“มาดามเดียร์” แนะ “กสทช.” -หลังจบบอลโลก ควรทบทวนกฎ “Must have-Must carry “

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536711

20 พ.ย. 2565

“มาดามเดียร์” แนะ  “กสทช.” -หลังจบบอลโลก ควรทบทวนกฎ “Must have-Must carry “

พรรคประชาธิปัตย์ จัดเสวนา “ ดูบอลโลกในไทย ทำไมเป็นแบบนี้” ด้าน “มาดามเดียร์” แนะ “กสทช. “ หลังจบบอลโลก ควรทบทวนกฎ” Must have-Must carry “ ด้าน “ไพศาล” ชี้ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของเอกชน

วันนี้ (20 พ.ย.2565) พรรคประชาธิปัตย์ จัดเสวนา “ ดูบอลโลกในไทย ทำไมเป็นแบบนี้”  นำโดย นางสาววทันยา บุนนาค หรือ “มาดามเดียร์”  นายเขมทัตต์ พลเดช อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. อสมท.  นายอภิมุข ฉันทวานิช อดีต ส.ก.ปชป. และ อ.ไพศาล ลิ้มสถิตย์กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป.  กล่าวเปิดงาน

บรรยากาศภายในงาน ก็เป็นไปอย่างคึกคัก อัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากนักการเมือง และนักวิชาการ สำหรับมุมมองในเรื่องดังกล่าว  โดยเฉพาะการทำงานของ กสทช . 

อ.ไพศาล   ลิ้มสถิตย์ กรรมการบริหารศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กล่าวว่า บทบาทหน้าที่สำหรับเรื่องฟุตบอลโลก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากที่สุด น่าจะเป็น “การกีฬาแห่งประเทศไทย” ส่วนบทบาทหน้าที่ของ “กสทช.” ก็คงเป็นหน่วยงานที่จะกำกับดูแลในเรื่องการกระจายเสียงโทรคมนาคม ไม่ได้มีบทบาทในเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ การอนุมัติจ่ายเงินของ USO เพื่อให้ได้รับลิขสิทธิ์ “ฟุตบอลโลก” แต่อย่างใด  เป็นมติที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกองทุน ซึ่งกองทุนมีเงินเพียง 2,000 ล้านเท่านั้น ควรโยกเงินกองทุนการกีฬาแห่งชาติ มาจ่ายค่า “ลิขสิทธิ์” แทน  ควรเป็นเรื่องของเอกชนเนื่องจากมีเงินทุนและนำมาต่อยอดธุรกิจได้

“มาดามเดียร์” แนะ  “กสทช.” -หลังจบบอลโลก ควรทบทวนกฎ “Must have-Must carry “

ด้าน นายเขมทัตต์ กล่าวว่า กฎหมายใบอนุญาตที่แพงที่สุดคือเรื่องกีฬา เมื่อฐานคนดูเพิ่มขึ้นราคาใบอนุญาตจะเพิ่มสูงตาม สิ่งใดที่เป็นคอนเท้นต์และมีราคาควรมีการพูดคุยกันตั้งแต่แรก 

ขณะที่ นางสาววทันยา บุนนาค  หรือ “มาดามเดียร์”  กล่าวว่า เงินในส่วนนี้อาจไม่ใช่ภาษีของประชาชนโดยตรง แต่เป็นเงินที่ให้เอกชนไปประมูลคลื่นความถี่ เป็นทรัพย์สินสาธารณะสมบัติของประเทศ นั่นหมายถึงเป็นของประชาชนคนไทยทุกคน  อย่างที่สองคือเงินกองทุนพัฒนา “การกีฬาแห่งประเทศไทย” เป็นเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน 

“มาดามเดียร์” แนะ  “กสทช.” -หลังจบบอลโลก ควรทบทวนกฎ “Must have-Must carry “

เหตุผลที่ผ่านมา เหตุใดประเทศไทยจึงไม่เคยมีปัญหาในเรื่องนี้เนื่องจากผู้ประกอบการโทรทัศน์สมัยที่ยังไม่มีทีวีดิจิทัล ได้นำเงินรวมกันและซื้อลิขสิทธิ์ “ฟุตบอลโลก” จากนั้นหารายได้จากสปอนเซอร์เข้ามาอุดหนุน ตนคิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นถ้าไม่มีปัญหาเรื่องกฎ “Must have – Must Carry ” ที่ทางกสทช.พยายามออกกฎมาเมื่อมีทีวีทิจิทัล แต่เมื่อกฎที่ออกขณะนั้น ทำให้ตอนนี้เปรียบเสมือน “เขวี้ยงงูไม่พ้นคอ” เพราะ “กสทช.” บิดเบือนกลไกตลาด

“หลังจากเรื่องนี้ “ กสทช.” ต้องไม่ลืมเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน และนำมาหารือใหม่ในเรื่องของกฎ Must have-Must carry ว่ายังคงเหมาะสมที่จะใช้ต่อไปหรือไม่” มาดามเดียร์ กล่าว

“มาดามเดียร์” แนะ  “กสทช.” -หลังจบบอลโลก ควรทบทวนกฎ “Must have-Must carry “

ถาวร ประกาศกับชาวกระบี่ เลือก “พรรคไทยภักดี” เป็นพรรคใหม่ หัวใจเพื่อประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536700

20 พ.ย. 2565

ถาวร ประกาศกับชาวกระบี่ เลือก "พรรคไทยภักดี" เป็นพรรคใหม่ หัวใจเพื่อประชาชน

พรรคไทยภักดี นำโดยนายถาวร เสนเนียม ประธาน “พรรคไทยภักดี” ประกาศกับชาวกระบี่ เลือกไทยภักดีแม้เป็นพรรคใหม่แต่หัวใจเพื่อประชาชน

พรรคไทยภักดี นำโดยนายถาวร เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมประชุมแต่งตั้งตัวแทนพรรคไทยภักดี เขตเลือกตั้งที่ 2 ณ  ห้องประชุมบ้านไร่ตะวันหวาน ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ  จังหวัดกระบี่

นายถาวร กล่าวว่า บางคนจำตนได้ในฐานะอัยการถาวร จำได้ในฐานะรองผู้บัญชาการกองกำลังผสมพลเรือนตำรวจทหารที่ 41 และหลายคนจำได้จาก ส.ส.ถาวร  ว่าเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม สำคัญที่สุดได้ว่าเป็นอดีตส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ และหลายคนสงสัยว่าทำไมตนถึงออกจากพรรคประชาธิปัตย์

ตนเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์มา 53 ปี ไม่ได้ตั้งใจลาออกแต่จำใจต้องออก หลายท่านได้ไปร่วมชุมนุมกับตน ตั้งแต่ปี 2556 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อคัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเราไม่เอาด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ แต่ก็แพ้ 1 พ.ย. 2556 กฎหมายฉบับนี้ผ่านสภา ตนพร้อมด้วยพวก 9 คน ลาออกจากส.ส ในวันที่ 12 พ.ย. 2556 เพื่อมาต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องทุกคนที่ได้ไปเดินขับไล่รัฐบาล และเกิดการ รัฐประหาร ตนถูกดำเนินคดีทั้งหมด 29 คดี ศาลพิพากษาให้จำคุก จึงต้องถูกปลดตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่ง รวมไปถึงการเป็น ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ และการเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยเพราะข้อบังคับของประชาธิปัตย์เขียนเอาไว้ว่าสมาชิกพรรคต้องไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ตนจึงจำใจต้องเดินจากพรรคประชาธิปัตย์มาทั้งๆที่หัวใจยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เสมอ

“วันนี้มาร่วมงานกับพรรคไทยภักดี เพราะมีอุดมการณ์เดียวกันคือความรักชาติ ศาสนาและสถาบันหลักของประเทศ ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และปราบการทุจริต ปราบคนโกง จึงได้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยภักดี ถึงแม้จะเป็นพรรคใหม่ แต่หัวใจดวงโต ความต้องการที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนั้นยิ่งใหญ่” นายถาวรกล่าว 

นายถาวร เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคนายถาวร เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค

ปัญหาเรื่องการทำหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรในแต่ละเขต  ขอเรียกร้องว่าต้องทำงาน 3 พื้นที่ พื้นที่ 1 เมื่อเป็นผู้แทนราษฎรแล้ว ต้องทำงานในสภา ซึ่งต้องมีความรู้ มีวิสัยทัศน์ มีจิตใจที่ต่อสู้เป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องประชาชน 

พื้นที่ 2 การพัฒนาการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียมเมื่อเกิดความไม่เท่าเทียม BCG ข้อตกลงของเอเปคมีไว้ทำไม ผู้บริหารภาครัฐต้องกระจายงบประมาณ มาให้นายกอบต. ขอเรียกร้องของการกระจายเงินงบประมาณของพี่น้องประชาชนที่จะต้องลงท้องถิ่นลงพื้นที่ ครบ 5 ปีจะต้องมีงบประมาณก้อนรวมทั้งหมด 100% และท้องถิ่นกระจายลงท้องถิ่น 35% ใครที่เป็นรัฐบาลกลางต้องกระจายลงมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่ 3 ที่ต้องทำคือ พื้นที่การศึกษา สิ่งนี้มีความสำคัญ พี่น้องประชาชนจะได้เห็นว่าเราเข้าไปทำอะไร สุดท้ายต้องเลือกดีๆ ว่าให้ใครเป็นผู้แทนราษฎร ต้องเลือกที่มีความสามารถทำ 3 พื้นที่นี้ได้

นายถาวรระบุต่อว่า ปัญหาที่ได้รับฟังมา สิ่งแรกเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ต่อมาคือเรื่องที่ดินทำกินของพี่น้อง หากใครได้รับความเดือดร้อน สามารถส่งเรื่องมาพรรคไทยภักดีได้ ตนพร้อมดำเนินการให้ รวมไปถึงกรณีที่ไม่สามารถออกโฉนดได้ในกรณีเป็นพื้นที่ป่า เป็นเขตป่า เขตอุทยาน ในส่วนนี้เราต้องทำบันทึกหนังสือถึงสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตกรรม ให้ดำเนินการเป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ

นายถาวรกล่าวต่ออีกว่า ตนเป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์ เป็นเพียงแต่ผู้รับความเดือดร้อนมาจากพี่น้องประชาชน แล้วไปถ่ายทอดความเดือดร้อน ให้กับรัฐบาลนี้ที่ว่าจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน แก้ไขปัญหาความยากจน  

“หากไม่แก้ไข พรรคไทยภักดีเอาจริง ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องอาศัยผู้แทนราษฎรที่เสียงดังกล้าพูดกล้าเสนอ กล้ารบกับผู้นำของประเทศ เราไม่ได้ต้องการความสะดวกสบาย เราแค่ต้องการมีวิถีชีวิตที่จะลืมตาอ้าปากได้อย่างมีความสุข” นายถาวรระบุ 

ถาวร ประกาศกับชาวกระบี่ เลือกไทยภักดีแม้เป็นพรรคใหม่แต่หัวใจเพื่อประชาชนถาวร ประกาศกับชาวกระบี่ เลือกไทยภักดีแม้เป็นพรรคใหม่แต่หัวใจเพื่อประชาชน

“หมอวรงค์” ปักธงภาคใต้ ฐานใหญ่ไทยภักดี DNA เดียวกัน ปกป้องสถาบันฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536633

19 พ.ย. 2565

"หมอวรงค์" ปักธงภาคใต้ ฐานใหญ่ไทยภักดี DNA เดียวกัน ปกป้องสถาบันฯ

นพ.วรงค์ เดชวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ปักธงภาคใต้ ฐานใหญ่ไทยภักดี DNA เดียวกัน ปกป้องสถาบันฯเพิ่มความเข้มงวด112

“พรรคไทยภักดี” นำโดยนายถาวร เสนเนียม ประธานพรรคไทยภักดี, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค  ร่วมประชุมแต่งตั้งตัวแทน “พรรคไทยภักดี” เขตเลือกตั้งที่ 2 ณ  ห้องประชุมบ้านไร่ตะวันหวาน ตำบลดินแดง อำเภอลำทับ  จังหวัดกระบี่ 

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ได้รับการต้อนรับที่เกินคาด และอบอุ่น หัวใจที่จะต้องดู คือหัวใจของคนใต้ด้วยกัน ลองกรีดเลือดออกมาดู ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอ  เพราะดีเอ็นเอของพี่น้องคนใต้กับ“พรรคไทยภักดี” ตรงกันแน่นอน  ถามว่าตรงเรื่องอะไรบ้าง  1.คนจริง 2.นักสู้  3.รักความถูกต้อง  อีกทั้งปกป้องสถาบันฯ และสู้ปราบโกง  จริงๆแล้วการต่อสู้ทางการเมืองต้องสู้เต็มที่  ตนยืนยันว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา “ภาคใต้” เป็นฐานใหญ่ของ“พรรคไทยภักดี” 

ตนเชื่อว่านิสัยของพี่น้องคนใต้ ความผูกพันกับสถาบันเบื้องสูงอยู่ในหัวใจของทุกคน และที่สำคัญที่สุดคือ การที่ม็อบเหล่านี้กระทำการภายใต้การ สนับสนุนของต่างชาตินั้นมันเลวร้ายที่สุด สมัยก่อนตนเรียกม็อบพวกนี้ว่า ม็อบชังชาติ แต่มีเชื่อมโยงกับต่างชาติ NGO ของต่างประเทศ ต้องถือว่าพวกนี้กำลังขายชาติ 

นพ.วรงค์กล่าวต่อว่า ต้องการจะเชิญชวนพี่น้องให้ติดตามสถานการณ์ของม็อบต่างๆที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าพวกนี้ไม่ยอมหยุด  ไทยเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่มหาอำนาจเข้ามาครอบงำไทย เหมือนกับเหตุการณ์ที่ยูเครนที่กลุ่มประเทศตะวันตกเข้ามาครอบงำประเทศยูเครนแล้วสุดท้ายยูเครนลุกเป็นไฟ  

“ประเทศเราเป็นประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์หรือเรียกว่าราชอาณาจักรไทยมา 700-800 ร้อยปี อยู่ๆมามีคนกลุ่มนี้สมคบกับต่างชาติต้องการจะเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศรับไม่ได้โดยเด็ดขาด  สถานการณ์ของประเทศปัญหาต้องแก้ที่นักการเมืองเลวไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์” นพ.วรงค์ระบุ 

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี

หัวหน้าพรรคไทยภักดีกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า แม้ “พรรคไทยภักดี” จะเป็นพรรคการเมืองตั้งใหม่ เสียเปรียบพรรคเก่าๆพรรคใหญ่ๆทุกประตู แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นรองนั้น คือ หัวใจของการเป็นนักสู้ ถึงวันหนึ่งถ้าตกผลึกในข้อมูลที่สอบถามความคิดเห็นจากประชาชน ที่ฝ่ายจ้องล้มล้างจะแก้มาตรา 112 ทุกพรรคการเมืองประกาศว่าไม่แก้ แต่ไทยภักดีจะเพิ่มเติมมาตรา 112 ให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น 

หมอวรงค์ปักธงภาคใต้หมอวรงค์ปักธงภาคใต้

หมอวรงค์ปักธงภาคใต้หมอวรงค์ปักธงภาคใต้

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ชวนนายกรัฐมนตรี เยือน ‘จีน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536607

19 พ.ย. 2565

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ชวนนายกรัฐมนตรี เยือน 'จีน'

บทเรียนชีวิต ประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ เคยยากลำบากมาก่อน ชวนนายกรัฐมนตรีไทยเยือนจีน ศึกษาการแก้ปัญหาความยากจน

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ชื่นชมนายกรัฐมนตรี ที่สามารถรับมือกับโรคโควิด-19 สำเร็จด้วยดี ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากนานาชาติ และมีแนวคิดแก้ปัญหาให้กับประชาชนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยจีนพร้อมสนับสนุนเสถียรภาพทางการเมืองและความปรองดองของไทย เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติในระยะยาว

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค ไทยคู่ฟ้าภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค ไทยคู่ฟ้า

มีรายงานว่า ระหว่างหารือรัฐมนตรีเต็มคณะ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เล่าชีวิตตัวเองในการต่อสู้กับความยากจน ว่า ประสบการณ์ในชีวิตของเขาใช้เวลาในชนบทถึง7 ปีสมัยการปฏิรูปวัฒนธรรมของจีน

ความยากลำบากนับตั้งแต่บัดนั้น ทำให้สัญญากับตัวเองว่า ถ้าเขามีความสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้เขาจะทำอย่างเต็มที่

รัฐบาลจีนมีบุคลากรที่ดูแลเรื่องการแก้ไขความยากจนโดยเฉพาะ ให้ประขาชน 100 ล้านกว่าคน พ้นจากความยากจนมาตรการต่างๆเข้มงวด  เมื่อคุยกับเลขาธิการใหญ่ของมณฑลต่างๆก็ตกลงกันว่า ถ้าไม่สามารถแก้ไขความยากจนไม่ได้ ก็กลับบ้านไป


รัฐบาลจีน ช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น และ ประชาชนจีนมีความสามารถด้วยตนเองในการพัฒนาความสามารถของตัวเอง และ รัฐบาล ปรารถนาดีที่จะให้พ้นจากความยากจน จีนยินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนกับไทย โดยใช้เวที ต่างๆในการจัดForum  ความร่วมมือต่างๆ

พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีจีน ยังได้เชิญชวนให้ พลเอกประยุทธ์ เดินทางไปศึกษาการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ประเทศจีนเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขความยากจนของทั้งสองประเทศ

โค้งสุดท้าย’เอเปค’ ไทยส่งไม้ต่อให้สหรัฐอเมริกา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536594

19 พ.ย. 2565

โค้งสุดท้าย'เอเปค'  ไทยส่งไม้ต่อให้สหรัฐอเมริกา

ปิดฉากเอเปค 2022 นายกฯชื่นมื่น ลงนามปฏิญญากรุงเทพฯ ส่งไม้ต่อให้ ‘สหรัฐอเมริกา’ เป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งหน้า

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 29 รูปแบบ Retreat ช่วงที่ 2 หัวข้อ การค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กห. ย้ำถึงความสำคัญของการค้าและการลงทุนที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนและครอบคลุมทั้งภูมิภาคและโลก และเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือในเอเปค

บรรยากาศประชุมเอเปค บรรยากาศประชุมเอเปค

องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่เอเปคสนับสนุน และสนับสนุนมาโดยตลอด คือ ระบบการค้าพหุภาคี โดยมี WTO เป็นแกนหลัก

นอกจากนี้ ยังมุ่งขับเคลื่อนวาระเรื่องเขตการค้าเสรีเอเชีย – แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia- Pacific: FTAAP) เน้นการจัดทำแผนงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนวาระ FTAAP ต่อไป ซึ่งจะช่วยสร้างศักยภาพและเตรียมเศรษฐกิจให้พร้อมสำหรับยุคหน้า


เอเปคเห็นพ้องกันว่าต้องทำงานร่วมกันเพื่อส่งเสริมความมั่งคั่งและความกินดีอยู่ดีของ ปชช. ทุกคนในภูมิภาค สนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่มี WTO เป็นศูนย์กลาง รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนวาระ FTAAP


โดยในช่วงท้าย ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคได้ร่วมรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ประจำปี ค.ศ. 2022 และเป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG

นายกฯส่งไม้ต่อเจ้าภาพเอเปคครั้งหน้า ให้สหรัฐอเมริกานายกฯส่งไม้ต่อเจ้าภาพเอเปคครั้งหน้า ให้สหรัฐอเมริกา

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ร่วมพิธีส่งมอบตำแหน่งเจ้าภาพเอเปคให้สหรัฐอเมริกา โดยระบุว่ารู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปี 65 และขอบคุณการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากทุกเขตเศรษฐกิจมาโดยตลอด

นางรีเบคกา สตามาเรีย ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการเอเปค กล่าวชื่นชมประเทศไทยในช่วงการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปคว่า การเป็นเจ้าภาพงานประชุมเอเปค 2022 ของไทยในปีนี้ ในแง่โลจิสติกส์และสถานที่ต่าง ๆ ถือว่าอยู่ใน ระดับเวิลด์คลาส และจัดการได้เยี่ยมยอด เอาใจใส่ดูแลให้ผู้เข้าร่วมประชุมมีความปลอดภัย ทั้งจากการเดินทางและจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19

ไทยพร้อมรับฟังคำแนะนำรับมือ ‘ผู้สูงอายุ’ จาก IMF

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536588

19 พ.ย. 2565

ไทยพร้อมรับฟังคำแนะนำรับมือ 'ผู้สูงอายุ' จาก IMF

นายกรัฐมนตรีหารือกรรมการจัดการ ‘IMF’ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน เตรียมรองรับสังคมผู้สูงอายุ ในอนาคต

นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กห. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายกฯหารือ กรรมการจัดการ IMFนายกฯหารือ กรรมการจัดการ IMF
นายกฯ กล่าวต้อนรับกรรมการจัดการ IMF สู่ประเทศไทย พร้อมชื่นชม IMF ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินโลกท่ามกลางภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง

กรรมการจัดการ IMF มองว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น สิ่งที่สำคัญคือการส่งเสริมและสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต (life-long learning) รวมทั้งฝึกฝนทักษะให้กับสังคมคนรุ่นใหม่ด้วย

การพบกันในครั้งนี้ ต่างเห็นพ้องว่าผลกระทบของสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้หลายประเทศได้รับผลกระทบ

รัฐบาลไทยขอบคุณและพร้อมรับฟังคำแนะนำของกรรมการจัดการ IMF เพื่อนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรศาสตร์ซึ่งไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว

ส่วนการหารือทวิภาคีกับนางสาวจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก่อนหน้านี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงประเด็นต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว ความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป็นต้น

นายกฯหารือนายกรัฐมนตรี นิวซีแลนด์นายกฯหารือนายกรัฐมนตรี นิวซีแลนด์

นายกฯ ชื่นชมบทบาทของนิวซีแลนด์ในการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และยินดีที่นิวซีแลนด์จะเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาของ ACMECS

โดยเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างบทบาทระหว่างกัน มุ่งเน้นสาขาด้านการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การบริหารจัดการน้ำ การเกษตรอัจฉริยะ นวัตกรรมทางอาหาร พลังงานทดแทน รวมไปถึงการศึกษา

ขณะที่การหารือกับนายแอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ไทยและออสเตรเลียได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยทั้งสองฝ่ายร่วมหารือในส่วนของความท้าทายสำคัญในโลกซึ่งทำให้ทุกประเทศในโลกต้องร่วมมือกัน

นายกฯหารือ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียนายกฯหารือ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย

ด้านนายกฯ ออสเตรเลีย ชื่นชมวิสัยทัศน์และนโยบายของไทยที่มีส่วนคล้ายนโยบายของออสเตรเลีย โดยเฉพาะในส่วนของการรักษาสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรีได้ชื่นชมที่ออสเตรเลียให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น จึงน่าจะกระชับความร่วมมือระหว่างกันมากยิ่งขึ้นได้ โดยเฉพาะในสาขาด้านการพัฒนาเทคโนโลยีปล่อยมลพิษต่ำ การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และนิเวศบลูคาร์บอน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระหว่างกัน

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536581

19 พ.ย. 2565

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ หารือกับมกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย พร้อมต่อยอดความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน ในโอกาสนี้ ซาอุฯ ย้ำพร้อมอยู่เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

เวลา 22.40 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2565 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าเฝ้าฯ หารือทวิภาคีกับ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด (His Royal Highness Prince Mohammed bin Salman bin Abdulaziz Al Saud) มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และ ในฐานะแขกพิเศษของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ปี 2565

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส
นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

ในการหารือประกอบด้วยบุคคลสำคัญของไทย ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ม.ล.ชโยทิต กฤดากร ผู้แทนการค้าไทย, นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้น นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

นายกรัฐมนตรีซาบซึ้งสำหรับการตอบรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และการตอบรับเข้าร่วมการประชุม เอเปค ในฐานะแขกพิเศษของไทย พร้อมกล่าวถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักร ซาอุดีอาระเบีย และแสดงความยินดีที่มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียทรงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีย้ำถึงความพร้อมของไทยที่จะทำงาน เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างทั้งสองประเทศ โดยยินดีที่ความร่วมมือทวิภาคีในทุกด้านมีความคืบหน้า และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในทุกระดับ

มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งซาอุดีอาระเบีย มีพระราชดำรัสตอบว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนซาอุดีฯ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้หารือในประเด็นต่างๆ และมีการทำข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ ซึ่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกันจะทำให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอีกมาก โดยซาอุดีฯ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และความร่วมมือในด้านต่างๆ กับไทย อาทิ การลงทุน สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

ทั้งสองฝ่ายได้หารือ และติดตามผลการดำเนินการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ และการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพระหว่างกัน ดังนี้

ด้านความร่วมมือทวิภาคี การเชิญ ซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ เอเปค ปี 2565 ในฐานะแขกพิเศษ โดยเห็นถึงการมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นการแสดงถึงความจริงใจของไทยที่จะร่วมส่งเสริมความร่วมมือทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ที่ไทยสามารถเป็นหุ้นส่วนของซาอุดีอาระเบียในภูมิภาคได้ โดยต่างยินดีที่ไทยและซาอุดีฯ มีการเยือนระดับสูงอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา รวมถึงการจัดทำแผนการขับเคลื่อนและส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย – ซาอุดีอาระเบีย และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งสภาความร่วมมือซาอุดีฯ – ไทย เพื่อเป็นรากฐานในการดำเนินการส่งเสริมความร่วมมือและเป็นกลไกติดตาม ซึ่งผู้นำทั้งสองต่างขอให้นำแผนดังกล่าวไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

ด้านเศรษฐกิจ ไทยย้ำความพร้อมที่จะสนับสนุนในด้านความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ (Mega-projects) ต่าง ๆ ในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ไทยพร้อมร่วมมือในด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะข้อริเริ่มซาอุดีอาระเบียตามวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Vision 2030) ซาอุดีฯ สีเขียวและตะวันออกกลางสีเขียว และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ BCG ของไทย โดยซาอุดีฯ ให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทย ซึ่งด้วยวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบียจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทย และภาคเอกชนของไทยในการส่งเสริมการค้า การลงทุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โอกาสนี้ ไทยและซาอุดีฯ ยังเห็นพ้องส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงาน โดยไทยพร้อมร่วมกับซาอุดีฯ ขับเคลื่อนความร่วมมือตามเอกสาร White Paper ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และในด้านแรงงาน ทั้งสองฝ่ายมุ่งกระชับความร่วมมือ โดยซาอุดีฯ มองว่า แรงงานไทยถือเป็นแรงงานที่มีฝีมือติดอันดับต้นๆ ของโลก พร้อมได้เชิญชวนแรงงานไทยให้ไปทำงานที่ซาอุดีฯ ซึ่งจะมีโอกาสที่ดีสำหรับแรงงานไทยอีกมาก

ด้านสังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ไทยยินดีที่การเดินทางไปมาระหว่างกันมีความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณฝ่ายซาอุดีฯ สำหรับทุนการศึกษาประจำปีแก่นักเรียนและนักศึกษาของไทย หวังว่าจะมีความร่วมมือกันมากขึ้น พร้อมได้กล่าวเสนอให้มีการส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา ในสาขาอาหารและโภชนาการ (อาหารฮาลาล) การเกษตร ปิโตรเคมี การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการผลิต

นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส
นายกฯ เข้าเฝ้าฯ มกุฎราชกุมาร ซาอุฯ ย้ำความสัมพันธ์ เคียงข้างไทยในทุกโอกาส

ภายหลังจากการหารือข้อราชการ นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลเชิญ มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักร ซาอุดีอาระเบีย ทรงเป็นสักขีพยานร่วมในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสาร จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่

  1. ข้อตกลงความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
  2. บันทึกความเข้าใจการจัดตั้งสภาความร่วมมือซาอุดี – ไทย
  3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย
  4. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุนโดยตรง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และ
  5. บันทึกความเข้าใจระหว่างองค์กรกากับดูแลและต่อต้านการทุจริต ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ราชอาณาจักรไทยว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ณ โถงตึกสันติไมตรี ก่อนเข้าร่วมงานถวายพระกระยาหารค่ำ ในเวลาประมาณ 00.05 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก)

“แฟชั่น” ผ้าไหมไทยในงานเอเปค ดังไกลทั่วโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536576

19 พ.ย. 2565

"แฟชั่น" ผ้าไหมไทยในงานเอเปค ดังไกลทั่วโลก

รัฐบาลชื่นชมแฟชั่นโชว์ “ผ้าไหม” ไทยจากดีไซเนอร์21เขตเศรษฐกิจเอเปค สอดรับแนวคิด BCG ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลชื่นชมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) 2022 ที่มีการจัดแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทย  Thai Silk Through The Eyes of APEC ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บริเวณศูนย์สื่อมวลชน เมื่อค่ำวานนี้ สร้างความประทับใจ และความพิเศษ

ภาพประกอบ แฟชั่นผ้าไหม เอเปคภาพประกอบ แฟชั่นผ้าไหม เอเปค


เนื่องจากใช้ผ้าไหมไทยมรดกอันล้ำค่า ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสีสันสดใสเงางามจากภูมิปัญญาไทย  ผ่านการออกแบบโดยดีไซเนอร์จากเขตเศรษฐกิจเอเปคทั้ง 21 เขต ได้แก่ ประเทศไทย , สหรัฐอเมริกา , ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, เวียดนาม , สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ , เปรู , ปาปัวนิวกินี , เม็กซิโก , มาเลเซีย , เกาหลีใต้ , อินโดนีเซีย , ฮ่องกง , ไต้หวัน , จีน , ชิลี , แคนาดา , บรูไน , รัสเซีย และออสเตรเลีย

การแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไหมไทยจากผลงานของดีไซเนอร์21 เขตเศรษฐกิจเอเปค สื่อถึงเจตนารมณ์ในการให้ผ้าไหมเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ  เชื่อมต่อความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบของทุกเขตเศรษฐกิจเข้าด้วยกันรวมเป็นหนึ่งเดียว  ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแต่ละเขตเศรษฐกิจ

สอดรับกับแนวคิดที่ไทยนำเสนอแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ที่เป็นแนวทางที่ไทยนำเสนอต่อที่ประชุมเอเปค ในแนวทางส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน รวมถึงหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ตามเป้าหมายกรุงเทพฯ

ภาพประกอบแฟชั่นผ้าไหม เอเปคภาพประกอบแฟชั่นผ้าไหม เอเปค

ผ้าไหมไทยเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ ที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอยู่แล้ว เมื่อผ่านการออกแบบจากดีไซเนอร์นานาชาติ ช่วยให้ผ้าไหมเป็นหนึ่งในผ้าที่สามารถนำไปสร้างสรรค์ได้หลากหลายรูปแบบ  ส่งเสริมให้รักษาฐานความนิยม และต่อยอดเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายสินค้าได้ทั่วโลก

เป็นไปตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของไทย ให้กลายเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมทั้ง 5 F ได้แก่ 1. Food (อาหาร) 2. Film (ภาพยนตร์และวีดิทัศน์) 3. Fashion (การออกแบบแฟชั่นไทย) 4. Fighting (ศิลปะการป้องกันตัวแบบไทย)  และ5.Festival (เทศกาลประเพณี)

เพื่อให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างงาน สร้างรายได้และการกระจายรายได้ไปสู่ชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ตั้งเป้า ลด ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เอเปค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536540

18 พ.ย. 2565

ตั้งเป้า ลด 'ความเหลื่อมล้ำ' ทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เอเปค

ที่ประชุม’เอเปค’ เห็นฟ้องต้องกระจายผลประโยชน์ให้ทุกกลุ่ม เพื่อลดระดับความเหลื่อมล้ำ ในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการหารือระหว่างผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคกับแขกพิเศษในช่วงอาหารกลางวัน ภายใต้หัวข้อ “การส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ครอบคลุม ในช่วงเศรษฐกิจถดถอยและวิกฤติเงินเฟ้อ” ว่า

นายกรัฐมนตรีเห็นว่า การสร้างการเติบโตหลังโควิด-19 ที่ครอบคลุมและยั่งยืนมากขึ้น จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการบรรเทาผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคม จากภาพรวมเศรษฐกิจโลกของ IMF ประจำปี 2565 ซึ่งคาดการณ์ว่า

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกจากนี้จนถึงปี 2566 จะชะลอตัว ระดับเงินเฟ้อยังคงเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วและเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาในทิศทางและระดับที่ต่างกัน ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งกว้างขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีได้รับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและแขกพิเศษ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ครอบคลุมท่ามกลางสภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงแนวทางเพิ่มพูนความร่วมมือเพื่อลดช่องว่างการพัฒนา และความเหลื่อมล้ำภายในและระหว่างเขตเศรษฐกิจ

โดยผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคและแขกพิเศษ เห็นพ้องกันว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายต่าง ๆ ยังมีปัจจัยบวกจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และการค้าการลงทุนที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างธุรกิจกับสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่คนทุกกลุ่ม รวมถึงการขจัดความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นความจำเป็นในการพัฒนาเครือข่ายรองรับทางสังคม การส่งเสริมการเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจของ MSMEs ส่งเสริมบทบาทสตรี รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ

โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การหารือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นการส่งเสริมความร่วมมือที่สร้างสรรค์ระหว่างกัน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ท้าทาย

” ฟิล์ม รัฐภูมิ” ต้นแบบย้ายบ้าน 5 ปี เปลี่ยนมา 4 พรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536527

18 พ.ย. 2565

" ฟิล์ม รัฐภูมิ"  ต้นแบบย้ายบ้าน 5 ปี เปลี่ยนมา 4 พรรค

เปิดเส้นทางนักการเมือง ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ท่ามกลางกระแส “ย้ายพรรค” กำลังมาแรง พบภายใน 5 ปี ย้ายมา 4 พรรคแล้ว

ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ นักร้อง-นักแสดงชื่อดัง  เปิดตัวเข้าสู่แวดวงทางการเมืองปลายปี 2561 โดยได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไท  ให้เหตุผลว่ามีความสนใจและมีความพร้อมที่จะทำงานการเมือง พร้อมจะนำประสบการณ์ที่ได้จากการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ กลับมาพัฒนาประเทศ
ภายใต้สังกัดพรรคพลังท้องถิ่นไทย เขาได้รับเลือกให้เป็นรองโฆษกพรรค และตัดสินใจจะลงสมัคร ส.ส.กทม.  แต่ในภายหลังได้ถูกขยับขึ้นไปอยู่ในระบบบัญชีรายชื่อในลำดับที่ 8 และไม่ได้รับการเลือกตั้งในปี 2562  เพราะพลังท้องถิ่นไทย ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพียง 3 ลำดับ

หลังการเลือกตั้งปี 2562  ฟิล์มได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นรองโฆษกพรรคและสมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไท ทำให้พ้นจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังท้องถิ่นไทเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมปีเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าอุดมการณ์ของตัวเองกับทางพรรคไม่ตรงกัน

ถัดมาอีกเพียงหนึ่งเดือน เขาเดินทางมายังที่ทำการ พรรคเพื่อไทย ในวันที่ 19 สิงหาคม  เพื่อสมัครเป็นสมาชิกพรรคแบบตลอดชีพ โดยมี นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค สวมเสื้อคลุม และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคติดเข็มกลัดให้

เมื่อคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธ์ พร้อมพวก ลาออกจากพรรคเพื่อไทย เมื่อ 1 ธันวาคม 63  ถัดมาอีก 3 วัน  ฟิล์ม-รัฐภูมิ ก็ได้ส่งจดหมายขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยโดยให้เหตุผลว่า ต้องการทำงานการเมืองกับบุคคลที่เป็นต้นแบบทางการเมือง

จนกระทั่ง 31 ตุลาคม 2565 ฟิล์มก็สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งด้วยการลาออกจากพรรคไทยสร้างไทยซึ่งเรื่องนี้ คนไทยสร้างไทย ระบุว่า แม้แต่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคก็ตกใจ เพราะเคยทำงานกับฟิล์ม รัฐภูมิ ตั้งแต่สมัยยังเป็นศิลปิน แล้วเป็นคนชักชวนให้เข้ามาอยู่กับพรรคไทยสร้างไทย และได้โทรศัพท์ไปสอบถามแล้วเจ้าตัว บอกสั้นๆ ว่า จะเข้ามาลา เท่านั้น 

ฟิล์ม รัฐภูมิ บอกกับคนในไทยสร้างไทยเสมอว่าขออยู่ในพรรคที่ไม่เอาเผด็จการ เพราะ ไม่โอเคกับระบบการจัดการที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เช่น ส.ว. 250 เป็นต้น
 

คำสั่งพรรคพลังประชารัฐ ตั้งฟิล์มรัฐภูมิ เป้นทีมโฆษกพรรคคำสั่งพรรคพลังประชารัฐ ตั้งฟิล์มรัฐภูมิ เป้นทีมโฆษกพรรค

กระทั่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีคำสั่งที่ลงนามโดยหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ แต่งตั้งให้เขาร่วมอยู่ในทีมโฆษกพรรค  นับจากเปิดฉาก เข้าสู่สนามการเมือง ราว 5 ปี ฟิล์มรัฐภูมิย้ายพรรคมา 4 พรรคแล้วโดยที่ยังไม่เคยได้รับเลือกตั้ง แม้แต่ครั้งเดียว