พลังประชารัฐ ให้ทุนผู้ถือบัตรประชารัฐ ที่ผ่านการอบรม 30,000 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548048

02 พ.ค. 2566

พลังประชารัฐ ให้ทุนผู้ถือบัตรประชารัฐ ที่ผ่านการอบรม 30,000 บาท

ถือบัตรประชารัฐ และผ่านการอบรมอาชีพ จะได้รับทุน 30.000 สำหรับประกอบอาชีพ นโยโบายเศรษฐกิจล่าสุดจากพรรคพลังประชารัฐ

ทีมเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ ประกาศเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ถือบัตรประชารัฐ นอกจากเติมเงิน 700 บาทต่อเดือน มีชีวิตวงเงิน 200,000 บาท ยังจะจะได้รับทุนเพื่อนำไปประกอบอาชีพ จำนวน 30,000 บาทต่อราย หลังผ่านการอบรมเสริมทักษะพัฒนาคนไทยให้ก้าวทันโลก

นโยบายดังกล่าว จะช่วยขจัดปัญหาความยากจนให้กลุ่มผู้ถือบัตรประชารัฐอย่างยั่งยืนพรรคพลังประชารัฐ มุ่งเน้นการมอบอุปกรณ์ทำมาหากิน และมอบองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพ ให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผ่านบัตรประชารัฐ เพื่อสร้างทักษะและสร้างอาชีพที่มั่นคง เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

ทีมเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ ประกาศเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ถือบัตรประชารัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยนอกจากจะเติมเงินบัตรประชารัฐเป็น 700 บาทต่อเดือน และให้สิทธิผู้ถือบัตรรับประกันชีวิตวงเงิน 200,000 บาท ผู้ถือบัตรประชารัฐ ยังจะได้รับสิทธิเข้ารับการอบรมเสริมทักษะพัฒนาคนไทยให้ก้าวทันโลก

และเมื่อผ่านการอบรมเสริมทักษะแล้ว ผู้ถือบัตรประชารัฐจะได้รับทุนเพื่อนำไปประกอบอาชีพ จำนวน 30,000 บาทต่อราย ทั้งนี้ เพื่อสร้างทักษะและสร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือบัตรประชารัฐ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ให้เพียงพอต่อค่าครองชีพ และหลุดพ้นกับดักความยากจน  

พปชร. ให้ทุน ผู้ถือบัตรประชารัฐที่ผ่านการอบรม 30,000 บาทพปชร. ให้ทุน ผู้ถือบัตรประชารัฐที่ผ่านการอบรม 30,000 บาท

นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ โฆษกคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคฯ ให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และต้องการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างเร่งด่วน

ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มอัตราการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการลงทุนผ่านโครงการเมกะโปรเจกต์ ในภูมิภาคต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับประชาชนทั่วทั้งประเทศ

‘พรรคเปลี่ยน’ ยก ‘แม่สาย’ โมเดล พลิกฟิ้นเศรษฐกิจ ‘ชายแดนใต้’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548028

01 พ.ค. 2566

'พรรคเปลี่ยน' ยก 'แม่สาย' โมเดล พลิกฟิ้นเศรษฐกิจ 'ชายแดนใต้'

‘พรรคเปลี่ยน’ หาเสียงหลายจังหวัดภาคใต้ แนะเปิดการค้าด่านชายแดนเหมือนแม่สาย เพื่อพลิกฟิ้นเศรษฐกิจ จี้รัฐตอบคำถาม ‘หากสงบงบไม่มา’

เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธิ์ หรือ นอท หัวหน้าพรรคเปลี่ยน พร้อมด้วยนายณัฐชนน อาภาศรีรัตน์ โฆษกพรรคเปลี่ยน พร้อมผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์ ลงพื้นที่หาเสียงภาคใต้หลายแห่ง ศาลหลักเมืองตรัง , อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี , สวนสาธารณะพระยารัษฎา จ.ตรัง และตลาดกิมหยง ตลาดศรีตรัง จ.สงขลา และ ตลาดสดเทศบาลปัตตานี จ.ปัตตานี อ้อนขอให้พ่อค้าแม่ค้าประชาชนเลือกพรรคเปลี่ยน เบอร์ 20 

นายพันธ์ธวัช รับทราบปัญหาจากประชาชนสะท้อนมาว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมายังไม่มีอะไรพัฒนา จึงอยากเปลี่ยนและฟื้นเศรษฐกิจให้กลับคืนมา ให้ มาเลเซีย-อินโดนีเซีย เข้ามาเที่ยวประเทศไทยให้มากขึ้น ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่ผิดหรือถูก 

“สิ่งที่จะแก้ได้ คือ การเปิดให้แดนเป็นเศรษฐกิจเหมือนชายแดนอำเภอแม่สาย พัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเอาเศรษฐกิจมาพูดคุยกัน เพื่อทำให้ประเทศสงบ คาดว่าจะช่วยให้ 3 จังหวัดชายแดนใต้เศรษฐกิจดีขึ้น หากเปิดด่านชายแดนให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับคืนมาคนในพื้นที่ก็จะอยู่ได้ ขณะเดียวกันอยากให้ภาครัฐชี้แจงและเคลียร์กับประโยคที่ว่า “หากสงบงบไม่มา” เพราะคนที่เดือดร้อน คือคนหาเช้ากินค่ำ และจะยิ่งทำให้การค้าขายในพื้นที่ไม่เติบโต” นายนอทกล่าว

พรรคเปลี่ยนหาเสียงภาคใต้พรรคเปลี่ยนหาเสียงภาคใต้ นายพันธ์ธวัช นาควิสุทธ์ หรือ นอทนายพันธ์ธวัช นาควิสุทธ์ หรือ นอท

‘สุโขทัย’ ก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวหลัก ด้วยนโยบาย ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548016

01 พ.ค. 2566

'สุโขทัย' ก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวหลัก ด้วยนโยบาย 'เพื่อไทย'

‘สมศักดิ์’ เตรียมนำนโยบาย ‘เพื่อไทย’ เปลี่ยน ‘สุโขทัย’ เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก ดึงนทท.ไทย-ต่างชาติค้างแรม มั่นใจได้เก้าอี้ สส.เหนือตอนล่าง ครบทุกจังหวัด

วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ คณะกรรมการทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย นายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย และอดีตสส.หลายสมัย ได้ลงพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า จ.สุโขทัย เพื่อปราศรัยช่วย น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ ผู้สมัคร สส.สุโขทัย เขต 3 เบอร์ 5 พรรคเพื่อไทย 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทย สร้างมูลค่าให้ปีละประมาณ 7 แสนล้านบาท แต่นโยบายของพรรคเพื่อไทย จะทำให้มีมูลค่าเพิ่มเป็น 3 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นประโยชน์ของจ.สุโขทัย เพราะที่ผ่านมาไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยวหลัก นักท่องเที่ยวไม่มาพักค้างคืน แต่เราจะทำให้เป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลเมืองเก่า เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เมื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว นักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น เกิดกำลังการซื้อ ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน

น.ส.ประภาพร (ซ้าย) และ นายสมศักดิ์ (ขวา)น.ส.ประภาพร (ซ้าย) และ นายสมศักดิ์ (ขวา)

นายสมศักดิ์ เล่าว่า จ.สุโขทัย ได้รับผลกระทบด้านการท่องเที่ยวโดยตรง จากกรณีมีนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นถูกทำร้ายเสียชีวิต ทำให้คนญี่ปุ่นไม่กล้าเดินทางมา ขณะที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม พอทราบปัญหาก็เข้ามาแก้ไขด้วยการใช้เทคโนโลยีมาทำการสืบค้นดีเอ็นเอ

จนทราบว่า ดีเอ็นเอที่ติดอยู่ในเสื้อผ้าผู้เสียชีวิตนั้น ไม่ใช่ของคนไทยอย่างแน่นอน ทำให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจว่า ไม่ใช่คนไทยก่อเหตุ จึงเริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาอีกครั้ง ชี้ให้เห็นว่า ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ อะไรที่มีผลกระทบกับจ.สุโขทัย เร่งแก้ปัญหาให้อย่างเร่งด่วนที่สุด
 

น.ส.ประภาพร ทองปากน้ำน.ส.ประภาพร ทองปากน้ำ

ด้านน.ส.ประภาพร กล่าวว่า ตนเคยติดตามคุณพ่อ(ประศาสตร์ ทองปากน้ำ เป็นอดีต สส.หลายสมัย)ลงพื้นที่มาโดยตลอด ขณะนี้ความพร้อมเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน “เลือกตนไป ไม่มีขาดทุนแน่นอน” เพราะทำงานเป็นทีม ซึ่งถ้าเลือกทั้งคน ทั้งพรรคเพื่อไทย เบอร์ 29 ดังนั้น จ.สุโขทัย ก็จะมีผู้แทนถึง 7 คน แบ่งเป็น สส.เขต 4 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 3 คน สามารถเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายดีๆได้ 

เช่น การพักหนี้เกษตรกร ทั้งต้นและดอก 3 ปี เพิ่มราคาสินค้าเกษตร พร้อมสนับสนุนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวให้มากขึ้น จากที่เราเป็นเมืองรอง ประชาชนจะมีช่องทางทำมาหากิน มีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

จากนั้นนายสมศักดิ์ ลงพื้นที่จ.พิจิตรและจ.เพชรบูรณ์ พบปะกับผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย

นายปุณยวัจน์ เหลืองวิจิตร ผู้สมัคร สส.พิจิตร เขต 1 เบอร์ 2

นายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส.พิจิตร เขต 3 เบอร์ 8

นายสุทัศน์ จันทร์แสงศรี ผู้สมัคร สส.เพชรบูรณ์ เขต 1 เบอร์ 5

นายชัยณรงค์ สืบสุรีย์กุล ผู้สมัคร สส.เพชรบูรณ์ เขต 2 เบอร์ 8

นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ ผู้สมัคร สส.เพชรบูรณ์ เขต 4 เบอร์ 7

นายสุประวีณ์ อนรรฆพันธ์ ผู้สมัคร สส.เพชรบูรณ์ เขต 5 เบอร์ 7 

“แม้กระแสพรรคเพื่อไทยจะมาแรง แต่ก็ประมาทไม่ได้ โดยเราต้องยิ่งลงพื้นที่ให้หนักกว่าเดิม เพราะพรรคเพื่อไทย ไม่มีปัจจัยอื่นสู้ มีแต่นโยบายที่พี่น้องประชาชนชื่นชอบ มั่นใจว่า เลือกตั้งครั้งนี้จะมีผู้แทนในจังหวัดเหนือตอนล่างครบทุกจังหวัด บางจังหวัดอาจมีแลนด์สไลด์ยกจังหวัดด้วย” นายสมศักดิ์กล่าว

นายสมศักดิ์ พบปะผู้สมัครจ.พิจิตรและจ.เพชรบูรณ์นายสมศักดิ์ พบปะผู้สมัครจ.พิจิตรและจ.เพชรบูรณ์

บิ๊กป้อมถือฤกษ์วันแรงงานอวยพรผู้ใช้แรงงานมีพลังใจสู้ชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548010

01 พ.ค. 2566

บิ๊กป้อมถือฤกษ์วันแรงงานอวยพรผู้ใช้แรงงานมีพลังใจสู้ชีวิต

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “บิ๊กป้อม” มาหวานอวยพรไปถึงพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ให้มีความสุข มีพลานามัยที่ดีในทุก ๆ วัน ร่วมกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ด้านรองหัวหน้าพรรคฯ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ระบุการปรับขึ้นค่าแรง ต้องอยู่บนฐานที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวเนื่องในโอกาส “วันแรงงานแห่งชาติ “ประจำปี 2566 วันที่ 1 พ.ค.   ระบุว่า  “ตระหนักถึงหยาดเหงื่อของผู้ใช้แรงงานในประเทศ ที่ได้ทำประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ขอให้ผู้ใช้แรงงาน มีความสุข ร่างกายแข็งแรง และมีพลานามัยที่ดีในทุก ๆ วัน พร้อมที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศ ให้เจริญก้าวหน้า และขอให้ทุกคน ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ  เดินตามความฝันของตนเองที่วางไว้ ขออวยพรให้ทุกคนมีพลังใจ มีพลังงาน มีแรงทำงานต่อไป “

 พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า    พลังประชารัฐมีนโยบายในการยกระดับแรงงานให้มีชีวิตที่ดีขึ้น   มีเป้าหมายในการยกระดับภาคอีสานให้เป็นแหล่งงาน สร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจ เกิดแรงงานใหม่ให้กับในพื้นที่  ลูกหลานจะได้ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานออกไปอยู่ที่อื่นหรือกรุงเทพฯเพื่อประกอบอาชีพ    พรรคพร้อมจะผลักดัน นโยบายอีสานประชารัฐ สู่การพัฒนา สร้างเมืองอีสานให้มีเศรษฐกิจที่สมบูรณ์ และจะเชื่อมโยงระบบขนส่งคมนาคมที่ครอบคลุมทั้งการโดยสารและขนส่งสิงค้า เชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เพื่อสร้างการค้า การลงทุนทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว  ,พม่า ,กัมพูชา ,เวียดนาม , จีน  ดังนั้นแรงงานอีสานต้อง มีชีวิตที่ดี มีความมั่นคง

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ    กล่าวว่า ขอส่งกำลังให้ประชาชนผู้ใช้แรงงานทุกคนมีความสุข มีชีวิตที่มีคุณภาพดีขึ้น ร่ำรวยขึ้น ทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้น   ส่วนปัญหาใหญ่ในเรื่องแรงงาน คือ การขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะในเขตพื้นที่กทม. ที่จำเป็นต้องมีการใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งจากสถิติ มีแรงงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำ ประมาณ 2 ล้านกว่าราย แบ่งเป็นแรงงานต่างด้าว 1 ล้าน และแรงงานไทย 1 ล้านโดยประมาณ

ดังนั้นการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการจำนวนมาก ที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น จึงต้องวิเคราะห์และแบ่งให้สมดุลของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อให้แรงงานสามารถอยู่ได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากมีการขึ้นค่าแรงที่สูงจนเกินไป ก็จะทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลต่อเนื่องให้สินค้าต่าง ๆ ราคาแพงขึ้น และเกิดเงินเฟ้อ ประชาชนก็จะเดือนร้อน 


สำหรับแรงงานไทย รัฐบาลมีโครงการฝึกพัฒนาฝีมือ และทักษะการประกอบอาชีพ รวมถึงในอนาคตภายหลังการเลือกตั้ง 2566 พรรคพลังประชารัฐ มีนโยบายพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยการ Upskill Reskill เพื่อให้มีฝีมือแรงงานที่ดีขึ้น จะได้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นตามคุณภาพฝีมือและทักษะ ไม่ใช่แค่เพียงรายแรงงานได้ขึ้นต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและคอมพิวเตอร์ ที่ตลาดแรงงานขณะนี้มีความต้องการเป็นอย่างมาก 

บิ๊กป้อมถือฤกษ์วันแรงงานอวยพรผู้ใช้แรงงานมีพลังใจสู้ชีวิต

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

‘ทวีชัย’ แต่ง Drag Queen หาเสียงบางซื่อ ตอกย้ำ LGBTQ+ แต่งลุคไหนก็ทำงานได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548005

01 พ.ค. 2566

'ทวีชัย' แต่ง Drag Queen หาเสียงบางซื่อ ตอกย้ำ LGBTQ+ แต่งลุคไหนก็ทำงานได้

‘ทวีชัย’ สส.จากพรรคไทยสร้างไทย แต่งชุด Drag Queen เดินหาเสียงเขตบางซื่อ ชวนทลายแนวคิดการแต่งกายกลุ่ม LGBTQ+ ย้ำลุคไหนก็ทำงานได้

เบสท์ ทวีชัย วงศ์ไพโรจน์กุล รองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย นักบทบาทคณะทำงานด้านความเท่าเทียมทางเพศและเสมอภาคทางสังคมและผู้สมัครเขต 7 บางซื่อ ดุสิตเฉพาะแขวงถนนนครไชยศรี จัดเต็มชุดแดร็กควีน (Drag Queen) พร้อมด้วยกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงจากประชาชนในเขตบางซื่อ 

นายทวีชัย กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการสร้างสีสัน ไม่ได้ต้องการสร้างกระแส แต่อยากชวนทลายภาพเหมารวมจากคนในสังคมที่มีต่อกลุ่ม LGBTQ+ ที่มักจะมีชุดแนวคิดว่า ถ้าเป็นกะเทยต้องอยากแต่งหญิงบ้าง เป็นทรานส์แมนต้องแต่งตัวแบบผู้ชายเท่านั้น หรือตนเองเป็นเกย์ (Gay) ก็มักถูกจดจำว่าต้องห้ามออกสาว แต่เมื่อไม่ได้แสดงออกไปตามนั้นก็มักถูกตั้งคำถามว่า “ต้องอยากเป็นผู้หญิงแน่เลย” “อยากแต่งหญิงแน่เลย” 

แต่ง Drag Queen หาเวียงเขตบางซื่อแต่ง Drag Queen หาเวียงเขตบางซื่อ

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้น แม้กับคนที่ยอมรับเพศหลากหลายก็อาจไม่ได้คำนึงถึงการตีตรากลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศในมิตินี้ ตนอยากสื่อสารว่า เพศหลากหลายไม่มีเครื่องแบบกำกับ อัตลักษณ์ทางเพศไม่ควรถูกกำหนดด้วยเสื้อผ้า เช่นเดียวกับที่ผู้ชายก็สามารถสวมใส่กระโปรง หรือผู้หญิงก็ควรถูกอนุญาตให้สวมกางเกงในสถานที่ราชการได้เช่นกัน อยากให้เคารพกันที่ตัวตนแท้จริง ซึ่งตนเชื่อมั่นและยืนยันกับชาวบางซื่อตลอดการลงพื้นที่ว่า “ไม่ว่าจะแต่งตัวอย่างไร สวมใส่อะไร เบสท์ก็ทำงานได้และทำงานจริง”

นายทวีชัย กล่าวว่า ได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากชาวบางซื่อ โดยเฉพาะบริเวณตลาดเตาปูนและถนนสายไม้ ระหว่างทางมีคุณแม่ท่านหนึ่งออกมาต้อนรับ พร้อมกล่าวทั้งน้ำตาว่า  “ชอบมากเลย เมื่อก่อนลูกแม่เป็นแบบนี้ ตอนแรกแม่ก็ไม่เข้าใจ แต่เดี๋ยวนี้แม่เข้าใจในตัวเขามากขึ้นแล้ว ขอบคุณเบสท์มากที่ทำให้คนเข้าใจ ยอมรับความหลากหลายทางเพศและลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น” 

นอกจากนี้ยังมีผู้มีความหลากหลายทางเพศที่เข้ามาถามถึงนโยบายของพรรคเกี่ยวกับสวัสดิการของกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งตนย้ำถึงนโยบายพรรคไทยสร้างไทย อาทิ การรับรองอัตลักษณ์บุคคล ที่ให้ความสำคัญกับคำนำหน้านาม สมรสเท่าเทียม สวัสดิการข้ามเพศ ฯลฯ เชื่อจะสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนและจะเป็นก้าวเล็กๆ ทำให้หลุดออกจากภาพจำเดิมๆ ได้ และสังคมเข้าใจในเจตนาของตนแน่นอน

ทวีชัย วงศ์ไพโรจน์กุลทวีชัย วงศ์ไพโรจน์กุล

พรรคไทยสร้างไทยหาเสียงเขตบางซื่อพรรคไทยสร้างไทยหาเสียงเขตบางซื่อ

เศรษฐา ร่ายยาววันแรงงาน ‘เพื่อไทย’ รัฐบาลเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548004

01 พ.ค. 2566

เศรษฐา ร่ายยาววันแรงงาน 'เพื่อไทย' รัฐบาลเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท

“เศรษฐา ทวีสิน”แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ใช้โอกาส”วันแรงงานแห่งชาติ”สื่อสารผ่านพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ ชูคุณภาพชีวิตแรงงานต้องดีขึ้นภายใต้รัฐบาล”เพื่อไทย” สับ 8 ปี ที่ผ่านมาติดหล่ม ทั้งการปรับค่าแรง และเงินเดือนจบปริญญาตรี

 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัว“เพื่อไทย”   นายเศรษฐา ทวีสิน  โพสต์คลิปวิดีโอ  บนสื่อสังคมออนไลน์เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พ.ค.ย้ำว่า“แรงงาน”จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย  หากพรรคได้จัดตั้งเป็นรัฐบาล  วิจารณ์ 8 ปี  ค่าแรงปรับขึ้น 54 บาท จาก 300 บาท เป็น 354 บาท  ส่วนเงินเดือนผู้ที่จบวุฒิปริญญาตรี ปรับขึ้นเพียง 1 ครั้ง จาก 14,000 เป็น 15,000 บาท


นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โพสต์คลิปวิดีโอ ผ่าน สื่อสังคมออนไลน์ เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พ.ค.  โดยระบุข้อความว่า “แรงงานถือเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ พี่น้องแรงงานต้องได้รับการพัฒนาทั้งด้านศักยภาพและสวัสดิการ คุณภาพชีวิตของทุกคน ต้องดีขึ้น ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย”   เวลาต่อมา นายเศรษฐา ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ส่วนตัวอีกครั้ง โดยย้ำถึงนโยบายปรับค่าแรง 600 บาท และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 25,000 บาท ว่า การแก้ปัญหาค่าครองชีพและความเหลื่อมล้ำ ต้องมองแบบบูรณาการ  ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ประชาชนไทยจำนวนมากมีปัญหาเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ 

8 ปี ที่ผ่านมา มีการปรับค่าแรงขึ้นเพียง 54 บาท จาก 300 บาทเป็น 354 บาท เงินเดือน ในการจ้างงานผู้ที่จบวุฒิปริญญาตรี ได้มีการปรับขึ้นเพียง 1 ครั้ง จาก 14,000 เป็น 15,000 บาทในปี 2558 แต่ตนอยากชี้ให้เห็นว่าปัญหาความลำบากของประชาชนชาวไทย ไม่ได้มีแค่มิติเดียว แต่มี 2 เรื่องที่ทับซ้อนกันอย่างแยกไม่ออก โดยมิติแรกจะเป็นปัญหาเรื่องของค่าครองชีพ

ความอยู่คนไทยถดถอย -ภาครัฐเพิกเฉย


หากมองอัตราเงินเฟ้อกับค่าแรงขั้นต่ำเพียงอย่างเดียว จะเห็นว่าระหว่างปี  57 กับปี  65 เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 8% แต่ มีการปรับค่าแรงเพิ่มถึง 16% ในระยะเวลาเดียวกัน แต่ถ้ามองลึกลงไปอีก จะเห็นว่าสิ่งจำเป็นต่อการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี นั้นกลับแพงขึ้นมาก ตัวอย่างราคาเนื้อหมู สี่ปีที่ผ่านมา ราคาหมูแพงขึ้น 30% ราคาเนื้อไก่แพงขึ้น 20% หรือ ราคาผักบางชนิดที่แพงขึ้นถึง 70%  ส่วนภาระหนี้ต่อครัวเรือน สูงขึ้นถึง 47% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากโควิด 19 ที่ทำให้เกิดภาวะคนตกงาน ทำให้เห็นได้ว่าในชีวิตจริงแล้ว ความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยถดถอย  แต่กลับถูกเพิกเฉยโดยรัฐ

ส่วนอีกประเด็นที่ทับซ้อนเรื่องของค่าครองชีพดังกล่าว ก็คือปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำ ที่ซ้ำเติมยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งถ้าจะยกให้เห็นภาพก็คือเปรียบเทียบการเติบโตกว่า 31% ของ Real GDP ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ค่าแรงที่โต 18%  และ เงินเดือนวุฒิปริญญาตรีที่ขึ้นแค่ครั้งเดียวเพียง 7% และไม่ปรับอีกเลยในช่วงเวลาดังกล่าว ในขณะเดียวกันคนรวยยังรวยขึ้นก้าวกระโดด โดยเฉพาะกลุ่มนายทุน ที่ได้อานิสงส์จากต้นทุนค่าแรงที่โตช้า ส่งผลให้เกิดการฟื้นฟูและเติบโตทางเศรษฐกิจในรูปแบบ k-shape ตามที่ตนเคยกล่าวไว้เสมอมา (คนรวยยิ่งรวยห่างจากกลุ่มที่อ่อนไหวทางเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ)

ขึ้นค่าแรง 400 บาท ในปี  67 -เงินเดือนปริญญาตรี 2.5 หมื่น

จึงเป็นที่มาของนโยบายต่างๆ ที่ได้นำเสนอ หากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท อย่างทันทีภายในปี 2567 และภายใน 4 ปี  ตั้งเป้าค่าแรงขั้นต่ำที่ 600 บาท รวมถึงเงินเดือนขั้นต่ำของปริญญาตรีที่ 25,000 บาท ซึ่งจากการวิเคราะห์สามารถทำได้เพราะไม่ได้ปรับทันทีทีเดียว แต่จะค่อย ๆ ปรับตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ GDP โตเฉลี่ยที่ 5% ต่อปี 

นอกจากนั้จะเน้นเรื่องการศึกษาเพื่อให้ประชากร ได้พัฒนาความรู้ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในบางภาคธุรกิจเช่น ภาคอุตสาหกรรมหรือการผลิตซอฟท์แวร์ ซึ่งทุกวันนี้จ่ายค่าแรงสูงกว่า 600 บาท ต่อ วัน และ 25,000 บาท ต่อ เดือน อยู่แล้ว หากมีโอกาสได้ดำเนินนโยบายค่าแรงขั้นต่ำที่วางไว้ จะเกิดประโยชน์มากมาย จะเป็นประเทศที่อยู่ด้วยหลัก ทุนนิยมมีหัวใจ คือ การทำให้เศรษฐกิจโต แต่เป็นการโตทั้งระบบ ไม่เอาเปรียบใคร ทำให้ช่องว่างของความไม่เท่าเทียมนั้นลดลง  

จะดึงดูดคนให้เข้าสู่ระบบการศึกษาและจบปริญญามากขึ้น เป็นการลดปัญหาสังคม และยังสร้างพนักงานมีคุณภาพให้กับภาคเอกชนด้วย นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายดังกล่าวจะช่วยยกระดับส่วนงานภาคราชการซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอีกด้วย ขอยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์เป็นกรณีศึกษา ที่ราชการเป็นอาชีพที่เงินเดือนไม่แพ้ภาคเอกชน  ดังนั้นต้องมองถึงการทำให้ค่าตอบแทนราชการไทยเหมาะสม และดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงมาทำงาน เพราะที่ผ่านมาตนเชื่อว่ามีคนมีความสามารถมากมาย ที่อยากจะทำงานราชการ ให้บริการภาคประชาชนอย่างเต็มที่ แต่ติดตรงที่ค่าตอบแทนไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

“อยากชวนให้ทุกท่านมองนโยบายนี้เชื่อมโยงกับนโยบายอื่นๆ ของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะเมื่อทำควบคู่กับนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น นโยบายเรียนรู้มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต (Learn to Earn)  นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000บาท การเพิ่มนักท่องเที่ยว การจัดตั้งเขตธุรกิจใหม่ เราจะเห็นว่าทุกนโยบายล้วนเป็นฟันเพืองสำคัญที่ทำงานร่วมกัน และจะช่วยเสริมสร้างให้ประเทศมี ศักยภาพที่ดีขึ้น และช่วยยกระดับประเทศตั้งแต่ฐานราก”  นายเศรษฐา ระบุ

เศรษฐา ร่ายยาววันแรงงาน 'เพื่อไทย' รัฐบาลเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท

เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย แสดงทัศนะต่อนโยบายทางด้านแรงงาน  ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พ.ค.

‘ม็อบแรงงาน’ บุกทำเนียบ เรียกร้องขึ้นค่าแรง 700 บาท ปรับเงินเดือนทุกปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548003

01 พ.ค. 2566

'ม็อบแรงงาน' บุกทำเนียบ เรียกร้องขึ้นค่าแรง 700 บาท ปรับเงินเดือนทุกปี

‘ม็อบแรงงาน’ ฝ่าแนวกั้นบุกทำเนียบ เรียกร้องขึ้น ‘ค่าแรงขั้นต่ำ’ 700 บาท ปรับเงินเดือนทุกปี ความมั่นคง ปราศรัยโจมตีรัฐบาล ทำเงินเฟ้อ ของแพง จนเป็นหนี้

วันนี้ 1 พ.ค. 66 “วันแรงงานแห่งชาติ” กลุ่มเครือข่ายแรงงานและสิทธิ นำโดย น.ส.ธนพร วิจันทร์ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนางศรีไพร นนทรีย์ นักสู้ในขบวนการแรงงาน จัดกิจกรรม “วันกรรมกรสากล สาบส่งรัฐปีศาจ สร้างชาติด้วยรัฐใหม่” โดยมีการเคลื่อนขบวนบริเวณบ้านพิษณุโลก ถ.พิษณุโลกไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องและเชิญชวนประชาชนไม่หาเลือกพรรคการเมืองที่เป็นเผด็จการ พร้อมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในรูปแบบการสาบแช่ง

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนำแผงเหล็กปิดกั้น เพื่อไม่ให้ผ่านไปทำกิจกรรมที่ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นผู้ชุมนุมได้ยกแนวแผงเหล็กให้คว่ำลง เข้าไปยังแยกพาณิชฯ และไม่สามารถเคลื่อนขบวนต่อได้ เนื่องจากมีการวางแนวแผงเหล็กกั้นพร้อมวางกำลังเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) บริเวณบนสะพานชมัยมรุเชฐ 
กลุ่มผู้ชุมนุมเจรจาขอทำกิจกรรมหน้าทำเนียบรัฐบาล จนสามารเดินชิดแนวรั้วบริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ 

ม็อบแรงงานบุกทำเนียบรัฐบาลม็อบแรงงานบุกทำเนียบรัฐบาล

น.ส.ธนพร ขึ้นปราศรัยเรียกร้องสิทธิพื้นฐานของชนชั้นแรงงานและค่าแรงขั้นต่ำ โจมตีรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด ทำให้เกิดอัตราเงินฝืดเงินเฟ้อ กู้หนี้สาธารณะมาบริหารประเทศ ทำให้ประชาชนเป็นหนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาย

การเรียกร้องครั้งนี้สำคัญ เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ค. 66 นี้ หวังว่าพรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะได้รับการเลือกตั้ง เป็นรัฐบาล ซึ่งการเรียกร้องหลักๆ คือ ด้านสิทธิแรงงาน ที่แรงงานควรมีสิทธิรวมกลุ่มและสิทธิในการต่อรองกับนายจ้าง เพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิภาพที่ดีของแรงงาน โดยจะยื่นไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ด้วย เช่น 

ขึ้นค่าแรง เรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำที่ 700 บาท เพราะจากการประเมิน 700 บาทเป็นอัตราค่าจ้างที่จะทำให้แรงงานอยู่ได้ตามอัตภาพ และควรมีการปรับค่าจ้างทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อ 
-สิทธิด้านความมั่นคงในการทำงาน เพราะปัจจุบันแรงงานไม่มีสวัสดิภาพในการทำงานและไม่มีกฎหมายคุ้มครองที่ครอบคลุม 

ดังนั้นหากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต้องมีการปฏิรูปกฎหมายแรงงานด้วย รวมถึงหากเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ต้องให้ผู้ใช้แรงงานมีส่วนร่วมด้วย 

จากนั้น กลุ่มฯ ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ สาปแช่ง สาปส่งรัฐปีศาจ วางดอกไม้จันทร์ที่หุ่นฟางที่ติดรูปหน้า 3ป. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา , พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ , พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ นายสุชาติ ชมกลิ่น พร้อมเผาพริกเผาเกลือไปพร้อมกับหุ่นฟาง
ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์

ม็อบแรงงานบุกทำเนียบรัฐบาลม็อบแรงงานบุกทำเนียบรัฐบาล

ม็อบแรงงานบุกทำเนียบม็อบแรงงานบุกทำเนียบ

‘รังสิมันต์ โรม’แอ่นอกสู้คดีสว.อุปกิตฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/548002

01 พ.ค. 2566

'รังสิมันต์ โรม'แอ่นอกสู้คดีสว.อุปกิตฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้าน

อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล “รังสิมันต์ โรม” เดินทางมาศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดี สว.อุปกิต ปาจรียางกูร เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กรณีอภิปรายหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท ย้ำชัดไม่กลัว เพราะ ทำหน้าที่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ต่อการเปิดโปงเรื่องทุจริตคอรัปชั่น ยันสู้เต็มที่

ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีนายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในข้อหาหมิ่นประมาท ในการอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ในช่วงคืน ของวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา นายรังสิมันต์ได้อภิปรายในหัวข้อ เช็กบิลไทยดำ-จีนเทา โดยมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นประมาททั้งนี้นายอุปกิต ได้เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท โดยในวันนี้ นายรังสิมันต์ โรม เดินทางมาพร้อมทนายความเพื่อซักค้าน

นายรังสิมันต์  ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ตั้งทนายความยื่นเเถลงซักค้านแล้ว เเต่ที่เเปลกใจคือคดีของนายอุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.)  กลับมีความล่าช้าไม่คืบหน้า เเต่คดีของตนกลับไปเร็ว ทั้งที่ความเป็นจริงทางอัยการสูงสุดเคยนัดก่อนเดือนพ.ค.ว่า  คดีจะต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับข้อหาสมบคบยาเสพติดหรือไม่ ซึ่งความจริงควรต้องเเจ้ง เพราะก่อนหน้านี้มีการเเจ้งข้อหาฟอกเงินไปเเล้ว ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน เเต่มีการประวิงเวลาโดยมีการไปร้องขอความเป็นธรรมว่ามีกรณีคล้ายกัน 80 กว่าบริษัท   ที่รับโอนเงินมาจากเงินบัญชีเดียวกัน

ความจริง 80 กว่าบริษัท ถ้าผิดจริงสามารถดำเนินการที่หลังได้ไม่ใช่ต้องเอาไปผูก การกระทำเเบบนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นายอุปกิตได้ดูคดีของ นายทุน มินลัต ก่อนเพื่อทราบถึงเเนวทางการสู้คดีชิงความได้เปรียบ ตนเชื่อว่าประวิงเวลาชัดเจน   ตนเข้าใจว่าพนักงานอัยการต้องให้ความเป็นธรรมเเต่การให้ความเป็นธรรมจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง ว่าใครได้ประโยชน์ 


การทำหน้าที่ของตนทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ในการเปิดโปงในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งในการทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ หรืออภิปรายทั่วไป เป็นหน้าที่ที่ต้องบอกกับประชาชนและบอกกับสภา ว่ารัฐบาลบริหารงานผิดพลาดอย่างไร รัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชั่นอย่างไร ยืนยันว่าข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง และข้อเท็จจริงต่าง ๆ เป็นประโยชน์กับประชาชน ตนเองพร้อมสู้เต็มที่

“ผมมั่นใจ และขอยืนยันว่า ในเนื้อหาสาระของผมในการทำหน้าที่ของผมมันเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ  เป็นการทำหน้าที่ตามกฏหมาย เป็นการทำหน้าทีที่ผมยืนยันว่าข้อเท็จจริงต่าง ๆ ผมไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง และข้อเท็จจริงต่าง ๆ เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หวังว่าคดีนี้จะได้รับการพิจารณาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และสุดท้าย ก็คงต้องตั้งคำถามไปถึงนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน เพราะนายกฯ ยังไม่เคยตอบคำถามเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เช่นกัน ก่อนหน้านี้ที่บอกว่ามีสัญญาเช่าก็ให้เอามาดูกัน”

นายรังสิมันต์    กล่าวด้วยว่า ในการทำหน้าที่ของตนทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และก็จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับการอภิปรายเช่นกันว่า การอภิปรายควรจะไปได้แค่ไหนสำหรับสังคมไทย เพราะต้องยอมรับว่าการทุจริตคอรัปชั่น ไม่สามารถทำโดยรัฐมนตรีคนเดียว แต่ต้องอาศัยเครือข่าย และคนที่เกี่ยวข้อง 

 นายปริญ เกษะศิริ ทนายความระบุว่า  ไม่มีความกังวล หรือหนักใจ เพราะนายรังสิมันต์ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญกำหนด และวันนี้เป็นวันนัดไต่สวนมูลฟ้อง ก็จะยื่นคำแถลง เพื่อแถลงข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายให้ศาลได้รับทราบว่าคดีนี้ไม่ควรจะมีมูล นอกจากนี้กฎหมายยังเปิดช่องให้สามารถแถลงถึงบุคคล เอกสาร วัตถุพยาน ให้ศาลทราบและเรียกมาเป็นพยานศาล ประกอบดุลพินิจในการสั่งคดี และเตรียมคำแถลงยื่นแล้ว จะขอเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นฝ่ายสืบสวนของนครบาลให้มาเป็นพยานที่ศาล อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลต่อไป

'รังสิมันต์ โรม'แอ่นอกสู้คดีสว.อุปกิตฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านรังสิมันต์ โรม  อดีตสส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล  เดินทางมาที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ตามนัดไต่สวนมูลฟ้องคดี  อุปกิต ปาจรียางกูร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ในข้อหาหมิ่นประมาท  ระหว่างการอภิปรายทั่วไป   เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท 

คุณหญิงหน่อยฉุนเปรียบ’ไทยสร้างไทย’พรรคพี่-น้อง เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547999

01 พ.ค. 2566

คุณหญิงหน่อยฉุนเปรียบ'ไทยสร้างไทย'พรรคพี่-น้อง เพื่อไทย

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แสดงความไม่พอใจที่คนของพรรคเพื่อไทยเปรียบ”ไทยสร้างไทย” เป็นเหมือนพรรคพี่พรรคน้อง ยืนยันจุดยืนพรรคไม่ได้เป็นตัวแทนของใคร สุดมั่นใจลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องผลตอบรับดี เห็นใจ”ทักษิณ ชินวัตร” อยากกลับมาเลี้ยงหลาน

หัวหน้าพรรค “ไทยสร้างไทย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แสดงความไม่พอใจที่มีการนำพรรคไทยสร้างไทย ไปเชื่อมโยงกับ“พรรคเพื่อไทย”ว่า ทั้งสองพรรคเป็นพรรคพี่พรรคน้อง   โดยเห็นว่าการออกมาเปิดประเด็นนี้ของคนจากเพื่อไทย  ทำให้พรรคได้รับความเสียหาย   ซึ่งหากจะหาเสียงก็ควรไปชูนโยบาย  ไม่ควรมาสร้างประเด็นวาระซ่อนเร้น   ย้ำว่าการทำงานของไทยสร้างไทย ทำเพื่อประชาชน

คุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์  หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย  ให้สัมภาษณ์ว่า   การอ้างคำว่า “พรรคพี่พรรคน้อง”  ด้วยการเชื่อมโยง “ไทยสร้างไทย”กับ”เพื่อไทย” โดยประเด็นนี้มาจากการพูดของตัวแทนพรรคเพื่อไทยเป็นการฝันไปเอง   ขอประกาศชัดเจนว่า พรรคไทยสร้างไทยไม่เป็นตัวแทนของใคร และการที่พรรคเพื่อไทยนำไปพูดในการหาเสียง เรื่องพรรคพี่พรรคน้อง  ทำให้พรรคไทยสร้างไทยเสียหาย หากมีหลักฐานเพียงพอ ก็จะแจ้งความดำเนินคดี ขอเตือนว่าอย่าใส่ร้ายคนอื่น 

การหาเสียงขอให้พูดกับประชาชนโดยไม่มีวาระแอบแฝง ซึ่ง”ไทยสร้างไทย” ยืนยันมาโดยตลอดว่า  การทำงานการเมือง พรรคไม่ได้ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่ทำเพื่อประชาชน”  ขณะนี้กระแสความนิยมของพรรค ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง  ถือว่าคะแนนของไทยสร้างไทยดีวันดีคืน จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งให้สัญญากับประชาชนว่า ถ้าเลือกไทยสร้างไทย ขอเวลาเพียง 3 ปี ซึ่งประชาชนตอบรับดี เห็นด้วยกับการออกจากการเมืองแบบเก่า  

ส่วนกรณีที่ ผู้สมัครสส.ชุมพร ทำลายป้ายหาเสียงตัวเอง และพูดถึงการจัดสรรงบประมาณในการหาเสียง ทางพรรคแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา ที่ผู้มาสมัครอยากได้เงิน แต่แนวทางไม่ตรงกัน
เมื่อไม่มีอุดมการณ์ คิดเพียงว่าพรรคการเมืองต้องให้เงิน   หากคิดแบบนี้ก็ขอให้ไปอยู่พรรคอื่น 

สวนกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ทวิตข้อความ  อยากกลับมาเลี้ยงหลาน   ตนมองว่าการเมืองหลังเลือกตั้งมีความเสี่ยง เข้าใจดีถึงความจำเป็นของแต่ละฝ่าย และเห็นใจนายทักษิณ ซึ่งหากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และกระบวนการให้ความยุติธรรม ก็มีสิทธิ์ที่จะกลับมา  ส่วนที่ยังมีมุมมองที่แตกต่างกัน กรณีที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งและการรัฐประหาร มองว่าถ้าทำอย่างเที่ยงตรง เชื่อว่าจะไม่มีเหตุที่ใครนำไปอ้างให้เกิดการรัฐประหารอีก 

คุณหญิงหน่อยฉุนเปรียบ'ไทยสร้างไทย'พรรคพี่-น้อง เพื่อไทยคุณหญิงหน่อยฉุนเปรียบ'ไทยสร้างไทย'พรรคพี่-น้อง เพื่อไทยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ออกมาตอบโต้หลังมีการเชื่อมโยงว่าพรรคไทยสร้างไทยเป็นเหมือนพรรคพี่พรรคน้องกับพรรคเพื่อไทย 

วันแรงงาน ‘ชาติพัฒนากล้า’ แนวคิดใหม่ ชู Gig Economy

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/547998

01 พ.ค. 2566

วันแรงงาน 'ชาติพัฒนากล้า' แนวคิดใหม่ ชู Gig Economy

‘ชาติพัฒนากล้า’ เปิดนโยบายงานดี แนวคิดใหม่ Gig Economy เพิ่มค่าจ้างผู้สูงวัย-สวัสดิการอาชีพทหารและกลุ่มไรเดอร์-ตำแหน่งงานนักวิจัยท้องถิ่น

วันนี้ 1 พ.ค. 66 เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 2566 นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดนโยบาย “งานดี” เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศด้วยการเสนอ เพิ่มตำแหน่งงานนักวิจัยและนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระดับท้องถิ่น เพื่อจัดตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรมเพื่อแปรรูปสินค้าเกษตร 1 แห่งทุกจังหวัด , ส่งเสริมการจ้างงานและยกระดับศักยภาพผู้สูงวัยด้วยการ สนับสนุนเงินเดือนลูกจ้างผู้สูงอายุเดือนละ 5,000 บาท รวม 500,000 ตำแหน่ง ให้แก่หน่วยงานที่จ้างบุคลากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 
 

นอกจากนี้ยังมีนโยบายการลดจำนวนทหารที่มาจากการเกณฑ์ทหารและเพิ่มจำนวนทหารประจำการแบบสมัครใจ โดยใช้สวัสดิการเป็นแรงจูงใจ พร้อมเปิดตำแหน่งงาน 25,000 อัตราในหน่วยราชการต่างๆ เพื่อรองรับทหารหลังปลดประจำการ

ส่วนกลุ่มแรงงานที่ทำงานบนแพลตฟอร์ม เช่น กลุ่มไรเดอร์ ที่ทำงานมากกว่า 10 ชั่วโมง นานกว่าพนักงานประจำด้วยซ้ำ ซึ่งไรเดอร์เป็นอุตสาหกรรมใหม่มีอะไรที่จะต้องปรับเพื่อความยุติธรรมต่อผู้ให้บริการ รวมถึงเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงควรได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน กำหนดค่าแรงขั้นต่ำสามารถทำได้และต้องมาดูว่าควรมีจุดเริ่มต้นเท่าไรและต้องโปร่งใส  
นายกรณ์ จาติกวณิชนายกรณ์ จาติกวณิช

ด้านนายวรวุฒิ อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวเสริมว่า จากที่ได้รับฟังปัญหาของไรเดอร์แต่ละคน ต้องสู้ชีวิตและไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลายๆ เรื่อง ทั้งค่าจ้างแรงงาน สิทธิขั้นพื้นฐาน โอกาสในการเติบโต รวมไปถึงความปลอดภัยในอาชีพ จึงได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้ 3 ข้อคือ 
1.การแก้ปัญหาค่าจ้างไม่เป็นธรรม รัฐบาลต้องเป็นคนกลาง ระหว่างแพลตฟอร์ม กับ ไรเดอร์ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม 
2.ไรเดอร์ ควรต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน รวมถึงแพลตฟอร์มต้องทำประกันอุบัติเหตุให้ไรเดอร์ในสังกัด 
3.แพลตฟอร์มต้นสังกัดควรส่งเสริมให้ไรเดอร์ได้มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ประกอบการ 

ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พูดถึงการเน้นลดค่าใช้จ่าย ไม่ได้เน้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างเดียว เพราะถ้าพูดล่วงหน้าจะเป็นการชี้นำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อและของแพงตามมา ซึ่งพรรคชาติพัฒนากล้านำเสนอมาตลอดคือ ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ใครมีเงินไม่ถึง 40,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษี และนโยบายยกเลิกแบล็กลิสต์ ช่วยคนตัวเล็กได้ลืมตาอ้าปาก ซึ่งการแก้ปัญหาแบบนี้จะเป็นการแก้ปัญหาปากท้องแบบยั่งยืน

วันแรงงาน 'ชาติพัฒนากล้า' แนวคิดใหม่ ชู Gig Economy

พรรคชาติพัฒนากล้าพรรคชาติพัฒนากล้า