“สมศักดิ์” คาด “นิรโทษกรรม” อาจเกิดแตกแยกได้ จี้ใครรับปากไว้ ทำให้ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536239

15 พ.ย. 2565

"สมศักดิ์" คาด "นิรโทษกรรม" อาจเกิดแตกแยกได้ จี้ใครรับปากไว้ ทำให้ได้

“สมศักดิ์” คาด ร่างกฎ “นิรโทษกรรม” ของนพ.ระวี เสนอ อาจเกิดแตกแยกได้ แต่มีผลทั้งดี-ไม่ดี ขณะที่อนาคตการเมือง ยังไม่ตอบเวลานี้ไม่ได้ไปทางใด

กรณีที่ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ เสนอ “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม” คดีทางการเมือง ตั้งแต่ 19 ก.ย. 49- 30 พ.ย. 65 มีเงื่อนไขไม่รวมคดีทุจริต คดีอาญาร้ายแรง และความผิดเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อาจเกิดการวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้เสียความรู้สึกของผู้คน อาจเกิดการแตกแยกกัน แต่ก็เป็นเรื่องที่ดี มีทั้งด้านลบและด้านบวก ยังพูดอะไรไม่ได้ หาเสียงกันไป เมื่อเลือกตั้งใหม่ พรรคใดรับปากประชาชนไว้ก็เอาไปทำ

นายสมศักดิ์ บอกด้วยว่า การจะพูดถึงกระแส 2ป.แยกพรรคกันเดิน อนาคตทางการเมือง จะไปอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม หรือพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชานรัฐ นั้น มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดในเวลานี้ รอให้ถึงเดือน ม.ค. 66 ก่อนแล้วกัน

“ไทยสร้างไทย” ไม่เห็นด้วย สั่ง “ห้ามชุมนุม” ช่วงเอเปค ชี้เป็นสิทธิประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536224

15 พ.ย. 2565

"ไทยสร้างไทย" ไม่เห็นด้วย สั่ง "ห้ามชุมนุม" ช่วงเอเปค ชี้เป็นสิทธิประชาชน

“ไทยสร้างไทย” ไม่เห็นด้วย รัฐบาลประกาศ “ห้ามชุมนุม” 19 จุด ช่วงเอเปค ชี้เป็นสิทธิประชาชนแสดงความเห็น เพื่อให้ผู้นำต่างประเทศรับรุ้

หลังจาก ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดสถานที่ตามนัยมาตรา 8 (5) แห่งพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 หรือ “ห้ามชุมนุม” ในพื้นที่ 19 แห่ง บริเวณพื้นที่จัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค และสถานที่พำนัก ซึ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกเตือน หากมีผู้ฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด 


ล่าสุดวันนี้ 15 พ.ย. นางสาวธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยว่า ตนไม่เห็นด้วย เพราะภาคประชาชนควรได้รับพื้นที่ให้การแสดงความเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล และมีสิทธิในการจัดชุมนุมโดยสันติ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับเจ้าหน้าที่และประชาชนโดยรอบสถานที่จัดประชุม การออกประกาศดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของประชาชนเป็นหลักและไม่เห็นประโยชน์ของการเปิดเวทีภาคประชาชน

นอกจากนี้ประกาศดังกล่าวยังขัดกับหลักสากลเกี่ยวกับสิทธิการชุมนุมสาธารณะ เป็นการลิดรอนเสรีภาพในการชุมนุมและรวมกลุ่มโดยสงบ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights: UDHR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Right: ICCPR) ที่ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพแsj’การชุมนุมและการสมาคมโดยสงบ แต่อาจถูกจำกัดสิทธิได้โดยกฎหมาย เพื่อแสดงการยอมรับและเคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น และสอดคล้องกับศีลธรรมความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิภาพโดยทั่วไปในสังคมประชาธิปไตย ซึ่งในการประชุมระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในโลก ล้วนเปิดพื้นที่ชุมนุมสาธารณะคู่ขนานภายในบริเวณกับที่จัดงาน 

นางสาวธิดารัตน์ ยกตัวอย่าง การประชุม COP27 ที่อียิปต์ที่เกิดขึ้น อนุญาตให้ภาคประชาชนจัดการชุมนุมคู่ขนานได้ โดยมีผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและผลักดันให้เกิดกลไกการเงินเพื่อโลกร้อนในระดับโลกและระดับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  หรือในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในทุกๆ ปี ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มารวมตัวกันหน้าสถานที่จัดการประชุม โดยเป็นการชุมนุมเรียกร้องและต่อต้านรัฐบาลที่เดินทางเข้ามาร่วมงานและเป็นไปอย่างสงบ ปราศจากความรุนแรงใดๆ

“การเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนสามารถนำเสนอประเด็นที่แตกต่างจากรัฐบาล ถือเป็นการเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมและแสดงจุดยืนให้แก่ผู้นำต่างประเทศที่เข้าร่วมการประชุมเอเปค โดยเห็นว่าสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่อยู่ใกล้สถานที่จัดงาน เพื่อให้ผู้แทนจากต่างประเทศเข้ารับฟังได้สะดวก ไม่ควรปิดกั้น โดยเฉพาะเรื่องที่ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งการชุมนุมต้องนำเสนอประเด็นที่เหมาะสม ไม่สร้างความแตกแยกบนเวทีระหว่างประเทศ”

ขอให้งบฯกลาง เป็นทางเลือกสุดท้าย จ่ายลิขสิทธิ์”ฟุตบอลโลก”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536229

15 พ.ย. 2565

ขอให้งบฯกลาง เป็นทางเลือกสุดท้าย จ่ายลิขสิทธิ์"ฟุตบอลโลก"

รองนายกฯ “วิษณุ เครืองาม” แนะไม่ควรใช้งบฯกลาง จ่ายลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก เพราะไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าในอดีตเคยมีการใช้งบฯกลาง ซื้อลิขสิทธิ์ ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก  
แต่ตอนนี้อาจจะยังไม่ควร เพราะเป็นต้นปีงบประมาณ  และยังมีภัยธรรมชาติอีกหลายอย่าง ทั้งยังคาดการณ์ไม่ได้ว่า
อีก 11 เดือนข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น 
 

ส่วนการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) จะหาทางออกอย่างไร ต้องไปชั่งน้ำหนักว่ามีเหตุผลสมควรหรือไม่ที่จะเอาเงินกองทุนการกีฬาฯ ไปจ่าย เพราะอาจมีรายจ่ายอื่นที่จำเป็นมากกว่า และต้องพิจารณาว่าถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ตอบสนองคนที่อยากดู จะคุ้มค่ากับ 1,600 ล้านบาท หรือไม่

ส่วนการยืมเงิน ครม. โดยใช้งบบางส่วนได้หรือไม่ ก็ตอบว่าเป็นไปได้ แต่คนที่รู้ปัญหาและจะหยิบยกขึ้นมาหารือ คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  หรือนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีการท่องเที่ยวและกีฬา
ขณะที่กฎระเบียบ มัสต์แฮฟ (Must Have) และมัสต์แครี่ (Must Carry) ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีคนพูดมานานแล้วว่าควรจะสังคยานา แต่ไม่รู้ว่าทำไมไม่ทำ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังไม่รู้ว่าคนไทยจะได้ดูถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลกหรือไม่  การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ยังต้องให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นคนติดต่อ เพื่อให้ลดราคาให้

เหลือเวลาอีก 3 วัน จะมีการแข่งขันฟุตบอลโลก ครั้งที่ 22 ที่จัดขึ้นที่ประเทศกาตาร์ ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน ถึง 18 ธันวาคม  นับเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่จัดในโลกอาหรับ และเป็นครั้งที่สองที่จัดในทวีปเอเชียต่อจากฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งสุดท้ายที่มีทีมร่วมแข่งขัน 32 ทีม เนื่องจากจะมีการเพิ่มขึ้นเป็น 48 ทีมในฟุตบอลโลก 2026 ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนจัดในฤดูร้อนของประเทศกาตาร์ ทำให้เป็นครั้งแรกที่จะไม่จัดการแข่งขันในช่วงกลางปี โดยกรอบเวลาของการแข่งขันจะลดลงเหลือ 29 วัน 

“ชัยชนะ” ชี้แจง เหตุไม่ส่ง “พงศ์สินธุ์” ลงสมัคร ส.ส. จนประกาศจะลาออกยกตระกูล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536193

14 พ.ย. 2565

"ชัยชนะ" ชี้แจง เหตุไม่ส่ง "พงศ์สินธุ์" ลงสมัคร ส.ส. จนประกาศจะลาออกยกตระกูล

“ชัยชนะ” ชี้แจง “พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์” พ่ายแพ้ทำโพล์ แต่โวยวายถูกกลั่นแกล้ง ทั้งที่ตอนแรกยอมรับกติกาเอง หากจะย้ายพรรค ก็เป็นสิทธิ์

หลังจากนายพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช ประกาศ “ตระกูลเสนพงศ์” จะลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์และเตรียมคืนเสื้อแจ๊กเก็ตพรรคฯ ในเร็วๆนี้  เนื่องจากเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.ที่ผ่านมา ไม่มีชื่อตนเอง 
 

วันนี้ 14 พ.ย. นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราชและรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป็นผู้แถลงผลสำรวจความนิยมในพื้นที่ ออกมาชี้่แจงว่า การทำโพลล์คัดเลือกผู้สมัครที่ผ่านมาในช่วงเดือนตุลาคมนั้น ตนได้เรียกทั้งนายพงศ์สินธุ์ และว่าที่ ร.ท. ยุทธการ รัตนมาศ ผู้แสดงเจตจำนงเป็นผู้สมัครฯ ของพรรคในเวลานั้น ให้รับทราบขั้นตอนของการทำโพลล์ สำรวจความนิยมก่อนคัดเลือกว่า ใครจะได้ลงรับสมัครในพื้นที่ อ.หัวไทร และ อ.ชะอวด ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่คาดว่าจะเป็นเขตเลือกตั้งใหม่ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ 

บุคคลทั้งสองก็รับทราบและยอมให้มีการดำเนินการทำโพลล์ จนกระทั่งเมื่อมีการแถลงเปิดผลโพลล์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ปรากฎว่า ว่าที่ ร.ท. ยุทธการ ได้รับความนิยมในผลโพลล์นั้น ต่อมา นายพงศ์สินธุ์ ได้ยกการที่ตัวเองที่เคยลงสมัครเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช เมื่อเดือนมีนาคม 2564 มากล่าวอ้าง เพื่อให้พรรค ส่งลงสมัคร ส.ส.ในพื้นที่ต่อ 

ต่อมากลับโวยวายถูกกลั่นแกล้งและไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังพรรคเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. เมื่อวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเคยยอมรับการทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นมาตั้งแต่ต้น และกระบวนการสำรวจทั้งหมดก็เหมือนกับการทำโพลล์ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีสมาชิกพรรคฯ ประสงค์จะลงสมัคร ส.ส. มากกว่า 1 คน 

ดังนั้น หากนายพงศ์สินธุ์ กระทำเช่นนี้เพื่อเป็นเหตุผลในการอ้างไปหาสังกัดพรรคการเมืองใหม่ในการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงนั้น ก็เป็นสิทธิ์ของนายพงศ์สินธุ์ แต่ตนในฐานะที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครส.ส. ในพื้นที่และถูกพาดพิงถึง จำเป็นที่จะต้องชี้แจงความจริงให้ทราบ ยืนยันสามารถอธิบายทั้งข้อเท็จจริงและตัวเลขสถิติที่เกิดขึ้น อยู่จะยอมรับผลที่เกิดขึ้นได้มากน้อยขนาดไหน

พลังประชารัฐ ตั้งคณะกรรมการ ขับเคลื่อน3พันธกิจ เดินหน้าสู้ “เลือกตั้ง”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536175

14 พ.ย. 2565

พลังประชารัฐ ตั้งคณะกรรมการ ขับเคลื่อน3พันธกิจ เดินหน้าสู้ "เลือกตั้ง"

พลังประชารัฐ ยังอยู่ พล.อ.ประวิตร สั่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 3 พันธกิจ รับการเลือกตั้ง “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ซบเต็มตัวแล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ วางนโยบายขับเคลื่อนและสานต่อ 3 พันธกิจหลัก   ประกอบด้วย สวัสดิการประชารัฐ :ขจัดความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจประชารัฐ :สร้างความสามารถและโอกาสที่เท่าเทียม และสังคมประชารัฐ : สงบสุข เข้มแข็ง แบ่งปัน ซึ่งเป็นนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชน อย่างต่อเนื่อง

แผนผังคณะกรรมการขับเคลื่อนพันธกิจ พรรคพลังประชารัฐแผนผังคณะกรรมการขับเคลื่อนพันธกิจ พรรคพลังประชารัฐ

เพื่อทำนโยบายที่สอดรับกับความต้องการประชาชน  และการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอนาคต เป็นการมุ่งเน้นในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนให้กินดี อยู่ดี  โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน     3 พันธกิจ 10 คน อาทิ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  สุรสิทธิ นิธิวุฒิวรรักษ์ และสุรพร ดนัยตั้งตระกูล ส่วน ฟิล์ม รัฐภูมิ มีชื่อโผล่เป็นกรรมการขับเคลื่อนสังคมประชารัฐ

คณะกรรมการแยกตาม 3พันธกิจหลักของพรรคประกอบด้วย

-คณะกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการประชารัฐ ประกอบด้วย นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล   นัทธี ถิ่นสาคู   ธณิกานต์  พรพงษาโรจน์   และ ดร.สุรดา จุนทะสุตธนกุล

– คณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประชารัฐ ประกอบด้วย ชาญกฤช เดชวิทักษ์   ชวน ชูจันทร์  วีระกร คำประกอบ  และภาคิน สมมิตรธนกุล

-คณะกรรมการขับเคลื่อนสังคมประชารัฐ ประกอบด้วย พรชัย ตระกูลวรานนท์   ชวน ชูจันทร์    สุทา ประทีป ณ ถลาง   อรรถกร ศิริลัทธยากร ฯ  และ ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ 

พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

พล.อ.ประวิตร บอกว่า พรรคพลังประชารัฐเปิดให้ ส.ส.ของพรรคทุกคน ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อน 3 พันธกิจหลัก เพื่อให้การดำเนินงานของพรรคพลังประชารัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุตามอุดมการณ์ วัตถุประสงค์และนโยบายของพรรค


โดยพรรคพลังประชารัฐมีนโยบายสำคัญ คือต้องการให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรามุ่งเน้นแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนให้หมดไป

ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า พลังประชารัฐจะเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและอำนวยประโยชน์ให้ทุกท่านอย่างเต็มที่ ซึ่งเราได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องการหาแหล่งที่ทำกิน นโยบายผลักดันให้เกิดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  การจัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอ การดูแลราคาสินค้าเกษตร ตลอดจนการดูแลด้านความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และพรรค พร้อมจะเดินหน้าทำให้ดีขึ้นต่อไป

นวกิจ ทายาทกลุ่ม “สามมิตร” สู้ตามรอยพ่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536173

14 พ.ย. 2565

นวกิจ ทายาทกลุ่ม "สามมิตร" สู้ตามรอยพ่อ

นวกิจ พลวิเศษ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา พรรคสร้างอนาคตไทย ทายาท “สามมิตร” สู้ตามรอยพ่อ ลุยพื้นที่อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา

นายนวกิจ พลวิเศษ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดนครราชสีมา พรรคสร้างอนาคตไทย บุตรชายของนายภิรมย์ พลวิเศษ ผู้ก่อตั้งกลุ่มสามมิตร อดีต ส.ส. แบบแบ่งเขต จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่พบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ตลาดนัดบ้านปรางค์ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเขตพื้นที่เก่าของนายภิรมย์ พลวิเศษ

นายนวกิจ เผยว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่เก่าของคุณพ่อ โดยประชาชนในอำเภอคง ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ และได้ประสบปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำรวมทั้งปุ๋ยราคาแพง ตนรับทราบถึงปัญหาและเชื่อว่านโยบายปุ๋ยคนละครึ่งของ

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะนำมาช่วยพี่น้องเกษตรกรได้แน่นอน นอกจากนี้ ตนต้องการกลับมาทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่อำเภอคง ต่อจากคุณพ่อที่เคยสร้างผลงานไว้ในพื้นที่ 

ลงพื้นที่ อ.คงลงพื้นที่ อ.คง

ซึ่งปัจจุบันตนได้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงได้รับทราบถึงปัญหาในเรื่องของน้ำประปาของ อบต.บ้านปรางค์ โดยตนจะช่วยประสานงานแก้ไขให้โดยเร็วที่สุด  

นวกิจ ทายาทกลุ่ม "สามมิตร" สู้ตามรอยพ่อ

ลงพื้นที่ อ.คงลงพื้นที่ อ.คง

ประชุม “เอเปค” ในไทย ต้องได้ใจมากกว่า เวทีอาเซียน และ จี 20

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536160

14 พ.ย. 2565

ประชุม "เอเปค" ในไทย ต้องได้ใจมากกว่า เวทีอาเซียน และ จี  20

ประธานพรรค “สร้างอนาคตไทย” เตือนรัฐบาล ทำทุกทางให้ประเทศไทย ไม่ใช่ที่แวะกินข้าวของผู้นำ ที่เพิ่งผ่านเวทีอาเซียนและจี20 มา

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และประธานพรรคสร้างอนาคตไทย ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ความสัมพันธ์ไทย-จีน ในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป” ที่โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน สี่พระยา ซึ่งจัดโดยสมาคมวิเทศพาณิชย์ไทย-จีน โดยมีนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทยสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย

สมคิดเล่าว่า เมื่อเข้าสู่เส้นทางการเมือง ก็เริ่มผูกมิตรกับจีน จนเกิดการตั้งคณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน ซึ่งสลับกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุมทุกปี แต่เมื่อตนพ้นจากตำแหน่งการประชุมคณะกรรมการดังกล่าวก็น้องลงมาก จนคนเริ่มไม่รู้จักกัน จวบจนกลับมาในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มาฟื้นคณะกรรมการฯ แต่ฝ่ายจีนเปลี่ยนตัวไปหลายคนแล้ว

 ขณะเดียวกันขอให้สานต่อโครงการรถไฟความเร็วสูง one belt one road ที่ยังทำกับจีนไม่จบประเทศไทย ควรเลิกเรื่องสีเสื้อ เลิกเล่นกีฬาสีได้แล้ว ตอนนี้อยู่บนทางแยก ถ้าทำไม่ดี ประเทศก็จะลง แต่ถ้าทำดีก็จะฟื้นขึ้นมา

สมคิดบอกว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียน สมเด็จฮุนเซนกลายเป็นพระเอก ที่พูดถึงอนุภูมิภาคนี้กำลังถึงทางแยกที่พบความไม่แน่นอนที่สุด ชีวิตคนเป็นล้านคนขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ ปัญญาผู้นำในภูมิภาค พูดง่ายๆ คือชวนให้ผู้นำมาคุยกัน ประโยคนี้ไม่น่าใช่ฮุนเซนเป็นคนพูด แต่เพราะกำลังชิงความเป็นผู้นำอาเซียน และอีก 2-3 วัน ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด จะเป็นประธานการประชุมจี20 เขาต้องสร้างภาพความเป็นผู้นำอาเซียนเช่นกัน

ในส่วนของประเทศไทยกำลังเป็นประธานจัดประชุมเอเปคในสัปดาห์นี้ กระทรวงการต่างประเทศต้องไปคิดข้อความให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย พูดเพื่อให้เราไม่ตกรุ่นและชิงความเป็นผู้นำในอาเซียนกลับมา เพราะสมัยก่อนผู้นำอาเซียนคือ สิงคโปร์และไทย ตอนนี้ไทยต้องไม่หลุดแกนกลางของอาเซียน หากหลุดไทยก็จะหลุดในสายตาอเมริกาและจีน ดังนั้น ไม่ควรให้ทุกอย่างไคลแม็กซ์อยู่ที่กัมพูชาและอินโดนีเซีย โดยที่ผู้นำแค่แวะมากินข้าวที่ประเทศไทย

สิ่งที่มีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคต ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นความสัมพันธ์ไทย-จีน ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ตามแบบพี่น้อง ซึ่งความสำเร็จเกิดขึ้นได้จนถึงวันนี้ เกิดจากความพยายามของคนรุ่นก่อนที่ช่วยกันสร้างและรักษาความสัมพันธ์เหล่านี้ให้แน่นแฟ้น ถ้าคนรุ่นต่อไปสามารถสานความสัมพันธ์นี้ต่อไปได้ก็จะมีคุณูปการสูงมากกับประเทศไทย

จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย ขยับทีเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าเราไม่ติดตามหรือกระชับความสัมพันธ์ หรือถ้าเราไม่มีความสำคัญในสายตาของจีน อนาคตเราอาจจะสู้เพื่อบ้านไม่ได้ พร้อมเล่าย้อนไปว่า ในปี 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกฯ ในขณะนั้น เดินทางไปกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งเวลานั้นจีนคือคู่อริของไทย ไม่ใช่เพื่อนฝูงมาตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

เพราะตอนนั้นเราอิงทางอเมริกาตลอด และอเมริกาถือว่าจีนเป็นคู่ต่อกรอันดับต้นๆ อเมริกาต่อต้านจีน ก็หมายความว่าประเทศเล็กๆทั้งหลายที่รับความช่วยเหลือและความสัมพันธ์กับอเมริกา ต้องเดินตามทั้งสิ้น แต่เมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ไปพบประธานาธิบดีจีน ถือเป็นการเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตรทันที

พรรค”ก้าวไกล” ยื้อรถไฟฟ้าสายสีส้มสุดฤทธิ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536150

14 พ.ย. 2565

พรรค"ก้าวไกล" ยื้อรถไฟฟ้าสายสีส้มสุดฤทธิ์

ฟ้องศาลปกครอง ขอคุ้มครอง ชั่วคราว ชะลอ เซ็นต์สัญญาโครงการ “รถไฟฟ้าสายสีส้ม” ก้าวไกล ยื่นเอาผิดรฟม. เจ้ากระทรวงคมนาคม

สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และณธีภัสร์  กุลเศรษฐสิทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิจารณาหยุดสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีส้ม

แกนนำพรรคก้าวไกล ยื่นศาลปกครอง ยับยั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มแกนนำพรรคก้าวไกล ยื่นศาลปกครอง ยับยั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม

สุรเชษฐ์ระบุว่า พรรคก้าวไกลขอยื่นให้ศาลปกครองหยุดยั้งโครงการนี้ เพราะโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มถือเป็นทุจริตครั้งใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้ที่มีมูลค่าจำนวน 68,000 ล้านบาท หากปล่อยให้มีการอนุมัติประเทศไทยต้องเสียผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งเรื่องนี้เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้วไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ว่าตัวเลข 68,000 ล้านบาท เกิดจากกระบวนการ ปั้นตัวเลข มา ปั่นโครงการ และในวันนี้ใกล้จะ ปันผลประโยชน์ สำเร็จแล้ว

หากศาลปกครองไม่ออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เรื่องนี้จะถูกส่งไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี แน่นอนว่าเมื่อไปถึงครม. ซึ่งจะทำให้เงินภาษีของประชนถูกใช้เกินจำเป็น 68,000 ล้านบาท

พรรคก้าวไกล จึงได้มายื่นฟ้องจำเลย ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย  คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯและ กระทรวงคมนาคม  เพื่อให้ศาลปกครองกลางพิจารณา

– ยกเลิกการประมูลที่มีปัญหาจัดการประมูลใหม่ให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม โดยอย่างน้อย BTS และ BEM ต้องเข้าได้

– ให้ รฟม. ต้องเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการ โดยไม่ปฏิเสธอำนาจนิติบัญญัติอย่างที่ได้เบี้ยวมา 2 ครั้ง

– เปลี่ยนคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 ของ พรบ.ร่วมทุนฯ เพื่อให้มีความโปร่งใส เนื่องจากเรื่องนี้เป็นคดีใหญ่ มูลค่าสูง และมีรายละเอียดมาก และ ขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา และขอไต่สวนฉุกเฉินเพื่อระงับยับยั้งไม่ให้เซ็นสัญญาก่อน
 

นอกจากนี้ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เคยให้โอกาส รฟม. มาชี้แจงเรื่องรถไฟฟ้าสายสีส้มแล้ว ถึง 2 ครั้ง แต่ รฟม. ไม่มาชี้แจง ซึ่งอนุกรรมาธิการพบความผิดปกติได้แก่

– การเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางอากาศการยกเลิกการประมูลครั้งก่อนโดยที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่า การยกเลิกการประมูลดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย    

– การกีดกัน BTS ไม่ให้มีสิทธิ์เข้าประมูลรอบใหม่คุณสมบัติต้องห้ามของผู้ผ่านการพิจารณาข้อเสนอด้านคุณสมบัติการคิดราคากลาง  

– คาดการส่วนแบ่งรายได้ในอนาคตเป็นศูนย์เพราะไม่มีความพยายามของคณะกรรมการคัดเลือกในการรักษาผลประโยชน์ให้กับรัฐ   

และที่สำคัญ ต้องไปพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าทำไมการประมูลรอบแรก หาก BTS ชนะ รัฐจะอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท แต่ในการประมูลรอบสองซึ่ง BEM ชนะ รัฐต้องอุดหนุนมากถึง 78,288 ล้านบาท มีส่วนต่างถึง 68,000 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ในทางเทคนิคก็คือสร้างสิ่งเดียวกัน คือรถไฟฟ้าสายสีส้ม แบบการก่อสร้างก็ไม่ได้เปลี่ยน  ยาวเท่าเดิม สถานีเท่าเดิม

“มัลลิกา” เตือน หยุดคิดทำลาย “ประชุมเอเปค” ช่วยกันสร้างโอกาสให้ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536141

14 พ.ย. 2565

"มัลลิกา" เตือน หยุดคิดทำลาย "ประชุมเอเปค" ช่วยกันสร้างโอกาสให้ประเทศ

“มัลลิกา” เตือน หยุดหิวแสง คิดทำลาย “ประชุมเอเปค” ชี้ต้องมีมารยาท-กาลเทศะ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้กับประเทศ

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพการ “ประชุมเอเปค 2022” หรือการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเราประชุมมาตลอดทั้งปี พ.ศ.2565 ในนามรัฐมนตรีเอเปค แต่สำหรับช่วงสุดยอดผู้นำเอเปคจะเกิดขึ้น 18-19 พ.ย.2565 นี้นั้นเป็นบทสรุปที่สำคัญที่สุดแล้ว เพราะเป็นการประชุมผู้นำเอเปคที่ประเทศเรามี “นายกรัฐมนตรี” เป็น “ผู้นำ” ส่วนประเทศไทยของเราก็เป็นเจ้าภาพและเราเคยเป็นเจ้าภาพในปี พ.ศ. 2535 และ 2546 เท่านั้น

ดร.มัลลิกา มองว่า ช่วงเวลาแบบนี้ควรเว้นไว้ซึ่งความคิดทางการเมือง อคติทางการเมืองหรือความไม่พอใจผู้นำทางการเมือง แต่ควรมีมารยาทและกาลเทศะ ทำตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี เพราะ โอกาสเวทีระดับโลก ไม่ได้มีโอกาสบ่อย อะไรที่จะทำให้ประเทศเสียหายก็ไม่ควรทำโดยเฉพาะความรุนแรงทั้งปวง 

สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดของการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค คือ การค้า เพราะเป็นการหารายได้เข้าประเทศและโดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เราก็นำรายได้ด้านการส่งออกเข้าประเทศเป็นหลัก และใน 21 เขตเศรษฐกิจ ต่างมีความมุ่งมั่นผลักดันและกำหนดทิศทางผ่านการแสดงวิสัยทัศน์และมุมมองที่หลากหลายในการขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อฝ่าวิกฤต โควิด-19 ไปด้วยกัน รวมทั้งการส่งเสริมการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตามหัวข้อหลักของการประชุมเอเปคประจำปี 2022 ที่ประเทศไทยกำหนดขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์เชื่อมโยงกันสู่สมดุล” หรือ “Open. Connect. Balance”

ดร.มัลลิกา ยกตัวอย่างผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานนั้น มีความได้เปรียบและคืบหน้ามากจะรวมอยู่ในรายงานในการประชุมสุดยอดผู้นำที่กำลังจะมาถึงและถือว่าทางด้านเศรษฐกิจการค้านั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และที่ผ่านสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ต้องยอมรับด้วยว่าวิกฤติสร้างวีรบุรุษด้วยผลงานกระทรวงพาณิชย์ที่ขยายการค้าไปทั่วโลก ทั้งตลาดดั้งเดิม ตลาดเก่า ตลาดใหม่ ที่ได้โอกาสเปิดกว้างและเปิดเสรีทางการค้ากับคนมากว่าครึ่งค่อนโลก คือ ทุกประเทศทุกเขตเศรษฐกิจเห็นร่วมกันทางการค้า คือจะนำเอเปค ไปสู่การจัดทำ FTAAP หรือ Free Trade Area of the Asia-Pacific ให้เกิดขึ้นในอนาคต 

จากนั้นเราจะเชื่อมโยงระหว่างเขตเศรษฐกิจ ทั้งในส่วนของบุคคลหรือสินค้าและบริการ ได้มีการตั้งคณะทำงานที่เรียกว่า APEC Safe Passage Task Force เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปให้เกิดผลเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เรายังมุ่งเน้นการสร้างสมดุลในด้านสิ่งแวดล้อม ด้านพลังงานและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายทุกระดับตั้งแต่คนตัวใหญ่จนกระทั่งถึงคนตัวเล็ก ในระดับ SMEs และMicro-SMEs เแรงงาน ผู้ด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง สตรีและอื่นๆ 

ซึ่งสิ่งนี้เป็นเพียงด้านการค้าและเศรษฐกิจการพาณิชย์บางส่วน แต่ยังมีด้านอื่นๆที่มี ทั้งมิติด้านความมั่นคง สังคม การเมือง ทรัพยากร มากมาย ล้วนเป็นเรื่องระดับโลก การที่เราจะชุมนุมแสดงความคิดเห็นอาจจะเป็นสิทธิ์แต่มันมีขอบเขตตรง กติกา-มารยาท-กฎหมาย ถ้าเราอยู่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่ถ้าคิดและทำมากกว่านี้ อันนี้ไม่น่าจะมีใครยอม เพราะประเทศชาติสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด

” การที่ใครจะหาแสง หิวแสง แล้วทำการรุนแรงใดๆรอบที่พักและสถานที่ประชุม เวทีนี้ด้วยอคติและต้องการแสดงตัวต่อใครก็ตามล้วนเป็นการทำบนความเสียหายของชาติ ไร้มารยาท ขาดความรู้เท่าทัน ขาดกาลเทศะและถ้าคิดจะทุบการประชุมเหมือนกลุ่มเก่ารุ่นก่อนก็สิ้นคิดมาก ” ดร.มัลลิกา กล่าวทิ้งท้าย

จุรินทร์ ชื่นใจ มีคนเห็นค่าพรรค “ประชาธิปัตย์”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536132

14 พ.ย. 2565

จุรินทร์  ชื่นใจ มีคนเห็นค่าพรรค "ประชาธิปัตย์"

ภาพลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ ยืนหนึ่งด้านความ “จงรักภักดี” จุรินทร์ พอใจ สะท้อนจุดยืน และการกระทำที่ผ่านมาของพรรค

จุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลสำรวจความเห็นของซุปเปอร์โพล ที่ระบุว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อย่างนายจุรินทร์โดดเด่นในเรื่องความจงรักภักดีต่อสภาบันฯ รวมถึงการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ  เป็นการสะท้อนว่าจุดยืนและสิ่งที่พรรคได้ทำมาอยู่ในสายตาของประชาชนและมีเสียงตอบรับกับสิ่งที่ได้แสดงออกไป เพราะจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ชัดเจนว่าสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น แต่ต้องไม่แตะหมวด1หมวด2 และไม่แก้มาตรา112 เพราะทุกประเทศต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองประมุขของรัฐ 

จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนั้นในเรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องพรรคก็มีจุดยืนที่ชัดเจน เน้นการสร้างเงินให้กับประชาชน และการสร้างเงินให้กับประเทศ ตั้งแต่การใช้นโยบายเรื่องประกันรายได้สินค้าการเกษตร รวมถึงการเข้าไปดูแลเศรษฐกิจฐานรากด้านอื่นๆด้วย

ส่วนการสร้างเงินให้กับประเทศ ก็เห็นชัดเจนว่าแม้จะเผชิญกับภาวะวิกฤติโควิด แต่ก็สามารถนำการส่งออกฝ่าวิกฤติไปได้ ทำให้การส่งออกของไทยเป็นบวกมาตลอด ปีนี้คาดว่าจะสร้างเงินให้กับประเทศไม่ต่ำกว่า9ล้านล้านบาท ขณะที่เครื่องยนต์ตัวอื่นในทางเศรษฐกิจยังขับเคลื่อนไม่ได้ แต่การส่งออกกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวเดียวทำให้จีดีพีของประเทศเป็นบวกขึ้นมา และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ไป

ณ โอกาศนี้ จึงขอขอบคุณประชาชนที่ติดตามและรับทราบจุดยืนของประชาธิปัตย์ ส่วนนี้ก็ถือว่าช่วยให้มีกำลังใจมากขึ้น ส่วนจะผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับประชาชน แต่ทิศทางที่ชัดเจนคือประชาธิปัตย์ ก็ยังให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยแบบท้องอิ่ม ที่จะสามารถสร้างเงินให้ประชาชน สร้างเงินให้ประเทศ ทำให้ประชาชนอิ่มท้องได้

สวนเตรียมเสนอพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)นิรโทษกรรม โดยยกเว้นคดีทุจริตคอรัปชั่น ,คดีอาญาร้ายแรง และคดี มาตรา112 ใฝนสภาฯนั้น ต้องไปดูหลักการเหตุผลและรายละเอียดก่อนจะวิพากษ์ วิจารณ์    แต่การเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมก็เคยมีข้อสังเกต และมีประสบการณ์กันมาแล้ว ในช่วงการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย จนทำให้บ้านเมืองเสียหายในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันคนก็ยังกลัวกันอยู่ เพราะฉบับนั้นเริ่มต้นไม่มีอะไรแต่ไปบานปลายเอาตอนสุดท้าย จากต้นซอยจนกลายเป็นสุดซอย จนนำมาซึ่งการต่อต้านจากประชาชน ที่ออกมาเป็นจำนวนมากเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศ