ฉันมาจาก”ศรีธัญญา”ลดตีตรา-เปิดใจ-ให้โอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/368332

ฉันมาจาก”ศรีธัญญา”ลดตีตรา-เปิดใจ-ให้โอกาส

โรงพยาบาลศรีธัญญา,กรมสุขภาพจิต,กระทรวงสาธารณสุข,โรคทางจิต

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

          “การตรวจสุขภาพจิตไม่ใช่เป็นสิ่งน่าอาย แต่เป็นสิ่งที่คนซึ่งรู้จักดูแลตนเองจะต้องใส่ใจ เพราะใน 5 คน จะมี 1 คนที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช” นพ.เกียริตภูมิ วงศ์รจิต   

เมื่อพูดถึงการเข้ารับการรักษา “โรคทางจิต” คนไทยจำนวนมากยังมีิอคติในด้านลบ อันเกิดจากการตีตราผู้ป่วยจิตเวช แม้อาจจะมีปัญหาสุขภาพจิตก็ไม่กล้าที่จะบอกหรือเล่าให้ใครรู้ หรือไม่แม้แต่จะเข้ารับบริการรักษาอาการเจ็บป่วย ทั้งที่คาดการณ์ว่าคนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตและโรคจิตเวชประมาณ 7 ล้านคน
จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต  ระบุว่าการดูแลรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวช โดยเฉพาะใน 4 กลุ่มหลักที่เป็นผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่พบบ่อยแต่การเข้าถึงบริการที่ผ่านมายังน้อย แต่มีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ 1.ผู้ป่วยจิตเภทเข้าถึงบริการ 76% โรคซึมเศร้าเข้าถึง 56% เด็กออทิสติกเข้าถึง 44 % และโรคสมาธิสั้นเข้าถึง 13%

ฉันมาจาก"ศรีธัญญา"ลดตีตรา-เปิดใจ-ให้โอกาส 

ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลศรีธัญญา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หนึ่งในโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกๆ ของเมืองไทย และถูกนำชื่อไปนำเสนอผ่านสื่อหรือรับรู้ในสังคมเชิงลบอย่างมาก ประหนึ่งคนที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นคนไม่ดี แม้รักษาหายแล้วก็ไม่มีใครอยากจะคบค้าด้วย   จึงจัดกิจกรรมเปิดบ้าน “A Day in the Life : หนึ่งวันกับ ศรีธัญญา ที่คุณจะรัก และกล้าออกไปบอกใครๆ ว่า…#IAmFrom ศรีธัญญา” มุ่งหวังให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อ โรงพยาบาลจิตเวชและผู้ป่วย ส่งเสริมการเข้าถึงบริการ

นิติพงษ์ ห่อนาค ที่ปรึกษามูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญา บอกว่า #IAMFROM ศรีธัญญา เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการที่อยากให้สังคมช่วยพาคำว่าศรีธัญญาออกจากเงาทะมึนแห่งมโนภาพเดิมๆ ที่มองเป็นเรื่องตลก หรือดูน่ากลัว มีแต่คนสติไม่ดี ซึ่งอยากให้มาเห็นความเป็นจริงว่าสถานพยาบาลแห่งนี้ คือเพื่อนของผู้ไม่สบายทางจิตใจ เป็นโรงพยาบาลที่สวยงาม สะอาดสะอ้าน ร่มรื่น

ฉันมาจาก"ศรีธัญญา"ลดตีตรา-เปิดใจ-ให้โอกาส 

“อยากให้ช่วยกันพาศรีธัญญาก้าวออกมาจากสัญลักษณ์เก่าๆ เพื่อให้คนทำงานในศรีธัญญาเดินหน้าตรงด้วยความภาคภูมิใจในงานที่ทำ ให้ผู้ที่ไม่สบายใจกล้ามาปรึกษาหมอ ให้ผู้ที่เคยป่วย แล้วรักษาหายเดินเข้าสู่สังคมได้อย่างเป็นที่ยอมรับต่อไป ซึ่งเราทุกคนสามารถช่วยได้” นิติพงษ์กล่าว
ขณะที่ นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต  กล่าวว่า ภาพของโรงพยาบาลจิตเวชในความคิดของคนไทยเป็นเหมือนแดนสนธยา ใครๆ ก็กลัว ใครๆ ก็เกรง เป็นมุมมืดที่ไม่มีใครกล้าเข้า และไม่รู้ว่าเข้ามาแล้วทำอะไรบ้าง แต่ต้องอยู่นาน 3 เดือน  1 ปี หรือตลอดชีวิต จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างการรับรู้ใหม่ให้แก่คนไทยเข้าใจว่าการตรวจสุขภาพจิตไม่ใช่เป็นสิ่งน่าอาย แต่เป็นสิ่งที่คนซึ่งรู้จักดูแลตนเองจะต้องใส่ใจ เพราะใน 5 คน จะมี 1 คนที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช เมื่อต้องเข้ารับการรักษาแล้วอาการดีขึ้นหรือหายก็สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้

ฉันมาจาก"ศรีธัญญา"ลดตีตรา-เปิดใจ-ให้โอกาส 

“การที่สังคมยังคงมีอคติต่อผู้มีปัญหาทางจิต ตราหน้าว่าเป็นผู้อ่อนแอ ล้มเหลว ดูน่ากลัว จึงยิ่งทำให้พวกเขาไม่กล้าเปิดเผยตัว ไม่กล้าเข้าสู่ระบบบริการ ตอกย้ำตราบาป (stigma) ลดคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขาให้น้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งในความเป็นจริงผู้ป่วยจิตเวชเหล่านี้สามารถรักษาให้หายและกลับคืนสู่สังคมได้ สามารถประกอบอาชีพ ใช้ชีวิตได้เช่นเดียวกับคนปกติทั่วไป ยิ่งเข้ารับการรักษาแต่เนิ่นๆ ได้เร็วเท่าไรยิ่งดี” นพ.เกียรติภูมิกล่าว
สำหรับโรงพยาบาลศรีธัญญาเป็นโรงพยาบาลจิตเวชของรัฐแห่งแรกในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการจัดสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรทุกจุดบริการ มีการจัดบริการหอผู้ป่วยพิเศษเดี่ยววีไอพี ที่มีคุณภาพการบริการเทียบเท่าเอกชน พัฒนารูปแบบการรักษาด้วยไฟฟ้า (อีซีที เซ็นเตอร์) พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้วยการจัดตั้งศูนย์ฝึกซ้อมช่วยฟื้นคืนชีพ (ซีพีอาร์ เซ็นเตอร์) ตลอดจนจัดกิจกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวชที่หลากหลาย

ฉันมาจาก"ศรีธัญญา"ลดตีตรา-เปิดใจ-ให้โอกาส 

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวอีกว่า อยากให้โรงพยาบาลจิตเวชเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนของสังคม ไม่อยากให้รู้สึกแปลกแยก หรือหวาดกลัวในการมาโรงพยาบาลทางจิต เพราะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด ซึ่งอนาคตโรงพยาบาลจิตเวชสังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วประเทศอีก 20 แห่งก็จะมีการพัฒนาในแนวคิดเดียวกับโรงพยาบาลศรีธัญญาเช่นกัน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตทั้งประเทศที่จะสามารถกล้าเข้าถึงบริการโดยใช้ระยะเวลา 3 ปี แบ่งเป็นปีละราว 6 แห่ง
นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.รพ.ศรีธัญญา และประธานมูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญา กล่าวว่า  โรงพยาบาลมีการพัฒนาเป็นอย่างมาก อยากให้สังคมเกิดความเข้าใจ รับรู้ถึงบทบาทการดำเนินงานของหน่วยบริการด้านจิตเวชในปัจจุบัน เกิดทัศนคติที่ดีกับโรงพยาบาลศรีธัญญา และหน่วยบริการด้านจิตเวช ให้เห็นถึงการปรับภาพลักษณ์ของหน่วยบริการ การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการ การให้บริการคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ ได้สัมผัสกับการให้บริการด้านจิตเวชยุค 4.0 ที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในระบบการบริหารจัดการ ช่วยให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น

ฉันมาจาก"ศรีธัญญา"ลดตีตรา-เปิดใจ-ให้โอกาส 

“คาดหวังให้เกิดความกล้าที่จะออกไปบอกต่อสังคมว่า I AM From ศรีธัญญา ที่จะช่วยลดการสร้างตราบาปให้แก่ผู้ป่วย แสดงถึงการเคารพและให้เกียรติ คืนคุณค่าและศักดิ์ศรีให้พวกเขา ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงบริการรักษาอย่างครบวงจร และการฟื้นฟูสมรรถภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาผู้ป่วยจิตเวช” นพ.ศิริศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้สรุปรายงานสถิติประจำปีงบประมาณ 2561 ของโรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งมีจำนวนเตียงทั้งสิ้น 750 เตียง จำนวนผู้ป่วยนอกทั้งสิ้น 126,200 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2559 คิดเป็น 9.2% และเพิ่มขึ้นจากปี 2560 คิดเป็น 0.9% เฉลี่ย 517 รายต่อวัน โดย 5 โรคแรกในผู้ป่วยนอก คือ โรคจิตเภท 37% กลุ่มอาการซึมเศร้า 14.1% กลุ่มอาการซึมเศร้าและตื่นเต้น หรือไบโพลาร์ 8.1% กลุ่มอาการวิตกกังวล 5% และอาการทางจิตประสาทเนื่องจากสมองถูกทำลายหรือทำงานผิดปกติหรือจากโรคทางกาย 3.5%
ส่วนผู้ป่วยรับไว้รักษามีจำนวน 5,685 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2559, 2560 คิดเป็น 10.5% และ 3% ตามลำดับ โรคที่เป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลมากที่สุด คือโรคจิตเภท 44.9% และความผิดปกติทางพฤติกรรมและจิตประสาทเนื่องจากการใช้สารกระตุ้นระบบประสาทรวมทั้งกาเฟอีน 10.9% มีอัตราครองเตียงเท่ากับ 85.3% ช่วงเวลาว่างของเตียงเป็น 7.1 วันต่อปี

เตือนภัย”หน้าร้อน”ท้องเสีย-เสี่ยงอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/368333

เตือนภัย”หน้าร้อน”ท้องเสีย-เสี่ยงอันตราย

หน้าร้อน,อาหารบูด,ท้องเสีย,อุบัติเหตุ

รายงาน…

ช่วงฤดูร้อนอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื้อโรคหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี อาหารจะบูดเสียได้ง่าย มีโอกาสที่เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย เช่น อาหารเป็นพิษ อุจจาระร่วง หรือเกิดภัยต่อสุขภาพจากพฤติกรรมเสี่ยงที่เกิดขึ้นในยามที่อากาศร้อน ทั้งเสี่ยงอ้วน เบาหวาน ไฟไหม้ เด็กจมน้ำ ควรที่จะนำหลักสุขบัญญัติมาปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–1 เมษายน 2562 พบผู้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ 27,977 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ 15-24 ปี รองลงมาอายุ 25-34 ปี และมากกว่า 65 ปี ส่วนโรคอุจจาระร่วงพบผู้ป่วย 266,242 ราย เสียชีวิต 1 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือมากกว่า 65 ปี รองลงมาอายุ 15-24 ปี และ 25-34 ปี ซึ่งทั้ง 2 โรคพบกระจายทั่วทุกภูมิภาค โดยส่วนใหญ่กระจายอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ
การดูแลผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เองโดยการรักษาอาการขาดน้ำและเกลือแร่ ด้วยการดื่มสารละลายเกลือแร่ โออาร์เอส และรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร อย่างไรก็ตามหากอาการไม่ดีขึ้นยังถ่ายบ่อย อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ กระหายน้ำมากกว่าปกติ มีไข้สูง หรือถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด ขอให้ไปพบแพทย์ทันที

“ประชาชนควรเลือกร้านที่แน่ใจว่าสะอาดหรือมีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย เลือกรับประทานน้ำดื่ม หรือน้ำแข็งที่มีคุณภาพ ขอให้ยึดหลักสุก ร้อน สะอาด รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน ไม่มีแมลงวันตอม ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ ในส่วนอาหารที่ปรุงประกอบไว้นานแล้ว เช่น ข้าวกล่อง อาหารถุง ต้องนำมาอุ่นให้ร้อนก่อนกินทุกครั้ง และขอให้สำรวจอาหารก่อน หากมีกลิ่น รส หรือรูปเปลี่ยนไป ไม่ควรรับประทานต่อ” นพ.สุวรรณชัยกล่าว

ขณะที่ นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ช่วงอากาศร้อนพฤติกรรมเสี่ยงเกิดโรคและภัยต่อสุขภาพ คือ 1.เสี่ยงต่อภาวะอ้วนและโรคเบาหวาน ถ้ามีพฤติกรรมในการดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ขนมหวาน และผลไม้รสหวานจัดเป็นประจำ 2.เสี่ยงไฟไหม้ จากการเปิดพัดลมทิ้งไว้นานๆ ลืมปิดก่อนออกจากบ้าน อากาศที่แห้งและร้อนในช่วงนี้ทำให้เกิดไฟไหม้ได้ง่าย 3.เสี่ยงเด็กจมน้ำจากการแอบไปเล่นน้ำตามลำพัง 4.เสี่ยงต่อการเกิดโรคท้องร่วง อาหารเป็นพิษ ติดเชื้อจากการรับประทานอาหารปรุงไม่สุก อาหารสุกๆ ดิบๆ ไม่สะอาด และ 5.เสี่ยงมีปัญหากระทบกระทั่งจากการใช้อารมณ์ เนื่องจากอากาศร้อนส่งผลกระทบทางอ้อมต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะเครียด มีปัญหาส่วนตัวอยู่แล้ว อาจเพิ่มความเครียดให้สูงขึ้น ทำให้อารมณ์หงุดหงิด โมโหง่าย ใจร้อน และขาดสติ
นายชาญยุทธ พรหมประพัฒน์ ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา สบส. กล่าวว่า ประชาชนควรนำหลักสุขบัญญัติมาปฏิบัติ ดังนี้ 1. ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว โดยดื่มหรือจิบเป็นระยะตลอดวัน ช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกายช่วงอากาศร้อน ลดเสี่ยงโรคฮีตสโตรก ทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดี ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ 2.ระมัดระวังอุบัติภัยจากไฟไหม้ ด้วยการตรวจเช็กเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่ชำรุด โดยเฉพาะพัดลม
3.ระมัดระวังเด็กจมน้ำ ดูแลลูกหลานอย่างใกล้ชิดในช่วงปิดเทอม โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ให้เทน้ำในภาชนะที่มีน้ำขังออก กั้นบริเวณให้เด็กเล่นในที่ปลอดภัย ปิดฝาภาชนะใส่น้ำ ส่วนบ้านที่มีเด็กอายุมากกว่า 5 ขวบ ให้เฝ้าระวังการชวนกันไปเล่นน้ำตามลำพัง ฝึกให้เด็กหัดว่ายน้ำ ลอยตัว ย้ำเตือนเรื่องการพบเห็นคนตกน้ำห้ามลงไปช่วยเอง ให้ใช้การตะโกน โยน ยื่น
4.เลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงใหม่ๆ เนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก และไม่มีแมลงวันตอม ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ และ 5.ฝึกฝนการใช้สติควบคุมอารมณ์ จะช่วยยับยั้งปัญหาการกระทบกระทั่งที่อาจลุกลามรุนแรงได้ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และหาเวลาออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ช่วยให้มีความสุข แก่ช้าลงอีกด้วย

บอร์ดเกม “FORTUNE CONDOM”ป้องกันปัญหาคุณแม่วัยใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/368237

บอร์ดเกม “FORTUNE CONDOM”ป้องกันปัญหาคุณแม่วัยใส

Fortune Condom,คุณแม่วัยใส

โดย… ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com -รูปชิื่อแม่วัยใส

 หัวข้อของบอร์ดเกมคือ ออกแบบเกม ออกแบบสังคม เพื่อมาแก้ไขปัญหาสังคม ถ้าจะดีที่สุด ก็คือการนำบอร์ดเกมไปปรับใช้

เมื่อทัศนคติของวัยรุ่นในโลกออนไลน์ที่มองว่าการท้องก่อนวัยอันควรไม่ใช่เรื่องผิด รวมถึงการพบเจอปัญหานี้มากขึ้นในหมู่วัยรุ่น นำมาสู่การพัฒนาบอร์ดเกม Fortune Condom เพื่อให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาเรียนรู้เรื่องเพศศึกษา และรู้จักวิธีการป้องกันตัวเองไม่ให้ตกอยู่ในสภาพคุณพ่อคุณแม่วัยใส

ผลงานดังกล่าวเป็นฝีมือการพัฒนาโดย 5 เยาวชน ทีม ACE จากโรงเรียนเซนต์แมรี่ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเข้ารอบ 20 ทีมสุดท้ายประเภทบอร์ดเกมเพื่อใช้ทำความเข้าใจโลกของเด็กมัธยม ใน โครงการออกแบบเกม ออกแบบสังคม (Thammasat – Banpu Innovative Learning Program) จัดโดย คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) พร้อมคว้ารางวัล Empathic Communication Award สำหรับทีมที่สามารถสื่อสารประเด็นผ่านเกมได้อย่างเข้าอกเข้าใจผู้ประสบปัญหานั้นๆ รับถ้วยรางวัลพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษา 20,000 บาท

บอร์ดเกม "Fortune Condom"ป้องกันปัญหาคุณแม่วัยใส

ภควดี พานิล หรือ น้องเอโกะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเซนต์แมรี่ ตัวแทนทีม ACE กล่าวในงานพิธีมอบถ้วยรางวัลพระราชทานฯ “โครงการออกแบบเกม ออกแบบสังคม (Thammasat – Banpu Innovative Learning Program)” ณ อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถึงที่มาของผลงานบอร์ดเกมว่า “ปัญหาท้องก่อนวัยอันควรเป็นปัญหาที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน จะเห็นได้จากสื่อโซเชียลมีเดียว่าวัยรุ่นบางสังคมเขามองการท้องก่อนวัยอันควรเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม ซึ่งพวกเราไม่เห็นด้วย เพราะส่งผลกระทบต่อตัวเขาเอง สุขภาพ ครอบครัว ชุมชน เศรษฐกิจภาพรวม ดังนั้น จึงคิดว่าปัญหานี้น่าจะต้องได้รับการแก้ไข”

บอร์ดเกม "Fortune Condom"ป้องกันปัญหาคุณแม่วัยใส

   ทดลองสถานการณ์ ท้อง-ไม่ท้อง
สำหรับบอร์ดเกม Fortune Condom พัฒนาขึ้นให้เหมาะกับเยาวชนอายุระหว่าง 12–18 ปี จำลองชีวิตประสบการณ์ช่วงวัยรุ่น โดยมีการ์ดสถานการณ์เสี่ยงที่จะทำให้เกิดการท้องก่อนวัยอันควร และวิธีแก้ปัญหา ได้แก่ วิธีป้องกัน เช่น ถุงยาง ยาคุมกำเนิด ปรึกษาเภสัชกรด้านการใช้ยา ฯลฯ หลังจากแก้ไขสถานการณ์เสี่ยงได้แล้ว สามารถเข้าไปสะสมการ์ดประสบการณ์เพื่อสะสมแต้ม แต่หากท้องแล้ว ต้องไปแก้การ์ดปัญหาคนท้อง ซึ่งจะทำให้เห็นว่า พอท้องจะพบปัญหาต่างๆ เช่น ร่างกายอ่อนแอ เสียสุขภาพ และทำให้การสะสมแต้มยากขึ้นไปอีก

บอร์ดเกม "Fortune Condom"ป้องกันปัญหาคุณแม่วัยใส

“ด้วยความที่เป็นเรื่องเพศ จึงค่อนข้างยาก เพราะในบางกลุ่ม บางสังคม บางครอบครัว การพูดเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอาย แต่พอลองปรับเป็นเกมทำให้เราต้องพูด เพราะถ้าไม่พูดก็จะเล่นเกมต่อไม่ได้ ส่งผลให้คนที่เล่นเกมเปิดใจง่ายขึ้น ถ้าเป็นในกลุ่มเพื่อนก็จะได้รับความรู้ด้วย ซึ่งจากการให้เพื่อนน้องๆ ได้ทดลองเล่นในงานวิชาการของโรงเรียน ผลตอบรับค่อนข้างดี คนที่เล่นบอกว่าได้รับความรู้เรื่องการป้องกันและได้รับรู้จริงๆ ว่าเวลาท้องจะลำบากขึ้น ถึงจะไม่ใช่ในชีวิตจริง เพราะเราจะไปลองท้องจริงๆ ก็ไม่ได้ แต่พอได้ลองท้องในเกมก็ยังรับรู้ได้ว่าลำบาก และในชีวิตจริงยังไงก็ต้องส่งผลกระทบกับชีวิตเราอยู่แล้ว”

เนื่องจาก น้องๆ ในทีมทั้ง 5 คน เรียนในระดับชั้นมัธยมปลาย ซึ่งเรียนค่อนข้างหนัก แต่ทั้งหมดก็สามารถแบ่งเวลาพักเที่ยง และหลังเลิกเรียนเพื่อนั่งคุย แลกเปลี่ยน เพื่อพัฒนาบอร์ดเกมของออกมาให้ดีที่สุด

บอร์ดเกม "Fortune Condom"ป้องกันปัญหาคุณแม่วัยใส

น้องเอโกะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวพยายามบริหารจัดการเวลาให้ดีมากขึ้น เพราะต้องเรียนไปด้วยทำกิจกรรมไปด้วย และรู้สึกว่าการทำงานตรงนี้ ไม่เหมือนการทำงานกลุ่มที่โรงเรียนที่ต้องทำแลกคะแนน แต่ต้องฟังกันจริงๆ ไม่เช่นนั้นจะไปต่อไม่ได้และต้องจริงจังมากขึ้น ซึ่งทางครอบครัวแต่ละคนค่อนข้างสนับสนุนถึงแม้จะไม่เข้าใจคำว่าบอร์ดเกมกระจ่างชัดก็ตาม

   ลดช่องว่างด้วยการพัฒนาบอร์ดเกม
จุตติ จันทนะ หัวหน้ากลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี วิชาวิทยาการคำนวณ โรงเรียนเซนต์แมรี่ อาจารย์ที่ปรึกษาทีม ACE กล่าวว่า “เราเริ่มเข้าร่วมโครงการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 ในตอนแรกที่เด็กๆ เขาบอกว่าจะทำเรื่องนี้ เราซึ่งเป็นผู้ชายแล้วต้องพูดคุยเรื่องเพศศึกษากับนักเรียนโรงเรียนหญิงล้วน ต้องสื่อศัพท์หลายๆ คำ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะ ของเหลวในร่างกาย การมีเพศสัมพันธ์ เรื่องสุ่มเสี่ยงให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์ หรือปัญหาการท้อง หลายๆ คำที่เราไม่กล้าพูดแต่ต้องกัดฟันในช่วง 2-3 วันแรก เพราะไม่เช่นนั้นเราจะไม่ได้ข้อมูล”

บอร์ดเกม "Fortune Condom"ป้องกันปัญหาคุณแม่วัยใส

ทั้งนี้ ในช่วงแรกของการพัฒนาบอร์ดเกม เริ่มจากการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์ โดยการฟังเสียงส่วนใหญ่ ตกผลึกเป็นผลงานบอร์ดเกมที่มีหลายสื่อให้ความสนใจ แม้กระทั่งที่โรงเรียนไม่ว่าจะเป็นเด็กประถมศึกษา มัธยมต้น และมัธยมปลาย อีกทั้ง อาจารย์จุตติ ได้นำเอาบอร์ดเกมดังกล่าวมาบูรณาการใช้ในชั้นเรียนวิชาวิทยาการคำนวณ ซึ่งพบว่าเด็กบางส่วนหันมาสนใจออกแบบบอร์ดเกมด้วย สะท้อนให้เห็นว่าเด็กคนอื่นๆ ได้มองเห็นประโยชน์บางอย่างจากบอร์ดเกมที่น้องๆ ได้ช่วยกันพัฒนาขึ้น

“ต้องชื่นชมเด็กๆ ว่าเขามีความอุตสาหะ พยายาม และรู้จักแบ่งเวลา มีความคิดสร้างสรรค์ ระดมความคิด เพื่อหาวิธีการออกแบบบอร์ดเกมให้เกิดการหยั่งรู้ เรียนรู้ ในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคุณแม่วัยใส ซึ่งหัวข้อของบอร์ดเกมคือ ออกแบบเกม ออกแบบสังคม เพื่อมาแก้ไขปัญหาสังคม ถ้าจะดีที่สุด ก็คือการนำบอร์ดเกมไปปรับใช้ ประยุกต์ใช้ สร้างสรรค์ต่อ หรือนำไปให้บุคคลอื่นได้ทดลองเล่น เพื่อที่จะได้แก้ปัญหา เป็นแนวความรู้ในการพัฒนาบอร์ดเกม การจับเอาบอร์ดเกมมาเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนทัศนคติต่างๆ ทำให้คนเราโตได้ด้วยความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่มีข้อยุติที่ตกลงร่วมกันในทางความคิด”

บอร์ดเกม "Fortune Condom"ป้องกันปัญหาคุณแม่วัยใส

“เรามุ่งหวังว่าบอร์ดเกมนี้ จะถูกนำไปใช้ในสถานศึกษา ออกสู่เยาวชนสังคม และที่สำคัญอยากให้พัฒนาต่อยอดบอร์ดเกมให้มีความกระชับเหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี รวมไปถึงวัยผู้ใหญ่ต่อไปในอนาคตถ้ามีโอกาส เพราะการเข้าใจเรื่องการท้องก่อนวัยอันควร ต้องตระหนักกันทุกช่วงวัย และต้องขอบพระคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่หล่อหลอมทั้งครูและนักเรียนให้มีทักษะในการออกแบบบอร์ดเกม และทักษะในด้านการคิด กระบวนการต่างๆ กว่าจะได้มาซึ่งบอร์ดเกมแต่ละทีมของโครงการตลอด 2 ปี หลังจากนี้ไป อยากให้มีการต่อยอดต่อไป” จุตติ กล่าวทิ้งท้าย

บอร์ดเกม "Fortune Condom"ป้องกันปัญหาคุณแม่วัยใส

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธีแพทย์ชี้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/368003

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธีแพทย์ชี้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธี,ลูก,รศนพสุริยเดว ทรีปาตี,อพญจิราภรณ์ อรุณากูร

ปาริชาติ บุญเอก -qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบันครอบครัวไทยมีจำนวนกว่า 20 ล้านครอบครัว เป็นครอบครัวขยาย 50% ครอบครัวพ่อแม่ลูก 20% เลี้ยงเดี่ยว 10% และอื่นๆ เช่น ครอบครัวข้ามรุ่นหรืออยู่ร่วมกันเป็นชุมชน การเลี้ยงดูที่แตกต่างส่งผลต่อพฤติกรรมลูกในอนาคต แพทย์เด็กแนะ 10 ขวบแรกสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ ใส่ประสบการณ์ที่ดี ให้ความอบอุ่น สร้างวินัยในบ้าน

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวในการประชุมวิชาการคุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม : วินัยกับครอบครัวไทย ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ถึงสถานการณ์ครอบครัวไทยว่า ปัจจุบันครอบครัวไทยมีกว่า 20 ล้านครอบครัว แบ่งเป็น ครอบครัวขยายกว่า 50% ครอบครัวพ่อแม่ลูก 20% เลี้ยงเดี่ยว 10% และที่เหลือคือครอบครัวข้ามรุ่น เช่น มีปู่ย่า ตายาย หรืออยู่กันในลักษณะชุมชน หัวใจสำคัญในครอบครัว 3 ด้าน คือ ด้านกายภาพ ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีที่อยู่อาศัย มีอาหารบริโภค ด้านสภาวะทางจิตใจ ให้ความรักและเข้าใจในครอบครัว และ ด้านปฏิสัมพันธ์ ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธีแพทย์ชี้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

ทั้งนี้ รูปแบบของครอบครัวที่หลากหลายในปัจจุบัน กลับส่งผลต่อพฤติกรรมของลูก แบ่งเป็น 9 รูปแบบ คือ 1.คุ้มครองปกป้องลูกมากเกินไป ส่งผลให้เด็กขาดความมั่นใจ ตัดสินใจไม่เป็น ขาดภาวะผู้นำ หรือกร่าง 2.บริโภคนิยม เลี้ยงให้อ้วน เด็กเอาแต่ใจ เกิดในครอบครัวฟุ้งเฟ้อ 3.เลี้ยงแบบอวดรวย ขาดความผูกพัน พบในหลายครอบครัว เด็กไม่รักถิ่นฐานของตัวเอง 4.เลี้ยงแบบประคบประหงม เกิดในครอบครัวย้ำคิดย้ำทำ ต้องรักษาพ่อแม่ที่วิตกกังวลกับลูกมากเกินไป

5.เลี้ยงแบบเร่งรัดบังคับ สนับสนุนมากเกินไป 6.เลี้ยงแบบสำลักความรัก ตามใจ เด็กขาดความคิดสร้างสรรค์ 7.ใกล้ชิดมากเกินไป ขาดพื้นที่ส่วนตัว 8.ครอบครัวหวาดระแวง ไม่อยากให้ลูกออกสู่สังคมภายนอก บางครอบครัวยอมให้ลูกติดเกมเพื่อให้ลูกอยู่ในบ้าน ทำให้เด็กขาดความมั่นใจ และ 9.ให้อิสรเสรีมากเกินไป เด็กไม่รู้ถูกผิดอยู่ร่วมกับสังคมไม่ได้ บางคนกลายเป็นขโมยทั้งๆ ที่มีฐานะ

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธีแพทย์ชี้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

รศ.นพ.สุริยเดว แนะว่า พ่อแม่ควรให้ความรักและความอบอุ่น ไว้วางใจ อย่าเลี้ยงลูกแบบสำลักความรัก แต่ควรร่วมทุกข์ร่วมสุขไปด้วยกัน ช่วยกันทำงานบ้านไม่ว่าจะร่ำรวย มีแม่บ้าน หรือยากจน ทั้งนี้ พ่อแม่ต้องรู้จักเป็นผู้ฟังที่ดี สะท้อนความรู้สึกที่ดี และเหลาความคิดด้วยคำถามปลายเปิด ให้ลูกสามารถคิดและหาทางออกเองได้ ในขณะที่ภายในบ้านต้องสร้างวินัย มีกติกา แต่ยังคงไว้ซึ่งประชาธิปไตย และยืดหยุ่น พ่อแม่ต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ เพราะลูกจะเป็นกระจกเงาเรียนรู้และต้องเข้าใจว่า เด็กไม่ใช่ผ้าขาว อย่าเข้าใจผิด เขาเกิดมาบนผ้าสีพื้นที่ต่างกัน อย่าเลี้ยงลูกแบบเปรียบเทียบ ถ้าทำแบบนั้นเด็กบาดเจ็บแน่นอน

   3แนวทางสร้างพฤติกรรมเชิงบวก
ทั้งนี้ หากพูดถึงพฤติกรรมเชิงพวกที่ผู้ใหญ่หลายคนมองเห็นและมักใช้ตัดสินวัยรุ่น ได้แก่ การแต่งตัว หน้าตา รูปร่าง แต่สิ่งนั้นเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนพฤติกรรมเพียง 20% ขณะเดียวกัน “อารมณ์” เป็นจุดกำเนิดของพฤติกรรมกว่า 80% จากการสำรวจพบว่า พฤติกรรมเชิงบวกในวัยรุ่นที่ผู้ใหญ่อยากเห็น คือ ปฏิบัติธรรม แต่งกายถูกระเบียบ พูดเพราะ เรียบร้อย ตั้งใจเรียน เชื่อฟัง แต่สิ่งเหล่านี้คือพฤติกรรมเชิงบวกจริงหรือไม่ หรือแค่แสดงออกมาเพื่อให้ผู้ใหญ่สบายใจ

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธีแพทย์ชี้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

อรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ กรรมการบริษัท ไลฟ์ เอ็ดดูเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้มองลึกลงไปในพฤติกรรมเชิงบวกระยะยาวของวัยรุ่นว่าควรจะสร้างอย่างไร เพื่อให้วัยรุ่นมีวิธีคิดเชิงบวก การปลูกฝังวิธีคิดเป็นเรื่องยาก และเป็นข้อจำกัดของสังคม ดังนั้น 3 กระบวนการสำคัญ คือ Reframing ปรับมุมมอง Practice ส่งเสริมให้เขาได้ลองปฏิบัติจริงโดยทำงานให้แก่ผู้อื่น และ Reflective สะท้อนความรู้สึกเป็นประจำ เขาจะรู้เองว่าอะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับเขา โดย การวัดผลวิธีคิดของวัยรุ่น (Mindset Measurement) คือ เขามีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นหรือไม่ เขาเชื่อว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้ เขาควบคุมตัวเองได้ และนับถือตัวเอง

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธีแพทย์ชี้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

   แนะพ่อแม่เปลี่ยนเป็นผู้ประคอง
ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในช่วงเสวนา “วินัย สร้างได้ในครอบครัว” ถึงสิ่งที่พ่อแม่ควรเฝ้าระวังและตระหนักในการเลี้ยงดูลูก คือ 1.สั่ง หรือ สอนมากกว่ากัน หากสั่งมากกว่าแปลว่า กำลังกระตุ้นสมองส่วนต่อสู้ของเขา 2.ดุ หรือ ปลอบ มากกว่ากัน สมองส่วนหนึ่งที่ใช้พัฒนาอารมณ์ หน้าที่ของพ่อแม่ คือ ทำอย่างไรให้ลูกระบายออกอย่างถูกต้อง 3.ต่อว่า หรือ ชื่นชม มากกว่ากัน สมองก็เหมือนกระปุก เด็กในวัย 5 ขวบ เป็นวัยที่ถ้าหยอดอะไรไปในสมอง จะนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ตัวเองในช่วงวัยรุ่น ดังนั้น หากหยอดแต่ด้านลบลูกก็จะหยิบเอาด้านลบมาใช้ ต้องเปลี่ยนจากผู้กำกับ เป็นผู้ประคอง ทุกวันนี้รักลูก ลูกรู้หรือไม่ ต้องแสดงออกทั้งการกระทำและคำพูดให้พอดีกัน

ด้าน อ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น และเจ้าของเพจชื่อดัง “เลี้ยงลูกนอกบ้าน” กล่าวเสริมว่า พ่อแม่มีเวลาเลี้ยงลูกจริงๆ 10 ปี เพราะเป็นเวลาทอง ในการเป็นต้นแบบ สร้างตัวตน การที่วัยรุ่นมีปัญหา มาจากการเลี้ยงดูในวัยเด็ก พ่อแม่ละเลย เด็กเติบโตมากับความรู้สึกว่าไม่มีตัวตน จึงต้องสร้างเองโดยไม่มีรูปแบบ บางบ้านเลี้ยงลูกเหมือนเลี้ยงสุนัข มีข้าว มีของเล่นทิ้งไว้ แต่ไม่มีคนเลี้ยงดู เด็กหลายคนต่อต้านพ่อแม่ด้วยการใช้ความรุนแรง ทำตัวแย่เพื่อให้พ่อแม่กลุ้มใจ หรือเด็กบางคนคิดว่าตัวเองสู้ใครไม่ได้ เพราะเติบโตมาด้วยการถูกสั่ง เกิดการตัดสินใจผิดๆ ดังนั้น จะฝึกวินัยไม่ใช่ใช้ปาก ต้องลงมือทำ การเลี้ยงลูก คือ การพัฒนาตัวพ่อแม่เอง

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธีแพทย์ชี้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

ในฐานะ ผู้ที่ทำงานกับเยาวชนต้องคดี ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ให้ความเห็นว่า ครอบครัวจำนวน 20 ล้านทั่วประเทศ ครอบครัวที่มีปัญหาไม่ใช่เพราะโง่หรือไม่รักลูก แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เด็กไทยประมาณ 15 ล้านคน จะมีเด็กที่ก่ออาชญากรรมถึง 5 หมื่นคน และเด็กผู้หญิงท้องราวแสนคน ถ้ามองว่านี่คือครอบครัวที่เปราะบางก็หลักแสนแล้ว

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธีแพทย์ชี้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

ที่บ้านกาญจนาฯ พยายามเชื่อมพ่อแม่และเด็กเข้าด้วยกัน ในขณะเดียวกัน เด็กที่ไม่มีพ่อแม่พยายามให้เขาเก็บสิ่งที่เหลืออยู่โดยไม่ตามหาสิ่งที่หายไป พร้อมที่จะยืนเคียงข้างเขาและเดินไปด้วยกัน

เรียนรู้ไปพร้อมกับลูก
เดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะคุณพ่อที่มีลูกสาวชอบด้านปรัชญาและลูกชายเป็นนักออกแบบบอร์ดเกม เล่าว่า ได้เปิดใจหยิบเอาศักยภาพของลูกทั้งสองคนที่มีความแตกต่างกันมาปรับใช้ โดยลูกสาวคนโตซึ่งปัจจุบันเรียนมหาวิทยาลัยด้านปรัชญา ได้สอนให้รู้จักการแขวนความคิด มองเหตุผลซึ่งกันและกัน ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ ในส่วนของลูกชายที่ออกแบบบอร์ดเกม คุณพ่อได้นำบอร์ดเกมไปใช้ในการสอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เปลี่ยนห้องเรียนที่น่าเบื่อและเกือบจะหมดไฟในการเป็นครู ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง

เผย9 ครอบครัวเลี้ยงลูกผิดวิธีแพทย์ชี้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูก

“ดีใจที่ลูกได้แนะนำสิ่งเหล่านี้ให้กับเรา สำหรับการเลี้ยงลูก สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ความหวังดี ที่ปราศจากความเข้าใจ เป็นอันตรายมาก ดังนั้น ลองแขวนความหวังดี และมองความมุ่งมั่นของลูกในแง่มุมต่างๆ การเรียนรู้กับลูกคือวินัย ที่สำคัญที่สุดของพ่อแม่”

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเพิ่มอนาคตเด็กยากจน-เรียนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/367882

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเพิ่มอนาคตเด็กยากจน-เรียนดี

การศึกษา,เยาวชน

โดย… ทีมคุณภาพชีวิต

เด็กเยาวชนยากจนที่สุดของประเทศมีโอกาสเรียนต่อระดับอุดมศึกษาเพียง 5% เพราะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ครัวเรือน นักเรียนอายุ 15 ปีในชนบทมีความรู้ความสามารถล้าหลังกว่านักเรียนในเมืองใหญ่เกือบ 2 ปีการศึกษา

โจทย์สำคัญของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) คือทำอย่างไรที่จะเพิ่มคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งไปที่เด็กและเยาวชนจากครอบครัวรายได้ต่ำสุด 20% แรกของประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ก้นบึ้งของสังคมไทย ให้มีโอกาสศึกษาต่อเต็มศักยภาพ กสศ. จึงมีโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงสนับสนุนให้เยาวชนชั้นม.3/ม.6/ปวช.3 ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ด้อยโอกาส แต่มีศักยภาพ ปีละประมาณ 2,500 คนในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเพิ่มอนาคตเด็กยากจน-เรียนดี

โดยในช่วงเดือนมีนาคมนี้ สถาบันการศึกษาที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ “ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” กว่า 37 แห่ง จะเร่งลงพื้นที่เพื่อค้นหาเยาวชนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ เพื่อให้ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายประจำเดือนและค่าธรรมเนียมการศึกษาในอัตราประหยัดโดยไม่มีข้อผูกมัดที่ผู้รับทุนจะต้องชดใช้ทุนในอนาคต หากเรียนจนจบการศึกษา

          ไม่ผูกมัดเรียนจบไม่ใช้ทุน
สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. กล่าวว่า ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เริ่มดำเนินการปีนี้เป็นครั้งแรก โดยสนับสนุนทุน 2 ระดับ คือ ทุน 5 ปี ปวช.ต่อเนื่องปวส. หรืออนุปริญญา สำหรับนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นม.3 หรือเทียบเท่า และทุน 2 ปี ปวส. อนุปริญญา สำหรับนักเรียนที่กำลังศึกษาชั้นม.6/ปวช.3 หรือเทียบเท่า ในสาขาเป้าหมายของประเทศ สาขาขาดแคลน สาขา STEM และเทคโนโลยี ดิจิทัล

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเพิ่มอนาคตเด็กยากจน-เรียนดี

ทุกสถาบันการศึกษาที่ร่วมโครงการจะพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนร่วมกับสถานประกอบการโดยตรงทั้งในและต่างประเทศ

สำหรับคุณสมบัติของผู้ได้รับทุนจะต้องเป็นเยาวชนที่กำลังศึกษาระดับชั้น ม.3/ม.6 หรือเทียบเท่า/ปวช.3 ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส มีรายได้ครอบครัวเฉลี่ยต่อคนไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน
โดยจะมีกระบวนการตรวจสอบความยากจนเพิ่มเติมและเป็นนักเรียนที่มีศักยภาพในการเรียนต่อ โดยพิจารณาจากเกรดเฉลี่ยสะสม หรือมีความสามารถพิเศษ มีศักยภาพโดดเด่นด้านทักษะฝีมือ นวัตกรรม เป็นนักประดิษฐ์ และมีประสบการณ์ในกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อส่วนรวมที่พิสูจน์ได้ซึ่งผู้ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายประจำเดือนและค่าธรรมเนียมการศึกษาในอัตราประหยัด โดยไม่มีข้อผูกมัดที่ผู้รับทุนจะต้องชดใช้ทุนในอนาคตหากเรียนจนจบการศึกษา

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเพิ่มอนาคตเด็กยากจน-เรียนดี

 “พงษ์พัฒน์ จันทร์เหลา”  หรือ พงษ์ อายุ 18 ปีนักเรียนโรงเรียนแหลมงอบวิทยาคม หนึ่งในเยาวชนผู้ขาดโอกาส ทั้งพ่อและแม่ของพงษ์เจ็บป่วยเรื้อรังทั้งคู่ แต่ยังจำเป็นต้องออกรับจ้างก่อสร้างจากบ้านไปครั้งละ 4-5 เดือนเพื่อไปทำงาน ขณะที่พงษ์อาศัยอยู่กับพี่ชายที่ป่วยโรคปอดติดเชื้อขั้นรุนแรงตามลำพัง
เมื่อครั้งอยู่ชั้น ม.5 พงษ์เคยขาดเรียนไปกว่า 3 สัปดาห์ด้วยวิตกกังวลจนเกิดภาวะเครียดสะสมเคยคิดว่าจะไม่เรียนแล้ว ต้องลาออกไปทำงาน แต่กลัวผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อว่าอย่างน้อยจะเรียนให้จบม.6  กระทั่ง ครูอุทัย ลิมชลา ครูวิชาพลศึกษา โรงเรียนแหลมงอบวิทยาคม มาเยี่ยมพงษ์ที่บ้าน ชักชวนและให้กำลังใจจนกลับมาเรียนหนังสือ เขาตอบแทนด้วยการช่วยงานของโรงเรียนทุกอย่างจนสุดความสามารถ

ในปีนี้เมื่อพงษ์จบการศึกษาชั้นม.6 เพื่อนๆ ต่างสมัครเรียนต่อแต่เขาคิดว่าไม่ได้เรียนอีกแล้ว จนกระทั่งเมื่อครูแนะแนวเข้ามาให้คำแนะนำถึงโครงการ “ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” ของกสศ. เขาจึงสมัครทุนนี้เพื่อศึกษาต่อด้านเทคโนโลยีการเกษตรและการแปรรูปที่วิทยาลัยชุมชนตราด
“ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ไม่ใช่แค่อนาคตของผม แต่เป็นอนาคตของพ่อแม่ผมด้วย เพื่อผมจะได้ทำงานมีเงินดูแลท่าน ผมสมัครทุนนี้อยากเรียนด้านการเกษตรเพราะจะได้เอาความรู้ไปพัฒนาชุมชน บ้านเกิดผมมีการเกษตรมากมาย ก็อยากจะเอาความรู้ตรงนี้เข้าไปพัฒนา ถ้าไม่พอก็จะไปเรียนเสริมเพิ่มเติมอีกครับ ถ้าประสบความสำเร็จก็จะได้พัฒนาบ้านเกิด ผมรักที่นี่ ผมอยากอยู่ในชุมชนนี้ต่อไป” พงษ์ กล่าว

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงเพิ่มอนาคตเด็กยากจน-เรียนดี

สุนันทา สุขเกษม ครูแนะแนวโรงเรียนแหลมงอบวิทยาคม เล่าว่า เขานึกลูกศิษย์ทันทีที่เห็นข้อมูลของ “ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” จากเฟซบุ๊กว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พงษ์ได้เรียนต่อ เพราะก่อนหน้านี้พงษ์มาปรึกษาว่าอยากเรียนต่อแต่ไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหน และเชื่อว่าเขาจะเรียนได้ดีมากเพราะเป็นคนที่มีความตั้งใจ
กรรณิกา สุภาภา ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนตราด กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีคนขาดโอกาสทางการศึกษามาก ถ้าไม่มีทุนการศึกษาเด็กจะหลุดออกจากวงการศึกษาไป กรณีพงษ์พัฒน์ ถ้าไม่มีโอกาส เขาไม่มีเงิน ต้องออกจากโรงเรียนอยู่แล้ว ซึ่งในวันที่ 10 เมษายน คณะกรรมการพิจารณาทุนจะประชุมกันอีกครั้ง ซึ่งวิทยาลัยชุมชนตราดได้รับอนุมัติทุน 30 ทุนแต่มีนักศึกษาสมัครเพียง 10 คน ซึ่งทุกคนจะได้รับทุนคนละ 7,500 บาทเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ส่วนอีก 20 ทุนกองทุนกสศ.เห็นชอบร่วมกันว่าโอนให้วิทยาลัยชุมชนสตูล ซึ่งมีผู้สมัครขอทุน 48 คนแต่ได้รับอนุมัติ 30 ทุนเท่ากัน จะทำให้มีผู้ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้นหลังเรียนจบอนุปริญญาที่วิทยาลัยชุมชนสามารถเทียบโอนเรียนต่อไปที่ ม.บูรพา มทร.ตะวันออก หรือ มรภ.รำไพพรรณี เป็นต้น

“แพลตฟอร์มออนไลน์” ช่วยครอบครัวยุคใหม่เลิกบ่น ชมให้เป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/367683

“แพลตฟอร์มออนไลน์” ช่วยครอบครัวยุคใหม่เลิกบ่น ชมให้เป็น

ครอบครัว

โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร – qualiltylife4444@gmail.com –

“สถาบันครอบครัว เป็นเบ้าหลอมคุณค่าชีวิต และบ่มเพาะคุณลักษณะที่งดงามของความเป็นมนุษย์ แต่ด้วยสภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนไป ครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น พ่อแม่ต้องทำมาหากิน ช่วงเวลาแห่งครอบครัว สัมพันธภาพในครอบครัวจึงมีน้อยลง นวัตกรรมลดช่องว่างฟื้นสัมพันธภาพสร้างครอบครัวอบอุ่น แพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมรายการทีวีออนไลน์ “รอลูกเลิกเรียน” จัดทำโดย สสส. จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนาศักยภาพพ่อแม่สื่อสารกับลูกหลานวัยทีน วิธีเลี้ยงลูกของพ่อแม่ช่วยครอบครัว รับสังคมไทยยุค 4.0”

ยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาหรือวิกฤติ “ครอบครัว” มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดูแลและแก้ปัญหา การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมตามแต่ละช่วงวัยทำให้สมาชิกภายในครอบครัวมีความเข้าใจกัน เป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อความสุขและความเข้มแข็งของครอบครัว

"แพลตฟอร์มออนไลน์" ช่วยครอบครัวยุคใหม่เลิกบ่น ชมให้เป็น

     1 ใน 3 ครอบครัวในเมืองสัมพันธ์น่าเป็นห่วง
เมื่อวันที่ 1 เมษายน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงาน “รอลูกเลิกเรียน” ว่า สสส.มีจุดหมายปลายทางการสร้างสุขภาวะให้คนไทย ซึ่งมีการพูดถึงสถาบันครอบครัวมานาน และทุกคนต่างเห็นความสำคัญ แต่สถาบันครอบครัวเข้าถึงไม่ง่ายนัก ปัจจุบันไทยมีครัวเรือนประมาณ 22.8 ล้านครัวเรือน ยุทธศาสตร์เรื่องนี้ของ สสส. คือการทำอย่างไรให้ครอบครัวอบอุ่น ร่มเย็น ซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาวะที่แสวงหาวิธีการเข้าถึงครอบครัวต่างๆ เพื่อช่วยเขา เพราะสถาบันครอบครัวน่าเป็นห่วง มีความอ่อนแอลง พ่อแม่ที่จะดูแลลูกเต็มเวลานั้นหาได้ยาก และผลการศึกษาโครงการวิจัยครอบครัวไทยในเขตเมือง ปี 2557 พบว่า 1 ใน 3 ของครอบครัวในเมืองมีสัมพันธภาพน่าเป็นห่วง เนื่องจากขาดการปฏิสัมพันธ์ 60% ของครอบครัว มีการใช้อำนาจบังคับ ข่มขู่ 40% ของครอบครัวไม่ค่อยเล่าหรือไม่เล่าอะไรให้คนในครอบครัวฟัง 34% ของครอบครัวมีการทำร้ายร่างกาย 33% ของครอบครัวไม่ค่อยใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาและด่าทอ หยาบคาย ทำร้ายจิตใจ 11% ของครอบครัวไม่อยากวางเป้าหมายครอบครัวและไม่อยากทำกิจกรรมร่วมกัน และ 5% ของครอบครัวไม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันเลย

"แพลตฟอร์มออนไลน์" ช่วยครอบครัวยุคใหม่เลิกบ่น ชมให้เป็น

     สสส.สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยสื่อสารในบ้าน
ดร.สุปรีดา กล่าวต่อว่า สสส.จึงสนับสนุนโครงการพัฒนานวัตกรรมการเพิ่มศักยภาพการสื่อสารของครอบครัวที่มีลูกหลานวัยรุ่น ผ่านแพลตฟอร์ม (Platform Online) ซึ่งมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องสัมพันธภาพในครอบครัว โดยเฉพาะในประเด็นการสื่อสารของผู้ปกครองในครอบครัวที่มีลูกหลานวัยรุ่น ซึ่งถือเป็นประชากรที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากสัมพันธภาพและการสื่อสารระหว่างกันในครอบครัวไม่ดี ก็อาจจะส่งผลก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ที่กระทบต่อความสุขของคนในครอบครัว และสังคมได้

      แนะพ่อแม่ใช้เวลาน้อยสร้างชั่วโมงแห่งความสุข
พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรณีวัยรุ่นที่มาหาหมอมากในขณะนี้ เป็นเรื่องของปัญหาวิตกกังวล ภาวะทางอารมณ์ เพราะปัจจุบันครอบครัวอยู่กันเอง พ่อแม่มีลูกคนเดียว เด็กจะรู้สึกว่าเหงา ชีวิตไม่มีอะไรน่าไขว่คว้า และเด็กอยู่กับสื่อมากขึ้น โดยปกติเด็กวัยรุ่นไม่ค่อยคุยกับพ่อแม่อยู่แล้ว ยิ่งเกิดสภาพแวดล้อมดังกล่าว ยิ่งทำให้เขาพูดคุยกับพ่อแม่น้อยลง ขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ต่างอยู่กับตัวเอง ลูกก็อยู่กับตัวเอง ดังนั้น วิธีการเลี้ยงดูที่เหมาะสมคือ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ต้องให้เวลากับลูกทั้งหมด เพราะเด็กวัยรุ่นไม่ได้อยากมีเวลาอยู่กับพ่อแม่มาก แต่เวลาน้อยๆ ที่พ่อแม่ได้อยู่กับลูกต้องเป็นเวลาคุณภาพ อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข ความรักของพ่อแม่มีพร้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องเติมคือ สื่อออกไปให้ลูกรู้ว่ารัก ไม่ใช่สื่อออกไปให้รู้สึกว่าน่ารำคาญ ถ้ารักก็ต้องแสดงออกว่ารัก ต้องสื่อสารกับลูกด้วยความรู้สึกรัก

"แพลตฟอร์มออนไลน์" ช่วยครอบครัวยุคใหม่เลิกบ่น ชมให้เป็น

“การพูดคุยกับลูกวัยรุ่น พ่อแม่จะใช้อำนาจไม่ได้ เพราะสิ่งที่เด็กต้องการคือการพูดคุยดีๆ รายการรอลูกเลิกเรียน จะแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง หรืออำนาจกับลูก เพียงพูดคุยดีๆ บ่นให้น้อยลง ชมให้มากขึ้น โดยต้องเป็นการชมการกระทำของเขาถ้าเขาทำดีจริงๆ ไม่ใช่ชมทุกเรื่อง และเข้าใจลูก ที่สำคัญ ถ้าพ่อแม่อยากให้ครอบครัวมีความสุข ต้องเริ่มต้นที่พ่อแม่ อย่ามองว่าต้องเริ่มต้นที่ลูก” พญ.วิมลรัตน์ กล่าว

        15 นาที“รอลูกเลิกเรียน”ช่วยครอบครัวยุคใหม่
น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า เป็นความท้าทายของคนยุคนี้ เพราะเด็กเป็นอีกยุค พ่อแม่เป็นอีกยุค การจะตอบโจทย์สังคมไทยในการเข้าสู่สังคมสูงวัย ต้องทำให้เด็กมีคุณภาพ ไม่ว่าจะอยู่ในครอบครัวแบบไหน แต่การจะเข้าไปเคาะประตูทุกบ้าน เป็นเรื่องยาก ตอนนี้สังคมไทยเป็นสังคมยุคดิจิทัล สสส.มองว่าต้องหาช่องทางใหม่ๆ จึงได้เริ่มพัฒนาแนวคิดในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นตัวช่วยครอบครัวยุคใหม่ ในรูปแบบรายการทีวีออนไลน์ที่ชื่อว่า “รอลูกเลิกเรียน” (After School) มีจำนวน 10 ตอน ตอนละ 15 นาที โดยจะสร้างสรรค์เป็นรายการครอบครัวที่สนุกสนาน น่าสนใจ มีสาระสอดคล้องกับความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ที่อยากเพิ่มทักษะการสื่อสารกับลูกวัยรุ่น

“เมื่อดูรายการ 15 นาที สามารถย้อนกลับมาดูครอบครัวของตนเอง และอาจทำให้เกิดการอยากทำแบบสอบถาม เช็กลิสต์ครอบครัวอบอุ่นใน quiz.afterschoolonline.tv เป็นการสร้างช่องทางที่ครอบครัวเข้าถึงการเลี้ยงดูได้หลากหลายให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละครอบครัว ผ่านการแยกหัวข้อให้เลือก 10 ประเด็นที่พบจากการสำรวจว่าเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองมักกังวลมากที่สุด คือ 1.เพื่อน 2.แฟน 3.การเรียน 4.อนาคต 5.ความไม่มั่นใจในตัวเองของลูก 6.การช่วยงานบ้าน 7.การตั้งเงื่อนไขเพื่อขอของรางวัล 8.การติดมือถือหรือติดเกม 9.การใช้เงิน และ 10.พฤติกรรมทั่วๆ ไป โดยจะมีกลุ่มพ่อแม่ที่ประสบปัญหาเดียวกัน มีวิทยากรประจำกลุ่มมาให้คำแนะนำ และมีการรายงานผล ซึ่งถือเป็นกลุ่มสนับสนุนที่อยู่ในโลกออนไลน์ สามารถเข้าถึงวิถีชีวิตของคนในยุคนี้” น.ส.ณัฐยา กล่าว

        พัฒนาทักษะการสื่อสาร เลี้ยงลูกวัยรุ่น
นายสุรเสกข์ ยุทธิวัฒน์ หัวหน้าโครงการฯ และผู้ก่อตั้งและผู้บริหารงาน เพจ Toolmorrow กล่าวว่า นวัตกรรมการสื่อสาร เป็นกระบวนการพัฒนาทักษะการสื่อสารในครอบครัว เมื่อคนดูรายการจบแล้ว มีความต้องการที่จะพัฒนาทักษะการสื่อสารกับลูกหลานวัยรุ่น สามารถเข้ามาทำแบบทดสอบความสัมพันธ์และทักษะการสื่อสารของครอบครัวได้ โดยแบ่งผลการประเมิน ได้แก่ 1.สถานะครอบครัวเป็นครอบครัวที่ไม่มีปัญหาทักษะการสื่อสาร เรียนรู้เทคนิคการสื่อสารกับลูกหลาน 10 เทคนิค และ 2.สถานะครอบครัวเป็นครอบครัวที่มีปัญหาด้านทักษะการสื่อสาร

ทั้งนี้ รายการทีวีออนไลน์ “รอลูกเลิกเรียน” (After School) เริ่มออกอากาศตอนแรกในวันที่ 1 เมษายนนี้ ชื่อตอน “เมื่อลูกไม่มั่นใจในตัวเอง” เนื้อหารายการจะนำเสนอเรื่องจากประสบการณ์จริงที่ครอบครัวหนึ่งได้รับ และผู้ชมจะได้ร่วมเรียนรู้ หรือนำทักษะที่ได้แนะนำในรายการไปใช้ ภายใต้การแนะนำจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ผู้ที่สนใจในโครงการพัฒนาศักยภาพการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของผู้ปกครองในครอบครัวที่มีลูกหลานวัยรุ่น เพื่อแก้ไขปัญหาช่องว่างเรื่องสัมพันธภาพและการสื่อสารในครอบครัว ผ่านรายการทีวีออนไลน์ “รอลูกเลิกเรียน” (After School) สามารถติดตามผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก : Toolmorrow, ยูทูบ : Toolmorrow และในเว็บไซต์ของ http://www.afterschoolonline.tv

รัฐมนตรี…เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/367588

รัฐมนตรี…เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

ไกรยศ ภัทราวาท,ศธ,สธ,การศึกษา,สาธารณสุข

0 ทีมข่าววคุณภาพชีวิต 0 qualitylife4444@gmail.com

          “ปัญหาการศึกษาเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ คือ ทำอย่างไรให้เด็กได้เรียน มีเส้นทางฝึกสายอาชีพ” ไกรยศ ภัทราวาท

ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งของการที่งานไม่พัฒนา เป็นเพราะเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย ทำนองคนเก่าไป คนใหม่มา นโยบายเปลี่ยน ส่งผลให้นโยบายดีๆ หลายอย่างไม่ได้รับการสานต่อ แม้ขณะนี้จะยังไม่ชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศบ้าง แต่ที่ผ่านมามีนโยบายดีๆ ที่ควรจะมีการสานต่อแม้จะเปลี่ยนรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านการศึกษาและสาธารณสุขที่จะต้องอาศัยการพัฒนาที่ต่อเนื่อง

นายไกรยศ ภัทราวาท เลขานุการคณะกรรมการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า การเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม ที่ผ่านมานั้น หากจะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้น่าจะเป็นช่วงประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเปิดภาคเรียน และพ่อแม่ทุกคนหวังว่าลูกจะได้ไปโรงเรียน เพราะขณะนี้สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยยังมีอยู่มาก เด็กหลายแสนคนที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา(กอปศ.) ได้ประเมิน จนได้มีการจัดตั้งกองทุน กสศ. พบว่า ยังมีเด็กอยู่นอกระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยไปจนถึง ม.ปลาย มากกว่า 670,000 คน มีข้อมูลให้เห็นชัดเจนว่าแต่ละจังหวัดมีจำนวนเท่าใด และขณะนี้พยายามทำเป็นแผนที่เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ดังนั้น ปัญหาเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ที่ต้องดำเนินการ คือ ทำอย่างไรให้เด็กได้เรียน ได้กลับมาเรียนหนังสือ หรือเด็กบางคนที่เส้นทางของเขาอาจจะไม่ใช่การเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่เป็นเส้นทางการฝึกสายอาชีพ ไม่ตกงาน ทำอย่างไรให้เด็กได้เรียนสายอาชีพ มีอาชีพ รวมถึงต้องเชื่อมตลาดแรงงานกับระบบเข้าให้ทัน ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ซึ่งเด็กเหล่านี้ยังรอคำตอบจากรัฐบาลชุดใหม่

นอกจากนั้น เรื่องการปฏิรูปการศึกษา มีข้อเสนอในหลายประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นที่ดำเนินการอย่างอิสระ และมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ประเด็นเหล่านี้รัฐบาลชุดใหม่จะนำไปใช้มากน้อยขนาดไหน ต้องนำไปพิจารณา นำไปใช้ประกอบการทำนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลใหม่ น่าจะเป็นประโยชน์ และจะได้เห็นการต่อเนื่อง

รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

 นโยบายการศึกษา “เด็ก ประชาชน” เป็นที่ตั้ง
“พรรคการเมืองใดจะจัดตั้งรัฐบาล นโยบายการศึกษาอาจต้องดำเนินการไปตามที่หาเสียง และอาจใช้วิธีหลากหลาย แต่สิ่งที่ไม่ว่าจะอยู่พรรคไหน ปฏิเสธไม่ได้คือ ข้อเท็จจริงเด็กอยู่นอกระบบการศึกษา ไม่ได้ไปเรียน เราตอบคำถามผู้ปกครองที่ไปเลือกตั้งพรรคการเมืองได้หรือไม่ว่าจะดูแลเด็กที่อยู่นอกระบบเกินครึ่งล้านคน และเด็กยากจน 2-3 ล้านคน ที่พร้อมหลุดจากระบบได้ตลอดเวลาถ้าไม่มีนโยบายไปลดความเหลื่อมล้ำ เข้าใจว่าทุกรัฐบาลต้องคิดนโยบาย และทำตามนโยบายของตนเอง แต่อยากให้ดูข้อเท็จจริง สถิติเหล่านี้ไม่ได้โกหกใคร และรอการแก้ไข ส่วนจะแก้ไขอย่างไรนั้น อยากให้มีการหารือร่วมกัน และเอาเด็ก ประชาชนเป็นตัวตั้ง ส่วนวิธีการก็คงต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไร ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าใครจะเข้ามา คนในระบบการศึกษาก็ต้องทำงานต่อไป และบทเรียนที่ผ่านมา รมว.ศึกษาธิการ เปลี่ยนบ่อย ทำให้การศึกษาไม่ต่อเนื่อง จึงอยากฝากรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้ดูที่เด็กนักเรียน ผู้ปกครองที่กำลังเฝ้ารอนโยบายด้านการศึกษา และต้องการความเชื่อมั่นจาก รมว.ศึกษาธิการ ที่จะอยู่อย่างเสถียรภาพ ทำงานได้ต่อเนื่อง” นายไกรยศ กล่าว

    คน-เงิน-กัญชา 
ขณะที่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นโยบายที่จะต้องสานต่ออย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมายังไม่มีผู้บริหารชุดใดแก้ปัญหาได้อย่า่งเบ็ดเสร็จ คิือ “กำลังคน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรจุเป็นข้าราชการทั้งในสายวิชาชีพ เช่น พยาบาล และสายสนับสนุนอื่นๆ  แม้ล่าสุด “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะส่งท้า่ยด้วยการที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย พ.ศ.2561-2570 โดยแผนการผลิตแพทย์ระยะที่ 1 (2561-2564) 9,168 คน วงเงินที่อนุมัติ 34,838.4 ล้านบาท ระยะที่ 2 (2565-2570) 15,394 คน ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณผูกพัน 58,497.2 ล้านบาท แต่ยังไม่แน่ว่าที่สุดแล้วจะมีอัตราข้าราชการรองรับหรือไม่ ในเมื่อวิชาชีพและสายงานอื่นใน สธ.ก็ยังเคว้ง และบางสายงานถูกยุบตำแหน่ง 100% อาทิ เจ้าพนักงานเวชสถิติ เป็นต้น

รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

สิ่งที่รออยู่อย่างแน่นอนคือความชัดเจนในนโยบายเรื่องนี้ของรัฐบาลใหม่ และรมว.สาธารณสุขคนใหม่ว่าจะมาจากพรรรคใด อย่างไรก็ตาม แทบจะทุกพรรคที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมเป็นรัฐบาล เคยประกาศในการหาเสียงเลือกตั้งที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายสาธารณสุขว่า “ในภาพรวมจำเป็นต้องพิจารณาลดอัตราข้าราชการในสายงานที่สามารถใช้เอไอหรือเทคโนโลยีเข้ามาแทนทีได้  แล้วนำตำแหน่งข้าราชการให้แก่งานที่จำเป็นต้องใช้บุคลากรในการขับเคลื่อนเท่านั้น”  ซึ่งบุคลากรสาธารณสุขโดยเฉพาะในสายวิชาชีพนั้น จัดอยู่ในแบบที่ต้องใช้บุคลากร แต่ต้องไม่ลืมว่าคน สธ.ยังมีสายสนับสนุนอื่นๆ ด้วย จึงเป็นโจทย์สำคัญที่รอความชัดเจน

รวมถึง นโยบายเรื่องสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลสังกัด สธ. แม้ตัวเลขแดงของหลายโรงพยาบาลจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย ทัั้งการปรับรูปแบบการจัดสรรงบประมาณโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(บัตรทอง) การบริหารจัดการภายในโรงพยาบาล และการเปิดทางให้โรงพยาบาลมีการเพิ่มรายได้ โดยการให้โรงพยาบาลที่มีความพร้อมเปิด “คลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลา” ทั้งนี้ จากการเปิดบริการในโรงพยาบาลศูนย์ 16 แห่ง โรงพยาบาลทั่วไป 5 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน 3 แห่ง ในสังกัดกรมการแพทย์ ได้รับอนุมัติเปิดให้บริการแล้ว 11 แห่ง และอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติอีก 3 แห่ง ในสังกัดกรมสุขภาพจิตเปิดให้บริการแล้ว 1 แห่งคือ โรงพยาบาลศรีธัญญา ส่วนใหญ่ที่เปิดบริการแล้ว ประชาชนมีความพึงพอใจ มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น บุคลากรมีความพึงพอใจ สามารถธำรงบุคลากรไว้ได้ รวมทั้งโรงพยาบาลได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากยิ่งขึ้น

รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

ดังนั้น หากการประเมินผลนโยบายนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้โรงพยาบาลมีีรายได้เพิ่มขึ้น ยังทำให้ลดความแออัดของประชาชนที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลด้วย ก็ควรที่จะมีการสานต่อในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาลใหญ่ ทั้งโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ./รพท.) ที่มีอัตราผู้ใช้บริการล้นทะลัก

สุดท้าย นโยบาย “การใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์” ซึ่งหากยึดตามกฎหมายประเทศไทยในขณะนี้ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 อนุญาตให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น แต่หากรัฐบาลใหม่เข้ามามีความเป็นไปได้สูงที่จะดัน “นโยบายกัญชาเสรี” เพื่อหวังให้เป็นพืชเเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย แต่ทว่ายังไม่มีความชัดเจนว่า การสานต่อนโยบายนี้ไปในทาง “เสรี” นั้นจะหมายความว่าอย่างไร ให้ปลูกได้อย่างเสรี ให้ใช้ได้อย่างเสรี หรือให้นำมาใช้ทางการแพทย์ได้อย่างเสรี เพราะหากจะให้ปลูกหรือใช้อย่างเสรีนั้น ประเทศไทยยังติดอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ระบุว่า “กัญชาเป็นยาเสพติด” ขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลกก็ยังไม่มีการประกาศถอน “สารแคนนาบินอยด์ หรือซีบีดี” สารสำคัญในกัญชาที่ใช้ทางการแพทย์ออกจากสารเสพติด

รัฐมนตรี...เก่าไปใหม่มาสานต่อนโยบายศธ.-สธ.

ปั้นเด็กไทยเป็นผู้ประกอบการ”สามเสน”-NIAผุดห้องเรียนนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/367354

ปั้นเด็กไทยเป็นผู้ประกอบการ”สามเสน”-NIAผุดห้องเรียนนวัตกรรม

ปั้นเด็กไทยเป็นผู้ประกอบการ,โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เปิดโครงการห้องเรียนนวัตกรรมในหลักสูตร “STEAM4INNOVATOR@SCHOOL” ระดับไฮสคูล ส่งเสริมการเรียนการสอนด้านอินโนเวชั่น พัฒนาศักยภาพนักเรียนให้เป็นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม โดยจับมือกับ NIA (เอ็นไอเอ) นำร่องเปิดเป็นแห่งแรก ลงนามร่วมกันวานนี้ (28 มี.ค.) โดยมี นายกิตติ บุญเชิด ผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา เขต 1 เป็นประธาน

ปั้นเด็กไทยเป็นผู้ประกอบการ"สามเสน"-NIAผุดห้องเรียนนวัตกรรม

ปัจจุบันเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร เยาวชนไทยมีความสามารถในการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเองจากสื่อต่างๆ ที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ครูในยุคปัจจุบันจึงต้องปรับตัวให้สามารถเข้าใจ เข้าถึง และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนในการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการถาม การฟัง การสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงสร้างความไว้วางใจและสร้างแรงบันดาลใจในการที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเนื้อหาสาระด้านนวัตกรรม รวมถึงจัดกระบวนการให้คำปรึกษาแนะนำอย่างใกล้ชิดในการลงมือปฏิบัติตามแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมเบื้องต้น ซึ่งเยาวชนจะได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนักพัฒนาโครงการนวัตกรรมจาก เอ็นไอเอ

ปั้นเด็กไทยเป็นผู้ประกอบการ"สามเสน"-NIAผุดห้องเรียนนวัตกรรม

สหชัย สาสวน ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กล่าวว่าโรงเรียนสามเสนได้จัดเตรียมสถานที่ “ห้องเรียนนวัตกรรม” และบุคลากร เพื่อร่วมจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการร่วมมือกับสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสามเสนฯ สนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนที่อาจเกิดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนสามารถผลิตชิ้นงานต้นแบบ เพื่อการทดสอบนำร่อง หรือการเพิ่มประสบการณ์ที่มีคุณค่าใหม่ที่เป็นโอกาสในการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น โดยตั้งเป้าว่าครั้งแรกจะรับสมัครเด็ก 80 คน เปิดกว้างให้นักเรียนทุกระดับชั้นเข้าร่วม ทั้งนักเรียนสายวิทย์และสายศิลป์ เปิดสอนทุกวันเสาร์ในปีการศึกษา 1/2562 เป็นเวลา 12 สัปดาห์

“การทำเอ็มโอยูครั้งนี้ เป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับการศึกษาไทย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีความสุข ประเทศกำลังก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 การศึกษาไทยก็ต้อง 4.0 ด้วย โครงการห้องเรียนนวัตกรรม STEAM 4 INNOVATOR@SCHOOL จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถประยุกต์และสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พัฒนาศักยภาพนักเรียนให้เป็นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรม” ผอ.สามเสนวิทยาลัย กล่าว

ปั้นเด็กไทยเป็นผู้ประกอบการ"สามเสน"-NIAผุดห้องเรียนนวัตกรรม

โดยบูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยีและคณิตศาสตร์ ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการดําเนินชีวิต และการทำงาน ช่วยนักเรียนสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง 4 สหวิทยาการ กับชีวิตจริงและการทำงาน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษา ไม่เน้นเพียงการท่องจําทฤษฎีหรือกฎทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจ ทฤษฎีหรือกฎผ่านการปฏิบัติให้เห็นจริงควบคู่กับการพัฒนา นําทักษะการคิด ตั้งคําถาม แก้ปัญหา และการหาข้อมูลและวิเคราะห์ข้อค้นพบใหม่ๆ พร้อมทั้งนําข้อค้นพบนั้นไปใช้ หรือบูรณาการกับชีวิตประจําวันได้

พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การเรียนรู้สมัยใหม่ที่เรียกว่า “STEAM4INNOVATOR” จะนำความรู้ด้านธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการมาบูรณาการเข้ากับความรู้ความเข้าใจทางด้าน STEAM (Science, Technology, Engineering, Art, Mathematics) เพื่อให้เยาวชนสามารถประยุกต์และสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีมิติของการประกอบธุรกิจนวัตกรรมอยู่ด้วย

ปั้นเด็กไทยเป็นผู้ประกอบการ"สามเสน"-NIAผุดห้องเรียนนวัตกรรม

“การเรียนรู้ตลอด 12 สัปดาห์ ผ่าน 4 กระบวนการ STEAM4INNOVATOR ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 รู้ลึก รู้จริง (Insight) ขั้นตอนที่ 2 สร้างสรรค์ไอเดีย (Wow Idea) ขั้นตอนที่ 3 แผนพัฒนาธุรกิจ (Business Model) ขั้นตอนที่ 4 การผลิตและการกระจาย (Production & Diffusion) โดยมี  NIA โรงเรียน ผู้ประกอบการ ผู้ปกครองและนักเรียน
“โดยจะมีการเพิ่มศิลปะ (Arts) เข้าไปใน STEM บนพื้นฐานของการสนับสนุนให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นการ “หล่อหลอม” (Nurture) สิ่งที่นักเรียนสงสัยใคร่รู้ (Curiosity) และช่วยให้พัฒนาความคิดเชิงพิจารณ์ (Critical thinking) เพื่อเพิ่มพูนทักษะแก้ปัญหาด้วย จากนั้นจะคัดเข้ามาเป็นกลุ่ม เสนอโปรเจกท์ กลุ่มละไม่เกิน 3 คนได้ใช้ทักษะด้านความรู้ การสืบค้นข้อมูล และนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม สิ่งใหม่ๆ ที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ เป็นการเฟ้นหาและต่อยอดนักนวัตกรรมต่อไป” ผอ.เอ็นไอเอ กล่าว

ปั้นเด็กไทยเป็นผู้ประกอบการ"สามเสน"-NIAผุดห้องเรียนนวัตกรรม

ด้าน ด.ญ.เภตรา อุณฑพันธ์ และด.ญ.ณัฐชยา นบนอบ  นักเรียนชั้นม.2 กล่าวว่า ดีใจที่โรงเรียนและเอ็นไอเอ เปิดห้องเรียนหลักสูตรนวัตกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้การเป็นนักสร้างสรรค์นวัตกรรม นักนวัตกร ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ โปรเจกท์ นำเทคโนโลยี และองค์ความรู้มาสร้างนวัตกรรมที่มีประโยชน์และมีคุณค่าทั้งในการพัฒนาประเทศ ซึ่งทั้ง 2 คนอยากให้มีห้องเรียนแบบนี้ไปทุกโรงเรียนจะได้ปลูกฝังแนวความคิดด้านการเริ่มต้นธุรกิจนวัตกรรมตั้งแต่เด็ก ส่งเสริมให้เยาวชนได้คิด ได้ลงมือทำ และเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเองอีกด้วย
โครงการนี้จะช่วยให้เยาวชนมีทักษะที่จะต่อยอดการเรียนรู้ในโลกแห่งความรู้มากมายต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจะเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในเนื้อหาสาระด้านนวัตกรรม รวมถึงจัดกระบวนการให้คำปรึกษาแนะนำอย่างใกล้ชิดในการลงมือปฏิบัติตามแนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการดำเนินธุรกิจนวัตกรรมเบื้องต้น ซึ่งเยาวชนจะได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่เกี่ยวข้องรวมถึงนักพัฒนาโครงการนวัตกรรมจากเอ็นไอเอ อีกด้วย

   4ขั้นตอนผลิตนักนวัตกรรมระดับไฮสคูล
**ขั้นตอนที่ 1 รู้ลึก รู้จริง (Insight)

-สัปดาห์ที่ 1-3
-ค้นหาแรงบันดาลใจจากกรณีศึกษา (case study)
-ค้นหาข้อมูลเชิงลึก (insight) กลุ่มเป้าหมายที่สนใจ
– ผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (design thinking)

**ขั้นตอนที่ 2 สร้างสรรค์ไอเดีย (Wow Idea)
-สัปดาห์ที่ 4-5
-นำความคิดที่หลากหลายมาสังเคราะห์เป็นไอเดีย
-กำหนดปัญหา/เป้าหมายที่ชัดเจนและมีโอกาสทำได้จริง

   **ขั้นตอนที่ 3 แผนพัฒนาธุรกิจ (Business Model)
-สัปดาห์ที่ 6-9
-คิดแผนธุรกิจเบื้องต้น
-ลงมือทำต้นแบบชิ้นงาน (prototype)
-นำชิ้นงานไปทดสอบกับลูกค้าจริง
-หารือการพัฒนาชิ้นงานและการทำธุรกิจกับพี่ผู้เชี่ยวชาญ
-เรียนรู้ทักษะการทำงานเป็นทีม เพื่อสร้างผลสำเร็จ

 **ขั้นตอนที่ 4 การผลิตและการกระจาย (Production & Diffusion)
-สัปดาห์ที่ 10-12
-เรียนรู้วิธีการผลิตเชิงอุตสาหกรรม
-เรียนรู้วิธีการเผยแพร่และจำหน่ายสินค้า
-เรียนรู้เทคนิควิธีการนำเสนอผลงานเพื่อการลงทุน
-ได้ขึ้นเวที Pitching จริง
-รับคำแนะนำจากคณะกรรมการและพี่ผู้ประกอบการเพื่อนำไปพัฒนาผลงานให้ดียิ่งขึ้น
-สร้างเป็นธุรกิจได้

“กรน” เรื่องเล็ก…ที่อันตรายชี้คนไทย3ล้านหยุดหายใจขณะหลับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/367241

“กรน” เรื่องเล็ก…ที่อันตรายชี้คนไทย3ล้านหยุดหายใจขณะหลับ

นอนกรน,เสียชีวิต

โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร – qualiltylife4444@gmail.com –

คนไทย 25% นอนกรนเป็นประจำและมีอาการหยุดหายใจร่วมด้วยประมาณ 5% หรือ 3 ล้านคน เป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งคนนอนกรนถือเป็นคนหลับง่ายแต่คุณภาพการนอนหลับไม่ดี เสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต  สามารถเช็กระดับนอนกรนได้เพื่อเป็นการป้องกัน

ราชวิทยาลัย โสต ศอ นาสิกแพทย์ แห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาคมโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ และบริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “WORLD SLEEP DAY 2019 ใครว่า “การนอนเป็นเรื่องเล่นๆ” เนื่องในวันนอนหลับโลก โดย ศ.นพ.ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการฝึกอบรมและสอบหลักสูตร โสต ศอ นาสิกวิทยาการนอนหลับ ราชวิทยาลัย โสต ศอ นาสิกแพทย์ แห่งประเทศไทย อธิบายถึงโรคนอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ ว่าจากสถิติพบว่าคนไทยประมาณ 25% นอนกรนเกิดจากทางเดินหายใจช่วงบนมีการอุดกั้นเป็นระยะตลอดการนอนหลับ และผู้ที่มีอาการกรนมากจนมีการหายใจติดขัดจนเกิดการสะดุดหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ร่างกายขาดอากาศเป็นระยะๆ ส่งผลเสียต่อหัวใจ สมอง หลอดเลือด และอวัยวะต่างๆ เรียกโรคนี้ว่า โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น พบในคนไทยประมาณ 5% หรือประมาณ 3 ล้านคน
ทั้งนี้การนอนกรนเกิดจากบริเวณช่องคอซึ่งทางเดินอากาศแคบลงในขณะหลับและลิ้นตกลงด้านล่างอากาศเกิดการกระแทกกันของผนังคอส่งผลให้เกิดการสั่นสะเทือนลิ้นไก่ เพดานอ่อน โคนลิ้น ทอนซิลมีความหนา หรือโตขึ้นและกีดขวางทางเดินทางอากาศ ทำให้เกิดเสียงกรน ซึ่งปกติเวลานอนคนเราจะช่องคอแคบลง แต่คนนอนกรนจะแคบลงมากกว่าคนปกติทำให้ลมหายใจเข้าออกแรงขึ้น

จากผลสำรวจด้านการนอนประจำปีของฟิลิปส์ โกลบอล “The Global Pursuit of Better Sleep Health” พบว่า 44% ของประชากรในวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกยอมรับว่าตัวเองมีการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และประสบปัญหาการหลับกลางวันระหว่างสัปดาห์ ในขณะที่ประชากรส่วนมากนอนหลับเฉลี่ยเพียงแค่ 6.3 ชั่วโมงในช่วงวันทำงาน และ 6.6 ชั่วโมงในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งต่ำกว่า 8 ชั่วโมงตามคำแนะนำ จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่เพียงพอ

นอกจากนี้ 8 ใน 10 ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ต้องการพัฒนาการนอนหลับของตนให้ดีขึ้น และ 50% ของผู้ตอบผลสำรวจพบว่าสาเหตุหลักของการนอนที่ไม่มีคุณภาพมาจากความเครียด ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การง่วงในเวลากลางวัน การไม่มีสมาธิในการเรียนหรือการทำงาน เป็นต้น ดังนั้นเห็นได้ว่าการนอนส่งผลกระทบทั้งการใช้ชีวิตประจำวันและสุขภาพในระยะยาว
ศ.นพ.ชัยรัตน์ กล่าวต่อว่า คนนอนกรนถือเป็นคนหลับง่ายแต่คุณภาพการนอนหลับไม่ดี เพราะออกซิเจนไม่เพียงพอ ยิ่งคนที่มีอาการมากจะพบว่าผนังคอยุบตัวลงจนอากาศไม่สามารถผ่านไปได้ชั่วขณะ และการนอนกรนถ้ามีอากาศมากอาจทำให้มีภาวะโรคอื่นๆ ตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เมื่ออากาศไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพออาจจะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ความจำเสื่อมถ่อย สมรรถภาพทางเพศเสื่อม เป็นต้น ซึ่งการนอนแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือระดับที่ 1 เป็นในขณะนอนหงาย ระดับที่ 2 กรนในทุกท่าที่นอน ระดับที่ 3 มีการหายใจติดขัด หายใจสะดุด หรือมีการหยุดหายใจเป็นระยะๆ แต่ละครั้งนานกว่า 10 วินาทีเกิดมากกว่าหรือเท่ากับ 5 ครั้งต่อชั่วโมง เรียกว่าโรคหยุดหายใจขณะหลับ หรือ obstructive sleep apnea (OSA) หรือ โรคโอเอสเอ
ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่มารักษาโรคนอนกรนจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ได้ออกกำลังกาย และมีภาวะโรคอ้วน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเด็กที่มารักษาโรคนอนกรนมากขึ้นเนื่องจากพ่อแม่พยายามเลี้ยงลูกให้อ้วนท้วนน่ารัก แต่ความอ้วนเป็นสาเหตุทำให้เด็กนอนกรนและเป็นโรคอื่นๆ ตามมา

พญ.สุภวรรณ เลาหศิริวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เวชศาสตร์การนอนหลับ (นอนกรน) กล่าวว่า แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและชนิดของโรคที่ผู้ป่วยแต่ละคนเป็น โดยในผู้ป่วยที่มีระดับความรุนแรงต่ำแพทย์จะแนะนำให้ 1.ปรับนิสัยการนอน อาทิ การนอนหลับในระยะเวลาที่เพียงพอ คือ 8 ชั่วโมงต่อวัน การนอนและตื่นให้เป็นเวลา งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดดื่มชา กาแฟ และบุหรี่ ในรายที่มีน้ำหนักเกิน จำเป็นต้องมีการลดน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงระดับปานกลางและมาก จำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาด้วย 2.เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Positive Airway Pressure Therapy) หรือ CPAP ซึ่งเป็นเครื่องอัดอากาศเข้าทางช่องจมูกหรือปาก เพื่อให้ช่องคอและทางเดินหายใจส่วนต้นมีอากาศไหลเวียนได้ในขณะหลับ 3.การใช้เครื่องมือในช่องปาก และ 4.การผ่าตัด
“สำหรับผู้ที่มีอาการกรน หรือสงสัยว่าเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ แนะนำให้ไปพบแพทย์ โดยเบื้องต้นแพทย์จะมีการซักประวัติเกี่ยวกับสุขภาพการนอนและมีการตรวจสุขภาพเบื้องต้น จากนั้นอาจจะมีการให้ตรวจสุขภาพการนอนหลับ ซึ่งปัจจุบันจะมีห้องตรวจพิเศษที่เรียกว่า Sleep Lab ออกแบบเหมือนอยู่บ้านและคนไข้ต้องเข้ามานอนพักหนึ่งคืน ภายในห้องนอนจะมีกล้องวงจรปิดและเครื่องมือติดที่ตัวคนไข้เพื่อตรวจวัดค่าการหยุดหายใจและระดับออกซิเจนขณะหลับ จากนั้นจึงนำค่าทั้งหมดที่ได้มาประมวลว่าคุณมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจในการเลือกแนวทางการรักษาในขั้นถัดไป” พญ.สุภวรรณ กล่าว

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจหรือสงสัยว่าตัวเองมีความเสี่ยงโรคหยุดหายใจขณะหลับสามารถเข้าไปทำแบบทดสอบได้ที่ Philips.com.sg/saveoursleep

“กุศลแผ่ไปให้ไพศาล”พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/367126

“กุศลแผ่ไปให้ไพศาล”พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

โดย… พวงชมพู ประเสริฐ Qaulitylife4444@gmail.com

“ขอตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนามิ”

เสียงเปล่งอนุโมทนาบุญของภิกษุสงฆ์และฆราวาส 115 รูป/คน ดังตลอดเส้นทางตามรอยบาทพระศาสดาสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตามโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย-เนปาล ของกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) โดยมี พระครูปลัดเฉลิมชาติ ชาติวโร และพระมหาวินัย สุขเวสโก พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นพระธรรมวิทยากรให้ความรู้ตลอดเส้นทาง

"กุศลแผ่ไปให้ไพศาล"พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2551 เพื่อการสนับสนุนการเดินทางไปแสวงบุญ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล โดยเฉพาะพระภิกษุสงฆ์ที่ดำเนินกิจกรรมโครงการต่างๆ ในการขับเคลื่อนการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อาทิ โครงการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และพุทธศาสนิกชนที่บำเพ็ญประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งจะก่อประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ออกไปให้ไพศาล

"กุศลแผ่ไปให้ไพศาล"พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

ตลอดเส้นทางตามรอยบาทพระศาสดา นับตั้งแต่สถานที่แรก ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองสารนาถในปัจจุบัน โดยพระพุทธองค์ได้เสด็จมาแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ นับเป็นปฐมเทศนา ชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” ทำให้พระโกญฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน อุปสมบทเป็นพระสงฆ์รูปแรก มีพระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ และบริเวณนี้มีธรรมเมกขสถูป ซึ่งสร้างขึ้นในราว พ.ศ.1043 สมัยพระเจ้าอโศก ทำจากแผ่นหินแกะสลักเป็นลายดอกบัวและสวัสดิกะ แห่งที่ 2 พุทธคยา สถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เดิมเป็นบริเวณหมู่บ้านอุรุเวลา

"กุศลแผ่ไปให้ไพศาล"พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

แห่งที่ 3 สาลวโนทยาน สถานที่ดับขันธปรินิพพาน มีปรินิพพานสถูป ภายในมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ สถานที่แห่งนี้หลายคนที่มาเป็นครั้งแรกถึงกับ “หลั่งน้ำตา” มิทราบสาเหตุ และแห่งที่ 4 ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล อดีตกาลเป็นบริเวณกึ่งกลางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ เมื่อประสูติทรงย่างพระบาท 7 ก้าว ได้เปล่ววาจาว่า “เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นใหญ่และประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดของเราครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย การเกิดต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว”

มิเพียงชาวไทยเท่านั้นที่เดินทางไปจะได้รับอานิสงส์จากการไปแสวงบุญ ณ แดนพุทธภูมิ ดังที่ในพระไตรปิฎก ได้กล่าวถึงพุทธพจน์ตอนหนึ่งถึงการไปไหว้สังเวชนียสถาน 4 ตำบลไว้อย่างชัดแจ้ง คือ “ในอนาคตกาลหากพุทธบริษัท 4 ได้สักการบูชาสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ย่อมประสบบุญและกุศลสูงสุด”
ทว่า ตลอดเส้นทางจะพบเจอพุทธศาสนิกชนจากทั่วโลกที่ต่างมุ่งหน้ามายังสังเวชนียสถานแดนพุทธภูมิ เพื่อตามรอยพระพุทธเจ้า โดยคนไทยนับว่าเดินทางไปยังอินเดียเป็นอันดับ 5 ปี 2561 ราว 6 หมื่นคน รองจาก เวียดนาม ศรีลังกา ไต้หวัน เมียนมาร์ ญี่ปุ่นอีกทั้ง มีชาวเกาหลีใต้ ทิเบต จีน และชาติตะวันตกเดินทางเข้ามาในเส้นทางสายนี้เช่นเดียวกัน

"กุศลแผ่ไปให้ไพศาล"พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมจะสนับสนุนงบประมาณให้วัดไทยที่เป็นศูนย์ 9 แห่งในเส้นทางสังเวชนียสถานปีละ 1 แสนบาทต่อศูนย์ เพื่อใช้ในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่เดินทามาแสวงบุญทุกชาติทุกภาษา และหากมีส่วนเหลือก็นำไปพัฒนางานเผยแผ่ต่างๆ ถือเป็นความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่ง เพราะศาสนาเป็น 1 ใน 3 ของความมั่นคงของประเทศ ถ้าศูนย์กลางพุทธศาสนาไม่ได้รับการดูแลหรือทิ้งร้าง ผู้คนท้อแท้ที่จะเดินทางมา เมื่อไม่มีศูนย์รวมจิตใจไม่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่งโอกาสที่จะรักษาสิ่งนั้นไว้ก็จะยาก สำหรับโครงการนี้ในอนาคตจะขยายผลในการนำเด็กและเยาวชนที่ชนะการประกวดต่างๆ เกี่ยวกับพุทธศาสนาให้ร่วมเดินทางด้วย เพื่อให้ได้ซึมซับหลักธรรมคำสอนจากสถานที่จริงและนำไปปรับใช้ในชีวิตได้มากขึ้น

"กุศลแผ่ไปให้ไพศาล"พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

“การที่พุทธศาสนิกชนได้มีความภาคภูมิใจในสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและมีโอกาสได้มาเห็น สิ่งเหล่านี้จะทำให้ศาสนามั่นคง เพราะฉะนั้นการเปิดโอกาสให้ไปประกอบศาสนกิจในสถานที่สำคัญ ซึ่งก็จะเห็นว่าหลายๆ ประเทศก็เดินทางมาเช่นเดียวกัน ทั้งพุทธที่เป็นเถรวาท มหาชน และวัชรยาน ทำให้ได้สร้างศาสนิกสัมพันธ์ในหลักเชื่อหลักใหญ่เดียวกัน เหล่านี้จะได้ประโยชน์ในหลายมิติทั้งในเรื่องความภาคภูมิใจคณะสงฆ์ และประชาชนในประเทศที่อาจจะไม่ได้มาแต่รู้ว่ารัฐบาลให้การส่งเสริมสนับสนุนพุทธศาสนาให้คงอยู่ อีกทั้ง เมื่อวัดไทยในเส้นทางได้มีโอกาสให้การดูแลคณะผู้แสวงบุญจากนานาประเทศ โดยเฉพาะการเป็นจุดบรรเทาทุกข์ โดยมีห้องน้ำในวัดไทยตามเส้นทางเพราะอินเดียหาห้องน้ำได้ยากยิ่ง หรือการดูแลอื่นๆ ก็เป็นการสร้างเกียรติภูมิให้แก่ประเทศไทยด้วย” นายกิตติพันธ์กล่าว

"กุศลแผ่ไปให้ไพศาล"พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

นอกจากนี้ วัดไทยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เส้นทางสังเวชนียสถาน อาทิ วัดไทยลุมพินี วัดไทยพุทธคยา และวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ มิเพียงแต่เผยแผ่หลักคำสอนตามแนวทางพุทธศาสนา แต่ยังดำเนินงาน “ศาสนสงเคราะห์” บริการแก่ชาวอินเดียในพื้นที่และคนทุกชาติที่เดินทางไปแสวงบุญด้วย วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย เปิดสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก ให้บริการตรวจรักษาโรคแก่คนอินเดียจากราคาเดิม 3 รูปี ปัจจุบันขยับเป็น 10 รูปี และรักษาฟรีทุกวันพระ หรือวันพระจันทร์เต็มดวง มีการจ้างแพทย์และเภสัชกรชาวอินเดีย รวมถึง มีแพทย์อาสาจากเมืองไทยมาให้บริการ และมีการเปิดสอนหนังสือภายในวัดทุกวันอาทิตย์ด้วย เช่นเดียวกับ วัดไทยพุทธคยา ที่ตั้งโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า เปิดให้บริการตรวจรักษาโรคเช่นเดียวกัน และวัดไทยลุมพินี ประเทศเนปาล จะมีการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตรวจรักษาให้แก่ชาวอินเดียในพื้นที่ต่างๆ และมีการให้บริการเฉพาะทางเป็นบางครั้ง เช่น การผ่าตัดตาแก่ชาวเนปาลที่เป็นต้อกระจก

พระสมโภช ตอรมย์ วัดดักคะนน อ.เมือง จ.ชัยนาท กล่าวว่า บวชมา 10 พรรษา ปัจจุบันอายุ 35 ปี การเดินทางมาสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเป็นครั้งแรกนี้ ประทับใจ เพราะเราเป็นเสมือนลูกเสมือนหลานของพระพุทธเจ้า โดยบรรยากาศที่ได้รับจากสถานที่จริงทำให้เมื่อนับกลับไปอธิบายธรรมกับเณรลูกศิษย์ จะเข้าใจแจ่มแจ้งมากขึ้น นอกจากนี้ จะบอกเล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ของอินเดียให้พระลูกศิษย์ได้รับทราบด้วย เนื่องจากที่วัดทำโครงการศึกษาพระปริยัติธรรมบวชเณรภาคฤดูร้อนมีเณรบวชเรียน 40 รูป พระจึงเป็นเหมือนผู้ปกครองของเณรอีกคน

"กุศลแผ่ไปให้ไพศาล"พุทธศาสน์ ณ พุทธภูมิ

ขณะที่ น.ส.กษมา สุขสารพันธ์ อายุ 30 ปี นักบัญชีปฏิบัติการ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า มีโอกาสเดินทางมาแสวงบุญที่ 4 สังเวชนียสถานเป็นครั้งแรก แม้จะรับรู้จากรุ่นพี่ที่เคยมาว่าเส้นทางค่อนข้างทรหด แต่ก็อยากจะมาเห็นสถานที่จริงที่ปรากฏตามพุทธประวัติสักครั้งในชีวิต อีกทั้งด้วยวัยที่มากขึ้นและการทำงานที่ค่อนข้างยุ่ง ทำให้ไม่ค่อยได้ประกอบศาสนกิจมากนัก และหลงลืมไปบ้างแล้วเกี่ยวกับพุทธประวัติ เมื่อได้มาเห็นสถานที่จริง ยิ่งกว่าที่คิดไว้ น่าศรัทธาและมีความขลัง โดยเฉพาะบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ เมื่อสวดมนต์แล้วน้ำตาซึมอย่างอธิบายไม่ได้

“ปกติจะใส่บาตรและเข้าวัดทำบุญนานๆ ครั้ง และด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ก่อนเดินทางมานมัสการไม่ได้เชื่อมั่นมากนัก แต่เมื่อมาจริงแล้วได้รับความรู้มากมาย ล้วนแต่สามารถนำกลับไปใช้ในชีวิตได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการมีสติ สมาธิในการดำเนินชีวิต จากนี้จะตั้งใจจะสวดมนต์มากขึ้น เพื่อสร้างสมาธิให้แก่ตนเอง และการได้เห็นพุทธศาสนิกชนจากหลายประเทศเดินทางมายังศูนย์กลางแห่งนี้ รู้สึกว่าพุทธศาสนาจะมีการสืบทอดต่อไปอย่างยาวนาน” น.ส.กษมากล่าว

การที่พระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาลได้ดำเนินโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ และการเดินทางไปแสวงบุญของพุทธศาสนิกชนในเส้นทางตามรอยบาทพระศาสดา ณ แดนพุทธภูมิ นับเป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาออกไปให้ไพศาล