29 มิ.ย. 2559

หนุนเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเกินมาตรฐาน

นักวิชาการไทย-เทศ “ยืนยัน” การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเกินมาตรฐาน ส่งผลดีชัดเจนแก้ปัญหาพฤติกรรมการบริโภคไม่เหมาะสม ช่วยลดปัญหาโรคอ้วนและโรคเรื้อรัง

            วันที่ 29 มิถุนายน 2559 ที่ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ แผนงานวิจัยอาหารและโภชนาการ เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ (Food and Nutrition Policy for Health Promotion; FHP) มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ สมาพันธ์เครือข่าย NCD แห่งประเทศไทย และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมจัดประชุมเรื่อง “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ กรณีภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล.. ได้หรือเสีย?”

ดร.เอวา มาร์โตส (Prof.Dr. Éva Martos) ที่ปรึกษากระทรวงพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอาหารจากประเทศฮังการี กล่าวว่า ประเทศฮังการีเริ่มเก็บภาษีอาหารที่ไม่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตและเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเกินมาตรฐาน  มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 เพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ซึ่งผลการประเมินของการเก็บภาษีอาหารทั้ง 2 ครั้ง ในรอบ 4 ปี ทำให้แน่ใจว่า การใช้มาตรการนี้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลชัดเจนมากกว่ามาตรการอื่นๆ ที่เคยทำมา เพราะเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเกินมาตรฐานมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการบริโภคเครื่องดื่มชนิดดังกล่าวลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มาตรการภาษียังช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิต ผลิตเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลต่ำเป็นทางเลือกให้ประชาชนในการบริโภคเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพได้มากขึ้น ซึ่งผู้ผลิตเองก็มีภาพลักษณ์ที่ดีในสังคม และรัฐบาลยังสามารถนำรายได้ที่ได้จากการจัดเก็บภาษีไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้งการจัดการปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคน้ำตาลได้อีกด้วย

ด้าน ดร.ชญาดา ภัทราคม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำเสนอผลการวิจัยว่า ถ้ามีการปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล จนทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น 20% จะทำให้คนไทยลดการบริโภคน้ำตาลลงเฉลี่ยวันละ 2.122 กรัม กรณีการเก็บภาษีระยะสั้น และลดลงวันละ 2.562 กรัมในระยะยาว หรือลดการบริโภคเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลลงไปประมาณ 55 – 65 มล. (1 ขวดเล็ก) หากต้องการให้การจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสได้ผลดีมากขึ้นไปอีก ควรมีการดำเนินการในระยะยาว และให้เน้นการคุ้มครองกับเยาวชนเป็นกลุ่มแรก นอกจากนี้ควรมีมาตรการอื่นๆ เสริม เช่น ให้ความรู้แก่ประชาชนให้ตระหนักถึงผลเสียของการบริโภคน้ำตาลเกินขนาด ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคและดูแลสุขภาพตัวเองในระยะยาว

ดร.วิชช์ เกษมทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเกินมาตรฐานว่าอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาและส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ซึ่งข้อมูลที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเกินมาตรฐาน” นั้น เป็นมาตรการที่ได้ผลมากที่สุดในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดปัญหาโรคอ้วนและโรคเรื้อรังได้ นอกจากนี้ ยังไม่พบผลกระทบด้านลบที่เกิดต่อสังคมโดยรวม ในส่วนของประเทศไทย หากมีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเกินมาตรฐานได้นั้น นับเป็นสัญญาณที่ดี และควรดำเนินการร่วมไปกับมาตรการอื่นๆ ซึ่งผลความสำเร็จของหลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่า การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลนั้นมีประสิทธิภาพประสิทธิผล ดังเช่น ประเทศอังกฤษ ในบางรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา และในหลายๆ ประเทศยังพยายามผลักดันให้มีการจัดเก็บภาษีอาหารที่ไม่จำเป็นและเสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินเดีย เป็นต้น หากประเทศไทยมีการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลเกินมาตรฐาน ก็จะเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการเก็บภาษีเพื่อสุขภาพ

คัด ๒๒ ผลงานสื่อบ้านนอกรับรางวัลพระราชทาน ๓๐ มิ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231759

การศึกษา,คมชัดลึก,สื่อบ้านนอก,รางวัลพระราชทาน,สมเด็จพระเทพฯ,ปรีดิยาธร เทวกุล,ผลงาน,หอศิลป์กรุงเทพฯ

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  29 มิ.ย. 2559

คัด ๒๒ ผลงานสื่อบ้านนอกรับรางวัลพระราชทาน ๓๐ มิ.ย.

๒๒ ผลงานจาก ๔๘๐ ชิ้น ชิงรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประกาศผล ๓๐ มิ.ย. ที่ หอศิลป์กรุงเทพฯ ชมฟรี ๒๘ มิ.ย. – ๓ ก.ค.

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินโครงการประกวดสื่อเพื่อการพัฒนาชนบท ชิงรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (โครงการประกวดสื่อบ้านนอกฯ) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างชมรมสื่อบ้านนอกและมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริฯ กล่าวว่าโครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกระตุ้นให้คนไทยตระหนักในคุณค่าของชนบท ตลอดจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของความเข้าใจกันระหว่างคนชนบทกับคนเมือง ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวน ๒๕๐ คนมีจำนวนชิ้นงานส่งประกวด ๔๘๐ ชิ้นงาน แบ่งเป็นประเภทภาพถ่าย ๑๔๒ คน ๓๖๗ ชิ้นงานประเภทสารคดีเชิงข่าวและคลิปวิดีโอ ๓๕ คน ๓๘ ชิ้นงาน ประเภทบทความและสารคดี ๔๘ คน ๕๐ชิ้นงาน และประเภทความเรียงเยาวชน ๒๕ คน ๒๕ ชิ้นงาน

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดให้มีการประกวดบทความ สารคดี ความเรียง คลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่สะท้อนวิถีชีวิตชนบทซึ่งผู้เขียนหรือผู้จัดทำต้องการรักษาไว้ ต้องการแก้ปัญหาที่มีอยู่หรือต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น มีผู้สนใจเสนอผลงานเข้าประกวดมากกว่า ๕๐๐ ชิ้นซึ่งนับว่ามากพอควรสำหรับการประกวดที่จัดเป็นครั้งแรก” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ประธานคณะกรรมการตัดสินโครงการ โครงการประกวดสื่อบ้านนอกฯกล่าวด้วยว่าเห็นได้ชัดว่าทุกคนรักความเป็นบ้านนอก รักวิถีชีวิตแบบไทยในชนบทมีความตั้งใจที่จะรักษาวิถีชีวิตที่ดีงามนั้นให้อยู่ต่อไปทุกคนเป็นห่วงว่าปัญหาบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นจะทำลายวิถีชีวิตไทยในชนบทให้หมดไปและพยายามเสนอแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวตามความถนัดหรือประสบการณ์ของแต่ละคนการริเริ่มในปีนี้ ได้กระตุ้นความคิดที่ดีเกี่ยวกับวิถีชีวิตชนบทของไทยและความตั้งใจที่จะดูแลรักษาวิถีชีวิตที่ดีนี้ไว้เป็นเรื่องที่ดีหากจัดให้มีการประกวดผลงานลักษณะนี้อีกต่อไปเป็นประจำทุกปี

สำหรับผู้มีผลงานผ่านเข้ารอบสุดท้าย ประเภทบทความ ประกอบด้วย :– น.ส.สุธาสินี นิรัตติมานนท์ เจ้าของผลงานเรื่อง วิถีชนบทไทย : แง่งามท่ามกลางการพัฒนา- น.ส.กิตติยา จันดี “ ลมหายใจชนบท- ร.ท. วรวิทย์ ทรัพย์เจริญ “ กำแพง- นายเกียรติศักดิ์ หงษ์คำ “ บ้านนอกพิศมองนอกบ้าน- น.ส.กษมา แดงสุวรรณ “ เศรษฐีมดแดง

ประเภทสารคดี ประกอบด้วย :– ร.ต.ท.ทรงวุฒิ จันธิมา เจ้าของผลงานเรื่อง หยดน้ำที่หายไป- นายฉัตรปกรณ์ กำเนิดผล “ หนังตะลุง : สื่อพื้นบ้านจิตวิญญาณคนปักษ์ใต้- นายนิยม ไขสังเกต “ ชะตากรรมของมือมีดแห่งบ้านซำเบ็ง- นายพลวัฒน์ ศรีหาตา “ วัวกี้ วิถีพื้นบ้านของชาวเขาวง- นายพันธ์ศักดิ์ วรรณคำ “ ฟื้นชีพการแสดงพื้นบ้านล้านนา

ประเภทความเรียง ประกอบด้วย :– นายพงศธร กาญจนกังวาฬกุล- น.ส.พิชญานิน ไรวินท์สุรดิษ  – นายวิทยา สิงห์สนั่น – น.ส.พิชญานิน ไรวินท์สุรดิษ – น.ส.ซูไรยา มะลี

ประเภท สารคดีสั้น และคลิปวิดีโอ ผู้มีผลงานผ่านเข้ารอบสุดท้าย 2 คนคือ- ธนินทร์ เสาธง เจ้าของผลงาน เรื่อง เสียงกระซิบจากผืนป่า- และ สุวนันท์ วงษ์ซื่อ “ คนทำตาล

ประเภท ภาพถ่าย “ชัย ราชวัตร” กรรมการตัดสินบอกว่างานส่งเข้าประกวดหลากหลายทั้งเนื้อหาและฝีมือกรรมการดูเพลินแต่ตัดสินใจลำบากเพราะฝีมือเก่งๆทั้งนั้น เพราะ ผู้มีผลงานผ่านเข้ารอบสุดท้าย ถึง ๘๙ เลยทีเดียว สำหรับ ๕รางวัลที่เข้ารอบลึกที่สุดนั้น มีรายชื่อดังต่อไปนี้- พรรณราย เกกีงาม ชื่อภาพ ชีวิตเรียบง่าย- สุวิมล ยืนยงค์ “ นาข้าวสมบูรณ์- ประภาส ธงอาษา “ รวมตัวกันจับปลา- อาณกร จารึกศิลป์ “ (ไม่มีชื่อภาพ)- วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์ “ อันเชิญ

ทั้งนี้ผู้ที่ชนะเลิศและผ่านการเข้ารอบจะเข้าร่วมงาน“พิธีรับรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยรางวัลพระราชทาน “สื่อเพื่อการพัฒนาชนบท”ได้รับการออกแบบโดยศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์งานพิธีจัดขึ้นในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๓๐   – ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องออดิทอเรส ชั้น ๕ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(หอศิลป์กรุงเทพฯ) โดย มีหม่อมราชวงศ์ ดิศนัดดา ดิศกุลเลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นประธานในพิธีรับรางวัลพระราชทานโดยหม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการตัดสินรางวัล พร้อมรับฟังศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี แสดงปาฐกถาเรื่อง“สื่อกับบทบาทในการสร้างความเข้าใจระหว่างเมืองกับชนบท” ซึ่งผลงานทั้งหมดนำมาจัดนิทรรศการที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(หอศิลป์กรุงเทพฯ)พร้อมจัดนิทรรศการผลงานให้ประชาชนผู้สนใจทั่วไปเข้าชมฟรี เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๒๘ มิ.ย. ถึงวันที่ ๓ ก.ค.

ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สื่อผสม)ปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสร้างสรรค์รางวัลพระราชทานฯ กล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากดอกบัวและนกเจ้าฟ้าสิรินธร โดยดอกบัวและกลีบบัวคือสัญลักษณ์แทนความดี ความสุข ความปีติคือสัญลักษณ์แทนการสื่อสารเรื่องราวต่างๆที่เป็นไปอย่างอิสระจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งในทุกๆพื้นที่ทั่วโลก