เปิดแล้ว! โครงการนำร่องโรงเรียน “ปุ๋ยสั่งตัด” ทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376999

เปิดแล้ว! โครงการนำร่องโรงเรียน “ปุ๋ยสั่งตัด” ทางอากาศ

วันที่ 25 มิถุนายน 2562 – 15:34 น.
ปุ๋ยสั่งตัด
เปิดอ่าน 870 ครั้ง

  เปิดแล้ว! โครงการนำร่องโรงเรียน “ปุ๋ยสั่งตัด” ทางอากาศ

กรมการข้าว จับมือองค์กรต่างๆ และ มูลนิธิ ม.เกษตรฯ เปิดโครงการนำร่องโรงเรียน “ปุ๋ยสั่งตัด” ทางอากาศ ให้องค์ความรู้แก่เกษตรกรต้นแบบพื้นที่เชียงใหม่ น้อมนำหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ร่วมกัน สืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระปฐมบรมราชโองการในหลวง ร.10 เพื่อให้เกิดประโยชน์สุข สร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนสืบไป

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว

ช่วงเช้าวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในการเปิดโครงการนำร่อง โครงการโรงเรียน ปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศ ในพื้นที่ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นความร่วมมือของหน่วยงานองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ กรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน  โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อให้ความรู้ในเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด ให้กับเกษตรกรชาวนาต้นแบบ นำเอาไปปฏิบัติใช้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนจะขยายผลสู่พื้นที่อื่นต่อไป

นายประสงค์เปิดเผยว่า โครงการนำร่องโรงเรียนปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศ เป็นการนำร่องให้ข้อมูล ที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรได้เอานำไปใช้ให้เหมาะสมซึ่งผ่านมาการให้องค์ความรู้อาจจะไม่ทั่วถึงการใช้สื่อของทางสถานีวิทยุเพื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงก็จะเป็นการปฏิบัติที่เข้าถึงกลุ่มและถือเป็นการวิจัยถึงผลสัมฤทธิ์ไปด้วยเพราะเทคโนโลยีเรื่องของปุ๋ยสั่งตัดแม้จะมีมานานแต่ยังถือว่าการนำไปใช้ ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

จากที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของ ปุ๋ยสั่งตัด อีกครั้ง โดยให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินโครงการสนับสนุนการผลิตหรือจัดหาปุ๋ยสั่งตัดผ่านสถาบันเกษตรกร เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และมอบหมายให้ทาง กรมวิชาการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินการร่วมกัน โดยมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ขับเคลื่อนในด้านการฝึกอบรม เผยแพร่องค์ความรู้ให้กับเกษตรกร เพราะข้อมูลจากกรมการข้าวในปี 2560 ประเทศไทยมีพื้นที่นาทั้งประเทศกว่า 56 ล้านไร่ แต่มีการใช้ปุ๋ยสั่งตัดแค่ 23,000 ไร่ หรือแค่ 0.4% เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก แต่ถ้าถ้าชาวนาทั้งประเทศหันมาใช้ปุ๋ยสั่งตัด จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยไปได้ถึงปีละกว่า 14,000 ล้านบาท

ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ผ่านมาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจเรื่องดินและปุ๋ยสำหรับผลิตข้าวไม่ถูกต้อง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง ดังนั้นจึงจำเป็น ต้องสร้างองค์ความรู้และให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการที่จะนำปุ๋ยสั่งตัดไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพถูกต้องเหมาะสม จึงในโครงการนำร่องในครั้งนี้ขึ้นซึ่งก็คาดหวังว่าน่าจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีและเกิดความเข้าใจ เพื่อให้การนำไปใช้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเป็นรูปประธรรม แน่นอนว่าเมื่อเกิดผลสัมฤทธิ์ก็จะมีการขยายต่อยอดโครงการเพื่อให้ทั่วถึงทั่วประเทศต่อไป

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุ ม.ก. ในฐานะองค์กรผู้แทนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมูลนิธิมหาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีเครือข่ายสถานีวิทยุทั้ง 4 ภูมิภาคได้เข้ามามีบทบาทในการมีส่วนร่วมเป็นช่องทางในการเผยแพร่ องค์ความรู้ให้กับเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายนำร่องในครั้งนี้ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้คิดค้นเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ ดร. ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ (ผู้ทรงคุณวุฒิคณะเกษตร) ผู้คว้ารางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภททีมปี 52 ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีการให้ธาตุอาหารแก่พืชตามสภาพของพื้นที่ ซึ่งจะนำไปช่วยลดต้นทุนด้านการเกษตร และทำให้สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น จึงได้ทำการเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องดินและเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในหน่วยงานต่างๆ มากว่า 17 ปี

ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงร่วมกับ กรมการข้าว โดย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ และศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ดำเนินโครงการ “โรงเรียนปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศ” ด้านการจัดการเนื้อหา การผลิตรายการ และการเผยแพร่องค์ความรู้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด ออกสู่สาธารณชน ผ่านทางเครือข่ายสถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกอากาศทั้ง 4 ภูมิภาค ในระบบ เอ.เอ็ม.สเตอริโอ และยังสามารถรับชม-รับฟัง ทั้งภาพและเสียงผ่าน Mobile Application ทั้งในระบบ Android ระบบ iOS และผ่านสื่อโซเชียล Facebook Live , Youtube Live ซึ่งสามารถรับชม-รับฟังย้อนหลังได้ เพื่อให้เกษตรกรไทย บุคลากร ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจทั่วไป นำไปใช้ในการประกอบอาชีพสนับสนุนซึ่งกันและกัน อันจะส่งผลดีต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยรวม

สำหรับโครงการความร่วมมือเผยแพร่องค์ความรู้ “โรงเรียนปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศ” ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจการนำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ไปใช้ในการปลูกข้าว ให้แก่ เกษตรกร บุคลากร ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจทั่วไป เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรนำเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” มาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตรของตนเอง เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ใช้เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” แบบครบวงจร และเพื่อดำเนินการให้เป็นโรงเรียนปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศต้นแบบ ในการพัฒนาและต่อยอดโครงการดังกล่าวฯ ให้เป็นต้นแบบในการขยายโครงการต่อไป โดยเบื้องต้นได้นำร่องให้เกษตรที่ได้รับคัดเลือกเพื่อเป็นต้นแบบในการเรียนรู้ นำไปใช้ได้จริงและนำไปเผยแพร่ จำนวน 44 คน ก่อนจะประเมินผลเพื่อพัฒนาและขยายผลของโครงการระยะต่อไป ทั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนและสร้างความเข้มแข็ง ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย โดยการน้อมนำในหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ร่วมกัน สืบสาน รักษา และต่อยอด ตามพระปฐมบรมราชโองการในหลวงรัชกาลที่ 10 เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขอย่างยั่งยืนสืบไป ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่โครงการปุ๋ยสั่งตัดทางอากาศนำร่องได้ที่ สถานีวิทยุ ม.ก.เชียงใหม่ 053-491862-3

ผช.รมต.ท่องเที่ยวฯนำคณะเยี่ยมชม”ข่วงผะหญาล้านนา ลำปาง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376898

ผช.รมต.ท่องเที่ยวฯนำคณะเยี่ยมชม”ข่วงผะหญาล้านนา ลำปาง”

วันที่ 25 มิถุนายน 2562 – 09:26 น.
นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร
เปิดอ่าน 765 ครั้ง

ผช.รมต.ท่องเที่ยวฯนำคณะเยี่ยมชม”ข่วงผะหญาล้านนา ลำปาง”

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2562 นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เยี่ยมชมการบริหารจัดการท่องเที่ยว“ข่วงผะหญาล้านนา ลำปาง” (ลานปัญญา)เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน จ.ลำปาง

โดยรวมแหล่งท่องเที่ยวของทั้ง 11 ชุมชน โดยรวมกลุ่มร่วมกันลงทุนในนามสมาคมฯ เริ่มต้นด้วยเงิน 500,000 บาท เมื่อต้นเดือนมกราคม 2562 เพื่อเป็นจุดแสดงกิจกรรม ของดีของเด่นและประสานงานต่อกับชุมชนต่างๆ ในพื้นที่มีแปลงสาธิตทำเกษตรอินทรีย์  การท่องเที่ยวเชิงเกษตร กิจกรรมทางนัำและพื้นที่สำหรับการแสดงศิลปะ ดนตรี พื้นเมืองล้านนาอีกด้วย

เทศกาลข้าวเชียงราย2562 ที่เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376636

เทศกาลข้าวเชียงราย2562 ที่เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์

วันที่ 22 มิถุนายน 2562 – 15:16 น.
เทศกาลข้าวเชียงราย 2562
เปิดอ่าน 1,424 ครั้ง

เทศกาลข้าวเชียงราย2562 ที่เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน2562   กรมส่งเสริมการเกษตร  เกษตรจังหวัดเชียงราย และ ศูนย์การค้าเดอะ มาร์เก็ต แบงคอก ราชประสงค์ ร่วมจัดงานเทศกาลข้าวเชียงราย 2562  เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความโดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวเชียงรายให้เป็นกระแสนิยมกับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนเชื่อมโยงการตลาด ส่งเสริมการจำหน่าย และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว จ.เชียงราย

      ภายในงานได้รับเกียรติจาก รต.ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายพรศักดิ์  นันตะรัตน์  เกษตรจังหวัดเชียงราย และนางสาวสุฐิตา โชติจุฬางกูล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์องค์กร ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก โดยมี โศภิดา กาญจนรินทร์ (นิ้ง ) Miss Thailand Universe 2018 ร่วมทำพิธีเปิดงาน
นอกจากนี้ยังมี ไฮไลท์พิเศษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปี 13 หมูป่า  ทางเกษตรจังหวัดเชียงราย ได้นำข้าวอินทรีย์จากทุ่งนาพื้นที่รับน้ำถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน มาแปรรูปเป็นเส้นผัดไทยแปรรูปจากข้าวไรส์เบอรี่ ข้าวกล้อง ข้าวเหนียวดำ ปรุงเป็นผัดไทยกุ้งสดจานยักษ์  โดยฝีมือเชฟจากร้านชื่อดัง “ร้านผัดไทยภูเก็ต บาย พ่อแดง” พร้อมแจกฟรีให้ประชาชนได้ชิมมากกว่า 5,000 จาน อีกด้วย

พบกับนิทรรศการความผูกผันของข้าวกับวัฒนธรรม วิถีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับข้าว การสาธิตการทำอาหารคาวหวาน เครื่องดื่มจากข้าว และกลุ่มชาวนาผู้เสียสละพื้นที่ปลูกข้าวรับน้ำที่สูบออกจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จากกรณีช่วยเหลือ13 เยาวชนนักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี  นำผลผลิตข้าวจาก “ทุ่งนาพื้นที่รับน้ำจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน” มาจำหน่ายในงานด้วยตนเอง ในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาข้าวหนองอ้อ ช่วยชีวิตหมูป่า

ร่วมชม ช้อป พันธุ์ข้าวพื้นถิ่นที่มีชื่อเสียงอย่างข้าวเหนียวเขี้ยวงู,ข้าวขาวดอกมะลิ 105,ข้าว กข15, ข้าว กข6 และข้าวไรซ์เบอรี่ และผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปอีกมากมาย ภายในงานเทศกาลข้าวเชียงราย 2562  ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2562 ณ บริเวณชั้น M ศูนย์การค้าเดอะ มาร์เก็ต แบง

กยท.ย้ำการตรวจรับรองคุณภาพน้ำยางตรวจสอบย้อนกลับได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376614

กยท.ย้ำการตรวจรับรองคุณภาพน้ำยางตรวจสอบย้อนกลับได้

วันที่ 22 มิถุนายน 2562 – 12:20 น.
กยท
เปิดอ่าน 1,119 ครั้ง

กยท.ย้ำการตรวจรับรองคุณภาพน้ำยางตรวจสอบย้อนกลับได้

กยท.ออกชี้แจงขั้นตอนการตรวจสอบรับรองคุณภาพน้ำยางผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่ม ล่าสุดเผยมีผู้ประกอบการผ่านการตรวจสอบ 3 รายจาก 5 ราย เผยสาเหตุที่คุณภาพไม่ผ่าน พร้อมแนะแนวทางปรับปรุงคุณภาพน้ำยางเพื่อให้เข้ารับการทดสอบใหม่

                นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง กรณีมีผู้ประกอบการยางพาราเข้าร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (สายด่วน 1111) ว่า พบข้อพิรุธในประกาศเวปไซต์การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เรื่องประกาศ รายชื่อบริษัทเอกชนที่ผ่านเกณฑ์การตรวจรับรองคุณภาพน้ำยางผสมสารเพิ่ม จำนวน 3 บริษัท ซึ่งผู้ร้องเรียนได้กล่าวหาว่า เป็นการซื้อน้ำยางพาราผสมสารเพิ่มในราคาสูงและผูกขาดนั้น ว่า กยท.ไม่มีอำนาจอนุมัติให้มีการจัดซื้อหรือจัดจ้างเอกชนในการทำถนน หรือก่อสร้างถนนแต่อย่างใด เป็นเพียงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีภารกิจหลักในการดูแลเกษตรกรชาวสวนยางในการปลูก พัฒนาคุณภาพผลผลิต หาช่องทางให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตยางพารา ตลอดจนส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตเป็นสำคัญ
รวมทั้งแนะนำเรื่องคุณภาพน้ำยางพาราที่จะนำไปผสมผงปูนซีเมนต์ทำถนนแทนการทำถนนด้วยดินลูกรัง ตามโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร  ว่าจะต้องเป็นน้ำยางผสมสารเพิ่ม และสารผสมเพิ่มที่ตรงกับข้อกำหนดของกรมทางหลวง เพื่อให้ได้ถนนที่ดีมีคุณภาพทั่วประเทศไทย   ไม่ได้มีอำนาจอนุมัติในจัดซื้อหรือจัดจ้างแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้น้ำยางที่มีคุณภาพดี กระทรวงเกษตรฯ จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณารับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่ม    โดยมีอำนาจหน้าที่พิจารณารับรองมาตรฐานคุณภาพ ตรวจสอบคุณภาพ และการควบคุมคุณภาพน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม และสารผสมเพิ่ม สำหรับงานก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ ฯ พร้อมทั้งได้ประกาศคู่มือการรับรองคุณภาพของน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม และสารผสมเพิ่ม ซึ่งในคู่มือประกอบด้วยขั้นตอนและหลักเกณฑ์ในการขอรับรองคุณภาพของน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม และสารผสมเพิ่ม
“หลังจากแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณารับรองมาตรฐาน ฯ แล้ว ก.ย.ท.ได้เปิดให้ผู้ประกอบการนำน้ำยางเข้าทดสอบและรับรองมาตรฐานน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม โดยมีผู้มายื่นขอการรับรองจำนวน 6 ราย ทำการนัดหมายให้เข้าตรวจและเก็บตัวอย่างจำนวน 5 ราย ซึ่งจากผลการทดสอบปรากฏว่ามีผู้ผ่านการรับรองจำนวน 3 ราย  สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ผ่านการรับรอง คณะกรรมการ ฯ ได้แจ้งผลให้ทราบและให้คำแนะนำในการปรับปรุงน้ำยางผสมสารผสมเพิ่ม เพื่อนำมาทำการทดสอบใหม่” นายกฤษฎากล่าว
ทั้งนี้ผู้ประกอบการรายใดเห็นว่า การดำเนินการในขั้นตอนใดไม่ถูกต้อง สามารถยื่นอุทธรณ์มาที่คณะกรรมการพิจารณารับรองมาตรฐาน ฯ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ ซึ่งถ้าเห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม ผู้ประกอบการสามารถนำคำร้องไปฟ้องศาลปกครองได้ต่อไป
“การดำเนินการตรวจสอบรับรองคุณภาพมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่ม เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ กยท.ทำด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ หากประชาชนหรือผู้ประกอบการเห็นว่า การทำงานในขั้นตอนใดส่อแววทุจริตหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้แจ้งมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ฯ ได้โดยตรง หรือจะใช้สิทธิดำเนินการตามกฎหมายผ่านทางกระบวนการยุติธรรมอีกทางหนึ่งก็สามารถดำเนินการได้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ฯกล่าวย้ำในตอนท้าย

พด. ตั้งเป้าการทำงานแบบ “มืออาชีพ” มุ่งสู่ข้าราชการ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376611

พด. ตั้งเป้าการทำงานแบบ “มืออาชีพ” มุ่งสู่ข้าราชการ 4.0

วันที่ 22 มิถุนายน 2562 – 11:56 น.
กรมพัฒนาที่ดิน
เปิดอ่าน 898 ครั้ง

พด. ตั้งเป้าการทำงานแบบ “มืออาชีพ” มุ่งสู่ข้าราชการ 4.0

กรมพัฒนาที่ดินจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การบริหารยุทธศาสตร์ แผนงาน งบประมาณ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภาครัฐ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประจำปีงบประมาณ 2562 สำหรับผู้บริหาร” ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 21 – 22  มิถุนายน  2562  ณ โรงแรม ลองบีช การ์เด้น โฮเต็ล แอนด์ สปา  อำเภอบางละมุง  จังหวัดชลบุรี

นางสาวเบญจพร  ชาครานนท์  อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นประธานเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การบริหารยุทธศาสตร์ แผนงาน งบประมาณ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภาครัฐ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ประจำปีงบประมาณ 2562 สำหรับผู้บริหาร” ครั้งที่ 1  เพื่อให้ ผู้บริหาร  ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการกอง/สำนัก และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินที่เกี่ยวข้อง จำนวน 90 คน

ได้มีความรู้ความเข้าใจในบริบทและแง่มุมต่างๆ เชิงยุทธศาสตร์  ประกอบการบริหารยุทธศาสตร์ให้นำไปสู่การปฏิบัติรวมถึงสามารถวิเคราะห์ปัญหา ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสร้างสมรรถนะในการบริหารจัดการแนวใหม่ของผู้บริหารภาครัฐ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในฐานะที่เป็นศูนย์กลาง การอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการให้สามารถปฏิบัติตามภารกิจตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างเต็มความสามารถ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รศ.ดร.ดำรงค์  วัฒนา และคณะ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในเรื่อง การบริหารงานสมัยใหม่เชิงยุทธศาสตร์ มาให้ความรู้แก่ผู้บริหารและบุคลากรของกรมพัฒนาที่ดินในครั้งนี้

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่าเนื่องจากในปัจจุบันเกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ เช่น การเมือง กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ ทางการบริหาร การเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นของบุคลากร การปรับเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ การกำหนดนโยบายใหม่ๆ หรือนโยบายเร่งด่วนในระดับพื้นที่ ที่จะสามารถจัดทำเป็นแผนงานงบประมาณ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนงานได้ตามเป้าหมาย รวมถึงการบริหารงานภาครัฐให้เกิดผลดีท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของประเทศและของโลกที่รวดเร็ว ทำให้เกิดความยากลำบากในการทำความเข้าใจและประยุกต์หลักต่างๆ ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ … กรมพัฒนาที่ดิน จึงจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรของกรมฯ  ‘ทำงานอย่างมืออาชีพ .. มุ่งสู่ข้าราชการ 4.0’  เพื่อสนับสนุนและขับเคลื่อนงานในภารกิจให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ให้สอดคล้องและเป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมถึงยุทธศาสตร์ ระยะ 20 ปี ที่เน้น  ‘เกษตรกร’  เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาอย่างสมดุล อันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ประเทศไทย สามารถบรรลุวิสัยทัศน์ ‘มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน’ ได้”

ผช.รมต.ท่องเที่ยวฯประธานเปิดโครงการ Table Top Sales

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376550

ผช.รมต.ท่องเที่ยวฯประธานเปิดโครงการ Table Top Sales

วันที่ 21 มิถุนายน 2562 – 16:20 น.
อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน
เปิดอ่าน 855 ครั้ง

ผช.รมต.ท่องเที่ยวฯประธานเปิดโครงการ Table Top Sales

วันที่ 21 มิถุนายน 2562  นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเจรจาธุรกิจ Table Top Sales นำผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจาก จ.นครสวรรค์ – จ.พิจิตร มาพบผู้ประกอบการ จ.สุรินทร์ – ศรีสะเกษ “เหนือล่างพบอีสานใต้”

นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร

และโครงการนุ่งผ้าไหม ใส่ปะเกือม เยือนวิถีถิ่น จัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สนง.นครสวรรค์ และ ททท.สนง.สุรินทร์ โดยได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดพิจิตร เข้าร่วมต้อนรับและพบปะผู้ประกอบการในงานนี้ด้วย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ในกลุ่มไทยเที่ยวไทย ข้ามภาคระหว่างภาคเหนือตอนล่างและภาคอีสาน ณ โรงแรมศรีลำดวน จ.ศรีสะเกษ

จ.ศรีสะเกษ ขณะนี้กำลังต่อยอดการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตามแนวคิด”อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ซึ่งมีทุเรียนภูเขาไฟ เป็นตัวชูโรง ได้รับเครื่องหมาย GI รับรองแหล่งผลิตและ คุณภาพจากชุมชน ที่ กำลังได้รับความนิยม เป็นอย่างยิ่ง ทำให้เกิดกระแสของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปชิมและไปซื้อทุเรียนถึงสวนทุเรียนโดยตรง พี่น้องเกษตรกร จะมีรายได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง มีเงินถึงมือถือกระเป๋า ลงถึงชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างแท้จริงครับ(big smile)

หม่อนไหมจับมือดิโอลด์ สยามจัดประกวดออกแบบแฟชั่นผ้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376471

หม่อนไหมจับมือดิโอลด์ สยามจัดประกวดออกแบบแฟชั่นผ้าไทย

วันที่ 21 มิถุนายน 2562 – 11:12 น.
กรมหม่อนไหม
เปิดอ่าน 931 ครั้ง

หม่อนไหมจับมือดิโอลด์ สยามจัดประกวดออกแบบแฟชั่นผ้าไทย

กรมหม่อนไหมร่วมกับศูนย์การค้า ดิโอลด์ สยาม ช้อปปิ้ง พลาซ่า จัดโครงการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายแฟชั่นภายใต้ คอนเซปต์ “ผ้าไทย ใส่ได้ทุกวัน” The Old Siam Young Designer Award 2019 เพื่อเป็นการส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ทั้งยังสนับสนุนให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ในการใช้ผ้าไหมไทยนำมาออกแบบตัดเย็บที่สวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เป็นการอนุรักษ์ความเป็นไทยและตระหนักถึงคุณค่าของผ้าไหมไทยและผ้าไทย

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้ร่วมกับศูนย์การค้า ดิโอลด์ สยาม ช้อปปิ้ง พลาซ่า โดยคุณขจรเดช แสงสุพรรณ กรรมการบริหาร บริษัท สยามสินธร จำกัด ในการจัดโครงการประกวดออกแบบเครื่องแต่งกายแฟชั่นภายใต้ คอนเซปต์ “ผ้าไทย ใส่ได้ทุกวัน” The Old Siam Young Designer Award 2019 เพื่อเป็นการสนับสนุนให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ในการใช้ผ้าไหมไทยและผ้าไทยมาออกแบบและตัดเย็บเป็นชุดที่สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันตามแนวความคิดที่ว่า “ผ้าไทย ใส่ได้ทุกวัน” ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการสวมใส่ผ้าไหมไทยและผ้าไทยในชีวิตประจำวันมากขึ้น ตลอดจนยังเป็นการตระหนักถึงคุณค่าของผ้าไหมไทย ผ้าไทย และยังเป็นการอนุรักษ์ความเป็นไทย โดยได้รับความสนใจจากเหล่านักออกแบบรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ส่งผลงานเข้าประกวดเป็นจำนวนมาก

สำหรับการประกวดในรอบแรกจะคัดเลือกผลงานที่เข้ารอบ 10 ผลงาน จากจำนวน 172 ผลงาน สำหรับนำไปตัดเย็บเป็นชุดจริง และคัดเลือกผลงานที่มีความโดดเด่น สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีชื่อเสียงมาร่วมเป็นกรรมการในการตัดสิน ได้แก่ คุณทรงวาด สุขเมืองมา จากศูนย์ความรู้ด้านการออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ TCDC คุณศิริชัย มกรานนท์ จากห้องเสื้อ Theater  คุณณัฏฐ์ มั่นคง จากแบรนด์ Kloset คุณภทรฤน พงษ์ ประสิทธิ์ จากแบรนด์ VINN PATARARIN และคุณอรประพันธ์ สุทธินรเศรษฐ์ จากแบรนด์ Vickteerut ทั้งนี้ ชุดที่ได้รับการคัดเลือกและตัดเย็บทั้ง 10 ชุด จะได้รับนำไปแสดงผลงานในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 14 ประจำปี 2562 นี้

เภสัชอภัยภูเบศรเจ๋ง สกัดสารจากกัญชาได้ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376463

เภสัชอภัยภูเบศรเจ๋ง สกัดสารจากกัญชาได้ปลอดภัย

วันที่ 21 มิถุนายน 2562 – 10:46 น.
กัญชา
เปิดอ่าน 822 ครั้ง

เภสัชอภัยภูเบศรเจ๋ง สกัดสารจากกัญชาได้ปลอดภัย

ผู้ป่วยเฮ เภสัชอภัยภูเบศรเจ๋ง สกัดสารจากกัญชาได้ปลอดภัย ไร้แคดเมียม เตรียมกระจายให้โรงพยาบาลที่สนใจทั่วประเทศล็อตแรกแสนกว่าขวด คาดไม่เกินสองเดือนได้ใช้แน่

หลังจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้รับอนุญาตให้ปลูก ผลิต และจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ 5 กัญชาให้แก่ผู้ป่วย ในระหว่างที่รอการปลูกกัญชาในวันที่ 21 มิถุนายน โรงพยาบาลฯ ได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) เพื่อขอครอบครองกัญชาของกลางที่มีแคดเมียม จำนวน 662 กิโลกรัม เนื่องจากได้ทบทวนเอกสารที่มีการวิจัยที่ผ่านมาของกัญชาและคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก รวมถึงองค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา พบว่ามี Supercritical fluid extraction (SFE) น่าจะเป็นวิธีการสกัดที่ได้สารสำคัญและมีความปลอดภัยสูง จึงได้นำมาทดลองสกัด พบว่าได้สารสกัดที่มีปริมาณแคดเมียมที่ยอมรับได้คือ 0.02 ppm (ตามมาตรฐานของอาเซียน คือ น้อยกว่า 0.3 ppm) ซึ่งถือเป็นข่าวดีของผู้ป่วยที่กำลังรอคอยกันเป็นจำนวนมาก

นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงการค้นพบนี้ว่า  “ทางโรงพยาบาลขอขอบคุณ ปปส และ อย ที่สนับสนุนกัญชาของกลางจำนวน 662 กิโลกรัม ที่มีปริมาณยาฆ่าแมลงในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ แต่ยังมีแคดเมียมอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าข้อกำหนด จึงได้มอบให้ทีมเภสัชกรของโรงพยาบาลฯ ไปทำการศึกษาต่อว่าจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยมียากัญชาที่ปลอดภัยใช้ได้ทันเวลา ซึ่งจากการทำงานของทีมทำให้เราได้สารสกัดกัญชาที่มีปริมาณแคดเมียมในปริมาณที่ปลอดภัย เท่าที่ทราบยังไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน และต้องขอขอบคุณกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ช่วยวิเคราะห์ปริมาณแคดเมียม และสารสำคัญ THC และ CBD ให้”

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า “ตามทฤษฎีแคดเมียมที่อยู่ในพืชมักจะเป็นรูปเกลือซึ่งละลายน้ำ ดังนั้นจึงต้องใช้วิธี SFE มาใช้สกัด จึงสามารถดึงสารสำคัญของกัญชาคือ THC, CBD และ Terpene ออกมาได้เพราะไม่ละลายน้ำ ในขณะที่แคดเมียมซึ่งอยู่ในรูปเกลือไม่ออกมาด้วย ขณะนี้รอเพียงผลปริมาณสารสำคัญเท่านั้น เมื่อทราบผลแน่ชัดเราก็จะเร่ง สกัดและผลิตในทันที ขณะนี้ได้เตรียมสถานที่ผลิตยาในระบบ GMP PIC/S ไว้แล้ว จากการคาดการณ์ปริมาณที่จะผลิตได้  1 กิโลกรัม จะได้ประมาณ  220 ขวด (ขวดละ 5 กรัม) ขณะนี้เรามีกัญชาของกลางอยู่ 662 กิโลกรัม เราจะสามารถสกัดได้ทั้งสิ้น 154,000 ขวด ซึ่งเราคงจะจำหน่ายให้โรงพยาบาลอื่นด้วย โดยจะจัดฝึกอบรมให้แก่โรงพยาบาลที่มีความประสงค์จะซื้อไปจำหน่าย เพราะทีมแพทย์และเภสัชกรของเราได้พัฒนาระบบการคัดกรองผู้ป่วย การติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยที่โรงพยาบาลอื่นๆ สามารถนำไปใช้ได้เลย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาที่มีความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้คาดว่าการดำเนินการสกัดน้ำมันกัญชาจะแล้วเสร็จภายในสองเดือน”

สหกรณ์เตรียมปลดแอกหนี้สินสมาชิกทั่วประเทศ 1.7 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376462

สหกรณ์เตรียมปลดแอกหนี้สินสมาชิกทั่วประเทศ 1.7 แสนล้าน

วันที่ 21 มิถุนายน 2562 – 10:37 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 834 ครั้ง

สหกรณ์เตรียมปลดแอกหนี้สินสมาชิกทั่วประเทศ 1.7 แสนล้าน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียม ปฏิวัติการแก้หนี้สมาชิกสหกรณ์กว่า  1.7 แสนล้านบาท    เตรียมหารือธกส. พักหนี้สมาชิก 3 ปี  ให้ทุนสมาชิกกู้สร้างรายได้ เงินคล่องมือค่อยเริ่มชำระหนี้  หลังธปท.พบไม่แก้พาลงเหวทั้งระบบ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า เตรียมดันโครงการส่งเสริมการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ  เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ เสริมสภาพคล่องทางการเงินให้กับสมาชิกสหกรณ์ให้มากขึ้น  เพิ่มเติมจากรายได้จากปลูกพืชชนิดเดียวหรือรอรายได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตปีละเพียงหนึ่งครั้ง  ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ไม่พอจ่าย  กระทบต่อการชำระหนี้กับสหกรณ์หรือสถาบันการเงิน    โดยโครงการดังกล่าวให้แต่ละสหกรณ์ไปคิดว่าต้องการทำอาชีพอะไร  เพื่อที่จะได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มที่  จากนั้นกรมจะช่วยเหลือในเรื่องทุนให้กับสมาชิกผ่านสหกรณ์

           “ ทั้งนี้เป็นผลจากการหารือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ที่พบว่า ลูกค้าธกส.จะกู้เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ หรือกู้สหกรณ์มาชำระธกส.และปรับสัญญาใหม่   ซึ่งกรณีนี้มีรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) พบว่า  กลุ่ม เอส 3  หรือกลุ่มสหกรณ์ เกษตรกร ไม่ได้ชำระจริง แต่เป็นการกู้เงินจากที่อื่น เพื่อนำเงินมาหมุนชำระหนี้ธกส. เพื่อขอปรับบัญชีเป็นการเพิ่มหนี้แบบพอกหางหมู   ซึ่งเป็นประเด็นที่ทางธปท. กังวลว่าอนาคตธกส.จะมีปัญหา ฉะนั้นธกส.พร้อมจะช่วยสหกรณ์แก้ไขอย่างจริงจัง  เพราะมาตรการพักหนี้ที่ผ่านมาพบว่าเกษตรกรไม่ได้มีการสร้างายได้เพิ่ม    หากไม่ช่วยกันแก้ไขเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ใน 3-4 ปี   ทั้งธกส.และสหกรณ์มีปัญหาอย่างแน่นอน    เพราะเหตุสำคัญที่สมาชิกไม่ชำระหนี้หรือค้างชำระเพราะรายได้ไม่เพียงพอ  “  นายพิเชษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบว่า สหกรณ์ส่วนมากไม่ค่อยทำธุรกิจสร้างรายได้ แต่ไปเน้นในเรื่องกิจการปล่อยกู้  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหกรณ์ไม่ค่อยทำบทบาทสร้างรายได้ให้สมาชิก  โครงการนี้จะมาตอบโจทย์  ซึ่งกรมจะใช้เงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.)   ปล่อยกู้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ  โดยให้สหกรณ์ทำแผนงานโครงการเสนอเข้ามา  เพื่อนำเงินไปปล่อยให้สมาชิกสหกรณ์กู้ ไม่เกิน 20,000  บาทต่อรายอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1   เพื่อให้สหกรณ์ปล่อยกู้กับสมาชิก นำไปสร้างอาชีพใหม่เพื่อสร้างรายได้และมีเงินส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์

เบื้องต้นได้เดินสายประชุมหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรการเกษตรทั่วประเทศ  ใน 5 จังหวัดทั่วประเทศ  สุราษฎร์    ลำปาง  ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ ชลบุรี    โดยจะครบทั้งหมด 11 ก.ค.2562  ทั้งนี้เพื่อระดมความเห็นและแนวทางการแก้ไขหนี้สินทั้งหมดของสมาชิก    และยังได้ลงพื้นที่หารือกับสหกรณ์การเกษตร หลายแห่ง เช่นสหกรณ์ปลูกสัปปะรดลำปาง จำกัด  และอีกบางสหกรณ์ พบว่าสมาชิกเกือบทุกสหกรณ์ต้องการมีรายได้เพิ่ม เพื่อปลดหนี้ แต่ขาดตลาดและทุนดำเนินงาน   ในขณะที่บางสหกรณ์ที่มีการวางแผนการผลิตพบว่า สหกรณ์ผู้ใช้น้ำฝายยางประสบสุข   จำกัด ที่มีการวางแผนการผลิตให้กับสมาชิกมีรายได้เพิ่มและมีเงินฝาก

นายสุพิทยา  พุกจินดา ผู้เชี่ยวชาญกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า  ต้องเร่งเดินหน้าโครงการเพิ่มรายได้ให้กับสหกรณ์ เพื่อความล้มสลายขององค์การสหกรณ์ทั้งประเทศ  เนื่องจากพบว่า  เงินในระบบสหกรณ์ทั้งประเทศมีประมาณ  2ล้านล้านบาท แต่พบว่า ปี   2560  สมาชิกมีหนี้ร่วม 175,063 ล้านบาท   แบ่งเป็นหนี้ของสหกรณ์ภาคเกษตร 163,585  ล้านบาท  ภาคประมง 590 ล้านบาท  นิคมสหกรณ์การเกษตร  8,227 ล้านบาท  หนี้กลุ่มเกษตรกร 2,660 ล้านบาท   โดยหนี้สมาชิกทั้งหมดเป็นหนี้ปกติ 133,445 ล้านบาท  หนี้เอ็นพีแอล 41,618  ล้านบาท

“ ตัวเลขทรัพย์สินสหกรณ์ กว่า  2  ล้านล้านบาท ดูดี แต่ ที่น่ากลัว คือ หนี้สมาชิกทั้งสิ้นมี 175,000  ล้านล้านบาท   1.75  แสนล้านแยกเป็น หนี้ปกติ 1.3 แสนล้านบาท  หนี้เตรียมเบี้ยว หรือเอ็นพีแอล 4 หมื่นล้านบาท  นอกจากนั้นหนี้  1.3 แสนล้านบาทมีหนี้หมกอีกมาก    และเมื่อมาดูเอ็นพีแอลพบว่าน่ากังวลเพราะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี 2558 เอ็นพีแอล 31,367 ล้านบาท ปี  ปี 59   เอ็นพีแอล 36,848 ล้านบาท  ปี  60 เอ็นพีแอล 40,996 ล้านบาท   เพราะฉะนั้นขณะนี้ต้องรวมกันคิดและพัฒนาเพื่อให้สมาชิกมีรายได้เข้ามา “  นายสุพิทยากล่าว

นอกจากนั้นพบว่า  สหกรณ์การเกษตร  มีเงินออมประมาณ 20,788  บาทต่อคนต่อปี  หนี้สิน 27,759  บาท ติดลบ 6,971 บาท ต่อคนต่อปี   สหกรณ์ประมง เงินออม 20,252 บาทหนี้สิน 39,562 บาท ติดลบ 19,310 บาทต่อคน  สหกรณ์นิคม เงินออม 20,306  หนี้สิน39,855  หนี้สิน 15,548  บาทต่อคน  กลุ่มเกษตรกร เงินออม 2,751  หนี้สิน 5,442   ติดลบ 2,691  บาทต่อคน

นายสุทิน ปันดี  ผู้จัดการสหกรณ์ผู้ใช้น้ำฝายยางประสบสุก  จำกัด เปิดเผยว่า  เห็นด้วยกับแนวทางของกรมที่จะส่งเสริมการเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก   เพราะส่วนตนเดิมเข้ามาที่สหกรณ์แห่งนี้ ปี 2543 ก็พบปัญหามาก  ท้อแท้มาก  สหกรณ์ไม่มีรายได้ ปล่อยกู้ เก็บหนี้ไม่ได้   เมื่อ สิบปีก่อนปล่อยกู้ 2 ล้านบาท เก็บหนี้ยาก โดนต่อว่าว่าสหกรณ์ไม่หารายได้เลย  หลังจากเราทุ่มเททำงาน ที่จะส่งเสริมอาชีพให้มั่นคง ให้เกษตรกรอยู่ได้   เรามุ่งเน้นสร้างรายได้ส่งเสริมอาชีพ   สหกรณ์ปลูกพืชเศรษฐกิจ 9 ชนิด เช่น ข้าวโพด  ปาล์ม มันสำปะหลัง  ถั่ว  และกรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เริ่มปลูกข้าวโพด  ขณะนั้นสมาชิกไม่มั่นใจเพราะเป็นสหกรณ์เล็ก จึงนำร่องในกลุ่มกรรมการ 50 ไร่ เมื่อมีรายได้เกษตรกรเริ่มทำตามขยับเป็นพันไร่ และ  4 พันไร่  และปัจจุบันที่เข้าโครงการ  9 พืช พืชเศรษฐกิจ   ทำให้สมาชิกมีรายได้จากการขายผลผลิตมีรายได้  ทำให้สมาชิกมีเงินมาฝากถึง 30   กว่าล้านบาท   ต่อไปจะทำเมล็ดพันธุ์พืช เช่นข้าว

“พิเชษฐ์”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376417

“พิเชษฐ์”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง

วันที่ 20 มิถุนายน 2562 – 19:01 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 1,125 ครั้ง

“พิเชษฐ์”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง

วันที่ 20 มิถุนายน 2562 นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินธุรกิจรวบรวมสับปะรดของสหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยมีนายบรรจง ชัยขุนพล สหกรณ์จังหวัดลำปาง นายประเสริฐ ฟูใจ ประธานสหกรณ์ คณะกรรมการสหกรณ์ และนางศริพร ช่างปณีตัง ผู้จัดการสหกรณ์ ให้การต้อนรับ

            สหกรณ์ผู้ปลูกสับปะรดลำปาง จำกัด จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2543 ปัจจุบันมีสมาชิก 900 ครอบครัว ประกอบอาชีพปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย พื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ สหกรณ์ทำธุรกิจรวบรวมสับปะรดผลสดจากสมาชิกส่งจำหน่ายโรงงาน ปีละประมาณ 3,000 – 5,000 ตัน ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 6 บาท โดยสหกรณ์สนับสนุนปัจจัยการผลิตและวัสดุการเกษตรให้กับสมาชิก นำไปลงทุนปลูกสับปะรดส่งขายให้สหกรณ์ ฤดูกาลเก็บเกี่ยวอยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม และช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ผลผลิตเฉลี่ย 10 ตันต่อไร่

ซึ่งปีนี้คาดว่าปริมาณผลผลิตสับปะรดในพื้นที่จะมีน้อย เป็นผลจากสถานการณ์ภัยแล้ง และส่งผลต่อรายได้ของสมาชิกสหกรณ์ลดลงด้วย ซึ่งจะทำให้สมาชิกขาดสภาพคล่องและมีหนี้ค้างชำระกับสหกรณ์


อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้แนะนำคณะกรรมการสหกรณ์ให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับสมาชิก และสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งต้องสร้างอาชีพใหม่ที่จะช่วยสร้างรายได้เสริมนอกเหนือจากการปลูกสับปะรดเพียงอย่างเดียว ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมให้การสนับสนุน โดยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 เพื่อให้สหกรณ์กู้ยืมไปส่งเสริมอาชีพและปล่อยกู้ให้สมาชิกรายละ 20,000 บาทเพื่อนำไปลงทุนสร้างรายได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่น ปลูกพืชผักปลอดภัย หรือพืชชนิดอื่น ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด และวางแผนสำหรับการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้มีรายได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์และรายเดือน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีรายได้เลี้ยงครอบครัวและผ่อนชำระหนี้คืนสหกรณ์ได้
ส่วนการพัฒนาธุรกิจหลักของสหกรณ์ในการรวบรวมและจำหน่ายสับปะรดนั้น สหกรณ์ควรทำข้อตกลงกับห้างแมคโครซึ่งเป็นคู่ค้าของสหกรณ์  และส่งเสริมให้สมาชิกปลูกสับปะรดพันธุ์ MD2 เป็นสับปะรดพันธุ์ใหม่ที่ตลาดมีความต้องการ เนื่องจากรสชาติหวานหอมอร่อย และราคาสูงกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย โดยสหกรณ์ต้องวางแผนการผลิตให้กับสมาชิก พร้อมทั้งดูแลตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว และสนับสนุนให้สมาชิกผลิตสับปะรดที่ได้มาตรฐาน GAP มุ่งเน้นการขายผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับการบริโภค  และสหกรณ์ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตส่งป้อนห้างแมคโคร

นอกจากนี้ ในการแปรรูปสับปะรดเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ได้แนะนำให้ทางสหกรณ์เข้าไปปรึกษาและขอคำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงนามความร่วมมือกับทาง วว.เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาช่วยพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้กับสหกรณ์การเกษตร ซึ่งทาง วว.มีความพร้อมทั้งในด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พร้อมสำหรับให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ในด้านการแปรรูปสับปะรด เป็นน้ำสับปะรดและสับปะรดกวน รวมถึงพัฒนาตัวบรรจุภัณฑ์และตราสินค้าให้กับสหกรณ์ และสามารถนำผลิตภัณฑ์สับปะรดแปรรูปที่ผ่านการพัฒนาแล้วออกจำหน่ายสู่ตลาดต่อไป