“อนุทิน” สู้ไม่ถอย ดันกฎหมาย “กัญชา” ลั่นไม่ผ่านสภา สมัยหน้าเสนอใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536102

13 พ.ย. 2565

"อนุทิน" สู้ไม่ถอย ดันกฎหมาย "กัญชา" ลั่นไม่ผ่านสภา สมัยหน้าเสนอใหม่

“อนุทิน” เดินหน้าต่อ ดันภารกิจ “กัญชา” สมัยนี้ไม่สำเร็จ สมัยหน้าเสนอใหม่ เชื่อพรรคที่ค้าน กลัว “พรรคภูมิใจ” จะได้รับคะแนนนิยม

กรณีฝ่ายค้านยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้มีคําสั่งเพิกถอนประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 หรือ ถอดกัญชาจากยาเสพติด พร้อมทั้งมีคําสั่งคุ้มครองชั่วคราวด้วยการทุเลาการบังคับตามประกาศดังกล่าว 


นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณ ยอมรับว่า ช่วงแรกๆเคยหวั่นไหว แต่ไม่ใช่ช่วงนี้ แต่ด้วยความที่ศึกษาเกี่ยวกับกัญชาระหว่างทำนโยบายมานานหลายปี ลืมไปว่ามีคนบางส่วนไม่ได้มาอัพเดทข้อมูลความรู้เหมือนกับตน พอมีประกาศปลดล็อกกัญชา ทำให้ฝ่ายนั้นตกใจ แต่ก็คิดว่า ยังติดกับความเข้าใจเดิมว่ากัญชาเป็น “ยาเสพติด” ซึ่งภาพในหัวมันจะไม่ต่างกับยาบ้า

นายอนุทิน ยังบอกด้วยว่า ตนคลุกคลีอยู่กับแพทย์ที่ใช้กัญชารักษาคนมาหลายปี ได้ฟังการนำเสนองานวิจัยและสถิติต่างๆ จากต่างประเทศ ทำให้รู้ว่า “กัญชา” ไม่ได้ติดง่าย เมื่อเทียบกับเหล้าบุหรี่ ไม่เคยทำให้ใครตาย แต่กัญชามีประโยชน์มหาศาล ทำผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และยังอยู่คู่ภูมิปัญญาไทยมานานด้วย สิ่งเหล่านี้คนทั่วไปไม่รู้เลย แต่ ป.ป.ส. รู้ ดังนั้นเขาจึงให้ถอนกัญชาออกจากความเป็นยาเสพติด
 
ทั้งนี้เป็นเรื่องธรรมชาติของชีวิต เจอปัญหาก็แก้ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ คนไม่เข้าใจก็สร้างความเข้าใจ มีคณะทำงาน มีการให้ความรู้ในแอพพลิเคชันปลูกกัญ ประชาชนตื่นตัวกันมาก เครือข่ายกัญชาต่างๆ รู้มากกว่าตนอีก 

“วันนี้พูดได้เลยว่าคนเข้าใจกัญชามากขึ้นกว่าเดิมมาก ถ้าไม่อคติ ถ้าศึกษาจริงๆ อย่าลืมว่ามันเป็น พืชสมุนไพร ใช้ดีๆ ก็เป็นประโยชน์ได้ ชาวบ้านเขาต้มชาช่วยให้หลับสบาย เอาใบมาชูรสอาหาร เอามาทำน้ำมัน ทำยามานานแล้ว ก่อนที่ฝรั่งจะเอาไปล็อกไว้ หลายคนมาเล่าประวัติศาสตร์ว่า สูบแล้วมันผ่อนคลายเกินไป สมัยก่อนส่งทหารมารบแล้วมีปัญหา เพราะอารมณ์ดีจนขี้เกียจไปก็ไม่มีอารมณ์จะสู้รบ อันนี้ตนเองไม่รู้จริงหรือไม่ เพราะก็ไม่ได้สนใจ ในเมื่อเรารู้แล้วว่าประโยชน์มันมี และโทษมันควบคุมได้ ดังนั้นก็อยู่ที่คนนำไปใช้ประโยชน์”

นายอนุทิน ยังถามกลับไปยังฝ่ายค้าน ทำไมยังมีคนต่อต้าน ถึงขั้นจะคว่ำพ.ร.บ.กัญชา เสนอให้เอากลับไปเป็นยาเสพติด แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองทุกพรรคไม่กล้าพูดว่าไม่เอากัญชาเลย พรรคการเมืองล้วนสนับสนุนกัญชาทางการแพทย์ เพราะกลัวเสียคะแนน แต่พอจะทำกฎหมายให้ควบคุมกัญชากลับออกมาต้าน ถามว่าย้อนแย้งหรือไม่

เมื่อพรรคภูมิใจไทยสัญญาว่าจะปลดล็อก คืนกัญชาให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เรื่องการออก พ.ร.บ. ไม่ได้อยู่ในคำสัญญาของเรา แต่เริ่มทำเพื่อตอบสนองต่อข้อห่วงใยของทุกฝ่าย แล้วสภาก็รับไปปรับปรุงต่อ ถ้าไม่ผ่านใครจะรับผิดชอบกับความต้องการของประชาชนในส่วนนี้ 


 
นายอนุทิน ยืนยัน ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว ส่วน พ.ร.บ.กัญชา จะผ่านสภา หรือไม่ ไม่ได้คิด วันนี้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ เป็นสมุนไพร ตนคืนกัญชาให้ประชาชนแล้ว ออกกฎกำกับดูแลเท่าที่ขอบเขตอำนาจจะทำได้ และเสนอร่าง พ.ร.บ.จนคณะกรรมาธิการของสภา นำไปพิจารณาต่อยอดเพิ่มเติมไปอีก 50 มาตราแล้ว ถ้าสุดท้ายสภาไม่เอาสิ่งที่ร่วมกันสร้างมา ไม่เป็นไร สมัยหน้าตนเสนอใหม่

ส่วนที่มีคนกล่าวหาว่าไม่รอบคอบ “ปลดล็อกกัญชาเสรี” ก่อนมีกฎหมายควบคุมนั้น ตนเองเป็นคนทำงานและเป็นผู้บริหารคือ การให้กระทรวงสาธารณสุขออกระเบียบเป็นประกาศกระทรวงเพื่อให้การดำเนินนโยบาย กัญชา กัญชง ไม่สะดุด แต่ก็คิดระดับหนึ่งว่าจะต้องมีผู้ขัดขวางด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งก็คือการกลัวพรรคภูมิใจไทยได้รับความนิยมจากประชาชนมากเกินไป ดูได้จากคำพูดของสมาชิกพรรคที่ต่อต้านก็เข้าใจได้เลยว่า “พวกเขาไม่ได้ทำการบ้าน ไม่ได้อ่านร่างกฎหมาย ไม่มีหลักการ รับวาระแรกแล้วจะคว่ำวาระสอง ไม่รักประชาชน เราเคารพกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันจนครบถ้วนแล้ว เป็นประชาธิปไตยกัน สุดท้ายตนก็เคารพการตัดสินใจของทุกคน”

ภาคกลางก็ไม่แผ่ว เลือก “อุ๊งอิ๊งค์” เป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อทำตามสัญญา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536099

13 พ.ย. 2565

ภาคกลางก็ไม่แผ่ว เลือก "อุ๊งอิ๊งค์" เป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อทำตามสัญญา

“นิด้าโพล” เผยผลสำรวจ คนภาคกลาง เลือก “อุ๊งอิ๊งค์ ้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับ 1 แถม “เพื่อไทย” ครองแชมป์ทั้ง ส.ส.แบ่งเขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “คนที่ใช่ พรรคที่ชอบ
ของคนภาคกลาง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน 2565 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน “ภาคกลาง” (จังหวัดในภาคกลาง ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร) รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,002 หน่วยตัวอย่าง 

ประเด็น  คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็น “นายกรัฐมนตรี”
อันดับ 1 ร้อยละ 24.18 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊งค์ (พรรคเพื่อไทย) เพราะ ต้องการให้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ชื่นชอบอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทย นโยบายของพรรคทำได้จริง ขณะที่บางส่วนระบุว่า ศรัทธาในตระกูลชินวัตร 
อันดับ 2 ร้อยละ 16.73 ระบุว่าเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ (พรรคก้าวไกล) เพราะ เป็นคนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ชื่นชอบอุดมการณ์ของพรรคก้าวไกล 
อันดับ 3 ร้อยละ 16.23 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะ เป็นคนซื่อสัตย์ สุจริต มีประสบการณ์ด้านการบริหาร ชื่นชอบผลงานของรัฐบาล ในปัจจุบัน และทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ 
อันดับ 4 ร้อยละ 13.54 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ 
อันดับ 5 ร้อยละ 7.04 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) เพราะ เป็นคนตรงไปตรงมา พูดจริงทำจริง มีความซื่อสัตย์สุจริต และชื่นชอบวิธีการทำงาน  
อันดับ 6 ร้อยละ 6.19 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) เพราะ เป็นคนมีประสบการณ์ด้านการบริหาร ชื่นชอบ นโยบายของพรรคไทยสร้างไทย ชื่นชอบผลงานในอดีตที่ผ่านมา และต้องการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาบริหารประเทศ

อันดับ 7 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคชาติพัฒนากล้า) เพราะ เป็นคนมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ เป็นคนมีความมุ่งมั่นในการทำงาน และมีประสบการณ์ด้านการบริหาร 
อันดับ 8 ร้อยละ 2.05 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) เพราะ เป็นคนพูดจริงทำจริง และชื่นชอบนโยบายของพรรคภูมิใจไทย 
อันดับ 9 ร้อยละ 1.80 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 
อันดับ 10 ร้อยละ 1.60 ระบุว่าเป็น น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) เพราะ ชื่นชอบพรรคชาติไทยพัฒนา และชื่นชอบผลงานของตระกูลศิลปอาชา 
อันดับ 11 ร้อยละ 1.50 ระบุว่าเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย) เพราะ มีประสบการณ์ด้านการบริหาร เป็นคนที่พูดจริงทำจริง และชื่นชอบพรรคเพื่อไทย 
อันดับ 12 ร้อยละ 1.35 ระบุว่าเป็น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (พรรคสร้างอนาคตไทย) เพราะ เป็นคนมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ มีวิสัยทัศน์ และมีประสบการณ์ด้านการบริหาร 
อันดับ 13 ร้อยละ 1.30 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) เพราะ มีประสบการณ์ด้านการบริหาร และชื่นชอบพรรค ประชาธิปัตย์ 
อันดับ 14 ร้อยละ 1.19 ระบุว่าเป็น ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพราะ เป็นคนมีความรู้ ความสามารถ ชื่นชอบแนวคิดและทัศนคติในการทำงาน

โดยร้อยละ 2.20 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคไทยศรีวิไลย์) นายเศรษฐา ทวีสิน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ (พรรคชาติพัฒนากล้า) 

เมื่อพิจารณาบุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี 5 อันดับแรก เมื่อจำแนกตามกลุ่มจังหวัดของภาคกลาง พบว่า
 น.ส.แพทองธาร ได้อันดับ 1 จากทุกกลุ่ม รองลงมาคือ พล.อ.ประยุทธ์ 


ประเด็น  พรรคการเมืองที่คนภาคกลางมีแนวโน้มจะเลือกให้เป็น ส.ส.แบ่งเขต
อันดับ 1 ร้อยละ 32.42 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย 
อันดับ 2 ร้อยละ 19.98 ระบุว่าเป็น พรรคก้าวไกล 
อันดับ 3 ร้อยละ 13.99 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ 
อันดับ 4 ร้อยละ 10.54 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ 
อันดับ 5 ร้อยละ 7.54 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ 
อันดับ 6 ร้อยละ 3.80 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย 
อันดับ 7 ร้อยละ 3.19 ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา 
อันดับ 8 ร้อยละ 2.50 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย 
อันดับ 9 ร้อยละ 2.45 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย 

โดยร้อยละ 3.59 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคชาติพัฒนากล้า พรรคสร้างอนาคตไทย ไม่ตอบ/ไม่สนใจ พรรคกล้า พรรคไทยภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคเทิดไท พรรคประชาชาติ พรรคเศรษฐกิจใหม่ และพรรคเศรษฐกิจไทย

ประเด็น พรรคการเมืองที่คนภาคกลางมีแนวโน้มจะเลือกให้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ
อันดับ 1 ร้อยละ 32.57 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย 
อันดับ 2 ร้อยละ 19.83 ระบุว่าเป็น พรรคก้าวไกล 
อันดับ 3 ร้อยละ 14.28 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ 
อันดับ 4 ร้อยละ 10.49 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ 
อันดับ 5 ร้อยละ 7.14 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ 
อันดับ 6 ร้อยละ 3.69 ระบุว่าเป็น พรรคเสรีรวมไทย 
อันดับ 7 ร้อยละ 3.10 ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา 
อันดับ 8 ร้อยละ 2.65 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย 
อันดับ 9 ร้อยละ 2.40 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย 
อันดับ 10 ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น พรรคชาติพัฒนากล้า 

โดยร้อยละ 2.70 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคสร้างอนาคตไทย พรรคกล้า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ พรรคไทยภักดี พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคเศรษฐกิจไทย พรรคเทิดไท พรรคประชาชาติ และพรรคเศรษฐกิจใหม่
คนที่ใช่ พรรคที่ชอบ ของคนภาคกลางคนที่ใช่ พรรคที่ชอบ ของคนภาคกลาง

“เสนพงศ์” ประกาศลาออก “ประชาธิปัตย์” ยกตระกูล ผิดหวังไม่ส่งชื่อลงสมัคร ส.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536074

13 พ.ย. 2565

"เสนพงศ์" ประกาศลาออก "ประชาธิปัตย์" ยกตระกูล ผิดหวังไม่ส่งชื่อลงสมัคร ส.ส.

“พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์” ประกาศลาออกจาก “ประชาธิปัตย์” ยกทั้งตระกูล หลังผิดหวัง เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร แต่ปรากฎไม่มีชื่อ กลับให้สิทธิ์ตระกูลอื่น

วันนี้ 13 พฤศจิกายน 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่านาย พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนว่า ครอบครัวเสนพงศ์ทุกคนของลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เมื่อวานนี้นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช 8 คน จากทั้งหมด 9 คน โดยยังขาดอีก 1 คน เนื่องจากนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ตัดสินใจจะลาออกจากสมาชิกพรรคแล้วไปร่วมกับพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ 
 

โดยสาเหตุการลาออกครั้งนี้ คาดว่า นายพงศ์สินธุ์ ไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครของพรรค ในพื้นที่อำเภอชะอวด และใกล้เคียง ซึ่งการเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ผ่านมา นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายสมัย ผู้เป็นพี่ชายถูกคดีการเมือง จึงถูกคาดหวังว่า นายพงศ์สินธุ์ จะมีชื่อ แต่แล้วต้องผิดหวัง 


ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้นายชัยชนะ เดชเดโช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงผลโพลท์สำรวจความนิยม ก็ปรากฎว่า นายยุทธการ รัตนมาศ อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่เคยตกเป็นข่าวดังกรณีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ อบจ.เป็นผู้ชนะอีก ทำให้นายพงศ์สินธุ์ ประกาศไม่ยอมรับผลโพลท์ดังกล่าว
 

สำหรับการประกาศลาออก พงศ์สินธุ์ โพสเฟซบุ๊กระบุว่า นับว่าเป็นความชัดเจนที่พรรคประชาธิปัตย์ เปิดตัวผู้สมัครส.ส.นครศรีธรรมราช อย่างเป็นทางการ โดยไม่มีชื่อของผมพงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ต่อจากนี้ไป ผมขอประกาศตัดสินใจทางการเมืองด้วยตัวของผมเอง เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจมีมติไม่ส่งผมลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในนามพรรคแล้ว 

ทั้งที่ผมเคยเป็นผู้สมัครเก่าของพรรคในการเลือกตั้งซ่อม และมีพี่ชายคือคุณเทพไท เป็นอดีตส.ส.ของพรรค 4 สมัย ได้ทำหน้าที่ปกป้องพรรค พิทักษ์อุดมการณ์พรรค ต่อสู้ให้กับพรรคอย่างเข้มแข็ง ได้ยืนหยัดต่อสู้กับระบอบทักษิณ จนถูกฟ้องมีคดีความ 23 คดี 

แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่ให้ความสำคัญ ไม่เห็นคุณค่าของนักสู้ของพรรค ตัดสิทธิ์สมาชิกของครอบครัวตระกูลเสนพงศ์ ลงสมัครเลือกตั้งส.ส.ในเขตเลือกตั้งเดิมเลยแม้แต่คนเดียว แต่กลับให้สิทธิ์กับตระกูลอื่นลงสม้ครรับเลือกตั้งส.ส. ตระกูลละ2คน ถือได้ว่าเป็นการไม่ให้เกียรติกับคนที่เคยต่อสู้ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ 


“เมื่อแนวทางการเมืองของพรรคเป็นเช่นนี้ ผมจึงจำเป็นต้องพิจารณาตัวเอง ด้วยการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคทันที ขอยืนยันว่าสมาชิกในครอบครัวตระกูลเสนพงศ์ ไม่ได้ทิ้งพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคประชาธิปัตย์ต่างหาก ที่ทอดทิ้ง ไม่ให้โอกาสสมาชิกของคนในตระกูลเสนพงศ์ เมื่อเป็นเช่นนี้สมาชิกในครอบครัวทั้งหมด จะยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความผูกพันมายาวนาน”

แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นตระกูลดั้งเดิม หรือสืบทายาทมาจากรุ่นพ่อก็ตาม แต่ครอบครัวตระกูลเสนพงศ์ ได้เป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ มาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ ที่เป็นหัวคะแนนให้กับผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน จนมาถึง สมัยคุณเทพไท เสนพงศ์ ได้ลงสมัครส.ส.เมื่อปี 2548 


บัดนี้สมาชิกในครอบครัวตระกูลเสนพงศ์ ได้ตกลงใจพร้อมกัน ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ โดยผมจะยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกต่อนายทะเบียนพรรค(นายวิรัชร่มเย็น) ในสัปดาห์นี้ พร้อมกับคืนเสื้อแจ็คเก็ต ที่นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ ได้สวมให้ในวันประกาศส่งสมัครเลือกตั้งซ่อมเขต3 นครศรีธรรมราชด้วย

“หมอระวี” ลุยดันร่าง “นิรโทษกรรม” หากสำเร็จชี้ให้เห็น “รักสงบ จบที่ลุงตู่”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536071

13 พ.ย. 2565

"หมอระวี" ลุยดันร่าง "นิรโทษกรรม" หากสำเร็จชี้ให้เห็น "รักสงบ จบที่ลุงตู่"

“หมอระวี” เตรียมหารือ “วิษณุ-เพื่อไทย” ลุยดันร่าง “นิรโทษกรรม” หากสำเร็จก้าวข้ามความขัดแย้ง ชี้ให้เห็น “รักสงบ จบที่ลุงตู่”

หลังจากที่ นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ เสนอให้ “ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม” กลับมาอีกครั้ง เป็นผลสืบเนื่องจากการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ไม่เป็นความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง โดยกำหนดเงื่อนไข ไม่รวมไปถึงคดีทุจริต คดีอาญาร้ายแรง และความผิดเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 

วันนี้ นพ.ระวี โพสต์เฟซบุ๊กถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม  มีทั้งผู้เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ซึ่งยังได้กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยด้วย หลังจากที่ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว และ นายสุทิน คลังแสง เห็นที่เห็นด้วยกับการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในครั้งนี้ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และสัปดาห์หน้า ตนจะไปปรึกษากับทั้ง 2 ท่าน เพื่อหารือในรายละเอียดต่อไป

นพ.ระวี ระบุถึงการที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว “ยังไม่เข็ดอีกหรือ” โดยตนคาดว่ารองวิษณุยังไม่ได้อ่านหลักการและเหตุผล แล้วสื่อมาสัมภาษณ์ จึงกลัวว่า จะมีการแปรญัตติในรูปแบบนิรโทษกรรมสุดซอยอีก ซึ่งอาจจะเกิดข้อขัดแย้งที่ประชาชนออกมาต่อต้านอีก แต่ตนคิดว่าถ้ารองวิษณุได้ฟังและอ่านร่างที่ตนเสนอแล้ว ท่านน่าจะสนับสนุน 

เพราะตั้งแต่ปี  2557 ที่นายกรัฐมนตรีตั้งศูนย์ปรองดองแห่งชาติ และต่อมามีการเสนอคำขวัญ “รักสงบ จบที่ลุงตู่” จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นรูปธรรมที่ชัดเจนเลยว่า รัฐบาลต้องการให้มีการปรองดองจริงหรือไม่ มีแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นใหม่กับรัฐบาลมากขึ้น


ถ้ารัฐบาลผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในครั้งนี้ จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดว่า รัฐบาลจะแสดงความจริงใจต่อประชาชน ให้เห็นว่า รักสงบ จบที่ลุงตู่ โดยสัปดาห์หน้าผมจะขอไปหารือกับรองวิษณุเพื่อขอข้อเสนอแนะในการเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ต่อไป

“เพื่อไทย” จวก “อนุทิน” แก้ปัญหา “กัญชาเสรี” คุมช่อดอกไม่ได้ผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536067

13 พ.ย. 2565

"เพื่อไทย" จวก "อนุทิน" แก้ปัญหา "กัญชาเสรี" คุมช่อดอกไม่ได้ผล

“เพื่อไทย” จวก “อนุทิน” แก้ปัญหา “กัญชาเสรี” คุมช่อดอกไม่ได้ผล ต้องใช้ทางการแพทย์เท่านั้น พร้อมเรียกร้องหยุดด้อยค่าฝ่ายค้านกฎหมายฉบับนี้

กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2565  ให้ควบคุมเฉพาะ “ช่อดอกกัญชา” เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา 


วันนี้ 13 พ.ย. นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงฉบับลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 เกือบ 5 เดือน ส่งผลกระทบต่อสังคมมากมาย สิ่งที่ควรจะทำ คือ จำกัดการใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น การประกาศกฎกระทรวงฉบับใหม่เป็นการกระทำแบบลูบหน้าปะจมูกซ้ำๆ เพราะในปัจจุบันการควบคุมการใช้กัญชา แต่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติ มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เพียงพอต่อการแพร่ระบาดแล้วหรือไม่ ทั้งในเรื่องของการควบคุมให้เป็นไปตามประกาศของกระทรวง และการลงโทษ คงปฏิเสธได้ยากว่าไม่สามารถทำได้จริง 

นางสาวตรีชฎา ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามไปยังนายอนุทินว่า ถูกผลพวงจาก “กัญชาเสรี” ไปกระตุ้นส่วนหนึ่งส่วนใดหรือไม่ จึงทำให้การแก้ปัญหาไม่เป็นระบบ แทนที่ในวันออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับแรกจะต้องควบคุมการใช้รวมถึงโทษ ในเวลาเดียวกันนายอนุทินเองก็ควรแถลงอธิบายและตอบคำถามสื่ออย่างเป็นทางการร่วมกับคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย แต่กลับไม่มีการแถลง ชี้แจงรายละเอียด มิหนำซ้ำยังมี ส.ส.ในพรรคภูมิใจไทยออกมาให้ข่าวทำนองว่าคนที่ปลูกกัญชามีจำนวนมากจะทำอย่างไร คำถามแบบนี้ต้องโยนกลับไปยังผู้กำกับดูแลที่อยู่พรรคมากกว่าว่นโยบายนี้ส่งผลดีผลเสียอย่างไร และคุ้มค่าหรือไม่

นางสาวตรีชฎา เรียกร้องให้คนของพรรคภูมิใจหรือใครก็ตามที่สนับสนุนกัญชาเสรี หยุดพฤติกรรมพูดจาในลักษณะด้อยค่า ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทยที่มาร่วมกับฝ่ายค้านยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้เพิกถอนประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 เพื่อให้กัญชาจัดเป็นยาเสพติดให้โทษ ยังไม่รวมกลุ่มแพทย์ชนบทและอีกหลายกลุ่มที่ออกมาเตือน แต่นายอนุทินไม่รับฟัง เมื่อร่าง พ.ร.บ.กัญชา พ.ศ…..ถูกต่อต้านหนักทำท่าจะถูกคว่ำในสภา จึงมาพาลฟาดงวงฟาดงาคนที่ไม่เห็นด้วย แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์    
    
“สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ยังไม่รู้ว่า จะหาทางออกปัญหานี้อย่างไร หรือจะปล่อยให้นายอนุทินและผู้รับผิดชอบในกระทรวงสาธารณสุขดันทุรังแบบข้างๆคูๆแบบวัวหายแล้วค่อยมาล้อมคอกแบบนี้อีกต่อไป” นางสาวตรีชฎากล่าว

นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทยนางสาวตรีชฎา ศรีธาดา รองโฆษกพรรคเพื่อไทย

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร-เรียกคืนเครื่องราชฯ นายทหารสัญญาบัตร 8 ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536005

12 พ.ย. 2565

โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร-เรียกคืนเครื่องราชฯ นายทหารสัญญาบัตร 8 ราย

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์   นายทหารสัญญาบัตร  จำนวน 8 ราย  โดยมี พลเอก ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา เรื่อง พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นายทหารสัญญาบัตร จำนวน 8 ราย ดังนี้

1.พันเอกหญิง พิชญ  เกียรติศรีธนกร

สังกัดกองทัพบก ออกจากยศทหาร  ตั้งแต่วันที่  6 กุมภาพันธ์ 2561  เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก  ในความผิดฐานขายวัตถุออกฤทธิ์ ในประเภท 2  

ฐานเป็นผู้รับใบอนุญาตขายยาแผนปัจจุบันละเว้นไม่ทำบัญชียาที่ซื้อและขายตามที่ กฎหมายกำหนด และฐานเป็นเภสัชกรละเว้นไม่ควบคุมการทำบัญชียาตามที่กฎหมายกำหนด   

คดีถึงที่สุด  เมื่อวันที่ 6  กุมภาพันธ์ 2561  และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย   ตริตาภรณ์มงกุฎไทย  และจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก 

2. พันเอก จะเด็จ เถื่อนทอง สังกัดกองทัพบก  ออกจากยศทหาร  ตั้งแต่วันที่  21 มิถุนายน 2565  เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง 

และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นทวีติยาภรณ์ช้างเผือก  ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย  จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก  จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย   เหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์  และเหรียญจักรมาลา 

3. พันโท บุญชู  สารชน  สังกัดกองทัพบก  ออกจากยศทหาร  ตั้งแต่วันที่  18 กรกฎาคม  2561  เนื่องจากต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุกในความผิดต่อเสรีภาพ  ความผิดเกี่ยวกับเพศ  และกระทำชำเรา คดีถึงที่สุด  เมื่อวันที่  18  กรกฎาคม 2561

และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก   ตริตาภรณ์มงกุฎไทย  จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก  จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย  และเหรียญจักรมาลา 

4. นาวาอากาศตรี คณัชญ์ปพศ  พีร์นิธิกร  สังกัดกองทัพอากาศ  ออกจากยศทหาร   ตั้งแต่วันที่ 16  กันยายน  2560 เนื่องจากกระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ  และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย  จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก  และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย 

5.พันตรี กำพล เรืองศรีจันทร์ สังกัดกองทัพบก  ออกจากยศทหาร  ตั้งแต่วันที่ 21  มิถุนายน 2565  เนื่องจากกระทำผิดฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการเป็นอันมาก 

และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก  จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญพิทักษ์เสรีชน  ชั้นที่  2  ประเภทที่ 2 เหรียญราชการชายแดน  และเหรียญจักรมาลา 

6. เรืออากาศเอก ชัชวัสส์  ติดชม  สังกัดกองทัพอากาศ  ออกจากยศทหาร  ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2565เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง  

และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย  จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย  เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย   เหรียญทองช้างเผือก  และเหรียญจักรมาลา 

7.ร้อยตรี ธนภัทร  สร้อยเพ็ช  สังกัดกองทัพบก  ออกจากยศทหาร  ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2565  เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นเบญจมาภรณ์มงกุฎไทย  เหรียญทองช้างเผือก  และเหรียญจักรมาลา 

8.ร้อยตรี พิเชษฐ์  หยดย้อย  สังกัดกองทัพบก  ออกจากยศทหาร  ตั้งแต่วันที่  22  กรกฎาคม 2565  เนื่องจากกระทำผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง  

และเรียกคืน เหรียญพิทักษ์เสรีชน  ชั้นที่ 2  ประเภทที่ 2  เหรียญราชการชายแดน  เหรียญทองช้างเผือก   และเหรียญจักรมาลา 

ทั้งนี้  นายทหารสัญญาบัตรทั้ง 8  รายดังกล่าว  เป็นผู้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศส านักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว  

ประกาศ  ณ  วันที่  4  พฤศจิกายน  พ.ศ.  2565 

ที่มา 

เปิดสัญญา คิดค่าไฟฟ้า ล่วงหน้า ต้นเหตุ”ค่าไฟ” แพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/536006

12 พ.ย. 2565

เปิดสัญญา คิดค่าไฟฟ้า ล่วงหน้า ต้นเหตุ"ค่าไฟ" แพง

ไทยสร้างไทย ถาม “การไฟฟ้าฝ่ายผลิต” มีการคิดค่าไฟฟ้าล่วงหน้า จากการทำสัญญา สนับสนุน นายทุนผู้ผลิตไฟฟ้า ล่วงหน้าหรือไม่

ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย รณกาจ ชินสำราญ กรรมการบริหารพรรคไทยสร้างไทย ร่วมกันชำแหละยุทธการตบตาประชาชน
ค่าไฟแพง เพราะราคาแก๊สขึ้น หรือเพราะเอื้อนายทุน ภาค2 
ด้วยการเปิดสัญญาประมาณการซื้อไฟฟ้าระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และนายทุนผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) ถึงการซื้อไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565

โดยมีประเด็นน่าสังเกตว่า กฟผ.ต้องจ่ายเงินค่าไฟฟ้ากว่า 7,995 ล้านบาท ให้กับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตไฟเลยสักหน่วย ถึง 6 โรงไฟฟ้าด้วยกัน



พรรคไทยสร้างไทยตั้งคำถามไปถึงการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)ว่าเหตุใดจึงต้องไปจ่ายเงินค่าความพร้อมให้กับ นายทุนโรงไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) ที่ยังไม่ได้ผลิตไฟฟ้า และจะตรวจสอบว่าสัญญาการซื้อไฟดังกล่าว เป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนหรือไม่

นอกจากนี้ ทางพรรคไทยสร้างไทยขอฝากคำถามไปสู่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ว่าเงินที่เอาไปจ่ายให้โรงงานไฟฟ้าของนายทุนพลังงานกว่า 7,995 ล้านบาท ที่ยังไม่ได้จ่ายไฟเข้าระบบ ถูกนำไปคิดคำนวนเป็นส่วนนึงของค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกภาระหรือไม่

ไทยสร้างไทย แถลงข้อสงสัย ค่าไฟแพงไทยสร้างไทย แถลงข้อสงสัย ค่าไฟแพง


วันนี้คนไทยต้องแบกภาระค่าไฟที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยต้องจ่ายค่าพร้อมจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าสูงถึงเกือบ 0.7 บาท/หน่วย ซึ่งไม่ได้มาจากค่าพลังงานโลกที่แพงตามที่ภาครัฐกล่าวอ้างทั้งหมด

แต่เป็นความบกพร่องของภาครัฐที่มีการทำสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในปริมาณที่สูงเกินไป ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนพลังงานกลุ่มใดหรือไม่

ไทยสร้างไทย ระบุว่ารัฐมีหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างและสวัสดิการพื้นฐานใหักับประชาชน แต่กลับไม่ดำเนินการอย่างจริงจังปล่อยให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับประชาชนปีละหลายหมื่นล้าน ในขณะที่เอกชนบางกลุ่มได้ประโยชน์สูงต่อเนื่องหลายปีจากธุรกิจพลังงาน และขอให้คำมั่นว่าจะสู้เพื่อคนตัวเล็ก ในการเปิดโปงสัญญาค่าไฟฟ้าที่เอาเปรียบประชาชนต่อไป

ปุ๋ย “คนละครึ่ง” นโยบายเกษตรฯ พรรคสร้างอนาคตไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535993

12 พ.ย. 2565

ปุ๋ย "คนละครึ่ง" นโยบายเกษตรฯ พรรคสร้างอนาคตไทย

พรรค “สร้างอนาคตไทย” ผุด 8 แนวทาง แก้ปัญหาเกษตรกรไทย ชูโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง และนโยบายพักหนี้เป็นระยะเวลานาน 5ปี

พรรคสร้างอนาคตไทยโดยนริศ เชยกลิ่น รองหัวหน้าและโฆษกพรรค  ศ.ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ รองหัวหน้าพรรค และประธานด้านวิชาการ และนายจิรมิตร เกษร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านเกษตรยั่งยืนและเกษตรวิถีใหม่ เปิดแพคเกจยุทธศาสตร์ คืนชีวิตให้เกษตรกรไทยชูนโยบาย 8 ข้อ

นำเกษตรกรพ้นวงจรความยากจน ตั้งเป้าเพิ่มเงินในกระเป๋าปีละ 2 แสน ล้างหนี้ให้หมดใน 3 ปี การันตีทำได้จริง เริ่มต้น เซ็ทซีโร่หนี้ ทั้งต้นและดอก 5 ปี เปิดท่อหายใจให้เกษตรกรตั้งหลักได้ก่อน เฉพาะหน้าช่วยจ่ายค่าปุ๋ยคนละครึ่ง ลดต้นทุนการผลิต

นริศ บอกว่า ประเทศไทยมีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร เฉพาะที่ขึ้นทะเบียนกับรัฐมีเกือบ 10 ล้านคน แต่ที่ผ่านมาชีวิตของเกษตรกร ต้องประสบกับปัญหาความยากลำบากจากหลายสาเหตุ ส่งผลให้ชีวิตติดกับดักวงจรความยากจน

พรรคสร้างอนาคตไทยเชื่อว่าเกษตรกรคือรากฐานสำคัญของประเทศ หากเกษตรกรไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ประเทศไทยก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาก้าวหน้าต่อไปได้เช่นกัน

พรรคฯจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ คืนชีวิตเกษตรกรไทย เพื่อพลิกฟื้นชีวิตเกษตรกรในทุกมิติ รวม 8 นโยบาย ครอบคลุมทั้งด้านหนี้สิน ต้นทุนการผลิต ราคาผลผลิต ที่ดินทำกิน แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ฯลฯ โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรสามารถพลิกฟื้นชีวิตได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว



ศ.ดร.กำพล กล่าวว่า การแก้ปัญหาหนี้สินเป็นนโยบายอันดับแรกที่ต้องดำเนินการ เพราะหนี้เปลี่ยนเสมือนตุ้มถ่วงไม่ให้เกษตรกรหลุดจากกับดักความยากจน ขณะที่หนี้สินเฉลี่ยของเกษตรกรไทยอยู่ที่ประมาณ 2-3 แสนบาทต่อครัวเรือน หรือรวมทั้งประเทศราว 6 แสนล้านบาท

พรรคสร้างอนาคตไทยเห็นความจำเป็นต้องมีโครงการพักชำระหนี้ อย่างน้อยเป็นเวลา 5 ปีและพักทั้งต้นและดอกเบี้ย ขณะเดียวกันต้องมีการเติมเงินทุนใหม่ให้ด้วย

ยุทธศาสตร์ “คืนชีวิตเกษตรไทย” ประกอบด้วย 8 นโยบายหลัก คือ 1.หยุดหนี้สิน พักหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 5 ปี และเติมเงินทุนใหม่
2.ลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะหน้ารัฐจะจ่ายค่าปุ๋ยให้ครึ่งหนึ่ง อนาคตระยะยาวจะมีโรงงานปุ๋ยแห่งชาติและโครงการปุ๋ยชุมชน
3.เพิ่มรายได้จากทั้งในและนอกภาคเกษตร สนับสนุนให้เกิดสมาร์ทฟาร์มเมอร์ และผู้ประกอบการเกษตรสมัยใหม่ 4.ลดความเสี่ยงรายได้การเกษตร โดยพัฒนาระบบประกันภัยการผลิตภาคเกษตร    
5.แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง  โดยจัดตั้งกระทรวงน้ำและส่งเสริมระบบธนาคารน้ำใต้ดิน
6.แก้ปัญหาสิทธิที่ดินทำกิน    โดยตั้งธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร จัดสรรที่ดินทำกินให้ทั่วถึง
7.สร้างเศรษฐกิจฐานราก  เติมทุนกองทุนหมู่บ้าน สนับสนุนการเชื่อมโยงภาคเกษตร-อุตสาหกรรม-ท่องเที่ยว
8. ปฏิรูปแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการทำกินของเกษตรกร



นโยบายพักหนี้และการลดต้นทุนเป็น 2 นโยบายเริ่มต้น
ในการ “คืนชีวิตเกษตรกร” เมื่อดำเนินการควบคู่ไปกับนโยบายอื่นอีก 6 นโยบาย พรรคฯเชื่อว่าจะสามารถทำให้ชีวิตเกษตรกรไทยพลิกฟื้นได้อย่างแน่นอน โดยพรรคฯ มีเป้าหมายจะทำให้เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอีกปีละ 2 แสนบาทต่อครัวเรือนต่อปี ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรปลดหนี้ได้ ภายในระยะเวลา 3 ปี
 

การคืนชีวิตเกษตรกรจะต้องเริ่มจากการทำให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ก่อน โดยจากการทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรพอเพียงกลุ่มต่างๆทั่วประเทศ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เกษตรกรสามารถที่จะมีเงินเหลือเพิ่มขึ้นจากเดิมได้ปีละ 2 แสนบาท โดยยึดหลักการปลูกพืชผสมผสานหรือทำกิจกรรมบนที่ดินที่มีความหลากหลาย และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่นการทำปุ๋ยใช้เอง เป็นต้น

ให้กำลังใจ “ชูวิทย์ ” ขุดราก ถอนโคน ธุรกิจสีเทา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535980

12 พ.ย. 2565

ให้กำลังใจ "ชูวิทย์ " ขุดราก ถอนโคน ธุรกิจสีเทา

รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย รำลึกอดีต ให้กำลังใจ ชูวิทย์ เปิดเปิง “ธุรกิจสีเทา” ไม่ต้องสนใจเสียงหมาเห่า ก่อนเข้าวัด

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ให้กำลังใจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทยผ่านเฟสบุ๊ค มีเนื้อหาเล่าความหลังว่า  รู้จัก ชูวิทย์ มานานร่วม 20 ปี ตอนเป็นประธานกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ชูวิทย์เป็นรองประธานกรรมาธิการการตำรวจ ทำงานร่วมกันมา

ครั้งเมื่อชูวิทย์เป็นส.ส.ใหม่ๆ เวลาอภิปรายในสภา ก็มาปรึกษาบ่อยๆ ว่าประเด็นบางเรื่องอภิปรายได้หรือไม่ เมื่อบอกว่า อภิปรายได้ ชูวิทย์ก็อภิปรายได้สนุกดี


ครั้งหนึ่ง ชูวิทย์ถูกฟ้องหมิ่นประมาท ก็ว่าความให้ เจรจาจบกันด้วยดี มีการถอนฟ้องกันไป และเคยช่วยเหลือให้ตั้งสาขาพรรคการเมืองในพื้นที่พัทลุงได้ด้วย

นิพิฏฐ์ ระบุว่าเห็นข่าวชูวิทย์ ออกมาแฉเรื่องนายทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจสีเทา  ก็ชื่นชมเพราะเรื่องแบบนี้ถ้าไม่ใช่ชูวิทย์ ไม่มีใครกล้าทำ และไม่มีใครทำได้หรอก ถือว่า  ทำคุณูปการแก่สังคม
มีบางคนออกมาขัดขวางการทำงาน เป็นข่าวเป็นคราว มีการแจ้งความดำเนินคดีกัน เรื่องนี้ดูเหมือนชูวิทย์จะโกรธมาก ก็อยากจะให้ใจเย็น และให้กำลังใจว่า

เปรียบเหมือนหิ้วปิ่นโตไปวัด ครั้นถึงหน้าวัดมีหมามายืนเห่าอยู่ ก็ไม่อยากให้วางปิ่นโตแล้วไปไล่ตีหมา ให้เดินต่อไปให้พระได้ฉันสำรับกับข้าวในปิ่นโตก่อน พระฉันเสร็จแล้วหิ้วปิ่นโตเปล่าออกมา หากหมาตัวนั้นยังยืนเห่าอยู่หน้าวัด  จะเอาปิ่นโตเปล่าเขวี้ยงหัวมันให้สะใจ หมาหัวแตก ปิ่นโตกระจุยกระจายก็ไม่ว่าอะไร

นิพิฏฐ์ ทิ้งท้ายว่า ที่เขียนมายาว เพราะคนรุ่นหลังไม่รู้ว่าเรารู้จักกันอย่างไร เดี๋ยวจะหาว่าหิวแสง อยากรับประทานแสง เดี๋ยวยุ่งกันไปใหญ่ ก็เขียนมาให้กำลังใจ คุณชูวิทย์

พ่อบ้าน”ประชาธิปัตย์” ปลุกขวัญลูกพรรค สู้ศึกเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/535979

12 พ.ย. 2565

พ่อบ้าน"ประชาธิปัตย์" ปลุกขวัญลูกพรรค สู้ศึกเลือกตั้ง

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ปลอบขวัญ สมาชิกพรรค สู้ศึก “เลือกตั้ง” ประกาศกวาดทุกเก้าอี้ ส.ส. ไม่เกรงใจใครแล้ว

เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์โพสต์ภาพ
ชินวรณ์ บุญเกียรติ มอบดอกไม้ให้กำลัง พร้อมแคปชั่น หมดเวลาเกรงใจ บนเฟสบุ๊ค และมีข้อความบรรยายว่า
หมดเวลาเกรงใจ…นักเลงพอ ขอยอมตาย ไม่ยอมแพ้ รวมใจสามัคคี ศึกเลือกตั้งนี้ต้องชนะ!! พร้อมกวาดทุกเก้าอี้ ส.ส. เพื่อกู้ศักดิ์ศรีพรรคกลับคืนมา ครอบครัวประชาธิปัตย์ ครอบครัวเฉลิมชัย

ภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค เฉลิมชัย ศรีอ่อนภาพประกอบจากเฟสบุ๊ค เฉลิมชัย ศรีอ่อน

พร้อมติดแฮซแท็ก
#หากไม่สัตย์ซื่อต่อครอบครัว
#จะซื่อสัตย์ต่อประชาชนได้อย่างไร
#พร้อมให้โอกาสไม่ใช่แค่ลมปาก
#ไม่เคยหักหลังใครเพราะคนในครอบครัวเขาไม่ทำกัน
#พร้อมให้อภัย
#พร้อมเดินเคียงข้าง
#ไม่ขายฝันแล้วฟันทิ้ง

เฉลิมชัย ระบุว่าครอบครัว คือ สถาบันที่อบอุ่น, ปลอดภัย,ที่พักใจเมื่อเราบอบช้ำ,ที่ให้กำลังใจกันในวันที่อ่อนแอ,และพร้อมให้อภัยกันในยามที่เข้าใจผิดกัน และเป็นที่บ่มเพาะให้เราแข็งแกร่ง เข้มแข็ง พร้อมเจอกับทุกอุปสรรคที่เข้ามาท้าทาย หากสถาบันครอบครัวแห่งนี้ยังมีกลิ่นความรัก และเสียงหัวเราะ ไม่มีใครทำอะไรครอบครัวเราได้


เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ระบายอีกว่า ตลอดที่ผ่านมาใช้คำว่า ครอบครัว เสมอเพราะคนที่เข้ามา จะ เปรียบเสมือน พี่ น้อง ของเราแท้ๆ จึงปฏิบัติด้วยความรัก และไม่กล้าจะทำผิดต่อกัน มีหลายครั้งที่เราดูเป็นคนโง่ เพราะเราไม่หักหลังใคร…ไม่ผิดคำพูดใคร…และยึดถือ คติประจำใจว่า “คำไหน…คำนั้น” จึงทำให้เราดูเป็นคนโง่ไปบ้าง

แต่เวลาก็จะเฉลยทุกสิ่ง อาจจะไม่ทันใจเรา และต้องใช้เวลาเพื่อพิสูจน์คำพูดของเรา แต่มันแลกมาด้วย “มิตรแท้” ที่พร้อมเดินไปกับเรา “สัจธรรมชีวิต” ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป แต่ก็ไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ใครเข้ามาเพื่ออะไรมองรู้…แต่ไม่หักพี่ หักน้องก็เท่านั้นเอง หากไม่จริงใจต่อกัน ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น

ใครพี่ ใครน้อง มองชัดเสมอ “ครอบครัวเฉลิมชัย” คำไหน…คำนั้น