กยท.รับรองน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มเพื่อความมั่นใจผู้จัดจ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378145

กยท.รับรองน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มเพื่อความมั่นใจผู้จัดจ้าง

วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 – 10:31 น.
กยท
เปิดอ่าน 674 ครั้ง

กยท. ย้ำ!! การรับรอง “น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่ม” เพื่อความมั่นใจของผู้จัดจ้าง

กยท. ย้ำชัด การรับรองมาตรฐาน “น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่ม” สำหรับทำถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติเป็นไปตามข้อแนะนำของ สตง. เนื่องจากเป็นวัสดุชนิดใหม่และมีผลโดยตรงต่อมาตรฐานหรือข้อกำหนด เปิดรับรองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานที่จัดจ้าง แต่มิได้มีผลบังคับทางกฎหมาย บริษัทผู้ผลิตน้ำยางผสมสารผสมเพิ่มจะตรวจรับรองจากหน่วยงานใดย่อมได้ ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างคู่สัญญาด้วยกันเท่านั้น แต่ถนนที่สร้างต้องได้คุณภาพตามมาตรฐานกรมทางหลวงกำหนด

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ขอชี้แจงทำความเข้าในการดำเนินโครงการ  1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตรว่า โครงการเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ ทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ และส่งผลดีต่อเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง เป็นการนำน้ำยางพารามาใช้ในการสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ในหมู่บ้าน ซึ่งจากที่ประชุมเมื่อวันที่ 11 มกราคม ที่ผ่านมา ได้มีข้อคิดเห็นจากผู้แทนสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน : สตง. เห็นควรมีการรับรองคุณภาพมาตรฐานวัสดุที่ใช้ในการทำถนนพาราซอยซีเมนต์

ซึ่งได้แก่ น้ำยางผสมสารผสมเพิ่มและสารผสมเพิ่ม เนื่องจากเป็นวัสดุชนิดใหม่และมีผลโดยตรงต่อมาตรฐานหรือข้อกำหนดของถนนชนิดนี้ เพื่อให้หน่วยงานที่เป็นผู้จัดจ้างทำถนน อาทิ กรมชลประทาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นต้น เกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพวัสดุว่าจะเป็นไปตามคู่มือแนะนำการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ สำหรับงานท้องถิ่นของกรมทางหลวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณารับรองมาตรฐานวัสดุผลิตภัณฑ์ “นำ้ยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม” เจตนาเพื่อรับรองบริษัทที่มีผลงานเป็นมาตรฐานที่ยอมรับโดยทั่วกัน แต่มิได้บังคับให้ที่หน่วยงานใดจะต้องมาซื้อกับบริษัทที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการชุดนี้

ทั้งนี้ หากบริษัทใดสามารถผลิตน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม ได้ตามมาตรฐานของหลักวิศวกรรมที่คู่มือกำหนดไว้ ไม่จำเป็นต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการฯ สามารถให้หน่วยงานทางวิศวกรรมอื่นรับรองได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับการตกลงกันระหว่างคู่สัญญาในการจัดซื้อจัดจ้างงานก่อสร้างถนน และบริษัทจะไม่เสียสิทธิ์ในการเสนอขายผลิตภัณฑ์ของตนเอง แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องปฎิบัติให้เป็นไปตามระเบียบพัสดุฯที่กรมบัญชีกลางประกาศไว้ และถนนที่สร้างต้องได้คุณภาพตามมาตรฐานกรมทางหลวงกำหนดเท่านั้น

พด. เร่งขับเคลื่อนศูนย์เครือข่าย CESRA “ศูนย์เซียนดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/377952

พด. เร่งขับเคลื่อนศูนย์เครือข่าย CESRA “ศูนย์เซียนดิน”

วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 – 21:25 น.
กรมพัฒนาที่ดิน
เปิดอ่าน 1,003 ครั้ง

พด. เร่งขับเคลื่อนศูนย์เครือข่าย CESRA “ศูนย์เซียนดิน” เพื่อพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่

กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจากตัวแทนภาคีเครือข่ายกว่า 120 คน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคเกษตรกร และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย หรือ CESRA และบูรณาการความคิดเห็นแบบมีส่วนร่วมสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการศูนย์เครือข่าย CESRA ในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

                นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ประชุม กล่าวว่า ความเป็นมาและความสำคัญของการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย และแนวทางการขยายศูนย์เครือช่าย CESRA หรือที่เรียกว่า “ศูนย์เซียนดิน” ในระดับพื้นที่ โดยพลักดันให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ส่งเสริม ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร พัฒนาที่ดิน ภูมิปัญญาท้องถิ่นตามภูมิสังคม สนับสนุนการวิจัย และขยายผลสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงการจัดตั้งสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งประเทศไทย หรือ Thai soil Partnership – TSP ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของ 7 ภาคีเครือข่ายที่มีความเกี่ยวข้องกับดินในทุกมิติ ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคศาสนา ภาคประชาสังคม เกษตรกร และภาคประชาชน เพื่อบูรณาการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการจัดการทรัพยากรดิน การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาทรัพยากรดินสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมตามสภาพภูมิสังคม ตลอดจนสนับสนุนและผลักดันกิจกรรมที่เชื่อมโยงสู่การขจัดความอดอยาก หิวโหย ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาที่ยังยืน

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้แนวทางการขับเคลื่อน “ศูนย์เซียนดิน” ผ่านกลไกสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งประเทศไทย (TSP) ในการสร้างความตระหนักรู้ พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน และผลักดันการขับเคลื่อน 3 ประเด็นหลัก ซึ่งประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญอย่างมาก คือ 1.หยุดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน และมลพิษทางดิน (soil pollution) 2.หยุดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ (soil erosion) 3.ส่งเสริมการอนุรักษ์และการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของดิน (soil biodiversity)

เกษตรฯ จัดประชุมวิชาการข้าวโพด–ข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 39

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/377683

เกษตรฯ จัดประชุมวิชาการข้าวโพด–ข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 39

วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 – 09:21 น.
ข้าวโพด,ข้าวฟ่าง
เปิดอ่าน 1,541 ครั้ง

เกษตรฯ จัดประชุมวิชาการข้าวโพด – ข้าวฟ่างแห่งชาติ ครั้งที่ 39

              กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมจัดประชุมวิชาการข้าวโพด-ข้าวฟ่าง ครั้งที่ 39 ระหว่างวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมลพบุรี อินน์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยเชิญนักวิชาการ นักส่งเสริม นักวิจัย ภาครัฐ ภาคเอกชน อาจารย์ นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมประชุมและส่งผลงานวิจัยทั้งภาคบรรยาย และภาคโปสเตอร์ โดยเปิดทางให้ผู้สนใจส่งผลงานได้ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 นี้

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การประชุมวิชาการข้าวโพด – ข้าวฟ่างแห่งชาติจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพระหว่าง 3 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ผลงานวิจัย และความรู้ใหม่ ๆ รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากรในทุกภาคส่วนที่อยู่ในวงการข้าวโพดและข้าวฟ่าง

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวฟ่าง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ผลผลิตมากว่าร้อยละ 90 นำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ทำรายได้ให้กับประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา โดยวางแผนการผลิตในพื้นที่ที่มีความเหมาะสมตาม Zoning by Agri-map ทดแทนการปลูกข้าวรอบ 2 และดำเนินการภายใต้นโยบายการตลาดนำการผลิต คือ เป็นสินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสร้างสมดุล อุปสงค์ อุปทาน ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร ตลอดจนพัฒนาเป็นต้นแบบการปรับแผนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคตโดยปีการผลิต 2562/63 คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของประเทศไทย จะมีปริมาณมากถึง 5.09 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีการผลิต 2561/62 ประมาณ 0.06 ล้านตัน แต่ความต้องการใช้ในการผลิตเป็นอาหารสัตว์มากถึงปีละ 8.25 ล้านตัน จึงทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน และสำหรับข้าวฟ่างนั้น ปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวฟ่างของไทยมีประมาณ 11,000 ไร่ ผลผลิตรวม 37,000 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 321 กิโลกรัม/ไร่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อให้การผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวฟ่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับรูปแบบการประชุม นอกจากเป็นการนำเสนอผลงานวิจัยและผลงานวิชาการทั้งภาคบรรยาย และภาคโปสเตอร์ ด้านการปรับปรุงพันธุ์ การเขตกรรม การอารักขาพืช และการใช้ประโยชน์แล้ว  ยังมีการบรรยายพิเศษการเสวนา การอภิปรายคณะ และการศึกษาดูงานจึงขอเชิญชวนนักวิจัย นักวิชาการ นักส่งเสริม อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมประชุมและส่งผลงานการศึกษาวิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 นี้ ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://corn-sorghum39.doae.go.thหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0 2-940-6124 หรือทางE-mail : cornandsorghum39@gmail.com

กพร.พัฒนาทักษะแรงงาน 3จังหวัดชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/377670

กพร.พัฒนาทักษะแรงงาน 3จังหวัดชายแดนใต้

วันที่ 30 มิถุนายน 2562 – 22:13 น.
กพร
เปิดอ่าน 1,482 ครั้ง

กพร.พัฒนาทักษะแรงงาน 3จังหวัดชายแดนใต้ น้อมนำศาสตร์พระราชาสร้างคุณภาพชีวิตยั่งยืน

กระทรวงแรงงาน น้อมนำศาสตร์พระราชา สร้างงาน สร้างอาชีพ ดันเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนใต้ สู่เมืองต้นแบบ สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.)

นายสุชาติ พรชัยวิเศษกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนนโยบาย 3A ของกระทรวงแรงงาน ด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานนอกจากครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายแล้ว ยังต้องกระจายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศด้วย กพร.จึงจัดให้มีโครงการ “สร้างงานสู่เมืองต้นแบบ สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการพัฒนาทักษะให้กับแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส โดยมีเป้าหมายดำเนินการในปี 2562 จำนวน 780 คน ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว จำนวน 680 คน

การพัฒนาทักษะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ กพร.ได้ น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ผสานกับหลักปรัชญาพอเพียง มาปรับใช้ในการแก้ปัญหา โดยให้หน่วยงานภาครัฐ บูรณาการความร่วมมือกับ ในรูปแบบประชารัฐ กับหน่วยงานภาคเอกชนและท้องถิ่น สร้างงาน สร้างรายได้ ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถยืนหยัดพึ่งพาตัวเองได้ อย่างมั่นคง อันจะเป็นการช่วยปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นไทย ความรักในถิ่นฐาน ปลูกสำนึกความรักชาติและสร้างความสมานสามัคคี

ล่าสุด ได้มอบหมายให้นางถวิล เพิ่มเพียรสิน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ขายของที่ระลึก ณ บ่อน้ำร้อน ต. ตาเนะแมเราะ อ. เบตง จ. ยะลา จำนวน 20 คน ซึ่งเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร ทำของที่ระลึกจากไม้ไผ่ เพื่อจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว กับสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 24 ยะลา พร้อมเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน หจก. อู่มาร์มอเตอร์คาร์ ด้วย

“การฝึกอบรมวิชาชีพตามโครงการนี้จะเป็นอีก 1 มาตรการที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งเป็นเหมือนเกราะป้องกันความรุนแรงในพื้นที่ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข” อธิบดีกพร.กล่าว

ด้านนางถวิล กล่าวว่า สำหรับอีก 2 จังหวัดคือปัตตานีและนราธิวาส ได้ดำเนินการฝึกอบรม ให้กับแรงงานในพื้นที่เช่นกัน โดยในปี 2562  สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 23 ปัตตานี เปิดฝึกอบรมวิชาชีพ 12 สาขาแก่ประชาชนในพื้นที่ มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 260 คน ส่วนสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส ได้เปิดอบรมหลักสูตร ช่างเดินไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างปูกระเบื้อง ช่างตัดเย็บเครื่องแต่งกายมุสลิม ช่างเดินสายไฟฟ้าอุตสาหกรรม และช่างเชื่อมไฟฟ้า มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 180 คน นอกจากนั้นยังเตรียมเปิดคอร์สอบรมช่างปูกระเบื้อง ช่างปูนปั้นไม้เทียม ทำขนมไทย และ ทำเบเกอรี่ อีกคอร์สละ 20 คน ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ (073) 203-222

รองอธิบดีกรมพด.ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรพร้อมมอบบัตรดินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/377567

รองอธิบดีกรมพด.ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรพร้อมมอบบัตรดินดี

วันที่ 29 มิถุนายน 2562 – 16:56 น.
กรมพด
เปิดอ่าน 1,368 ครั้ง

รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่พบปะกลุ่มเกษตรกรพร้อมมอบบัตรดินดี

นายถวิล มั่งนุ้ย รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านปฎิบัติการ พร้อมด้วยนายจำเริญ นาคคง ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรมราช และเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการฯ ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยือนเกษตรกร กลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านนาลึก ม.6 ต.บางจาก อ.เมือง และ กลุ่มเกษตรกรปลูกส้มโอทับทิมสยาม ม.15 ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมมอบบัตรดินดี (ID Din Dee)ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรรู้จักดินของตนเองและได้รับการจัดการดินอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบข้อมูลบัตรดินดี สามารถสืบค้นสาระข้อมูลเกี่ยวกับดินได้จากคลังข้อมูลดิน และร่วมเครือข่ายเกษตรกรผู้มีบัตรดินดีผ่านทางเฟสบุ๊คของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด

         รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับ บัตรดินดี คือ บัตรประจำตัวดินของแปลงเกษตรกรที่กรมพัฒนาที่ดินมอบให้แก่เกษตรกรเฉพาะรายที่ได้รับการตรวจสุขภาพดิน และให้คำแนะนำการจัดการดินจากเจ้าหน้าที่แล้ว ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับบัตรจะสามารถนำคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการดินจากเจ้าหน้าที่ที่ดูแลอย่างต่อเนื่องไปใช้ในการพัฒนาที่ดินของตนเองได้อย่างเหมาะสม รวดเร็วทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก ส่งผลให้ดินดีและอุดมสมบูรณ์ขึ้นต่อไป นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถสืบค้นสาระความรู้เกี่ยวกับดินในคลังข้อมูลดิน และร่วมเครือข่ายเกษตรกรผู้มีบัตรดินดีผ่านทาง Facebook สถานีพัฒนาที่ดินทั่วประเทศ
โครงการนี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเพื่อให้เกษตรกรได้รู้จักและเข้าใจดินของตนเอง รวมทั้งสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการจัดการดินผ่านการใช้บัตร หากเกษตรท่านใดมีความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานพัฒนาที่ดินเขตทั้ง 12 แห่ง หรือสถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัดทั่วประเทศ หมอดินอาสา หรือโทรสอบถามไปที่ Call Center 1760 หรือผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน

เปิดที่มา ข้าวพันธุ์กข43ทนโรคใบไหม้-เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/377536

เปิดที่มา ข้าวพันธุ์กข43ทนโรคใบไหม้-เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

วันที่ 29 มิถุนายน 2562 – 07:00 น.
ข้าวกข43
เปิดอ่าน 1,429 ครั้ง

เปิดที่มา ข้าวพันธุ์กข43 ทนโรคใบไหม้-เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยถึง ประวัติความเป็นมา ข้าวพันธุ์กข43 ถูกคัดเลือกจากการผสมข้ามพันธุ์ลูกผสมเดี่ยวระหว่างพันธุ์ข้าวเจ้าหอมสุพรรณบุรี(พันธุ์แม่) กับพันธุ์สุพรรณบุรี1 (พันธุ์พ่อ) ที่ศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี ในฤดูนาปรัง พ.ศ. 2542 คัดเลือกได้สายพันธุ์ SPR99007-22-1-2-2-1 ปลูกทดสอบผลผลิตในศูนย์วิจัยข้าวและในนาเกษตรกรตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปี 2551 มีการรับรองพันธุ์ คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ กรมการข้าว พิจารณารับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2552 ใช้ชื่อว่า ข้าวเจ้า กข-43 ซึ่งแหล่งปลูกข้าวพันธุ์กข43

      ในปัจุจุบันจะพบแหล่งปลูกอยู่ที่จังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรีเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากข้าวกข. 43 ควรปลูกในพื้นที่นาชลประทาน พื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน หรือพื้นที่ที่เกษตรกรมีเวลาทำนาน้อยกว่าพื้นที่ปลูกข้าวอื่น ๆ รวมไปถึงในพื้นที่ที่มีปัญหาวัชพืชระบาดในนาข้าวก็เหมาะจะปลูกข้าว กข. 43 ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก ข้าวกข. 43 เป็นพันธุ์ข้าวที่มีลักษณะเด่นอยู่ที่อายุการเก็บเกี่ยวสั้น เพียง 95 วันก็เก็บเกี่ยวได้

อีกทั้งข้าวกข43 ยังเป็นพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อโรคใบไหม้และปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในระดับปานกลาง ในพื้นที่ที่มีปัญหาเพลี้ยกระโดดจึงสามารถปลูกข้าวกข43 ได้ โดยมีลักษณะทั่วไป เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวสั้น ประมาณ 95 วัน ปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม ความสูงประมาณ 103 ซม. ทรงกอตั้ง ต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียวจาง ใบธงตั้งปานกลาง ข้าวเปลือกสีฟาง น้ำหนักข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด 30.35 กรัม ข้าวกล้องสีขาว ยาว 7.59 มิลลิเมตร รูปร่างเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย มีปริมาณแอมิโลสต่ำ (18.82 %) คุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทาน ดี ข้าวสุก นุ่ม เหนียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ (ใกล้เคียงข้าวหอมดอกมะลิ 105 ) มีระยะพักตัว 5 สัปดาห์ ผลผลิต ประมาณ 561 กิโลกรัมต่อไร่ คุณภาพของเมล็ดทางการหุงต้มรับประทาน ดี ข้าวสุกนุ่ม เหนียว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ (ใกล้เคียงข้าวหอมดอกมะลิ 105 )

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาวิจัยของกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์  โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล  ได้ศึกษาและใช้ประโยชน์จากพันธุ์ข้าวในเชิงสุขภาพ โดยคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ปลูกในประเทศไทยมากกว่า 100 พันธุ์ พบว่า ข้าวเจ้าพันธุ์ กข43  ให้ปริมาณน้ำตาลกลูโคสต่ำกว่าข้าวอมิโลสต่ำชนิดอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ในมนุษย์จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีที่พบว่าข้าวพันธุ์ กข43 มีค่าดัชนีน้ำตาลในข้าวขาวน้อยกว่าข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และมีค่าใกล้เคียงกับข้าวพันธุ์หอมกระดังงา ซึ่งเป็นข้าวอมิโลสสูงและร่วนแข็ง

ตั้งเป้าศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เป็นหน่วยอารักขาพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/377535

ตั้งเป้าศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เป็นหน่วยอารักขาพืช

วันที่ 29 มิถุนายน 2562 – 06:55 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 1,343 ครั้ง

  กรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งเป้า ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เป็นหน่วยอารักขาพืชในพื้นที่

นายสำราญ  สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ส่วนใหญ่ปัญหาในการจัดการศัตรูพืชของเกษตรกร จะพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก การควบคุมศัตรูพืช อาศัยประสบการณ์และความเคยชิน ขาดความรู้ด้านวิชาการเป็นอย่างมาก จึงทำให้การผลิตพืชขาดทั้งปริมาณ คุณภาพ และระบบนิเวศถูกทำลาย  กรมส่งเสริมการเกษตร จึงวางเป้าหมายให้จัดตั้ง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) เน้นการพัฒนาเกษตรกรและชุมชน ให้สามารถจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเองอย่างครบวงจร โดยเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ชุมชนและหน่วยงานราชการ มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อทำให้เกษตรกร ชุมชน มีความเข้มแข็งในอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ลดการพึ่งพาสารเคมี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรใช้ ศจช. เป็นกลไกและ เครือข่ายของการจัดการศัตรูพืช เป็นศูนย์เครือข่ายของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ปัจจุบัน ศจช. ทั้งหมด 1,764 แห่ง อำเภอละ 2 แห่ง ทั่วประเทศ ปัจจุบัน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน

       ในปัจจุบันใช้เทคนิค การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร คือการเรียนรู้ควบคู่กับการปฏิบัติจริง เพื่อให้เกษตรกรจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง อย่างครบวงจรและยั่งยืน โดยให้เกษตรกร ชุมชน และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องร่วมดำเนินการ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการระบาดศัตรูพืชแก่เกษตรกร และเป็นจุดในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการระบาดของศัตรูพืช  รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของเกษตรกรในการถ่ายทอดความรู้ และเทคโนโลยีด้านการจัดการ ศัตรูพืชอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อช่วยแก้ปัญหาการระบาดของศัตรูพืช และลดการใช้สารเคมี ในระยะยาว
นายทวีพงศ์  สุวรรณโร  ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันตั้งเป้าให้ ศจช.ทุกแห่ง จัดทำแปลงเรียนรู้การจัดการศัตรูพืชอย่างเหมาะสมตามสภาพพื้นที่ รวมถึงการจัดระดับชั้นของ ศจช. เพื่อวางแผนพัฒนาและปรับปรุงให้เหมาะสม ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ต่อไป
สำหรับ ศจช. ตำบลบางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นตัวอย่างความสำเร็จที่แสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์และการทำงานร่วมกันของชุมชน ที่ร่วมกันวางแผน ป้องกัน จัดการปัญหาที่เกิดขึ้น เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกมะพร้าวและมันสำปะหลัง และมีการอบรมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกัน กำจัดศัตรูมะพร้าวแก่สมาชิกและเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้ขยายออกไป โดยมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรอำเภอศรีราชา สำนักงานเกษตรจังหวัดชลบุรี และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดชลบุรี เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ และติดตามผล
การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว เช่น การผลิตขยายแตนเบียนบราคอน การตัดทางใบลงมาเผาทำลาย ฯ  ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถลดการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวลงได้อย่างชัดเจน จึงทำให้สมาชิกเห็นความสำคัญในการดำเนินงานและเข้ามาร่วมวางแผนกันอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในการป้องกันกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว เช่น การผลิตขยายแตนเบียนบราคอน การตัดทางใบลงมาเผาทำลาย ฯ  ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถลดการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวลงได้อย่างชัดเจน จึงทำให้สมาชิกเห็นความสำคัญในการดำเนินงานและเข้ามาร่วมวางแผนกันอย่างต่อเนื่อง

ยกระดับสินค้าเกษตรผ่านกลไกสหกรณ์สนองอุตสาหกรรมเกษตรชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/377534

ยกระดับสินค้าเกษตรผ่านกลไกสหกรณ์สนองอุตสาหกรรมเกษตรชุมชน

วันที่ 29 มิถุนายน 2562 – 06:43 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 1,527 ครั้ง

ยกระดับสินค้าเกษตรผ่านกลไกสหกรณ์สนองอุตสาหกรรมเกษตรชุมชน

กรมส่งเสริมสหกรณ์  ขานรับ นโยบายอุตสาหกรรมเกษตรชุมชน  เตรียมดัน 1อำเภอ 1 สหกรณ์การเกษตร  หนุนสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศ มูลค่าธุรกิจปีละ  3 แสนล้าน  วางเป้าหลักยกระดับราคาพืชเศรษฐกิจ  ข้าว  ยางพารา ปาล์มน้ำมัน   หวังเพิ่มเงินใส่มือเกษตรกร

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวว่าได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกรมเพื่อเตรียมแผนงาน โครงการของกรมเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นงานที่จะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและงานตามนโยบายของกรม นำไปสู่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรระดับชุมชน ตามโจทย์ที่นายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  ได้ให้นโยบายไว้เมื่อปลายเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา

 ซึ่งสหกรณ์การเกษตรมูลค่าทางธุรกิจปี2561 ประมาณ   341,973 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเมื่อต้นปี  62 กรมได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เช่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) และสถาบันอาหาร  ในการพัฒนาต่อยอดมูลค่าสินค้าเกษตรแต่ละตัวของสหกรณ์ เพิ่มรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์   อาทิ  ข้าว  กาแฟ   นม ผลไม้ โดยบางตัวสามารถพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมได้
“จากนโยบายของรองนายกฯสมคิด  ที่วางเป้าชัดว่า จะเดินหน้าเรื่องอุตสาหกรรมเกษตรชุมชน   กรมได้เตรียมทำรายละเอียดและภารกิจของกรมเสนอ โดยงานสำคัญที่กรมจะเดินหน้าคือโครงการ 1 อำเภอ 1 สหกรณ์การเกษตร ซึ่งเป้าหมายคือทำให้สกรณ์การเกษตร ที่มีความเข้มแข็งในแต่ละอำเภอ ทำหน้าที่เป็นเสมือนพี่เลี้ยงคอยแนะนำ และเชื่อมโยงการผลิตตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ถึงปลายทาง  คือตลาดเพื่อรองรับการผลิต และอีกขาคือการทำธุรกิจรวบรวมสินค้าเกษตร เพื่อพัฒนาและแปรรูป ยกระดับราคาสินค้าเกษตร  สินค้าหลักที่ผมวางไว้คือ ในพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว  ยางพารา ปาล์มน้ำมัน    ที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก และเป็นพืชสำคัญที่สร้างรายได้เข้าประเทศ  “นายพิเชษฐ์กล่าว


นอกจากนั้น กรมจะเสนอให้สหกรณ์การเกษตร เข้าไปมีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการเกษตรแปลงใหญ่   รวมถึงโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรโดยการเพิ่มรายได้ครัวเรือนสมาชิก  ทำให้สามารถชำระหนี้สะสมของครัวเรือนได้ เป็นต้น ซึ่งประเด็นการแก้หนี้สหกรณ์การเกษตร ทางธกส.ยินดีให้ความร่วมมือ
ทั้งนี้ นายสมคิด ได้เรียกประชุมธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม  โดยรองนายกฯได้ชูนโยบายว่ารัฐบาลใหม่จะเดินหน้าโครงการอุตสาหกรรมเกษตรระดับชุมชนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในประชาชนตั้งแต่ฐานราก โดยมีธกส.เป็นแกนในการขับเคลื่อนเนื่องจากมีความพร้อมด้านทุน  ในที่ประชุมธกส. ได้นำเสนอ 395 สหกรณ์ ที่เป็นสหกรณ์หัวก้าวหน้า   สมาร์ฟาร์มเมอร์ และเอสเอ็มอี รวมแล้วประมาณ10,200    แห่ง ที่เริ่มในโครงการนี้เบื้องต้น
สำหรับสหกรณ์การเกษตรที่มีความก้าวหน้าในด้านรวบรวมและแปรรูปสินค้าเกษตร  เช่น   กลุ่มข้าว อาทิ  สหกรณ์การเกษตรมโนรมย์ จำกัด  จ.ชัยนาท  สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด จ.พิษณุโลก   สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด จ.ร้อยเอ็ด   กลุ่มยางพารา   อาทิ สหกรณ์การเกษตรย่านตาขาว จำกัด  จ.ตรัง สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี   สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จ.สงขลา  กลุ่มปาล์มน้ำมัน เช่น ชุมนุมสหกรณ์ปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด จ.กระบี่  สหกรณ์การเกษตรท่าแซะ จำกัด  จ.ชุมพร  สหกรณ์การเกษตรหลังสวน  จำกัด  จ.ชุมพร
สำหรับมูลธุรกิจสหกรณ์การเกษตรปี 2561ที่ผ่านมา มีมูลค่าธุรกิจรวม341,973 ล้านบาท เป็นมูลค่าธุรกิจจากรวบรวมผลผลิตสินค้าเกษตร 68,761   ล้านบาท ด้านการแปรรูป 32,270 ล้านบาท    และธุรกิจบริการ 3,865ล้านบาท

โชว์สัตว์น้ำ100สายพันธุ์วันประมงน้อมเกล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/376969

 โชว์สัตว์น้ำ100สายพันธุ์วันประมงน้อมเกล้า

วันที่ 29 มิถุนายน 2562 – 06:19 น.
ประมงน้องเกล้า
เปิดอ่าน 1,508 ครั้ง

 โชว์สัตว์น้ำ100สายพันธุ์วันประมงน้อมเกล้า

           อรุณชัย  พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมงเผยรายละเอียดการจัดงานวันประมงน้อมเกล้าฯ  ครั้งที่ 31 ในระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน –  7 กรกฎาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ บริเวณชั้นG  ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ จังหวัดปทุมธานีว่ากรมประมง  ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จัดงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 31 โดยเนรมิตพื้นที่กว่า 7,000  ตรม. ทั่วบริเวณชั้น จี ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เป็นจักรวรรดิแห่งสัตว์น้ำที่ยิ่งใหญ่ “อะควาติก เอ็มไพร์”  จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 100 สายพันธุ์ให้ผู้สนใจได้ชมกัน

           นอกจากนี้ยังมีการประกวดปลาสวยงามมากถึง 8 ชนิด 67 ประเภท กว่า 2,000 ตู้, ชมสุดยอดราชา-ราชินีแห่งสายพันธุ์,  มหัศจรรย์กับสัตว์น้ำสุดแปลกจากแดนใต้  “ปลากะแมะ”  ปลาแปลกรูปร่างประหลาดแห่งป่าพรุโต๊ะแดง  “กบใบไม้ฮาลาบาลา” นักพลางตัวชั้นยอดจากแดนใต้  และ “แม่หอบ” สัตว์โบราณดำรงเผ่าพันธุ์กว่า 16 ล้านปี ที่เนื้อมีสรรพคุณทางยาสามารถรักษาหอบหืดได้,  สุดทึ่งกับสัตว์น้ำต่างถิ่น “เต่ายักษ์อัลลิเกเตอร์”  เต่าน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีแรงกัดมหาศาลเป็นอันดับ 3 ของโลก  พร้อมภาคภูมิใจในความเป็นไทยกับ “ปลากัดไทย” สัตว์น้ำประจำชาติไทย ตื่นตาตื่นใจกับลวดลาย สีสันสวยงามของเหล่าฝูงสัตว์น้ำที่ได้รับสมญานามว่าเป็น ราชา – ราชินี แห่งสายพันธุ์

          อาทิ ปลามังกร ราชาปลาสวยงาม / ปลาปอมปาดัวร์ ราชินีปลาสวยงาม ปลาแมนดาริน มังกรน้อยแห่งท้องทะเลความงามลำดับต้นๆของโลก ฯลฯ  สัตว์น้ำแห่งจักรวรรดิ ปลากัดเงิน ปลากัดทอง ปลาสีนาก ฯลฯ สัตว์น้ำจากภูผา ธารา สู่มหานที อาทิ ปลาค้อสมเด็จพระเทพ  ปลากระโห้  ปลาสิงโต ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นสวยสายโหดแห่งท้องทะเล ฯลฯ “ปลากัดไทย” สัตว์น้ำประจำชาติ ได้แก่ ปลากัดสายพันธุ์ดั้งเดิม (Betta Splendens) และ ความงามของปลากัดลายธงชาติ ปลากัดสีทองหายาก 10 สายพันธุ์ ฯลฯ สัตว์น้ำสุดแปลกจากแดนใต้

     ไม่ว่าจะเป็นปลากะแมะ  กบใบไม้ฮาลาบาลา  แม่หอบ  หอยไฟ  และแฟชั่นวีคตัวแม่ ปูแต่งตัว หอยเม่นแต่งตัว หอยแต่งตัว ฯลฯ และบรรดาเอเลี่ยนสปีชีส์ สัตว์น้ำต่างถิ่น อาทิ เต่าแฮมมิลตัน ปลาดุกหนามเออร์วิน และ เต่าอัลลิเกเตอร์ ซึ่งเป็นอันตราย มีความดุร้าย ไม่ควรมีไว้ในครอบครอง และสนุกล้ำกับ MAGIC FLOOR  เทคโนโลยีสุดล้ำ  Interactive Floor Projection   ที่ทำให้คุณได้ใกล้ชิดกับฝูงปลาเสมือนเดินอยู่บนผืนน้ำ ตลอดจนนิทรรศการความรู้ทางการแพทย์  “กระดูกและข้อ”  จากคุณหมอโรงพยาบาลศิริราช โดยรายได้ทั้งหมดในงานจะนำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายสมทบทุนมูลนิธิจุฬาภรณ์ ช่วยผู้ป่วยมะเร็ง

ครม.เคาะโครงสร้าง สทนช.ตั้ง สทนช. 4 ภาค คลุม 22 ลุ่มน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/377019

ครม.เคาะโครงสร้าง สทนช.ตั้ง สทนช. 4 ภาค คลุม 22 ลุ่มน้ำ

วันที่ 25 มิถุนายน 2562 – 16:54 น.
สทนช
เปิดอ่าน 2,124 ครั้ง

ครม.เคาะโครงสร้าง สทนช.ตั้ง สทนช. 4 ภาค คลุม 22 ลุ่มน้ำ

            ครม.เห็นชอบปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตั้งสทนช.ประจำ 4 ภูมิภาคทำหน้าที่อำนวยการ กำกับ ถึงพื้นที่ลงลึก 22 ลุ่มน้ำใหม่ พร้อมตั้ง 2 หน่วยงานในส่วนกลางดูแลด้านกฏหมายขับเคลื่อนพรบ.น้ำฯ และด้านต่างประเทศ เสริมทัพเสาหลักที่ 4 ยกระดับนวัตกรรมงานวิจัยทรัพยากรน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง

               ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัยพากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีวันที่ 25 มิ.ย.62 มีมติเห็นชอบร่างกฏกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ……. ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาคใน 4 ภูมิภาค ครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำใหม่ แบ่งเป็น 1.ภาคเหนือจ. ลำปาง 2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น 3. ภาคกลาง จ.สระบุรี และ 4.ภาคใต้ จ.สุราษฏร์ธานี โดยมีหน้าที่สำคัญ อาทิ อำนวยการ กำกับ ดูแลถึงพื้นที่ระดับลุ่มน้ำทั้ง 22 ลุ่มน้ำ โดยประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรผู้ใช้น้ำ ในการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางน้ำในเขตลุ่มน้ำให้เป็นไปตามแผนแม่บท การใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ เป็นต้น

                รวมถึงตั้งอีก 2 หน่วยงานอยู่ที่ สทนช.ส่วนกลาง ได้แก่ กองต่างประเทศ โดยมีภารกิจสำคัญ อาทิ เสนอแนะนโยบาย แผนแม่บท บทบาท และท่าทีของประเทศไทยเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศด้านทรัพยากรน้ำ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศ รวมถึงเป็นหน่วยงานกลางประสานงานและกำหนดบทบาทของหน่วยงานปฏิบัติในการดำเนินความร่วมมือ การประชุมเจรจา และการจัดทำความตกลงด้านทรัพยากรน้ำกับต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ยังทำหน้าที่วิเคราะห์ วิจัย และแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้านทรัพยากรน้ำกับต่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาต่อยอดการบริหารจัดการน้ำที่สอดคล้องกับประเทศไทย รวมถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างยั่งยีน ตลอดจนให้คำปรึกษา แนะนำ เผยแพร่ และถ่ายทอดให้แก่หน่วยงานปฏิบัติและผู้เกี่ยวข้องซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญ และ กองกฎหมาย เพื่อขับเคลื่อนพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานด้านกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง มาตรการ ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ เพื่อการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ของ กนช. คณะกรรมการลุ่มน้ำ และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

             “ปัจจุบันพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น สทนช.จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการและหน้าที่และอำนาจของสำนักงานทรัพยากรนำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ…….เพื่อให้สอดคล้อง ครอบคลุมกับภารกิจที่เพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับสภาพงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจตามหน้าที่และอำนาจมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หลังจากครม.รับทราบร่างฯดังกล่าวที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาตรวจพิจารณาแล้ว สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป”ดร.สมเกียรติ กล่าว