ปลื้ม “เอเปค” ชื่นชมไทย “ระดับเวิลด์คลาส” คาดเป็นเมืองจัดอีเว้นท์ระดับโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536415

17 พ.ย. 2565

ปลื้ม "เอเปค" ชื่นชมไทย "ระดับเวิลด์คลาส" คาดเป็นเมืองจัดอีเว้นท์ระดับโลก

“เอเปค” ชื่นชมไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน “ระดับเวิลด์คลาส” ขณะที่ “รองโฆษกรัฐบาล” คาดอนาคตจะเป็นเมืองจัดอีเว้นท์ระดับโลก ขอให้ร่วมกันเป็นเจ้าบ้าน สร้างเสน่ห์ให้ประเทศ

หลังจากนางรีเบคกา สตามาเรีย ผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการเอเปค ได้กล่าวในการประชุมของเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ชื่นชมการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปีนี้ ถือว่าอยู่ในระดับเวิลด์คลาสและจัดการได้เยี่ยมยอด เป็นการจัดเตรียมงานที่เป็นเลิศ เอาใจใส่ดูแลให้ผู้เข้าร่วมประชุมมีความปลอดภัยทั้งจากการเดินทางและจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะที่ในแง่สารัตถะก็สามารถทำให้เกิดความคืบหน้าท่ามกลางความท้าทายที่เราเผชิญอยู่ ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จปีหนึ่งของเอเปค
 

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เสียงชื่นชมดังกล่าวเป็นการการันตีการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค 2022 ของไทย ที่สามารถจัดการได้อยู่ในระดับเวิลด์คลาส ยอดเยี่ยมภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่วางนโยบาย ควบคุมการจัดการประชุมให้เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นที่ประทับใจของนานาชาติ 

ยิ่งเมื่อต้นปี 2565 ที่  GainingEdge บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกด้านอุตสาหกรรมการจัดงาน (MICE)  ได้จัดอันดับให้ กรุงเทพมหานครอยู่ในอันดับ 6 ของโลก “เมืองจุดหมายการประชุมนานาชาติ ปี 2564″ และเป็นอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  ซึ่งชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของเมืองในการเป็นจุดหมายจัดการประชุมนานาชาติ  โดยเป็นการประเมินคุณภาพของ 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ด้านสุขอนามัยหรือ Hygiene Factors 2. ด้านความได้เปรียบในการแข่งขันหรือ Competitive Advantages และ 3. ด้านการสร้างความแตกต่างหรือ Key Differentiators

น.ส.ทิพานัน เชื่อมั่นว่า เสียงชื่นชมการจัดประชุมเอเปคของผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการเอเปคและผู้เข้าร่วมอื่นๆ จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยดึงดูดงานอีเว้นท์ใหญ่ๆ จากทั่วโลกให้เข้ามาจัดในประเทศไทยได้ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นและมีรายได้กระจายไปทุกภาคส่วน ดังนั้นระหว่างวันที่ 18-19 พ.ย.นี้ จะเป็นการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ จึงเป็นโอกาสดีที่คนไทยทุกคนจะร่วมกันเป็นเจ้าบ้าน สร้างความประทับใจในเสน่ห์ทางวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ อาหารกการกิน อัธยาศัยต้อนรับของคนไทย รวมถึงความปลอดภัยและสงบ ที่จะถูกส่งต่อและเผยแพร่ออกไปสู่สายตานานาประเทศ  ให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีระดับโลก ที่ส่งผลถึงประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติในอนาคต

 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

สร้างอนาคตไทย รอ พงศ์สินธุ์ ตัดสินใจ หลังออกจาก “ประชาธิปัตย์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536366

16 พ.ย. 2565

สร้างอนาคตไทย รอ พงศ์สินธุ์ ตัดสินใจ หลังออกจาก "ประชาธิปัตย์"

“สร้างอนาคตไทย” ไม่ตกปลาในบ่อเพื่อน รอพงศ์สินธุ์ ตัดสินใจ เพราะมีพี่ใหญ่ในตระกูลเสนพงศ์ ทำงานให้พรรคอยู่แล้ว

นิพิฏฐ์ อินทระสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์เฟสบุ๊คมีเนื้อหาวาทราบข่าว น้องพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ ลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตัวเข้าใจและให้กำลังใจ ในขณะที่ครอบครัวนี้เผชิญปัญหา พี่ชายคนโต ดร.เชาวัศน์ เสนพงศ์ ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคสร้างอนาคตไทยนานแล้ว และช่วยเหลือพรรคอยู่อย่างเข้มแข็ง  

ส่วนน้องพงศ์สินธุ์ จะตัดสินใจอย่างไร แล้วแต่ความต้องการ สร้างอนาคตไทยรักษามรรยาททางการเมือง ไม่ตกปลาในบ่อคนอื่น หากทำเช่นนั้น ก็ไม่ต่างกับพรรคทหารยุคจอมพลถนอม-จอมพลประภาส ไม่ใช่การเมืองใหม่เลย แต่ฉุดการเมืองให้ถอยหลังไปไกลมาก หรือ.. นี่คือ การปฏิรูปการเมืองก่อนเลือกตั้ง

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พงศ์สินธุ์   เสนพงศ์ น้องชาย  เทพไท   เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป.ได้เขียนหนังสือใบลาออกจากพรรค ปชป.เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีข้อความดังนี้ เรื่อง ขอลาออกจากเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เรียนนายทะเบียนพรรคประชาธิปัตย์ ข้าพเจ้านายพงศ์สินธุ์   เสนพงศ์ ที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร เลขที่ 156 หมู่ 1 ต.ช้างซ้าย อ.พระพรหม  จ.นครศรีธรรมราช เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เลขที่ 485500904 มีความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและดำเนินการต่อไป ลงชื่อนายพงศ์สินธุ์   เสนพงศ์  ลงวันที่ 17 พย.2565 

หนังอลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ของ   พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์หนังอลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ของ พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์

พงศ์สินธุ์ เผยว่าจะเดินทางไปยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้(17พย.) เวลา 11.00น.ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์  โดยยื่นกับนายวิรัตน์ ร่มเย็น นายทะเบียนพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนั้นตนก็จะไปกราบสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสัญญาลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ และเชิญชวนสื่อมวลชนเจอกันที่พรรคปชป.ทั้งนี้ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจมาตลอดตั้งแต่ที่เคยออกแถลงการณ์ไปก่อนหน้านี้แล้ว พรุ่งนี้เจอกันที่พรรค ปชป. ส่วนคนในตระกูลพรรคปชป.ก็จะทยอยลาออกเรื่อยๆไป

“ไทยสร้างไทย” เชื่อ บำนาญ ประชาชน คือหนทางสู่ชัยชนะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536359

16 พ.ย. 2565

"ไทยสร้างไทย" เชื่อ บำนาญ ประชาชน คือหนทางสู่ชัยชนะ

พรรคไทยสร้างไทย เชื่อมั่นว่านโยบาย บำนาญประชาชน จะนำสู่ชัยชนะเร่งขยายเครือข่ายประชาชน 5 ล้านคน ก่อน “เลือกตั้ง”

พรรคไทยสร้างไทย จัดสัมนา และทำWorkshop ในหัวข้อ เส้นทางสู่ชัยชนะ ติวเข้มผู้สมัครจากทุกภาคทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งตลอดทั้งสัปดาห์ โดยวันนี้เป็นในส่วนของผู้สมัครจากภาคอีสาน ต่อเนื่องเป็นวันที่สอง นำโดยโภคินพลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ   น.ต. ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรค   สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ    อุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการคัดสรรผู้สมัคร ประวัฒน์ อุตตะโมต และ ต่อพงษ์ ไชยสาส์นรองประธานกรรมการคัดสรรผู้สมัคร

ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ร่วมการประชุมผ่านระบบซูม เนื่องจากยังรักษาตัว ด้วยอาการป่วยจากโควิด  โดยได้มอบแนวทางและภารกิจแก่ผู้สมัครในภาคอีสาน โดยเฉพาะการสร้างเครือข่ายบำนาญประชาชน ซึ่งพรรคไทยสร้างไทย ได้ส่งร่างกฎหมายให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แม้จะยังไม่มีส.ส. ในสภาแม้แต่คนเดียว

พรรคไทยสร้างไทยขอผลักดันนโยบายบำนาญประชาชนของพรรคอย่างเต็มที่ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจ ร่วมลงชื่อเป็นเครือข่ายบำนาญประชาชนกับพรรคไทยสร้างไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ มีผู้ให้ความสนใจสมัครเป็นเครือข่ายบำนาญประชาชนแล้วกว่า 1,100,000 คน

ขณะที่ผู้สมัครลุกขึ้นอภิปราย ในทิศทางเดียวกันว่า ประชาชนให้การตอบรับเป็นเครือข่ายบำนาญประชาชนดีมาก พร้อม สมัครสมาชิกเครือข่ายบำนาญประชาชนกันอย่างต่อเนื่องทุกพื้นที่ เพื่อสนับสนุนร่างกฎหมายให้เป็นรูปธรรม เพราะนโยบายดังกล่าว เป็นนโยบายที่ถูกใจพี่น้องประชาชนและสร้างขึ้นเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยจะทำให้ผู้สูงวัยสามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

สัมมนาพรรคไทยสร้างไทย ภาคอีสานสัมมนาพรรคไทยสร้างไทย ภาคอีสาน

ซึ่งนโยบายดังกล่าว จะสร้างประโยชน์ถึงสี่ด้าน ประกอบด้วย

1.ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการยังชีพสามารถดำรงชีพได้อย่างมีศักดิ์ศรี

2.เป็นการลดภาระคนหนุ่มคนสาวที่ต้องทำงานเลี้ยงดูพ่อแม่ ให้คนวัยทำงานสามารถตั้งตัวได้

3.ผู้สูงอายุ ต้องไปเข้าโปรแกรมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงที่ศูนย์สุขภาพที่รัฐจัดหาให้ใกล้บ้าน โดยตั้งเป้าลด 3 โรคสำคัญ ประกอบไปด้วยโรคความดันสูง โรคไขมันอุดตัน และโรคเบาหวาน

4.นโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท จะเป็นกำลังซื้อมหาศาลที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว และหมุนเวียนในชุมชน จากการที่ผู้สูงวัยนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่งผลทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้นด้วย

ด้าน อุดมเดช รัตนเสถียรในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พื้นที่ซึ่งรับผิดชอบการเตรียมการเลือกตั้ง ได้ความมั่นใจว่าก่อนถึงวันเลือกตั้งพรรคไทยสร้างไทยจะมีเครือข่าย  5 ล้าน คนก่อนการเลือกตั้ง  อย่างแน่นอน

“ประชาธิปัตย์” ยังมีเอกภาพ ส.ส.ลาออก ไม่เกี่ยวกับพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536340

16 พ.ย. 2565

"ประชาธิปัตย์" ยังมีเอกภาพ ส.ส.ลาออก ไม่เกี่ยวกับพรรค

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยัน พร้อมเลือกตั้ง หลังเอเปค วางตัวผุ้สมัครฯหมดแล้ว เสนอ จุรินทร์ เป็นแคนดิเดต “นายกรัฐมนตรี”

ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์เสนอจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อย่างแน่นอน และมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนได้เห็นถึงการเดินทางในทางการเมืองของนายจุรินทร์มาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงความรู้ความสามารถ  การยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน มีประสบการณ์การทำงานทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ คือบุคคลที่พรรคจะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี  และเชื่อมั่นว่าประชาชนจะให้การสนับสนุน
 

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ทั้งในเรื่องนโยบาย และตัวผู้สมัคร ส.ส. ที่ขณะนี้ในหลายจังหวัดรอเพียงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเท่านั้น รวมถึงกระบวนการต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดนายราเมศ กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการจะมียุบสภาหรือไม่นั้น คงไม่สามารถคาดการณ์ได้เนื่องจากอำนาจยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรี แต่ห้วงเวลาขณะนี้หากนับเวลาไปถึงกรณีหมดวาระก็เหลือเวลาอีกไม่มากนัก และพรรคประชาธิปัตย์ก็เตรียมพร้อมตลอดเวลา

เรื่องการลาออกของสมาชิกพรรคที่ผ่านมาเมื่อเป็นการตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล ที่พรรคเคารพการตัดสินใจ เพราะพรรคในฐานะเป็นสถาบันในทางการเมืองก็ต้องเดินหน้าต่อไป จะไปหวั่นไหวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นคงไม่ได้ การลาออกของสมาชิกล้วนมีเหตุผลส่วนตน ไม่ได้มีความขัดแย้งในพรรคใดๆทั้งสิ้น หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค รวมถึงกรรมการบริหารพรรค ได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนให้ทุกคนได้มีโอกาสทำงานในพรรคอย่างเต็มที่

ส่วนการการลาออกของสมาชิกจะบอกว่าพรรคมีความขัดแย้งภายในนั้น ก็จะไม่เป็นธรรมกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างมาก เรื่องนี้ยืนยันว่าพรรคไม่หวั่นไหว เรายังคงเดินหน้าต่อไป โดยยึดประโยชน์ประชาชนและประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ยื่นสอบเลขาฯสภา ตุกติก ก่อสร้างอาคาร “รัฐสภา” แห่งใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536335

16 พ.ย. 2565

ยื่นสอบเลขาฯสภา ตุกติก ก่อสร้างอาคาร "รัฐสภา" แห่งใหม่

ยื่น “ป.ป.ช.” ตรวจสอบ การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ หลังพบไม่มีการขยายสัญญา แต่ยังมีการก่อสร้าง วัสดุ ไม่ตรงสเป๊ก หลายรายการ

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)  ให้ตรวจสอบการกระทำของนางพรพิศ เพชรเจริญเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการตรวจการจ้างกรณีกระทำผิดกฎหมายและข้อสัญญาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบก่อสร้างอาคารรัฐสภาวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบก่อสร้างอาคารรัฐสภา

เนื่องจากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ทำสัญญาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ สัญญาเลขที่116/2556กับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) สัญญาเริ่มต้นวันที่ 8 มิถุนายน 2556 และสิ้นสุดสัญญาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 900 วัน เมื่อครบกำหนดสัญญาการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จ มีการขยายสัญญา 4 ครั้ง เป็นระยะเวลา 1,864 วัน สิ้นสุดสัญญาเมื่อ 31 ธันวาคม 2563 ต่อมาสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมีหนังสือแจ้งเรียกค่าปรับวันละ 12.28 ล้านบาท รวมทั้งค่าใช้จ่ายผู้ควบคุมงานและที่ปรึกษาบริหารการก่อสร้างอีกวันละ 332,140 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564

แต่ปรากฏว่าหลังจากสัญญาสิ้นสุดลงและไม่มีการขยายสัญญาอีก ยังมีการก่อสร้างอีกหลายรายการที่ก่อสร้างไม่ตรงแบบ บางรายการได้รับการอนุมัติแก้แบบจากคณะกรรมการตรวจการจ้างแล้ว(คตจ.) แต่บางรายการยังไม่ได้รับอนุมัติ ซึ่งทั้ง 2 กรณีดังกล่าวยังไม่มีการแก้ไขสัญญาอีกจำนวนมาก

สัญญาดังกล่าวได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2563 แล้ว ไม่น่าจะมีการแก้ไขสัญญาได้ แต่ขณะนี้ยังมีการก่อสร้างโดยอ้างว่าจะรวมแก้ไขสัญญาตอนส่งงานงวดสุดท้าย จึงขอให้ตรวจสอบเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, คณะกรรมการตรวจการจ้างและผู้ควบคุมงานเพื่อพิจารณาดำเนินการลงโทษต่อไป

วิลาศ  ยังไปยื่นหนังสือถึงนายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.ขอให้ตรวจสอบการปูพื้นด้วยหินแกรนิตดำไทยบริเวณทางเดินรอบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ส่อว่ากระทำความผิดในหน้าที่ราชการ เนื่องจากบริเวณทางเดินเท้าจากหัวมุมทางแยกถนนทหารตัดกับถนนสามเสน ตามริมถนนทหารมีการปูพื้นทางเท้าด้วยหินแกรนิตดำไทย ขนาด 60×60 ซม. ซึ่งเป็นความประหลาดของทางเดินเท้า  เพราะทางเดินเท้าดังกล่าว (รอยต่ออยู่ทางแยก)ปูด้วยหินวิทิตาส้มขนาดและสีหลากหลาย โดยมีการอ้างว่า

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ยื่น สตง.ตรวจสอบก่อสร้างอาคารรัฐสภาวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ยื่น สตง.ตรวจสอบก่อสร้างอาคารรัฐสภา

เนื่องจากสัมปทานเหมืองหินวิทิตาส้มสิ้นสุด  (สัมปทานของบ.นิวยอร์คหินอ่อนและแกรนิต) แต่ทางเดินเท้าจากทางแยกไปตามถนนทหารกลับปูพื้นด้วยหินแกรนิต  จากการค้นหาข้อมูลเบื้องต้นจากนักธรณีวิทยาและวิศวกรเหมืองแร่ให้ข้อมูลตรงกันว่า

1.ถึงแม้ว่าเหมืองหินวิทิตาของบ.นิวยอร์คจะสิ้นสุดสัมปทานยังสามารถสั่งนำเข้าจากต่างประเทศจีนได้ ไม่จำเป็นต้องใช้หินวิทิตาขนาดและสีหลากหลายเช่นนี้ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเรียกว่าเศษหิน

2.การเปลี่ยนจากหินวิทิตาส้มเป็นหินแกรนิตดำไทย ซึ่งสีไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งหินแกรนิตดังกล่าวเป็นสีที่มีราคาต่ำ

3.ขณะทำทางเดินเท้าบริเวณดังกล่าวมีการถมดินซึ่งมีขยะจำนวนมาก ซึ่งจะนำภาพส่งหน่วยงานกลางต่อไป

4.การปูพื้นบริเวณทางเท้างานหยาบมาก พื้นไม่สม่ำเสมอ(มีแอ่งน้ำ) รอยต่อระหว่างแผ่นไม่เรียบร้อยและมีคราบปูน

5.ทราบว่ามีการเปลี่ยนแปลงขนาดของหินหลายครั้ง บางครั้งได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจการจ้างแล้ว(คตจ.) แต่บางครั้งยังไม่ได้รับการอนุมัติ

อย่างไรก็ตามมีการปูพื้นหินเสร็จสิ้นและมีการเบิกจ่ายเงินงวดให้ผู้รับจ้างแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่มีการตกลงเรื่องเงินลดและแก้ไขสัญญา เห็นว่าน่าจะเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาและข้อกฎหมาย จึงขอให้ดำเนินการตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

แพทองธาร คาดหวัง “APEC 2022” ทำได้เหมือนสมัยไทยรักไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536328

16 พ.ย. 2565

แพทองธาร คาดหวัง "APEC 2022" ทำได้เหมือนสมัยไทยรักไทย

หัวหน้าครอบครัว “เพื่อไทย” หวังรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จัดการประชุม APEC 2022 ได้ผลเหมือนรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เคยทำไว้

แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โพสต์ เฟซบุ๊ก เรื่องAPECมีเนื้อหาว่า เมื่อ 19 ปีที่แล้ว รัฐบาลไทยรักไทย ใช้ APEC เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจประเทศไทยที่กำลังฟื้นฟูหลังวิกฤตต้มยำกุ้งและโรคระบาดซาร์ส

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค แพทองธารภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค แพทองธาร

เวที APEC ครั้งนั้น คือโอกาสสำคัญที่จะใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด รัฐบาลตอนนั้นมีความตั้งใจจะสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก APEC หรือ 21 เขตเศรษฐกิจที่มีความแตกต่างและความหลากหลายสูง

เพราะถ้าประเทศไทยเราทำข้อตกลงต่างๆ ได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ ก็จะเกิดการจ้างงาน สร้างโอกาส สร้างรายได้ เกษตรกรมีรายได้ ผู้ส่งออกได้ส่งออกสินค้า มีเงินตราไหลเข้าประเทศ และพลิกฟื้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง จึงคาดหวังว่าจะได้รับผลประโยชน์อะไรจากการประชุม APEC ครั้งนี้ เหมือนครั้งเมื่อ 19 ปีที่แล้วที่รัฐบาลยึดถือและมีหัวใจคือประชาชนเป็นสำคัญ เชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพและมีเสน่ห์มากพอที่จะดึงดูดให้ใครหลายๆ คน หลายๆ ประเทศ ให้ความสนใจในระดับเวทีโลก  19 ปีที่แล้ว เรายังทำได้ เป็นทั้งหนึ่งในผู้นำสำคัญของอาเซียนและยังถูกพูดถึงว่าเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย ในปีนี้ ก็ต้องทำได้เช่นกัน

แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทยแพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมพรรคเพื่อไทย

สิ่งสำคัญของการประชุม APEC 2022 ที่เราคาดหวัง จึงไม่ใช่แค่การแสดงศักยภาพว่าประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพเชิญใครมาบ้าง จัดงานยิ่งใหญ่ตระการตาแค่ไหนอย่างไร แต่เป็นการทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจหรือการเมืองระหว่างประเทศที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะได้รับผลประโยชน์จากสิ่งนั้น

ในยามประเทศเกิดวิกฤตทั้งเศรษฐกิจและโรคระบาด ทุกงบประมาณ ทุกภาษีที่ประชาชนจ่าย ทุกสรรพกำลังของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ รวมถึงผู้คนอีกจำนวนมากมหาศาลอยู่เบื้องหลังงานครั้งนี้ เราควรทำให้ APEC 2022 เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

นั่นคือสิ่งที่เราในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งผู้เสียภาษีคาดหวังกับ APEC 2022 ภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ครม. ไฟเขียว ขยายเวลาลด “ภาษีน้ำมันดีเซล” อีก 2 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536276

15 พ.ย. 2565

ครม. ไฟเขียว ขยายเวลาลด "ภาษีน้ำมันดีเซล" อีก 2 เดือน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติ เห็นชอบ ขยายเวลาลดภาษี “น้ำมันดีเซล” และน้ำมันที่คล้ายกัน 5 บาทต่อลิตร อีก 2 เดือน ขณะที่กระทรวงการคลัง คาด เสียรายได้ 2 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….  ขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต “น้ำมันดีเซล” และน้ำมันอื่นๆที่คล้ายกัน ปรับลดประมาณ 5 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 2 เดือนตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 จนถึงวันที่ 20 มกราคม 2566 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า กระทรวงการคลังได้จัดประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ จากการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตสินค้า “น้ำมัน” และผลิตภัณฑ์น้ำมัน ลดลงประมาณ 10,000 ล้านบาท/เดือน โดยการดำเนินการมาตรการภาษีในครั้งนี้เป็นระยะเวลาประมาณ 2 เดือน จึงคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท 

แต่เป็นการช่วยรักษาระดับราคาขายปลีก “น้ำมันดีเซล” ในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตาม “ราคาน้ำมัน” ดิบในตลาดโลก จนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศได้ 

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประชาธิปัตย์ พร้อมกู้ศรัทธา จุรินทร์ พร้อมเป็น”นายกรัฐมนตรี”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536269

15 พ.ย. 2565

ประชาธิปัตย์ พร้อมกู้ศรัทธา จุรินทร์ พร้อมเป็น"นายกรัฐมนตรี"

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่า เลือกตั้งครั้งหน้า จะกู้ศรัทธา คืนได้ทั้ง ภาคใต้ และกทม.

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า ไม่ได้หวั่นไหวข่าวส.ส.ปชป.ย้ายออก เพราะยังไม่มีอะไรไปกระทบเป้าหมายหลัก ทุกอย่าง เดินหน้าตามเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ ยิ่งใกล้เลือกตั้ง การย้ายพรรคมีกันทุกพรรค พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่า  จะได้ตัวเลขมากกว่าเดิม และจะกู้ศรัทธาในกรุงเทพฯ รวมทั้งภาคใต้ได้ด้วย

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เสียศรัทธา เพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังแน่วแน่ มั่นคงในความเป็นอุดมการณ์ของพรรคทุกคน เพียงแต่บางคน เมื่อทำโพลแพ้ไม่ได้รับเลือก ก็ต้องหาที่ลงใหม่ พรรคไม่สามารถส่งผู้สมัครเขตเดียว 2 คนได้ แต่ถ้าถามว่าอยากให้ใครออกหรือไม่ ก็ไม่อยากให้ออก ถ้าคนที่เขาหนักแน่นมีอุดมการณ์ ก็สามารถมาช่วยงานกันได้

เมื่อถามว่ามีหลายคนกังขาว่าโพลเชื่อถือไม่ได้ จุรินทร์ บอกว่า ธรรมดา คนแพ้กับคนชนะอาจจะคิดต่างกัน ก่อนทำโพลอาจจะเห็นว่าควรทำโพล พอทำไปเสร็จแพ้ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่อยากให้ทำโพล เป็นเรื่องความเห็นส่วนบุคคล พรรคต้องมีหลักและการตัดสินใจของ  ส่วนตัวยังเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำอะไรให้คนเสียศรัทธา


ส่วนความพยายามดึงส.ส.ที่ออกจากพรรคไปกลับมา ของเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือเป็นการกระทำในนามพรรคประชาธิปัตย์   ตัวเองพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี หากกรรมการบริหารพรรคพิจารณา พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวของตัวเอง เสนอตัวให้พี่น้องประชาชนได้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด อีกทางเลือกนึงของประเทศในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊คภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค

สาธิต  ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีมีภาพรับประทานอาหารร่วมกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ว่า เป็นการรับประทานอาหารกันตามปกติ เนื่องจากเป็นช่วงหลังจากเสร็จสิ้นงานฌาปนกิจศพพี่ชาย  มีการพูดคุยวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองกันเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่มีคนไหลออก และไม่ได้พูดคุยเรื่องอนาคตทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์

ครม.อนุมัติ 8.1 หมื่นล้าน โครงการ “ประกันรายได้” เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536261

15 พ.ย. 2565

ครม.อนุมัติ 8.1 หมื่นล้าน โครงการ "ประกันรายได้" เกษตรกร

เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเฮ โครงการประกันรายได้เกษตรกร ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี สมใจ จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ แล้ว

จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมครม.ว่า
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอ โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีที่ 4 ใช้วงเงินประมาณ 81,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้จะมีเงินจำนวน 3 ก้อน ก้อนแรกคือเงินส่วนต่าง ประมาณ 18,700 ล้านบาท ก้อนที่สองคือมาตรการคู่ขนาน เมื่อข้าวออกเยอะก็จะให้สต๊อกข้าวเก็บไว้ จะทำให้ราคาข้าวไม่ตก วงเงินประมาณ 7,500 ล้านบาท และอีกก้อนคือโครงการไร่ละ 1,000 วงเงินประมาณ 55,000 ล้านบาท

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์

เงินส่วนต่างคาดว่าจะสามารถจ่ายได้หลังธกส.มีมติ เนื่องจากธกส.ต้องช่วยโอนเงินเข้าบัญชีชาวนา คาดว่าประมาณปลายเดือน รวมถึงโครงการไร่ละพัน เงินส่วนต่างทั้งหมด 33 งวด เกษตรกรที่รอคอยสามารถสบายใจได้

ส่วนประกันรายได้ปาล์ม ยางพารา มันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตนได้ลงนามเสนอข้อ ครม.แล้ว รอขั้นตอนกระบวนการที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาเท่านั้น สำหรับทั้งปาล์ม ข้าวโพดและมันสำปะหลัง ตอนนี้เกือบจะไม่ต้องจ่ายเงินส่วนต่างแล้วเพราะราคาดีกว่ารายได้ที่ประกันเยอะ เช่น ปาล์มประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 4 บาท/กก. ตอนนี้ราคาประมาณ 7 บาท/กก. โดยเฉลี่ย

ส่วนมันสำปะหลังประกันที่ 2.50 บาท/กก. ตอนนี้ 3 บาทกว่าต่อกิโลกรัมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาท ตอนนี้ 11-12 บาท/กก. ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่ดีมาเป็นปีแล้ว  ถ้าเสนอเข้า ครม.พิจารณาแค่เห็นชอบในหลักการ ส่วนเม็ดเงินอาจจะไว้ใช้ยามที่เกิดอุบัติเหตุราคาตกจริง อย่างน้อยก็มีประกันรายได้ช่วย

หลักเกณฑ์การจ่ายเงิน ประกันราคาข้าว 65/66

ข้าวความชื้นไม่เกิน 15% ไม่เกินครัวเรือนละ 40 ไร่ ยกเว้นข้าวเจ้า ไม่เกิน 50 ไร่ โดยชดเชยเป็นจำนวนตันในแต่ละชนิดข้าว ดังนี้

ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาประกันรายได้ 15,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน

ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาประกันรายได้ 14,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

ข้าวเปลือกเจ้า ราคาประกันรายได้ 10,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน

ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคาประกันรายได้ 11,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน

ข้าวเปลือกเหนียว ราคาประกันรายได้ 12,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน

“คณะรัฐมนตรี” เห็นชอบ โยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย 37 ตำแหน่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536250

15 พ.ย. 2565

"คณะรัฐมนตรี" เห็นชอบ โยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทย 37 ตำแหน่ง

โค้งสุดท้ายรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบ โยกย้าย 37 ตำแหน่งบริหารระดับสูง ตามที่ “กระทรวงมหาดไทย” เสนอ

คณะรัฐมนตรี เห็นชอบบัญชีรายชื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง สังกัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 37 ราย ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ขอให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกอบไปด้วย

รายชื่อแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยรายชื่อแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย

1.นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าฯเชียงราย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกระบี่
2.นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯกระบี่ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯเชียงราย
3.นายคมสัน เจริญอาจ รองผู้ว่าฯนครปฐม ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
4.นายธนิศร์ วงศ์ปิยะสถิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
5.นายปรีชา เดชพันธุ์ รองผู้ว่าฯนครสวรรค์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
6.นายปรีชา ทองคำ รองผู้ว่าฯสุพรรณบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
7.นายพิเชษฐ์ ปาณะพงศ์ รองผู้ว่าฯภูเก็ต ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
8.นายพิริยะ ฉันทดิลก รองอธิบดีกรมการปกครอง ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
9.นายสมภพ สมิตะสิริ รองผู้ว่าฯสระบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
10.น.ส.สิริมา วัฒโน รองผู้ว่าฯหนองคาย ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
11.นายสุภกิณห์ แวงชิน รองผู้ว่าฯลพบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
12.นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ รองผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง

รายชื่อแต่งต้งโยกย้าย ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย รายชื่อแต่งต้งโยกย้าย ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย

13.นายอำพล พงศ์สุวรรณ รองผู้ว่าฯสงขลา ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
14.นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ รองผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกาพสินธุ์
15.นายนที มนตริวัต รองผู้ว่าฯชัยนาท ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ชัยนาท
16.นายบัญชา เชาวรินทร์ รองผู้ว่าฯเชียงราย ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯนครนายก
17.นายวันชัย จันทร์พร รองผู้ว่าฯอุดรธานี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯนครพนม
18.นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ รองผู้ว่าฯบึงกาฬ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯบึงกาฬ
19.นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯบุรีรัมย์
20.นายรณรงค์ นครจินดา รองผู้ว่าฯพิษณุโลก ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯปราจีนบุรี
21.นางพาตีเมาะ สะดียามู รองผู้ว่าฯนราธิวาส ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯปัตตานี
22.นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ รองผู้ว่าฯพิจิตร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯพิจิตร
23.นายณัฏฐชัย นำพูลสุขสันติ์ รองผู้ว่าฯสระแก้ว ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯเพชรบุรี
24.นายชุติเดช มีจันทร์ รองผู้ว่าฯพะเยา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯแพร่
25.นายวรญาณ บุญณราช รองผู้ว่าฯเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯมุกดาหาร

รายชื่อโยกย้าย ข้าราชกระทรวงมหาดไทยรายชื่อโยกย้าย ข้าราชกระทรวงมหาดไทย

26.นายวิรุจ วิชัยบุญ รองผู้ว่าฯอุบลราชธานี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯยโสธร
27.นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่ฯสตูล ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯยะลา
28.นายศักระ กปีลกาญจน์ รองผู้ว่าฯพังงา ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯระนอง
29.นายทวี เสริมภักดีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ เลย
30.นายสำรวย เกษกุล รองผู้ว่าฯศรีสะเกษ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯศรีสะเกษ
31.นายศุภมิตร ชิณศรี รองผู้ว่าฯสมุทรปราการ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯสมุทรปราการ
32.นายสมนึก พรหมเขียว รองผู้ว่าฯปัตตานี ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯสมุทรสงคราม
33.นายสุชาติ ทีคะสุข รองผู้ว่าฯสุโขทัย ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯสุโขทัย
34.นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองผู้ว่าฯนนทบุรี ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ หนองคาย
35.นายสุวิทย์ จันทร์หวร รองผู้ว่าฯหนองบัวลำภู ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯหนองบัวลำภู
36.นายชนาส ชัชวาลวงศ์ รองผู้ว่าฯร้อยเอ็ด ดำรงตำแหน่งผู้ว่ฯอำนาจเจริญ
37.นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าฯสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯอุทัยธานี


ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป