‘เพื่อไทย’ เอาผิดอาญา ทิพานัน บิดเบือนนโยบาย คิดใหญ่ ทำเป็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538808

15 ธ.ค. 2565

'เพื่อไทย' เอาผิดอาญา ทิพานัน บิดเบือนนโยบาย คิดใหญ่ ทำเป็น

งานเข้า ‘ทิพานัน’ ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ดำเนินคดีอาญา หลังให้ข่าวบิดเบือนนโยบาย คิดใหญ่ ทำเป็น

ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลงนามในหนังสือมอบอำนาจให้  ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ดำเนินคดีเอาผิดกับนางสาวทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14  ธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา เวบไซต์รัฐบาลไทย  http://www.thaigov.go.th  เผยแพร่ข่าวมีเนื้อหาว่า

“ทิพานัน ห่วงเพื่อไทยเปิดนโยบาย ซ้ำรอยอดีต คิดใหญ่ โกงเป็น จี้หยุดวาทกรรมเศรษฐกิจไม่ดี ยกผลประกอบการธุรกิจตระกูลชินวัตร ตอกกลับ ขณะที่ภาคธุรกิจ 112 องค์กรจ่อขึ้นเงินเดือน”    เนื้อหาข่าวดังกล่าวมีการใช้ถ้อยคำในลักษณะที่ทำให้ผู้เห็นและอ่านข้อความ  มีความเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ไม่ดี คิดทำนโยบายเรื่องใหญ่เพื่อหวังจะโกงหรือทุจริต  ซึ่งล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น 

พรรคเพื่อไทยจึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน ให้ดำเนินคดีกับนางสาวทิพานัน ศิริชนะ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง กรณีนำเสนอข่าวดังกล่าว ทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง  ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328 และความผิดฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง จนกว่าคดีจะถึงที่สุด 

ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ยังได้ยื่นคำร้องต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  ขอให้ดำเนินการสืบสวนและไต่สวน และดำเนินคดีกับนางสาวทิพานัน ตามมาตรา 169 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 73(5) เป็นความผิดตามมาตรา 159 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ 2561 

พรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือเรียกร้องให้กกต.สอบสวนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยยื่นหนังสือเรียกร้องให้กกต.สอบสวนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

'เพื่อไทย' เอาผิดอาญา ทิพานัน บิดเบือนนโยบาย คิดใหญ่ ทำเป็น

เนื่องจากการกระทำของนางสาวทิพานัน เป็นการเจตนาใส่ร้ายด้วยความเท็จ เพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครและพรรคเพื่อไทย และจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งงดเว้นการลงคะแนนให้กับผู้สมัครและพรรคเพื่อไทย

ประธานสภา ยัน หากองค์ประชุมยังครบ ไม่มีผลกระทบจาก’ส.ส.ลาออก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538793

15 ธ.ค. 2565

ประธานสภา ยัน หากองค์ประชุมยังครบ ไม่มีผลกระทบจาก'ส.ส.ลาออก'

‘ประธานสภา’ยกตัวอย่างสมัยพล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ มีส.ส.ลาออกจำนวนมาก แต่ก็สามารถทำให้งานสภา เดินหน้าต่อไปได้

ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยกตัวอย่างเหตุการณ์ ส.ส.ลาออกจำนวนมากในยุคของ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ แต่สมาชิกที่เหลืออยู่ก็ทำหน้าที่  จนสามารถทำผลงานได้มากที่สุดสมัยหนึ่ง ก่อนจะประกาศยุบสภาตามที่เคยประกาศไว้

แต่ครั้งนี้ ยอมรับว่าสภา แตกต่างจากเมื่อก่อน เพราะหัวหน้าพรรคแกนนำรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็น ส.ส. เมื่อมีปัญหาจะหันหน้าไปปรึกษาจึงเป็นเรื่องยาก กรรมการประสานงานจึงน่าเห็นใจ แต่ก็ช่วยได้เยอะ ซึ่งตนเองได้ช่วยประสานผู้นำแต่ละฝ่าย ในเรื่องใดที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายค้านและรัฐบาล

ประธานสภาฯบอกว่า การที่ส.ส.ทยอยลาออกจำนวนมาก ไม่กระทบต่อการประชุม เนื่องจากองค์ประชุมยังครบสามารถดำเนินการประชุมได้ พร้อมให้กำลังใจสมาขิกที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ให้มาทำงาน เพราะเวลาที่เหลืออยู่มีมากพอที่จะพิจารณาวาระสำคัญ

โดยเฉพาะเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ ซึ่งมีมากกว่า 20 เรื่อง บางเรื่องใช้เวลาเป็นปี และใช้งบประมาณเสียไปกว่า 2 ล้านบาท เรื่องเหล่านี้ควรจะพิจารณาให้ทันก่อนปิดสมัยประชุมนี้ จึงคาดว่าในช่วงต้นปีหน้า จะหารือในการเพิ่มวันศุกร์ของแต่ละสัปดาห์อีก 1 วัน  

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทยณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรรคภูมิใจไทย เตรียมเปิดตัว ส.ส. ย้ายไปสังกัดในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ว่า หลายพรรคการเมืองรู้อยู่แล้ว รายชื่อที่ย้ายจากพรรคเพื่อไทยนั้นไม่มีอะไรแปลกใหม่ พรรคได้เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์นี้ไว้ล่วงหน้า และได้คัดสรรผู้สมัครรายใหม่แล้ว และเรื่องนี้ไม่ส่งผลกระทบกับพรรค แต่ต้องตามดูว่าจะกระทบต่อพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่

เพราะหากนับ ส.ส. ที่ลาออกไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ส่วนใหญ่มาจากพรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นแกนนำรัฐบาล และต้องติดตามว่าส.ส.เหล่านั้นจะได้กลับเข้าสภาหรือไม่

‘รถไฟฟ้าสายสีเขียว’ ปัญหาค้างท่อ ที่ครม.ยังไม่ได้แก้ไข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538785

15 ธ.ค. 2565

'รถไฟฟ้าสายสีเขียว' ปัญหาค้างท่อ ที่ครม.ยังไม่ได้แก้ไข

4.6 หมื่นล้าน ค่าจ้างค้างจ่าย กว่าสามปี เดิน ‘รถไฟฟ้า’ สายสีเขียว ออกคำสั่งตั้งแต่ปี 2562 กว่าสามปีผ่านมา ยังหาข้อยุติไม่ได้

สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้ชำนาญด้านโครงการและแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนและท่าอากาศยานโพสเฟสบุ๊ค ทวงถาม ค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว กว่า3ปี หนี้4.6 หมื่นล้าน ยังไม่จ่ายเอกชนผู้รับจ้างเดินรถ 

แม้ว่า BTSC จะออกมาทวงหนี้หลายครั้งด้วยสารพัดวิธี แต่ดูเหมือนว่าโอกาสที่จะได้เงินคืนยังริบหรี่ คงไม่มีผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้ารายใดในโลกที่อดทนให้บริการโดยไม่ได้รับค่าจ้างมานานกว่า 3 ปีแล้ว การให้บริการผู้โดยสารเป็นภาระหน้าที่ของภาครัฐ แล้วทำไมจึงปล่อยให้ภาคเอกชนที่รับจ้างทำหน้าที่แทนภาครัฐเคว้งคว้าง อย่างไร้อนาคตเช่นนี้

ภาพประกอบจากเฟสายบุ๊ค สามารถ ราชพลสิทธิ์ ภาพประกอบจากเฟสายบุ๊ค สามารถ ราชพลสิทธิ์

บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ยังไม่ได้รับค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย และค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกลประมาณ 46,000 ล้านบาท (รวมดอกเบี้ย) ในส่วนของค่าจ้างเดินรถนั้น BTSC ไม่ได้รับค่าจ้างมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม BTSC ยังคงให้บริการเดินรถตลอดมาทุกวัน ไม่มีวันหยุด แม้ไม่ได้รับค่าจ้างก็ตาม

ขณะที่ผู้ว่าฯ กทม. มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ขอให้รัฐบาลช่วยชำระค่างานโยธา (ที่รับโอนมาจาก รฟม.) และค่าติดตั้งงานระบบไฟฟ้าและเครื่องกลของส่วนต่อขยายที่ 2 (ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-คูคต) รวมทั้งค่าจ้างเดินรถค้างจ่ายแทน กทม.

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2565 ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ กทม. ชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถค้างจ่ายทั้งส่วนต่อขยายที่ 1 และที่ 2 ถึงเดือนกรกฎาคม 2564 เป็นเงิน 11,755 ล้านบาท แต่ กทม. ยังไม่ชำระ โดยได้อุทธรณ์มูลค่าหนี้ต่อศาลปกครองสูงสุด

หลังจาก กทม. มีผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือลงวันที่ 13 มิถุนายน 2565 ถึงผู้ว่าฯ กทม. ขอทราบแนวทางการดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเสนอ ครม. ต่อไป

เหตุที่ มท. 1 ขอความเห็นจากผู้ว่าฯ กทม. เพราะก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2565 ผู้ว่าฯ กทม. (ในขณะนั้น) ได้มีหนังสือถึง มท. 1 ขอความเห็นชอบให้ขยายสัมปทานให้ BTSC เป็นเวลา 30 ปี ตั้งแต่ปี 2572-2602 โดยมีเงื่อนไขให้ BTSC แบกภาระหนี้สินทั้งหมดที่ กทม. มีอยู่กับ BTSC และ รฟม. พร้อมกับแบ่งรายได้ให้ กทม. ไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท อีกทั้ง กำหนดให้ BTSC เก็บค่าโดยสารในอัตรา 15-65 บาท (สูงสุดไม่เกิน 65 บาท)

แต่หลังจากที่ มท. 1 ได้รับหนังสือตอบจากผู้ว่าฯ กทม. แล้ว มท.1 ยังไม่ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ของรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้ ครม. พิจารณา  มท.1 มีข้อมูลครบถ้วนพร้อมที่จะตัดสินใจได้แล้วว่าจะแก้ปัญหาหนี้ได้อย่างไร จะชำระหนี้หรือขยายสัมปทานแทนหนี้ มีแค่ 2 ทางเลือกเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่มีประโยชน์ที่จะปล่อยเวลาให้เนิ่นนานออกไป ถ้าไม่ตัดสินใจในวันนี้ก็ต้องตัดสินใจในวันหน้า

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ควรเร่งรัดการดำเนินงานของกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่เป็นผู้ออกคำสั่ง คสช.ที่ 3/2562 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562 ให้กระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งให้แก้ปัญหาการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพื่อให้เดินรถได้ต่อเนื่องเป็นโครงข่ายเดียวกัน ไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน

เมื่อคณะกรรมการฯ ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ภาระหน้าที่จึงตกอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย  หากกระทรวงมหาดไทยเสนอแนวทางการแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลน่าจะมีข้อมูลพร้อมที่จะตัดสินใจได้ว่าจะชำระหนี้หรือขยายสัมปทานแทนหนี้ให้ BTS

สามารถ บอกว่า การตัดสินใจเร็วจะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีของการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน การลังเลจะทำให้เอกชนไม่มั่นใจที่จะมาร่วมลงทุนในโครงการของรัฐโดยเฉพาะเอกชนจากต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย และที่สำคัญ จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

รายชื่อ 31 ส.ส.ยื่นลาออก คาดแห่ซบ’ภูมิใจไทย’ ยืนยันแล้ว 1 พร้อมเหตุผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538767

14 ธ.ค. 2565

รายชื่อ 31 ส.ส.ยื่นลาออก คาดแห่ซบ'ภูมิใจไทย' ยืนยันแล้ว 1 พร้อมเหตุผล

รายชื่อ 31 ส.ส.ยื่นลาออก คาดส่วนใหญ่เข้า’ภูมิใจไทย’ จับตา 16 ธ.ค.นี้ ใครปรากฎตัวบ้าง ยืนยันแล้ว 1 คือ ส.ส.แนน ไม่ดีลตำแหน่ง แต่ส่งตัวเองลงเขต 8 อุบลราชธานีถื่นเดิม

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.ทยอยลาออกตั้งแต่วันที่ 13-15 ธ.ค.2565 จำนวน 31 คน ประกอบด้วย 

พรรคประชาธิปัตย์ 
1.น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย หรือ แนน ส.ส.อุบลราชธานี 

พรรคเสรีรวมไทย
2.นายเดชทวี ศรีวิชัย ส.ส.ลำปาง 

พรรคพลังประชารัฐ
3.นายกฤษณ์ แก้วอยู่ ส.ส.เพชรบุรี 
4.นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ ส.ส.กทม.
5.นายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม.
6.นายธรรมวิชญ์  โพธิพิพิธ  ส.ส.กาญจนบุรี 
7.นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ ส.ส.นครปฐม 
8.นายประทวน สุทธิอํานวยเดช ส.ส.ลพบุรี 
9.น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.
10.นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท 
11.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ 
12.นายอนุชา น้อยวงศ์ ส.ส.พิษณุโลก 
13.นายอัฎฐพล โพธิพิพิธ ส.ส.กาญจนบุรี 

พรรคเพื่อไทย 
14.นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ส.ส.อุดรธานี 
15.นายธีระ ไตรสรณกุล ส.ส.ศรีสะเกษ 
16.นายนพ ชีวานันท์ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา
17.นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก 
18.นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ส.กทม. 
19.นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร ส.ส.นครนายก 
20.นายสุชาติ ภิญโญ ส.ส.นครราชสีมา  

พรรคก้าวไกล
21.นายเกษมสันต์ มีทิพย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 
22.นายขวัญเลิศ พานิชมาท ส.ส.ชลบุรี 
23.นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ
24. นายพีรเดช คําสมุทร ส.ส.เชียงราย 
25.นายเอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.เชียงราย 

พรรคเศรษฐกิจไทย
26.นายธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี  
27.นายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก 

พรรคชาติพัฒนา
28.นายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร 

พรรคประชาภิวัฒน์
29.น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ 

พรรคเพื่อชาติ
30. นายอารี ไกรนรา ส.ส.บัญชีรายชื่อ 
พรรครวมพลัง
31. น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ทั้งหมดนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 13-15 ธ.ค.2565 มีรายงานว่า รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ที่ลาออก จะย้ายสังกัดไปอยู่พรรคภูมิใจไทย โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 16 ธ.ค.นี้ 1คนที่ยืนยันชัดเจนแล้วว่า เจอกันแน่นอน คือ น.ส.บุณย์ธิดา หรือ ส.ส.แนน ที่เคยปรากฎภาพร่วมงานวันเกิดเนวิน ชิดชอบ  

น.ส.บุณย์ธิดา สมชัย หรือ แนน ส.ส.อุบลราชธานี ร่วมงานวันเกิดเนวินน.ส.บุณย์ธิดา สมชัย หรือ แนน ส.ส.อุบลราชธานี ร่วมงานวันเกิดเนวิน

ส.ส.แนน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวคมชัดลึกว่า ตนได้ยื่นลาออก 2 แห่ง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีผลทันที แต่เพื่อไม่ให้มีปัญหาองค์ประชุมระหว่างรอเรื่องจาก กกต. ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงยื่นที่รัฐสภาอีกแห่ง 

ส่วนสาเหตุลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่ขอเปิดเผย เรื่องอะไรก็ตามที่เคยเกิดขึ้นถือว่าผ่านไปและอยากให้จบที่ตรงนั้น อยากจากด้วยดี ยืนยันไม่ได้ขัดแย้งกับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคหรือ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคแต่อย่างใด

ส่วนสาเหตุเลือกเข้าพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากเป็นพรรคเดียวที่แสดงความจำนง ที่อยากร่วมทำงานและตนก็มีคนรู้จักอยู่ในพรรคเยอะพอสมควร รวมถึงวิธีการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และยอมรับว่าตอนที่ภาพหลุดปรากฏร่วมงานวันเกิดนายเนวิน ก็มีคิดไว้บ้างแล้วเรื่องย้ายพรรค ยืนยันว่าไม่ได้ร้องขอตำแหน่ง หรือมีเงื่อนไขอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงคุยเรื่องการทำงานและนโยบายในพื้นที่ และไม่กังวลเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับคนอื่น เพราะในพื้นที่นั้น ตนเป็น ส.ส.คนเดียว การเลือกตั้งหน้าลุยพื้นที่เดิม เขต 8 จ.อุบลราชธานี 

นิพิฏฐ์ ออกไป พรรค’สร้างอนาคตไทย’ ไม่ได้รับผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538751

14 ธ.ค. 2565

นิพิฏฐ์ ออกไป  พรรค'สร้างอนาคตไทย' ไม่ได้รับผลกระทบ

เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย ยืนยัน ‘นิพิฏฐ์’ อินทรสมบัติ จากกันด้วยดี และจะเดินหน้าการเมืองต่อไป ไม่ได้รับผลกระทบ

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย ยืนยันว่าการลาออกของนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรองหัวหน้าพรรคเป็นเรื่องธรรมดาของการเมือง ที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ซึ่งพรรคก็ยอมรับในการตัดสินใจ และไม่ได้มีข้อขัดแย้งใดๆกับนิพิฏฐ์

สำหรับตัวผู้แสดงเจตจำนงเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ภาคใต้ ตัวหลักยังดำเนินการทางการเมืองร่วมกันต่อไป พรรคสร้างอนาคตไทยยังเดินหน้าทางการเมืองเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง 

ด้านการบริหารโครงสร้างที่วางไว้มีความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อการทำงานของพรรค
ทั้งในส่วนภาพรวมและในพื้นที่ภาคใต้  เนื่องจากพรรคมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่ทำงานร่วมกับพรรคยังเดินหน้าตามทิศทางของพรรคต่อไป และมีผู้ที่จะมารับผิดชอบงานในส่วนของนายนิพิฏฐ์อยู่แล้ว การดำเนินงานของพรรคไม่สะดุดหรือมีอุปสรรคปัญหาใดๆ อีกทั้งหากปรับยุทธศาสตร์เรียบร้อยพรรคจะเข้มแข็งมากขึ้นในพื้นที่ภาคใต้


ผลของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ที่ได้กำหนดบัตร 2 ใบ และการหาร 100 ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเห็นการปรับเปลี่ยนในยุทธศาสตร์ทางการเมืองของหลายพรรค เพื่อให้มีการทำการเมืองสอดรับกับกติกาใหม่ พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึง สอท. ก็ต้องมีการปรับยุทธศาสตร์ทางการเมืองเช่นกัน ซึ่งก็เป็นไปตามที่ตนได้เคยคาดการณ์ไว้

ส่วนกรณีการพูดคุยเจรจากับพรรคการเมืองตามเป็นข่าวนั้น ขณะนี้มีความคืบหน้าเป็นไปในทิศทางที่ดี ซึ่งคาดว่าพรรคจะมีการเปิดเผยข่าวดีในเร็วๆนี้

‘พนันบอล’ โทษ-ประโยชน์ สร้างGDP 1.12% ‘นักวิชาการ’แนะรื้อกฎหมาย ปฏิรูปตำรวจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538750

14 ธ.ค. 2565

'พนันบอล' โทษ-ประโยชน์ สร้างGDP 1.12% 'นักวิชาการ'แนะรื้อกฎหมาย ปฏิรูปตำรวจ

เสวนา ‘พนันบอล’ นักวิชาการ ชี้หากทำถูกกฎหมาย ต้องควบคุมให้ดี จะสร้างรายได้ให้ประเทศสูงกว่าซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะรื้อกฎหมายล้าสมัย พร้อมปฏิรูปตำรวจควบคู่ ไม่เช่นนั้นแก้ปัญหาไม่จบ

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 2565 น.ส.วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรม กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จัดเวที ฟัง-คิด-ทำ “พนันบอล” ควรหยุดหรือถูกกฎหมาย? โดยมี รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายธนิศร์ พิริยะโภคานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โพรเมสซ์ จำกัด และ เบลล์ ขอบสนาม เข้าร่วม 

น.ส.วทันยา กล่าวถึงการเล่นพนันฟุตบอลสร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจว่า การพนันฟุตบอล คนเข้าไปเกี่ยวข้องน้อยกว่าการพนันประเภทอื่น แต่มูลค่ากลับสูงที่สุดในประเทศไทย ปี 2564 มีเม็ดเงินหมุนเวียนในวงการพนันฟุตบอล 180,000 ล้านบาท คิดเป็น 1.12% ของ GDP แต่จากการศึกษาพบว่าคนที่เล่นการพนันแล้วโอกาสที่จะออกจากการพนันได้ยากมาก ดังนั้นเราจะสร้างความสมดุลได้อย่างไร เพราะตัวเลขเศรษฐกิจก็ต้องการ หากจัดเก็บภาษีนำมาพัฒนาประเทศได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นเงินที่หมุนเวียนแต่ประเทศไม่ได้อะไร

การพนันฟุตบอลเป็นเรื่องที่อยู่ในสังคมของทุกประเทศอยู่แล้ว แทนที่จะทำจากเรื่องใต้โต๊ะ ก็หยิบขึ้นมาไว้บนโต๊ะ เพื่อง่ายต่อการควบคุมดูแลได้อย่างทั่วถึง เช่น อังกฤษ ออกกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการพนันมาตั้งแต่ปี 1960 จากนั้นปี 2005 ได้ปรับปรุงเพิ่มมาตรการควบคุมไม่ให้มีการโฆษณาไปถึงเยาวชนและจะต้องมีการให้ความรู้กับประชาชน 

น.ส.วทันยา บุนนาค หรือ มาดามเดียร์ ประธานคณะทำงานนวัตกรรม กทม. พรรคประชาธิปัตย์น.ส.วทันยา บุนนาค หรือ มาดามเดียร์ ประธานคณะทำงานนวัตกรรม กทม. พรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ รศ.ดร.นวลน้อย กล่าวเสริมว่า ในประเทศอังกฤษยังปฏิรูปตำรวจอย่างจริงจังควบคู่ไปด้วย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกัน เมื่อทำการพนันให้ถูกกฎหมายก็ต้องมีการปราบในส่วนที่ผิดกฎหมายด้วย หากทำเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถทำให้การพนันที่ผิดกฎหมายหมดไปได้ 

ส่วนประเทศไทย หากเราพร้อมขนาดนั้นก็ทำได้ แล้วการกำกับต้องทำอย่างไรไม่ให้ส่งผลร้ายต่อสังคมมากเกินไป เพราะการพนันก่อให้เกิดปัญหาหนี้ นำไปสู่การเกิดอาชญากรรม ความรุนแรง และปัญหาอื่นๆ แต่ถ้าออกกฎหมายอย่างเดียว พนันถูกกฎหมายก็จะสู้พนันผิดกฎหมายไม่ได้ เพราะพนันถูกกฎหมายจะเก็บเสียภาษี แต่พนันผิดกฎหมายจ่ายส่วยอย่างเดียว ไม่ได้จ่ายภาษี

ด้านดร.ณัฐกร ระบุว่า การพนันมีหลายระดับ แต่ละประเทศมองการพนันแตกต่างกันไป ซึ่งเจตนาประเทศที่มีการพนันถูกกฎหมาย มองถึงแหล่งรายได้ใหม่เข้าสู่รัฐ ดังนั้นประเทศเหล่านี้จึงสามารถจัดการการพนันผิดกฎหมายได้ เพื่อไม่ให้มาเป็นคู่แข่งกับรัฐ และมองว่ารัฐจคุ้มครองผู้เล่นได้ดีกว่าที่จะปล่อยให้ไปเล่นกับเว็ปไซต์เถื่อนที่อาจจะถูกโกงได้ หรือยังจะสามารถวางมาตรการกำกับ เช่น อายุผู้เล่น และผู้ให้บริการได้อีกด้วย 

ส่วนประเทศไทย มองว่า สิ่งสำคัญต้องปรับปรุงกฎหมาย เพราะล้าสมัย ไม่มีการแก้ไข เราใช้รัฐธรรมนูญมา 20 ฉบับ แต่กฎหมายการพนันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเราใช้มา 2 ฉบับ รวมถึงต้องจัดเรียงการพนันตามความรุนแรงและใช้มาตรการให้สอดคล้องตามระดับความรุนแรง เช่น หากมองว่ากาสิโนหรือการพนันออนไลน์มีความรุนแรงสุด ก็ต้องมีมาตรการที่เข้มงวด ส่วนการพนันพื้นบ้านก็อาจจะเปิดให้มีช่องทางที่เปิดกว้างมากขึ้น โดยการออกกฎหมายผ่านการออกประชามติของประชาชน เพื่อทำให้การดำเนินนโยบายมีความชอบธรรม แต่หากจะให้พรรคการเมืองทำเองตนมองว่าอาจจะมีความเสี่ยง 

ด้านนายธนิศร์ ได้ให้ข้อมูลเปรียบเทียบมูลค่าการพนันว่า การพนันฟุตบอลในประเทศไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนปีละ 180,000 ล้านบาท ขณะที่สลากกินแบ่งรัฐบาล มีเม็ดเงินหมุนเวียนเพียงปีละ 130,000 ล้านบาท และเมื่อรวมการพนันทั้งถูกและผิดกฎหมายในประเทศไทยมีเม็ดเงินหมุนเวียนปี 2564 อยู่ที่ 740,000 ล้านบาท และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวช่วงปี 2563 ที่มีมูลค่า 800,000 ล้านบาท ซึ่งมีความใกล้เคียงกัน แต่การที่นักท่องเที่ยวเข้ามานั้นมีต้นทุนสูงเพราะการใช้ทรัพยากร แต่การพนันไม่มีการใช้ทรัพยากรอะไรและทำให้มีต้นทุนต่ำ และหากมองว่าเรื่องของการพนันเป็นธุรกิจโอกาสเสียงที่จะเจ้งมีต่ำมากหากไม่โดนโกง ดังนั้นไม่ว่าจะมองมุมไหนในเชิงตัวเลขถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ พร้อมนำ เทคโนโลยีบล็อกเชน เข้ามาป้องกันการเข้าถึงของเยาวชน เช่น เมื่อมีเยาวชนเข้าถึงจะมีการส่งSMSไปขออนุญาตจากทางผู้ปกครอง

ด้าน เบลล์ ขอบสนาม เปรียบการพนันฟุตบอลเหมือนกับการเล่นหุ้นว่า เมื่อจะลงทุนไปกับทีมใด ต้องศึกษา แข่งกับใคร เหมือนจะไปซื้อหุ้นต้องศึกษาบริษัทนี้ใครเป็นเจ้าของ ทิศทางในเดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เราต้องมาคุยกันคือเราจะจัดการอย่างไรให้เยาวชนที่ไม่ต้องการให้เข้ามาสู่การพนันจะทำอย่างไร อาจจะต้องสร้างระบบที่เด็กไม่สามารถเข้าไปเล่นได้ อาจจะมีการเช็คเครดิตเหมือนการยื่นขอวีซ่า ถ้าวันนี้เราสร้างระเบียบว่าจะไม่มีการแทงลมเด็ดขาดจะไม่มีใครมาจับเสือมือเปล่า ก็มองว่าจะลดปัญหาการฆ่าตัวตาย หนี้การพนันแบบไม่คาดคิดได้ เพราะทุกคนจะเล่นโดยมีลิมิตของตัวเอง ยอมรับว่า ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน อย่างเช่น กาสิโนที่สิงคโปร์ การที่คนสิงคโปร์จะเข้าไปเล่นจะต้องจ่ายค่าเข้า ในขณะที่คนต่างชาติเข้าฟรี นั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องการให้คนชาติเขาเล่น แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้ชาวต่างชาติเข้ามาเสียเงินใช้จ่าย 

เสวนา ฟัง-คิด-ทำ “พนันบอล” ควรหยุดหรือถูกกฎหมาย?เสวนา ฟัง-คิด-ทำ “พนันบอล” ควรหยุดหรือถูกกฎหมาย?

‘ตั๊น จิตภัสร์’โต้โยงอยู่ก๊วนโค่นล้ม’จุรินทร์’ ขอพวกช่างยุหยุดได้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538737

14 ธ.ค. 2565

'ตั๊น จิตภัสร์'โต้โยงอยู่ก๊วนโค่นล้ม'จุรินทร์' ขอพวกช่างยุหยุดได้แล้ว

‘ตั๊น จิตภัสร์’ ปฏิเสธ เป็น 1ใน5 กลุ่มกดดันให้ ‘จุรินทร์’ ลาออกจากหัวหน้าพรรค วอนขอพวกช่างยุหยุดปล่อยข่าว เวลานี้ต้องเอกภาพสู้ศึกเลือกตั้ง

หลังจากมีข่าวแกนนำภายใน “พรรคประชาธิปัตย์” กดดันให้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรค ลาออกจากตำแหน่ง และเตรียมเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคใหม่ยกชุด เนื่องจากบกระแสตอบรับไม่ดีเท่าไร  
 

วันที่ 14 ธ.ค. 2565 ที่รัฐสภา น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร หรือ ตั๊น ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ 1 ใน 5 ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง ไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวใดใดในพรรคตามที่ถูกโยงชื่อและภาพข่าวตามที่ถูกกล่าวหา เพราะตระหนักดีว่า ในห้วงเวลาที่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมืองต้องเตรียมความพร้อม ทั้งนโยบายรณรงค์หาเสียงและคัดสรรว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. จึงไม่ใช่เวลาที่จะมาสร้างข่าวหรือสร้างความแตกแยกด้วยการตอกลิ่มเพิ่มขึ้นในพรรคที่เปรียบเสมือนบ้านของพวกเรากันเอง แต่เป็นห้วงเวลาที่พรรคต้องเป็นเอกภาพ และต้องการความสมัครสมานสามัคคีของสมาชิกพรรคทุกระดับเพื่อรวมพลังในการสู้ศึกการเลือกตั้ง

น.ส.จิตภัสร์ กล่าวต่อว่า ตนมีจุดยืนที่มั่นคงและชัดเจนมาตลอด เคยให้สัมภาษณ์แล้วว่า ไม่คิดจะย้ายพรรค ยังขอทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคและผู้ใหญ่ในพรรค จะรับผิดชอบหน้าที่อย่างเต็มที่และดีที่สุด ซึ่งขณะนี้พร้อมจะร่วมกับพรรคสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงแล้ว จึงขอเรียกร้องให้สมาชิกพรรคบางคน บางกลุ่มยุติพฤติกรรมการปล่อยข่าวที่ต้องการสร้างความแตกแยก หรือใช้สถานการณ์นี้สร้างเงื่อนไข หรือเรียกร้องผลประโยชน์ส่วนตัวโดยสร้างความเสียหายต่อพรรค

‘กกต.’ รอกฎหมาย ยังไม่ได้แบ่งเขตเลือก ส.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538738

14 ธ.ค. 2565

'กกต.' รอกฎหมาย ยังไม่ได้แบ่งเขตเลือก ส.ส.

เลขาธิการ กกต. เชื่อทุกพื้นที่เตรียมพร้อม ‘แบ่งเขตเลือกตั้ง’ แล้ว แต่ยังดำเนินการไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ได้บังคับใช้

แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดเผยถึงความคืบหน้าการแบ่งเขตเลือกตั้งส.ส.ระบบเขต ว่าขณะนี้ ในแต่ละพื้นที่มีการเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว 

การแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีการหารือ กับประชาชนในพื้นที่ และพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครฯ โดยยึดหลักสำคัญว่า ต้องคำนึงถึงภูมิประเทศ ที่มีลักษณะไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก รวมถึงประชากร ในแต่ละเขต ต้องไม่แตกต่างกันมากเกินไป

แต่การแบ่งเขตเลือกตั้งของกกต.ต้องดำเนินการหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กฎหมายเลือกตั้งแล้ว  โดย กกต.จะใช้เวลา 2-3 วัน ในการออกระเบียบ

เลขาฯกกต. ระบุว่า เงื่อนไขที่สำคัญอีกประการคือ การประกาศจำนวนประชากรของกระทรวงมหาดไทย  ณ วันสิ้นปี คือวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ซึ่งใช้เป็นฐานการคำนวณ จำนวนประชากรต่อส.ส.หนึ่งคน ขณะนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ 

ส่วนความกังวลที่ว่า หากมีการยุบสภา ในช่วงเวลานี้ จะทำให้มีปัญหาหรือไม่ เลขาฯกกต.ยอมรับว่า หากเกิดเหตุการณ์ ดังกล่าวจะทำให้เกิดความวุ่นวายตามมาอย่างมาก เพราะยังไม่มีกฎหมายที่จะใช้ในการจัดการเลือกตั้ง 

แม้เงื่อนไขกฎหมายเกี่ยวกับเลือกตั้ง จะกำหนดว่า จะต้องมีการจัดการเลือกตั้ง ไม่เร็วก่อน 45 วัน และไม่เกิน 60 วัน หลังยุบสภา ในขณะที่วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลจะนำกฎหมายเลือกตั้งขึ้นทูลเกล้าฯภายในสัปดาห์นี้

ความกังวลเรื่องการเลือกตั้งมาจากข่าวที่มีการพูดกันหนาหู ว่ามีความพยายามเคลื่อนไหว ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยุบสภา  ไม่ต้องอยู่ครบวาระ  ในวันที่ 23 มีนาคมปีหน้า

6 ข้อกังขา เตือน ครม. ก่อนอนุมัติประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ค่าโง่ 6.8 หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538730

14 ธ.ค. 2565

6 ข้อกังขา เตือน ครม. ก่อนอนุมัติประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ค่าโง่ 6.8 หมื่นล้าน

‘สามารถ’ เปิด 6 ข้อกังขา เตือน ครม. ก่อนพิจารณาอนุมัติประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม จนต้องเสีย ‘ค่าโง่’ 6.8 หมื่นล้านบาท เพราะเหตุใดเปลี่ยนกฏเกณฑ์ไปม ลดคุณสมบัติผู้เดินรถ เพิ่มคุณสมบัติผู้รับเหมา เอื้อเอกชนรายใดหรือไม่

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟสบุ๊กฝาก 6 ข้อ ถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะพิจารณาอนุมัติการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม  ระบุว่า


สะกิด ครม. !
ข้อกังขาประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม
ยังไม่เคลียร์ มีความเป็นไปได้ที่ผลการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มจะถูกนำเสนอให้ ครม. พิจารณาอนุมัติในเร็ววันนี้ ผมจึงขอฝากข้อกังขาซึ่งผมเคยสอบถาม รฟม. ในหลายโอกาส แต่ไม่ได้รับคำตอบหรือได้รับคำตอบไม่ตรงประเด็น ให้ ครม. พิจารณา 6 ข้อ ดังนี้

1. การประมูลครั้งที่ 1 รฟม. เปลี่ยนเกณฑ์ประมูลเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ?
รฟม. เปลี่ยนเกณฑ์ประมูลจาก “เกณฑ์เดิม” ที่ต้องพิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคก่อน หากผ่านก็จะพิจารณาข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทนต่อไป ใครเสนอผลประโยชน์สุทธิ (เงินตอบแทนให้ รฟม. หักด้วย เงินขอรับสนับสนุนค่าก่อสร้างจาก รฟม.) ให้ รฟม. มากที่สุดก็จะชนะการประมูล  เป็น “เกณฑ์ใหม่” ที่พิจารณาข้อเสนอด้านเทคนิคพร้อมกับข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน โดยให้คะแนนด้านเทคนิค 30% และคะแนนด้านการลงทุนและผลตอบแทน 70% ใครได้คะแนนรวมสูงสุดก็จะชนะการประมูล
การเปลี่ยนเกณฑ์ประมูลเป็นไปตามคำขอของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD หลังจาก ITD ได้ขอให้เปลี่ยนเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ทั้งๆ ที่ รฟม. ได้ใช้เวลาศึกษามาอย่างละเอียดรอบคอบถึงเกือบ 2 ปี รฟม. เปลี่ยนเกณฑ์ประมูลด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ดังนี้

(1) รฟม. อ้างว่าการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตกจะต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง เป็นผลให้ รฟม. ต้องใช้เกณฑ์ใหม่ แต่เกณฑ์ใหม่ให้คะแนนด้านเทคนิคเพียงแค่ 30% เท่านั้น ถือว่าย้อนแย้งกับเหตุผลที่ รฟม. กล่าวอ้าง ถ้า รฟม. มุ่งหวังที่จะได้เอกชนที่เก่งด้านเทคนิคจริง จะต้องใช้เกณฑ์เดิม เพราะเกณฑ์เดิมให้คะแนนด้านเทคนิค 100% 
(2) รฟม. เคยใช้เกณฑ์เดิมมาก่อนในการประมูลรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีเส้นทางผ่านพื้นที่ซับซ้อน ได้แก่ ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ซึ่งต้องขุดอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ซึ่งต้องขุดอุโมงค์ลอดแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นเดียวกัน 
อีกทั้ง ที่ผ่านมา รฟม. ได้ใช้เกณฑ์เดิมในการประมูลโครงการอื่น เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ซึ่งเป็นรถไฟฟ้ารางเดี่ยว (Monorail) ไม่เคยมีการก่อสร้างในประเทศไทยมาก่อน 
การใช้เกณฑ์เดิมในการประมูลพบว่า รฟม. สามารถคัดเลือกได้ผู้ชนะการประมูลที่มีความสามารถด้านเทคนิคสูงและเสนอผลตอบแทนให้แก่รัฐมากที่สุด ทำให้การดำเนินโครงการของ รฟม. ประสบความสำเร็จมาทุกโครงการ
(3) โครงการขนาดใหญ่อื่นก็ใช้เกณฑ์เดิม เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่ภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทยไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน และใช้วงเงินลงทุนสูง โครงการมอเตอร์เวย์หมายเลข 6 (สายอีสาน) และหมายเลข 81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เป็นต้น
(4) การประมูลครั้งที่ 2 รฟม. ใช้เกณฑ์เดิม ถ้าเกณฑ์เดิมไม่ดี แล้วทำไม รฟม. จึงกลับมาใช้ ?

2. การประมูลครั้งที่ 2 เหตุใด รฟม. จึงลดคุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าลง แต่เพิ่มคุณสมบัติของผู้รับเหมาขึ้น ? การทำเช่นนี้เป็นการเอื้อประโยชน์และกีดกันเอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ?

คุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าที่ลดลง เช่น ไม่ต้องมีผลงานการเดินรถในไทย และไม่ต้องมีผลงานจัดหาหรือผลิตระบบรถไฟฟ้าพร้อมติดตั้ง เป็นต้น ซึ่งในการประมูลครั้งที่ 1 กำหนดให้ต้องมีผลงานดังกล่าว อีกทั้ง การประมูลรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองของ รฟม. ก็ต้องมีผลงานดังกล่าวเช่นเดียวกัน


คุณสมบัติของผู้รับเหมาที่เพิ่มขึ้น เช่น ผู้รับเหมาต้องมีผลงานกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย และต้องเป็นผลงานที่แล้วเสร็จ เป็นต้น ซึ่งการประมูลครั้งที่ 1 ไม่ได้กำหนดให้มีผลงานกับหน่วยงานของรัฐบาลไทย และไม่ต้องเป็นผลงานที่แล้วเสร็จ

หาก รฟม. ไม่ลดคุณสมบัติของผู้เดินรถไฟฟ้าลง จะทำให้ Incheon Transit Corporation หรือ ITC ผู้เดินรถไฟฟ้าจากเกาหลีใต้ไม่สามารถร่วมยื่นประมูลกับ ITD ได้ และหาก รฟม. ไม่เพิ่มคุณสมบัติของผู้รับเหมาขึ้น จะทำให้ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ร่วมกับบริษัท ซิโน–ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ที่เคยยื่นประมูลครั้งที่ 1 จะสามารถยื่นประมูลครั้งที่ 2 ได้ด้วย

3. การประมูลครั้งที่ 2 รฟม. ให้ผู้รับเหมาเป็นผู้นำกลุ่มผู้ยื่นประมูลได้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ?
การยอมให้ผู้รับเหมาสามารถเป็นผู้นำกลุ่มได้ ทำให้ ITD สามารถเป็นผู้นำกลุ่ม ITD Group ซึ่งประกอบด้วย ITD และ ITC ได้ หากผู้รับเหมาไม่สามารถเป็นผู้นำกลุ่มได้ ผู้เดินรถไฟฟ้าจะต้องเป็นผู้นำกลุ่มเหมือนกับการประมูลครั้งที่ 1 ถามว่า ITC จะยอมเป็นผู้นำกลุ่มหรือไม่ ? เนื่องจากผู้นำกลุ่มจะต้องถือหุ้นมากที่สุด และไม่น้อยกว่า 35%


อันที่จริง ผู้นำกลุ่มควรเป็นผู้เดินรถไฟฟ้า เนื่องจากเขาจะต้องรับผิดชอบการบริหารจัดการเดินรถไฟฟ้ารวมทั้งซ่อมบำรุงรักษารถไฟฟ้าสายสีส้มตลอดทั้งสายเป็นเวลาถึง 30 ปี ไม่ใช่ผู้รับเหมาที่ทำการก่อสร้างสายสีส้มตะวันตกเพียง 6 ปี 

สะกิด ครม. ข้อกังขาประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มสะกิด ครม. ข้อกังขาประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม
4. การประมูลครั้งที่ 2 เหตุใด รฟม. จึงพิจารณาให้ ITD ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ ทั้งๆ ที่กรรมการคนหนึ่งของ ITD ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก?
กรณี ITD ซึ่งมีกรรมการคนหนึ่งได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก อาจทำให้มีคุณสมบัติขัดหรือแย้งกับประกาศของคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน เรื่อง ลักษณะของเอกชนที่ไม่สมควรให้ร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนหรือไม่ ? โดยเอกชนที่มีลักษณะดังกล่าว “ไม่มีสิทธิ์” ได้รับคัดเลือกเป็นคู่สัญญาร่วมลงทุนในโครงการร่วมลงทุนตาม พรบ. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 


5. การประมูลครั้งที่ 2 รฟม. เพิ่มคะแนนผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิคให้สูงขึ้นกว่าครั้งที่ 1 เป็นการกีดกันเอกชนรายใดรายหนึ่งไม่ให้ผ่านเกณฑ์เทคนิคหลังจากผ่านเกณฑ์คุณสมบัติมาแล้วหรือไม่ ?
เป็นที่น่าสังเกตว่าในการประมูลครั้งที่ 2 รฟม. ได้เพิ่มคะแนนผ่านเกณฑ์ด้านเทคนิคให้สูงขึ้นกว่าครั้งที่ 1 (ทั้งๆ ที่ การประมูลทั้ง 2 ครั้ง มีเนื้องาน แบบก่อสร้าง และเทคนิคการก่อสร้างเหมือนกัน) และสูงกว่าโครงการอื่นที่ก่อสร้างในพื้นที่เดียวกัน ใช้เทคนิคการก่อสร้างเหมือนกัน ได้แก่ โครงการส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 


6. จากการเปรียบเทียบการประมูลครั้งที่ 1 กับครั้งที่ 2 ทำให้รัฐต้องช่วยค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นถึง 6.8 หมื่นล้านบาท จึงเกิดคำถามว่าการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วยปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติหรือไม่ ? 
อาจเป็นที่สงสัยว่า ข้อเสนอของ BTSC ร่วมกับ STEC ในการประมูลครั้งที่ 1 (ซึ่งรัฐต้องช่วยค่าก่อสร้าง 9,675.42 ล้านบาท) สามารถนำมาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของ BEM ในการประมูลครั้งที่ 2 (ซึ่งรัฐต้องช่วยค่าก่อสร้าง 78,287.95 ล้านบาท) ได้หรือ ?

ผมขอตอบว่าได้ เพราะแบบก่อสร้างเหมือนกัน ราคากลางค่าก่อสร้างในการประมูลทั้ง 2 ครั้ง เท่ากัน คือ 96,012 ล้านบาท รวมทั้งระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 6 ปี และระยะเวลาเดินรถ 30 ปี เหมือนกัน


หมายเหตุ : ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง

เริ่มแล้ว พิจารณากฎหมาย ‘กัญชา’ ลุ้นสภาผ่านวาระ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/538720

14 ธ.ค. 2565

เริ่มแล้ว พิจารณากฎหมาย 'กัญชา' ลุ้นสภาผ่านวาระ 3

กำชับ ส.ส.รักษา ‘องค์ประชุม’ พิจารณา 95 มาตรา ร่างกฎหมายกัญชาเริ่มวันนี้ คาดใช้เวลา 2-3 นัด กรรมาธิการย้ำ แก้ไขตามที่ท้วงติงแล้ว

หลังจากชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรเปิดโอกาสให้สมาชิกได้หารือก่อนจะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม  พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)กัญชา กัญชง (ฉบับที่…) พ.ศ….  ที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวถึงภาพรวมของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ว่า ภายหลังจากร่างดังกล่าวมีการรับหลักการ และได้มีการตั้งกรรมาธิการพิจารณาแก้ไข ขณะนี้ได้เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งการพิจารณาของ กมธ.เป็นไปด้วยความรอบคอบ โดยเพิ่มมาตราจาก 45 มาตราเป็น95 มาตรา และได้เข้าสู่การประชุมในวาระ 2แล้ว แต่มีข้อเสนอจากพรรคการเมืองเพื่อให้นำกลับมาพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับข้อเสนอ และเมื่อ

กมธ.ได้มีการนำกลับมาแก้ไขตามที่ได้มีการเสนอเข้ามาแล้ว พบว่าประเด็นต่างๆที่พรรคการเมืองเสนอเข้ามานั้น เป็นประเด็นที่อยู่ในกฎหมายแล้วทั้งสิ้น  คาดว่าพรรคการเมืองอาจจะยังไม่เข้าใจในเนื้อหากฎหมาย แต่ยืนยันว่า ร่างกฎหมายฉบับเดิมมีความครบถ้วนเพียงพอที่จะไม่เป็นอุปสรรคในการลงมติเห็นชอบหรือปรับปรุงหรือต้องการแก้ไขรายมาตราในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร อย่างแน่นอน

ศุภชัย ใจสมุทร ประธานกมธ. ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง ศุภชัย ใจสมุทร ประธานกมธ. ร่างพ.ร.บ.กัญชา กัญชง

ศุภชัยบอกว่าการออกประกาศของกระทรวงสาธารณสุขยังไม่รอบด้านและไม่มีบทลงโทษอย่างเป็นระบบมากเท่ากับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการพูดถึงการรักษาโรคและมีการควบคุมอย่างรอบด้าน

จากผลการศึกษาปี2564 พบผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยกัญชาร้อยละ16 ที่เหลืออยู่ในตลาดมืดและไม่ได้รับอนุญาตจึงมีความเสี่ยงที่จะปนเปื่อนและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ย้ำว่าผู้ใช้กัญชาไม่ควรอยู่ในฐานะ อาชญากร และต้องเข้าถึงกัญชาที่มีคุณภาพ ร่างกฎหมายที่มีการแก้ไขจึงให้มีการปลูกครัวเรือนละไม่เกิน15 ต้น โดยไม่ต้องจดแจ้ง และไม่เกิน 5ไร่ แต่ต้องจดแจ้ง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่มีการผูกขาดจากผู้ประกอบการ

พร้อมยืนยันว่ากรรมาธิการให้ความสำคัญกับการป้องกันเยาวชนและสตรีมีครรภ์เข้าถึงกัญชาได้อย่างเสรี เพราะแนวทางการป้องกันทั้งหมดถูกกำหนดโดยกฎหมายอื่นหลายฉบับและกฎระเบียบวินัยขององค์กร เช่นเดียวกับแอลกอฮอล์และบุหรี่ จึงไม่จำเป็นจะต้องมีบทบัญญัติซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นๆอีก ยืนยันกรรมาธิการจะรับฟังความเห็นของสมาชิกเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากกัญชา กัญชงต่อไป

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการพิจารณาจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า2-3สัปดาห์ เนื่องจากจะมีการลงมติเป็นรายมาตรา จึงต้องกำชับสมาชิกให้อยู่บริเวณห้องประชุมสภา 

ซึ่งก่อนประชุมวันนี้ ประธานสภาแจ้งการลาออกของสมาชิก 2 ราย ได้แก่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลาออกจากส.ส.ในวันที่ 13 ธันวาคม 2565 และนายเดชทวี ศรีวิชัย ส.ส.พรรคเสรีรวมไทยได้ลาออกส.ส.ในวันที่ 14 ธันวาคม

เป็นผลให้ทั้ง 2 สิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็นส.ส. ดังนั้น รวมมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน 471คน องค์ประชุมกึ่งหนึ่งคือ 236 คน