โครงสร้างคุรุสภาใหม่ลดสัดส่วนผู้แทนทุกกลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232291


สัดส่วนผู้แทนประกอบวิชาชีพ, โครงสร้าง, คุรุสภา, ใหม่, สัดส่วน, ผู้แทน, ทุก, กลุ่ม


สัดส่วนผู้แทนประกอบวิชาชีพ, โครงสร้าง, คุรุสภา, ใหม่, สัดส่วน, ผู้แทน, ทุก, กลุ่ม

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 4 ก.ค. 2559

โครงสร้างคุรุสภาใหม่ลดสัดส่วนผู้แทนทุกกลุ่ม

สั่งคุรุสภาดำเนินรองรับปฏิรูปคุรุสภา 4 ด้าน เผยโครงสร้างใหม่คุรุสภา หั่นเหลือ 27 คนจาก 39 คนลดผู้แทนทุกกลุ่มไม่ใช่แค่ผู้แทนครูและให้กก.กลางเลือกในขั้นสุดท้าย

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา นัดพิเศษ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้หารือถึงการปฏิรูปคุรุสภาใน4 ด้าน คือ 1.ปรับปรุงพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 2.ด้านมาตรฐานและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 3.ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพ และ4.ด้านการพัฒนาวิชาชีพ โดยในส่วนการปรับปรุงกฎหมาย จะมีการแก้ไขพ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 เพื่อให้คุรุสภามีความคล่องตัวขึ้น เพื่อให้การปรับโครงสร้างของคณะกรรมการคุรุสภาใหม่ เป็นไปอย่างเหมาะสมและกระจายที่มาของกรรมการแต่ละส่วน

“จำนวนคณะกรรมการคุรุสภาจะลดลง แต่ยังมีผู้แทนจากส่วนต่าง ๆ เหมือนเดิม โดยลดลงในทุกสัดส่วนไม่ใช่ลดเฉพาะส่วนของผู้แทนครูเท่านั้น และกระจายที่มาของกรรมการให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น มาจากสายศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และครู รวมถึงจำกัดอายุของกรรมการว่าต้องไม่เกิน70 ปีและไม่ต่ำกว่า 35 ปี ที่ผ่านมาใช้คำว่า ผู้แทนครู คนที่ได้มาเป็นกรรมการคุรุสภา ก็จะเป็นครูส่วนใหญ่ เพราะครูมีจำนวนมากกว่าตำแหน่งอื่น ๆ ดังนั้น การกำหนดเช่นนี้จะทำให้มีผู้แทนจากส่วนต่าง ๆ ที่ชัดเจนมากขึ้น”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า สำหรับคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) นั้น จะโอนอำนาจหน้าที่บางอย่างของ กมว.มาที่คณะกรรมการคุรุสภาและเปลี่ยนบทบาท กมว.เป็นคณะกรรมการจรรยาบรรณ โดยแก้กฎหมายพ.ร.บ.สภาครูฯ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มอบให้คณะทำงานไปปรับแก้ร่าง แก้ไขพ.ร.บ.สภาครูฯ ตามความเห็นของที่ประชุมและนำกลับมาเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัด ศธ.ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า โครงสร้างกรรมการคุรุสภาชุดใหม่ จะปรับลดจาก39 คน เหลือ 27 คน ประกอบด้วย ประธาน, เลขาธิการคุรุสภา เป็นเลขานุการ, กรรมการโดยตำแหน่ง 9 คน, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ,ผู้แทนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  2 คน และกรรมการผู้ประกอบวิชาชีพ 9 คน ซึ่งการคัดเลือกกรรมการผู้ประกอบวิชาชีพ จะให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) คัดเลือก จาก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มการศึกษาขั้นพื้นฐาน 6 คน ประกอบด้วย ครู 3 คน ผู้บริหารการศึกษา 1 คน ผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน และศึกษานิเทศก์ 1 คน และกลุ่มอาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 3 คน โดย กศจ.จะคัดเสนอรายชื่อมาอย่างละ 3 เท่า และจะมีคณะกรรมการสรรหาจากส่วนกลางที่ คณะกรรมการคุรุสภาตั้งขึ้น 7 คน เลือกให้เป็นกรรมการคุรุสภาตามตำแหน่งที่ต้องการ

 

วิกฤติ…’รพ.รัฐ’!!!สิ่งที่คนไทยช่วยแก้ไขได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232260

แบบ, โรงพยาบาล, วิกฤติ, รัฐ, สิ่ง, ที่, คนไทย, ช่วย, แก้ไข, ได้, รพรัฐ, คม ชัด ลึก, แบบขั้นบันได

การศึกษา-สาธารณสุข  :  4 ก.ค. 2559

วิกฤติ…’รพ.รัฐ’!!!สิ่งที่คนไทยช่วยแก้ไขได้

วิกฤติ…’รพ.รัฐ’!!!สิ่งที่คนไทยช่วยแก้ไขได้ : พวงชมพู ประเสริฐรายงาน

           ร้อยละ 100 ของผู้ที่เคยเข้าไปยังอาคารผู้ป่วยในของโรงพยาบาลรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลประจำจังหวัดสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต้องคุ้นชินภาพคนไข้นอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงที่ถูกจัดวางไว้บริเวณริมระเบียงทางเดินบ้าง หน้าลิฟต์บ้าง หรือแทบจะทุกพื้นที่ เต็มไปด้วยเตียงผู้ป่วย นี่เป็นเพียงหนึ่งในวิกฤติที่โรงพยาบาลรัฐกำลังประสบอยู่เท่านั้น!!!!

โรงพยาบาลรัฐเฉพาะที่อยู่ภายใต้สังกัด สธ.ทั่วประเทศรวม 896 แห่ง แยกเป็นโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) หรือโรงพยาบาลประจำอำเภอ 780 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัด 116 แห่ง ซึ่งเผชิญวิกฤติแทบทั้งสิ้น มากบ้างน้อยบ้างลดหลั่นกันไป “คม ชัด ลึก” กะเทาะวิกฤติโรงพยาบาลรัฐพบว่ามีอย่างน้อย 3 เรื่องหลัก “คนไข้ล้น เงินไม่พอ บุคลากรทำงานหนักเกิน”

สภาพความแออัดของผู้ป่วยนอก ที่มารอรับบริการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐมากมายจนล้นโรงพยาบาล จนมีคำกล่าวติดปากกันว่า “ไปหาหมอโรงพยาบาลรัฐ รอคิวเป็นวัน ได้ตรวจ 5 นาที” ไม่แต่ผู้ป่วยนอก การใช้บริการผู้ป่วยในก็ไม่แตกต่างกัน

ยืนยันด้วยข้อมูลเชิงสถิติของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า ในปี 2556 มีผู้มีสิทธิ์รักษาพยาบาลหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ใช้บริการผู้ป่วยนอก 151.86 ครั้งต่อคนต่อปี และผู้ป่วยใน 0.119 ครั้งต่อคนต่อปี เทียบกับปี 2545 ผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้น 27.3% และผู้ป่วยใน 26.6% นี่ยังไม่นับรวมการใช้บริการของผู้ป่วยในสิทธิประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ

สอดรับกับข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่า ปี 2557 โรงพยาบาลมีอัตราการครองเตียงผู้ป่วยในภาพรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 74% แต่มีบางโรงพยาบาลและบางพื้นที่มีอัตราการครองเตียงมากกว่า 100% หมายความว่า มีคนไข้ในมากกว่าจำนวนเตียง จำเป็นต้องใช้เตียงเสริม

ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2558 ระบุว่า รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีอัตราการครองเตียง 131.20% รพ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น 168.12% รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่ 123.79% รพ.ระยอง 113.56% และรพ.พหลพลพยุเสนา จ.กาญจนบุรี 114.71% เป็นต้น

ที่สำคัญโรงพยาบาลรัฐยังให้บริการรักษาพยาบาลแก่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยทุกคน ยึดตามหลักสิทธิมนุษยชน รวมคนไข้จากประเทศเพื่อนบ้านก็นิยมเข้ามาตรวจรักษา อาทิ โรงพยาบาลบางแห่งภาคอีสานใต้มีคนไข้ชาวกัมพูชาข้ามมาใช้บริการ หรือโรงพยาบาลทางฝั่งอันดามันก็มีชาวเมียนมาร์จำนวนไม่น้อยเข้ามาทำคลอด จึงเห็นโรงพยาบาลรัฐขึ้นป้ายข้อความเป็นภาษาเพื่อนบ้าน

ประเด็นเงินไม่พอ สิ้นไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2559 นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินระดับ 7 หรือระดับวิกฤติ ประมาณ 50 แห่ง จากโรงพยาบาล 886 แห่ง แยกเป็น รพช. 44 แห่ง คิดเป็น 5.64% และ รพศ./รพท. 6 แห่ง คิดเป็น 5.66% หากเทียบกับก่อนหน้านับว่ามีแนวโน้มดีขึ้น จากที่ปีงบประมาณ 2557 มีขาดสภาพคล่องทางการเงินระดับวิกฤติ หรือระดับ 7 จำนวน 105 แห่ง

บุคลากรทั้งแพทย์และพยาบาลมีชั่วโมงทำงานที่มากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผิดพลาดต่อคนไข้ได้ โดยผลการศึกษาเรื่อง ชั่วโมงการทำงานของแพทย์ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค สธ. พบว่าแพทย์มีชั่วโมงการปฏิบัติงาน 94 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อีกนัยหนึ่งมีเวลาพักเพียงไม่เกิน 40% ของเวลาทั้งหมดใน 1 สัปดาห์ และใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ในการตรวจผู้ป่วยนอก

ขณะที่สมาพันธ์แพทย์ รพศ./รพท. (สพศท.) ระบุว่า ชั่วโมงการทำงานของแพทย์ขึ้นอยู่กับจำนวนแพทย์ในแผนกด้วย เช่น ถ้ามีแพทย์ 2 คน อาจต้องทำงาน 108 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากมีแพทย์ 3 คน ทำงาน 85 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

แน่นอนว่า การแก้ปัญหาคนไข้ล้นโรงพยาบาลคงมิอาจบังคับให้คนไทยห้ามป่วย หรือเรื่องเงินไม่พอ ก็ไม่สามารถบอกให้รัฐบาลสนับสนุนงบให้เพียงพอ แต่ทางออกกรณีคนไข้ล้นโรงพยาบาลคือ การจัดตั้ง “เขตบริการสุขภาพ” แบ่งอิงตามเขตตรวจราชการ สธ.มี 12 เขต ภายใต้แนวคิด “โรงพยาบาลในเขตเดียวกันมีการบริหารทรัพยากรร่วมกัน” อาทิ รพ.หาดใหญ่ ที่เป็น รพศ.ได้กระจายคนไข้ที่อยู่ในระยะฟื้นฟูไปยัง รพ.บางกล่ำ ซึ่งเป็นรพช.และอยู่ในพื้นที่ใกล้กัน หรือรพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ได้ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปผ่าตัดที่ห้องผ่าตัดของ รพช.ที่อยู่ใกล้เคียง ช่วยลดปัญหาการรอคิวผ่าตัดนาน เพราะคนไข้ใน รพ.เชียงรายฯ มีจำนวนมาก แต่แนวทางนี้มีเสียงคัดค้านจากแพทย์บางกลุ่ม

กรณีปัญหาทางการเงินได้มีการหารือกับ สปสช.เพื่อปรับเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวใหม่ จะใช้ “แบบขั้นบันได” โดยโรงพยาบาลที่มีประชากรรับผิดชอบน้อยจะได้รับงบรายหัวต่อคนต่อปีสูงกว่าโรงพยาบาลในเมืองที่มีประชากรมาก จากเดิมจะให้เท่ากันทุกแห่ง ซึ่งปีงบประมาณ 2559 อยู่ที่ 3,028.94 บาทต่อคนต่อปี จึงต้องจับตาเป็นพิเศษว่า วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 นี้ ที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) จะมีวาระการเลือกเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ คนนั้นจะเป็นใคร

สำหรับชั่วโมงการทำงานของแพทย์และพยาบาลที่มากเกิน สภาวิชาชีพทั้งแพทยสภาและสภาการพยาบาลอยู่ระหว่างการกำหนดแนวทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยแพทยสภาได้มีการยกร่างแนวทางกำหนดภาระงานแพทย์ทำงานไม่ควรเกิน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ควรมีวันหยุดอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ และระยะเวลาเวรปฏิบัติการไม่ควรเกิน 16 ชั่วโมงต่อเนื่อง

เหนืออื่นใด คนไทยมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ด้วยการดูแลป้องกันสุขภาพ “ลด ละ เลิก” พฤติกรรมเสี่ยงก่อเกิดโรคต่างๆ เพราะแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้วิกฤติโรงพยาบาลรัฐ  คนไทยทุกคนต้องร่วมกันดูแลสุขภาพของตนเองและป้องกันโรค


รองนายกฯหนุนเดินหน้าโครงการพรี-อาชีวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232045


ทะเลาะวิวาท,ตีกัน,พรี-อาชีวะ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ค. 2559

รองนายกฯหนุนเดินหน้าโครงการพรี-อาชีวะ

“ประวิทย์”รองนายกฯฝากผลักดันต่อโครงการพรี-อาชีวะ ชี้ช่วยสร้างวินัยเด็ก พร้อมกำชับทุกวิทยาลัยและเจ้าหน้าตำรวจกวดขันดูแลการทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะการพกพาอาวุธ

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวภายหลังการชี้แจงการดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 30/2559 เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ร่วมกับพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ต่อที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 ซึ่งมีพล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ตนได้ชี้แจงให้ที่ประชุมทราบถึงสาเหตุของการทะเลาะวิวาท พฤติกรรมการทะเลาะวิวาท พร้อมทั้งมาตรการที่ ศธ.ดำเนินการอยู่ทั้งก่อนและหลังมีคำสั่ง คสช. ซึ่งพล.อ.ประวิทย์ เห็นด้วยกับโครงการเตรียมความพร้อมอาชีวศึกษา หรือ พรี-อาชีวะที่นำเด็กประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 1 จากสถาบันอาชีวศึกษาต่างๆ ไปเข้าค่ายฝึกอบรมระเบียบวินัยร่วมกัน เพื่อให้เกิดความรักและสามัคคี โดยให้ผู้บัญชาการกองทัพเรือ (ทร.) ผู้บัญชาการกองทัพบก (ทบ.) ผู้บัญชาการกองทัพอากาศ (ทอ.) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ช่วยดำเนินการต่อ และเห็นด้วยกับการให้นักเรียน นักศึกษาออกไปให้บริการ ช่วยเหลือประชาชนในโอกาสต่างๆ พร้อมทั้งกำชับให้สถานศึกษาและตำรวจในพื้นที่ กวดขันดูแลโดยเฉพาะเรื่องการพกพาอาวุธของเด็กอาชีวะ

ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมหารือถึงวิธีการแก้ปัญหาทะเลาะวิวาทอีกรูปแบบหนึ่งที่คิดว่าอาจได้ผลมากกว่าถูกจับดำเนินคดีต้องติดคุกหรืออยู่บ้านเมตตา คือ การเป็นทหารเกณฑ์เพื่อกล่อมเกลาจิตใจ และฝึกระเบียบวินัย โดยอาจขึ้นบัญชีไว้ก่อน กระทั่งอายุ 20 ปีบริบูรณ์จึงให้เป็นทหารเกณฑ์ทันทีโดยไม่ต้องจับใบดำใบแดง อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ซึ่ง สอศ.มองว่านอกจากโครงการพรี-อาชีวะที่ลดปัญหาได้อย่างน่าพอใจแล้ว การให้เด็กเรียนในรูปแบบทวิภาคี ที่มีการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ เป็นการเสริมทักษะชีวิตให้แก่เด็กได้เป็นอย่างดีและมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งยังช่วยดึงเด็กให้ออกมาจากวังวนปัญหาการทะเลาะวิวาทระหว่างสถาบันด้วย

 

รมว.แรงงานปลื้มไทยหลุด “เทียร์ 3” ขอบคุณทุกฝ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232018


แรงงาน,เทียร์ 3,เทียร์ 2,การค้ามนุษย์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ค. 2559

รมว.แรงงานปลื้มไทยหลุด “เทียร์ 3” ขอบคุณทุกฝ่าย

ก.แรงงาน ปลื่มอเมริกาประกาศเลื่อนอันดับไทยจาก “เทียร์ 3” ขึ้นเป็น “เทียร์ 2” วอตซ์ลิสต์ ลั่นเดินหน้าสร้างแรงงานถูกกฎหมาย เผยเตรียมพร้อมแก้ไขกฎหมายรองรับ

นายธีรพล ขุนเมือง ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานผิดกฎหมาย กล่าวถึงกรณี กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเลื่อนอันดับประเทศไทยจาก “เทียร์ 3” ขึ้นเป็น “เทียร์ 2” วอตช์ลิสต์ อันบ่งชี้ถึงความมุ่งมั่นในความพยายามของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ ซึ่งมีหลายภาคส่วนที่ร่วมดำเนินการจนมีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ โดยเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ นอกจากเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศเป็น “วาระแห่งชาติ” แล้ว ยังมุ่งเน้นให้การดำเนินงานของไทยเป็นไปตามหลักสากล เพื่อประโยชน์ของชาติโดยรวมด้วย

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านแรงงาน ซึ่งภายใต้รัฐบาลชุดนี้ ได้มีการปรับระบบการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวใหม่ทั้งระบบ มุ่งเน้นปรับสถานะแรงงานผิดกฎหมายให้เข้าสู่การทำงานที่ถูกต้อง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรง พร้อม ๆ กับแสวงหาความร่วมมือกับประเทศต้นทาง ร่วมแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย ตลอดจนดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข ทั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) รวมทั้งสหภาพยุโรป (EU) และประเด็นสำคัญ คือ การปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อเอื้อต่อการแก้ปัญหาค้ามนุษย์”โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าว

โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ซึ่งในส่วนของกระทรวงแรงงานได้มีการปรับปรุงกฎหมายหลายส่วนด้วยกัน อาทิ พ.ร.ก. การนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศ โดยการนำเข้าแรงงานตาม MOU ผ่านผู้รับใบอนุญาต ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากนายจ้างเท่านั้น พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่มีการแก้ไขเพิ่มโทษการกระทำผิดที่เกี่ยวกับแรงงานเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากนายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ทำงานทั่วไปหรือทำงานในงานเกษตรกรรม หรืออายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในงานประมงทะเล เพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่น้อยกว่า 400,000 บาท แต่ไม่เกิน 800,000 บาท ต่อลูกจ้าง 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนั้นยังได้ออกแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเปรียบเทียบปรับตาม พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 โดยให้เปรียบเทียบปรับในอัตราสูงสุด 100,000 บาทต่อคน ในการกระทำผิดในงานประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ และทั้ง 2 กิจการนี้ให้สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้ด้วย

โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อไปว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ขอบคุณ ILO และ EU ที่ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือทางวิชาการในการต่อต้านรูปแบบการทำงานที่ไม่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมประมง และอาหารทะเล รวมทั้งนายจ้างแสวงหาประโยชน์จากแรงงาน โดย ILO สนับสนุน 19.5 ล้านบาท EU สนับสนุน 144.3 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของไทย ทำให้นานาชาติสนับสนุนงบประมาณร่วมแก้ไขปัญหาสำคัญนี้ พร้อมขอบคุณทุกส่วนราชการที่ร่วมทำงานอย่างเข้มแข็ง และจะต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไป อย่างต่อเนื่องและจริงจัง ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการส่งออกสินค้าโดยเฉพาะอาหารทะเลแช่แข็งไทย เนื่องจากไทย ดูแลเรื่องแรงงานทั้งภาคอุตสาหกรรมประมงและแปรรูปสัตว์น้ำ รวมทั้งอุตสาหกรรมอื่น ๆ เป็นไปตามหลักสากล ซึ่งจะส่งผลต่อคำสั่งซื้อสินค้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อันจะเป็นประโยชน์โดยรวมต่อเศรษฐกิจไทย

 

ผู้ป่วยทางจิตล้นสถาบันกัลยาณ์ฯ คนไข้ในมากกว่าเตียงถึง 3 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232014

สถาบันกัลยาณ์,นิติจิตเวช,กรมสุขภาพจิต,นิติรักษ์,ผู้ป่วยจิตล้น
สถาบันกัลยาณ์,นิติจิตเวช,กรมสุขภาพจิต,นิติรักษ์,ผู้ป่วยจิตล้น

การศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ค. 2559

ผู้ป่วยทางจิตล้นสถาบันกัลยาณ์ฯ คนไข้ในมากกว่าเตียงถึง 3 เท่า

ผู้ป่วยจิตล้นสถาบันกัลยาณ์ฯ คนไข้ในมากกว่าเตียงถึง 3 เท่า เผยผู้ต้องขัง 36.2 % มีปัญหาสุขภาพจิต ระดมทุนปรับปรุงตึกนิติรักษ์ รองรับผู้ป่วยใน 3.6 พันรายต่อปี

         นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานครบรอบ 45 ปี สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ และระดมทุนในงานทอดผ้าป่าสามัคคีผ่าน “โครงการปันน้าใจ ให้โอกาส” เพื่อซ่อมแซมปรับปรุงตึกนิติรักษ์ หอผู้ป่วยชายหลังแรกที่ใช้งานมานานและมีสภาพทรุดโทรมมากว่า สถาบันฯมีศักยภาพสูง สามารถให้บริการผู้ป่วยจิตเวชที่มีปัญหายุ่งยากซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ต้องหา จำเลยหรือผู้ต้องขังที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือเจ็บป่วยทางจิตให้เข้าถึงบริการสุขภาพจิต ได้รับการรักษาและเตรียมความพร้อมให้สามารถต่อสู้คดีได้ รวมทั้งการวางแผนให้ผู้ต้องขังจิตเวชได้รับการดูแลให้เหมาะสมกับสภาพความเจ็บป่วยและบริบทของเรือนจำ

นพ.เจษฎา กล่าวอีกว่า จากการศึกษาของสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ พบว่า ประเทศไทยมีผู้ต้องขังประมาณ 320,308 คน ซึ่งมากเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และพบว่า ผู้ต้องขังร้อยละ 36.2 มีปัญหาสุขภาพจิตรวมถึงโรคทางจิต จำแนกเป็นโรคจากสารเสพติด ร้อยละ 21.9 บุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมร้อยละ 19.1 โรคไบโพลาร์ ร้อยละ 9.1 โรคซึมเศร้าร้อยละ 8.4 โรควิตกกังวลร้อยละ7.8 โรคจิตร้อยละ7.7 และเสี่ยงต่อฆ่าตัวตายร้อยละ7.2 ในรายที่มีโรคทางจิตรุนแรงจะมีมากกว่าประชากรทั่วไปถึง 3 เท่า แต่การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตยังเป็นปัญหามาก ทั้งทรัพยากรนักวิชาชีพด้านสุขภาพจิตที่ไม่เพียงพอ ขาดงบประมาณและความรู้ในการจัดการ ทาให้ผู้ต้องขังที่มีความเจ็บป่วยทางจิตอาจก่อคดีซ้ำ ทำให้ครอบครัว และสังคมไม่ปลอดภัย

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กล่าวว่า สถาบันฯให้บริการมาถึง 45 ปี มีตึกนิติรักษ์เป็นหอผู้ป่วยแรกของโรงพยาบาล ปัจจุบันสภาพโครงสร้างของอาคารมีความทรุดโทรม ไม่พร้อมใช้งาน อีกทั้งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณจึงก่อความยากลำบากต่อกิจกรรมฟื้นฟูต่างๆ ให้แก่ผู้ป่วย จึงได้จัดโครงการปันน้าใจ ให้โอกาส เพื่อระดมทุนทรัพย์จากผู้มีจิตศรัทธา โดยเผยแพร่ความรู้ด้านนิติสุขภาพจิต เพื่อให้สังคมได้ทราบถึงภารกิจสำคัญของสถาบันฯ ที่มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย ครอบครัวปลอดภัย และสังคมปลอดภัย

“สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เปิดบริการสำหรับผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป ผู้ป่วยนิติจิตเวช ผู้ป่วยสารเสพติด ครอบคลุมทุกช่วงอายุทั้งแบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ให้บริการ ผู้ป่วยนอกเฉลี่ยสูงถึง 41,000 รายต่อปี และผู้ป่วยในเฉลี่ย 3,600 รายต่อปี ทำให้สถาบันฯ ประสบปัญหา จำนวนเตียงผู้ป่วยในไม่เพียงพอ ปัจจุบันสามารถให้บริการผู้ป่วยในได้เพียง 185 เตียงเท่านั้น ในขณะที่ความต้องการของประชากรใน 8 จังหวัดที่รับผิดชอบอยู่ที่ 600 เตียง จะเห็นว่ามีความต้องการเตียงมากกว่าจำนวนจริงที่มีถึง 3 เท่า”นพ.ทวีศิลป์กล่าว

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า ตึกนิติรักษ์ที่ปรับปรุงแล้วเสร็จจะสามารถ รองรับผู้ป่วยในที่ส่งต่อมาจากเครือข่ายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังให้บริการคลินิกพิเศษต่างๆ ได้แก่ คลินิกนิติจิตเวช คลินิกสารเสพติด คลินิกจิตเวชเด็กและวัยรุ่น คลินิกจิตเวชผู้สูงอายุ คลินิกบุตรบุญธรรม รวมทั้งมีการให้บริการเชิงรุกด้านจิตเวชชุมชนใน เขตสุขภาพที่ 5 ซึ่งครอบคลุม 8 จังหวัดในภาคกลางตอนล่าง และ 7 เขตทางตะวันตกของกรุงเทพฯ รวมทั้งการ ดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับต่างประเทศ เช่น โครงการวิกฤติสุขภาพจิต(Crisis Mental Health) และงานนิติสุขภาพจิต (Forensic Mental Health) ได้แก่ โครงการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องขังจิตเวชในเรือนจา เป็นต้น

 

สั่งสพฐ.ปรับเพิ่มรายหัวเด็กเรียนร่วมร.ร.ปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232004


ค่าน้ำค่าไฟ,เรียนฟรี,เด็กพิเศษเรียนร่วม,เรียนฟรี 15 ปี

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ค. 2559

สั่งสพฐ.ปรับเพิ่มรายหัวเด็กเรียนร่วมร.ร.ปกติ

“ดาว์พงษ์” ถกรายจ่ายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สั่ง สพฐ.ทบทวนปรับเพิ่มรายหัวเด็กพิเศษเรียนร่วมกว่า 2 แสนคน และให้คำนวณอัตราค่าน้ำ-ค่าไฟใหม่ก่อนตัดสินใจแยกหรือไม่

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังหารือเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผู้บริหารโรงเรียน ว่า ได้หารือร่วมกันรายการที่ต้องเก็บจากผู้ปกครองมีอะไรบ้างและมีความจำเป็นอย่างไร จากการหารือพบว่างบประมาณที่รัฐจัดสรรให้กับโรงเรียนผ่านเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนนั้น ยังไม่เพียงพอทั้งในการบริหารจัดการและการพัฒนาโรงเรียน โดยเฉพาะค่าสาธารณูปโภค หรือค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งบางโรงเรียนที่ต้องติดเครื่องปรับอากาศ ทำให้ต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มจากผู้ปกครอง ซึ่งที่ผ่านมา ศธ.ไม่ได้แยกหมวดค่าใช้จ่ายดังกล่าวออกมา แต่รวมอยู่ในรายการเรียนฟรี 5 รายการในส่วนของค่าจัดการเรียนการสอน ซึ่งใช้เพื่อจ่ายค่าสาธารณูปโภคมากถึง 60% ของค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอน ดังนั้น ที่ประชุมให้ สพฐ.ไปคำนวณอัตราค่าน้ำ-ค่าไฟที่เหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไหร่และนำมาเสนอ เพื่อจะดูว่าจะจัดการแยกหมวดค่าน้ำ ค่าไฟ ของโรงเรียนออกมาต่างหากหรือไม่

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้หารือถึงการดูแลเด็กพิเศษเรียนร่วมในโรงเรียนสามัญ ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 200,000 คน ได้รับเงินอุดหนุนเท่ากับเด็กปกติ ขณะที่หากเด็กไปเรียนในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ซึ่งมีอยู่ 48 แห่งทั่วประเทศ จะได้รับเงินอุดหนุนรายหัว 6,000 บาทต่อคนต่อปี มากเด็กปกติที่ได้รับอยู่ประมาณ 3,000 บาทต่อคนต่อปี  ดังนั้นที่ประชุม จึงให้สพฐ. ไปคำนวณและจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวเพิ่มให้แก่เด็กพิเศษที่เรียนอยู่ในโร เรียนปกติ ในอัตราเดียวกับเด็กที่เรียนอยู่ในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ

ทั้งนี้ ได้มอบให้สพฐ. ไปทบทวนระบบคัดกรอง เด็กยากจน ที่ครอบครัวมีรายได้ไม่เกิน 40,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี ใหม่ เนื่องจากที่ที่ผ่านสพฐ.รับข้อมูลเด็กยากจนจากทางโรงเรียน ที่แจ้งมาว่า มีเด็กกลุ่มนี้สูงถึง 4 ล้านคน จากนักเรียนในสังกัดสพฐ. ที่มีทั้งหมดกว่า 8 ล้านคน  ทำให้เข้าใจว่าเงินตรงนี้ถูกนำไปใช้กับเด็กที่มีฐานะดีด้วย ดังนั้นต้องมีการจัดระบบใหม่ โดยให้สพฐ.ไปวางแนวทางที่เหมาะสม

“ทางโรงเรียนยังขอให้รัฐจัดสรรเพิ่มคือ เงินอุดหนุนการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล เช่น การจัดกิจกรรมตามโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ อาทิ ค่าทัศนศึกษา  การยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งโรงเรียนต้องจ้างครูต่างประเทศ ค่าจ้างครูและบุคลากรเพิ่มเติม เบื้องต้นให้ สพฐ.เกลี่ยอัตราจ้างที่มีอยู่กว่า 10,000 อัตรา รวมถึงเกลี่ยครู ที่บางโรงเรียนมีครูเกิน ขณะที่บางโรงเรียนมีครูขาด เพื่อลดปัญหาอัตราจ้าง โดยจะให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)มาช่วยดู ว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนครูและลดอัตราจ้างของโรงเรียน  ทั้งนี้ ในส่วนของค่าจ้างครูต่างประเทศ ผมอาจจะเสนอต่อขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มในหมวด 6 ซึ่ง เมื่อ ศธ. เข้ามาดูแลในเรื่องนี้แล้ว ผมหวังว่าต่อไปจะส่งผลให้ต่อไปการเก็บเงินบำรุงการศึกษาจากผู้ปกครองเป็นไป อย่างสมเหตุสมผล และต้องลดลงจากเดิม ขณะที่ โรเรียนขนาดเล็กก็สามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้แก่เด็กได้ อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องเก็บเงินเพิ่มจากผู้ปกครองอีก”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

 

“องคมนตรี” เผยในหลวงทรงห่วงหนี้สินครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/232002

องคมนตรี,ในหลวงห่วงหนี้ครู

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  1 ก.ค. 2559

“องคมนตรี” เผยในหลวงทรงห่วงหนี้สินครู

องคมนตรี มอบโอวาท นศ.ทุนพระราชทานตามโครงการกองทุนการศึกษา ย้ำทุกคนเป็นคนดี ต้องมีความซื่อสัตย์ ความขยัน และความอดทน พร้อมเผยในหลวงทางห่วงปัญหาหนี้สินครู

เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี มอบโอวาทตอนหนึ่งแก่นักศึกษาทุนพระราชทานตามโครงการกองทุนการศึกษา ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งโครงการกองทุนการศึกษา โดยทรงมีพระประสงค์คือ ให้ทุกคนเป็นคนดี  มีความซื่อสัตย์ ความขยัน และความอดทน  ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าความดีทั้ง 3 ประการเป็นสิ่งที่เยาวชนจดจำได้ไม่ยาก แต่อยากขอให้นำไปคิดและปฏิบัติ  โดยเรื่องความซื่อสัตย์ มีตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัดเจน เช่น เก็บเงินหรือสิ่งของได้แล้วคืนเจ้าของ รวมถึงการตรงต่อเวลา การรักษาคำพูด ซึ่งทำไม่ง่ายแต่หากทำได้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนรอบข้าง

นอกจากนั้น นักศึกษาที่ได้รับทุนพระราชทาน  ต้องเห็นคุณค่าของเงินพระราชทาน และถือว่าเป็นผู้มีโอกาสแล มีอนาคตอยู่ในมือแล้ว ขึ้นกับตัวเราว่าทำความฝันให้เป็นจริงได้หรือไม่ หากเราทุ่มเท ความสำเร็จจะอยู่ในมือ และช่วงเวลาที่นักศึกษาทุนได้ศึกษาในระดับอุดมศึกษา ควรต้องพยายามหาความรู้จากอาจารย์  ค้นคว้าด้วยตนเอง ทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น และศึกษาดูงาน ทั้งต้องด้วยหาวิธีพัฒนาสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้น บ้านเมืองจึงจะพัฒนา

องคมนตรี กล่าวต่อไปว่า โครงการกองทุนการศึกษา จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 ขณะนี้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 4 แล้ว คณะองคมนตรีได้กราบทูลถวายรายงานโดยตลอด ทรงเป็นห่วงเรื่องหนี้สินครู ซึ่งจะทำอย่างไรที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องช่วยกันดูแล  พบว่า ครูมีหนี้สินตั้งแต่เป็นนักศึกษาครู เพราะต้องกู้เงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. มาเป็นค่าเล่าเรียน จบแล้วก็ต้องใช้คืน หากได้รับการบรรจุในที่ห่างไกลจะมีปัญหาเรื่องค่าเดินทาง นอกจากนี้ กองทุนให้กู้อื่นๆ ก็ปล่อยเงินกู้ให้กับครูได้ง่าย และให้วงเงินสูง โดยไม่ตรวจสอบภาระหนี้สินเดิมหรือความสามารถในการใช้เงินคืน ซึ่งควรมีการตรวจสอบหรือมีเงื่อนไขก่อนการปล่อยกู้ให้มากขึ้น  ทั้งนี้ อาจมองได้ว่าเป็นปัญหาแต่ละบุคคล  หากมองภาพรวมน่าจะช่วยแก้ไขปัญหาให้ครูได้ ซึ่งคงได้มีการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหากับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการต่อไปในอนาคต

ด้าน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา ประธานคณะอนุกรรมการประสานงานโครงการกองทุนการศึกษา กล่าวว่า นักเรียนทุนพระราชทานในโครงการกองทุนการศึกษา ได้รับการคัดเลือกจำนวน 12 คน เพื่อส่งมอบต่อเข้าโครงการกองทุนการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ มีความยินดีที่สกอ. ยื่นมือเข้ามาให้การช่วยเหลือ แต่คณะอนุกรรมการฯ ก็ยังดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องไม่ได้ทอดทิ้ง อย่างไรก็ตาม ขอฝากนักศึกษาทุนเรียนรู้การปรับตัวในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจจะต้องเรียนรู้เพิ่มเติมในสาขาวิชาใหม่ๆ  รวมทั้งต้องเตรียมตัวเพื่อการมีงานทำตั้งแต่เรียน ไม่ใช่เรียนจบแล้วจึงคิด

ส่วน น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า ทุนในโครงการกองทุนการศึกษา เป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และในส่วนของการเรียนระดับอุดมศึกษา สกอ.ได้ตั้งงบประมาณเพื่อเข้ามารองรับผู้รับทุนพระราชทานที่ศึกษาต่อเนื่องในระดับอุดมศึกษา เพื่อเป็นการผ่อนพระราชภาระเนื่องจากเป็นทุนระยะยาว โดยรับนักเรียนทุนพระราชทานปีนี้เป็นแรก จำนวน 12 คน  ได้รับเงินทุนคนละ 55,000 บาทต่อคนต่อปีการศึกษา ซึ่งเป็นเงินที่ไม่มาก สกอ.ประสานกับมหาวิทยาลัยที่รับเด็กเข้าเรียน เพื่อขอทุนการศึกษาอื่นเพิ่มเติม ช่วยไม่ให้เด็กต้องลำบากมากนัก


อ้างป.ป.ท.ชี้มูลสปสช.ขอบอร์ดตั้งคนไร้มลทินนั่งเลขาฯคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231993

พิทักษ์สิทธิพลเมือง,สปสช.,พญ.เชิดชู,ป.ป.ท.,เลขาธิการสปสช.คนใหม่
พิทักษ์สิทธิพลเมือง,สปสช.,พญ.เชิดชู,ป.ป.ท.,เลขาธิการสปสช.คนใหม่

การศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ค. 2559

อ้างป.ป.ท.ชี้มูลสปสช.ขอบอร์ดตั้งคนไร้มลทินนั่งเลขาฯคนใหม่

กลุ่มพิทักษ์สิทธิฯอ้างป.ป.ท.ชี้มูลความผิดสปสช.แล้ว วอนบอร์ดเลือกคนไร้มลทินนั่งเลขาฯคนใหม่ สร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม

     เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 1 ก.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ในฐานะตัวแทนกลุ่มพิทักษ์สิทธิพลเมือง พร้อมด้วยผู้แทน 4 คน ได้ยื่นหนังสือถึงศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริตในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)และขอให้ไม่เลือกบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสปสช.คนใหม่ โดยมีเจ้าหน้าที่รับหนังสือแทน

พญ.เชิดชู กล่าวว่า จากการที่เมื่อปี 2558 กลุ่มพิทักษ์สิทธิพลเมืองได้ยื่นเรื่องขอให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตในการบริหารของสปสช.นั้น ล่าสุด ในฐานะผู้ขอให้มีการตรวจสอบได้ติดตามความคืบหน้าจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องของศอตช. ได้รับทราบว่า ผลการตรวจสอบพบว่ามีมูลและได้ส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)ดำเนินการต่อไปแล้ว

“เท่าที่มีการติดตามทราบว่าป.ป.ท.มีการชี้มูลเรื่องนี้แล้วว่ามีมูล ผู้ที่เป็นเลขาธิการสปสช. รองเลขาธิการสปสช.และบอร์ดสปสช.ในช่วงที่มีการตรวจสอบข้อมูลก็อาจจะมีส่วนต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้น อยากให้รมว.สธ.ในฐานะประธานบอร์ดสปสช.สอบถามและติดตามเรื่องนี้จากหน่วยงานที่ตรวจสอบ เพื่อที่การคัดเลือกเลขาธิการสปสช.คนใหม่ที่บอร์ดสปสช.จะพิจารณารับรองในวันที่ 4 ก.ค.นี้ จะได้ไม่ตั้งบุคคลที่ถูกระบุว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถูกชี้มูลมาดำรงตำแหน่ง สร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม และควรมีการชะลอการสรรหาออกไป รวมทั้ง ขอให้สอบถามไปยังป.ป.ท.เพื่อวางแนวทางป้องกันการทุจริตต่อไปด้วย”พญ.เชิดชูกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้สอบถามไปยัง นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการสปสช. แต่ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าว เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเลือกเลขาฯ อาจไม่เหมาะสม

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากการสอบถามบุคคลภายในสำนักงานฯ ทราบว่า นพ.ประทีป เตรียมทำหนังสือขอความเป็นธรรม พร้อมชี้แจงทุกประเด็นที่ถูกกล่าวหาต่อบอร์ด สปสช. เนื่องจากสิ่งที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง กรณีดังกล่าวได้มีการดำเนินการฟ้องร้องกับผู้ที่กล่าวหา และศาลรับฟ้อง โดยศาลนัดไต่สวนในวันที่29สิงหาคม2559

อนึ่ง บอร์ดสปสช.จะมีการรับรองบุคคลที่ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหาเลขาธิการสปสช.คนใหม่ในวันที่ 4 ก.ค. 2559 โดยขณะนี้เหลือผู้ผ่านการสรรหาและมีคุณสมบัติครบเพียงคนเดียว จากผู้สมัครทั้งสิ้น 8 คน คือ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ

 

๒๒ ผลงานสื่อบ้านนอกรับรางวัลพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231976

สื่อบ้านนอก
สื่อบ้านนอก
สื่อบ้านนอก
สื่อบ้านนอก
สื่อบ้านนอก
สื่อบ้านนอก

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 1 ก.ค. 2559

๒๒ ผลงานสื่อบ้านนอกรับรางวัลพระราชทาน

มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริฯ และชมรมสื่อบ้านนอกจัดโครงการประกวดสื่อบ้านนอกคัด ๒๒ ผลงานบรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี

 

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินโครงการประกวดสื่อเพื่อการพัฒนาชนบท ชิงรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (โครงการประกวดสื่อบ้านนอกฯ) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างชมรมสื่อบ้านนอกและมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริฯ กล่าวว่าโครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกระตุ้นให้คนไทยตระหนักในคุณค่าของชนบท ตลอดจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของความเข้าใจกันระหว่างคนชนบทกับคนเมือง ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดจำนวน ๒๕๐ คนมีจำนวนชิ้นงานส่งประกวด ๔๘๐ ชิ้นงาน แบ่งเป็นประเภทภาพถ่าย ๑๔๒ คน ๓๖๗ ชิ้นงานประเภทสารคดีเชิงข่าวและคลิปวิดีโอ ๓๕ คน ๓๘ ชิ้นงาน ประเภทบทความและสารคดี ๔๘ คน ๕๐ชิ้นงาน และประเภทความเรียงเยาวชน ๒๕ คน ๒๕ ชิ้นงาน

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จัดให้มีการประกวดบทความ สารคดี ความเรียง คลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่สะท้อนวิถีชีวิตชนบทซึ่งผู้เขียนหรือผู้จัดทำต้องการรักษาไว้ ต้องการแก้ปัญหาที่มีอยู่หรือต้องการพัฒนาให้ดีขึ้น มีผู้สนใจเสนอผลงานเข้าประกวดมากกว่า ๕๐๐ ชิ้นซึ่งนับว่ามากพอควรสำหรับการประกวดที่จัดเป็นครั้งแรก” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ประธานคณะกรรมการตัดสินโครงการ โครงการประกวดสื่อบ้านนอกฯกล่าวด้วยว่าเห็นได้ชัดว่าทุกคนรักความเป็นบ้านนอก รักวิถีชีวิตแบบไทยในชนบทมีความตั้งใจที่จะรักษาวิถีชีวิตที่ดีงามนั้นให้อยู่ต่อไปทุกคนเป็นห่วงว่าปัญหาบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นจะทำลายวิถีชีวิตไทยในชนบทให้หมดไปและพยายามเสนอแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวตามความถนัดหรือประสบการณ์ของแต่ละคนการริเริ่มในปีนี้ ได้กระตุ้นความคิดที่ดีเกี่ยวกับวิถีชีวิตชนบทของไทยและความตั้งใจที่จะดูแลรักษาวิถีชีวิตที่ดีนี้ไว้เป็นเรื่องที่ดีหากจัดให้มีการประกวดผลงานลักษณะนี้อีกต่อไปเป็นประจำทุกปี

สำหรับผู้ได้รับรางวัลพระราชทาน “สื่อเพื่อการพัฒนาชนบท” ประเภท บทความ ภายใต้ความหมาย ของ “ วิถีชีวิตชนบท ”

รางวัลชมเชย ๒ รางวัล ได้แก่- ผลงานที่มีชื่อว่า “ลมหายใจชนบท “ ของ นางสาวกิตติยา จันดี- ผลงาน “ เศรษฐีมดแดง “ ของ นางสาวกษมา แดงสุวรรณ

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๒ ประเภทบทความ ได้แก่ ผลงาน “บ้านนอก พิศมอง นอกบ้าน” ของคุณเกียรติศักดิ์ หงษ์คำ

รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๑ ได้แก่ ผลงาน ที่มีชื่อว่า “ วิถีชนบทไทย แง่งามท่ามกลาง การพัฒนา” ของ นางสาวสุธาสินี นิรัตติมานนท์

รางวัลชนะเลิศ เป็นผลงงานที่มีชื่อว่า “กำแพง” ของ ร้อยโท วรวิทย์ ทรัพย์เจริญ

ศ.สกุล บุณยทัต กรรมการตัดสินประเภทบทความ กล่าวว่าโดยภาพรวมของบทความที่ได้รับรางวัลโครงการประกวดสื่อเพื่อพัฒนาชนบทประจำปีนี้..ถือได้ว่า

เป็นผลงานที่เปี่ยมเต็มไปด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ออกมาอย่างชัดแจ้งแม่นตรงและแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและจริงจังในการรังสรรค์เนื้องานให้มีผลลัพธ์ออกมาอย่างมีคุณค่าแสดงให้เห็นถึงผลกระทบอย่างฉับพลันที่มีคุณประโยชน์ต่อภาพลักษณ์อันจริงแท้ของชนบทเป็นบทสะท้อนแห่งบทสะท้อนต่อการเข้าใจเพื่อการแก้ไขและพัฒนาสังคมชนบทให้เกิดขึ้นได้อย่างมีทิศทางและมองเห็นหนทางแห่งการปฏิบัติที่เป็นรูป

บทความชนะเลิศ.. กำแพง..มีกลวิธีในการนำเสนอสาระเนื้อหาในเชิงซ้อนได้อย่างถึงแก่นมันโบยตีโลกยุคใหม่ด้วยการไขว้สลับระหว่างมายาคติที่ย้อนแย้งอยู่กับโลกของความจริงในวิถีของอุปสรรคอันหลากหลายที่สังคมชนบทต้องต่อสู้ดิ้นรนและหาทางออกเองอย่างยากลำบากแต่ก็เห็นถึงประกายแห่งความหวังของการต่อสู้ที่ผู้เขียนได้กลั่นออกมาจากหัวใจอย่างลึกซึ้งด้วยทัศนคติที่เป็นธรรมจนทำให้เห็นภาวะอันจำเป็นของสังคมชนบทที่จะต้องได้รับการเยียวยาและก้าวพ้นกำแพงแห่งอุปสรรคอันเป็นวิกฤตนั้นออกมาให้ได้.มันคือความชัดเจนอย่างถึงที่สุด การสร้างกำแพงขึ้นมาเป็นภาษาสัญลักษณ์..เป็นการเน้นย้ำให้เนื้องานมีน้ำหนักขึ้นมาก..และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า…อุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงที่ถูกกล่าวถึงโดยเฉพาะการขาดการเหลียวแลจากภาครัฐคือความล้มเหลวอันสำคัญแต่ถูกมองข้ามต่อการเยียวยาชีวิตของชนบทโดยแท้…

เช่นเดียวกับผลงานรองชนะเลิศอันดับหนึ่งและอันดับสอง ทั้งสองรางวัล..วิถีชนบทไทยแง่งามท่ามกลางการพัฒนา และ บ้านนอกพิศมองนอกบ้านที่มองโลกในแง่งามผ่านการพินิจพิเคราะห์ชนบทอย่างมีต้นรากของความมีความเป็นมีการเสนอแนะทางออกอันชวนขบคิด สดใหม่และเห็นภาพพจน์จนเป็นที่ประจักษ์ทั้งในเชิงวิชาการและกระบวนการคิดที่มีเอกภาพและสามารถนำไปปฏิบัติการณ์ได้อย่างถ่องแท้…การก่อเกิดมุมมองในการส่องเห็นปรากฏการณ์ทั้งภายในภายนอกอย่างถ้วนถี่ทำให้ผลงานที่ได้รับการยกย่องมีคุณค่าทั้งต่อตัวผู้เขียนเองและต่อความเป็นไปในการพลิกด้านมืดของชนบทให้ออกมาสู่แสงไฟแห่งการก้าวไปสู่อนาคตอันเรืองรุ่งได้จริง

สำหรับผลงานชมเชยทั้งสองรางวัล..เศรษฐีมดแดง และลมหายใจชนบทแม้จะดูเป็นมิติแห่งตำราเชิงวิชาการ..แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความรักและความห่วงไโดยเฉพาะศิลปะทางด้านการแสดงอันเป็นมรดกอันล้ำค่าและเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นถิ่นที่กำลังถูกเพิกเฉย..จนลมหายใจแห่งชีวิตของความเป็นศิลปะการแสดงอันลึกซึ้ง ต้องอ่อนล้าลงอย่างน่าวิตก…ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น..คือความจริง ความ ดี ความงามที่นักเขียนทั้งหมดได้สะท้อนมโนสำนึกแห่งความรับผิดชอบของพวกเขา สื่อสารนัยของชนบทอันมีค่านี้ออกมา..ให้ได้สัมผัสและรับรู้กันอย่างน่ายกย่องและชวนติดตามยิ่ง..สังคมไทยหลงลืมรากเหง้าในความเป็นชนบทของเราไม่ได้หรอก..ตราบใดที่แผ่นดินไทยยังคงเป็นผืนแผ่นดินแห่งชีวิต..ที่ถูกโอบประคองด้วยธรรมชาติแวดล้อมและความงามแห่งการก่อเกิดและล้วนถูกปลูกสร้างขึ้นด้วยพลังอันล้ำค่าของชนบทอันบริสุทธิ์และสัตย์ซื่อนี้..มาเป็นนิรันดร์

สำหรับผู้ได้รับรางวัลพระราชทาน “สื่อเพื่อการพัฒนาชนบท” ประเภท สารคดี ภายใต้ความหมาย “ วิถีชนบท ”

รางวัลชมเชย ๒ รางวัล ได้แก่ผลงานที่มีชื่อว่า “ ฟื้นชีพการแสดงพื้นบ้านล้านนา” ของคุณฉัตรปกรณ์ กำเหนิดผล

ผลงานที่มีชื่อว่า “หนังตะลุงสื่อพื้นบ้าน จิตวิญญาณคนปักษ์ใต้” ของคุณพันธ์ศักดิ์ วรรณคำ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ได้แก่ผลงานที่มีชื่อว่า“หยดน้ำที่หายไป” ของร้อยตำรวจโท ทรงวุฒิ จันธิมา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ได้แก่ผลงานที่ชื่อ “ชะตากรรมของมือมีดแห่งบ้านซำเบ็ง” ของคุณนิยม ไขสังเกต

สำหรับรางวัลชนะเลิศประเภทสารคดีได้แก่ผลงานที่ชื่อ “วัวกี้ วิถีพื้นบ้านของชาวเขาวง” ผลงานของคุณพลวัฒน์ ศรีหาตา

นาย วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง กรรมการตัดสิน สารคดี กล่าวว่าการจัดโครงการประกวดรางวัลสื่อเพื่อการพัฒนาชนบทครั้งแรกนี้ในประเภทสารคดีมีผลงานที่ได้รับรางวัลกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค โดยที่คณะกรรมการมิได้ “ตั้งธง”หรือวางเป้าหมายในการกระจายรางวัลแต่อย่างใด ทว่าเน้นพิจารณาจาก “เนื้อหา” และ“วิธีการเล่าเรื่อง” ตามกรอบเกณฑ์ของการประเมินค่างานสารคดีเป็นสำคัญ “หนังตะลุง : สื่อพื้นบ้าน จิตวิญญาณคนปักษ์ใต้” ของ ฉัตรปกรณ์ กำเหนิดผล

เล่าเรื่องหนังตะลุง ศิลปะพื้นบ้านเก่าแก่ที่คนทั่วไปรู้จักอยู่แล้ว แต่เป็นในบริบทใหม่ของยุคสมัยปัจจุบันกับเรื่อง “ฟื้นชีพการแสดงพื้นบ้านล้านนาฯ” ของ พันธ์ศักดิ์ วรรณคำเล่าถึงการรื้อฟื้นศิลปะการแสดงฟ้อนดาบโดยกลุ่มยุวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจสานต่อศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นล้านนา เป็นผลงาน ๒ ชิ้นที่โดดเด่นจนได้รับรางวัลชมเชย

“หยดน้ำที่หายไป” ของ “กระจอกชัย”สารคดีเชิงสืบสวนหาความจริงเกี่ยวกับปริศนาการหายไปของปริมาณน้ำในเขื่อนสิริกิติ์ที่เชื่อมโยงไปถึงวิถีชีวิตของคนประมง สัตว์ป่า ไม้เถื่อนและยาบ้า คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ “ชะตากรรมของมือมีดแห่งบ้านซำเบ็ง” ของ นิยม ไขสังเกต เล่าชีวิตชาวสวนยางอีสานกับพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มาแทนพืชไร่ดั้งเดิม ด้วยราคาผลิตที่สูงลิ่วในช่วงเริ่มปลูก แต่กลับตกต่ำยิ่งในยุคนี้เล่าเรื่องผ่านหนุ่มโรงงานที่ตัดสินใจหันหลังให้เมือง หวังกลับไปเป็นคนกรีดยางที่บ้านเกิดแต่ต้องเผชิญกับชะตากรรมในอีกรูปแบบหนึ่งดำเนินเรื่องด้วยสำนวนภาษาที่มีลีลาทางวรรณศิลป์และชั้นเชิงการเล่าเรื่องอันสร้างสรรค์ฉายภาพบรรยากาศได้เห็นภาพ สะท้อนชีวิตชีวาและอารมณ์ความรู้สึกได้ลึกซึ้งถึงใจเป็นผลงานที่ครบองค์ประกอบของความเป็นงานเขียนสารคดีชั้นดีจนได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑

“วัวกี้ วิถีพื้นบ้านของชาวเขาวง” ของ พลวัฒน์ ศรีหาตา เล่าเรื่องราวในท้องทุ่งปศุสัตว์ริมเทือกเขาภูพานที่มีวัวพื้นบ้านเป็นแกนกลางของเรื่องและเป็นแกนหลักทางเศรษฐกิจของผู้คนในแถบนั้นไม่ใช่แค่เพียงด้านรายได้ประจำ แต่ยังเป็นแหล่งเงินเก็บ เป็นมรดกที่จะให้แก่ลูกหลานรวมทั้งเป็นวิถีชีวิตร่วมของการสร้างสังคมชุมชน และการดำเนินชีวิตที่เชื่อมโยงผูกพันอยู่กับธรรมชาติเป็นงานเขียนที่สั้นกระชับ แต่เล่าความได้ครบครัน ทั้งภาพปัจจุบันความเป็นมาและแนวโน้มที่จะเป็นไปของคนกับวัวในท้องทุ่งแห่งนั้นโดยเฉพาะวัวพื้นบ้านที่ประเด็นหลักของเรื่องนั้นถือเป็นเรื่อง unseen สำหรับคนทั่วไปซึ่งอ่านแล้วจับใจจนได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัลชนะเลิศอย่างเป็นเอกฉันท์

“เมื่ออ่านงานเขียนที่ได้รับรางวัลครบทุกชิ้นก็จะเห็นภาพสะท้อนวิถีชนบทของเมืองไทยได้ทั่วประเทศ“ วีระศักดิ์ กล่าว

สำหรับผู้ได้รับรางวัลพระราชทาน “สื่อเพื่อการพัฒนาชนบท” ประเภท ความเรียงเยาวชน ภายใต้ความหมาย “ บ้านนอกพรุ่งนี้ที่อยากเห็น ”

รางวัลนี้มีผลงานที่ได้รับรางวัลชมเชย ถึง ๓ รางวัลพระราชทานด้แก่ :- ผลงานที่ชื่อ “วิถีชนบทไทย” ของ นางสาวซูไรยา มะลี- ผลงานที่ชื่อ “ทางกลับบ้าน” ของนางสาวภัทราวดี ชิตยวงษ์- ผลงานที่ชื่อ “บ้านนอกพรุ่งนี้ ที่อยากเห็น” ของคุณวิทยา สิงห์สนั่น

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ประเภทความเรียงเยาวชน ไม่มีผลงานที่เหมาะสมที่จะได้รับรางวัลพระราชทาน

รางวัลชนะเลิศอันดับ ๑ ได้แก่ผลงานที่ชื่อ “บ้านนอกพรุ่งนี้ ที่อยากเห็น” ของ นางสาวพิชญานิน ไรวินท์สุรดิษ

รางวัลชนะเลิศ ประเภทความเรียงเยาวชน ได้แก่ผลงานที่ชื่อ “บ้านอกพรุ่งนี้ที่อยากเห็น” ของคุณพงศธร กาญจนกังวาฬกุล

นาย เจน สงสมพันธุ์ กรรมการตัดสิน ประเภทความเรียง กล่าวว่า ความเรียง บ้านนอกพรุ่งนี้ที่อยากเห็น โดย พงศธร กาญจนกังวาฬกุล เป็นความเรียงที่ร้อยเรียงให้ภาพชนบทที่ยังคงวิถีธรรมชาติ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน เป็นความเรียงที่อุดมด้วยภาษาพรรณาที่ทำให้ผู้อ่านสามารถเห็นภาพสีสันแห่งท้องทุ่งซึ่งอร่ามด้วยสีทองของรวงข้าวและการแปรเปลี่ยนสีสันตามฤดูกาลท่ามกลางวิถีแห่งชนบทที่ถูกบรรยายให้เห็นภาพอย่างมีมิติโดยมี “ยาย” เป็นตัวเสริมเติมเรื่อง มาเดินเรื่องให้ความเรียงมีชีวิต และมี “ฉัน” เป็นหัวใจแห่งความปรารถนา เป็นเมล็ดพันธุ์ในฤดูกาลใหม่ เป็นกลไกที่จะหมุนต่อไปยังอนาคตที่อยากจะเห็นสิ่งที่เป็นทุนทางสังคมเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์แบบสาระที่ผู้เขียนความเรียงนำเสนอ เป็นการนำไปสู่ภาพแทนของการมีชีวิตที่สงบ พึ่งพาตนเอง เป็นสังคมที่คงความเอื้อเฟื้อ มีวัฒนธรรมประเพณีร้อยรัดสัมพันธภาพ เป็นความงดงามแห่งชนบทที่ผู้เขียนปรารถนาจะให้มีสืบต่อในกาลต่อไป

ด้วยเหตุดังกล่าว ความเรียงนี้จึงสมควรได้รับรางวัลชนะเลิศ ความเรียงประเภทเยาวชนในโครงการประกวดสื่อเพื่อการพัฒนาชนบท ประจำปี ๒๕๕๙

ส่วน บ้านนอกพรุ่งนี้ที่อยากเห็น โดยพิชญานิน ไรวินท์สุรดิษเป็นความเรียงที่ให้ภาพเชิงเปรียบเทียบระหว่างเมืองกับชนบทให้เห็นถึงความอ้างว้างที่ห้อมล้อมชีวิตในเมืองใหญ่ ซึ่งมีความแออัด กับชีวิตในชนบทที่ยังมีธรรมชาติต้นไม้ใบหญ้า ผู้คนยังรู้จักทักทาย ยังมีวัดที่เป็นได้หลากหลายอย่างในชีวิตของคนที่นั่นโดยความรู้สึกประทับใจต่อชนบทค่อย ๆซึมซับเข้ามาในความรู้สึกของผู้เขียนเรียงความผู้ซึ่งมียายอาศัยอยู่ในชนบท

สาระที่ผู้เขียนความเรียงนำเสนอ ค่อย ๆ เติมสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นความประทับใจความอบอุ่นเป็นกันเองที่หัวใจได้สัมผัส ชนบทสามารถพึ่งพาตัวเองได้เพราะมีธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมการเป็นอยู่ที่พอเพียง พอประมาณ และการแบ่งปันซึ่งกันและกันสิ่งนี้เองที่ผู้เขียนสัมผัสและนำพาคนอ่านไปสู่สิ่งที่เป็นความสุขที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

ด้วยเหตุดังกล่าว ความเรียงนี้จึงสมควรได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ความเรียงประเภทเยาวชน

ในโครงการประกวดสื่อเพื่อการพัฒนาชนบท ประจำปี ๒๕๕๙บ้านนอกพรุ่งนี้ที่อยากเห็น โดย ซูไรยา มะลี ได้ฉายภาพชนบทของชายแดนใต้ที่ปัจจุบันแม้ถนนหนทางจะเจริญมากแล้ว แต่วิถีคนบ้านนอกยังแยกได้ชัดเจนจากวัฒนธรรมผู้คนที่นั่นยังคงแนบแน่นกับประเพณี ศาสนาและวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาการยังดำเนินวิถีแบบเดิมทำให้ช่องว่างระหว่างวัย ช่องว่างระหว่างผู้คน ยังเกิดขึ้นน้อยมากแต่ปัญหามักจะเกิดมาจากปัจจัยภายนอก

สาระที่ผู้เขียนความเรียงนำเสนอ เป็นเหมือนตัวแทนของการร้องเรียนถึงสิ่งที่ควรแก้ไขเรื่องความเป็นอยู่ โอกาสทางการศึกษาความเจริญของโลกสมัยใหม่ที่ได้พรากความอบอุ่นและสร้างปัญหาให้กับเยาวชน เทคโนโลยีการสื่อสารความไม่ไว้วางใจคนท้องถิ่นจากรัฐ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนหวังว่าจะได้รับการแก้ไขและเยียวยาในเวลาต่อไปด้วยเหตุดังกล่าว ความเรียงนี้จึงสมควรได้รับรางวัลชมเชย ความเรียงประเภทเยาวชน

ในโครงการประกวดสื่อเพื่อการพัฒนาชนบท ประจำปี ๒๕๕๙บ้านนอกพรุ่งนี้ที่อยากเห็น โดย ภัทราวดี ชิตยวงษ์ ได้เขียนถึงเหตุการณ์ที่ขึ้นเพียง ๕ วันในระหว่างเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ตั้งแต่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๘- ๓ มกราคม ๒๕๕๙ที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางกลับไปต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมเยือนญาติ พี่น้อง

ตัวผู้เขียนเองก็เช่นกันได้เดินทางไปเยี่ยมแม่ใหญ่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งกี่ปี ๆ ความเป็นอยู่ต่าง ๆ ยังคุ้นตาและทำให้เธอได้รู้ว่าสิ่งที่คนเมืองต้องการเห็นก็คือ ความสงบ ความเป็นกันเอง การไม่แบ่งแยก เสมอภาค

สาระที่ผู้เขียนความเรียงนำเสนอ ทำให้เห็นว่าเมื่อมีเทศกาลผู้คนจะหลั่งไหลออกต่างจังหวัดทำให้รถติดยาวเหยียดในถนนสายหลักสิ่งนี้เป็นสิ่งที่บอกว่าที่สุดแล้วคนเราต้องการค้นหาและพบเจอสิ่งใดเพียงแต่ที่จำเป็นต้องใช้ชีวิตในเมืองก็เพื่อดิ้นรนทำมาหากินเท่านั้น แต่ความสุขจริง ๆ แล้วอยู่ที่โน่น..ที่ไกลออกไป สถานที่ที่พวกเขาจากมา.. บ้านนอกนั่นเอง ด้วยเหตุดังกล่าว ความเรียงนี้จึงสมควรได้รับรางวัลชมเชย ความเรียงประเภทเยาวชน

ในโครงการประกวดสื่อเพื่อการพัฒนาชนบท ประจำปี ๒๕๕๙บ้านนอกพรุ่งนี้ที่อยากเห็น โดย วิทยา สิงห์สนั่น ดำเนินเรื่องโดยผ่านการเล่าเรื่องของตนเอง

กับความประทับใจในท้องทุ่ง พร้อมกับฉายภาพให้เห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปเช่นจากใช้ควายไถนามาเป็นเครื่องจักรจากการจับปูมาทำอาหารเพื่อจำกัดจำนวนศัตรูข้าวมาเป็นใช้ยาฆ่าและสารเคมีการละเล่นที่ทำขึ้นเองได้มาเป็นของเล่นพลาสติกชีวิตเดิมนับเป็นความสุขเป็นความหอมหวานแห่งวัยเยาว์

สาระที่ผู้เขียนความเรียงนำเสนอ คือการเปลี่ยนแปลงของชีวิตผู้คนในท่ามกลางค่ำคืนที่ยังมีพระจันทร์ดวงเดิมผู้เขียนจึงปรารถนาว่าบ้านนอกในวันพรุ่งจะหวนคืนกลับไปสู่ความสุขสมบูรณ์ พร้อมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วยเหตุดังกล่าว ความเรียงนี้จึงสมควรได้รับรางวัลชมเชย ความเรียงประเภทเยาว สำหรับผู้ได้รับรางวัลพระราชทาน “สื่อเพื่อการพัฒนาชนบท” ประเภท คลิปวีดีโอ ภายใต้ความหมาย “ วิถีบ้านนอก “

สำหรับรางวัลประเภทคลิปวีดีโอ มีผลงานผ่านเข้ารอบสุดท้ายมา ๒ เรื่อง และ

ผลงานทั้ง ๒ เรื่อง ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตัดสินให้ได้รับรางวัลชมเชย

ผลงานคลิปวีดีโอ ที่ได้รับรางวัลชมเชย ได้แก่ผลงานที่ชื่อ “เสียงกระซิบจากผืนป่า”ของคุณธนินทร์ เสาธง

และผลงานที่ได้รับรางวัลชมเชยอีก ๑ รางวัลได้แก่ ผลงาน ที่ชื่อ “คนทำตาล”ของ นางสาวสุวนันท์ วงษ์ซื่อ…………………………..

ความคิดเห็นซึ่ง ชนินทร์ ชมะโชติ กรรมการตัดสิน รางวัลสื่อบ้านนอก ประเภทคลิปวิดีโอ สำหรับบุคคลทั่วไป กล่าวว่าคณะกรรมการเห็นพ้องต้องกันว่า

เนื่องจากเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่จะได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมดังนั้นผลงานที่จะนำเสนอเพื่อเข้ารับพระราชทานรางวัลจะต้องพิจารณาอย่างเข้มงวดและดีเด่นจริงๆเท่าสิ่งที่คณะกรรมการตัดสินประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาออกไปล่วงหน้าจะเห็นว่าคณะกรรมการจะไม่ดูคุณภาพของภาพถ่ายหรือคุณภาพของการผลิตเป็นหลักแต่จะให้ความสำคัญมากที่สุดกับ “ศิลปะการเล่าเรื่อง” ที่สอดคล้องกับแนวคิดที่ต้องการจะเล่าจากแนวคิดของเขานำไปสู่การเล่าเรื่องอย่างมีศิลปะได้อย่างไร มีที่มาที่ไปเรียบเรียงประเด็นต่างๆที่ต้องการนำเสนอ ผ่านการลำดับเรื่องได้อย่างน่าสนใจ เข้าใจ และน่าติดตามจนสามารถกระตุ้นความรู้สึกและอารมณ์ร่วมของคนดูได้ จนเกิดความเชื่อ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับ“สื่อบ้านนอก” ที่จะสื่อสารต่อสาธารณชนได้อย่างมีพลัง

จากผลงานประเภทบุคคลทั่วไป ที่ผ่านรอบแรกจำนวน ๒๙ ผลงานคณะกรรมการตัดสินมีความเห็นว่า ยังไม่มีผลงานใดดีและสมบูรณ์พอที่จะได้รับรางวัลดีเด่นมีเพียง 2 ผลงานเท่านั้นที่อยู่ในระดับรางวัลชมเชยคือผลงาน “เสียงกระซิบจากผืนป่า” และ “คนทำตาล”ส่วนผลงานประเภทสื่อมวลชน ยังไม่มีผลงานที่อยู่ในระดับที่ได้รับรางวัล.

………………………………………

สำหรับผู้ได้รับรางวัลพระราชทาน “สื่อเพื่อการพัฒนาชนบท” ประเภท ภาพถ่ายผลงานภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชมเชย มี ๒ ผลงาน

ผลงานภาพถ่าย (…ภาพไม่มีชื่อ…) ของคุณอาณกร จารึกศิลป์

ผลงานภาพถ่ายที่มีชื่อว่า “รวมตัวจับปลา” ผลงานของคุณประภาส ธงอาษา

ผลงานภาพถ่ายรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๒ ได้แก่ผลงานภาพที่ชื่อ “ ชีวิตเรียบง่าย ” ของนางสาวพรรณราย เกกีงาม

ผลงานภาพถ่ายรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ได้แก่ผลงานภาพที่ชื่อ “ นาข้าวสมบูรณ์ ” ของ นางสาวสุวิมล ยืนยงค์

สำหรับรางวัลชนะเลิศประเภทภาพถ่าย ได้แก่ผลงานภาพถ่ายที่ชื่อ “อัญเชิญ” ของคุณวินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์

สำหรับรายชื่อภาพถ่าย ๘๙ ภาพสุดท้าย ดังรายการต่อไปนี้ :-ลำดับ ชื่อ นามสกุล ชื่อภาพ

1 กรกมล ตันฐิตารักษ์ ทะเลคือชีวิต

2 กิจชภณ ปฏิวงศ์ไพศาล สืบสาน

3 กิจชภณ ปฏิวงศ์ไพศาล ชีวิตแสนสงบ

4 กิจชภณ ปฏิวงศ์ไพศาล กรำแดด

5 กิจชภณ ปฏิวงศ์ไพศาล เราจะสู้

6 คันธ์ชิต สิทธิผล วิถีชีวิตชาวนาขั้นบันได

7 คุณากร พยัคฆันตร์ ทางแห่งชัยชนะ

8 จามิกร ศรีดำ ตลาดนัดวัวควาย

9 จามิกร ศรีดำ ฟังธรรม

10 จามิกร ศรีดำ ตลาดยามเช้า

11 จิรวัฒน์ เพ็ชร์อำไพ –

12 จิรวัฒน์ เพ็ชร์อำไพ –

13 จิรศักดิ์ โตเลิศมงคล วิถีชีวิตบ้านนอก

14 จิรศักดิ์ โตเลิศมงคล วิถีเด็กๆ บ้านนอก

15 ชนกานต์ นิพพิทา รับจ้างทำอวน

16 ชวิน ถวัลย์ภิยโย ร่วมด้วยช่วยกันทำมาหากินในวิถีบ้านบ้าน

17 ชาญวิทย์ อิสราสุวิภากร –

18 ชูศักดิ์ อุทัยภาณุมาศ อยู่อย่างพอเพียง

19 ชูศักดิ์ อุทัยภาณุมาศ ลูกหลานประมงไทย

20 ชูศักดิ์ อุทัยภาณุมาศ 1 ชีวิต เพื่อ 1 ชีวิต

21 ไชยนันท์ ช่างกระโทก IMG_1555

22 ณฐมน แซ่กัง ใจสู้

23 ทิพวรรณ คงโต ยามเช้าที่ปางอุ๋ง

24 เทิดทูน กัลยา ตลาดนัดบ้านนอก

25 ธนวินท์ คงมหาพฤกษ์ ตลาดโค-กระบือ

26 ธนวินท์ คงมหาพฤกษ์ งานฝีมือ

27 ธีรนันท์ วงศ์แซงดี –

28 นรินทร์ แสไพศาล –

29 นริศ เกตอำพันธุ์ สะพานไม้แกดำ 1.

30 นริศ เกตอำพันธุ์ –

31 นวพร ธนะสาร –

32 บุญมี ถนอมสุขสันต์ ชีวิตชนบท ที่พอเพียง

33 ประภาส ธงอาษา รวมตัวกันจับปลา

34 ปรัชญาวุฒิ มุจรินทร์ ตึกแห (เหวี่ยงแห หาปลา)

35 ปรัชญาวุฒิ มุจรินทร์ ประเพณีท้องถิ่น

36 ปรัชญาวุฒิ มุจรินทร์ หาปลา

37 ปิยะ พละปัญญา พวกเราสนุก

38 ปิยะวัฒน์ จิรเทียนธรรม ลงแขกโกยเกลือ

39 พงษ์ชัย มูลสาร รักษ์ช้างไทย

40 พรรณราย เกกีงาม ชีวิตเรียบง่าย

41 พลฤทธิ์ ฐิติวริทธินันท์ สืบสานภูมิปัญญา

42 พลฤทธิ์ ฐิติวริทธินันท์ เชียร์สุดใจ

43 พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ คลายร้อน

44 พิมล พลายแก้ว –

45 พิมล พลายแก้ว –

46 พิษณุ ศรีไหม วิถีชีวิตบ้านนอก 2

47 ภูวไนย พลไชย ศรัทธาในตำนาน หาใช่ด้านความงมงาย

48 ภูวไนย พลไชย ศรัทธาในตำนาน หาใช่ด้านความงมงาย 2

49 ภูวไนย พลไชย น้ำน้อย กรุณาใช้สอยอย่างประหยัด

50 มนูญ พงศ์พันธุ์พัฒน์ ว่าวแอกยักษ์ รักในหลวง

51 มนูญ พงศ์พันธุ์พัฒน์ สีสันบ้านนอก

52 ยงยุทธ คงมหาพฤกษ์ เสร็จแล้ว

53 ยงยุทธ คงมหาพฤกษ์ สนุกสนานตามภาษาบ้านเฮา

54 ลักขณา เสวกสุริยวงศ์ ลอยกระทงสาย(กาบกล้วย)

55 ลักขณา เสวกสุริยวงศ์ ยกยอ 2.

56 วรดิเรก มรรคทรัพย์ สีสันวัฒนธรรมชาวมุสลิม

57 วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์ อันเชิญ

58 วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์ ถวายเพล

59 วินนิวัตร ไตรตรงธนรัตน์ บวชนาคช้าง

60 วิสรุจน์ สิงหกลางพล โดนเข้าเต็มคาง

61 วิสรุจน์ สิงหกลางพล เนืองแน่น

62 วิสรุจน์ สิงหกลางพล ถีบกระดานเก็บหอยแครง

63 วิหาญ ขวัญดี ประเพณี

64 สราวุฒิ ฉ่ำแสง ความสุขของเด็กบ้านนอก

65 สราวุฒิ ฉ่ำแสง วิถีชาวนาชนบท

66 สัญชัย บัวทรง ตากแผ่นแป้ง

67 สัญชัย บัวทรง เก็บดอกดาวเรือง

68 สัญชัย บัวทรง คัดแยก

69 สันติ เศษสิน แสงแรกแห่งบ้านปากประ

70 สันติ เศษสิน เชือกที่ผูกพัน

71 สันติ เศษสิน สิ่งที่ได้กลับมา

72 สันติ เศษสิน ชาวนาสามัคคี

73 สุกฤษฏิ์ หิรัญสารพงศ์ สนุกกับฟอร์มูล่าม้ง

74 สุกฤษฏิ์ หิรัญสารพงศ์ สนุกแบบพอเพียง

75 สุทัศน์ มงคลธนเลิศ รอยยิ้มแห่งความสุข

76 สุนิสา เบญจกิจ DSC_3645

77 สุริย โพธิ์ศรี –

78 สุวิมล ยืนยงค์ นาข้าวสมบูรณ์

79 หรรษา ตั้งมั่นภูวดล ตระเตรียมสู่ขวัญข้าว

80 อาณกร จารึกศิลป์ –

81 อาณกร จารึกศิลป์ –

82 อนุวัฒน์ หมันเส็น แข่งนก สานสัมพันธ์

83 อนุวัฒน์ หมันเส็น ชาวนา พอเพียง

84 อัครายชญ์ เพ็ชร์อำไพ –

85 อังศณา วงศ์เจ๊ะเซ็ม ชะตากรรมมันมิน้อย ๒

86 อาหามะ สารีมา ขูดมะพร้าว

87 อาหามะ สารีมา เลี้ยงควาย

88 อำนวย นันทวิชิต เรือนแพ

89 เอกรินทร์ เอกอัจฉริยะวงศ์ แข่งกีฬาหลังเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้ผู้ที่ชนะเลิศและผ่านการเข้ารอบจะเข้าร่วมงาน“พิธีรับรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยรางวัลพระราชทาน “สื่อเพื่อการพัฒนาชนบท”ได้รับการออกแบบโดยศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์งานพิธีจัดขึ้นในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๙ เวลา ๑๓.๓๐   – ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องออดิทอเรส ชั้น ๕ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(หอศิลป์กรุงเทพฯ) โดย มีหม่อมราชวงศ์ ดิศนัดดา ดิศกุลเลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นประธานในพิธีรับรางวัลพระราชทานโดยหม่อมราชวงศ์ ปรีดิยาธร เทวกุล ประธานกรรมการตัดสินรางวัล พร้อมรับฟังศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี แสดงปาฐกถาเรื่อง“สื่อกับบทบาทในการสร้างความเข้าใจระหว่างเมืองกับชนบท” ซึ่งผลงานทั้งหมดนำมาจัดนิทรรศการที่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร(หอศิลป์กรุงเทพฯ)พร้อมจัดนิทรรศการผลงานให้ประชาชนผู้สนใจทั่วไปเข้าชมฟรี เริ่มตั้งแต่ วันที่ ๒๘ มิ.ย. ถึงวันที่ ๓ ก.ค.

ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สื่อผสม)ปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสร้างสรรค์รางวัลพระราชทานฯ กล่าวว่าได้รับแรงบันดาลใจจากดอกบัวและนกเจ้าฟ้าสิรินธร โดยดอกบัวและกลีบบัวคือสัญลักษณ์แทนความดี ความสุข ความปีติคือสัญลักษณ์แทนการสื่อสารเรื่องราวต่างๆที่เป็นไปอย่างอิสระจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งในทุกๆพื้นที่ทั่วโลก

 

‘ครูตู้’ฝึกนร.ตรงต่อเวลามีวินัยมาสาย-อดเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231919

ครูตู้
ครูตู้

การศึกษา-สาธารณสุข >บทความ  : 1 ก.ค. 2559

‘ครูตู้’ฝึกนร.ตรงต่อเวลามีวินัยมาสาย-อดเรียน

‘ครูตู้’ฝึกนร.ตรงต่อเวลามีวินัยมาสาย-อดเรียน : สราวุฒิ ประทุมชัน

“สพฐ.มีการประเมินโครงการครูตู้นี้ทุกปี โดยดูการเปลี่ยนแปลงที่ครู นักเรียน วิธีการเรียนการสอน และความเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน จะเห็นได้ชัดเจนได้ง่ายในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยจะเห็นได้ว่า เด็กมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะเขาต้องตรงต่อเวลา เนื่องจากครูตู้นั้นมาเป็นช่วงเวลา หากมาช้าก็จะเรียนไม่ทัน จนทำให้ติดเป็นนิสัยของนักเรียน ซึ่งการตรงต่อเวลานั้นเป็นผลดีสำหรับหลายๆ เรื่อง นักเรียนมีความสนใจและมีความสนุกสนานกับการเรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะมีกิจกรรมให้นักเรียนได้ร่วมเล่นสนุกอยู่เสมอ เช่น การให้นักเรียนเต้นออกกำลังกาย หรือร้องเพลงในต้นชั่วโมงเรียน ถือได้ว่าโครงการนี้มีผลสัมฤทธิ์ที่ดีขึ้น และจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี” อนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิด “ครูตู้สัญจรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบรอบ 70 ปี”

พร้อมตรวจเยี่ยมผลสัมฤทธิ์ของครูตู้ และเพื่อให้นักเรียนปลายทางได้แสดงเคารพและความกตัญญูต่อครูต้นทางจากโรงเรียนวังไกลกังวล และนำเสนอผลงานห้องเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งหมด 6 โรงเรียน โดยจัดขึ้น ณ โรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการขยายผลการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมทั้งระบบไปยังโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศจำนวน 15,369 แห่ง โดยรับสัญญาณการจัดการเรียนการสอนจากโรงเรียนวังไกลกังวล มาตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 ซึ่งส่งผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีโรงเรียนต้นแบบใน จ.เชียงใหม่ จำนวน 6 โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการนำ ดีแอลทีวี มาใช้ในการจัดการศึกษา ได้แก่ โรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม โรงเรียนบ้านน้ำริน โรงเรียนบ้านศรีดอนชัย โรงเรียนบ้านฟ่อน โรงเรียนบ้านแม่ลอง โรงเรียนบ้านโรงวัว

โรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนเพียง 40 คน มีข้าราชการครู 4 คน ครูอัตราจ้าง 3 คน เจ้าหน้าที่ธุรการ 1 คน ลูกจ้างประจำ 1 คน และนายสุริยน สุริโยดร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโป่งกุ่ม มีการเปิดสอนในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ดีแอลทีวี ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 6 ขั้นตอนสำคัญในการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ตั้งแต่ขั้นเตรียมการสอนขั้นจัดการเรียนการสอน

“สุริยน” อธิบายการเรียนการสอนของโรงเรียนว่า ครูนำเข้าสู่บทเรียนเพื่อเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่แก่นักเรียน ให้สามารถเข้าใจเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับสัญญาณการออกอากาศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จากสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมและปฏิบัติกิจกรรมตามโรงเรียนต้นทาง มีการกำกับ ดูแล สังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน

ครูแนะนำอธิบายเพิ่มเติมตามความจำเป็น และในกรณีครูต้องสอนมากกว่า 1 ห้องเรียนในเวลาเดียวกัน หรือมากกว่า 1 วิชา ก็ได้ศึกษากิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้อย่างละเอียด เพื่อเป็นวางแผนการใช้เวลาในการหมุนเวียน สับเปลี่ยนการกำกับดูแลห้องเรียนได้อย่างเหมาะสม ต่อจากนั้นขั้นสรุปโดยครูและนักเรียนร่วมกันสรุปบทเรียน สาระสำคัญจากการเรียนแต่ละครั้ง

พร้อมมีการวัดผลและประเมินผล เมื่อกิจกรรมการเรียนการสอนสิ้นสุดลงในแต่ละครั้ง แต่ละหน่วยการเรียนรู้ เพื่อให้ทราบว่าผลการเรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด แล้ววิเคราะห์เพื่อปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาต่อไป

“บุญรักษ์ ยอดเพชร” ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อธิบายนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนดีแอลทีวี ที่เป็นจุดเด่นของโรงเรียน คือ มีการ Pre-Post Note บันทึกการจัดการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียน เครื่องมือที่ช่วยให้ครูได้เตรียมการสอนล่วงหน้าและช่วยปรับปรุงซ่อมเสริมการจัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน และมีจอทีวี และไวท์บอร์ดเคลื่อนที่ ชุดจอทีวีที่มีกระดานไวท์บอร์ดติดคู่กัน ช่วยให้คุณครูสามารถบันทึกเขียนข้อความ ตัวเลข ประโยค หรืออื่นๆ ที่ต้องการเน้นย้ำให้นักเรียนได้ทันทีขณะกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน

ครูตู้เป็นครูพระราชทานโครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงพระอัจฉริยภาพและมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกล พระราชทานการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 21 ปี โดยเป็นการถ่ายทอดการเรียนการสอนจากโรงเรียนวังไกลกังวลให้แก่เด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ขาดแคลนครู ผ่านหน้าจอโทรทัศน์เพื่อเด็กนักเรียนในพื้นที่ชนบทห่างไกลหลายแห่งของประเทศไทย ที่ยังไร้ซึ่งโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน นำมาซึ่งคำที่เด็กๆ เรียกกันสั้นๆ ว่า “ครูตู้” โดยจะเผยแพร่ภาพเป็นการถ่ายทอดสด 1 ช่องต่อ 1 ชั้นเรียน

สำหรับโรงเรียนบ้านโป่งกุ่มเข้าร่วมโครงการนี้ เมื่อปี 2557 เทอม 2 โดยปัญหาที่พบในช่วงแรกๆ คือ การเตรียมเนื้อหาไม่ทัน เอกสารหรือใบงานบางอย่างไม่ได้แจ้งล่วงหน้า อุปกรณ์การสอนไม่เหมือนกัน จึงต้องปรับเปลี่ยนและประยุกต์สิ่งของมาใช้สอนแทน โดยปัจจุบันมีการติดต่อผ่านทางกลุ่มของอาจารย์ทั้งทางเฟซบุ๊ก หรือทางไลน์เพื่อความสะดวก สิ่งที่อยากได้คือสมาร์ททีวี เพื่อที่จะสามารถดึงข้อมูลจากทางอินเทอร์เน็ตเข้ามาในทีวีได้เลย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่กว้างและมากขึ้นกว่าเดิม ที่อยู่นอกเหนือตำราเรียนในช่วงเวลาการเรียนเพิ่มเติม สนใจเยี่ยมโรงเรียนสอบถามได้ที่ โทร.0-5338-9159