อาชีวะถกด่วน49วิทยาลัยเสี่ยงวางแผนสกัดเหตุวิวาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230903

ม.44

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มิ.ย. 2559

อาชีวะถกด่วน49วิทยาลัยเสี่ยงวางแผนสกัดเหตุวิวาท

สอศ.ประชุมวิทยาลัยรัฐ-เอกชน กลุ่มเฝ้าระวัง 49 แห่ง หลังมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ใช้ม.44 ออกมาตรการป้องกันและแก้ไขทะเลาะวิวาท เบื้องต้นวาง 6 มาตรการให้เร่งทำ

          เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดร.ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมวิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน กลุ่มเฝ้าระวังพิเศษ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 49 แห่ง ว่า ได้ชี้แจงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน และนักศึกษา พบว่า คำสั่งของหัวหน้าคสช. ฉบับนี้ นอกจากจะป้องกันปัญหาทะเลาะวิวาทแล้ว ยังดูแลเรื่องความประพฤติของนักเรียน นักศึกษาทุกเรื่อง โดยครอบคลุมเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่อยู่ในสถานศึกษาทุกสังกัด ไม่ใช่เฉพาะอาชีวศึกษาเท่านั้น

ทั้งนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาทุกคนต่างเห็นด้วยว่า คำสั่งนี้มีผลในเชิงบวก และจะสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดูแลเด็ก เพราะมีเครื่องมือที่สามารถกำกับดูนักเรียน นักศึกษาได้มากขึ้น เช่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีตามหมวด 7 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครอบเด็ก พ.ศ.2546 มีอำนาจกักตัวนักเรียน นักศึกษาที่ก่อเหตุหรือเตรียมก่อเหตุทะเลาะวิวาทเป็นการชั่วคราว ไม่เกิน 6 ชั่วโมง ซึ่งจากเดิมที่ไม่มี ดังนั้น จากนี้หากพนักงานเจ้าหน้าที่ วินิจฉัยแล้วเห็นว่า นักเรียน นักศึกษามีพฤติกรรมที่อาจจะก่อเหตุทะเลาวิวาท ก็สามารถใช้ดุลยพินิจกักตัวไว้ได้  ซึ่งจุดนี้จะเป็นการป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นได้ เป็นต้น

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า จากการวิเคราะห์พบว่า มีบุคคลตามตำแหน่งที่จะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียน นักศึกษา อยู่ในทุกหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.)  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ฯลฯ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 50,000 คน แต่ผู้ที่จะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ จะต้องผ่านการอบรม หลักสูตร พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียน นักศึกษา และมีบัตรพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วเท่านั้น   ในส่วนของสอศ.มีบุคคลที่เข้าข่ายจะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประมาณ 1,500 คน ตั้งแต่เลขาธิการกอศ.  รองเลขาธิการ กอศ. ผู้บริหารสถานศึกษา รองผู้บริหารสถานศึกษา  ครูฝ่ายปกครอง และครูฝ่ายกิจกรรม ดังนั้น จะมีการสำรวจว่ามีบุคคลที่ผ่านการอบรมแล้วกี่คน และจะดำเนินการจัดการอบรม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานตามคำสั่ง คสช.ได้

นอกจากนี้  ที่ประชุมได้กำหนดมาตรการเพื่อปฏิบัติตามคำสั่ง หัวหน้า คสช. ใน 6 ข้อ ดังนี้ 1.ในส่วนของสถานศึกษากลุ่มเฝ้าระวังพิเศษ 49 แห่ง จะสำรวจและจัดอบรมให้บุคคลกร ตามหมวด7 ที่เกี่ยวข้องทุกคนเพื่อให้ได้บัตรพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายใน 2 สัปดาห์ และตรวจสอบพร้อมจัดอบรมให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน  หากบุคคลที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จากทุกสังกัดมาช่วยดูแลเรื่องนี้ ก็จะทำให้สามารถดูแลและเผ้าระวังได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น 2. ทุกวิทยาลัยต้องสร้างความเข้าใจ และให้ผู้ปกครองทุกคนรับรู้เกี่ยวกับคำสั่งหัวหน้า คสช.  ว่าทุกคนมีหน้าที่อบรมสั่งสอน และไม่สนับสนุนให้ไปรวมกลุ่มเพื่อก่อเหตุทะเลาะวิวาท เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถแจ้งให้รับทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกหลาน และต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

3.เผยแพร่ให้ทุกคนได้ทราบเกี่ยวกับโทษ ของผู้ยุยงส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษากระทำผิด ที่มีโทษหนักขึ้น ทั้งจำและปรับ 4. ให้สถานศึกษาในสังกัดสอศ.ทุกแห่ง ทำแผนและมาตรการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาท ที่เป็นรูปธรรม แล้วเสนอมาให้สอศ.พิจารณาภายใน วันที่ 24 มิ.ย.  5. ให้สถานศึกษาจัดตารางปฏิบัติหน้าที่ของครู อาจารย์ในการเฝ้าระวังจุดเสี่ยงร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในทันที และ6.ให้ สถานศึกษาสังกัดสอศ. ทำบันทึกเหตุการณ์ และส่งรายงานให้สอศ.รับทราบทุกวัน

“หากเกิดเหตุขึ้นอีก สอศ.จะดูตามแผนที่สถานศึกษาแต่ละแห่งเสนอมา ว่ามีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดหรือไม่ หากทำแล้วแต่ยังเกิดเรื่องขึ้น สอศ.ก็จะต้องหาแนวทางช่วยเหลือ แต่ถ้าไม่ทำ ก็ต้องรับผิดชอบ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะไปดูในส่วนของผู้ยุยงสนับสนุน ซึ่งจะพิจารณาโทษตามลำดับความรนแรงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น  หากมีผู้เสียชีวิต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น และแน่นอนว่า  พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องรับผิดชอบด้วย  ซึ่งผมเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้ ประกาศใช้ได้อย่างตรงจุดและตรงเวลา เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเด็กระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 1 ที่เพิ่งเข้าเรียน ซึ่งจากการสอบถามนักเรียนที่ก่อเหตุ ก็พบว่า มีรุ่นพี่ยุยง ดังนั้น  คำสั่งนี้จะทำให้ปัญหาทะเลาวิวาทลดลง และจะทำให้ผู้ปกครองมั่นใจส่งลูกมาเรียนสายอาชีพเพิ่มมากขึ้น”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

ด้าน นายวันเดิม  มีความดี ที่ปรึกษาวิทยาลัยเทคโนโลยีปทุมธานี กล่าวว่า มาตรการนี้จะเป็นประโยชน์ทำให้รุ่นพี่และเด็ก ๆ กลุ่มเสี่ยงมีความเกรงกลัวต่อคำสั่ง คสช.ฉบับนี้ และเชื่อว่าจำทำให้สถานการณ์เบาลง ทั้งนี้ที่ผ่านมาเด็ก หากพบว่ามีเด็กพกระเบิด หรืออาวุธปืน เข้ามา ทางวิทยาลัยจะเชิญผู้ปกครองให้มาเอาเด็กออก ส่วนที่พกมีดหรืออาวุธเล็ก ๆ น้อยก็จะถูกทำทัณฑ์บน หรือพักการเรียน โดยวิทยาลัยมีเด็กกลุ่มเสี่ยง และแนวร่วมไม่มาก แต่พอก่อเหตุแล้วเป็นเรื่องใหญ่


สวธ.เผย‘พุทธทาสภิกขุ’ในชื่อบูรพศิลปินรัตนโกสินทร์59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230900

พุทธทาสภิกขุ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มิ.ย. 2559

สวธ.เผย‘พุทธทาสภิกขุ’ในชื่อบูรพศิลปินรัตนโกสินทร์59

สวธ.ประกาศรายชื่อ“บูรพศิลปิน”ยุครัตนโกสินทร์ ปี 59 ยกยอง 241 ศิลปินผู้ล่วงลับ 3 สาขา อาทิ รัชกาลที่ 7, พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคลท่านพุทธทาสภิกขุ

           ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2559  ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เป็นประธานแถลงข่าวประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ บูรพศิลปิน ปี2559 ว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.) จัดโครงการยกย่องเชิดชูเกียรติ ศิลปินผู้ล่วงลับขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติเผยแพร่เกียรติคุณ และเผยแพร่ผลงานและภูมิปัญญาของศิลปินผู้ล่วงลับที่มีผลงานสร้างสรรค์เป็นประโยชน์ต่องานวัฒนธรรม เป็นผู้เคยฝากผลงานอันทรงคุณค่าไว้ให้กับแผ่นดินจนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย

โดยกำหนดให้วันที่ 21 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นวัน ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ“บูรพศิลปิน”และในปีนี้ ได้ประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติ“บูรพศิลปิน”ยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์”จำนวน 241 คน ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาศิลปะการแสดง 137 คน สาขาวรรณศิลป์ 49 คน และสาขาทัศนศิลป์ 55 คน

สำหรับรายชื่อบูรพศิลปิน มีดังนี้ 1.สาขาศิลปะการแสดง อาทิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปกฯ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่7 ทรงมีผลงานพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงไทยที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เช่น เพลงราตรีประดับดาวเถา เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ผลงานที่มีชื่อเสียง เช่น ถ่านไฟเก่า ปิดทองหลังพระ พันท้ายนรสิงห์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร นางชนอ นิลประสิทธิ์ หรือ ชวลี ช่วงวิทย์ นักร้องคู่ขวัญกับครูเอื้อสุนทรสนาน พันจ่าอากาศโทพิเชษฐ์ ชัยบัญชา หรือ มิตร ชัยบัญชา และนายกำธร สุวรรณปิยะศิริ 2.สาขาวรรณศิลป์

อาทิ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิภาวดีรังสิต ผลงานที่มีชื่อเสียง คือ นวนิยายเรื่อง ปริศนา นายโชติ แพร่พันธุ์ หรือ ยาขอบ ผลงานที่มีชื่อเสียง คือ ผู้ชนะสิบทิศ และ พระธรรมโกศาจารย์ หรือท่านพุทธทาสภิกขุ 3.สาขาทัศนศิลป์ อาทิ พระยาอนุศาสน์จิตรกร (จันทร์ จิตรกร) ผลงานวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังพระราชวังสนามจันทร์ และวัดสุวรรณดาราม รศ.แสงอรุณ รัตกสิกร ผลงานออกแบบสวนรัฐสภา และประติมากรรมประดับสวนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน นายประยูร จรรยาวงษ์ ผู้ให้กำเนิดตัวการ์ตูน“ศุขเล็ก”ตัว การ์ตูนล้อเลียนบุคลิกของนักมวยชื่อดัง สุข ปราสาทหินพิมาย ทั้งนี้สวธ.จะจัดนิทรรศการประวัติและผลงานของบูรพศิลปิน ทั้ง 241 คน ในวันที่ 21 ก.ค.2559 ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย


‘แรงงาน-พม.-สสส.’ประกาศความร่วมมือเร่งจ้างงานคนพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230899

คนพิการ

คนพิการ

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มิ.ย. 2559

‘แรงงาน-พม.-สสส.’ประกาศความร่วมมือเร่งจ้างงานคนพิการ

‘แรงงาน-พม.-สสส.’ประกาศความร่วมมือเร่งจ้างงานคนพิการ 10,000 ตำแหน่งภายในปี  2559 พร้อมนำข้าราชการ-เอกชน-ภาคประชาชนแสดงเจตนารมณ์ช่วย

            ที่กระทรวงแรงงาน วันที่ 22 มิ.ย. กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันประกาศความร่วมมือและประกาศเจตนารมณ์ “สานพลังประชารัฐ สร้างงาน สร้างอาชีพคนพิการ 10,000 ตำแหน่ง” โดยมีภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพียง

มล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่ากระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานคนพิการเพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานที่ดีขึ้น พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในการปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างงาน ตามมาตรา 33 สถานประกอบการสามารถจ้างงานคนพิการเข้าทำงานได้ หรือจ้างงานให้คนพิการทำงานในชุมชน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ถือเป็นการจ้างงานตามกฎหมายแรงงาน และมาตรา 35 สถานประกอบการรวมถึงหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจสามารถส่งเสริมให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการได้รับสัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จ้างเหมาบริการหรือจำหน่ายสินค้า ฝึกงาน ปรับสภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ จัดบริการล่ามภาษามือ หรือให้ความช่วยเหลืออื่นใด ซึ่งมุ่งเน้นให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ และเพื่อให้การปฏิบัติตามกฎหมายไม่เกิดความยุ่งยาก จึงได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานให้สำนักงานจัดหางานเขตและจัดหางานจังหวัดแล้ว และพร้อมเดินหน้าเริ่มในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อเป้าหมายจ้างงานคนพิการ 10,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2559 – 2560 นี้

ด้านนายไมตรี อินทุสุต ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ กล่าวว่า ทางพม.จะเน้นเรื่องการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฎหมาย และใช้ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพและศูนย์พัฒนาอาชีพสำหรับคนพิการทั่วประเทศก่อนไปทำงานในสถานประกอบการ ,หน่วยงานของรัฐ หรือการทำงานในชุมชน และเราจะเร่งรัดการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในการรับคนพิการเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐและเอกชน ซึ่งจากข้อมูลในปี 2559 พบว่า คนพิการวัยแรงงานมี 748,941 คน แบ่งเป็นสัดส่วนคนพิการที่ประกอบอาชีพแล้ว 213,896 คน คิดเป็นร้อยละ 28.56 คนพิการที่สามารถประกอบอาชีพได้ที่ยังไม่ได้ทำงานมี 397,800 คน คิดเป็นร้อยละ 53.11 ของคนพิการวัยแรงงานทั้งหมด ส่วนคนพิการที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้เนื่องจากพิการมาก/ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มี 137,245 คน คิดเป็นร้อยละ 18.33 ซึ่งตามกฎหมาย ได้กำหนดให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตราส่วนลูกจ้างต่อคนพิการ คือ 100 : 1  ทำให้จำนวนคนพิการที่สถานประกอบการต้องจ้างมีจำนวน 55,283 ตำแหน่ง ในขณะที่สถานประกอบการสามารถจ้างงานคนพิการได้เพียง 34,383 ตำแหน่ง คิดเป็นร้อยละ 48 เท่านั้น

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สสส. โดยแผนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะได้สนับสนุนแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแบบครบวงจร: สุขภาวะจากการทำงาน ภายใต้มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้คนพิการได้รับการจ้างงาน และการประกอบอาชีพให้มีรายได้ สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระและพึ่งพาตนเองได้ โดยสสส.สนับสนุนโครงการนำร่องการจ้างงานคนพิการจากปี 2558 มีบริษัทที่นำร่อง20 บริษัท เกิดการจ้างงานคนพิการจำนวน 229 คน ในปี 2559 ถือว่าประสบผลสำเร็จ รวม 2 ปี มีสถานประกอบการเข้าร่วมทั้งสิ้น 89 บริษัท ได้ขยายโอกาสการจ้างงานและส่งเสริมอาชีพคนพิการเพิ่มเป็นจำนวน 1,277 คนซึ่งกระจายการปฏิบัติงานอยู่ทุกภาคของประเทศและพร้อมร่วมสนับสนุนและบูรณาการงานด้านคนพิการในมิติอื่นๆ ที่ สสส.ดำเนินการอยู่เพื่อขับเคลื่อนให้บรรลุผลสอดรับกับเป้าของกระทรวงแรงงาน และ กระทรวงพม. ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายจ้างงานคนพิการร่วมกัน 10,000 ตำแหน่ง ในปีนี้

นายอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม กล่าวว่าจากการดำเนินแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแบบครบวงจร: สุขภาวะจากการทำงาน ในปี 2559 มีการจ้างงานคนพิการแบ่งเป็น การจ้างตามมาตรา 33 จำนวน 718 คน และสนับสนุนโครงการส่งเสริมอาชีพตามมาตรา 35 จำนวน 559 คน ทางโครงการฯ สามารถจัดหางานที่เหมาะสมให้กับคนพิการได้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น ให้คนพิการทำงานงานช่วยสอนหนังสือในโรงเรียน ทำงานในโรงพยาบาล  ทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำงานพัฒนาชุมชนร่วมกับทีมพัฒนาชุมชนของบริษัท ฯลฯ และพบว่าคนพิการที่เข้าร่วมโครงการมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้านนายสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนา ตัวแทนเครือข่ายคนพิการกล่าวว่า มูลนิธิพระมหาไถ่ฯ มีองค์กรด้านการส่งเสริมอาชีพคนพิการหลายหน่วยงานเข้ามาร่วมกันทำงานตามประกาศความร่วมมือนี้ ซึ่งล้วนมีประสบการณ์และเครือข่ายในการทำงานกว้างขวางทั่วประเทศ โดยทำหน้าที่เป็นคนกลางในการรับสมัครคนพิการที่ต้องการมีงานทำผ่าน “โทรศัพท์สายด่วนคนพิการหมายเลข 1479” ให้บริการช่วงเวลา 8.00 – 20.00 น. ทุกวันยกเว้นวันหยุดราชการ มีการคัดกรองและส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำตามศักยภาพและความสนใจของคนพิการ พร้อมติดตามประเมินผลเพื่อให้แน่ใจว่ามีการปฏิบัติอย่างถูกต้องเป็นธรรม พัฒนาและค้นหาแนวทางในการทำให้คนพิการมีอาชีพที่มั่นคงกว้างขวางยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายระยะยาว คือ ทำให้คนพิการกว่า 3 แสนคนตามสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ มีศักยภาพมีงานทำ


ปธ.ทปสท.แนะแก้ธรรมาภิบาลอุดมศึกษาทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230893

ธรรมาภิบาล,สถาบันอุดมศึกษา,ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย,ทปสท.
ธรรมาภิบาล,สถาบันอุดมศึกษา,ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย,ทปสท.
ธรรมาภิบาล,สถาบันอุดมศึกษา,ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย,ทปสท.
ธรรมาภิบาล,สถาบันอุดมศึกษา,ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย,ทปสท.
ธรรมาภิบาล,สถาบันอุดมศึกษา,ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย,ทปสท.
ธรรมาภิบาล,สถาบันอุดมศึกษา,ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย,ทปสท.

ปธ.ทปสท.แนะแก้ธรรมาภิบาลอุดมศึกษาทั้งระบบ

ประธาน ทปสท. แนะแก้ปัญหาธรรมาภิบาลอุดมศึกษาทั้งระบบ ต้องปลดล็อก ตั้งแต่การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในสภามหา’ลัย กำหนดอายุ วาระให้ชัด วางกลไกตรวจสอบ มาตรการลงโทษ

ผศ.ดร.รัฐกรณ์  คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) กล่าวใจความตอนหนึ่ง ในการสัมมนาเรื่อง“ปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย” เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2559 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ว่า ประเด็นที่เป็นปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย คือการที่มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ เช่น กรณีการกู้เงิน (ขัดกับพ.ร.บ.วิธีงบประมาณ) การแต่งตั้งคนนอกที่เกษียณอายุราชการเข้ามาเป็นผู้บริหาร ซึ่งขัดพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และเป็นการเบียดบังเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย ซึ่งมาจากค่าเทอมนักศึกษา และไม่สามารถนำวินัยไปควบคุมได้ การไม่สามารถเบิกจ่ายค่าตอบแทนตามระเบียบราชการปกติได้เลย ต้องไปให้สภาฯออกระเบียบขึ้นมาใหม่ ซึ่งหลายอันสภาไม่มีอำนาจออก เหล่านี้ล้วนเป็นต้นตอของปัญหาธรรมาภิบาลทั้งสิ้น

ประธาน ทปสท. กล่าวอีกว่า ในส่วนของมหาวิทยาลัยในกำกับหรือม.นอกระบบ และมหาวิทยาลัยเอกชน  นั้น ก็มีปัญหาเรื่องการตรวจสอบ ถ่วงดุล ไม่ได้ตอบโจทก์สังคม ผลิตคนไม่มีคุณภาพ เพราะมุ่งแต่หารายได้ แล้วนำไปจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารที่สูงมากเกินความเป็นจริงมากฯลฯ

“ผมเสนอรูปแบบการสร้างธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาทั้งระบบ โดยเริ่มตั้งแต่การสรรหานายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ผู้บริหาร โดยควรมีเกณฑ์มาตรฐานในการสรรหา กำหนดอายุ วาระ และจำนวนในการดำรงตำแหน่ง มีการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดในการเข้าไปดำรงตำแหน่ง”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

ประธาน ทปสท. กล่าวต่อไปว่า ในส่วนการปฏิบัติงานนั้นต้องมีกฎหมายมาควบคุมธรรมาภิบาล มีกลไกในการตรวจสอบทั้งอธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย มีการประเมินผลตามเป้าหมายและตัวชี้วัดและต้องมีการรายงานผลการปฏิบัติงานต่อสารธารณะ รวมทั้งมีมาตรการและบทลงโทษที่ชัดเจนหากการดำเนินงานไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และเป้าหมาย ซึ่งรายละเอียดของรูปแบบการสร้างธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา จะได้เผยแพร่และนำเสนอต่อพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

ข้อมูลจากการสำรวจ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชมงคล(มทร.) จำนวน 39 แห่ง มีอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ ที่เกษียณแล้ว

1.อธิการบดี 29 คน(อายุตั้งแต่ 61-80 ปี รับเงินเดือนเฉลี่ย 120,000 บาท(ตั้งแต่70,000-250,000บาท) (ไม่รวมค่าตอบแทนอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมากกว่าเงินเดือนด้วยซ้ำ)

2.รองอธิการบดี 33 คน(อายุตั้งแต่ 61-75 ปี) รับเงินเดือนเฉลี่ย 52,333 บาท(50,000-100,000บาท)

3. คณบดี ผอ. 31 คน(อายุตั้งแต่ 61-70 ปี)เงินเดือนเฉลี่ย 45,000บาท(ตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท

ทั้งนี้ ยังไม่รวมที่ปรึกษาฯ และผู้ช่วยอธิการบดี(ที่เกษียณแล้วซึ่งอธิการบดีตั้งเอง โดยไม่ผ่านสภามหาวิทยาลัย)อีกเป็นจำนวนมาก)…ทั้งหมดใช้เงินรายได้(ค่าเทอมนักศึกษา)ไปจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทน ซึ่งหากมหาลัยไม่เอาคนเกษียณมาเป็นผู้บริหารก็จะไม่กระทบงบประมาณส่วนนี้ เพราะทุกคนรับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน ทำให้สามารถนำเงินค่าเทอมนักศึกษาไปพัฒนานักศึกษาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

มก.ชวนชมคอนเสิร์ตการกุศล “60 พระชันษา เจ้าฟ้าอัครราชกุมารี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230888

คอนเสริตการกุศล,60 พระชันษา เจ้าฟ้าอัครราชกุมารี,ฟ้าหญิงจุฬาภรณ,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,โรคมะเร็ง,มูลนิธิจุฬาภรณ์

คอนเสริตการกุศล,60 พระชันษา เจ้าฟ้าอัครราชกุมารี,ฟ้าหญิงจุฬาภรณ,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,โรคมะเร็ง,มูลนิธิจุฬาภรณ์

คอนเสริตการกุศล,60 พระชันษา เจ้าฟ้าอัครราชกุมารี,ฟ้าหญิงจุฬาภรณ,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,โรคมะเร็ง,มูลนิธิจุฬาภรณ์

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มิ.ย. 2559

มก.ชวนชมคอนเสิร์ตการกุศล “60 พระชันษา เจ้าฟ้าอัครราชกุมารี”

มก.จัดแสดงคอนเสิร์ตการกุศล “60พระชันษา เจ้าฟ้าอัครราชกุมารี” วันที่ 26 ก.ค.นี้ รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ทูลเกล้าฯถวายสมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง

เมื่อวันที่22 มิ.ย. ที่อาคารจุฬาภรณ์พิศาลศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) แถลงข่าว“การจัดคอนเสิร์ตการกุศล 60 พระชันษา เจ้าฟ้าอัครราชกุมารี” โดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มก.และประธานคณะกรรมการอำนวยการ , นายสกล มงคลธรรมากุล นายกสมาคมศิษย์เก่ามก. และนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันแถลงข่าว

ดร.จงรัก กล่าวว่า มก.ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่ามก. จัดงานคอนเสิร์ตการกุศล “60 พระชันษา เจ้าฟ้าอัครราชกุมารี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชันษาครบ 60 ปี พ.ศ.2560 โดยจัดขึ้นวันที่ 26 ก.ค.นี้เวลา 19.00-21.00 น.ที่ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บรรเลงเพลงโดยวงKasetsart University Wind Symphony ของนิสิตภาควิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์ มก.ซึ่งเป็นวงดุริยางค์เครื่องลมอันดับ6ของโลกและอันดับ1ของเอเชีย และวง Nontri Orchestra Wind ซึ่งเป็นศิษย์เก่ามก. และยังมีนักร้องและศิลปินรับเชิญ อาทิ อ.สันติ ลุนเผ่ ,สุชาติ ชวางกูร  และแพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์

รักษาการแทนอธิการบดีมก.กล่าวต่อว่า ชาวมก.สำนึกในพระกรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงอุทิศพระองค์ในพระกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อพสกนิกรชาวไทย ทรงเป็นเจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยในสาขาสารเคมีก่อมะเร็งและพิษวิทยาสิ่งแวดล้อม ทรงก่อตั้งรพ.จุฬาภรณ์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ให้ได้รับการบำบัดรักษาโรคมะเร็งอย่างมีคุณภาพ  รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายสมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้สนใจติดต่อซื้อบัตรได้ที่สมาคมนิสิตเก่ามก. โทร0-2579-2419

นายสกล กล่าวว่า ทางสมาคมศิษย์เก่า มก.มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ ซึ่งเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จเจ้าฟ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระองค์ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวมก. อีกทั้งเป็นสมาชิกกิตติมาศักดิ์ของสมาคมศิษย์เก่า มก. ดังนั้น อยากเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมชมการแสดงคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้ โดยติดต่อขอซื้อบัตรชมการแสดง สามารถโอนเงินค่าซื้อบัตร ได้ที่ ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ธนาคารกรุงเทพ(จำกัด)มหาชน สาขา มก.เลขบัญชี 043-700001-1 และธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 235-200999-8


‘สะเต็มศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่’แต่อยากเน้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230792

สะเต็มศึกษา

สะเต็มศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มิ.ย. 2559

‘สะเต็มศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่’แต่อยากเน้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

‘สะเต็มศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่’แต่อยากเน้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น : สินีนาฎ ทาบึงกาฬ   สสวท. รายงาน

            จากปัญหาในปัจจุบันที่จำนวนผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีลดลง ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา นอกจากนี้ การประเมินผลทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ บ่งชี้ว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับโรงเรียน มีคุณภาพโดยเฉลี่ยต่ำ ด้วยเหตุนี้ ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ขับเคลื่อนให้เดินหน้า “สะเต็มศึกษา” (STEM Education) ในประเทศไทย โดยหวังว่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยขึ้นมาได้

สะเต็มศึกษา หรือ STEM Education (Science Technology Engineering and Mathematics Education) เป็นแนวทางใหม่ในการจัดการศึกษาแบบบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน จากปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา อาชีวศึกษา และการศึกษาตลอดชีวิต

ดร.พรพรรณ ไวทยางกูร  ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  แสดงความคิดเห็นว่า “ที่ผ่านมา เหตุที่การเรียนการสอนของไทยยังไม่บรรลุเป้าหมาย เกิดจากหลายปัจจัยหลายอย่าง ทั้งครู สื่อการสอน กระบวนการเรียนการสอน ซึ่งการเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริง จะกระตุ้นความสนใจได้มาก จากผลการวัดและประเมิน จะเห็นได้ว่าเด็กไทยไม่ได้ถูกฝึกให้มีความสามารถในการคิดและการอ่านมากนัก การสอบวัดผลส่วนใหญ่จะเป็นคำถามแบบเลือกตอบ ซึ่งปิดกั้นทางความคิดของเด็กทำให้เด็กไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นการปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสะเต็มศึกษาต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ตอบคำถามที่ใช้การอธิบาย หรือคำถามแบบปลายเปิด ครูผู้สอนจะได้รู้ว่าเด็กมีความเข้าใจมากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือทักษะของการอ่าน และทักษะคณิตศาสตร์ จะช่วยให้เข้าใจและนำไปปรับใช้กับวิชาอื่นๆ ได้”

การจัดการเรียนรู้ตามแนวทาง สะเต็มศึกษา สามารถจัดการเรียนรู้ได้หลายแนวทาง “สะเต็มศึกษาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ สสวท.อยากเน้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”  เน้นให้เด็กนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะวิชาเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิต และการประกอบอาชีพคิดว่ากระบวนการนี้จะสร้างความน่าสนใจ ทำให้เกิดการเรียนรู้กับเด็กไทย

ผู้อำนวยการ สสวท. ได้อธิบายว่า “สะเต็มศึกษาเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพราะมีครูจำนวนมากที่ได้จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ โดยนำเอาสาระเนื้อหาวิชาต่างๆ มาให้นักเรียนได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน การนำสะเต็มศึกษามาใช้ จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ครูจะต้องทิ้งของเดิมทั้งหมด เพียงแต่รู้จักบูรณาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยต่อจากนี้ไปสังคมไทย และแวดวงการศึกษาของไทยก็จะเห็นการส่งเสริมผลักดันด้านสะเต็มศึกษาจาก สสวท. อย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ”

ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวถึงบทบาทในการขับเคลื่อนสะเต็มศึกษาของ สสวท. ว่า “สำหรับการขับเคลื่อนสะเต็มศึกษาในเบื้องต้น จากกระบวนการเหล่านี้สู่ท้องถิ่น ในรูปแบบของการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ พยายามสร้างเครือข่ายในอนุภูมิภาค เราได้นำวิธีการเหล่านี้มาเสริมศักยภาพเด็ก ด้วยการเรียนรู้จากการทำโครงงานอยู่แล้ว ตอนนี้ก็จะเริ่มใช้กับโรงเรียนในเครือข่ายก่อน หากเรื่องใดมีเนื้อหาที่ลึกก็อาจขอความช่วยเหลือจากอาจารย์มหาวิทยาลัย จากภาคเอกชน หรือผู้ประกอบการ ก็สามารถสนับสนุนองค์ความรู้ได้ เพราะสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ปัญหาในระบบโรงเรียนได้ก็คือ งบประมาณในการจัดหาสื่ออย่างเพียงพอ”

ทั้งนี้ สสวท.คาดหวังว่าการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของ สสวท. รวมทั้ง สะเต็มศึกษา จะกระตุ้นการเรียนการสอนให้เด็กสนใจในการตอบโจทย์เพื่อยกระดับผลการประเมิน PISA ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนและต่อเนื่องระยะยาว เพราะปัญหาของ PISA คือการอ่าน สพฐ.มีนโยบายที่จะผลักดันเรื่องการอ่าน การเรียนการสอนวิชาต่างๆ สามารถเน้นการอ่านได้ ฉะนั้นเรื่อง การอ่านจะเข้ามาแทรกในวิชาต่างๆ นอกจากนี้การวัดและการประเมินผลจะเน้นการคิดวิเคราะห์ให้คุณครูได้ใช้เป็นตัวอย่าง จึงควรปรับเปลี่ยนกระบวนการวัดและประเมินผลที่เน้นความจำ ให้นักเรียนได้อธิบายเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกัน และไม่ใช่แค่วิชาเดียว ต้องทำทุกวิชา

ผู้อำนวยการ สสวท. สรุปทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการต้องการให้นักเรียนสามารถนำความรู้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ และมองเห็นการเชื่อมโยงอาชีพในอนาคตข้างหน้า ซึ่งต้องอาศัยเวลาหลายปี นักเรียนจะได้ฝึกฝน สะสมความรู้ความคิด คนรุ่นใหม่มีความรู้และทักษะในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สามารถประกอบวิชาชีพได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมทั้งมีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพและเพิ่มจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประชากรไทยให้ทันการเปลี่ยนแปลงโลก”

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและดาวน์โหลดเอกสารเกี่ยวกับสะเต็มศึกษาได้ที่เว็บไซต์สะเต็มศึกษา ประเทศไทย http://www.stemedthailand.org


อภ.พร้อมผลิต-อย.พร้อมดูแลถอด’ยาบ้า’จากยาเสพติดอยู่ที่นโยบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230791

ยาเสพติด

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  22 มิ.ย. 2559

อภ.พร้อมผลิต-อย.พร้อมดูแลถอด’ยาบ้า’จากยาเสพติดอยู่ที่นโยบาย

อภ.พร้อมผลิต-อย.พร้อมดูแลถอด’ยาบ้า’จากยาเสพติดอยู่ที่นโยบาย

            กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันทีเมื่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอแนวคิดเปลี่ยนสารในกลุ่มแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นวงกว้างเลยทีเดียว เพราะการถอดยาบ้าจากยาเสพติดให้โทษเหลือเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ต้องมาดูว่าจะกำหนดให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทไหน

ซึ่งมี 4 ประเภท ตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 หากเป็นประเภท 2 ก็จะอยู่ในประเภทเดียวกับกลุ่มซูโดอีเฟดรีน คือขายได้เฉพาะโรงพยาบาล หรือคลินิกที่มีใบอนุญาตครอบครอง และต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น หากเป็นประเภท 3 หรือ 4 ขายในร้านขายยาที่มีใบอนุญาตครอบครอง แต่ต้องรายงานจำนวนและปริมาณที่ขายต่อเดือน เช่น กลุ่มยานอนหลับ เป็นต้น

นพ.บุญชัย  สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า การจะถอดสารกลุ่มแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า ออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 1 นั้น อยู่ที่นโยบายของฝ่ายการเมืองว่าเป็นอย่างไร เหมือนตอนที่ปรับขึ้นเป็นยาเสพติดให้โทษก็เป็นเพราะนโยบายของฝ่ายการเมือง

อย่างไรก็ตาม การถอดยาบ้าออกจากยาเสพติดไปเป็นวัตถุออกฤทธิ์นั้น เข้าใจว่า เพื่อช่วยลดผู้ต้องขัง และเพิ่มการเข้าถึงการบำบัดให้มากขึ้น ซึ่งทางกรมการแพทย์ กรมสุขภาพจิต และโรงพยาบาล ก็ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของการบำบัด แต่เป้าหมายใหญ่ที่ประเทศไทยต้องการ คือ ลดการเสพยาเสพติดลง ท้ายที่สุดก็ต้องมาดูว่าสามารถลดการเสพยาลงได้หรือไม่ เพราะหากแค่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบำบัดเพียงอย่างเดียว แต่ลดจำนวนผู้เสพไม่ได้ก็ไม่ตอบโจทย์

“แม้จะถอดออกจากการเป็นยาเสพติดเหลือเป็นวัตถุออกฤทธิ์ แต่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ยังต้องดูแลเข้มงวด เพราะถือว่าเป็นยาที่ห้ามผู้ใดผลิต ขาย นำเข้า หรือส่งออก ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีข้อยกเว้นและหลักเกณฑ์กำหนดไว้ เช่น ประเภทที่ 2 ขายได้ในโรงพยาบาลหรือที่คลินิกที่มีใบอนุญาต และต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ เป็นต้น ไม่ได้ปล่อยให้ใช้หรือขายอย่างอิสระแต่อย่างใด ทั้งนี้ ยืนยันว่า บทลงโทษของวัตถุออกฤทธิ์นั้นรุนแรงพอๆ กับบทลงโทษของยาเสพติดให้โทษ จึงไม่ต้องเป็นกังวล” เลขาธิการ อย. กล่าว

ด้าน นพ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม พร้อมที่จะทำตามนโยบายของฝ่ายการเมืองเช่นกัน ขอให้มีคำสั่งก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม อภ.มีหน้าที่ในการผลิต โรงงานที่ผลิตยามี 2 ที่ คือ ที่โรงงานผลิตยารังสิต 1 อยู่ที่คลอง 10 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี และที่พระรามที่ 6

กำลังการผลิตโรงงานละ 6 พันล้านเม็ดต่อปี เรียกว่ามีความพร้อมทุกอย่าง ทั้งวัสดุอุปกรณ์และกำลังการผลิต ขอให้มีนโยบายเราก็พร้อมที่จะตอบสนอง

“ขณะนี้องค์การเภสัชกรรมยังไม่ได้รับการติดต่อให้ไปหารือเตรียมการแต่อย่างใด ทราบจากข่าวจากสื่อเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรขอให้นโยบายว่ามาอย่างไรก็พร้อมปฏิบัติตาม” ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าว


ใช้ม.44แก้เด็กวิวาทพ่อแม่ยุยงคุก3เดือนปรับ3หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230773

ทะเลาะวิวาท

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  21 มิ.ย. 2559

ใช้ม.44แก้เด็กวิวาทพ่อแม่ยุยงคุก3เดือนปรับ3หมื่น

หัวหน้า คสช.ใช้ม.44  แก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา มีโทษจำคุก 6 เดือนปรับไม่เกิน 6 หมื่น  พ่อแม่ยุยงให้ก่อเหตุมีโทษจำคุก 3 เดือนปรับไม่เกิน 3หมืน

            21มิ.ย.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 30/2559 เรื่อง มาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ลงวันที่ 21 มิ.ย.2559 ใจความว่า ปัญหาการทะเลาวิวาทของนักเรียน นักศึกษาก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน รวมทั้งเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนและสังคม แต่เนื่องจากมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ ไม่สามารถป้องกัน และแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ ทำให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินการ เพื่อป้องกันและแก้ไข ปัญหาการทะเลาะวิวาทของเด็กนักเรียน นักศึกษา จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพิ่มเติม อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปและจัดระเบียบสังคม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช.จึงมีคำสั่งดังต่อไป 1.ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ ตามหมวด 7 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มีอำนาจกักตัวนักเรียน นักศึกษาที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้อื่น หรือเตรียมการเพื่อก่อเหตุดังกล่าว เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 6 ชั่วโมง เพื่อนำส่งเจ้าพนักงานตำรวจ ผู้บริหารโรงเรียน หรือสถานศึกษา บิดามารดา หรือผู้ปกครอง แล้วแต่กรณี

2.บิดามารดา หรือผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรม สั่งสอน และยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่ดี ของเด็กและเยาวชน ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ที่อยู่ในความปกครองดูแลของตน รวมทั้งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง ทีออกตามกฎหมาย ว่าด้วย การคุ้มครองเด็ก ตลอดจนต้องไม่สนับสนุนหรือปล่อยปละละเลย ให้เด็กและเยาวชนที่เป็นนักเรียน และนักศึกษา ในปกครองรวมกลุ่มเพื่อก่อเหตุทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายผู้อื่น หรือเตรียมการเพื่อก่อเหตุดังกล่าว และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ติดตามและสอดส่อง ให้มีการดำเนินการอย่างเคร่งครัด

ในกรณีที่พบเด็กและเยาวชน ที่เป็นนักเรียน และนักศึกษา รวมกลุ่มเพื่อกระทำการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นความรับผิดชอบของบิดามารดา หรือผู้ปกครองของเด็กและเยาวชน ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา แล้วแต่กรณี และให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ที่จะแจ้งให้บิดามารดา หรือผู้ปกครอง เข้ามารับทราบการกระทำของเด็กและเยาวชน ที่เป็นนักเรียน นักศึกษา ดังกล่าว เพื่อให้คำแนะนำ ตักเตือน ทำทัณฑ์บน หรือวางข้อกำหนดเพื่อป้องกันมิให้กระทำผิดอีก หรืออาจให้วางประกันไว้เป็นจำนวนเงินตามสมควร แก่ฐานานุรูป แต่จะเรียกเงินประกันไว้ได้ไม่เกินระยะเวลา 2 ปี หากเด็กและเยาวชน ที่เป็นนักเรียน นักศึกษาได้กระทำความผิดดังกล่าวซ้ำอีก ให้ริบเงินประกัน เป็นของกองทุนคุ้มครองเด็ก ตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองเด็ก

3.ผู้ใดกระทำการอันเป็นการยุยง ส่งเสริม ช่วยเหลือ หรือสนับสนุนให้นักเรียน หรือ นักศึกษา ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

หากกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นเหตุให้นักเรียน หรือนักศึกษาไปก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ และหากเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต เพราะการทะเลาะวิวาท หรือทำร้ายร่างกายนั้น ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ

4.ให้โรงเรียนและสถานศึกษา มีหน้าที่จัดให้มีกิจกรรมในการแนะแนวเพื่อตอบสนองการแก้ไขปัญหาเด็กนักเรียน และนักศึกษาทะเลาะวิวาท โดยร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกวดขันและเร่งรัด จัดทำมาตรการเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาทของนักเรียน และนักศึกษา ให้เป็นรูปธรรมเพื่อเป็นการลดปัญหาสังคมโดยเร่งด่วน ทั้งนี้ คำสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า คำสั่งนี้ทำให้เห็นว่าหัวหน้า คสช.ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา นักเรียน นักศึกษาทะเลาะวิวาท และน่าจะทำให้เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ผู้ปกครองและนักเรียน มีความมั่นใจที่จะเรียนมาเรียนสายอาชีพมากขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นสัญญาณที่ดี ที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาได้อย่างเข้มข้นมากขึ้น


‘สารี’แนะฟ้องบริษัทเสริมอาหารหมามุ่ยรับผิดชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230768

หมามุ่ย

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  21 มิ.ย. 2559

‘สารี’แนะฟ้องบริษัทเสริมอาหารหมามุ่ยรับผิดชอบ

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแนะครอบครัวของผู้เสียหายให้ฟ้องคดีกับบริษัทเสริมอาหารหมามุ่ย เพื่อเรียกร้องความเสียหาย อธิบดีกรมแพทย์แผนไทยแนะสร้างเกราะให้ตัวเอง

          จากกรณีที่มีผู้รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากหมามุ่ยอินเดียชนิดแคปซูล แล้วเกิดอาการแพ้ จนเสียชีวิตนั้น นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีที่เกิดขึ้นเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551 ซึ่งคนที่ต้องรับผิดมี 4 กลุ่มคือ 1.ผู้ผลิตหรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต 2.ผู้นำเข้า 3.ผู้ขาย และ 4.ผู้ใช้ชื่อเครื่องหมายการค้า คือหมายถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ไม่ปลอดภัยต้องร่วมรับผิดชอบทั้งหมด

“ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเอาผิดตามกฎหมายฉบับนี้ได้ เพื่อเรียกร้องความเสียหายทั้งจากการสูญเสียชีวิตและจิตใจของครอบครัว ซึ่งการฟ้องคดีจะทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าหากผลิตสินค้าที่เป็นอันตรายแล้วจะถูกฟ้องได้ จะได้ระมัดระวังมากขึ้น และทำให้ครอบครัวนี้ได้รับการเยียวยาความเสียหาย เนื่องจากใช้สินค้าที่ไม่ปลอดภัย” เลขาธิการฯ กล่าว

นางสาวสารี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรณีนี้เข้าข่ายที่บริษัทต้องรับผิดชอบจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น ซึ่งนอกจากผู้เสียหายจะได้รับค่าสินไหมตามที่กำหนดแล้ว ศาลกำหนดให้เยียวยาเชิงลงโทษได้ คืออาจให้มากกว่าที่ผู้เสียหายขอ โดยภาระการพิสูจน์จะเป็นของผู้ขาย และฟ้องคดีได้ภายใน 3 ปี ซึ่งผู้เสียหายสามารถไปฟ้องคดีเอง โดยใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ปรึกษาสภาทนายความในจังหวัด หรือปรึกษามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคก็ได้

ด้าน รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนการปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภค สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ให้ความเห็นว่า จากกรณีดังกล่าว ผู้ขายต้องรับผิดชอบ เนื่องจากมีคนเสียชีวิตจากการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น และหากประเทศไทยมีกฎหมายที่แจ้งเตือนภัยก็จะช่วยป้องกันอันตรายให้กับคนหมู่มากได้ทัน อย่าง พ.ร.บ.แจ้งเตือนภัยและการจัดการสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เพราะกฎหมายฉบับนี้จะปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องสิทธิด้านความปลอดภัย ก็จะมีการเตือนได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน

“กฎหมายนี้ยังกำหนดให้ผู้ประกอบการมีหน้าที่ผลิต นำเข้า และขายสินค้าที่ปลอดภัย โดยให้มีคำเตือนและวิธีใช้อย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้สินค้าไม่ถูกต้อง และหากพบภายหลังว่าสินค้านั้นไม่ปลอดภัยก็ต้องเก็บสินค้าออกจากตลาดและแจ้งข่าวให้ผู้บริโภคทราบ คือ บริษัทจะรีรอให้รัฐสั่งไม่ได้ ต้องทำทันที” รศ.ดร.ภก.วิทยา กล่าว

ประธานคณะทำงานฯ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว หรือทำให้เกิดผลร้ายต่อเศรษฐกิจของประเทศ หรือกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างกว้างขวาง จะมีบทลงโทษที่ตัดโอกาสไม่ให้กระทำผิดอีก และการทำให้เกิดอันตรายก็จะได้รับโทษหนักขึ้น ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ควรเร่งเสนอกฎหมายนี้ให้คณะรัฐมนตรีรับรองและส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยด่วน

 

อธิบดีกรมแพทย์แผนไทยแนะต้องสร้างเกราะให้ตัวเอง 

นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า จากกรณีข่าวการเสียชีวิตของสาววัย 21 ปี ที่ญาติระบุว่ามีอาการแพ้อย่างรุนแรงหลังรับประทานอาหารเสริมจากหมามุ่ยอินเดีย ในประเด็นนี้คงยังไม่อาจด่วนสรุปได้ว่าอาการแพ้ดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด เพราะอาจเกิดได้หลายอย่าง อาจเกิดจากยา และยาที่พบว่าเกิดการแพ้บ่อยมากคือ กลุ่มยาปฏิชีวนะ กลุ่มยาแก้ปวด กลุ่มยาลดกรด ยากลุ่มต้านมะเร็ง และยากลุ่มรักษาโรคเอดส์ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากการติดเชื้อ ทั้งไวรัสและแบคทิเรีย หรืออาหารทะเล และพืชผักต่างๆ ล้วนมีโอกาสที่ก่อให้เกิดการแพ้ได้ทั้งสิ้น กลไกจริงๆของการแพ้ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่สำคัญคือ หากเกิดอาการแพ้ใดๆ ให้หยุดสิ่งนั้นทันที อย่าคิดว่าอาจแพ้เฉพาะช่วงแรกๆตามที่ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์บอก เพราะการแพ้เริ่มต้นเพียงเล็กน้อย ก็จะเป็นการสะสมไปเรื่อยๆ จะทำให้อาการแพ้ จากแพ้ธรรมดาเป็นรุนแรงได้ อาจแพ้ตามผิวหนังและอวัยวะต่างๆตามที่เห็น จึงอยากเตือนผู้บริโภคต้องระวังตัวเอง ควรสังเกตว่าร่างกายเราแพ้อะไร และควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้นั้น

กรณีนี้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง กำลังเร่งตรวจสอบหาสาเหตุการเสียชีวิต ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมทีมงาน อย.กำลังดำเนินการ สำหรับภารกิจของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่เกี่ยวข้องคือประเด็นด้านวิชาการของสมุนไพรหมามุ่ย ตามตำราหมอยาแผนโบราณ มีการนำหมามุ่ยมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่ ราก ใบ ฝัก เมล็ด เช่น รากแก้คัน ใบถอนพิษ ล้างพิษ เมล็ดใช้กินโดยผ่านการคั่ว นึ่ง แล้วนำไปบดเป็นผงกิน เพื่อบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ จากการวิจัยหมามุ่ยสายพันธุ์อินเดียและจีน ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า นอกจากหมามุ่ยจะมีกรดอะมิโน และแร่ธาตุต่างๆแล้ว ยังมีสารออกฤทธิ์แอลโดปาในปริมาณสูง ซึ่งในปัจจุบันสารแอลโดปานำไปสกัดเป็นยาเม็ดรักษาโรคพาร์กินสัน หรือคนไทยเรียกว่า สั่นสันนิบาตร หรือสันนิบาตรลูกนก และมีรายงานวิจัยในอินเดียและจีนใช้หมามุ่ยรักษาโรคนี้

โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองและระบบประสาทที่พบได้บ่อยเป็นอันดับที่ 2 รองจาก โรคอัลไซเมอร์ สถิติผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันทั่วโลกอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 ในผู้ที่อายุเกิน 65 ปี สำหรับในประเทศไทยมีการเก็บรวบรวมสถิติการเกิดโรค จากสภากาชาดไทยพบว่าอุบัติการณ์ การเกิดโรคพาร์กินสันอยู่ที่ 0.425 % และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กองพัฒนายาแผนไทยและสมุนไพร กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ เตรียมของบประมาณจากกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ในโครงการศึกษาวิจัย ทางเลือกในการบำบัดรักษาโรคพาร์กินสัน โดยการเปรียบเทียบ ระหว่างการใช้ยา แผนปัจจุบันกับการใช้เมล็ดหมามุ่ย ประเทศไทยมีหมามุ่ยทั้งสายพันธุ์ไทยและอินเดีย แต่นำมาใช้ในทางกระตุ้นความรู้สึกทางเพศมากกว่า หากนำหมามุ่ยไทยมาศึกษาควบคู่กับหมามุ่ยอินเดียแล้วมาเทียบกับการใช้ยาแผนปัจจุบัน ก็อาจจะมียาจากธรรมชาติมารักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันทดแทนการนำเข้ายาสังเคราะห์จากต่างประเทศ และอาจส่งออกยาสมุนไพรไทยเพื่อพัฒนาวงการแพทย์แผนไทยเชิงระบบได้อีกด้วย


บูรณะใหญ่อาคารราชวัลลภ-รื้อฝ้าโชว์ “ตราราชวัลลภ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/230752

บูรณะอาคารราชวัลลภ,ตราราชวัลลภ,รัชกาลที่ 6,กระทรวงธรรมการ,กระทรวงศึกษาธิการ,กรมศิลปากร

บูรณะอาคารราชวัลลภ,ตราราชวัลลภ,รัชกาลที่ 6,กระทรวงธรรมการ,กระทรวงศึกษาธิการ,กรมศิลปากร


บูรณะอาคารราชวัลลภ,ตราราชวัลลภ,รัชกาลที่ 6,กระทรวงธรรมการ,กระทรวงศึกษาธิการ,กรมศิลปากร

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 21 มิ.ย. 2559

บูรณะใหญ่อาคารราชวัลลภ-รื้อฝ้าโชว์ “ตราราชวัลลภ”

ศธ.-สำนักทรัพย์สินฯ-มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ เตรียมบูรณะใหญ่อาคารราชวัลลภ หลังไม่ได้บูรณะมานานกว่า 100 ปีใช้งบ170 ล้านบาท รื้อฝ้าโชว์ “ตราราชวัลลภ” ให้เห็นชัดเจน

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตนได้หารือร่วมกับมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อดำเนินการบูรณะ ซ่อมแซม และปรับปรุงอาคารราชวัลลภ (วังจันทรเกษม)  ซึ่งเป็นที่ทำการของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยอาคารราชวัลลภ มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน  เป็นพระตำหนักที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้าง เป็นที่ประทับของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อพ.ศ.2453 แล้วเสร็จสมบูรณ์ในพ.ศ. 2454

โดยเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ เป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 แล้ว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างตึกแถวและอาคารด้านเหนือ และด้านตะวันตกตลอดแนวกำแพงวังเพิ่มเติม และพระราชทานพระตำหนักให้เป็นที่ตั้งสถานพยาบาล สำหรับข้าราชการ บริพาร และเป็นที่ทำการของกรมมหรสพ กรมปีพาทย์หลวง พร้อมทั้งโรงเรียนพรานหลวง อันเป็นหน่วยงานสำคัญในรัชกาลที่ 6 ตามพระบรมราโชบายสร้างชาติด้วยศิลปวัฒนธรรม ต่อมาในพ.ศ.2480 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ได้พระราชทานวังจันทรเกษม แก่ “กระทรวงธรรมการ”  เพื่อใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนมัธยมวิสามัญการเรือน และได้ใช้เป็นที่ทำการของกระทรวง ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงศึกษาธิการ” ในพ.ศ.2484

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันอาคารราชวัลลภ มีสภาพทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ทั้งโครงสร้างหลังคา วัสดุมุงหลังคา บานประตูหน้า  หน้าต่าง วัสดุปูพื้น ผนังและสีอาคารทั้งภายในและภายนอก ลวดลายประดับตกแต่งอาคาร ระบบระบายน้ำ และภูมิทัศน์โดยรอบ ชำรุด เสื่อมสภาพ และไม่เคยมีการบูรณะครั้งใหญ่เลยนับตั้งแต่มีการก่อสร้างขึ้น เป็นเวลานานกว่า 106 ปี แม้ที่ผ่านมามีการปรับปรุงบ้าง แต่ก็เป็นการปรับปรุงภายในทีละส่วน ๆ เฉพาะที่มีความชำรุด เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด แต่สภาพโดยรวมของอาคารทั้งหมด ซึ่งถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่เคยมีการปรับปรุงเลย

ทั้งนี้  ในการบูรณะครั้งนี้ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ยินดีสนับสนุนงบประมาณจำนวน 170 ล้านบาท ผ่านมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ฯ เพื่อถวายเป็นพระราชสักการะแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชในพระบรมราช จักรีวงศ์ผู้ทรงเป็น”พระรามาธิบดี” ตามพระบรมราชโองการของ ร.6 บรรจบครบ 100 ปี และเฉลิมพระเกียรติ ร.6 เนื่องในมงคลวาระ 100 ปี แห่งการพระราชสงครามทวีปยุโรปซึ่งประเทศไทยได้ประสบชัยชนะ พร้อมทั้งเฉลิมฉลอง 106 ปี แห่งการสถาปนาวังจันทรเกษม อย่างไรก็ตาม ในการบูรณะนั้น ทางกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จะเป็นผู้ดำเนินการ

“ขณะนี้ทางกรมศิลปากรได้ส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจโดยรอบอาคาร และได้มีการวางแผน การบูรณะในเบื้องต้นไปแล้ว ตั้งเป้าการบูรณะให้แล้วเสร็จภายในเดือน กันยายน 2560 และจากการสำรวจบริเวณหน้ามุขชั้น 2  ภายในอาคารราชวัลลภ ยังได้พบตรา “ราชวัลลภ” ซึ่งเป็นปูนปั้นขนาดใหญ่ ติดอยู่ด้านในของหน้าบรรณ ซึ่งภายหลังมีการต่อเติมอาคารโดยสร้างมุขยื่นออกมา และมีการใช้ฝ้าเพดานปิดทับ และ สร้างตราเสมาธรรมจักรซึ่งอยู่ด้านหน้าอาคารราชวัลลภ ในปัจจุบันกั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง จึงไม่เคยมีใครเห็นตราราชวัลลภ ที่มีความสวยงาม และสภาพสมบูรณ์ ดังนั้นการบูรณะครั้งนี้จะมีการรื้อฝ้าเพดานออก เพื่อให้เห็นตรา “ราชวัลลภ” ที่อยู่ด้านในได้อย่างชัดเจน ดังนั้นการบูรณะครั้งนี้จะมีการรื้อฝ้าเพดานออก  เพื่อให้เห็นตรา “ราชวัลลภ” ที่อยู่ด้านในได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ “อาคารราชวัลลภ” มีความหมายว่า ผู้ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยสนิทของพระราชา”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว