‘สมศักดิ์’ ปักธง สส. ภาคใต้หลายเขต ไม่หวั่นบ้านใหญ่เจ้าถิ่น ปชช.อยากเปลี่ยน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548182

03 พ.ค. 2566

'สมศักดิ์' ปักธง สส. ภาคใต้หลายเขต ไม่หวั่นบ้านใหญ่เจ้าถิ่น ปชช.อยากเปลี่ยน

ร่องเหนือลงใต้ ‘สมศักดิ์’ ลุยหาเสียงต่อ จ.สงขลา มั่นใจภาคใต้ชนะหลายเขต เตือนความจำสมัย ‘ไทยรักไทย’ ราคายางพาราพุ่งสูง ‘เพื่อไทย’ สานต่อทันที

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 66 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลงพื้นที่หาเสียงจ.สงขลา โดยเปิดเผยถึงการต่อสู้ศึกเลือกตั้งภาคใต้ว่า ตนไม่ได้รู้สึกหนักใจ เพราะพยายามอธิบายกับพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ที่ต้องใช้เสียง 376 เสียง พี่น้องประชาชนที่ชื่นชอบนโยบายของพรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะสนับสนุนให้เกิดแลนด์สไลด์ โดยพี่น้องประชาชนเข้าใจแล้วว่า ต้องเลือกพรรคเพื่อไทย เบอร์ 29 บัตรสีเขียว และผู้สมัครพรรคเพื่อไทย บัตรสีม่วง จึงทำให้ตนมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยจะได้ สส.ภาคใต้ แน่นอน แต่ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขได้ แต่มีแนวโน้มชนะหลายเขต 
ชาวสงขลาฟังปราศรัยพรรคเพื่อไทยชาวสงขลาฟังปราศรัยพรรคเพื่อไทย

คอการเมืองหลายคนบอกว่า ภาคใต้ไม่ต้องเสียเวลามา เพราะไม่ได้ สส. แน่นอน แต่ตนคิดว่า “ไม่ใช่” เพราะจากการลงพื้นที่ประชาชนเข้าใจ พร้อมเปลี่ยนแปลง ซึ่งตนไม่กลัวการซื้อเสียง เพราะประชาชนเข้าใจแล้วว่า การซื้อเสียงทำให้เสียเวลาถึง 4 ปี ไม่ได้นโยบายดีๆ ทุกภาคมีกระแสการซื้อเสียงทั้งนั้น แต่บางพื้นที่หลุดพ้นจากการใช้เงินแล้ว ทำให้จะใช้เงินเท่าไร ก็ไม่เป็นผล พยายามบอกว่า “การรับเงิน คือการทำลายประชาธิปไตย” พร้อมยืนยัน เพื่อไทย ไม่เอากัญชาเสรี เพราะปัญหาตอนนี้ คือ ไม่มีกฎหมายควบคุมการใช้ ต้องเอากฎหมายอื่นมาคุมแทน 

ภารกิจจ.สงขลาครั้งนี้ มีแกนนำหลายท่านของพรรคเพื่อไทย เดินทางร่วมลงพื้นที่ 3 จุด คือ อบต.สะกอม อ.จะนะ อาคารอเนกประสงค์หน้าที่ว่าการv.เทพา และ ศาลาอเนกประสงค์บ้านควนหมาก อ.เทพา จ.สงขลา 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมเข้ามาแก้ปัญหายางพารา เหมือนสมัยรัฐบาลทักษิณและสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มุ่งเป้าเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร 3 เท่า รวมถึงปัญหาประมงด้วย นอกจากนี้ยังพร้อมสนับสนุนซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งวัวชน นกกรงหัวจุก เพิ่มมูลค่าสัตว์เหล่านี้ และมั่นใจพรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์อย่างแน่นอนด้วยนโยบายของพรรคเพื่อไทย 

ขณะที่นายฮานาฟี หมีนเส็น ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 8 เบอร์ 8 เชื่อว่า พรรคเพื่อไทยจะเข้ามาแก้ปัญหายางพาราให้สูงขึ้นได้เหมือนกับสมัยพรรคไทยรักไทย ประชาชนจะได้ลืมตาอ้าปาก หลังทุกข์ทรมานมา 8 ปี ตั้งแต่มีการยึดอำนาจ 

นายฮานาฟี หมีนเส็นนายฮานาฟี หมีนเส็นน่ายก่อแก้ว พิกุลทองน่ายก่อแก้ว พิกุลทอง นายสุธรรม แสงประทุมนายสุธรรม แสงประทุม

ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย เพื่อไทยเปิดสารคดี ว่าที่นายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548177

03 พ.ค. 2566

ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย  เพื่อไทยเปิดสารคดี ว่าที่นายกฯ

โปสเตอร์ The Candidate สารคดีตั้งแต่การเข้าสู่การเมืองวันที่ 28 ตุลาคม 2564 จนถึงวันนี้ ของแคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย กำหนดเผยแพร่ ช่วงค่ำวันที่ 6 พฤษภาคม

โปสเตอร์ The Candidate เนื้อหาเป็นThe Candidate Paetongtarn  คือโปรเจกต์พิเศษที่ทำงานร่วมกับทีมงานพรรคเพื่อไทย เป็นสารคดีที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางทางการเมืองตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้จากภาคธุรกิจสู่ภาคการเมือง จากคุณพ่อสู่ตัเอง คู่ขนานไปกับการเดินทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยตลอด 1 ปี 6 เดือน

ผ่านคำบอกเล่าของหลายบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ภูมิธรรม เวชชยชัย ชลน่าน ศรีแก้ว พรหมินทร์ เลิศสุริยเดช ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และพี่น้องที่ทำงานร่วมกันในภาคธุรกิจ รวมถึงคำสัมภาษณ์ของแพทองธาร ชินวัตร

สารคดีนี้คือ ถูกอธิบายว่าตัวตนและกระจกสะท้อน ของแพทองธาร ชินวัตร ในบริบทการเมืองที่ถูกย่อมาให้เหลือแค่ 18 นาที จากตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นบททดสอบที่ยาก แต่อยากชวนทุกคนมารู้จักกันให้มากขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นการเดินทางที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นบททดสอบที่ยากและอยากชวนทุกคนมารู้จักกันให้มากขึ้น จะเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กและยูทูบของแพทองธาร  https://youtube.com/@ingshinawatra ในวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม 2566 เวลา 19:00 น.

ส่วนพรรคก้าวไกล โดยชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรค นัดสื่อมวลชน แถลงข่าวพรรคก้าวไกลพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. พร้อมเปิดตัวคาราวานก้าวไกล ถนนทุกสายมุ่งสู่ทำเนียบ ขณะที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พร้อมผู้สมัคร ส.ส. กทม. นัดแจกแจกเรียงเบอร์ 400 ผู้สมัครเขตก้าวไกลเวลา 12.00 น.ที่ บริเวณบีทีเอส อนุสาวรีย์ชัย เตรียมเลือกตั้งล่วงหน้า 7 พ.ค. พร้อมเปิดตัวป้ายหาเสียงชุดสุดท้าย

‘บิ๊กตู่’ ให้กำลังใจ ‘นายสถานีรถไฟ’ โดดช่วยหญิงชราใบ้หูหนวกรอดพ้นรถไฟชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548174

03 พ.ค. 2566

'บิ๊กตู่' ให้กำลังใจ 'นายสถานีรถไฟ' โดดช่วยหญิงชราใบ้หูหนวกรอดพ้นรถไฟชน

‘บิ๊กตู่’ หาพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี หาเสียงช่วย สส. 7 เขต บุกให้กำลังใจ ‘นายสถานีรถไฟ’ โดดช่วยหญิงชราใบ้หูหนวก จนรอดพ้นรถไฟชนหวุดหวิด ขอให้ทำดีต่อไป

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. พรรครวมไทยสร้างชาติลงพื้นที่หาเสียง จ.สุราษฎร์ธานี นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ , นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรค , ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา บูรพชัยศรี และคณะผู้บริหารพรรค 

ซึ่งระหว่างได้แวะให้กำลังใจนายฐิติพงศ์ พิริพล นายสถานีรถไฟบ้านส้อง อ.เวียงสระ ที่เสี่ยงชีวิตเข้าช่วยหญิงสูงอายุที่พิการทางการได้ยินและเป็นใบ้ ขณะเดินข้ามตัดหน้าขบวนรถไฟล่องใต้ ขบวนที่ 85 กรุงเทพอภิวัฒน์-นครศรีธรรมมราช ที่กำลังแล่นเข้าเทียบชานชาลาสถานีรถไฟบ้านส้อง จนรอดชีวิตจากการถูกชนอย่างหวุดหวิด เหตุเกิดช่วงเช้าของวันที่ 30 เมษายน 

พล.อ.ประยุทธ์ แวะให้กำลังใจนายสถานีรถไฟบ้านส้องพล.อ.ประยุทธ์ แวะให้กำลังใจนายสถานีรถไฟบ้านส้อง

ขณะนั้นนายฐิติพงศ์ ปฎิบัติหน้าที่ยืนให้อาณัติสัญญาณรถไฟผ่านเข้าเทียบชานชาลา จู่ๆหันไปเห็นหญิงสูงอายุคนหนึ่งกำลังก้มหน้าเดินข้ามรางรถไฟ เป็นจังหวะเดียวกันที่ขบวนรถไฟกำลังแล่นมาอย่างเร็ว จึงตัดสินใจวิ่งกระโดดลงมาใช้มือกั้นตัวหญิงสูงอายุดังกล่าวและดันตัวล้มหลบขบวนรถไฟที่แล่นในเสี้ยววินาที ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้กำลังใจทำความดีเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่นและสังคม ขอให้ช่วยกันทำความดีต่อไป
 

ภารกิจลงพื้นที่หาเสียงวันนี้ ขึ้นรถแห่หาเสียงเลือกตั้งในเขตเทศบาลเมืองท่าข้าม อ.พุนพิน , ตลาดชุมชนพระแสง อ.พระแสง 

สำหรับรายชื่อผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย 
เขต 1 นางสาวกานสินี โอภาสรังสรรค์ เบอร์ 8
เขต 2 นายพิพิธ รัตนรักษ์  
เบอร์ 3 เขต 3 นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ เบอร์ 2 
เขต 4 พันธ์ศักดิ์ บุญแทน เบอร์ 3 
เขต 5 ดร.ปรเมษฐ์ จินา เบอร์ 3
เขต 6 นางสาวอนงค์นาถ จ่าแก้ว เบอร์ 5  
เขต 7 นายธานินท์ นวลวัฒน์ เบอร์ 2

พรรครวมไทยสร้างชาติลุยหาเสียง จ.สุราษฎร์ธานีพรรครวมไทยสร้างชาติลุยหาเสียง จ.สุราษฎร์ธานี

พรรครวมไทยสร้างชาติลุยหาเสียง จ.สุราษฎร์ธานีพรรครวมไทยสร้างชาติลุยหาเสียง จ.สุราษฎร์ธานีชาวสุราษฎร์ธานี ต้อนรับ พรรครวมไทยสร้างชาวสุราษฎร์ธานี ต้อนรับ พรรครวมไทยสร้างชาติ

‘ประชาธิปัตย์’ ดัน ระบบรางทั่วไทย ลดต้นทุนโลจิสติกส์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548173

03 พ.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์' ดัน ระบบรางทั่วไทย ลดต้นทุนโลจิสติกส์

หากได้ดูแลกระทรวงคมนาคม ทีมเศรษฐกิจ ‘ประชาธิปัตย์’ เล็งจัดเต็ม 4 เมกะโปรเจกต์ ดันระบบรางทั่วไทย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ปิดประตู ‘ประมูลเอื้อเอกชน’

ที่พรรคประชาธิปัตย์ ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าว วาระประเทศไทย ครั้งที่ 5 “ปชป. กับนโยบายแก้หนี้ประชาชนและการพัฒนาระบบการเงิน” และ “ปชป.จัดเต็ม ! ดันระบบรางทั่วไทย ลดต้นทุนโลจิสติกส์ – ปิดประตู “ประมูลเอื้อเอกชน” โดย ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรค ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคมนาคมขนส่งและโครงการขนาดใหญ่ (Megaproject) พร้อมด้วย ดร.พิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรมช.กระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมการนโยบายและทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ณ ห้องประชุม ชั้น 3 พรรคประชาธิปัตย์ อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

ลดต้นทุนโลจิสติกส์ของไทย

ดร.สามารถ กล่าวว่า ประเทศไทยมีทำเลยุทธศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งของภูมิภาค แต่เมื่อหันมามองต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยแล้ว น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

โดยต้นทุน โลจิสติกส์ของไทยต่อ GDP มีค่าประมาณร้อยละ 14 ในขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP เฉลี่ยของทุกประเทศทั่วโลกมีค่าประมาณร้อยละ 10 แต่ประเทศที่มีระบบรางที่ดีมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ประมาณร้อยละ 8-9 

เหตุที่ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยสูง ก็เพราะว่าการขนส่งของเรายังพึ่งพาถนนหรือรถยนต์เป็นหลัก ซึ่งมีต้นทุนการขนส่งสูงกว่าการขนส่งทางราง

ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ ทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องลดต้นทุนโลจิสติกส์ และถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องขับเคลื่อนประเทศด้วยระบบราง รถไฟจะเป็นทางเลือกใหม่ของการขนส่ง เพื่อนำประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พรรคประชาธิปัตย์จึงมีนโยบายด้านระบบราง

นโยบายด้านระบบราง 

1.รถไฟทางคู่ ซึ่งเปรียบเหมือนกระดูกสันหลังของโครงข่ายรถไฟ พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ริเริ่มโครงการรถไฟทางคู่ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2536 ปัจจุบันมีเส้นทางรถไฟทั่วประเทศยาวประมาณ 4,044 กิโลเมตร ประกอบด้วย

  1. ทางเดี่ยว 3,394 กิโลเมตร (83.9%) 
  2. ทางคู่ 543 กิโลเมตร (13.4%)
  3. ทางสาม 107 กิโลเมตร (2.7%) 

ในอนาคต การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแผนที่จะก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใหม่ในพื้นที่ที่ยังไม่มีทางรถไฟอีก 2,419 กิโลเมตร ทำให้มีทางรถไฟยาวทั้งหมด 6,463 กิโลเมตร เป็นทางคู่ 6,356 กิโลเมตร และทางสาม 107 กิโลเมตร ไม่มีทางเดี่ยวเลย

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างรถไฟทางคู่จะต้องเลือกเส้นทางที่มีความต้องการการใช้ทางสูงเป็นลำดับแรกก่อน ซึ่งในช่วงแรก บางเส้นทางควรสร้างเป็นทางเดี่ยวก่อน เมื่อมีปริมาณผู้โดยสารและสินค้าสูงจึงก่อสร้างทางเพิ่มเป็นทางคู่ ถึงเวลานั้น ศักยภาพของรถไฟไทยจะเพิ่มขึ้น โดย

  • มีจังหวัดที่มีรถไฟตัดผ่านเพิ่มจาก 47 จังหวัด เป็น 61 จังหวัด 
  • ความเร็วรถไฟโดยสารเพิ่มจาก 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็น 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง 
  • ความเร็วรถไฟขนส่งสินค้าเพิ่มจาก 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง เป็น 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรถไฟเพิ่มจากร้อยละ 1.4 เป็นร้อยละ 10 

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเฉพาะรถไฟทางคู่ในอนาคตพบว่า ในส่วนของรถไฟทางคู่สายเดิมมีเส้นทางที่กำลังก่อสร้าง 700 กิโลเมตร และเส้นทางที่จะต้องก่อสร้างอีก 2,694 กิโลเมตร ส่วนรถไฟทางคู่สายใหม่ มีเส้นทางที่กำลังก่อสร้าง 678 กิโลเมตร และที่จะต้องก่อสร้างอีก 1,741 กิโลเมตร ดังนั้น จึงมีรถไฟทางคู่ที่จะต้องก่อสร้างทั้งหมด 4,435 กิโลเมตร

พรรคประชาธิปัตย์จะเร่งรัดก่อสร้างทางคู่เพิ่มเติมเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศ จากรถไฟทางคู่ที่จะต้องก่อสร้างทั้งหมด 4,435 กิโลเมตร พรรคประชาธิปัตย์ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี พ.ศ. 2570 จะสามารถก่อสร้างได้ 7 เส้นทาง ระยะทาง 1,483 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 2.7 แสนล้านบาท ประกอบด้วย

รถไฟทางคู่ทั้ง 7 เส้นทางได้แก่

1. ปากน้ำโพ-เด่นชัย 

2. เด่นชัย-เชียงใหม่ 

3. ถนนจิระ-อุบลราชธานี 

4. ขอนแก่น-หนองคาย 

5. ชุมพร-สุราษฎร์ธานี 

6. สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา 

7. หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์

เมื่อก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั้ง 7 เส้นทางนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะทำให้มีสัดส่วนทางรถไฟดังนี้ ทางเดี่ยว 1,211 กิโลเมตร (25.6%) ทางคู่ 3,404 กิโลเมตร (72.1%) และทางสาม 107 กิโลเมตร (2.3%) รวมระยะทางทั้งหมด 4,722 กิโลเมตร ถึงเวลานั้นต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP ของไทยจะลดลงจากร้อยละ 14 เหลือร้อยละ 12

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“หากพรรคประชาธิปัตย์ได้ดูแลกระทรวงคมนาคม การประมูลรถไฟทางคู่ที่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนทั่วประเทศแบบสายเหนือช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และสายอีสานช่วงบ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม เนื่องจากราคาที่ได้จากการประมูลต่ำกว่าราคากลางเพียงแค่ร้อยละ 0.08 เท่ากันทุกสัญญา จะไม่เกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน” ดร.สามารถ กล่าวย้ำ

สำหรับการประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือและสายอีสานที่ผ่านมา มีการแบ่งสัญญาการก่อสร้างออกเป็น 5 สัญญา เท่ากับจำนวนผู้รับเหมาขนาดใหญ่พอดี ซึ่งทุกรายเข้าประมูลและได้งาน แต่ผู้รับเหมาขนาดกลางไม่สามารถเข้าประมูลได้ หากต้องการเข้าร่วม จะต้องรวมกับผู้รับเหมาขนาดใหญ่เป็นกิจการร่วมค้า แต่มักจะถูกปฏิเสธจากผู้รับเหมาขนาดใหญ่ เพราะผู้รับเหมาขนาดใหญ่ไม่ต้องการแบ่งผลงานให้ 

เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้ผู้รับเหมาขนาดกลางกลายเป็นผู้รับเหมาขนาดใหญ่ในวันข้างหน้า ทำให้มีผู้รับเหมาขนาดใหญ่เข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น โอกาสที่จะชนะการประมูลก็จะยากขึ้น 

“แนวทางการประมูลรถไฟทางคู่ของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือจะเปิดกว้างให้ผู้รับเหมาทั้งขนาดใหญ่และขนาดกลางเข้ามาแข่งขัน ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าก่อสร้างได้ และทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น”

2.รถไฟความเร็วสูง พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำแผนแม่บทรถไฟความเร็วสูงขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2553 เราจะสานต่อการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยจะเร่งก่อสร้างเส้นทางหนองคาย-นครราชสีมา ระยะทาง 355 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 230,000 ล้านบาท เป็นการขยายเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาวมาถึงไทย เพื่อรองรับผู้โดยสารจากประเทศจีนและประเทศลาวที่จะเดินทางมาประเทศไทยโดยรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาว 

หากมีชาวจีนเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยวันละประมาณ 5,000 คน หรือปีละประมาณ 2 ล้านคน และหากชาวจีนเหล่านี้ใช้จ่ายเงินในประเทศไทยประมาณ 50,000 บาทต่อคน เราก็จะมีเงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท ถือเป็นผลประโยชน์ทางอ้อมที่มีมูลค่าสูงจากโครงการนี้

วางผังเมือง-ดันเมืองคาร์บอนต่ำ

พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนการพัฒนาเมืองรอบสถานีรถไฟความเร็วสูง เพื่อกระตุ้นให้มีผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูงมากขึ้น เมืองเหล่านี้อาจประกอบด้วยเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ที่มีการวางผังเมือง ระบบจราจร การสร้างบ้านเรือนบนพื้นฐานการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน รวมถึงการควบคุมการปล่อยมลภาวะ และการจำกัดขยะ การพัฒนาเมืองรอบสถานีจะทำให้หัวเมืองในปัจจุบันมีการขยายตัวขึ้น มีความเจริญขึ้นจนมีสถานะเป็นเมืองระดับนานาประเทศ มีนักท่องเที่ยวมากขึ้น มีการค้าขายมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนมากขึ้น รัฐบาลสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น เหล่านี้นับเป็นผลประโยชน์ทางอ้อมที่สำคัญของโครงการ

และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการหารือระหว่างไทย-ลาว เพื่อหาข้อยุติเรื่องการก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งใหม่ที่จะรองรับทางรถไฟปกติที่มีขนาดความกว้างของราง 1 เมตร และทางรถไฟความเร็วสูงที่มีขนาดความกว้างของราง 1.435 เมตร โดยหากพรรคประชาธิปัตย์ได้ดูแลกระทรวงคมนาคม พี่น้องประชาชนจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูงช่วงหนองคาย-นครราชสีมา ภายในเวลาไม่เกิน 6 ปี ไม่ล่าช้าเหมือนช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งก่อสร้างมา 6 ปีแล้ว แต่มีความคืบหน้าแค่เพียงประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น” พรรคประชาธิปัตย์จะเร่งแก้ปัญหาการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ซึ่งมีปัญหาการเวนคืนที่ดิน การขอใช้พื้นที่หน่วยงานของรัฐ และปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ต้องปรับรูปแบบการก่อสร้าง

3.ระบบขนส่งมวลชนในเมืองมหานคร เพื่อกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ ไปสู่หัวเมืองหลักในภูมิภาค พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบาที่เชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 27,200 ล้านบาท ที่ขอนแก่น วงเงิน 22,000 ล้านบาท ที่นครราชสีมา ระยะที่ 1 วงเงิน 18,400 ล้านบาท และที่ภูเก็ต ระยะที่ 1 วงเงิน 30,200 ล้านบาท และจะสนับสนุนการก่อสร้างรถรางล้อยาง (Auto Tram) ที่พิษณุโลก วงเงิน 760 ล้านบาท รวมทั้งการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเดี่ยวหรือโมโนเรล ระยะที่ 1 ที่หาดใหญ่ วงเงิน 16,200 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งหมดเกือบ 1.2 แสนล้านบาท

ดร.สามารถ ตั้งคำถามว่า “ที่ผ่านมา มีการใช้เงินในการก่อสร้างรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑลประมาณ 1 ล้านล้านบาท จะขอเงินไปสร้างระบบขนส่งมวลชนในต่างจังหวัดทั่วทุกภาค ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ไม่ได้เชียวหรือ ?”

4.รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถึงเวลานี้ มีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว 210 กิโลเมตร ใกล้เปิดให้บริการอีก 65 กิโลเมตร ประกอบด้วยสายสีชมพูและสายสีเหลือง กำลังก่อสร้าง 46 กิโลเมตร ประกอบด้วยสายสีส้มตะวันออก และสายสีม่วงใต้ ในส่วนของสายสีส้มตะวันออกนั้น แม้ว่าการก่อสร้างงานโยธาใกล้เสร็จแล้วก็ตาม แต่ยังเปิดให้บริการไม่ได้ เพราะยังไม่มีผู้เดินรถไฟฟ้า ซึ่งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังประมูลหาเอกชนเข้าร่วมลงทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก และเดินรถตลอดทั้งสาย แต่ยังมีปัญหาฟ้องร้องกันอยู่

ทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์จะเร่งรัดการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ ทั้งสายสีม่วงใต้และสายสีส้ม พร้อมทั้งจะเร่งแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีเขียวที่ยืดเยื้อมานาน โดยไม่นำปัญหาของทั้ง 2 สาย มาผูกโยงกัน ตามที่เคยถูกตั้งข้อสังเกตว่าความล่าช้าในการแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเพราะบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวต่อสู้อย่างไม่ยอมถอยในการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ทั้งนี้ ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการทั้งสองอย่างเต็มที่ พร้อมประกาศชัดว่า “หากพรรคประชาธิปัตย์ได้ดูแลกระทรวงคมนาคม การประมูลรถไฟฟ้าที่ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 6.8 หมื่นล้านบาท จะต้องไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว การประมูลรถไฟฟ้าทุกโครงการ รัฐจะต้องได้ผลตอบแทนสูงสุด โดยพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดกว้างให้มีการแข่งขันในการประมูลอย่างจริงจังและเป็นธรรมทั้งในส่วนของผู้รับเหมาและผู้เดินรถไฟฟ้า ที่สำคัญ จะไม่เกิดกรณีมีผู้รับเหมาทั้งโลกแค่เพียง 2 รายเท่านั้น ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนดังที่ได้เกิดขึ้นมาแล้ว”ดร.สามารถ กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า

1. นโยบายด้านระบบรางของพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 6.2 แสนล้านบาท ในระยะเวลา 4-6 ปี แบ่งเป็นเงินลงทุนจากภาครัฐ 5.1 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 82 และเงินลงทุนจากภาคเอกชน 1.1 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18

2. การลงทุนในโครงการรถไฟทางคู่วงเงิน 2.7 แสนล้านบาท คาดว่าจะสามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ต่อ GDP จากร้อยละ 14 ในปัจจุบัน เหลือร้อยละ 12 ในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการแข่งขันของประเทศ

3. การลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงหนองคาย-นครราชสีมา วงเงิน 2.3 แสนล้านบาท และโครงการระบบขนส่งมวลชนในเมืองมหานคร วงเงิน 1.2 แสนล้านบาท จะช่วยให้ประชาชนประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ลดมลพิษ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมรับกระแสโลกในการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อทำให้โลกเกิดความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

ผ่านโยบาย ‘เสรีภาพสื่อฯ’ ยกเลิกศูนย์ต้านข่าวปลอม – รื้อ กทสช. ครั้งใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548169

03 พ.ค. 2566

ผ่านโยบาย ‘เสรีภาพสื่อฯ’ ยกเลิกศูนย์ต้านข่าวปลอม - รื้อ กทสช. ครั้งใหญ่

เลือกตั้ง66 : เปิดนโยบาย 5 พรรคการเมือง ดีเบต ‘วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 2566’ ค้านพ.ร.บ.จริยธรรมสื่อฯ ชู ยกเลิกศูนย์ต้านข่าวปลอม รื้อ กสทช. หนุนกำกับกันเอง และค้านใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก

ตัวแทน 5 พรรคการเมือง ร่วมเวทีเสวนา “วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ประจำปี 2566” มีหลากหลายนโยบายและข้อเสนอ ทั้งเสนอยกเลิกศูนย์ Anti-Fake News ของกระทรวงดิจิทัลทันที สนับสนุนการกำกับกันเองของสื่อ ยกเลิกประมูลทีวีดิจิทัล แก้พ.ร.บ.คอมฯ และค้านใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก

ผ่านโยบาย ‘เสรีภาพสื่อฯ’ ยกเลิกศูนย์ต้านข่าวปลอม - รื้อ กทสช. ครั้งใหญ่


โดยเวที ดังกล่าว จัดขึ้นโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ UNESCO และ Cofact Thailand ในเสวนาหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน ในมุมมองพรรคการเมืองไทย” เนื่องในโอกาสวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลกประจำปี 2566 

ผ่านโยบาย ‘เสรีภาพสื่อฯ’ ยกเลิกศูนย์ต้านข่าวปลอม - รื้อ กทสช. ครั้งใหญ่

มี 5 พรรคการเมืองส่งตัวแทนร่วมการเสวนา ประกอบด้วย 1.นายรังสิมันต์ โรม จากพรรคก้าวไกล2.น.ส.ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ จากพรรคไทยสร้างไทย 3.น.ส.วทันยา บุนนาค จากพรรคประชาธิปัตย์ 4.น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล จากพรรคเพื่อไทย และ 5.(ว่าที่) ร้อยตำรวจเอกหญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ 


พรรคเพื่อไทย 

น.ส.ขัตติยา จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 (พรบ.ข้อมูลข่าวสารฯ) ภาครัฐต้องเปิดเผยให้เป็นหน้าที่ปกปิดเป็นข้อยกเว้น แต่ปัจจุบันมีความพยายามแก้ไขให้ปกปิดเป็นหน้าที่และเปิดเผยเป็นยกเว้น จึงขอให้ทุกคนต้องเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้ถูกจำกัดเสรีภาพ 

น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล จากพรรคเพื่อไทยน.ส.ขัตติยา สวัสดิผล จากพรรคเพื่อไทย

นอกจากนี้ที่ผ่านมาก็มีการจำกัดข้อมูลของรัฐ อาทิ ข้อมูลของวัคซีนโควิด-19 ทำให้ขณะนั้นเกิดสื่อพลเมืองนอกเหนือจากสื่อหลักในการหาข้อมูลเรื่องนี้ แต่ปัจจุบันการทำหน้าที่จะจำกัดสื่อเฉพาะสื่อหลักไม่ได้ เพราะสื่อหลักตอบคำถามให้สังคมได้หรือไม่เมื่อเปรียบเทียบกับสื่อพลเมือง ทั้งในเรื่องเพศ ศาสนา มาตรา 112 จึงขอให้สื่อหลักพิจารณาตัวเองด้วยว่าเหตุใดจึงเกิดสื่อพลเมืองขึ้นมา 

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อว่า สำหรับสื่อหลักถือว่าเคร่งครัดในจริยธรรมวิชาชีพอยู่แล้ว แต่อยากสร้างเพิ่มเติมเรื่องจริยธรรมไปถึงสื่อพลเมือง รวมถึงต้องมีการเคารพสิทธิส่วนบุคคลเพราะที่ผ่านมาก็มีสื่อบางแห่งมีการคุกคามอย่างจริงจัง ก็ต้องพิจารณาคำว่าบุคคลสาธารณะก็ต้องไม่คุกคามชีวิตส่วนตัวด้วย ดังนั้นต้องสร้างวัฒนธรรมสื่ออาชีพให้เกิดขึ้น ส่วนในกรณีสื่อรัฐที่ใช้เงินภาษีประชาชนต้องมีการชี้วัดว่าคอนเทนท์ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

“ไม่เห็นด้วยกับการฟ้องปิดปากหากเปิดมีการเผยข้อเท็จจริง เพราะไม่ควรมีอะไรเหนือไปกว่าเสรีภาพประชาชนในการับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ”น.ส.ขัตติยา กล่าว


พรรคประชาธิปัตย์ 

น.ส.วทันยา จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐต้องเคารพเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออกภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ รัฐต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้ต้องให้สื่อตรวจสอบ กำกับ และดูแลกันเองอย่างเข้มแข็งแต่ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ส่วนภาคประชาชนต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างอิสระเสรี และรัฐเองต้องเป็น Open Government ทำให้เกิดความเข้มแข็งของภาคประชาชนในการเข้าถึงและตรวจสอบภาครัฐด้วย

น.ส.วทันยา บุนนาค จากพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.วทันยา บุนนาค จากพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ น.ส.วทันยายังแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยที่นำ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาใช้เป็นข้ออ้างในการฟ้องหมิ่นประมาท ปิดปากสื่อและสื่อพลเมือง รวมถึงไม่เห็นด้วยกับ พรบ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ต้องปล่อยให้สื่อกำกับดูแลกันเอง เพราะหากสื่อแข็งแรงเท่าไหร่การแทรกแซงของรัฐก็จะน้อยลงเช่นกัน

ส่วนกรณีพรรคการเมืองจะมีแนวคิดปรับลดต้นทุนของสื่ออย่างไร เพื่อให้ลดต้นทุนทีวีดิจิทัลและเน้นไปที่จรรยาบรรณมากกว่าการค้าข่าวนั้น น.ส.วทันยา กล่าวว่า ในเรื่องนี้ได้สะท้อนความไม่เข้าใจของภาครัฐในการมองความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศ์ของสื่อและเทคโนโลนี หลังจากนี้เทคโนโลยีและภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนไป 

ดังนั้นต้องปรับมุมมองเรื่องการสัมปทานใหม่ ยกเลิกการประมูลสัมปทานโดยแข่งกันที่เงิน แต่ต้องแข่งกันว่าใครจะสามารถส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐานว่าเจ้าไหนจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด เช่นเดียวกับ Digital Democratization ของประเทศอินเดีย

“กสทช.ต้องเปลี่ยนวิธีคิด แต่ก่อนที่จะเปลี่ยนวิธีคิดต้องเปลี่ยนคนและเปลี่ยนการสรรหา จากการสรรหาคนที่มียศมีตำแหน่งมาทำงาน แต่นำคนที่มีความรู้ความสามารถด้านสื่อจริงๆ เข้ามา”น.ส.วทันยา กล่าว

พรรคไทยสร้างไทย

น.ส.ธิดารัตน์ จากพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า เรื่องพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ จะถูกอ้างเรื่องความมั่นคงจากรัฐบาลสมัยนี้เพื่อไม่ให้มีการเปิดเผยข้อมูลออกมา ทั้งที่มีเทรนด์ของโลกเกิดขึ้นจากกรณี “วิกิลีกส์” ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการค้นหาความจริงและพิสูจน์ความโปร่งใสการทำหน้าที่ของรัฐซึ่งในเรื่องนี้สามารถนำมาบทเรียนปรับใช้กับประเทศไทยได้ ขณะเดียวกันในสหรัฐฯ จะมีเว็บไซต์ในการค้นหาข้อมูลหรือหากจะค้นข้อมูลนักการเมืองจะมีช่องทางที่เข้าถึงได้

น.ส.ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ จากพรรคไทยสร้างไทย น.ส.ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ จากพรรคไทยสร้างไทย

น.ส.ธิดารัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการใช้กฎหมายฟ้องปิดปากก็เป็นสิ่งไม่ควรทำ ดังนั้นรัฐต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่เกินเลยมากเกินไป ส่วนสื่อพลเมืองนั้นอาจไม่มีขอบเขตจะรายงานก็ต้องพิจารณาให้อยู่ในขอบเขตของกฎหมายเช่นกัน ดังนั้นสื่อพลเมืองต้องรู้ว่าอะไรคือจริยธรรมที่มากำกับตัวเอง อะไรทำได้ไม่ได้ หรืออะไรที่ควรพูดและไม่ควรพูด

น.ส.ธิดารัตน์ เสริมด้วยว่า ในประเทศที่เป็นโลกที่ 3 จะมีสื่อที่ไม่เป็นอิสระเพราะมีทุนสนับสนุนที่มาจากหน่วยงานต่างๆ หรือบางสื่ออาจมีทุนอิสระหรือทุนองค์กรเอกชนซึ่งหลายครั้งก็มีการเลือกข้าง ทำให้สื่อต้องมีจรรยาบรรณในการทำหน้าที่ และต้องรู้ว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่ควรนำเสนอหรือไม่ควรนำเสนอ ส่วนในเรื่องลิขสิทธิ์ภาพถ่ายภาครัฐและประชาชนต้องให้ความร่วมมือเพื่อเห็นใจเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพ หรืออาจใช้วิธีการทางกฎหมายมาควบคุม

พรรคก้าวไกล 

นายรังสิมันต์ จากพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ปัจจุบันทุกคนเป็นสื่อได้ ส่วนกรณีรัฐบาลตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม(Anti-Fake News Center Thailand) เพื่อใช้ปิดปากและดำเนินคดี หากพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิกศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และที่ผ่านมาก็เป็นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คือคนพูด Fake News มาตลอดที่บอกว่าขอเวลาไม่นาน แต่พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ถึงวันนี้

นายรังสิมันต์ โรม จากพรรคก้าวไกลนายรังสิมันต์ โรม จากพรรคก้าวไกล

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ถ้าพรรคก้าวไกลเข้ามาเป็นรัฐบาลก็จะแก้ไขพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ เพื่อให้สื่อมวลชนและประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2557 เสรีภาพของสื่อมวลชนก็น้อยลงและมีการใช้กฎหมายปิดปากมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าเสรีภาพทางความคิดถูกลดทอนลงมาขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องทบทวนคือสื่อที่เป็นกระบอกเสียงให้รัฐทั้งช่อง 11 หรือช่อง 5 ถือเป็นสื่อที่หมดยุคสมัยไปแล้ว 

“แต่สื่อรัฐแห่งหนึ่งหากยกตัวอย่างคือไทยพีบีเอสซึ่งได้เงินจากรัฐ แต่ก็ทำงานเป็นอิสระ และสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบได้ ดังนั้นสื่อของรัฐทุกวันนี้ก็ต้องพิจารณาว่าจะต้องเป็นรูปแบบไหนต่อไป หรือในเรื่องรายได้ของผู้สื่อข่าวที่มีจำนวนน้อยก็ต้องมาทบทวน ซึ่งในเรื่องนี้พรรคก้าวไกลก็กำลังพิจารณาเช่นกัน” นายรังสิมันต์ กล่าว 

พรรครวมไทยสร้างชาติ
 

(ว่าที่) ร้อยตำรวจเอกหญิงอัยรดา จากพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่อง Fake News เกิดขึ้นจริง ส่วนตัวจึงมีความเห็นว่าศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมยังมีความจำเป็น เพราะเรื่องข้อมูลนั้นก็ต้องมีความรับผิดและรับชอบกับสิ่งที่ได้กระทำไป นอกจากนี้การปกป้องสิทธิเสรีภาพของสื่อไม่ใช่หน้าที่ของรัฐเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเป็นหน้าที่ของคนในสังคมเช่นกัน ส่วนเรื่องกองทุนสื่อสร้างสรรค์นั้นก็ต้องส่งเสริมเพิ่มเติมไปที่สื่อหลักและสื่อพลเมืองด้วย

(ว่าที่) ร้อยตำรวจเอกหญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ (ว่าที่) ร้อยตำรวจเอกหญิงอัยรดา บำรุงรักษ์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีการถามไปถึงตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติกรณีเคยมีเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ใช้ขวดแก้วปาไปที่ช่างภาพสื่อมวลชนต่างประเทศ ขณะมาทำข่าวถ่ายภาพการชุมนุมจะมีการรับผิดชอบอย่างไร 

ในเรื่องนี้ (ว่าที่) ร้อยตำรวจเอกหญิงอัยรดา ระบุว่า ในฐานะที่เคยรับราชการเห็นว่า เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นจะทำอย่างไรเพื่อหาแนวทางทำให้ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเทรนนิ่งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนเพื่อให้เข้าใจมุมของสื่อ ขณะที่น.ส.ขัตติยา ระบุว่า ถ้าในอนาคตมีรัฐบาลประชาธิปไตยต้องมีการเชือดไก่ให้ลิงดู โดยการเปิดเผยรายชื่อเจ้าหน้าที่ว่าใครไปทำหน้าที่ตรงไหนอย่างไรและเจ้าหน้าที่ต้องไม่มองประชนเป็นศัตรู ส่วนนายรังสิมันต์ ระบุเพียงว่า ถ้าพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลจะเข้าไปดูแลในเรื่องนี้

ผ่านโยบาย ‘เสรีภาพสื่อฯ’ ยกเลิกศูนย์ต้านข่าวปลอม - รื้อ กทสช. ครั้งใหญ่

ดีดนิด้าโพล ก้าวไกลใส่เต็มแรง โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548166

03 พ.ค. 2566

ดีดนิด้าโพล  ก้าวไกลใส่เต็มแรง โค้งสุดท้ายเลือกตั้ง66

พรรคก้าวไกล คึกคักหลังสำรวจนิด้าโพล เชื่อคนเห็นความพร้อม ทั้งด้านนโยบายที่มีแบบแผนและจุดยืน มีลุงไม่มีเรา

ความนิยมในพรรคก้าวไกลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง มาจากจุดยืนที่ ชัดและพร้อมคือ ชัดในจุดยืน มีลุงไม่มีเรา มีเราไม่มีลุง ไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคทหารจำแลง ไม่ว่าประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ ประวิตร วงษ์สุวรรณ และความพร้อมในการเป็นรัฐบาล จากการเสนอ 300 นโยบายพร้อมแผนงานขับเคลื่อนให้เป็นจริงภายใน 100 วัน ภายในหนึ่งปี และภายในหนึ่งสมัย

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เชื่อว่าเชื่อว่าทั้งสองเหตุผลนี้ ทำให้ประชาชนเห็นถึงความมุ่งมั่น ความตรงไปตรงมา และความใส่ใจในปัญหา จนเกิดความมั่นใจว่าพรรคก้าวไกลจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ในการเป็นรัฐบาล ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เปลี่ยนประเทศไทยให้ไม่เหมือนเดิม การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

พิธากล่าวต่อว่า แม้โพลเป็นสิ่งสำคัญ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง สิ่งที่สำคัญกว่าคือการพบปะประชาชนที่เวทีปราศรัยในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยให้มากที่สุด โดยในช่วงโค้งสุดท้าย พรรคก้าวไกลจะสู้อย่างเต็มที่ แม้รู้ว่าการเมืองแบบเก่าพยายามสาดโคลนสกปรก เล่นวิชามารใส่เรา อย่างที่เขาเคยทำกับพรรคอนาคตใหม่ แต่พรรคก้าวไกลยืนยันจะสู้ด้วยความจริงใจ ด้วยความสร้างสรรค์ ด้วยการเมืองแห่งความหวัง

“เราต้องไม่หลงกลและมีสมาธิกับการทำงานในช่วงโค้งสุดท้าย เดินหน้าหาเสียงเต็มที่ เหลือเวลาอีกเพียง 11 วัน ขอให้ผู้สมัคร สส. ทุกคน ทีมงานจังหวัด อาสาสมัคร และหัวคะแนนธรรมชาติ จับมือกันเดินหน้าสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านการเลือกตั้งครั้งนี้ ขอให้ทุกคนขับเคลื่อนด้วยความหวังดีต่อประเทศที่เรารัก ชัยชนะของพรรคก้าวไกลจะเป็นชัยชนะของพวกเราทุกคน เป็นชัยชนะที่รัฐบาลก้าวไกลจะนำพาสังคมไทยออกจากอดีตเพื่อเดินหน้าไปสู่อนาคต”

‘ก้าวไกล’ ชู ยกเลิกหรือแก้ไข ม.112 ปมร้อน ‘อภิสิทธิ์ ปะทะ ธนาธร’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548163

03 พ.ค. 2566

‘ก้าวไกล’ ชู ยกเลิกหรือแก้ไข ม.112 ปมร้อน ‘อภิสิทธิ์ ปะทะ ธนาธร’

คำต่อคำ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปะทะคารมกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในรายการยืนหนึ่งชิงนายก ทางช่อง 8 ปมร้อนที่อภิสิทธิ์ถามนโยบายพรรคก้าวไกล ชู ยกเลิกหรือแก้ไข ม.112 

‘พรรคก้าวไกล’ ชูนโยบายยกเลิก หรือ แก้ไข ม.112 กันแน่ เป็นคำถามของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถามกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล กลางรายการยืนหนึ่งชิงนายกฯ ทางช่อง 8 ที่มีพิธีกรนำโดย ‘พุทธ อภิวรรณ’ และ ‘ธีระ ธัญญอนันต์ผล’ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายอภิสิทธิ์ แสดงความเห็นอย่างร้อนแรง โดยได้กล่าวว่า “เอาตรงๆ ที่คนมองว่าเป็นเรื่องสุดโต่งมันเป็นประเด็นเรื่องเงื่อนไข ม.112 ซึ่ง ม.112 ก็มีความสับสนอีก เพราะว่าคุณพิธา บางวันก็บอกว่ายกเลิก บางวันก็บอกว่าแก้ 3 ประเด็น ถ้าเป็นแค่เรื่องแก้ไขผมว่าบางคนก็มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง แต่ถ้าบอกว่ายกถูกก็ถูกมองว่าสุดโต่ง

นายธนาธร ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “อันนี้ผมว่าคุณอภิสิทธิ์ เข้าใจผิดแน่ๆ เลยนะครับ ไม่เคยมีใครบอกว่ายกเลิก”

นายอภิสิทธิ์ ได้สวนกลับว่า “คุณพิธา ได้ไปติกสติกเกอร์บนเวทีว่ายกเลิกหรือแก้ไข”

นายธนาธร ได้แก้ต่างว่า “อันนั้นบังคับ Yes or No แต่นโยบายพรรค ไม่ใช่แค่พูด ทำไปแล้ว เสนอกฎหมายเข้าสู่สภาฯ ”

นายอภิสิทธิ์ ได้ถามกลับว่า “แล้วทำไมถึงไปติดสติ๊กเกอร์ตรงยกเลิก แทนที่จะติดว่าแก้ไข ”

นายธนาธร ชี้แจง “เขาไม่ได้พูดในเวทีสาธารณะที่ไหนเลย”

นายอภิสิทธิ์ ย้ำอีกครั้ง “เขา (พิธา) ติดสติกเกอร์บนเวทีปราศรัย”

นายธนาธร ได้ให้คำตอบว่า “อันนั้นคุณพิธา อาจจะคิดได้ในนามส่วนตัว”

นายอภิสิทธิ์ ได้สวนกลับว่า “แต่คุณพิธา เป็นหัวหน้าพรรค”

นายธนาธร ได้ย้อนไปว่า “คุณอภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้าพรรคหรือเปล่าครับ ในการเลือกตังครั้งที่แล้ว แล้วคุณพูดว่าอะไรครับ”

นายอภิสิทธิ์ จึงได้ตอกกลับไปว่า “ผมพูดแล้วผมลาออกครับ แล้วคุณพิธาจะลาออกไหมครับ ถ้าไม่ยกเลิก”

นายธนาธร ตอบว่า “เขาไม่ได้พูดในเวทีสาธารณะเลยว่าจะยกเลิก ส่วนการติดสติกเกอร์เป็นความเห็นส่วนตัว”

‘ก้าวไกล’ ชู ยกเลิกหรือแก้ไข ม.112 ปมร้อน ‘อภิสิทธิ์ ปะทะ ธนาธร’

โดยพิธีกร พุทธ อภิวรรณ ได้ตั้งคำถามว่า “มันแยกได้เหรอครับ เขาเป็นหัวหน้าพรรค กับส่วนตัว เขาคือแคนดิเดตนายกฯ เลยนะ”

นายธนาธร ตอบกลับว่า “ลองกลับไปอ่านสิ่งที่คุณพิธาพูดนะครับ ว่าคุณพิธาพูดถึงเรื่องนี้ว่ายังไง การเสนอแก้ไขเป็นวิธีที่ดีที่สุด ถ้าเสนอแก้ไขเพื่อให้พูดจากันได้ ยังทำไม่ได้ ก็ต้องอาจเสนอยกเลิก นี่คือสิ่งที่เขาพูด ไปลองฟังดูสิครับ”

พิธีกร-นายพุทธ ได้ถามย้ำกับ ธนาธร อีกว่า “เริ่มจากแก้ แต่การที่ไปติดสติกเกอร์ยกเลิกนี่กำลังจะหมายความว่าอย่างไร”

‘ก้าวไกล’ ชู ยกเลิกหรือแก้ไข ม.112 ปมร้อน ‘อภิสิทธิ์ ปะทะ ธนาธร’

นายธนาธร ตอบกลับว่า “มันเรื่องส่วนตัวของเขา เขาจะไปติดอะไรก็ค่อยว่ากัน”

นายอภิสิทธิ์ ได้ตั้งคำถามอีกว่า “บังเอิญอันนี้ไม่ใช่ว่าคุณพิธาไปเดินอยู่แล้วมีคนมาให้ติดสติ๊กเกอร์โดยที่เป็นเรื่องส่วนตัว แต่มันอยู่บนเวทีเลย และเขาเองก็พูดด้วย ซึ่งผมเองไม่ได้ติดใจอะไรนะถ้าคุณพิธามาบอกว่าเปลี่ยนแปลงแล้วนี่คือนโยบาย”

นายธนาธร ได้ตอบว่า “ไม่ใช่เปลี่ยนแปลง คุณพิธาก็พูดทันทีหลังจากนั้น ไปฟังดูสิครับคุณอภิสิทธิ์ อาจจะไม่ได้ฟังนะครับเรื่องนี้ เขาก็พูดอย่างนี้ชัดเจน …เราเสนอไปแล้วอยู่ในประธานผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานสภาไม่ยอมให้เข้า ไม่ยอมให้วาระนี้บรรจุ ซึ่งเราเสนอ หวังว่ามันจะได้เข้าไป แล้วจะได้ไปถกเถียงกัน สุดโต่งหรือไม่สุดโต่ง ไม่รู้ มันอยู่ที่สภา ถ้า ส.ส. ส่วนใหญ่ไม่รับ ก็ตกไปเอง ไม่มีอะไร”

พิธีกร-นายพุทธ ได้ทิ้งคำถามปิดท้ายว่า “เพราะเขายังไม่มั่นใจในท่าทีลึกๆ ของหัวหน้าพรรคของคุณว่าคืออะไร”

นายธนาธร ได้ตอบปิดท้ายไปว่า “ก็เสนอไปแล้วว่ามันเป็นการแก้ไข เนื้อหารายละเอียดคงไม่ต้องพูด เพราะทุกคนรู้อยู่แล้ว”

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการคุย ประเด็น มาตรา 112  นายธนาธร กล่าวอีกว่า ถ้าคิดว่าวาระที่ก้าวหน้าแบบนี้เป็นเรื่องสุดโต่งหรือไม่ ให้ดูคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์พรรคก้าวไกล หากพรรคได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มมากขึ้น แปลว่าประชาชนเปิดใจรับฟัง และมีวุฒิภาวะพอ จะมีแต่นักการเมืองที่กลัวตัวเองสูญเสียประโยชน์เท่านั้น ที่หวาดระแวงเรื่องนี้อยู่

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า หากนายธนาธร เห็นว่าคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคก้าวไกลจะเป็นตัววัด คิดว่าลำบาก เพราะส่วนตัวก็รู้จักคนจำนวนไม่น้อย ที่สนับสนุนวาระอื่น ๆ ของพรรคก้าวไกล พร้อมที่จะให้โอกาส แต่ไม่ได้สนับสนุนเรื่องนี้

โดยจะไปเหมารวมว่าเสียงทั้งหมดจะสนับสนุนเรื่องนี้ คงจะไม่ได้ ยกเว้นว่านายธนาธร จะยืนยันตรงนี้ว่า ใครไม่สนับสนุนเรื่องมาตรา 112 อย่าเลือกพรรคก้าวไกล ซึ่งนายธนาธรอ้างว่า นโยบายทั้งหมดของพรรคก้าวไกล มันคือการมัดรวมกันเป็นข้อคิดเดียว

ชมคลิปได้จาก ข่าวช่อง8 (ด้านล่าง)

‘นอท’ ฟาด ‘ชัยวุฒิ’ เคลมผลงานประชาชน สร้างสังคมออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548159

03 พ.ค. 2566

'นอท' ฟาด 'ชัยวุฒิ' เคลมผลงานประชาชน สร้างสังคมออนไลน์

‘นอท’ ถามกลับ ‘ชัยวุฒิ’ มาจากยุค 3310 หรือไม่ เก่งเคลมผลงานประชาชนเป็นของรัฐบาล อ้างรัฐบาลสร้างแอปโอนเงิน สร้างแฟลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์

วันที่ 3 พ.ค. 2556  นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หัวหน้าพรรคเปลี่ยน หรือ นอท โพสข้อความบนเฟสบุ๊คส่วนตัว นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ ถึงกรณีถามที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐพูดในเวทีดีเบต รายการหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ที่คนไทยได้ใช้ชีวิตสุขสบายก็เพราะรัฐบาลทำให้เมืองสงบสุข อย่างเช่นมือถือเมื่อก่อนโอนเงินไม่ได้แอปพลิเคชั่นโมบายแบงค์กิ้งก็ยังไม่มี ซื้อของออนไลน์ได้หรือไม่”

นายนอท ถามนายชัยวุฒิมาจากยุค 3310 หรือไม่ มือถือโอนเงินได้ เพราะ Technology , นักพัฒนา Application ,ธนาคาร รัฐบาลเกี่ยวอะไรด้วย ชีวิตสุขสบาย ชีวิตตัวเองหรือไม่ เคยลงมาเดินดินกินข้าวแกงหรือไม่ เศรษฐกิจแบบนี้จะแย่ง…กันอยู่แล้ว
 

จากนั้นกล่าวถึงเรื่องออนไลน์ที่นายชัยวุฒิมักเคลมว่า  คือความสามารถประชาชนล้วนๆ เค้าตกงานกันเค้าเลยต้องมาขายของออนไลน์ บางคนเลิกงานสองสามทุ่มต้องกลับบ้านมานั่งแพคของส่งลูกค้า ทั้งหมดมันคือการดิ้นรนเอาตัวรอดของประชาชนเพื่อให้ผ่านยุค… แบบนี้ไปให้ได้ 


นายนอท ถามนาชัยวุฒิ ทำอะไรบ้าง นอกจากคอยเอาหน้ากับ Block คนเห็นต่าง เลิก…ว่าเศรษฐกิจดี เพราะรัฐบาล แล้วยอมรับความจริงว่า 8 ปีที่ผ่านมา มันคือหายนะของประเทศชาติ ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมือพวกท่าน

ซึ่งหลังจากที่ความนี้เผยแพร่ออกไปมีชาวเน็ตเข้ามาแลดงความคิดเห็นด้วยกับ หัวหน้าพรรคเปลี่ยน และบางความเห็นชวนให้ทั้งนายพันธ์วัชและนายชัยวุฒิมาร่วมดีเบตกันอีกสักครั้ง 

นอท พันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์

หัวหน้าพรรคเปลี่ยนโพสต์ข้อความหัวหน้าพรรคเปลี่ยนโพสต์ข้อความ

เลือกตั้ง66 ‘ภูมิธรรม’ ลั่นจุดยืนพรรคเพื่อไทย ‘ไม่เอากัญชาเสรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548156

03 พ.ค. 2566

เลือกตั้ง66 'ภูมิธรรม' ลั่นจุดยืนพรรคเพื่อไทย 'ไม่เอากัญชาเสรี'

‘ภูมิธรรม’ ลั่น ‘ไม่เอากัญชาเสรี’ จุดยืนพรรคเพื่อไทย มั่นใจ ปราศรัยได้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่หวั่น กกต. จ่อฟ้อง ‘หมอมิ้ง’ ปมวิพากษ์สูตรคำนวณ สส.ปี62 เชื่อ ไม่ถูกยุบพรรค ลั่นไลน์หลุดอ้าง ‘ทักษิณ’ ไม่เกี่ยวเพื่อไทย

ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้แจงถึงกระแสข่าวที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมเอาผิดนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ปราศรัยพาดพิงถึงนโยบายกัญชาว่า เป็นสิทธิ์ของพรรคภูมิใจไทยและให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

โดยยืนยันว่าไม่ได้ใส่ร้ายใครแต่เป็นจุดยืนของพรรคเพื่อไทยที่ไม่เอากัญชาเสรี และพรรคเพื่อไทยก็ยังคงจะเดินหน้าปราศรัยในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งเชื่อมั่นว่าไม่มีปัญหาและไม่ขัดกฏหมาย

ไม่ห่วงเพื่อไทยถูกยุบพรรค

ส่วนนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ และประธานคณะกรรมการนโยบาย พรรคเพื่อไทย  ขึ้นเวทีดีเบตพาดพิงสูตรคำนวนเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ของ กกต. จนทำให้ กกต.ต้องออกมาเตือนนั้น  นายภูมิธรรม กล่าวว่าหาก กกต.ได้รับผลกระทบหรือเห็นต่าง ก็ให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่สามารถจะทำได้แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าเป็นความเห็นต่างที่สามารถแสดงความเห็นได้ และไม่ห่วงว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การยุบพรรคเพราะมั่นใจว่าไม่ข้อกฎหมาย

ปชช.ถือเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก

สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ยังยืนยันเดินหน้าการหาเสียงตามที่วางไว้ตั้งแต่ต้น เพราะพรรคพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วไม่มีอะไรต้องระวัง หรือมีอะไรน่าเป็นห่วง

เลือกตั้ง66 'ภูมิธรรม' ลั่นจุดยืนพรรคเพื่อไทย 'ไม่เอากัญชาเสรี'

ส่วนช่วงโค้งสุดท้ายที่เริ่มมีการยื่นร้องให้มีการตรวจสอบพรรคเพื่อไทยกรณีต่างๆ เป็นเกมตัดขาพรรคเพื่อไทยสกัดแลนด์สไลด์หรือไม่ นายภูมิธรรม มองว่าเป็นเรื่องปกติซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย แต่หากคนภายนอกมองมาก็จะรู้ว่าผิดปกติหรือไม่ แต่ว่าทุกวันนี้เพื่อไทยคำนึงถึงประชาชน เพราะประชาชนถือเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก ที่โอบอุ้มพรรคเพื่อไทยไว้

ปัดไลน์หลุดไม่เกี่ยวเพื่อไทย

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องไลน์หลุดเป็นชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร กรณีโอนเงินให้เพื่อขอให้คนเสื้อแดงช่วยหาเสียงนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ได้เห็นแล้วแต่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย ส่วนใครจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ให้เป็นเรื่องของกระบวนการกฎหมาย

เลือกตั้ง66 'ภูมิธรรม' ลั่นจุดยืนพรรคเพื่อไทย 'ไม่เอากัญชาเสรี'

‘พรรคเพื่อไทย’ ย้ำแนวทางกระจายอำนาจ-เร่งออกโฉนดที่ดิน 1.5 ล้านไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548152

03 พ.ค. 2566

'พรรคเพื่อไทย' ย้ำแนวทางกระจายอำนาจ-เร่งออกโฉนดที่ดิน 1.5 ล้านไร่

เลือกตั้ง66 ‘พรรคเพื่อไทย’ ตอกย้ำแนวทางกระจายอำนาจ พร้อมปรับโครงสร้างสหกรณ์ เร่งรัดออกโฉนดที่ดินทำกินสหกรณ์นิคม 1.5 ล้านไร่ ทันทีที่เป็นรัฐบาล

ที่พรรคเพื่อไทย ผู้แทนสันนิบาตสหกรณ์ นำโดย ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานนโยบายที่ดินและสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานนโยบายเกษตร พรรคเพื่อไทยเข้าหารือร่วมกับทีมผู้บริหารสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยได้เรียนเชิญตัวแทนสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท มาร่วมหารือนโยบายที่จะครอบคลุมวิชาชีพต่างๆ โดยในวันนี้พรรคเพื่อไทยเล็งเห็นถึงการกระจายอำนาจที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน พรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการเรื่องนี้มาโดยตลอด

ตั้งแต่เรื่องนโยบายกองทุนหมู่บ้าน เพราะการกระจายอำนาจนั้นองค์กรของประชาชนเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด

วันนี้พรรคเพื่อไทยมีหลายนโยบายที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสหกรณ์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายกระจายอำนาจในพื้นที่ โดยในวันนี้ได้มีการรับฟังและหาข้อสรุปพื้นฐานเบื้องต้น ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะนำมาใช้เป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อนำเสนอต่อสภาและนำไปจัดการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวสหกรณ์ต่อไปต่อไป ดังนี้

'พรรคเพื่อไทย' ย้ำแนวทางกระจายอำนาจ-เร่งออกโฉนดที่ดิน 1.5 ล้านไร่

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานนโยบายที่ดินและสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทยดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานนโยบายที่ดินและสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทย

ชู 5 นโยบายแก่ปัญหาสหกรณ์

1. เราจะสนับสนุนและปฏิรูปกระบวนการสหกรณ์ให้เกิดความสำเร็จ

2.พรรคเพื่อไทยจะสนับสนุนให้มีสภาสหกรณ์แห่งชาติ ให้มีความอิสระในการแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชน

3.พรรคเพื่อไทยจะสนับสนุนเข้าถึงแหล่งเงินกู้ต้นทุนต่ำและให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ช่วยเหลือเกษตรกรทุกด้านโดยตรง

4.พรรคเพื่อไทยมีความเห็นร่วมกันว่าจะเร่งรัดให้ออกโฉนดที่ดินทำกินสหกรณ์นิคม 1.5 ล้านไร่ และจัดทำนโยบายเร่งรัดออกโฉนดที่ดิน ทำกิน 50 ล้านไร่โดยเร็วที่สุด

5.สนับสนุนการใช้รถไฟฟ้าสาธารณะ รถแท็กซี่ รถเมล์รถสาธารณะ ผ่านสหกรณ์ต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อม

5 นโยบายที่ดินและสิ่งแวดล้อม

ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานนโยบายที่ดินและสิ่งแวดล้อม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า

1. กระบวนการสหกรณ์ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไขถึงระดับโครงสร้างทันที และเรื่องนี้สามารถแก้ได้ พรรคเพื่อไทย จะร่วมกันกับสมาชิกสหกรณ์ ปฏิรูปกระบวนการสหกรณ์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยให้ได้

2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเป็นรองประธาน หรือประธาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อวัตถุประสงค์ต้องรับใช้เกษตรกรและสหกรณ์

3. พรรคเพื่อไทยจะออกเอกสารสิทธิและโฉนดรายบุคคล โดยมีเงื่อนไขให้มี การทำการเกษตรเพื่อความมั่นคงทางอากาศ และปลูกป่าถาวร เพื่อนำต้นไม้มารักษาต้นน้ำและดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์

4. รถสาธารณะในเมืองใหญ่โดยเฉพาะรถแท็กซี่ต้องเป็นรถไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษฝุ่น PM 2.5

'พรรคเพื่อไทย' ย้ำแนวทางกระจายอำนาจ-เร่งออกโฉนดที่ดิน 1.5 ล้านไร่