ยุค5จี…คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง”สมองเป็นสนิม”ไม่รู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/370070

ยุค5จี…คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง”สมองเป็นสนิม”ไม่รู้ตัว

5จี,สมองกล,พญอัญชลี ศิริเทพทวี,นพกิตต์กวี โพธิ์โน,สมองเป็นสนิม

โดย… ทีมข่าวคุณภาพชีวิต – qualitylife4444@gmail.com

จิตแพทย์เป็นห่วงความไฮเทคยุคเทคโนโลยี 5จี อาจทำให้คนไทยเสี่ยงเกิดสภาวะสมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัว เพราะพึ่งความอัจฉริยะไฮเทคมากไป การใช้สมองเพื่อคิดและจำน้อยลง อาทิ ใช้จีพีเอสช่วยนำทาง บันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ ย้ำควรใช้เท่าที่จำเป็น ควรเพิ่มการฝึกกระตุ้นการใช้สมองทั้งในชีวิตประจำวันและการใช้เกมประเภทช่วยฝึกสมอง อาทิ เกมจับผิดภาพ จิกซอว์ เกมไขว้คำศัพท์ เกมสะกดคำ ระบุหากสมองไม่มีการฝึกกระตุ้นใช้งานเรื่อยๆ จะมีผลให้เซลล์ประสาทที่มีเสื่อมสลายไป เสี่ยงเกิดสมองเสื่อมเร็วขึ้น ขณะนี้พบผู้สูงวัยสมองเสื่อมกว่า 8 แสนคน ส่วนใหญ่รักษาไม่หายขาด

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา ให้สัมภาษณ์ว่า ในปีงบประมาณ 2562 รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ ได้จัดโครงการพัฒนาระบบมาตรฐานการจัดบริการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน หมู่บ้าน ที่ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมและมีปัญหาด้านพฤติกรรมและจิตใจร่วมด้วย ในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 9 ประกอบด้วย 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งปัญหาด้านพฤติกรรมและจิตใจนี้เป็นอาการที่เกิดตามมาหลังจากป่วยโรคสมองเสื่อม พบได้สูงถึงร้อยละ 90 ของผู้ป่วย ไม่ใช่โรคแสร้งทำของผู้ป่วย และอาจสร้างความเครียดให้ญาติ ครอบครัวได้ จึงต้องให้การดูแลผู้ป่วยอย่างเข้าใจ ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาผู้ป่วยกลุ่มนี้ถูกทารุณกรรม และการถูกทอดทิ้งจากความไม่เข้าใจอาการเปลี่ยนแปลงจากการเจ็บป่วย โดยช่วงปีแรกนี้ จะนำร่องในพื้นที่ 2 อำเภอใน จ.สุรินทร์ ก่อน ได้แก่ อ.เมือง และ อ.สีขรภูมิ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้จัดการสุขภาพในตำบล ชุมชน หมู่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน รวมทั้งผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุสมองเสื่อม เพื่อใช้เป็นต้นแบบก่อนขยายผลครอบคลุมทุกพื้นที่ในเขตสุขภาพที่ 9 ทั้งหมดในปีหน้านี้

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

นพ.กิตต์กวี กล่าวอีกว่า ปัญหาโรคสมองเสื่อม (dementia) เป็นภัยเงียบทางกายที่มาพร้อมกับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย จากผลสำรวจของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขครั้งล่าสุดในปี 2557 พบผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีภาวะสมองเสื่อม คือสมองสูญเสียความสามารถในการจำ การคิด สติปัญญา อารมณ์ มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพเปลี่ยนไป จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวัน ทำงานหรือเข้าสังคมได้ พบได้ร้อยละ 8.1 พบในผู้ชายร้อยละ 6.8 ผู้หญิงร้อยละ 9.2 ยิ่งอายุมากยิ่งพบมากเป็นเงาตามตัว เฉพาะในเขตสุขภาพที่ 9 คาดว่าจะมีผู้สูงอายุสมองเสื่อมประมาณ 89,000 คน จากผู้สูงอายุที่มี 1.1 ล้านกว่าคน ส่วนภาพรวมทั่วประเทศคาดว่าจะมีกว่า 8 แสนคน จากผู้สูงอายุในปี 2561 ที่มี 10.6 ล้านกว่าคน โดยสาเหตุการเกิดโรคมาจากหลายประการ แต่ที่พบบ่อยและไม่มียารักษาให้หายขาด มีเพียงยาชะลอไม่ให้เสื่อมเพิ่ม อันดับ 1 กว่าร้อยละ 80 เกิดจากโรคอัลไซเมอร์ รองลงมาเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้เนื้อสมองตาย ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตหลังป่วยประมาณ 8 ปี

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

สมองเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย ประกอบด้วยเซลล์ประสาทมากกว่า 1,000 ล้านเซลล์ ทำงานตลอดเวลาทั้งการควบคุมความคิด ความจำ การตัดสินใจ การเคลื่อนไหว ควบคุมการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ กำกับการเต้นของหัวใจ การหายใจ การย่อยอาหาร การพักผ่อน ปกติเซลล์สมองจะมีโอกาสเสื่อมลงเมื่อเราอายุ 40 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยพบว่าเซลล์ประสาทจะถูกผลิตสร้างขึ้นมาใหม่เรื่อยๆตลอดเวลาไม่มีหยุด ตราบใดที่มีการฝึกการใช้สมองบ่อยๆ ในทางตรงกันข้ามหากสมองไม่ถูกใช้งาน เซลล์ประสาทจะเสื่อมสลายและตายไปที่สุด จึงมีความเป็นห่วงการใช้ชีวิตในยุคที่เทคโนโลยีด้านการสื่อสารเจริญก้าวหน้าและใช้ประโยชน์หลายสิ่งในชิ้นเดียว

“โดยเฉพาะในยุค 5จี ที่กระแสกำลังมาแรง ซึ่งจะมีความก้าวหน้าใหม่ๆเกิดขึ้น เช่น เมืองอัจฉริยะ รถยนต์ไร้คนขับ การใช้ระบบจีพีเอส ช่วยนำทาง รวมทั้งการใช้เครื่องคิดเลข การบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ เป็นต้น การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้บ่อยๆ อาจทำให้การใช้สมองเพื่อคิด จดจำ ตัดสินใจน้อยลงเรื่อยๆ และเกิดสภาวะที่คนไทยเรียกว่า สมองเป็นสนิมอย่างไม่รู้ตัวได้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงเกิดภาวะสมองเสื่อมเร็วขึ้น ประชาชนจึงต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง และต้องไม่ลืมฝึกให้สมองแข็งแรงอยู่เสมอ” นพ.กิตต์กวีกล่าว

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

ด้าน พญ.อัญชลี ศิริเทพทวี รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์และประธานคณะอนุกรรมการพัฒนามาตรฐานการบริการผู้สูงอายุของ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ กล่าวว่า วิธีการฝึกสมองเพื่อลดการเกิดสนิมและชะลอการเสื่อม ประชาชนทุกวัยต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทำตั้งแต่ตอนนี้ มีข้อแนะนำ 4 ประการ ดังนี้ 1.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก คือมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันตั้งแต่ 15 นาทีขึ้นไปต่อครั้งอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว จะให้ผลทำให้การไหลเวียนเลือดดี กระตุ้นการสร้างเซลล์สมอง และปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ช่วยสลายความเครียดไปในตัว ทำให้อารมณ์แจ่มใส

2.ฝึกลับคมสมอง ฝึกกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด เพื่อเพิ่มความสามารถการทำงานให้สมอง เช่น การคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร ที่ไม่ใช่เลขจำนวนมากๆ เช่น การคิดค่ากับข้าว ซื้อของใช้รายวัน เป็นต้น อาจคิดในใจ คิดในกระดาษ ควรพึ่งเครื่องสมองกลเท่าที่จำเป็น ฝึกการจำเพลงโดยการฟัง ไม่ต้องดูตามเนื้อเพลง ฝึกท่องสูตรคูณ ท่องก.ไก่ ฝึกวาดรูป ฝึกการสวดมนต์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกสมองโดยการใช้เกมต่างๆ (Games for the brain) ที่แนะนำสำหรับผู้สูงอายุ เช่น เกมจับคู่สิ่งของที่มีความสัมพันธ์กันเช่น จานกับช้อน กระดาษกับดินสอปากกา เป็นต้น, เกมจับผิดภาพที่เหมือนกัน จะทำให้ผู้ที่ดูใช้สมองในการพิจารณาหาความแตกต่างของภาพให้ได้ ซึ่งได้ทั้งความสนุกและความภาคภูมิใจ สามารถเล่นคนเดียวและเล่นเป็นกลุ่มได้ ส่วนวัยเด็กและวัยรุ่นเกมที่ใช้เล่นฝึกกระตุ้นสมองได้ดี เช่น เกมสะกดคำ เกมตัวต่อภาพหรือจิ๊กซอว์ เกมไขว้คำศัพท์ เป็นต้น สามารถเล่นในคอมพิวเตอร์ก็ได้ และยังมีเกมโซโดกุ ซึ่งจะเป็นตัวเลข สามารถเล่นได้ทุกวัย การเล่นเกมประเภทกระตุ้นสมองทุกวัน จะเป็นการออกกำลังกายสมอง กระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองทำงานได้ดี และมีการสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องด้วย

ยุค5จี...คนไทยพึ่งสมองกลเสี่ยง"สมองเป็นสนิม"ไม่รู้ตัว

3.ฝึกทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ เช่น ใช้มือข้างไม่ถนัดจับช้อนกินข้าว จับปากกาหรือดินสอเขียนหนังสือ หรือจับแปรงสีฟันแปรงฟัน ขับรถเปลี่ยนเส้นทางการเดินทาง เป็นต้น และ 4.กรณีที่เป็นผู้สูงอายุ ควรเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ไม่ควรอยู่จับเจ่าที่บ้านคนเดียว เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย และมีการพบปะพูดคุยกัน การได้สังสรรค์กับผู้อื่น จะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้ดีขึ้น

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/369866

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

ไฟไหม้,โบราณสถาน,วิหารนอเทรอดาม,ปารีส

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ศูนย์การค้าใจกลางเมืองเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายและบาดเจ็บนับ 10 ราย หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันเกิดเหตุช็อกโลกเพลิงไหม้วิหารนอเทรอดาม กรุงปารีส ซึ่งมีอายุกว่า 850 ปี นำมาซึ่งการถอดรหัสสาเหตุและการเดินทางของต้นเพลิงพร้อมตระหนักถึงการดูแลโบราณสถานของไทย

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

“อัคคีภัย” ถือเป็นสาธารณภัยที่เกิดขึ้นมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร จากสถิติในปี 2558 มีเหตุเพลิงไหม้ขึ้น 646 ครั้ง ปี 2559 เหตุเพลิงไหม้ 681 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 11 ราย ผู้บาดเจ็บ 135 ราย ปี 2560 เกิดเหตุเพลิงไหม้จำนวน 783 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 23 ราย ผู้บาดเจ็บ 117 ราย ปี 2561 เกิดเหตุเพลิงไหม้ 292 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 93 ราย เสียชีวิต 15 ราย และในปี 2562 เกิดเหตุเพลิงไหม้ 88 ครั้ง มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 77 ราย เสียชีวิต 2 ราย

บุษกร แสนสุข ประธานสาขาวิศวกรรมความปลอดภัยและป้องกันอัคคีภัย วสท. กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “ถอดบทเรียนเพลิงไหม้ จากศูนย์การค้า…ถึงอาสนวิหารนอเทรอดาม” ณ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ถึงการคาดการณ์เหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมาว่า จากการลงพื้นที่สำรวจคาดว่าต้นเพลิงมาจากโซนบ่อบัดน้ำเสียชั้นใต้ดิน B2 ซึ่งหลายคนไม่คาดคิดว่าควันไฟจะข้ามไปถึงชั้น 8 ได้ โดยพุ่งขึ้นตามท่อลมไฟเบอร์กลาสแนวดิ่ง รวมถึง B2 ไม่มีสปริงเกอร์ลดระดับความร้อน ปลายปล่องที่ชั้น B1 ไม่ได้ปิดปลายของปล่องไว้ตามมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบัน ทำให้ไฟลุกลามไปประทุที่ชั้น 8 ท่อลมเกิดการขาดและพังลงมาปิดเส้นทางทำให้เกิดเหตุเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งสาเหตุที่ไฟไม่กระจายไปแต่ละชั้นเนื่องจากมีผนังก่อกันไฟกั้นไว้ซึ่งยังถือเป็นเรื่องดี

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

การออกแบบระบบท่อสำหรับอาคารขนาดใหญ่ ให้ได้มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ วัสดุที่ใช้ทำท่อลมหรือท่อระบายอากาศเสียต้องไม่ใช้วัสดุที่ติดไฟและตราบใดที่เป็นท่อลมต้องเดินผ่านภายในอาคาร ช่องท่อ (SHAFT) ต้องติดตั้งอุปกรณ์ระบายอากาศ (Fire Damper) นอกจากนี้ช่องท่อ (SHAFT) ควรเป็นแนวตั้งตรงจนถึงบนดาดฟ้า ไม่ควรเลี้ยวหลบไปมา ปลายช่องท่อ (SHAFT) ทั้งส่วนบนสุดและล่างสุดอยู่ภายในอาคารต้องปิดปลายให้ดีรวมถึงควรให้ความรู้การอพยพหนีไฟแก่ประชาชนด้วย

ดร.พิชญะ จันทรานุวัฒน์ เลขาธิการ วสท. กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ถือเป็นบทเรียนที่ดีของวิศวกรและนักดับเพลิง เพราะเป็นการเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สลับซับซ้อน อยากให้เป็นบทเรียนของนักดับเพลิงที่ปฏิบัติงานให้อยู่ระมัดระวัง กรณีเพลิงไหม้นี้ “ไม่ได้ลุกลามแบบตรงไปตรงมา” เหมือนที่เคยเห็นกันบ่อยๆ เหตุการณ์ในครั้งนี้พิสูจน์ให้ได้เห็นถึงอันตรายต่อพนักงานดับเพลิงเป็นอย่างยิ่ง จากการที่ไม่ได้ปิดช่องท่อแนวดิ่งหรือปล่องให้ถูกต้องรวมถึงการไม่ติดตั้งหัวสปริงเกอร์ให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

“ขณะนี้ผลการพิสูจน์หลักฐานจากตำรวจยังไม่มีข้อสรุปว่าต้นตอของประกายไฟหรือแหล่งความร้อนมาจากที่ใดแม้กระทั่งมหาวิหารนอเทรอดาม ก็ต้องใช้เวลากว่า 2-4 เดือน ในการสอบพยานบุคคล กล้องวงจรปิด คุ้ยเขี่ยวัสดุในกองเพลิง และนำวัสดุหลายชนิดเข้าห้องแล็บ ดังนั้นการเดินดูสั้นๆ ยังเป็นเพียงข้อสมมุติฐานข้อสรุปควรเป็นของตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน” ดร.พิชญะ กล่าว

        “บันไดหนีไฟ” ปลอดภัยที่สุด
ด้าน จักรพันธ์ ภวังค์คะรัตน์ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) ที่ปรึกษาคณะกรรมการความปลอดภัย วสท. กล่าวถึงการอพยพคนสำหรับอาคารขนาดใหญ่ว่า การแบ่งส่วนอาคารทำให้อพยพหรือปิดอาคารเฉพาะส่วนได้ เพราะควันไม่แพร่กระจาย ทั้งนี้ส่วนไหนมีควันส่วนนั้นต้องได้ยินเสียงแจ้งอพยพทันที ในเหตุเดียวกันอาจมีการตรวจจับควันได้มากกว่า 1 จุด ที่ห่างกันมาก (ชั้น B2 และชั้น 8) ระบบต้องแจ้งอพยพทุกจุดที่มีควัน และในกรณีเป็นอาคาร Mixed Use ซึ่งอาจจะแยก Alarm Control Panel (FCP) ต้องเชื่อม FCP เข้าหากัน และต้องแจ้งอพยพส่วนของอาคารที่ติดกันได้ตามลำดับการแจ้งอพยพ ไม่ควรใช้ลิฟต์ขณะเกิดเพลิงไหม้เพราะอาจเกิดไฟฟ้าขัดข้องทำลิฟต์ค้าง เว้นแต่มีการออกแบบให้อพยพทางลิฟต์ได้ โดยเฉพาะอนาคตที่มีสังคมผู้สูงอายุ ดังนั้นบันไดหนีไฟจึงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ควรหนีลงข้างล่างห้ามขึ้นดาดฟ้า

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

ดร.พิชญะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบันไดเลื่อนไม่นับเป็นบันไดหนีไฟ ต้องอพยพที่บันไดหนีไฟเท่านั้น ยกเว้นระบบขนส่งมวลชน คือรถไฟฟ้า ซึ่งสังเกตว่าบันไดเลื่อนที่รถไฟฟ้าจะเร็วเมื่อเทียบกับในศูนย์การค้า อาจจะมีการเปลี่ยนทิศหรือหยุดกะทันหันจึงต้องประกาศให้จับราวบันไดเสมอ ปัจจุบันไม่ได้ห้าม แต่ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะขั้นบันไดไม่เท่ากันอาจสะดุดหกล้มง่าย ราวจับมีระดับต่ำกว่ามาตรฐาน อาจพลัดตกได้ง่ายหากเบียดเสียดกันมาก และบันได้เลื่อนปัจจุบันยังไม่หยุดอัตโนมัติเมื่อเกิดเพลิงไหม้ (กำลังแก้ไข มาตรฐาน วสท. ให้หยุด) และหากบรรทุกเกินพิกัด บันไดเลื่อนอาจทรุดพังลงมาได้

ทั้งนี้ การขับรถยนต์ออกจากอาคารที่กำลังไฟไหม้ มีผลเสีย คือรถยนต์ไปขัดขวางการจราจรถนนหลักที่ทำให้รถดับเพลิงและกู้ภัยเข้ามาถึงอาคารช้า ส่วนใหญ่รถยนต์ที่ออกจากช่องจอดรถแล้วมักไม่กล้าทิ้งรถขณะที่อยู่บนทางวิ่ง ซึ่งเป็นอันตรายมากหากยังติดค้างอยู่ในที่จอดรถภายในอาคารโดยเฉพาะรถที่ติดแก๊ส นอกจากนี้ประกันอาจไม่คุ้มครองหากนำรถออกจากที่จอด

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

ขณะเดียวกัน การเกิดสัญญาณปลอม (False alarm) ถือเป็นตัวปัญหาสำคัญ อาคารส่วนใหญ่มักลงโทษพนักงานที่รับผิดชอบรุนแรง ทำให้พนักงานไม่ปล่อยให้ระบบทำงานอัตโนมัติ แต่รอคนตัดสินใจปล่อยสัญญาณเตือนภัย และมีสวิตช์ลับปิดเสียง เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงทำให้การตัดสินใจช้า ไม่มีสัญญาณแจ้งเตือน และศูนย์การค้าบางแห่งเกรงว่าจะเกิดความชุลมุนจึงเลือกที่จะใช้รหัสและสัญลักษณ์ระหว่างเจ้าหน้าที่แทนการใช้สัญญาณแจ้งเตือนซึ่งกรณีนี้อาจเกิดข้อผิดพลาดได้

ปัจจุบันอาคารสูงกว่า 23 เมตร ก่อสร้างก่อนออก พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2535 มีมากกว่า 1,000 แห่ง มีตั้งแต่ 8 ชั้น หรือ 23 เมตร จนถึง 33 ชั้น หรือประมาณ 80 เมตร ที่ยื่นขออนุญาตตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งไม่อยู่ในข่ายต้องมีระบบป้องกันอัคคีภัยที่สมบูรณ์ เหมือนอาคารใหม่ที่ก่อสร้างหลังการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 33 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2535 เช่น บันไดหนีไฟ ผนังกันไฟ สปริงเกอร์ เครื่องสูบน้ำและสายฉีดดับเพลิง

ดร.ทยากร จันทรางศุ ผู้แทนจากกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า ในหน้าที่ของกรมโยธาธิการและผังเมือง เราดูแลควบคุมอาคาร ออกกฎกระทรวงตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร กฎกระทรวงฉบับที่ 33 อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ นอกจากนี้ยังมีกฎกระทรวงฉบับที่ 47 ในการดูแลอาคารเก่าว่า ควรมีระบบอะไรเพิ่มเติม ประเด็นที่ศึกษาในครั้งนี้คือเรื่องของท่อลม ซึ่งมีกำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 33 แต่เป็นท่อลมในแง่ของการระบายอากาศ แต่ในเคสนี้เกิดในท่อลมที่ระบายอากาศเสียจากระบบบำบัดน้ำเสียซึ่งต้องไปดูในแง่ของกฎหมายว่าจะควบคุมอย่างไร รวมถึงคุณภาพวัสดุที่นำมาใช้ โดยกรมกำลังพิจารณาในเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังพิจารณาในการแบ่งส่วนอาคารเพื่อไม่ให้ไฟลุกลามและสามารถดับเพลิงได้อย่างรวดเร็ว

ถอดบทเรียนไฟไหม้ปกป้องโบราณสถานไทย

   บทเรียนมหาวิหารนอเทรอดาม
ดร.พิชญะ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ของมหาวิหารนอเทรอดาม กรุงปารีส ทำให้มีหลายฝ่ายกังวลว่าโบราณสถานของประเทศไทยซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจและเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศหลายแห่งยังไม่มีการป้องกันอัคคีภัยที่ดี ด้วยมองว่าหากไปติดระบบป้องกันจะทำให้ไม่สวยงาม หากเกิดเหตุขึ้นมาอาจเกิดความสูญเสียได้ ดังนั้นเราจึงพยายามศึกษาเพื่ออ้างอิงในส่วนที่จำเป็นจริงๆ ที่จะต้องทำ เช่น ระบบป้องกันเหตุเพลิงไหม้ อย่างน้อยเตือนเพื่อให้ระงับเหตุได้รวดเร็ว หรือติดสปริงเกอร์บางพื้นที่ที่สำคัญ ซึ่งสามารถทำให้ดูงดงามได้ จึงจำเป็นต้องดูเป็นกรณีไป

ทั้งนี้วัดหรือโบราณสถาน ด้วยเป็นอาคารขนาดเล็ก จึงไม่เข้าข่ายที่ต้องควบคุม เพราะกฎหมายระบุในส่วนของที่อยู่อาศัย อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ ที่มีคนอยู่อาศัยเยอะ ดังนั้น โบราณสถานหลายแห่งจึงไม่เข้าข่าย ไม่มีข้อกำหนดชัดเจน เพียงแต่อยู่ภายใต้ข้อกฎหมายเท่านั้น

 การอพยพเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ในอาคารสูง
– แจ้งอพยพทันทีเมื่อพบควัน
– ควรแยกสัญญาณแจ้งเตือนในอาคาร Mixed Use
– ไม่ควรใช้ลิฟต์ขณะเกิดเพลิงไหม้
– บันไดหนีไฟเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด
– ควรหนีลงข้างล่างห้ามขึ้นดาดฟ้า เว้นแต่เจออุปสรรค
– บันไดเลื่อนไม่นับเป็นบันไดหนีไฟ ยกเว้นที่รถไฟฟ้า
– หากบรรทุกเกินพิกัด บันไดเลื่อนอาจทรุดพังลงมาได้
-ศูนย์การค้าควรใช้สัญญาณแจ้งเตือนแทนการใช้รหัสระหว่างพนักงาน

สำเร็จครั้งแรกของโลกวิทย์จุฬาฯเพาะปะการังพุ่มจากสเปิร์มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/369744

สำเร็จครั้งแรกของโลกวิทย์จุฬาฯเพาะปะการังพุ่มจากสเปิร์มแข็ง

นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ,เพาะปะการัง,สเปิร์ม,แช่เยือกแข็ง,คณะวิทยาศาสตร์,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

ครั้งแรกของโลก นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เพาะปะการังโต๊ะแบบพุ่มจากสเปิร์มแช่เยือกแข็งสำเร็จ มีอัตราการปฏิสนธิของปะการังสูงกว่า 98% และมีอัตรารอดขณะทำการอนุบาลในระบบเลี้ยงจนมีอายุประมาณ 2 ปี ที่ 40–50% ลดเสี่ยงปะการังสูญพันธุ์เพิ่มทางรอดให้อนาคตปะการังและสิ่งแวดล้อมทางทะเลไทย

วานนี้ (24 เม.ย.) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ แถลงข่าว “ครั้งแรกของโลก…นักวิทย์ไทยเพาะปะการังชนิดโต๊ะแบบพุ่มด้วยสเปิร์มแช่เยือกแข็ง” โดยมีนายพลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า คณะวิทย์จุฬาฯ เป็นสถาบันการศึกษาที่มีภารกิจหลักในการดำเนินการวิจัย การเรียนการสอน การผลิตบัณฑิต

สำเร็จครั้งแรกของโลกวิทย์จุฬาฯเพาะปะการังพุ่มจากสเปิร์มแข็ง

รวมถึงการสร้างสรรค์ผลผลิตที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน และประเทศ ซึ่งโครงการการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศแบบผสมเทียมและการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งของกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ไม่เพียงทำให้มีนักวิจัย งานวิจัยนานาชาติเท่านั้น แต่เป็นการสร้างแนวทางในการอนุรักษ์ปะการัง เพราะตอนนี้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากมนุษย์โดยปราศจากความรับผิดชอบ มีผลต่อการทำลายปะการัง

     เพิ่มอัตรารอดของปะการังโต๊ะแบบพุ่ม
นายวรณพ วิยกาญจน์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการที่ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โดยกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศในปี 2549 เพาะขยายพันธุ์ปะการังที่มาจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยนำไข่และสเปิร์มของปะการังประมาณ 8 ชนิด มาผสมในระบบเพาะฟัก (การผสมเทียม) กลุ่มการวิจัยได้เฝ้าติดตามผลการนำตัวอ่อนปะการังที่ผลิตได้จากการเพาะขยายพันธุ์ด้วยวิธีดังกล่าวในแต่ละปีมาศึกษาระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการอนุบาลตัวอ่อนปะการังภายในระบบเลี้ยงก่อนที่จะนำกลับคืนถิ่นสู่ทะเล โดยมุ่งหวังให้ตัวอ่อนปะการังเหล่านั้นมีการเติบโตและมีอัตรารอดสูงสุด

สำเร็จครั้งแรกของโลกวิทย์จุฬาฯเพาะปะการังพุ่มจากสเปิร์มแข็ง

“กลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการังมีการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาเทคนิคการเพาะพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศ เพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ์และฟื้นฟูปะการังที่เสื่อมโทรมภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมของโลก ซึ่งจากการศึกษาทำวิจัยอย่างต่อเนื่องในปีที่แล้วกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการังได้ประสบความสำเร็จในการนำสเปิร์มของปะการังโต๊ะแบบพุ่ม Acropora humilis มาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งในไนโตรเจนเหลว และนำกลับมาผสมใหม่กับไข่ปะการัง ซึ่งเป็นการทำสำเร็จครั้งแรกของโลกของปะการังโต๊ะชนิดนี้ และมีการตีพิมพ์ลงในวารสารวิจัยระดับนานาชาติแล้ว ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวเป็นการทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยชาวไต้หวันด้วย ความสำเร็จของการนำสเปิร์มของปะการังมาผ่านกรรมวิธีการแช่เยือกแข็งนั้นจะช่วยทำให้สามารถเก็บรักษาสเปิร์มได้นานขึ้น และสามารถนำมาผสมกับไข่ปะการังได้ใหม่ในช่วงเวลาและฤดูกาลที่ต้องการและเหมาะสมต่อไป” นายวรณพ กล่าว

สำเร็จครั้งแรกของโลกวิทย์จุฬาฯเพาะปะการังพุ่มจากสเปิร์มแข็ง

    อีก30ปีปะการัง90%ทั่วโลกเสื่อมโทรม
น.ส.สุชนา ชวนิชย์ รองกรรมการผู้อำนวยการ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปะการังโดยทั่วไปมีการผสมพันธุ์แบบอาศัยเพศเพียงปีละครั้ง โดยที่ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ (ไข่และสเปริ์ม) ออกมาผสมกันในมวลน้ำ ซึ่งกลุ่มการวิจัยได้นำหลักการดังกล่าวมาใช้ในการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศ โดยเก็บเซลล์สืบพันธุ์ปะการังที่ถูกปล่อยออกมาตามธรรมชาติแล้วนำไปปฏิสนธิโดยการผสมเทียมเพื่อเพาะฟักในระบบเพาะฟักปะการัง โดยแต่ละปี จุฬาฯ สามารถผลิตปะการังได้ประมาณ 3,000-4,000 กิ่งต่อปี แต่ในปัจจุบันอุณหภูมิของโลกได้สูงขึ้น ทำให้เกิดปะการังฟอกขาว ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์และผสมกันตามธรรมชาติเองได้ และปะการังไม่สวยอย่างในอดีต อีกประมาณ 30 ปีข้างหน้าปะการัง 90% ทั่วโลกจะอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องช่วยฟื้นฟู

สำเร็จครั้งแรกของโลกวิทย์จุฬาฯเพาะปะการังพุ่มจากสเปิร์มแข็ง

อัตราปฏิสนธิปะการังสูงกว่า 98% รอด 50%
“การนำเทคนิคใหม่มาใช้โดยการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งนั้น เป็นการเก็บรักษาเซลล์ภายใต้อุณหภูมิที่เย็นจัด เช่น -196 องศาเซลเซียส เพื่อให้สามารถเก็บเซลล์ได้เป็นระยะเวลานาน จะทำให้สามารถผสมพันธุ์ปะการังได้ปีละหลายครั้งเพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นการป้องกันการสูญพันธุ์ของปะการังอีกด้วย ดังนั้น การผสมเทียมรวมทั้งการนำเทคนิคการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งมาใช้จะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยปกติอัตรารอดของปะการังที่มาจากการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศตามธรรมชาติมีค่าประมาณ 0.01% หรือต่ำกว่า ขณะที่ในการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศด้วยวิธีการผสมเทียมดังกล่าวมีอัตราการปฏิสนธิของปะการังสูงกว่า 98% และมีอัตรารอดขณะทำการอนุบาลในระบบเลี้ยงจนมีอายุประมาณ 2 ปี ที่ 40–50% ซึ่งมีขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร ก่อนที่จะนำสู่ลงทะเลต่อไป” น.ส.สุชนา กล่าว

สำเร็จครั้งแรกของโลกวิทย์จุฬาฯเพาะปะการังพุ่มจากสเปิร์มแข็ง

อย่างไรก็ตามโครงการการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศแบบผสมเทียมและการเก็บสเปิร์มโดยการแช่เยือกแข็งของกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการังได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดำริโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนถึงปัจจุบันโครงการได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการจากหลายฝ่ายทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ รวมถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่สำคัญโครงการประสบความสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือร่วมใจของนิสิตและผู้ช่วยวิจัยทุกคนจากกลุ่มการวิจัยชีววิทยาแนวปะการัง ทั้งที่สำเร็จการศึกษาแล้วรวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการศึกษาทุกระดับ ทั้งปริญญาตรี โท และเอก ร่วม 50 ชีวิต และปัจจุบันกลุ่มการวิจัยได้ให้ความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในการนำวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศเป็นอีกวิธีการหนึ่งในการฟื้นฟูแนวปะการังในประเทศไทย

วิจัยสารซีบีเอ็นยับยั้งมะเร็งปอดม.รังสิตเตรียมทดลองในคน3รพ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/369617

วิจัยสารซีบีเอ็นยับยั้งมะเร็งปอดม.รังสิตเตรียมทดลองในคน3รพ.

ประสะกัญชา,อนุทิน ชาญวีรกุล,กัญชา,ซีบีเอ็น,กัญชาแห้ง,มะเร็งปอด,รพราชวิถี,รพเลิดสิน,รพนพรัตน์,ดรอาทิตย์ อุไรรัตน์

โดย…พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

ม.รังสิตเผยผลวิจัยพบสาร “ซีบีเอ็น” ในกัญชาแห้ง มีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งปอดในเซลล์มนุษย์ระดับหนูทดลอง เดินหน้านำกัญชาวิจัยในคนร่วมกับรพ.ราชวิถี นพรัตน์ เลิดสิน โชว์ผลิตภัณฑ์กัญชาต้นแบบ 4 ตัว พร้อมเปิดสถาบันวิจัยกัญชาทางการแพทย์แห่งแรกของไทย

วานนี้ (23 เม.ย.) ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี ม.รังสิต กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดสถาบันวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์แห่งแรกในประเทศไทย เพื่อเดินหน้าวิจัยสารสกัดจากกัญชาทางการแพทย์ ว่า ม.รังสิต ได้เริ่มต้นศึกษาวิจัยกัญชาทางมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน จนปัจจุบันประสบผลสำเร็จอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวดีที่สุดในโลกเนื่องจากยาที่ม.รังสิตวิจัยน่าจะรักษามะเร็งได้ เพราะทดลองในหนูทดลองแล้ว โดยการฉีดสารมะเร็งในหนูและฉีดยากัญชาเข้าไปรักษามะเร็งหายแล้วในเชิงประจักษ์ ซึ่งมะเร็งถือเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยสูงสุด

วิจัยสารซีบีเอ็นยับยั้งมะเร็งปอดม.รังสิตเตรียมทดลองในคน3รพ.

อย่างไรก็ตามจะต้องพัฒนาต่อไปถึงในคนซึ่งก็มีความพร้อมในการวิจัยในคนได้แล้ว โดยมีคณะแพทยศาสตร์ และมีโรงพยาบาลในเครือของ ม.รังสิต ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย ซึ่งขณะนี้ได้มีการประสานติดต่อทั้ง รพ.ราชวิถี รพ.เลิดสิน และรพ.นพรัตนราชธานี ที่จะทดลองยากัญชารักษามะเร็งได้ ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างยิ่ง เรื่องกัญชาทางการแพทย์ อยากให้รัฐบาล สนช. และข้าราชการที่มีอำนาจ ทำอะไรเพื่อประชาชนคนไทยอย่ามาทำเพื่อผูกขาดผลประโยชน์เฉพาะตัวหรือเอื้อนายทุน เราต้องการการปฏิวัติเรื่องนี้ทุกด้าน

วิจัยสารซีบีเอ็นยับยั้งมะเร็งปอดม.รังสิตเตรียมทดลองในคน3รพ.

โดย ม.รังสิต ได้จัดตั้งสถาบันวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ขึ้นมา เพื่อให้สามารถทำงานวิจัยกัญชาได้ทุกมิติ เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติในการบำบัดโรคและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น ได้รับอนุญาตในการปลูกกัญชา เพื่อวิจัยหาสายพันธุ์ที่ดีที่สุด ให้ได้สารสำคัญที่บริสุทธิ์ที่สุด เช่น สารทีเอชซี ซีบีดี ซีบีเอ็น เป็นต้น ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์แต่ละอย่าง เพราะการมีสารน้อยจะทำให้การสกัดแพงและใช้เวลานาน แต่การหาพันธุ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้ราคาถูก ได้ผลผลิตมากที่สุด

วิจัยสารซีบีเอ็นยับยั้งมะเร็งปอดม.รังสิตเตรียมทดลองในคน3รพ.

ทั้งนี้การปลูกจะอยู่ในรูปแบบของโรงเรือนระบบปิด มีการควบคุมคุณภาพ อุณหภูมิ กล้องวงจรปิด ที่วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร เทคโนโยชีวภาพ และอาหาร ม.รังสิต ตึก 5 ชั้นดาดฟ้า ในพื้นที่ 4×8 ตารางเมตร หรือ 32 ตารางเมตร ซึ่งปลูกได้ราว 50 ต้น โดยจะมีสถาบันวิจัยกัญชาทางการแพทย์ช่วยวิจัยควบคู่กันไปในการช่วยปรับปรุงพันธุ์กัญชา ทั้งหมด ม.รังสิตทำในรูปแบบของงานวิจัย เพราะหากจะผลิตจะต้องมีกระบวนการมากกว่านี้และต้องมีบริษัทยาจริงๆ เข้ามาดำเนินการ

วิจัยสารซีบีเอ็นยับยั้งมะเร็งปอดม.รังสิตเตรียมทดลองในคน3รพ.

ผศ.ดร.ภญ.สุรางค์ ลีละวัฒน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ ม.รังสิต ผู้วิจัยการศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็งปอดมนุษย์ของสารจากกัญชาในหนูทดลอง กล่าวว่า ทีมวิจัยสามารถแยกสารบริสุทธิ์ของกัญชาออกมาได้ ทั้งทีเอชซี ซีบีดี และซีบีเอ็น ซึ่งซีบีเอ็นเกิดจากการเสื่อมสลายของทีเอชซีจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน จึงพบสารซีบีเอ็นเฉพาะในกัญชาแห้ง โครงการวิจัยจึงนำสารทั้ง 3 ชนิดมาทดสอบ

วิจัยสารซีบีเอ็นยับยั้งมะเร็งปอดม.รังสิตเตรียมทดลองในคน3รพ.

เริ่มจากทดลองเซลล์มะเร็งปอดมนุษย์ในหลอดทดลอง พบว่าสารซีบีดี ทำให้ลักษณะของเซลล์มะเร็งเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่จำนวนลดลง แต่สารทีเอชซี และซีบีเอ็น ทำให้เซลล์มะเร็งตาย ถือว่ามีความเป็นพิษต่อเซลล์ในระดับหนึ่ง จากนั้นจึงใช้สาร 3 ชนิดที่มีความเข้มข้นต่างๆ และวัดอัตราการรอดชีวิตของเซลล์มะเร็ง
โดยพบว่าความเข้มข้นสูงสุดของสารทีเอชซี และซีบีเอ็น เซลล์มะเร็งรอดเพียง 20-30% คือเซลล์ส่วนใหญ่ตาย ส่วนสารซีบีดี อัตรารอดชีวิตเซลล์มะเร็งสูง 75%  ดังนั้นจึงนำเฉพาะสารทีเอชซีและซีบีเอ็นไปศึกษาต่อในหนูทดลอง โดยปลูกถ่ายเซลล์มะเร็งปอดมนุษย์ในหนูทดลอง เลี้ยงหนู 2-3 สัปดาห์ จึงเกิดก้อนเกิดขึ้นในตัวหนู ซึ่งตรวจยืนยันแล้วว่าเป็นมะเร็งจริง และแบ่งหนูที่ฉีดมะเร็งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุม ให้รับน้ำเกลือ กลุ่มรับทีเอชซี และกลุ่มรับซีบีเอ็น โดยฉีดให้ทุกวันเป็นเวลา 3 สัปดาห์

“ผลวิจัยพบว่าช่วงสัปดาห์แรกขนาดก้อนมะเร็งแต่ละกลุ่มไม่ต่างกันมากนัก แต่ช่วงสัปดาห์ที่สองกลุ่มที่ไม่ได้รับสาร ก้อนมะเร็งโตขึ้นเรื่อยๆ ส่วนกลุ่มรับทีเอชซีและซีบีเอ็นก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลง โดยผลไม่ต่างกันมากระหว่างสารทีเอชซี 3 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับซีบีเอ็น 8 มิลลิกรัม ทั้งนี้กัญชาที่วิจัยเราได้รับมาจากของกลางของป.ป.ส. เรียกว่าการวิจัยนี้สารทีเอชซีและซีบีเอ็น ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้” ผศ.ดร.ภญ.สุรางค์ กล่าว

วิจัยสารซีบีเอ็นยับยั้งมะเร็งปอดม.รังสิตเตรียมทดลองในคน3รพ.

สำหรับยาเม็ดเวเฟอร์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดกัญชา นั้นสามารถดูดซึมทางช่องปากโดยไม่ต้องรับประทาน จะเห็นว่าน้ำมันกัญชาที่ใช้ในใต้ดินก็เป็นแบบใช้หยดใต้ลิ้น จึงต้องการพัฒนายาเม็ดที่ส่งสารสำคัญทางเยื่อบุช่องปากได้ แต่สิ่งสำคัญคือยาจะต้องแตกตัวได้อย่างรวดเร็ว จึงจะดูดซึมและออกฤทธิ์ได้เร็ว ดังนั้น การพัฒนายาจึงนึกถึงขนมเวเฟอร์ที่เป็นชั้นๆ และหักง่าย จึงพัฒนายาเม็ดให้มีความเปราะ มีรูพรุนคล้ายฟองน้ำ จึงดูดซึมน้ำได้เร็ว ยาแตกตัวได้อย่างรวดเร็ว ข้อดีของยาเม็ดเวเฟอร์ใช้ช่องปาก คือไม่ต้องรับประทานน้ำแล้วกลืน ช่วยให้คนไข้มะเร็งที่รับยาเคมีบำบัด เยื่อบุช่องปากอักเสบกลืนยาได้ยาก สามารถรับยาได้สะดวกขึ้น เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย

แคนนาบินอลสเปรย์ฉีดพ่นช่องปาก มีสารซีบีเอ็นและทีเอชซีมีฤทธิ์ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น เพื่อสะดวกในการใช้งาน ตัวยาจะถูกดูดซึมเข้าเยื่อบุช่องปากทันที ไม่ถูกทำลายระหว่างทางเดินอาหารและตับ ออกฤทธิ์ได้เร็วมีประสิทธิภาพกว่ารับประทาน โดยอาศัยเทคโนโลยีจัดเก็บสาร “ลิโปโซม” ซึ่งเป็นอนุภาคในการกักเก็บสารสำคัญที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำให้อยู่ในอนุภาคเดียวกัน ซึ่งช่วยเพิ่มความคงตัวการดูดซึมออกฤทธิ์นานขึ้น เนื่องจากทั้งสองสารไม่ละลายน้ำ แต่ต้องทำตำรับยาที่อยู่ในรูปแบบน้ำ

วิจัยสารซีบีเอ็นยับยั้งมะเร็งปอดม.รังสิตเตรียมทดลองในคน3รพ.

ส่วน “ประสะกัญชา”  ตำราพระโอสถพระนารายณ์ บอกว่าแก้ไข้ผอมเหลือง ลมตี นอนไม่หลับ มีส่วนประกอบของตำรับยาดังนี้ ตรีกฏุก คือพริกไทย ดีปลี และเหง้าขิงแห้ง จันทน์ทั้ง 2 คือ แก่นจันทน์แดง แก่นจันทน์ขาว ใบสะเดา ใบคนทีเขมา พริกไทยล่อน และใบกัญชา ซึ่งยารองตัวอื่นจะทำหน้าที่ทั้งเสริมฤทธิ์และและลดความเป็นพิษของกัญชา ทั้งนี้การวิจัยก็เพื่อสืบสานภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของแพทย์ผู้สั่งจ่ายยาและผู้ป่วยที่รับยาอีกทางหนึ่ง

    ‘อนุทิน’ถกร่วมหมอรามาฯดันกัญชาเสรี
วานนี้ (23เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประชุมเกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ร่วมกับคณะแพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ร่วมประชุม อาทิ ศาสตราจารย์นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดี, ศาสตราจารย์นายแพทย์บุญส่ง องค์พิพัฒนกุล รองคณบดีฝ่ายวิจัย, ศาสตราจารย์นายแพทย์วินัย วนานุกูล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงสาทริยา ตระกูลศรีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

โดยกล่าวงถึงการที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันนโยบายกัญชาเสรี เพราะว่าศึกษากฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ แล้วฝ่ายยุทธศาสตร์เห็นว่าประชาชนได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ จึงต้องเข้าไปแก้ไขเพื่อปากท้องประชาชนลดอุปสรรคทางกฎหมาย ให้ประชาชนมีโอกาสเพิ่มขึ้นในการหารายได้อย่างสุจริต หากปล่อยให้กัญชาเป็นเรื่องของคนกลุ่มน้อย ในอนาคตจะมีกลุ่มคนที่จ้องเอากัญชาคนไทยไปจดสิทธิบัตรไปแปรรูป กลับมาขายคนไทยในราคาแพง

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้กัญชามีโทษแต่ก็มีประโยชน์ ต้องหาทางใช้ประโยชน์ และต้องควบคุมไม่ให้เกิดโทษ กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ต้องทำให้คนไทยได้ประโยชน์ร่วมกัน ต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปมาก กัญชาขายได้ นำไปผสมเครื่องสำอางขายแพงมาก ภาครัฐควรสนับสนุนให้ประชาชนได้รับประโยชน์ด้วยกัน ที่บุรีรัมย์จัดอบรมเรื่องกัญชา คนที่มามากที่สุดคือผู้ป่วย เพราะมองว่ากัญชาเป็นความหวัง

“ในฐานะนักการเมือง ผมมาอำนวยความสะดวกให้ท่าน ด้วยการออกกฎหมาย พรรคภูมิใจไทยเปิดรับทุกความเห็น ถ้ามีอะไรดีท่านมาเสนอเลย มีประโยชน์ ผมกล้าทำพรรคภูมิใจไทยมี ส.ส.เกิน 25 คน เราเสนอกฎหมายได้ วันนี้เราได้ฉันทามติจากประชาชน พูดไม่ต้องอายว่าคนกัญชาพาเราเข้าสภา เราต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ” นายอนุทิน กล่าว

โครงการไซไฟฝึกงานระยะยาวดันแรงงานระดับกลางป้อนอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/369399

โครงการไซไฟฝึกงานระยะยาวดันแรงงานระดับกลางป้อนอุตสาหกรรม

Sci-Fi,อุตสาหกรรม

โดย… ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

จากความเปลี่ยนแปลงทั้งการแข่งขันในด้านการจัดการการผลิต คุณภาพของสินค้า ราคา รวมถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมที่พัฒนาอย่างรวดเร็วของภาคอุตสาหกรรมนำมาสู่ความร่วมมือระหว่าง สวทน. จุฬาฯ และสวทช. ก่อตั้งโครงการวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม (ไซไฟ) สำหรับนิสิต ป.โท ฝึกงานระยะยาว 2 ปี เพื่อพัฒนากำลังคนสอดรับกับความเปลี่ยนแปลง

“โครงการวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม” (Science for Industry: Sci-Fi) ถือเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เมื่อวันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม เน้นการสร้างบุคลากรระดับกลางในอุตสาหกรรม (Middle Manager) ที่มีความสามารถตรงกับตำแหน่งที่ต้องการ ทั้งด้านการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ เชิงเทคนิค และการบริหารจัดการ โดยนำร่องคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เป็นที่แรก

โครงการไซไฟฝึกงานระยะยาวดันแรงงานระดับกลางป้อนอุตสาหกรรม

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม” (Science for Industry: Sci-Fi) ณ สวทน. ว่าเป้าหมายหลักของจุฬาฯ คือการสร้างคน ตอนนี้ต้องยอมรับว่าคนเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ ปัจจุบันภาคเอกชนมีปัญหาเรื่องกำลังคนโดยเฉพาะระดับกลางขึ้นไป บริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนยังติดปัญหาที่กำลังคนศักยภาพไม่พอ ดังนั้น โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้คนที่มีความสามารถได้รับการบ่มเพาะและมีโอกาสที่ดี การร่วมมือของ 3 หน่วยงาน คือการดึงความสามารถออกมา แต่ประเทศชาติจะพัฒนาได้ มีแค่ความสามารถไม่พอ เราต้องคิดว่าทำอย่างไรให้คนเหล่านั้น “หิว” อยากทำงานดีขึ้น ถ้าความสามารถบวกความหิวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี

“ภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลงถ้าเรายังขับเคลื่อนเหมือนเดิม เราจะหล่นลงไปในสถานะที่ลำบาก สิ่งสำคัญคือต้องตอบโจทย์ ต้องเปลี่ยนแปลงเร็ว ผลิตเร็ว สร้างสิ่งดีๆ เร็วทันเหตุการณ์ และ ต้องสร้างผลกระทบ ความร่วมมือกับภาคเอกชนในวันนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้น” ศ.ดร.บัณฑิต กล่าว
ป.โทฝึกงาน 2 ปีได้ค่าตอบแทน

โครงการไซไฟฝึกงานระยะยาวดันแรงงานระดับกลางป้อนอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ “โครงการวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม” จะรับนิสิตระดับปริญญาโทหลักสูตรวิทยาศาสตร์เพื่ออุตสาหกรรม (Science for Industry) หรือ Sci-Fi จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อฝึกงานจริงในสถานประกอบการที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 2 ปี ในตำแหน่งผู้ช่วยวิศวกร ผู้ช่วยหัวหน้างาน หรือผู้ช่วยหัวหน้าแผนก โดยมีอาจารย์ให้คำปรึกษาร่วมพัฒนา ปรับปรุง ทดสอบ และร่วมวิจัยในหัวข้อที่สถานประกอบการสนใจ ซึ่งจะถือเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท โดยสถานประกอบการสนับสนุนทุนราว 500,000 บาท/คน/ปี และทาง สวทช. ได้ร่วมสนับสนุน 50% วงเงินไม่เกิน 4 แสนบาท/คน ผ่านโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) นิสิตจะได้ค่าเบี้ยเลี้ยงไม่ต่ำกว่าเดือนละ 15,000 บาท

โครงการไซไฟฝึกงานระยะยาวดันแรงงานระดับกลางป้อนอุตสาหกรรม

โดยจำนวนการรับนิสิตเข้าฝึกงานขึ้นอยู่กับขนาดและโจทย์ของสถานประกอบการ โดยรับอย่างน้อยสถานประกอบการละ 1 รุ่น รุ่นละ 2 ปี และมีการประเมินผลร่วมกันทุกปี ทั้งนี้เมื่อจบโครงการ สถานประกอบการมีสิทธิพิจารณายื่นข้อเสนอให้นิสิตเข้าทำงานต่อในสถานประกอบการเดิมได้และนิสิตสามารถเลือกได้ว่าจะเข้าทำงานต่อหรือทำงานที่อื่น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการระยะแรก (เริ่มโครงการเดือนสิงหาคม 2562) 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน), บริษัท อาหารเสริม จำกัด ในเครือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท สิทธินันท์ จำกัด, บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน), บริษัท โรงงานกระดาษเทนมา (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท แฟคเกอร์ จำกัด โดยมีนิสิต Sci-Fi จำนวน 12 คน ทั้งนี้ทางโครงการจะเปิดรับบริษัทที่สนใจร่วมโครงการรุ่นที่ 2 ในเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับขั้นตอนการดำเนินโครงการ ดร.ณรงค์ ศิริเลิสวรกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ทางโครงการได้คัดเลือกผู้ประกอบการพร้อมวินิจฉัยปัญหาเบื้องต้น เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกรายบริษัท รวมถึงประเมินผลโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการรูปแบบดังกล่าวจะสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัยมากกว่าการนำเพียงโจทย์วิจัยจากสถานประกอบการมาทำวิจัยในมหาวิทยาลัยเท่านั้น และยังสามารถเปลี่ยนความคิดของผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จาก “เรียนจบตรีแต่ไม่รู้จะทำอะไร” มาเป็น “เรียนต่อโทและทำงานในอุตสาหกรรม” ได้อีกด้วย

โครงการไซไฟฝึกงานระยะยาวดันแรงงานระดับกลางป้อนอุตสาหกรรม

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงศ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) กล่าวว่า จากการศึกษาดีมานด์และอุตสาหกรรมในอนาคต เราพบว่ามีหลายอุตสาหกรรมของไทยที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มพัฒนาได้ อาทิ ด้านการแพทย์ (Medical), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology), อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods), โลจิสติกส์ และ AI นอกจากนี้ยังพบว่ามีกำลังคนด้านทักษะใหม่เกิดขึ้น แต่กระบวนการสร้างคนเหล่านี้ให้มีคุณภาพ และออกมาให้ทันความต้องการยังไม่มี ตลาดต้องการคนที่มีทักษะใหม่ๆ กว่า 1 แสนคน ถามว่าจะเดินหน้าต่อกันอย่างไร ถือเป็นความท้าทาย ดังนั้นการร่วมมือในวันนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนกำลังคนในระดับกลางอันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรม

     บัณฑิตยุคใหม่ต้องรู้หลายศาสตร์
ดร.ชินนทัต สินประเสริฐโชค ผู้ช่วยผู้จัดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท อาหารเสริม จำกัด ในเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ประกอบการ กล่าวว่า โดยปกติงานของบริษัทค่อนข้างมีความจำเพาะ บัณฑิตที่จบวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์โดยทั่วไปมาทำงานจะมีปัญหาคือเขาไม่สามารถทำตามลักษณะงานได้ครบตามที่เราต้องการ ทางบริษัทมีงานวิจัยที่ต้องนำมาทำในส่วนของเชิงพาณิชย์ แต่เด็กส่วนใหญ่ที่รับมาสายวิทยาศาสตร์จะได้แค่งานวิจัย ส่วนเรื่องการขาย การตลาด เป็นเรื่องค่อนข้างยากสำหรับเด็กใหม่ ทั้งนี้ บุคลากรที่ทางบริษัทกำลังต้องการ คือสายวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์รวมถึงต้องมีความรู้ทางด้านการวางแผนการตลาด กลุ่มลูกค้าที่เหมาะสมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการ ตอนนี้ทักษะเพียงด้านเดียวไม่เพียงพอต้องมีการเรียนรู้หลายศาสตร์ไปพร้อมกัน ซึ่งระยะเวลาในการบ่มเพาะบุคลากรให้เก่งต้องใช้เวลา 1-2 ปี กว่าเขาจะสามารถเห็นภาพตลาดเชิงพาณิชย์ได้

โครงการไซไฟฝึกงานระยะยาวดันแรงงานระดับกลางป้อนอุตสาหกรรม

“เมื่อมีโครงการ Sci-Fi ซึ่งมีอาจารย์คอยให้คำปรึกษา รวมถึงมีการเชื่อมโยงกับคณะอื่นๆ ในมหาวิทยาลัย คาดว่าจะสามารถเพิ่มศักยภาพเด็กให้ทำงานได้อย่างครบวงจรและตอบโจทย์บริษัทได้ โดยตั้งเป้ารับปีละ 2 คน เริ่มฝึกงานในช่วงสิงหาคมที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอื่นๆ ในเครือไทยเบฟ เข้าร่วมโครงการอีกเร็วๆ นี้” ดร.ชินนทัต กล่าว

กัญชาพืชคุณค่าทางการแพทย์โอกาสใหม่ของ(ผู้ป่วย)คนไทย??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/369201

กัญชาพืชคุณค่าทางการแพทย์โอกาสใหม่ของ(ผู้ป่วย)คนไทย??

พันธุ์บุรีรัมย์,กัญชา,ยาเสพติด,ศดรสิริวัฒน์ วงศ์ศิริ,เนวิน ชิดชอบ,ทางการแพทย์

โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต -qualitylife4444@gmail.com

ว่ากันว่างาน “พันธุ์บุรีรัมย์” วันที่ 19-21 เมษายน เป็นจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะองค์กรของรัฐ ร่วมกับองค์กรภาคประชาชน และภาคเอกชน เนรมิตพื้นที่จัดงาน “พันธุ์บุรีรัมย์”มหกรรมความรู้เกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ความรู้ในเรื่องการใช้กัญชาอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ ทั้งการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนปัจจุบันให้แก่ผู้เจ็บป่วย ผู้ที่มีความสนใจเรื่องสุขภาพ และประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจในการใช้กัญชาบนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง

โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิกว่า 20 คนจากหน่วยงาน อาทิ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์, คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน), มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, สำนักกฎหมายการแพทย์ กรมการแพทย์, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ฯลฯ

กัญชาพืชคุณค่าทางการแพทย์โอกาสใหม่ของ(ผู้ป่วย)คนไทย??

เนวิน ชิดชอบ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้มีงานวิจัยทางการแพทย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมาก ยืนยันว่ากัญชาเป็นพืชที่มีคุณค่าทางการแพทย์ หลายประเทศในโลก รวมทั้งประเทศไทย อนุญาตให้มีการผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์อย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว อีกทั้งองค์การอนามัยโลกได้ศึกษาวิจัยและระบุว่า สารสกัดในกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด แต่มีสรรพคุณรักษาโรค และมีองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นถิ่นเกี่ยวกับการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์

“ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลก และมีมาตรการควบคุมการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ด้านความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ได้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มผสมกัญชาในร้านจำหน่ายสินค้าทั่วไปอย่างเปิดเผยและได้รับความนิยม ไม่น้อยกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างสินค้าที่คนไทยทำได้ และมีตลาดรองรับ อยู่ที่เราจะเลือกว่าเราเลือกเป็นผู้ผลิตเพื่อจำหน่าย สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ หรือเลือกที่จะเป็นผู้ซื้อ ผู้บริโภค และต้องจ่ายเงินออกไป กัญชาไม่ใช่แค่ยาเพื่อผู้ป่วย แต่เพื่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มยังเป็นโอกาสใหม่ของคนไทย”

กัญชาพืชคุณค่าทางการแพทย์โอกาสใหม่ของ(ผู้ป่วย)คนไทย??

นพ.สมยศ กิตติมั่นคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษามะเร็ง กล่าวว่าหลังจากศึกษามากขึ้นจึงรู้ว่าตัวกัญชาไม่ได้มีฤทธิ์เสพติดเหมือนที่เคยพูดกันมา ที่สำคัญสมัยสมเด็จพระนารายณ์มีเขียนเอาไว้ชัดเจนว่ายาหลายๆ ตำรับมีการนำกัญชามาเป็นส่วนประกอบด้วย ซึ่งหลายประเทศพิสูจน์มาแล้วจากงานวิจัย
“เราแก้ปัญหาง่ายๆ ได้หลายอย่าง ใช้ในรูปแบบสมุนไพร ประหยัดเงินค่ายา ไม่สะสมตกค้างในร่างกาย ไม่มีผลข้างเคียง งานพันธุ์บุรีรัมย์เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทยที่จะตอบคำถามว่า คนไทยจะใช้กัญชารักษาโรคด้วยตัวเองได้หรือไม่ มีวิธีการอย่างไรบ้าง”
ศ.ดร.สิริวัฒน์ วงศ์ศิริ  ราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า กัญชามีสาร 2 ชนิดหลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ คือ สาร CBD (Cannabidiol) ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนและการบวมอักเสบของแผล และสาร THC (Tetrahydrocannabinol) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ความรู้สึกผ่อนคลายและลดอาการปวด ซึ่งปัจจุบันมีการนำกัญชามาสกัดเป็นน้ำมันเพื่อนำสารทั้ง 2 ชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆ อาทิ โรคลมชัก โรคพาร์กินสัน โรคมะเร็งระยะสุดท้าย และเอชไอวี

กัญชาพืชคุณค่าทางการแพทย์โอกาสใหม่ของ(ผู้ป่วย)คนไทย??

“กัญชาสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ สามารถนำไปใช้พัฒนาต่อยอดประกอบธุรกิจได้อีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นนำไปใช้ประกอบอาหาร เครื่องดื่ม ขนม ช็อกโกแลต ซอสปรุงรส ฯลฯ เป็นพืชเศรษฐกิจแสนล้าน สามารถส่งออกต่างประเทศได้กำไรมหาศาล เช่นเดียวกับที่ประเทศชั้นนำของโลกเริ่มลงมือกันแล้ว”
ทั้งนี้ภายในงาน “พันธุ์บุรีรัมย์” ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ มีนิทรรศการการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทย, นิทรรศการจำลองการปลูกจนถึงกระบวนการสกัดเป็นน้ำมันกัญชา, นิทรรศการกัญชาสายพันธุ์ต่างๆ, กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชา นอกจากนี้ยังมีการเปิดให้จดแจ้งครอบครองกัญชาแก่ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ โดยงานเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์เข้าร่วมได้ฟรีมีลงทะเบียนและรับรักษาผู้ป่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

กัญชาพืชคุณค่าทางการแพทย์โอกาสใหม่ของ(ผู้ป่วย)คนไทย??

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอองค์ความรู้วิชาการ หัวข้อบูรณาการกัญชาเพื่อการแพทย์ โดย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์ แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต รวมทั้งเสวนา “กัญชงและกัญชาทางการแพทย์และเศรษฐกิจ” โดย นพ.สมนึก ศิริพานทอง อาจารย์รสสุคนธ์ ธนธีระบรรจง ​กัญชากับโรคลมชัก นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์
เสวนา “การสกัดการควบคุมคุณภาพ การวิเคราะห์ การหาสูตรโครงสร้างของไฟโตเคมิคัลแคนนาบินอยด์ในพืชกัญชง กัญชา” โดย ผศ.ดร.นงนุช สังข์อยุทธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขต กาญจนบุรี และรสสุคนธ์ ธนธีระบรรจง หัวหน้างานตรวจพิสูจน์สารเสพติด สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กรมการแพทย์
​​เสวนา “พฤษศาสตร์ GI การปลูก และการผลิตทั่วไปและแบบแม่นยำในพืชกัญชง กัญชา” โดย ผศ.ดร.ธรรมรันต์ พุทธไทย คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผศ.ดร.สิริวัฒน์ สาครวาสี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และกัญชากับโรคปวดระบบประสาท โดย นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์ และหมอแก้มหอม ณ ลานช้าง (แม่มดกัญชา) ที่จะมาบรรยายในหัวข้อ กัญชาทางการแพทย์ของ ดร.อูม่า และธุรกิจกัญชาในต่างประเทศด้วย

กัญชาพืชคุณค่าทางการแพทย์โอกาสใหม่ของ(ผู้ป่วย)คนไทย??

ขณะเดียวกันยังมีกลุุ่มต่างๆ มาร่วมออกบูธ อาทิ  อีสานเขียว, บูรพา, พรรคเขียว, ยิ้มสยาม, บุญเติม สายเขียว, รู้กัญ 420, เพื่อผู้ป่วย, เจ๋ง ภาคเพียร, องค์กรกัญชาเพื่อการป้องกันรักษาโลก, กลุ่มยิปซี, กลุ่มอินเดียนคาวบอย, ปฏิวัติกัญชา, กัญชามหาชน, ศูนย์กัญชาไทย  เป็นต้น
ดึงกลุ่มใต้ดินช่วยแพทย์รักษาคนไข้

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องมีองค์กรกลาง หรือหน่วยงานกลางเป็นผู้ประสานกลุ่มคนใต้ดิน หรือผู้ที่มีความรู้ในการใช้กัญชารักษาโรคที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาบนดิน เพื่อให้พวกเขามาช่วยเหลือกันในการใช้กัญชารักษาโรค เนื่องจากมีองค์ความรู้เรื่องนี้ โดยต้องให้มาช่วยหรือเสริมทัพกับทางแพทย์แผนปัจจุบันที่จะอบรมการใช้กัญชารักษาโรครุ่นแรกจำนวน 200 คน เพราะถ้าแพทย์แผนปัจจุบันฝ่ายเดียวไม่มีทางเพียงพอ จึงต้องเข้ามาร่วมเป็นเพื่อนแพทย์ในการใช้กัญชารักษาผู้ป่วยด้วยกัน

ขณะเดียวกันวานนี้ (18 เม.ย.) วัฒนา โมสิกมาศ ประธานสภากัญชาแห่งประเทศไทย คณะกรรมการบริหาร และที่ปรึกษา พร้อมด้วยประธานสภากัญชาทุกจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกันยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอรับความสนับสนุนการจัดตั้งสภากัญชาแห่งประเทศไทย ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี และขอให้เกษตรกร ประชาชนในนามสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ร่วมปลูกกัญชาในทุกตำบล พร้อมศูนย์รักษาผู้ป่วยด้วยกัญชาในทุกอำเภอของประเทศไทย โดยมีนายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่อง

 นำร่อง“แม่แตงโมเดล”ดันกัญชาบำบัดยาเสพติด    
ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง ฉายา “แม่มดกัญชา” ผู้ได้รับรางวัลแพทย์ทางเลือกและแพทย์สมุนไพรจากประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ในต่างประเทศมีการใช้กัญชาบำบัดผู้ที่ติดยาเสพติดกันอย่างแพร่หลาย ทั้งติดยาเสพติดในระดับรุนแรงและทั่วไป ปัจจุบันมีโครงการสำหรับผู้สูงอายุที่ติดบุหรี่ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะไปตามบ้านและสอนผู้สูงอายุให้เลิกบุหรี่ โดยเปลี่ยนมาสูบกัญชาแทน เนื่องจากปัจจุบันสังคมผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันทั่วโลก

กัญชาพืชคุณค่าทางการแพทย์โอกาสใหม่ของ(ผู้ป่วย)คนไทย??

“สำหรับกรณีศึกษาที่ถือเป็น Case of The World คือมีคนเกิดอุบัติเหตุและขาหัก ซึ่งต้องใช้มอร์ฟีนในการบรรเทาปวด หลังจากที่ใช้เยอะขึ้นจนมอร์ฟีนเอาไม่อยู่ จึงต้องหันไปหาเฮโรอีน จนติดเฮโรอีนอย่างหนัก สุดท้ายต้องหันมาใช้กัญชาในการบำบัด และเลิกได้ในที่สุด กลายเป็นเคสที่ดังและทำให้วงการแพทย์ในอเมริกาหันมาใช้กัญชาในการบำบัดผู้ติดยาเสพติด”
ในประเทศไทยได้เริ่มมีการใช้กัญชาในการเลิกบุหรี่เช่นกัน โดยพบว่าจากคนที่สูบวันละ 2 ซอง เปลี่ยนมาสูบกัญชา 15 วัน ทำให้สูบบุหรี่ลดลงเหลือ 2 มวนต่อวันเท่านั้น นอกจากนี้ได้มีการทดลองใช้กับผู้ที่ติดยาบ้า โดยใช้ CBD ใน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ หรือ “แม่แตงโมเดล” โดยมีการจัดอบรมในหลายฝ่าย ทั้งตำรวจ และผู้ที่สนใจ เนื่องจากปัจจุบันมีนักโทษที่ติดยาเสพติดทั่วประเทศกว่า 3 แสนคน ซึ่งต้องเสียงบประมาณวันละ 100 บาทต่อคน ตกวันละ 30 ล้านบาท กลายเป็นงบประมาณแผ่นดินที่นำไปเลี้ยงผู้ติดยาเสพติดแต่ไม่มีอะไรดีขึ้นกลายเป็นปัญหาสังคมต่อไป
“แม่แตงโมเดล เริ่มต้นในช่วงนิรโทษกรรม ซึ่งในขณะนี้อยู่ในช่วงนาทีเพชร เรามองว่าคนที่ติดยาเสพติดเป็นคนป่วยที่อันตราย ไปจี้ปล้นฆ่า ทำร้ายลูกเมียคนในครอบครัว ดังนั้นจึงเดินหน้าให้องค์ความรู้ สอน และปฏิบัติจริง ผ่านมา 15 วัน ผู้ที่รับการบำบัดดีขึ้นมาก จิตสำนึกกลับมา รักครอบครัว จากเสพยาบ้าวันละ 5 เม็ด ตอนนี้เหลือวันละ 1 เม็ด และคาดว่าจะเลิกได้ในที่สุด”
ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือกับทางสถานีตำรวจในการแจ้งผู้ที่ประสงค์จะบำบัดมาเข้าร่วม วิธีการบำบัดเริ่มจากอบรมให้ความรู้ ทั้งผู้ที่ติดยาและครอบครัว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่คนที่ติดยาเสพติด ในช่วงที่ขาดยาจะมีอาการสั่น ดังนั้นลูกหลานต้องคอยนวดและให้กำลังใจ เอาอาหาร น้ำ หรือชาให้ดื่ม เพื่อให้ผ่อนคลาย ส่วนกัญชานำมาหยดใต้ลิ้น และให้นอนพักผ่อนนานที่สุด รวมถึงใช้สมุนไพรไทยล้างพิษร่วมด้วย หลังจากนี้ตั้งเป้าโครงการอบรมให้ความรู้ตำรวจอีกด้วย
ดร.แก้มหอม กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ตั้งใจในตอนนี้คือ พยายามผลักดันให้การใช้ยากัญชาอยู่ใน 30 บาทรักษาทุกโรค เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึง เนื่องจากกัญชาผลิตและปลูกในประเทศไทยได้ นอกจากนี้ยังตั้งเป้าเดินหน้าเพื่อสร้างให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์เรียนรู้กัญชา โดยการดึง ดร.Uma Dhanabalan แพทย์กัญชาอันดับ 1 ของโลก เข้ามาร่วมงานด้วย
รวมทั้งเทรนด์หมอจากประเทศต่างๆ เพื่อให้มาเรียนรู้กัญชาจากประเทศไทย หากในอนาคตเราสามารถปลดล็อกกัญชาได้สำเร็จ สามารถสั่งกัญชาจากประเทศไทยและเป็นรายได้แบบองค์รวมของประเทศตั้งแต่รากหญ้าถึงทุกคน ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์เรียนรู้กัญชาเวียงแม่มด จ.เชียงใหม่ ประกอบกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งสนใจในการทำงานวิจัย นวัตกรรม และมีคลินิกแพทย์แผนไทยในการเทรนด์เพื่อใช้การแพทย์แบบผสมผสานได้
อย่างไรก็ตามการนำกัญชามาใช้ควรดูให้ดีว่าขั้นตอนสกัดถูกต้องหรือไม่ หากคนที่ไม่มีความรู้จริงๆ ในการสกัด อาจกลายเป็นพิษได้ ซึ่งที่ผ่านมาโรงพยาบาลหลายแห่งรายงานว่าพบผู้ป่วยที่อาเจียนเป็นเลือดจากการใช้กัญชาเกินขนาด ดังนั้นจึงควรสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนเพื่อใช้ประโยชน์จากกัญชาให้ถูกต้อง
ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) กล่าวว่า มร.จะตั้งศูนย์วิจัยและนวัตกรรมกัญชาเพื่อการแพทย์ เพื่อทำให้การศึกษาวิจัยเรื่องนี้โดยเฉพาะในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมาก จึงจำเป็นต้องมีผู้รู้จากต่างประเทศเข้ามาสร้างความรู้เพื่อเดินหน้าศึกษาและเกิดผลระยะยาว การจัดตั้งศูนย์วิจัยและนวัตกรรมกัญชาเพื่อการแพทย์น่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้รู้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับกัญชาอย่างรอบด้านจึงจัดโครงการสัมนาวิชาการ เรื่อง “องค์ความรู้ด้านกัญชากับการรักษาโรค” ในวันที่ 30 เมษายน เวลา 08.30–16.30 น. ณ อาคารหอประชุมพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยมี ดร.Uma Dhanabalan ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือกจากสหรัฐอเมริกา ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง รวมถึงฝ่ายวิชาการด้านการปลูกกัญชาในระบบปิดแบบเกษตรอินทรีย์และวัสดุนาโน จากบริษัท Goture Nature Science Lab. U.S.A. เป็นวิทยากร

“หมอพื้นบ้าน”ใช้กัญชานอก16ตำรับต้องพิสูจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/369067

“หมอพื้นบ้าน”ใช้กัญชานอก16ตำรับต้องพิสูจน์

หมอพื้นบ้าน,กัญชา,เดชา ศิริภัทร,มูลนิธิข้าวขวัญ,สมุนไพร,รักษาโรค

โดย…  -พวงชมพู ประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

จากการที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) บุกเข้าจับกุมกัญชาภายในมูลนิธิข้าวขวัญ ซึ่งมีนายเดชา ศิริภัทร เป็นประธาน กระทั่งมีการออกมาหาทางออก โดยการแนะนำให้ “เดชา” ยื่นขอรับรองเป็นหมอพื้นบ้านเพื่อให้สามารถผลิตน้ำมันกัญชาให้คนไข้ต่อไปได้

กรณีของนายเดชา ดูเหมือนเส้นทางจะไม่ติดขัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สุพรรณบุรี ให้การรับรองเป็น “หมอพื้นบ้าน” เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ 8 ข้อ ได้แก่ 1.มีผู้มารับบริการสม่ำเสมอและต่อเนื่องเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี 2.สืบทอดความรู้จากบรรพบุรุษหรือองค์ความรู้จากท้องถิ่น 3.มีความสามารถในการบำบัดรักษาโรค 4.ไม่หวงวิชา 5.มีการถ่ายทอดความรู้ 6.ไม่เรียกร้องค่ารักษามากเกินควร 7.เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากคนในขุมชน และ 8.มีคุณธรรม มีเมตตา ช่วยเหลือเกื้อกูลชุมชน

เมื่อผ่านด่านหมอพื้นบ้านเส้นทางของนายเดชา ก็จะมีอีก 11 องค์กรพร้อมอุ้มช่วยในการเดินเข้าสู่โครงการวิจัยเพื่อให้สามารถผลิตและแจกน้ำมันกัญชาให้คนไข้ที่เดิมมีอยู่ราว 5,000 คนต่อไปได้ เพียงแต่จะเป็นการทำแบบมีระบบและอยู่ในกรอบของกฎหมาย โดย “น้ำมันกัญชา” ของนายเดชา จะถูกจัดเป็นยาจากกัญชาที่ยังไม่มีการรับรองว่าได้ผล จึงต้องมีการวิจัยก่อน เพื่อให้ทราบผลของการรักษาที่เป็นวิทยาศาสตร์และมีหลักฐานชัดเจน

"หมอพื้นบ้าน"ใช้กัญชานอก16ตำรับต้องพิสูจน์

สำหรับหมอพื้นบ้านคนอื่นๆ หากจะใช้ตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมนั้น ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ การแพทย์แผนไทย ที่จะสามารถปรุง หรือสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ได้ พ.ศ.2562 ระบุว่า

1.ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย 2.ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการใช้ตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่จากกระทรวงสาธารณสุข หรือหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขหรือสภาวิชาชีพ การแพทย์แผนไทย ให้การรับรอง และในการปรุง หรือสั่งจ่ายต้องดำเนินการภายใต้สถานพยาบาลของรัฐ หรือสถานพยาบาลเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล
3.หมอพื้นบ้านที่จะสามารถปรุงหรือสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการใช้ตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่จากกระทรวงสาธารณสุข หรือหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขหรือสภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทยให้การรับรอง

4.แนวทางการปรุงยาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้าน มีดังนี้ วัตถุดิบกัญชาต้องอยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถแยกเป็นช่อดอก ใบ เพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ โดยอาจใช้เครื่องยาผสมกัญชากลางที่ต้องนำมาผสมกับตัวยาอื่นในตำรับในการปรุงยาให้แก่ผู้ป่วยเฉพาะราย
ทั้งนี้เครื่องยาผสมกัญชากลาง หมายถึงเครื่องยาที่ได้จากการนำกัญชามาผสมกับตัวยาอื่นอีก 1-2 ชนิด เช่น พริกไทย ซึ่งเป็นตัวยาที่ใช้มากในตำรับยาเข้ากัญชาเพื่อป้องกันนำไปเสพ เพื่อนันทนาการ และกรณีหมอพื้นบ้านต้องมีการระบุองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ชัดเจน และได้รับการรับรองจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

และตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ พ.ศ.2562 ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแพทย์แผนไทย ระบุว่าต้องเป็นตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ในตำราการแพทย์แผนไทย โดยคำแนะนำของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกและสภาการแพทย์แผนไทย ซึ่งปัจจุบันมี 16 ตำรับ และตำรับยาที่หมอพื้นบ้านปรุงขึ้นจากองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ชัดเจน และได้รับการรับรองจากกรมการแพทย์แผนไทย

"หมอพื้นบ้าน"ใช้กัญชานอก16ตำรับต้องพิสูจน์

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก อธิบายว่า เนื่องจากปัจจุบันกัญชายังจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามกฎหมายหมอพื้นบ้านที่จะใช้ตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมในการรักษาคนไข้จะต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยจะต้องเป็นหมอพื้นบ้านที่ผ่านการรับรองจากกรม โดยต่างจังหวัดสามารถยื่นรับการพิจารณาได้ที่ สสจ.ในพื้นที่ จากนั้นจะต้องผ่านการเข้ารับอบรมหลักสูตรการใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทย ซึ่งจะอบรมรุ่นแรกให้แก่วิทยากรครู ก ที่เป็นเภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์และหมอพื้นบ้านตัวแทนจากเขตสุขภาพ 13 แห่ง และจากเขตสุขภาพที่มีศูนย์ฝึกอบรมด้านการแพทย์แผนไทยรวม 150 คน ในวันที่ 29-30 เมษษยน 2562 เพื่อให้เป็นวิทยากรในการอบรมต่อในแต่ละพื้นที่

และหากอย.อนุญาตให้เป็นหมอพื้นบ้านที่สามารถสั่งจ่ายยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมแล้ว จะสามารถสั่งจ่ายยาแผนไทยได้ใน 16 ตำรับที่กฎหมายอนุญาต เนื่องจากทั้ง 16 ตำรับถือเป็นตำรับยาแผนไทยที่มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นภูมิปัญญาของชาติและแพทย์แผนไทยให้การยอมรับว่ามีการใช้อยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตาม กฎหมายเปิดช่องในกรณีที่จะสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาแต่ไม่ใช่ 16 ตำรับ จะต้องนำเสนอตำรับให้คณะกรรมการที่กรมการแพทย์แผนไทยตั้งขึ้นพิจารณาให้อนุญาตใช้เป็นรายตำรับ

“ในการพิจารณาให้ใช้ตำรับยานอกเหนือจาก 16 ตำรับ หมอพื้นบ้านหรือแพทย์แผนไทยจะต้องนำเสนอตำรับให้คณะกรรมการพิจารณาก่อน ซึ่งจะดูว่าตำรับนั้นมีความปลอดภัยกับคนไข้หรือไม่ ตำรับยามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร หลักเกณฑ์ของตำรับยานั้นเข้ากับหลักของการแพทย์แผนไทยอย่างไร หากคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่าตำรับยานั้นใช้ได้ก็จะอนุญาตให้หมอพื้นบ้านใช้ต่อไป กรณีที่ต้องการให้ตำรับยาเป็นประโยชน์หรือสมบัติสาธารณะก็สามารถเข้าสู่กระบวนการวิจัยเพื่อให้มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์สนับสนุนต่อไปได้ ทั้งหมดเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นคนไข้” นพ.ปราโมทย์ กล่าว

นพ.ปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับตำรับยาแพทย์แผนไทยที่จะมีการนำกัญชามาใช้ประโยชน์สังเคราะห์ได้ 96 ตัว แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่ม ก มี 16 ตัว ที่เป็นสูตรดั้งเดิม วิธีการปรุงชัดเจน ประสิทธิผลชัดเจน ส่วนใหญ่ใช้ในการรักษากลุ่มอาการ ปวด นอนไม่หลับ แก้ชัก เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีการออกเป็นประกาศ สธ.อนุญาตแล้ว 2.กลุ่ม ข สูตรดั้งเดิม แต่วิธีการปรุงยายังไม่ชัด ต้องศึกษาเพิ่มเติม 3.กลุ่ม ค ต้องศึกษาวิจัย และ 4.กลุ่ม ง กลุ่มที่ยังติดขัดในข้อกฎหมายอื่นๆ เช่น ไซเตส เพราะมีการห้ามใช้สมุนไพรบางตัว ซึ่งกลุ่ม 2-4 จะมีการพิจารณาต่อไป แต่หากแพทย์แผนไทยหรือหมอพื้นบ้านมีการใช้ตำรับใดนอกจาก 16 ตำรับก็สามารถยื่นขอพิจารณารับอนุญาตเป็นรายตำรับได้

"หมอพื้นบ้าน"ใช้กัญชานอก16ตำรับต้องพิสูจน์

 มั่นใจ“เดชา”เป็น “หมอพื้นบ้าน”     

นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า มั่นใจว่าผ่านเกณฑ์ 8 ข้อในการเป็นหมอพื้นบ้าน เพราะแม้จะเพิ่งมาทำน้ำมันกัญชาเมื่อราว 6 ปี แต่ก่อนหน้านี้มีการแจกจ่ายสมุนไพรรางจืดในการล้างพิษให้เกษตรกรที่ใช้ยาฆ่าแมลงมานานกว่า 20 ปี สำหรับกัญชาเป็นการทำส่วนตัวไม่เกี่ยวกับมูลนิธิเพราะห่วงว่าจะเป็นมะเร็งเหมือนแม่ ก่อนที่จะให้คนอื่นใช้ประโยชน์ด้วยจึงให้พระแจก และเพิ่งมาเปิดเผยช่วงนี้เนื่องจากเข้าใจว่าอยู่ในช่วงนิรโทษ 90 วันแล้วจะไม่เป็นอะไร แต่จากการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้รับคำแนะนำว่าหากจะต้องการให้คนไข้ได้ยาต่อเนื่องจะต้องเข้าระบบ
โดยขั้นแรกจะต้องเป็นหมอพื้นบ้านก่อน จากนั้นการจะแจกได้อย่างถูกกฎหมายต้องร่วมกับหน่วยงานรัฐในการทำวิจัย โดยให้คนไข้เป็นผู้เขาร่วมวิจัย เนื่องจากน้ำมันกัญชาที่ใช้ยังไม่ได้รับการรับรองและพิสูจน์ว่าเป็นยาที่ใช้ได้ผลจริง จึงต้องเข้าโครงการวิจัย ซึ่งในวันที่ 18 เมษายนนี้ จะหารือกับหน่วยงานต่างๆ ในการวิจัยแบบปฏิบัติการตรง ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของคนไข้

“ก่อนหน้านี้เราทำผิดกฎมาย แต่เราเชื่อว่ากฎหมายเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้นต้องทำให้ประชาชนเข้าใจและคนส่วนใหญ่ได้ใช้ประโยชน์ จึงจะสามารถช่วยกันผลักดันให้กฎหมายเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะต้องมีการแก้ไขให้กฎหมายปรับเป็นประโยชน์กับคนทั่วไปมากที่สุด ไม่ใช่เป็นอุปสรรคแต่ควรจะต้องส่งเสริม ซึ่งส่วนตัวจากที่การแจกน้ำมันกัญชาผู้ป่วยราว 5,000 คน ผลอย่างไม่เป็นทางการจากที่สังเกตเห็น คือไม่มีผลข้างเคียงจากการใช้เพราะเป็นการใช้ในปริมาณต่ำเพียง 3% โดยโรคที่เห็นผลคือ ตา ไมเกรน และพาร์กินสัน” นายเดชา กล่าว

นายเดชา กล่าวอีกว่า ตอนนี้จะต้องยุติกระบวนการทั้งหมดไว้ก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจนในกรอบกฎหมายและขั้นตอนของการวิจัยจึงจะกลับมาแจกน้ำมันกัญชาให้คนไข้อีกครั้งได้ ส่วนจะเมื่อไหร่อยู่ที่ขั้นตอนของการวิจัย โดยคาดว่าจะประสานขอกัญชาของกลางจากป.ป.ส.มาใช้เป็นวัตถุดิบ เมื่อผลิตเสร็จก็จะต้องส่งตรวจหาการปนเปื้อนของสารอื่นเพื่อความปลอดภัยของคนไข้มากขึ้นตามกรอบการวิจัยด้วย

ราษฎร์บำรุงธรรมลดเด็กหลุดนอกระบบ-ดูแลคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/368995

ราษฎร์บำรุงธรรมลดเด็กหลุดนอกระบบ-ดูแลคุณภาพชีวิต

โรงเรียนราษฎร์บำรุงธรรม

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร   qualitylife4444@gmail.com

“ใช่ว่าทุกคนจะได้รับโอกาส ยิ่งเด็กยากจนในโรงเรียนของครู เรียกได้ว่าโอกาสของพวกเขามีน้อยมาก เพราะต่อให้การศึกษาจะเป็นหนทางที่ทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้นได้ แต่ระหว่างทางกว่าจะเรียนจบมหาวิทยาลัย มีงานทำ พวกเขากลับไม่มีแม้เงินสักบาท ต้องออกจากโรงเรียนสู่โลกการทำงานช่วยเหลือครอบครัว เลี้ยงดูปากท้อง” ศิวรัตน์ พายุหะ ผู้อำนวยการโรงเรียนราษฎร์บำรุงธรรม จ.กาญจนบุรี สะท้อนถึงโอกาสของเด็กยากจนในโรงเรียน

“โรงเรียนราษฎร์บำรุงธรรม จ.กาญจนบุรี” เป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีนักเรียนทั้งหมด 265 คน และในกลุ่มดังกล่าวเป็นนักเรียนยากจน 117 คน มีครูผู้สอน 20 คน ซึ่งโรงเรียนพยายามพัฒนาและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนมาตลอด
ศิวรัตน์ พายุหะ ผู้อำนวยการโรงเรียนราษฎร์บำรุงธรรม จ.กาญจนบุรี  กล่าวว่า โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนที่มีเด็กยากจนค่อนข้างมาก เนื่องด้วยพ่อแม่ส่วนใหญ่ทำงานเกษตรกร หรือรับจ้างทั่วไป ซึ่งขณะนี้เข้าสู่ภาวะหน้าแล้ง ทำให้ปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ยากลำบาก ขณะเดียวกันเมื่อพ่อแม่ไปรับจ้างได้เงินเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น สภาพบ้านหลายครอบครัวไม่มีแม้แต่ที่นอน

ราษฎร์บำรุงธรรมลดเด็กหลุดนอกระบบ-ดูแลคุณภาพชีวิต

ดังนั้นที่ผ่านมาโรงเรียนจึงไม่ได้เข้าร่วมโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาครู พัฒนาวิชาการ อันนำมาสู่การพัฒนาการศึกษา การเรียนการสอนที่มีคุณภาพแก่นักเรียนเท่านั้น ยังต้องหางบประมาณในการมาดูแลเด็กๆ ร่วมด้วย เพราะต้องยอมรับว่างบประมาณที่ได้จากสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้น ช่วยได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่เพียงพอ

“ทางโรงเรียนได้สมัครเข้าร่วมขอรับเงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพราะต่อให้เป็นเงินจำนวนไม่มาก ช่วยเด็กยากจนพิเศษได้เพียง 15 คน ที่สภาพครอบครัวลำบากมากได้รับการอุดหนุนในปีนี้ แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เด็กยากจนพิเศษมีคุณภาพชีวิต มีกำลังใจในการมาเรียนหนังสือ มีความกระตือรือร้นที่จะมาโรงเรียน เนื่องจากมีเงินจ่ายค่าอาหาร ซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนแล้วยังช่วยแบ่งเบาภาระให้ครอบครัวเขาด้วย หลายคนนำเงินไปซื้อข้าวสารให้ครอบครัว” ศิวรัตน์ กล่าว

ราษฎร์บำรุงธรรมลดเด็กหลุดนอกระบบ-ดูแลคุณภาพชีวิต

ศิวรัตน์ กล่าวอีกว่า เด็กยากจนและเด็กยากจนพิเศษหลายคนมีความรู้ความสามารถแต่พวกเขาขาดโอกาส เพราะในยุคนี้เงินเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้เด็กมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ เมื่อเด็กอิ่มท้อง ครอบครัวมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เด็กก็พร้อมที่จะเรียนรู้ กองทุนกสศ.ได้ช่วยขยายโอกาสทางการศึกษา ต่อยอดให้เด็กกลุ่มนี้ไม่หลุดไปจากการศึกษา อยากให้กองทุนกสศ.เปิดโอกาสทางการศึกษาไปยังเด็กทุกกลุ่ม

นอกจากเรื่องปากท้องของเด็กยากจนและเด็กยากจนพิเศษในโรงเรียนแล้ว โรงเรียนยังได้สมัครเข้าร่วมเป็นสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี ได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี กสศ. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ได้เน้นให้ครูเรียนรู้ร่วมกันใช้ Lesson Study มีการจับคู่ครูเป็น Model Teacher และ Buddy Teacher และร่วมกันสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ Professional Learning Community (PLC) เปิดโอกาสให้ครูได้มองเห็นการสอนและการเรียนรู้ในชั้นเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

ราษฎร์บำรุงธรรมลดเด็กหลุดนอกระบบ-ดูแลคุณภาพชีวิต

“โรงเรียนจะมีการจัดการเรียนการสอนโดยแบ่งกลุ่มนักเรียนแบบคละความสามารถ จะมีทั้งเด็กเก่ง ปานกลาง และอ่อน เพื่อให้เด็กได้รู้จักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเน้นให้เด็กเรียนรู้จากการปฏิบัติของตนเอง ครูทำหน้าที่ให้คำแนะนำ กระบวนการ ให้ความสำคัญกับความพยายามในการปรับปรุงพัฒนาตนเองของนักเรียน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกรอบความคิดของเด็กหรือ Growth Mindset พร้อมทั้งมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทั้งความรู้ทางวิชาการ ทักษะศตวรรษที่ 21 และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน เพราะเด็กจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กับการมีองค์ความรู้ที่ดีด้วย” ศิวรัตน์ กล่าว

ครัวเรือนที่มีฐานะยากจนที่สุด 10% แรกของประเทศ มีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบในการส่งบุตรหลานเข้าเรียน (เทียบกับรายได้) ในสัดส่วนที่สูงกว่าครัวเรือนในชั้นรายได้อื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าเครื่องแบบ ค่าสมุด/หนังสือ/อุปกรณ์การเรียนอื่น และค่าเดินทางไปเรียน ซึ่งโดยเฉลี่ยครัวเรือนทั่วไปที่ส่งบุตรหลาน 1 คน เข้าเรียนยังโรงเรียนรัฐในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีค่าใช้จ่ายตกคนละ 5,000–12,000 บาทต่อคนต่อปี หากประเมินครัวเรือนที่มีฐานะยากจนที่สุดมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลานคิดเป็นร้อยละ 23-52 ของรายได้ ซึ่งสูงกว่าครัวเรือนในชั้นรายได้อื่นๆ สะท้อนให้เห็นภาระค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนยากจนต้องแบกรับจึงเป็นสาเหตุให้ทุกๆ ปี มีเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาในที่สุด

ราษฎร์บำรุงธรรมลดเด็กหลุดนอกระบบ-ดูแลคุณภาพชีวิต

ไกรยส ภัทราวาท ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กเยาวชนอายุ 3-18 ปีที่อยู่นอกระบบการศึกษาประมาณ 670,000 คน ดังนั้นการอุดหนุนทางการเงินแบบมีเงื่อนไขของกสศ. ซึ่งมี นพ.สุภกร บัวสาย เป็นผู้จัดการกองทุนนั้น มีเป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของนักเรียนกลุ่มนี้ เพื่อป้องกันมิให้หลุดออกจากระบบการศึกษา แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระยะยาว

โดยในปีการศึกษา 2561 ได้ช่วยให้โรงเรียนสังกัด สพฐ. ได้รับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนเพิ่มขึ้น จากหลักเกณฑ์เดิมจำนวน 21,983 โรง คิดเป็น 74.37% และมีโรงเรียนในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่มีนักเรียนยากจนที่ได้รับจัดสรรช่วยเหลือเต็ม 100% จำนวน 388 โรงเรียน จากเดิมที่โรงเรียนเหล่านี้จะได้รับการจัดสรรจะได้เพียง 30-40% ของจำนวนนักเรียนทั้งโรงเรียน และล่าสุดได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวในสถานศึกษาสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และโครงการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาใน 10 จังหวัดนำร่อง เพื่อขยายโอกาสให้แก่เด็กยากจนมากที่สุด

ราษฎร์บำรุงธรรมลดเด็กหลุดนอกระบบ-ดูแลคุณภาพชีวิต

ข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุรับประทานง่าย สารอาหารครบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/368918

ข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุรับประทานง่าย สารอาหารครบ

ข้าวต้ม,ผู้สูงอายุ,สารอาหารครบ,ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้เทรนด์สินค้าและบริการในปัจจุบันต้องเปลี่ยนไปเพื่อตอบโจทย์โลกอนาคต ล่าสุด สถาบันโภชนาการ มหิดล จับมือ ซีพี ฟู้ดแล็บ วิจัยข้าวต้มสำเร็จรูป ที่มีเนื้อสัมผัสเหมาะสมกับผู้สูงอายุที่สูญเสียฟัน สารอาหารครบถ้วน โซเดียมต่ำ เริ่มวางจำหน่ายในเซเว่นฯ โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง

ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะอาจารย์ผู้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมให้บุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้แก่ภาคอุตสาหกรรม (Talent Mobility) ผู้คิดค้น ข้าวต้มสำเร็จรูปสำหรับผู้สูงอายุ กล่าวในงานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (เอ็มโอยู) ระหว่างสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ซีพี ฟู้ดแล็บ จำกัด ว่า อีก 10 ปีข้างหน้า เราจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ เราเล็งเห็นว่าผู้สูงวัยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายมาก จึงเกิดการวิจัยและพัฒนาข้าวต้มหมูเพื่อผู้สูงอายุพร้อมรับประทาน มีเนื้อสัมผัสที่เหมาะกับผู้สูงอายุที่สูญเสียฟัน

ข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุรับประทานง่าย สารอาหารครบ

ธัญญ์นลิน วิญญูประสิทธิ์

 รับประทานง่ายสารอาหารครบ
ธัญญ์นลิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุตามลักษณะการสูญเสียฟันออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ 1.กลุ่มที่มีการสูญเสียฟันกราม แต่มีฟันคู่สบอยู่ 2.กลุ่มที่เหลือฟันคู่สบแค่ด้านใดด้านหนึ่ง 3.กลุ่มที่ไม่เหลือฟันเลย ระหว่างการวิจัยได้ให้กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ทดลองรับประทานข้าวต้มเพื่อดูว่าระดับสัมผัสเท่าไรจึงจะเหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม พร้อมสอบถามว่าแต่ละวันรับประทานอาหารอะไรบ้าง เพื่อให้รู้ว่ากลุ่มที่สูญเสียฟันแบบใด ขาดสารอาหารตัวไหน และในอนาคตสามารถนำงานวิจัยไปต่อยอดได้อีก

สำหรับอาหารในข้าวต้มผู้สูงอายุ ประกอบไปด้วย วิตามินบีรวม บี1 บี2 บี6 บี12 โฟเลต และใยอาหาร มีเนื้อสัมผัสที่นิ่มและแข็งไม่เท่ากัน พร้อมเนื้อหมู และผักที่ขึ้นรูป เน้นในเรื่องของสารอาหารครบถ้วน โซเดียมต่ำ 310 มก. หรือ 16% ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน กากใยอาหารสูง เพราะผู้สูงอายุที่สูญเสียฟันไม่ชอบรับประทานผลไม้ ทำให้ขาดใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่บางตัว จึงจำเป็นต้องเสริมเข้าไปเพื่อให้สารอาหารครบ รวมถึงหมูที่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่มกว่าอาหารทั่วไปเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น

ข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุรับประทานง่าย สารอาหารครบ

“ที่เราเลือกร่วมมือกับซีพี ฟู้ดแล็บ เพราะเขามีการกระจายสินค้าค่อนข้างกว้าง ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่าย ถ้าเราทำงานแล้วงานของเราไม่สามารถไปถึงคนได้จริง มันจะสูญเปล่า แต่หากเราสามารถช่วยคน อย่างน้อยๆ ในกลุ่มคนที่รับประทานอาหารไม่ได้ ก็น่าจะเกิดผลกระทบกลับไปสู่สังคมได้ด้วย ถือเป็นการหยิบงานวิจัย จากหิ้ง สู่ห้างได้อย่างแท้จริง”

พัชรี กิตติสุบรรณ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนา บริษัท ซีพี ฟู้ดแล็บ จำกัด ในฐานะหัวหน้านักวิจัยของบริษัท กล่าวว่า ตอนที่คิดโจทย์ร่วมกันเมื่อ 4 ปีก่อน เราเอาตลาดและเรื่องของเทรนด์นำ เพื่อให้งานวิจัยขายได้ เรามองตลาด 2 แบบ คือ ระยะสั้น กับ ระยะยาว โดยตลาดผู้สูงวัยคือตลาดระยะยาวที่เรามองไปอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ แต่เดิมข้าวต้มเพื่อผู้สูงอายุ ได้วิจัยมาในรูปแบบฆ่าเชื้อแบบสเตอริไรส์ เพื่อวางขายที่ชั้นวางสินค้าได้โดยไม่ต้องแช่เย็นนาน 6 เดือน

ข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุรับประทานง่าย สารอาหารครบ

พัชรี กิตติสุบรรณ

“แต่ในระหว่างการนำมาต่อยอดเพื่อผลิตจริง เราพบว่า ตัวที่เป็นปัญหาไม่ใช่ชิ้นผัก หรือชิ้นหมู แต่คือข้าว ที่มีการอืดขึ้นเรื่อยๆ เกิดเอฟเฟกท์ในโรงงาน ดังนั้น จึงต้องผลิตออกมาในรูปแบบแช่แข็ง สามารถสต็อกเก็บไว้ได้ นอกจากนี้ มีแนวโน้มที่ว่าหากมีลูกค้าในบ้านโฮมแคร์ได้ลองชิมแล้วเขาประทับใจ สามารถออเดอร์เข้ามาได้ในอนาคต” พัชรี กล่าว

วางขายในโรงพยาบาล 200 แห่ง
สำหรับข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุ ขายในราคา 69 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้าค่อนข้างจะเฉพาะกลุ่ม ปัจจุบันจึงมีวางขายในเซเว่น อีเลฟเว่น เฉพาะสาขาโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงที่จำนวนประชากรค่อนข้างเยอะ รวม 200 สาขา เพื่อต้องการให้เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด

ข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุรับประทานง่าย สารอาหารครบ

พัชรี กล่าวเพิ่มเติมว่า “เนื่องจากเราไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุโดยตรง ด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง ภายนอกจึงเหมือนข้าวต้มทั่วไป และหากวางขายในสาขาทั่วไป ผู้บริโภคอาจมองว่าเป็นเพียงข้าวต้มธรรมดาและมองข้าม ดังนั้น เราจึงต้องการให้เข้าถึงผู้บริโภคมากที่สุด จากสถิติลูกค้าที่เดินเข้าเซเว่นฯ ทั่วไป อายุอยู่ระหว่าง 30-40 ปี ซึ่งยังไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มเป้าหมายมักไม่ได้มาซื้อเอง แต่ฝากลูกหลานมาซื้อ ดังนั้น ในโรงพยาบาลจึงตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด เพราะแม้จะไม่ได้มาซื้อเอง ลูกหลานก็ต้องมองหาข้าวต้มอยู่แล้ว ทั้งนี้ เราตั้งเป้าขยายการวางจำหน่ายไปยังสาขานอกโรงพยาบาลมากขึ้นในอนาคต”

 ยื่นขอเครื่องหมายอาหารผู้สูงวัย
ปัจจุบัน ในประเทศไทยยังไม่มีการอนุญาตให้มีการระบุว่าเป็นอาหารเพื่อผู้สูงวัย เฉกเช่นอาหารทางเลือกที่มีน้ำตาลต่ำ หรือโซเดียมต่ำ ดังนั้น จึงเกิดความร่วมกันระหว่างภาคมหาวิทยาลัย และ ภาคเอกชน โดยการใช้ข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุเป็นงานวิจัยต้นแบบ เพื่อทำเรื่องยื่นขอเครื่องหมายอาหารเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันเข้าสู่กระบวนการให้แก่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พิจารณา ซึ่งหากผ่านการพิจารณา ธุรกิจเอสเอ็มอี สามารถนำไปใช้ต่อยอดทางธุรกิจได้ในอนาคต

ข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุรับประทานง่าย สารอาหารครบ

    ต่อยอดอาหารผู้ป่วยเบาหวาน
ทั้งนี้ โปรเจกท์ต่อไปที่ทางสถาบันโภชนาการ มหิดล ทำร่วมกับ ซีพี ฟู้ดแล็บ ได้แก่ อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยมองสิ่งที่ใกล้ตัวอย่างขนมไทย โดยใช้แป้ง Low GI (Glycemic Index) ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ ปัจจุบันเหลือขั้นตอนทดสอบในมนุษย์ ทดลองให้ผู้บริโภครับประทานจริงๆ และเจาะเลือด ดูความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือด

“แป้งโดยทั่วไประดับน้ำตาลจะสูง และลดลงอย่างรวดเร็วเป็นสาเหตุให้คนที่เป็นเบาหวานช็อก แต่แป้ง Low GI ระดับน้ำตาลจะค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ ข้อดีคือ คนเบาหวานรับประทานได้ รวมถึงคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะไม่สะสม และนักกีฬาจำเป็นต้องได้พลังงานอยู่ตลอดเวลา” พัชรี กล่าวทิ้งท้าย

ข้าวต้มสำหรับผู้สูงอายุรับประทานง่าย สารอาหารครบ

ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/368842

ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

ครอบครัว,สื่อสาร,เข้าใจ

โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com

“สภาพความเป็นจริงในแต่ละวันคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสภาวะทางเศรษฐกิจ การแข่งขันกันทำมาหากิน การสร้างความมั่นคงทางการเงินเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีส่งผลให้สถานการณ์ครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไป จากครอบครัวขยายกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว หรือพ่อแม่ต้องส่งลูกไปอยู่กับปู่ย่าตายายขณะที่ตนเองต้องมาทำงานในเมือง ก่อเกิดสถิติคนไทยใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง

ลักษณะครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป “ครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ครอบครัวขยายน้อยลง” พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มขึ้น หลายครอบครัวจึงเกิดปัญหามาก ยิ่งโลกเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของผู้คน ทุกคนอยู่กับโลกหน้าจอ มือถือของตนเองทำให้เกิดช่องว่างทั้งในเรื่องปฏิสัมพันธ์ การสื่อสาร เวลาน้อยนิดที่พ่อแม่ลูกจะอยู่ร่วมกันก็ยิ่งหายไป

ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

รศ.ดร.จิตตินันท์ เดชะคุปต์ กรรมการสมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ครอบครัวเป็นหน่วยย่อยแต่มีความสำคัญที่สุด ขณะที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงมาก ทำอย่างไรให้ครอบครัวมีความสุขอย่างสม่ำเสมอ รักษาความเข้มแข็ง อบอุ่น ดำรงความเป็นครอบครัว สิ่งสำคัญคือการสื่อสารในครอบครัวกับสมาชิกทุกวัยเป็นประเด็นที่ต้องกลับมาใส่ใจเพื่อสานสัมพันธ์ครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น

ครอบครัวในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อดีตเป็นครอบครัวขยาย ปู่ย่าตายายพ่อแม่ลูกอยู่พร้อมกันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่ตอนนี้กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว และครอบครัวที่นำลูกไปฝากเลี้ยงไว้กับตายายซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

“เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวนั้น เมื่อพ่อแม่มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำแต่งานจึงไม่มีเวลาให้ลูก เพราะสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็งต้องมีพ่อแม่ลูกอยู่ด้วยกันอย่างน้อยสัปดาห์หนึ่งอยู่ด้วยกัน 2-3 วัน

ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

นอกจากเรื่องเวลาแล้ว ตอนนี้ช่องว่างระหว่างวัยก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาในครอบครัว โดยเฉพาะการสื่อสาร ซึ่งปู่ย่าตายายกับหลาน เป็นช่วงวัยที่อยู่ด้วยกันยาก ไม่ค่อยเข้าใจกัน ยิ่งเมื่อไม่มีความรู้ หรือไม่ได้สร้างความเข้าใจทำให้เกิดปัญหาในการอยู่ร่วมกัน ยิ่งวัยรุ่นยิ่งมีปัญหา เพราะเด็กวัยรุ่นกับผู้สูงอายุปกติก็ไม่เข้ากันอยู่แล้ว เจตคติตั้งแต่ต้นไม่ได้ปลูกฝังเรื่องการสื่อสารอย่างเข้าใจ

ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

“เมื่อเกิดปัญหาในครอบครัว ความรุนแรงและปัญหาต่างๆ ก็ตามมา ดังนั้นขณะนี้ พม.พยายามรณรงค์เรื่องคำพูด โดยต้องใช้คำพูดที่ดีและเรื่องการใช้ท่าทาง กลับเข้าบ้านไปยิ้มแย้มแจ่มใส ทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าใจตรงนี้” เลิศปัญญา กล่าว

ทั้งนี้ปัญหาครอบครัวที่พบเจอมากขึ้น คือเด็กจะพูดว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ เพราะลูกพูดอะไรไปพ่อแม่ก็ไม่ฟัง เนื่องจากพ่อแม่คาดหวังจากลูกว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งพ่อแม่คาดหวังด้วยความรักแต่นั่นไม่ใช่ตัวเด็ก หรือเด็กจะรับรู้ได้ จนทำให้ตอนนี้เด็กหลายคนโดยเฉพาะเด็กมัธยมศึกษาตอนปลายเกิดความกังวลและกลัวผิดพลาด หลายคนมาพบแพทย์เนื่องจากไม่อยากไปเรียนหนังสือกลัวสอบไม่ติด

ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตอนนี้พ่อแม่มีลูกน้อยลงหลายคนมีเวลาวุ่นวายกับลูกมากเกินไป จากพ่อแม่ที่มักใช้อำนาจในการบังคับลูกกลายเป็นพ่อแม่กลัวลูก เพราะคุมลูกไม่อยู่แต่ก็คาดหวังกับลูก อยากให้พ่อแม่บ่นให้น้อยลง เพิ่มความเข้าใจ ฟังลูกมากขึ้น
“อยากให้พ่อแม่หันกลับมามองตัวเองว่าลูกไม่ดีจริงหรือเพราะพ่อแม่คาดหวังกับลูกมากเกินไป เริ่มแรกพ่อแม่ต้องรู้จักแก้ที่ตัวเอง เพราะต่อให้ปัจจัยที่เกิดปัญหาในครอบครัวอาจจะเกิดจากตัวเด็กเอง สังคม เพื่อน แต่เรื่องเหล่านั้นบางครั้งอาจเปลี่ยนแปลงยากต้องปรับที่ตัวพ่อแม่ก่อน” พญ.วิมลรัตน์ กล่าว
ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

พ่อแม่ต้องถามตัวเองว่าเลี้ยงลูกด้วยความสุขหรือความเหนื่อยหน่าย ถ้ายังเห็นความน่ารัก ความเมตตา ความปรารถนาดีของลูก อยากให้มองนึกถึงมุมเหล่านั้น และย้อนมองตัวเองว่าจริงๆแล้วเป็นลูกที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเป็นความคาดหวังของพ่อแม่เอง   “ชูไชย นิจไตรรัตน์” จากมูลนิธิแพธทูเฮลท์ กล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างปัญหาในครอบครัว คือการพูดคุยเรื่องเพศ ซึ่งพ่อแม่มักมองว่าไม่ควรคุยกับลูกเรื่องนี้ ทั้งที่สถานการณ์และนวัตกรรมที่เข้าถึงอย่างรวดเร็ว คงปฏิเสธ หรือสกัดห้ามได้
ดังนั้นพ่อแม่จำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งและรู้เท่าทันเด็กในการบริโภคสื่อให้แก่ลูก อย่ามองเรื่องเพศเป็นความกระดากหรือน่าอายที่จะพูดในครอบครัว หรือมองว่าเรื่องเพศต้องเป็นเรื่องเพศสัมพันธ์ ทั้งที่ความจริงเรื่องเพศเป็นเรื่องวิถีชีวิต ซึ่งเกี่ยวโยงเรื่องโรค เรื่องการป้องกันการท้องไม่พร้อม

ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

ขณะที่หัวหน้าศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียน (ฉก.ชน.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

“ธีร์ ภวังคนันท์” เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ของเด็กและวัยรุ่นที่ติดต่อมายังศูนย์เฉพะกิจ พบว่าต้นเหตุที่ทำให้ปัญหาเด็กและวัยรุ่นเกิดขึ้นนั้น เริ่มจากปัญหาในครอบครัว โดยเฉพาะในช่วง 1,000 วันแรกของการเลี้ยงดูไม่สมบูรณ์ เด็กมักจะบอกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ พ่อแม่ขาดทักษะในการใช้เวลาที่มีอยู่น้อยให้เกิดประสิทธิภาพ เพราะจากการสอบถามเด็กบางคนไม่เคยถูกกอดในชีวิต พ่อแม่ขาดการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์กัน
ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก

ดังนั้นพ่อแม่ควรปรับตัว เรียนรู้พร้อมๆ กับลูกโดยเฉพาะการสื่อสาร พ่อแม่ต้องรู้จักฟังลูกอย่างมีสติ เนื่องจากขณะนี้พ่อแม่ส่วนใหญ่ทำงาน นอกจากไม่มีเวลาให้ลูกแล้ว ยังเป็นผู้พูด แต่ไม่เคยฟังว่าสิ่งที่ลูกต้องการคืออะไร ที่สำคัญพ่อแม่ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่คือเพื่อนที่สามารถปรึกษา พูดคุยได้ทุกเรื่อง
สำหรับครอบครัวไหนหรือใครที่พบเห็นความรุนแรงปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวว่างๆ สามารถโทรไปที่ศูนย์ช่วยเหลือสังคม สายด่วน 1300 หรือแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ของผู้ปกครองในครอบครัวที่มีลูกหลานวัยรุ่น สามารถติดตามผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก : Toolmorrow และในเว็บไซต์ของ http://www.afterschoolonline.tv

ฟังอย่างมีสติ-สื่อสารเข้าใจ-รักบอกว่ารัก