‘จัดตั้งรัฐบาล’ 212 เสียง ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ ชูธงแก้ ‘รัฐธรรมนูญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555477

07 ส.ค. 2566

‘จัดตั้งรัฐบาล’ 212 เสียง ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ ชูธงแก้ ‘รัฐธรรมนูญ’

สาระสำคัญ 2 พรรคการเมืองใหญ่ ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ จับมือประกาศ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ 212 เสียงเป็นสารตั้งต้น ชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อผ่าทางตันระบบการเมือง ที่สร้างปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

2 พรรคการเมืองใหญ่  ทั้ง “เพื่อไทย” ที่มี 141 เสียง และ “ภูมิใจไทย” ที่มี 71 เสียง นำโดยแกนนำ 2 พรรค  ซึ่งพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย,ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย,ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย 

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย  ประกอบด้วย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย,พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ตั้งโต๊ะแถลงจับมือกัน “จัดตั้งรัฐบาล” 212 เสียง เป็นสารตั้งต้น ก่อนจะแสวงหาความร่วมมือจากวุฒิสมาชิก(สว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร(สส.) เพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอ 376 เสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นในอนาคต

เรียกได้ว่าเป็นการฟอร์มรัฐบาล ที่ใช้เวลารวดเร็วภายในสัปดาห์ หลังไม่มีพรรคก้าวไกลเข้าร่วมในการ “จัดตั้งรัฐบาล” เมื่อวันที่  2 ส.ค. 2566 จนถึงวันนี้(7 ส.ค.)ที่ 2 พรรคการเมืองใหญ่แถลงร่วมจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ หลังมีกระแสดีลลับมายาวนาน

แถลงการณ์ 2 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล

คำแถลงจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยจะร่วมกัน “จัดตั้งรัฐบาล” โดยการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังคงต้องการเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สามารถบริหารประเทศ และเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้โดยเร็ว 

รัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้ แม้จะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังต้องการการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เนื่องจากปัญหาของประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่นี้ มีความเดือดร้อนรุนแรง การประวิงเวลาออกไปยิ่งทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วเท่าไรจะยิ่งแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้นเรามีความประสงค์จะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ 

โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความพิเศษ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งในสังคม และวิกฤตรัฐธรรมนูญก่อตัวเป็นปัญหาของประเทศ และประชาชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เราจึงต้องการเสียงสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองให้มาสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นหลัก อาทิ

เมื่อฝ่ายค้านเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุน นอกจากนี้จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย เห็นว่าทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ จึงกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้

1. ยึดวาระของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ และประชาธิปไตย นำความปรองดอง สมานฉันท์กลับคืนสู่ประเทศ

2. จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีในวาระแรก จะมีมติให้ทำประชามติขอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระบวนการจัดตั้ง สสร.

3. ดำเนินงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ สิ่งใดที่เป็นปัญหาจะต้องถูกตรวจสอบและเร่งแก้ไขให้ถูกต้อง

4. จัดตั้งรัฐบาลที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

5. การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้เปิดกว้างให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อผ่าทางตันระบบการเมืองของประเทศ และฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

หลังจากนี้ เราจะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เพื่อแสวงหาความร่วมมือ และกำหนดเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศ จึงร้องขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ทุกคน มาร่วมกันกอบกู้วิกฤตของประเทศในครั้งนี้

เรียกได้ว่าหมุดหมายสำคัญ หวังผ่าทางตันการเมืองไทย ในการ “จัดตั้งรัฐบาล” 212 เสียง 2 พรรคการเมืองใหญ่ ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ ชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 นั่นเอง

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555466

07 ส.ค. 2566

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ รวม 212 เสียง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม หลังพรรคเพื่อไทยตอบรับข้อเสนอ 3 ประการ ไม่มีแก้ม.112 -ไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล-ไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พร้อมเปิดแถลงการณ์ 5 ข้อ ชูธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ร่วมกันแถลงข่าว “จัดตั้งรัฐบาล”

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนขอขอบคุณผู้บริหารพรรคเพื่อไทยที่ได้ให้เกียรติและประสานงานให้มาพบ เพื่อมาหารือการ “จัดตั้งรัฐบาล” โดยพรรคภูมิใจไทยตอบรับคำเชิญของพรรคเพื่อไทย ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทยเคยมาหารือและยืนยันว่าไม่ขัดข้องในการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยมีหลักการ 3 ประการ

1.ไม่แตะต้องม.112

2.ไม่จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

3.หากไม่มีพรรคก้าวไกลเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

7 ส.ค. 2566 พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย แถลงจัดตั้งรัฐบาล รวม 212 เสียง7 ส.ค. 2566 พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย แถลงจัดตั้งรัฐบาล รวม 212 เสียง
 

“วันนี้ได้รับทราบจากพรรคเพื่อไทยว่าแนวทางทั้ง 3 พรรคเพื่อไทยเห็นพ้องในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นนับจากวันนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้า พรรคภูมิใจไทยได้ให้คำยืนยันกับพรรคเพื่อไทยว่า หากยังไม่เชิญพรรคอื่นมาหารือ ก็ให้ถือว่ามี 212 เสียง มาจากพรรคเพื่อไทย 141 เสียง และพรรคภูมิใจไทย 71 เสียง เมื่อมีการเชิญพรรคอื่นตามดุลยพินิจของพรรคเพื่อไทย การพูดคุยหารือจะได้มีความมั่นใจว่าในขั้วนี้เราจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยพรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ พรรคร่วมรัฐบาลมี สส. เกินกึ่งหนึ่งแล้วอย่างแน่นอน”

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เราจะร่วมกันหาเสียงสนุบสนุนจาก สส. แล สว. เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เรื่องการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยจะปฏิบัติตามข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้ผ่านการคัดเลือกของสมาชิกรัฐสภา

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า วันนี้ต้องขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่รับคำเชิญของพรรคเพื่อไทย อาจจะผิดธรรมเนียมบ้าง เพราะปกติเราจะส่งเทียบเชิญไปที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ให้เกียรติเรา พรรคเพื่อไทยขอบคุณที่ตอบรับคำเชิญ เพื่อร่วมกันแก้ไขภาวะวิกฤตให้ประชาชน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญที่เป็นเดดล็อก

“เงื่อนไขของพรรคภูมิใจไทย 3 ประการ เรารับได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่เราเสนอไปก่อนแล้ว โดย 212 เสียง จะเป็นเสียงตั้งต้นในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งถือเป็นเสียงค่อนข้างมาก ไม่มีคำว่า 188 เสียง” นพ.ชลน่าน กล่าว

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

คำแถลง”จัดตั้งรัฐบาล”ของพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย

พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทยจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยการสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากหลายพรรคการเมือง ซึ่งขณะนี้มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังคงต้องการเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สามารถบริหารประเทศ และเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้โดยเร็วรัฐบาลที่จะจัดตั้งขึ้นในครั้งนี้ แม้จะมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว แต่เรายังต้องการการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เนื่องจากปัญหาของประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญอยู่นี้ มีความเดือดร้อนรุนแรง การประวิงเวลาออกไปยิ่งทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วเท่าไรจะยิ่งแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้นเรามีความประสงค์จะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความพิเศษ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความขัดแย้งในสังคม และวิกฤตรัฐธรรมนูญก่อตัวเป็นปัญหาของประเทศ และประชาชนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เราจึงต้องการเสียงสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองให้มาสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นหลัก อาทิ เมื่อฝ่ายค้านเสนอกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม รัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุน นอกจากนี้จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกับพรรคภูมิใจไทย เห็นว่าทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ จึงกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้

1. ยึดวาระของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ และประชาธิปไตย นำความปรองดอง สมานฉันท์กลับคืนสู่ประเทศ

2. จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีในวาระแรก จะมีมติให้ทำประชามติขอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระบวนการจัดตั้ง สสร.

3. ดำเนินงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ สิ่งใดที่เป็นปัญหาจะต้องถูกตรวจสอบและเร่งแก้ไขให้ถูกต้อง

4. จัดตั้งรัฐบาลที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้

5. การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้เปิดกว้างให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อผ่าทางตันระบบการเมืองของประเทศ และฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

หลังจากนี้ เราจะเดินหน้าทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนในสังคม รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา เพื่อแสวงหาความร่วมมือ และกำหนดเจตนารมณ์ในการบริหารประเทศ จึงร้องขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย ทุกคน มาร่วมกันกอบกู้วิกฤตของประเทศในครั้งนี้

7 สิงหาคม 2566

ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม
ด่วน พท.-ภท. รวม 212 เสียง 'จัดตั้งรัฐบาล' เดินหน้าหาเสียง สส.-สว. เพิ่มเติม

‘วิโรจน์’ ยังมอง ‘เพื่อไทย’ เป็นเพื่อน ถึงเวลา ‘ฮึบ’ ลืมเรื่องส่วนตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555455

07 ส.ค. 2566

'วิโรจน์' ยังมอง 'เพื่อไทย' เป็นเพื่อน ถึงเวลา 'ฮึบ' ลืมเรื่องส่วนตัว

‘วิโรจน์’ ยังมอง ‘เพื่อไทย’ เป็นเพื่อน ไม่มีเงื่อไขกลับมาจับมือ แต่ถึงเวลา ฮึบ มองข้ามเรื่องเล็กน้อยและเรื่องส่วนตัว ทำเพื่อประโยชน์ ปชช. เหมือนเพลง ‘ไม่ไหวบอกไหว’ เตือนอย่าให้ฝ่ายอำนาจเดิมหลอก

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีการกลับมาจับมือของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลอีกครั้งว่า เป็นความรู้สึกที่สะท้อนออกมาจากประชาชน เราก็สะท้อนออกไปเท่านั้นเอง ส่วนจะกลับมาจับมือกับพรรคก้าวไกลอีกครั้งหรือไม่ ตนขอใช้คำว่า “กลับมาอยู่ฝั่งประชาชนดีกว่า” เป็นทางออกที่เราจะสามารถปกป้องเสียงประชาชน ฟื้นฟูอุดมการณ์ของประชาธิปไตย ที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนขออย่าเพิ่งคิดว่าใครจับมือกับใคร ถึงเวลาที่เราต้องเคารพเสียงประชาชนที่เค้าออกไปเลือกตั้ง 

นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ยังไม่พูดคุยในพรรค เป็นความเห็นส่วนบุคคล หากทุกคนตามประวัติการเมืองจะเห็นได้ว่า ฝ่ายอำนาจนิยมหรือฝ่ายอนุรักษ์นิมยม เค้าก็เจ้าเล่ห์เพทุบายโหดเหี้ยม จุดแข็งฝ่ายอำนาจเก่า คือ เค้ารวมตัวเหนียวแน่น ใช้ยุทธวิธีเดิมๆ แบ่งแยกและปกครอง

แต่คราวนี้ฝ่ายประชาธิปไตย บางครั้งต้องลืมความรู้สึกปักเจกบ้าง ครั้งนี้เป็นเรื่ององกรค์รัฐธรรมนูญที่อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง หากเรามีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันก็ต้องทำใจให้กว้าง ไม่คิดเล็กคิดน้อย มองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากแตกกัน จบเลย 

ส่วนเวลานี้พรรคเพื่อไทยถึงเวลาที่หันกลับมาหาพรรคก้าวไกลแล้วหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า เค้าก็มีสิทธิเดินหน้า หรือถอยหลัง จะเดินซ้ายเดินขวาก็เป็นสิทธิ์ของเขา เรามองจากภายนอก ซึ่งที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าฝ่ายประชาธิปไตยถูกกระทำและถูกหลอก จากฝ่ายอำนาจเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า และฝ่ายนั้น ไม่เคยแตกแถว กินข้าวทำเหมือนแตกแต่สุดท้ายกลับมารวมกัน เป็นการแยกกันดตี รวมกันเดิน

แต่เราเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ถ้าเรื่องอุดมการณ์ต้องแยกให้ชัด หากอุดมการณ์ใกล้เคียงกันแต่มีประเด็นที่เห็นต่างบางครั้งก็ต้องทำใจกว้างและเอาเรื่องคิดเล็กคิดน้อยหรือเรื่องส่วนตัววางไว้ข้างๆ และเอาประชาชนเป็นหลัก

ส่วนที่แคนดิเดตพรรคเพื่อไทยถูกตั้งข้อกังขา นายวิโรจน์ มองว่า ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ และขอให้กำลังใจนายเศรษฐา ทวีสิน เช่นกัน เพราะเราเคยคาดการณ์ และเตือนกันมาก่อน อย่างพรรคก้าวไกลก็โดนเรื่อง ม.112 ที่หยิบมาเป็นข้ออ้าง พอเห็นท่าทีเราเปิดใจรับฟัง พร้อมที่จะยืดหยุ่น แต่สุดท้ายอีกฝ่ายก็ไม่เอาอะไรที่เป็นก้าวไกลเลย ช่วงแรกๆก็บอกว่าไม่มีปัญหา หลังๆปัญหาก็ค่อยๆงอกออกมา แสดงให้เห็นว่า อีกฝ่ายอำมหิตขนาดไหน เราแค่จะบอกว่าอย่าไปยอมให้มันหลอกเลย ซึ่งมองว่าหากเปลี่ยนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกฝ่ายหนึ่งก็หาเรื่องอยู่ดี 

เชื่อว่าตอนนี้ประชาชนไม่ยอมให้โดนหลอกแล้ว อย่างเช่น ตอนพรรคก้าวไกลโดนเรื่อง ม.112 ประชาชนก็ทราบว่าไม่ใช่ปัญหา เป็นข้ออ้างมาเล่นงาน ซึ่งจริงๆอีกฝ่ายกลัว พรรคก้าวไกลเข้ามา การปราบทุจริต แก้โครงสร้าง กลุ่มทุนผูกขาดหรือเครือข่ายอุปถัมภ์กินร่วมกินเรียบทรัพยากรของประเทศ กลัวว่าเอาเปรียบและกดขี่ประชาชนไม่ได้เหมือนเดิมอีก เค้าทำทุกวิถีทางพยายามขึ้นมา 

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า หากถามวิโรจน์ไม่รู้สึกอะไรเลย ก็ไม่ใช่ ถึงจังหวะต้องฮึบ ต้องลืม เหมือนกับเพลง “ไม่ไหวบอกไหว” ต้องจับมือและไปกันต่อ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ทั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขพิเศษอะไรถ้าเพื่อไทยกลับมา แต่ต้องมาคุยกันว่า “โอเครู้แล้วใช่ไหม โดนแล้วใช่ไหม เราจะร่วมมือจับมือสู้ต่ออย่างไร” แต่เดิม 8 พรรค 312 เสียงแต่ทำไมดูยากเย็น เราไม่สู้กับ 188 เสียง แต่เราสู้ 424 (188+236) เชื่อกันหรือไม่ว่า สว.แต่ละคนอิสระ ไม่ใช่ ้เป็นสว.ระบบกดปุ่ม แม้ 13 สว. ที่โหวตนายพิธา จะช่วยโน้วน้าว สว.คนอื่นๆ แต่ก็ต้องคุยกับเจ้าของปุ่มอยู่ดี จะเชื่อว่า เจ้าของปุ่มได้หรอ คิดว่าจะโหวตให้ฟรีๆโดยที่ไม่เข้าร่วมรัฐบาลได้หรือ “โถ่ว อย่าเรียกว่ายาก เลยโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” 

ส่วนอนาคตยังสามารถทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ยังทำงานได้ อุดมการณ์ยังตรงกัน ใกล้เคียงกัน คุยได้ ทำไมเราถึงพูดว่า “มีลุงไม่มีเรา” มันต่างกันสิ้นเชิง กับเพื่อไทยเรายังมองเป็นเพื่อนเรา ร่วมทำงาน ร่วมเป็นฝ่ายค้าน เราตอบไม่ได้หรอกว่า 100% ส่วนใหญ่เราคิด เรามองตรงกัน เรื่องนิดๆน้อยๆ ถ้าถึงจังหวะที่จะต้องมองข้ามบ้าง ไม่ไหวบอกไหวบ้างก็ต้องทำ

‘อุ๊งอิ๊ง’ โชว์ดื่ม ‘ฟรอสต์มินท์’ ก่อนแถลงจับมือ ‘ภูมิใจไทย’ ตั้ง รบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555454

07 ส.ค. 2566

'อุ๊งอิ๊ง' โชว์ดื่ม 'ฟรอสต์มินท์' ก่อนแถลงจับมือ 'ภูมิใจไทย' ตั้ง รบ.

‘อุ๊งอิ๊ง’ แชะภาพดื่ม ‘ฟรอสต์มินท์’ ขณะประชุมภายใน ก่อนฝ่ายสื่อสารแจ้งมีแถลงร่วมรัฐบาลกับ ‘ภูมิใจไทย’ เย็นนี้

วันที่ 7 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำและผู้บริหาร พรรคเพื่อไทยรวมถึงกรรมการบริหารพรรคเดินทางเข้าประชุม ที่จะมีการหารือกันเป็นการภายในระดับวงเล็ก เพื่อประเมินสถานการณ์การเมือง หลังจากที่ก่อนหน้านี้แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ประกาศมีเสียงเพียงพอในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดออกมา พร้อมยืนยันพรรคเพื่อไทย จะยังคงเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีและ ทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล

ทั้งนี้ ในลานจอดรถของพรรคปรากฎพบรถประจำตัวของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ นาย เศรษฐา ทวีสินแคนดิเดตนายกฯ จอดอยู่ โดยคาดว่าเข้ามาประชุมร่วมกับแกนนำ และผู้บริหารคนอื่น ๆ

ต่อมา น.ส.แพทองธาร โพสต์ภาพผ่านสตอรี่อินสตาแกรมส่วนตัวถือแก้วเครื่องดื่มพร้อมตัวใหม่ “ฟรอสต์มิ้นท์” ของร้าน Think lab พร้อมเช็กอินสถานที่พรรคเพื่อไทย 

ล่าสุด ฝ่ายประชาสัมพันธ์พรรคเพื่อไทย แจ้งกำหนดการต่อสื่อมวลชนว่า วันนี้ (7 ส.ค 66) เวลา 16.30 น. จะมีการแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลโดย 2 พรรคร่วม คือ เพื่อไทยและภูมิใจไทย ทั้งนี้การแถลงข่าวดังกล่าวจะเกิดขึ้น ณที่ทำการของพรรคเพื่อไทย

‘เพื่อไทย’ แถลงจัดตั้งรัฐบาล จับมือ ‘ภูมิใจไทย’ 7 ส.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555451

07 ส.ค. 2566

'เพื่อไทย' แถลงจัดตั้งรัฐบาล จับมือ ‘ภูมิใจไทย’ 7 ส.ค.

‘เพื่อไทย’ จับมือ ‘ภูมิใจไทย’ แถลงตั้งรัฐบาล 7 ส.ค. ‘นพดล’ เชื่อโหวตแคนดิเดตนายกฯ ครั้งต่อไปจะเรียบร้อย ลั่น ‘เพื่อไทย’ น้อมรับฟังทุกเสียง และยึดประโยชน์ชาติและประชาชนมาก่อนพรรค

7 ส.ค. 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้แจ้งกำหนดการแถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย เพื่อ “จัดตั้งรัฐบาล” โดยในเวลา 16.30 น. จะมีการแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาลโดย 2 พรรคร่วม เพื่อไทย และภูมิใจไทย

นายนพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเห็นชอบแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไปว่า น่าจะเป็นไปอย่างเรียบร้อย ต้องให้เวลาตัวแทนพรรคที่ไปเจรจาหาเสียง“จัดตั้งรัฐบาล” การล่าช้าออกไปไม่กี่วันคงไม่กระทบโรดแมปในการตั้งรัฐบาลเข้ามาขับเคลื่อนประเทศ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ขณะนี้สื่อ และนักวิเคราะห์ถกเถียงกันว่าใครจะเป็นนายกฯ จะพลิกขั้วไหม แต่ที่พรรคเพื่อไทยกังวลคือ ปัญหาปากท้อง ราคาพลังงานสูงขึ้น รายได้ประชาชนหดหาย หนี้สินครัวเรือน ยาเสพติดระบาด ปัญหาภัยแล้งเอลนีโญ ปัญหาไทยเสียโอกาสในเวทีโลก เด็กหลุดจากระบบการศึกษา การจัดทำงบประมาณประเทศ เป็นต้น

พรรคฯคิดตลอดว่าทำอย่างไร จึงจะมีรัฐบาลมาแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เร็วที่สุด เพราะเราเอาปัญหาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ง่วนกับการตั้งรัฐบาลเพื่อมีอำนาจอย่างเดียว นอกจากนั้นนักธุรกิจ นักวิชาการหลายคนเห็นว่าควรมีรัฐบาลโดยเร็ว ทางเลือกที่ให้ทอดเวลาไปเกือบปีเพื่อให้ สว. หมดอำนาจโหวตนายกฯ แล้วค่อยให้สภาผู้แทนฯโหวตนายกฯ น่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย แถลงจัดตั้งรัฐบาลเมื่อเวลา 16.30น. ผ่านช่องทางนี้ 

FB : https://fb.watch/mgt89b2KLZ/

YT : https://youtube.com/live/Gs0FUgu2Vq0?feature=share

เมื่อถูกถามว่า มีคนวิจารณ์ท่าทีเพื่อไทยมากมายในช่วงนี้ นายนพดล กล่าวว่า เราเคารพความเห็นต่าง สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็นำมาคิดต่อ น่าเสียดายบางคนด่าล่วงหน้าไปแล้ว แต่ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยจะเลือกแนวทางที่ดีที่สุด สถานการณ์การตั้งรัฐบาลขณะนี้ไม่ใช่งานง่าย เราไม่ได้วิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ต้องทบทวนสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำมา สส. ของพรรคเห็นชอบโหวตให้คุณพิธาครบ 141 เสียง และโหวตไม่เห็นด้วยกับญัตติที่ไม่ให้เสนอชื่อคุณพิธาเป็น ครั้งที่ 2 ครบ 141 เสียง พรรคไม่ได้บิดพลิ้วเลย

“หลังจากที่พรรคก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเราก็ต้องพยายามหาเสียงให้ครบ 375 เสียง ขณะนี้ก็ต้องดำเนินการขอเสียงสนับสนุน ผมขอความเป็นธรรมให้พรรคเพื่อไทยด้วยว่าพรรคไม่ได้มีทางเลือกมากมาย แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุด โดยยึดมั่นประโยชน์ของประเทศ และประชาชนมาก่อนประโยชน์พรรค”นายนพดล กล่าว

ส่งสัญญาณจาก ‘จุรินทร์’ชี้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ อาจพลิกได้อีก หลายตลบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555435

07 ส.ค. 2566

ส่งสัญญาณจาก ‘จุรินทร์’ชี้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ อาจพลิกได้อีก หลายตลบ

ส่งสัญญาณ จากรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ‘จุรินทร์’ ชี้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ที่มีเพื่อไทยเป็นแกนนำ เกมอาจพลิกได้อีกหลายตลบ เชื่อทุกฝ่ายอยากเห็นรัฐบาลใหม่เกิดได้ โดยเร็วที่สุด

ที่กระทรวงพาณิชย์ เมื่อเวลา 12.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผย ถึง “จัดตั้งรัฐบาล” ล่าช้าว่า ตนคิดว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่งและยังไม่มีความชัดเจน แม้ว่าในขณะนี้ต้องถือว่าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ แต่ทั้งหมดก็ไม่ได้แปลว่าจะมีข้อยุติแล้ว ซึ่งอาจจะยังพลิกได้อีกหลายตลบ

“เพราะฉะนั้นก็ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปแต่เท่าที่ ผมประเมินสถานการณ์จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนและประชาชนในภาพรวมทุกฝ่ายอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นโดยเร็ว ซึ่งทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงด้วย”
 

เมื่อถามว่าการพลิกหลายตลบนี้ จะนำไปสู่พรรคที่สาม ที่สี่ หรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนก็ไม่สามารถตอบได้ อาจจะเป็นไปได้ว่าสถานการณ์อาจจะยังไม่เป็นอย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยด้วย เมื่อทำหน้าที่เป็นแกนในการ “จัดตั้งรัฐบาล” แล้วก็เป็นหน้าที่ของคนที่เป็นแกนในการที่จะต้องไปดำเนินการ

เมื่อถามว่า เห็นสัญญาณอะไรที่จะเป็นเหตุให้การ “จัดตั้งรัฐบาล” ต้องเปลี่ยนแปลงอีกหลายตลบ นายจุรินทร์ อธิบายว่า ก็ยังไม่เห็นสัญญาณอะไร ตนเพียงแต่ประเมินจากประสบการณ์ ในฐานะที่เป็นนักการเมืองคนหนึ่ง ที่มีประสบการณ์มาพอสมควร

สว.กิตติศักดิ์ ห่วง ‘เศรษฐา’ แห้วกระป๋อง แนะจับตา อนุทิน – พล.อ.ประวิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555441

07 ส.ค. 2566

สว.กิตติศักดิ์  ห่วง 'เศรษฐา'  แห้วกระป๋อง แนะจับตา อนุทิน - พล.อ.ประวิตร

สว.สายเดือด กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ชี้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากเพื่อไทย “เศรษฐา” เจอมรสุมจากสุดยอดนักแฉ “ชูวิทย์   กมลวิศิษฎ์ ” ร่วมด้วยนักร้อง “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ส่งผลให้การโหวตนายกรัฐมนตรีผ่านเสียงสว.ต้องคิดหลายตลบ เกรงท้ายที่สุด อนุทิน หรือ พล.อ.ประวิตร คั่วแทน

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา   (สว. )  เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา  ทวีสิน  ที่กำลังถูกตรวจสอบทางด้านจริยธรรม และความเหมาะสม  ทั้งจากนายชูวิทย์   กมลวิศิษฎ์   และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ   ทำให้เกรงว่าถึงที่สุดแล้วพรรคเพื่อไทย  จะไม่ประสบความสำเร็จ ต่อการเสนอชื่อนายเศรษฐา โหวตนายกรัฐมนตรี      หากเป็นไปภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว 


เมื่อพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถนำจัดตั้งรัฐบาลได้  ต่อการเสนอชื่อนายเศรษฐา ก็จะเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองลำดับที่ 3 และลำดับที่ 4 ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ   ที่จะมีการเสนอชื่อเข้ามาอย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเสนอชื่อบุคคลใดมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องผ่านการตรวจสอบจาก สว.ในมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด 

“กระแสข่าวที่สว. อาจไม่ให้ความเห็นชอบนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรี รู้สึกหนักใจแทน   เพราะทั้งนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ   ต่างออกมาเปิดเผย และร้องเรียนนายเศรษฐา ในหลายกรณี ดังนั้น สว.จึงต้องมีการพิจารณาถึงคุณสมบัติ ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างรอบคอบ แม้จะดีที่สุดไม่ครบ 100% แต่ก็จะต้องให้ความสำคัญกับจริยธรรมของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง “


เขา  กล่าวว่า    คาดการณ์แนวทางการในลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 3 ว่า ในการลงมติครั้งนี้ น่าจะมีผู้ที่ลงมติเห็นชอบ และไม่เห็นชอบเท่านั้น สว.ที่จะลงมติงดออกเสียงน่าจะน้อย  ส่วนแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยยังคงไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลนั้น มองว่า ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองจะไปหารือกัน แต่เชื่อว่า การปฏิบัติหน้าที่ไม่น่าจะถึงครบ 4 ปี และมีหน้าที่หลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเท่านั้น ก็จะยุบสภาไปในที่สุด

‘ไทยสร้างไทย’ สลับขั้วเมื่อไหร่ ‘ศิธา’ แสดงจุดยืน ทิ้งพรรคแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555430

07 ส.ค. 2566

‘ไทยสร้างไทย’ สลับขั้วเมื่อไหร่ 'ศิธา' แสดงจุดยืน ทิ้งพรรคแน่

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ทสท. ‘ศิธา ทิวารี’ แสดงจุดยืน ‘ไทยสร้างไทย’ สลับขั้วเมื่อไหร่ ‘ผมขอยืนยันในหลักการเดิม ถ้า #ไทยสร้างไทยไป #ศิธา ไม่ไปครับ”

พรรคไทยสร้างไทย หรือทสท. เป็นหนึ่งใน 8 พรรคร่วม MOU จัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ เมื่อ 22 พ.ค.2566 แต่วันเวลาเปลี่ยน ก้าวไกล ส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และนำไปสู่การฉีก MOU เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2566 หรือเพียง 72 วัน เพื่อไทยถีบก้าวไกลพ้นพรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่ท่าที่ของแกนนำ ‘ไทยสร้างไทย’ แสดงจุดยืนเอาไว้แบบนี้ หากพรรคฯ จะสลับขั้ว

โดยเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2566 น.ต.ศิธา ทิวารี แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “เมื่อพรรคประกาศรอสัญญาณ พร้อมสลับขั้ว-ย้ายฝั่ง ผมก็พร้อมมากเช่นกัน แค่เสียดายเลขสมาชิกพรรคลำดับที่ 099 กับสงสารความรู้สึกของน้องๆ คนรุ่นใหม่ที่ได้ทำงาน ร่วมก่อร่างสร้างพรรคด้วยกันมา

ผมได้พูดกับคุณหญิงหน่อย ตั้งแต่ให้มาช่วยทำพรรควันแรกแล้ว ขอทำพรรคการเมืองให้เป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชน และยึดหลักการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับพี่น้องประชาชน

เพื่อให้การเสียมารยาทเสนอ #AdvanceMOU ของผม ไม่เป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นวิธีเดียว ที่จะขุดรากถอนโคน #เผด็จการ ให้เลิกยุ่งเหยิงกับ #ประชาธิปไตย

ผมขอยืนยันในหลักการเดิม ถ้า #ไทยสร้างไทยไป #ศิธา ไม่ไปครับ”

รู้จัก ‘พศวัจณ์ กนกนาก’ หลัง วุฒิสภา ไฟเขียวนั่ง กรรมการ ป.ป.ช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555426

07 ส.ค. 2566

รู้จัก 'พศวัจณ์ กนกนาก' หลัง วุฒิสภา ไฟเขียวนั่ง กรรมการ ป.ป.ช.

วุฒิสภา ไฟเขียว 168 ต่อ 25 เสียง เห็นชอบ ‘พศวัจณ์ กนกนาก’ อดีต ประธานศาลอุทธรณ์ นั่ง ‘กรรมการ ป.ป.ช.’ คนใหม่ แทนตำแหน่งที่ว่าง

ที่ประชุมวุฒิสภา มีมติให้ความเห็นชอบให้นาย “พศวัจณ์ กนกนาก” อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ กรรมการ ป.ป.ช. ด้วยมติ 168 เสียง ต่อ 25 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง เพื่อทดแทนในตำแหน่งของ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจาก ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ประธานวุฒิสภา จะนำชื่อบุคคลที่วุฒิสภา มีมติให้ความเห็นชอบ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับ พศวัจณ์ กนกนาก เกิดวันที่ 8 ต.ค. 2499 อายุ 67 ปี จบนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.), เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มร., ประกาศนียบัตรการอบรมหลักสูตรผู้บริหาร-วิทยาลัยการยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรมกระบวนการยุติธรรมระดับสูง รุ่นที่ 8

ประกาศนียบัตรหลักสูตรภาวะผู้นำระดับโลก มหาวิทยาลัย แคลิฟอร์เนียลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา, ปริญญาบัตรหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐภาคเอกชนและการเมือง รุ่นที่ 4 สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, ประกาศนียบัตรหลักสูตรการแปลงรูปการณ์บริหารมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียทรัพยากรบุคคลและการบริหารองค์กรเชิงกลยุทธ์ สหรัฐอเมริกา, ประกาศนียบัตรชั้นสูงหลักสูตรการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้าในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 15, ประกาศนียบัตรหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงรุ่นที่ 15 สถาบันวิทยาการตลาดทุน, ประกาศนียบัตรหลักสูตร Training Program มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา, ประกาศนียบัตรหลักสูตรพัฒนาการเมืองสถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) รุ่นที่ 9 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง, ประกาศนียบัตรหลักสูตร Training course มหาวิทยาลัยคิวชู ญี่ปุ่น

ประวัติการทำงาน

พศวัจณ์ กนกนาก ผ่านการดำรงตำแหน่งสำคัญ ทั้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้, ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ศาลฎีกา, ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา, รองประธานศาลฎีกา, ประธานศาลอุทธรณ์ และ ล่าสุด ตำแหน่ง กรรมการ ป.ป.ช.

‘ชัยธวัช’ ห่วงใยจัดตั้งรัฐบาล ‘เพื่อไทย’ ไม่ราบรื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/555404

07 ส.ค. 2566

'ชัยธวัช' ห่วงใยจัดตั้งรัฐบาล 'เพื่อไทย' ไม่ราบรื่น

‘ชัยธวัช’ มอง ‘ก้าวไกล’ เคยถูกดันเป็นฝ่านค้าน เป็นเรื่องในอดีต ปัจจุบันห่วงจัดตั้งรัฐบาล ‘เพื่อไทย’ ไม่ราบรื่น ส่วนอนาคตจะเห็นกลับมาจัขมือหรือไม่ ยังไม่ได้รับติดต่อมา

การเลือกนายกรัฐมนตรีถูกเลื่อนออกไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป

นายชัยธวัช ตุลาธน ในฐานะเลขาธิการพรรคก้าวไกล และเคยเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแสดงความห่วงใย การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยว่า การเลือกนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่เรียบร้อยไม่ราบรื่น โดยเฉพาะ เสียง สว. ที่คิดว่าจะได้ ก็อาจจะเป็นปัญหา และส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนไม่อยากเห็นการพลิกขั้ว ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากขั้วอำนาจเดิม แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้คุยกันกับพรรคเพื่อไทย

ส่วนพรรคก้าวไกลจะโหวตให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายชัยธวัชกล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกันในเรื่องนี้ ยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะพลิกไปถึงจุดไหน ใกล้วันเลือกจะต้องมีการพูดคุยกับ สส. ในพรรคอีกครั้ง

ทั้งนี้คุณสมบัตินายกรัฐมนตรีที่จะพาประเทศก้าวข้ามทุกปัญหา นายชัยธวัช กล่าวว่า คุณสมบัติก็เป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ความปกติของการเมืองคือ พรรคที่ได้อันดับ 1 ควรได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แค่นั้นเอง จบง่ายที่สุด ถ้าเราไปตั้งเงื่อนไขเยอะ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง และวุ่นวาย 

เรื่องคุณสมบัติ เรื่องนโยบาย ประชาชนได้ตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคไหนได้รับความนิยมเยอะ ก็เท่ากับว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายของพรรคนั้น เป็นการหายุติที่ดีที่สุดแล้ว ถ้าเราไม่อิงตามนี้ มันจะทำให้การเมืองไปต่อไม่ได้ และเป็นปัญหาในอนาคตแน่นอน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาก็มีพรรคการเมือง ที่ไม่ได้อันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลได้ นายธวัช กล่าวว่า เรื่องแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในสถานการณ์การเมืองที่ปกติ เป็นช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบ ช่วงเผด็จการยังสืบทอดอำนาจ แต่วันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะกลับมาสู่ประธิปไตยที่ปกติ

ส่วนกรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความช่วงหนึ่งระบุว่า

“นายอย่าหลงกลขึ้นรถไปกับพวกมันเป็นอันขาด มันกำลังจะหลอกพานายไปปล้น แล้วยิงทิ้งบนภูเขา รีบวิ่งกลับมาลงเรือเร็ว เรือลำนี้ยังรอนายอยู่” กระแสอยากให้กลับมาจับมืออีกครั้ง ระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย

นายชัยธวัช กล่าวว่า ส่วนใหญ่ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น เป็นความคิดเห็นส่วนตัว เรื่องนี้เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อมา