เปิดตัวโครงการเกษตรคือประเทศไทยปี2 คึกคัก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378844

เปิดตัวโครงการเกษตรคือประเทศไทยปี2 คึกคัก!

วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 – 16:58 น.
นายพรศักดิ์ พงศาปาน
เปิดอ่าน 892 ครั้ง

เปิดตัวโครงการเกษตรคือประเทศไทย ปี 2 “ตามหายอดมนุษย์เกษตรกรไทย”

        เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่   9 กรกฎาคม 2562   นายพรศักดิ์ พงศาปาน หรือ “ลุงพร เกษตรก้าวไกล” บรรณาธิการผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เกษตรก้าวไกล ในนาม บริษัท เกษตรก้าวไกล (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ข่าว “เกษตรก้าวไกล” และสื่อออนไลน์ในเครือได้เปิดตัวโครงการเกษตรคือประเทศไทยปี2″ตามหายอดมนุษย์เกษตรกรไทย”  ณ บริเวณด้านหน้าอาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

    นายสำราญ สาราบรรณ์(ขวาสุด) อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานเปิดงาน

นายพรศักดิ์ พงศาปานหรือลุงพร เกษตรก้าวไกล

โดยได้รับเกียรติจากนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดี กรมส่งเสริมการเกษตร ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และ นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง ดร.ดำรงค์ ศรีพระรามรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้บริหารสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้บริหารธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย รวมทั้งตัวแทนบริษัทเอกชนที่ให้การสนับสนุน ประกอบด้วย บริษัท ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) จำกัด หรือศรแดง บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท ซุปเปอร์เอส เซ็นเตอร์ จำกัด

ทีมงานเกษตรก้าวไกล

นายพรศักดิ์ เปิดเผยว่าในโอกาสที่เว็บไซต์เกษตรก้าวไกลได้เปิดดำเนินการมาครบ 4 ปี ได้จัดกิจกรรมภายใต้ชื่อโครงการ “เกษตรคือประเทศไทย ปี 2 ตอน ตามหาสุดยอดเกษตรกรประเทศไทย โดยมีหลักการว่าทีมงานเกษตรก้าวไกล จะจัดตั้ง “กองบรรณาธิการเคลื่อนที่” (Mobile editorial) เพื่อออกเดินทางไปยังพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อตามหาเกษตรกรที่เป็นต้นแบบสาขาต่างๆ ภายใต้หลักคิด “เกษตรกรคือยอดมนุษย์” เมื่อไปถึงจุดไหนพื้นที่ใดก็จะรายงานข่าวผ่านเครือข่ายระบบสื่อสารสมัยใหม่ (Live สดพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ) รวมทั้งการจัดเก็บข้อมูลข่าว ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เพื่อนำเสนอผ่านสื่อในเครือข่ายเกษตรก้าวไกลดอทคอม ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความตื่นตัว การตระหนักรับรู้ พร้อมกันทั้งประเทศ ว่า เกษตรคือประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาเดินทางลงพื้นที่เกษตร ประมาณ 90 วัน และพบปะสัมภาษณ์เกษตรกร รวมทั้งผู้เกี่ยวข้องประมาณ 100 คน

สำหรับไฮไลท์ของงานคือ พิธีตีธงปล่อยรถฟอร์ดเรนเจอร์ ซึ่งเป็นพาหนะที่ใช้ในการเดินทางครั้งนี้ และไฮไลท์ที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้มาร่วมงานคือ “บุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ 4 ภาค” โดยการสนับสนุนของ ตลาดไท และสร้างสีสันด้วยพิธีปอกทุเรียน 4 ภาค โดยประธานในพิธีและตัวแทนแขกผู้เกียรติที่มาร่วมงาน โดยได้รับการสนับสนุนทุเรียนจากตัวแทนเกษตรกรภาคต่างๆ ที่ได้ส่งทุเรียนมาร่วมงาน เช่น ทุเรียนหลง-หลินลับแล (ภาคเหนือ) จากสวนคุณเรียม คำมงคล แห่งอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ทุเรียนภูเขาไฟ(ภาคอีสาน) จากสวนคุณทองจร มั่นสัตย์ เกษตรกรหนุ่มที่มีจิตใจงามแห่ง อำเภอขุนหาญ (อำเภอที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดของจังหวัดศรีสะเกษ) ทุเรียนชุมพร จากสวนของผู้ใหญ่ดำรงค์ศักดิ์ สินศักดิ์ เซียนทุเรียนคนดัง ทุเรียนสาลิกาจากสวนคุณนุช (คุณบุญสม มีเกิด) แห่งอำเภอกะปง จังหวัดพังงา ปิดท้ายด้วยทุเรียนมูซานคิง จากสวน คุณศักดิ์ศรี สง่าราศรี เกษตรกรรุ่นใหม่แห่งเบตง

ธกส.ร่วมแสดงความยินดี

“การจัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการเกษตรคือประเทศไทยในปีนี้เราได้โฟกัสที่จะออกตามหาสุดยอดเกษตรกรประเทศไทย หรือยอดมนุษย์เกษตรกรไทย โดยที่อาชีพเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษ แต่อาชีพนี้ก็ยังไม่พัฒนาไปมากนัก ผู้ที่ทำอาชีพนี้คือเกษตรกรยังยากจน เราในฐานะสื่อมวลชนสายเกษตรจึงคิดว่าควรจะกระตุ้นให้เห็นความสำคัญของอาชีพนี้ ให้ทุกคนมาช่วยกันคนละไม้คนละมือทำให้อาชีพเกษตรเกิดความยั่งยืน…ถ้าทำให้การเกษตรเจริญ ประเทศไทยก็เจริญ ตรงนี้คือแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พวกเราทุกคนตระหนักและต้องทำให้ได้” ลุงพร เกษตรก้าวไกล กล่าว

ในตอนท้าย ลุงพรกล่าวว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วม และออกเดินทางไปด้วยกัน เพียงช่วยกันติดแฮชแท็ค #เกษตรกรคือยอดมนุษย์ หรือติดตามผ่านผ่านสื่อออนไลน์ในเครือเกษตรก้าวไกล ก็จะสามารถทราบความเคลื่อนไหวตลอดการเดินทาง จึงขอขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนสำคัญให้การจัดงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

พิธีกรคู่ขวัญ

นักธุรกิจจีนสนใจนำเข้าทุเรียนหมอนทอง3จังหวัดชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378737

นักธุรกิจจีนสนใจนำเข้าทุเรียนหมอนทอง3จังหวัดชายแดนใต้

วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 – 05:47 น.
ทุเรียน
เปิดอ่าน 1,323 ครั้ง

นักธุรกิจจีนสนใจนำเข้าทุเรียนหมอนทอง3จังหวัดชายแดนใต้ 

ผู้นำเข้าผลไม้รายใหญ่ของจีนมั่นใจคุณภาพทุเรียนหมอนทองของสามจังหวัดชายแดนใต้  เตรียมรับซื้อไปจำหน่าย สร้างชื่อ “บาตามัส” ให้เป็นที่รู้จักของคนจีน

คณะนักธุรกิจจีน นำโดยนายเฉินเว่ยปิน (Shen Wei Bin) ผู้อำนวยการด้านการตลาด บริษัทกวางโจว ยูฝู จำกัด (Guangzhou You Fu) ซึ่งเป็นบริษัทรับซื้อผลไม้จากทั่วโลกไปจำหน่ายในประเทศจีน รายใหญ่อันดับต้นๆ ร่วมกับผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เดินทางมาเยี่ยมชมและตรวจสอบคุณภาพการปลูกทุเรียนบาตามัส (ทุเรียนหมอนทอง) ภายใต้โครงการทุเรียนคุณภาพ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ดำเนินการร่วมกับภาคราชการและเกษตรกร

หลังจากศึกษาพื้นที่และพูดคุยกับเกษตรกรชาวสวนทุเรียนของโครงการฯ  นายเฉินเว่ยปินกล่าวว่า มีความยินดีที่มีโอกาสได้เยี่ยมชมและรับฟังผลการดำเนินงานพัฒนาเพื่อให้ได้ผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสและรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายเฉินกล่าวว่า ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการนำเข้าทุเรียนผลสดจากประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 90-95 อีกร้อยละ 5-10 เป็นผลผลิตจากประเทศเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งจากการที่รัฐบาลจีนเข้มงวดมากขึ้นเรื่องคุณภาพ  ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามก็กำลังพยายามขอโอกาสจากรัฐบาลจีนในการส่งออกทุเรียน เพิ่มขึ้น  ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำ คือ การสร้างมาตรฐานทุเรียนไทยให้เข้มแข็ง

            “คนจีนนิยมทานทุเรียนมาก ทุเรียนที่ได้รับความนิยม เป็นทุเรียนที่มีเนื้อละเอียด สีเหลืองทองออกเข้ม เต็มพู รสชาติหวาน ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงทุเรียนไทย ชาวจีนจะรับรู้ว่า เป็นทุเรียนจากจันทบุรี ดังนั้นการขายทุเรียนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงเป็นเรื่องใหม่ที่จะสร้างการรับรู้ว่า ที่นี่ก็เป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพอีกแห่งหนึ่งของไทย นอกจากนี้ ยังจะมีการมองหาทุเรียนพันธุ์อื่น นอกจาก”หมอนทอง” ที่รสชาติดีมีคุณภาพ ไปเป็นตัวเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคอีกด้วย

นายเฉินกล่าวย้ำว่า เขามั่นใจในคุณภาพของทุเรียนที่ผลิตจากพื้นที่นี้ เพราะในโครงการมีคู่มือผลิตทุเรียนคุณภาพและสมุดตรวจแปลง ซึ่งเป็นเรื่องที่พิเศษมาก เพราะหากทำตามคู่มือการผลิตและมีการบันทึกติดตามการผลิตอย่างเข้มงวดจริงจัง ผลทุเรียนที่ได้จะมีคุณภาพที่ดีมาก เพราะในคู่มือมีแม้แต่การกำหนดระยะเวลาตัดทุเรียน โดยพิจารณาที่ระดับความหวานของทุเรียน ซึ่งจะเป็นจุดเด่นในการสร้างมาตรฐานที่มีความพิเศษ ต่างจากแหล่งอื่น ๆ ที่บริษัทเคยรับซื้อมา

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า “โครงการทุเรียนคุณภาพปีนี้ ดำเนินการเป็นปีที่สองแล้ว เพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขาดโอกาส ความรู้ และทุนในการผลิตและจำหน่ายทุเรียน ปิดทองหลังพระฯ จึงบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีภาครัฐ เอกชนและประชาชน สนับสนุนองค์ความรู้ในการบำรุงดูแลต้น สนับสนุนระบบน้ำเข้าแปลง  และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ในรูปแบบยืมก่อนจ่ายทีหลัง รวมทั้งมีการคัดเลือก ‘อาสาทุเรียน’  91 คน จากเกษตรกรในพื้นที่ไปฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียง ต.วังหว้า อ.แกลง จ.ระยอง ตั้งแต่การบำรุงดูแลต้น การป้องกันโรคและศัตรูพืช ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อนำความรู้กลับมาแนะนำเกษตรกรรายอื่นต่อไป

“ในปีนี้ สามารถขยายผลการดำเนินการไปยังสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น จำนวน  664 ราย พื้นที่ 1,125 ไร่ จำนวนทุเรียนรวม 22,508 ต้น ซึ่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ในกลางเดือนกรกฏาคม 2562 นี้ มีการคาดการณ์ผลผลิตว่าจะมีประมาณ 2,500 ตัน คาดว่าจะสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมกันไม่น้อยกว่า 160 ล้านบาท”

รองอธิบดีกรมการข้าวแนะ กข.43 กินแล้วดีอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378687

รองอธิบดีกรมการข้าวแนะ กข.43 กินแล้วดีอย่างไร

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 – 15:00 น.
ข้าวกข43
เปิดอ่าน 724 ครั้ง

รองอธิบดีกรมการข้าวแนะ กข.43 กินแล้วดีอย่างไร 

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าวเผยข้อดีของ”ข้าว กข.43″ ข้าวดัชนีน้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำนั้นดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค เนื่องจากว่า ข้าวที่ให้น้ำตาลปานกลางค่อนข้างต่ำนั้น ร่างกายจะเปลี่ยนแป้งในข้าวให้กลายเป็นน้ำตาลได้ช้าลง ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มในระดับที่พอเหมาะ ไม่เพิ่มเร็วจนเกินไป จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเบาหวาน และผู้ที่ต้องควบคุมน้ำตาลเป็นพิเศษ รวมถึงผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และคนที่รักสุขภาพ

ซึ่งปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าคนไทย ห่วงใยและใส่ใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น นอกจากจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการออกกำลังกายแล้ว เรื่องของการเลือกรับประทานข้าว ก็เป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักที่เราต้องรับประทานอยู่เป็นประจำ ซึ่งข้าว กข.43 ในข้าวขัดขาวนั้น มีค่าดัชนี้น้ำตาลอยู่ที่ 57.5 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำและนอกจากคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นที่ถูกอกถูกใจคนรักสุขภาพแล้ว ข้าว กข.43 เมื่อหุงสุกแล้วยังเป็นข้าวที่ให้ความนุ่ม เหนียว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายกับข้าวหอมมะลิอีกด้วย

รองอธิบดีกรมการข้าวเผยต่อว่าจากการศึกษาวิจัยของกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษาและใช้ประโยชน์จากพันธุ์ข้าวในเชิงสุขภาพ โดยคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ปลูกในประเทศไทยมากกว่า 100 พันธุ์ พบว่า ข้าวเจ้าพันธุ์ กข.43 ให้ปริมาณน้ำตาลกลูโคสต่ำกว่าข้าวอมิโลสต่ำชนิดอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ในมนุษย์จากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีที่พบว่าข้าวพันธุ์ กข.43 มีค่าดัชนีน้ำตาลในข้าวขาวน้อยกว่าข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และมีค่าใกล้เคียงกับข้าวพันธุ์หอมกระดังงา ซึ่งเป็นข้าวอมิโลสสูง

​ “พ.ร.บ.​ ส่งเสริม​เกษตร​พันธสัญญา”เพื่อปฏิรูป​​เกษตร​กรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378620

​ “พ.ร.บ.​ ส่งเสริม​เกษตร​พันธสัญญา”เพื่อปฏิรูป​​เกษตร​กรรม

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 – 10:30 น.
กฤษฎา บุญราช
เปิดอ่าน 690 ครั้ง

​ “พ.ร.บ.​ ส่งเสริม​เกษตร​พันธสัญญา”เพื่อปฏิรูป​​เกษตร​กรรม

“กฤษฎา” ชูกฎหมายใหม่ซึ่งกระทรวง​เกษตร​ฯ​เริ่มใช้เมื่อ 2 ปีก่อน​ ​”พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560″ ที่รัฐบาล​คสช.​ ทำเพื่อปฏิรูป​ภาค​เกษตร​กรรม​ของ​ไทย​ ซึ่ง​มีสาระสำคัญคือ ให้ผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรเข้ารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกร​โดยตรง กำหนดให้ทำสัญญาปริมาณการรับซื้อและรับประกันราคา นับเป็นระบบเกษตรกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกรมีผู้รับซื้อผลผลิตแน่นอน ตามราคาที่ตกลงกัน ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถจัดหาผลผลิตทางการเกษตรได้ตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ​ล่าสุดมีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียนธุรกิจเกษตรพันธสัญญาแล้วกว่า 200 ราย

          นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้มีเกษตรกรและผู้ประกอบการสนใจทำเกษตรระบบพันธสัญญาเพิ่มมากขึ้น จากที่กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนตามพ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ตั้งแต่ 27 พ.ย. 2560 จนถึงปัจจุบัน (ก.ค. 62) การรับแจ้งการประกอบธุรกิจนั้น

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการมาแจ้งประกอบธุรกิจแล้ว 225 ราย ยืนยันการรับแจ้งและขึ้นทะเบียนแล้ว 214 ราย​ ประกอบด้วย ด้านพืช 160 ราย ด้านปศุสัตว์ 39 ราย ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 ราย ด้านปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย ด้านพืช ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย ด้านพืชและด้านปศุสัตว์ 2 ราย และมีส่วนที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐาน 11 ราย

รัฐมนตรีเกษตรฯกล่าวว่า วิถีการทำเกษตรกรรมในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้เปลี่ยนรูปแบบไป เนื่องจากประชากรโลกเพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการอาหาร (Demand) เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพัฒนาการด้านเทคโนโลยีสูงขึ้​นทำให้โครงสร้างการผลิตทางการเกษตรเปลี่ยนไป ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนมากขึ้นเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตและคุณภาพผลผลิต (Supply) รวมทั้งทำให้มีความแน่นอนทางด้านราคาด้วย จากเดิมเกษตรกรใช้ระบบการผลิตแบบครัวเรือนหรือในฟาร์มขนาดเล็กซึ่งต้นทุนการผลิตสูง เผชิญกับความเสี่ยงด้านรายได้ที่ไม่แน่นอน

ขณะที่กลุ่มบริษัทธุรกิจการเกษตรที่เดิมเป็น “คนกลาง” นั้นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรวบรวมสินค้าเกษตรและส่งออกแล้ว แต่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของโลกข้างต้นทำให้การผลิตภาคการเกษตร
ปรับกระบวนการเป็น “อุตสาหกรรมการเกษตร” คือ เน้นการผลิตในปริมาณที่มากขึ้น นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในผลิตและการจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ เช่น ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงของเกษตรกร เพิ่มมูลค่าของผลผลิต จนเกิดความสัมพันธ์แบบใหม่ในห่วงโซ่การผลิตที่เน้นการรวมตัวและกำกับดูแลซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจำหน่ายปัจจัยการผลิต การแปรรูป กระทั่งการส่งออก ที่เรียกว่า“ระบบเกษตรพันธสัญญา” (Contract Farming)

ทั้งนี้พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 เป็นกฎหมายใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการทำการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญา โดยวางหลักเกณฑ์และมาตรการในการกำกับดูแลการทำสัญญาระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย สำหรับเกษตรกรจะได้รับประโยชน์หลายประการคือ  สามารถตรวจสอบทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจากกระทรวงเกษตรฯ ได้ก่อนทำสัญญา พ.ร.บ. ดังกล่าวยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดส่งเอกสารสำหรับการชี้ชวนและร่างสัญญาให้เกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลและรายละเอียดสำคัญที่จำเป็นก่อนตัดสินใจทำสัญญา นอกจากนี้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดส่งสำเนาเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้ กระทรวงเกษตรฯ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรในการทำสัญญาและป้องกันการโฆษณาชวนเชื่อและชี้ชวนเกินจริงในหนังสือสัญญาต้องกำหนดระยะเวลาการทำสัญญาให้สอดคล้องกับระยะเวลาคืนทุน ระบุวิธีการคำนวณราคาวัตถุดิบและผลผลิต และใช้ราคา ณ วัน เวลา วันและสถานที่ใดในการส่งมอบ ข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามสัญญากรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ใครเป็นผู้รับความเสี่ยงภัย การเยียวยาความเสียหาย สิทธิการบอกเลิกสัญญา
และที่สำคัญคือ ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจะไม่สามารถใช้บังคับได้

สำหรับฝ่ายผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรคู่สัญญาจะได้รับผลผลิตทางการเกษตรในปริมาณและได้คุณภาพที่ตกลงกัน ตามเวลาที่กำหนดในสัญญา ดังเช่น บริษัท อีส เวส์ ซีด (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตราศรแดง มีเกษตรกรคู่สัญญา 25,000 ราย พื้นที่ 13,000 ไร่ใน 20 จังหวัดทุกภาค เมื่อบริษัทเข้าไปส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตแก่เกษตรกรทำให้บริษัทได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้านบริษัท โดล ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลไม้กระป๋องต้องการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และระยองปีละ 200,000 ตัน เมื่อเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาแล้ว ทางบริษัทได้รับผลไม้คุณภาพดีและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรได้ตรงกับตารางการผลิตของโรงงานผลไม้กระป๋อง ส่วนบริษัท ราชสีมา กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัดซึ่งผลิตแป้งมันสำปะหลัง เมื่อเข้าไปส่งเสริมปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยแก่เกษตรกรทำให้ได้หัวมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้งสูงตามต้องการ อีกทั้งมีปริมาณเพียงพอที่จะป้อนโรงงานที่ต้องการหัวมันสำปะหลังสด 1,200 ตันต่อวัน เพื่อให้ได้แป้งมันดิบ 350 ตัน เป็นต้น

“กรณีเกิดข้อพิพาท ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา กฎหมายระบบเกษตรพันธสัญญากำหนดให้คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อน โดยมีคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งกำหนดมาตรการคุ้มครองระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยห้ามมิให้คู่สัญญา ชะลอ ระงับ หรือยุติการปฏิบัติตามสัญญาในระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หากการไกล่เกลี่ยไม่ประสบผลให้นำคดีไปสู่การพิจารณาของศาลต่อไป ที่ผ่านมาได้ไกล่เกลี่ยและยุติข้อพิพาท โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว 2 เรื่องใน 2 จังหวัดและอยู่ระหว่างดำเนินการ 1 เรื่องใน 16 จังหวัด ซึ่งการทำเกษตรระบบนี้เป็นการสร้างกระบวนการพัฒนาการผลิตร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ ทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อีกทั้งนำไปสู่การสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้​การทำระบบเกษตรพันธสัญญาเกิดขึ้นมานาน ขณะนี้มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาได้แก่สหรัฐอเมริกา  ละตินอเมริกา ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา สำหรับผลผลิตทางการเกษตรในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาเช่น ฟาร์มโคนม สัตว์ปีก และอ้อยในเยอรมนี ผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อในญี่ปุ่น ปัจจุบันธุรกิจแปรรูปอาหารที่มาจากระบบเกษตรพันธสัญญาอยู่ระหว่างร้อยละ 60-85 ของธุรกิจทางการเกษตรในสาธารณรัฐเชคโกสโลวาเกีย
และฮังการี นอกจากนี้ในจอร์เจีย เอมมาเนีย ยูเครน และรัสเซีย โดยระบบเกษตรพันธสัญญาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการผลิตผลไม้ พืชไร่ ยางพารา อ้อย ปศุสัตว์ และประมง ทั้งเป็นทุนที่ดำเนินการมาจากภายในประเทศและต่างประเทศหรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment)
รัฐมนตรีเกษตรฯ​ ย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมาแม้ประเทศต่างๆ จะมีประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบจากการทำระบบเกษตรพันธสัญญา แต่กระทรวงเกษตรฯ ได้นำระบบการทำเกษตรพันธสัญญามาใช้ในไทย โดยมี​ “พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560” ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากำกับดูแลอย่างครบวงจรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าเกษตรได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

กรมหมอดินเตือนเกษตรกร ระวังดินชะล้างพังทลายจากพายุมูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378452

กรมหมอดินเตือนเกษตรกร ระวังดินชะล้างพังทลายจากพายุมูน

วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 – 20:13 น.
กรมพัฒนาที่ดิน
เปิดอ่าน 863 ครั้ง

กรมหมอดินเตือนเกษตรกร ระวังดินชะล้างพังทลายจากพายุมูน

จากอิทธิพลของพายุมูนทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วทั้งประเทศส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม ในแง่บวกทำให้มีน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น  และแง่ลบอาจทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินหรือน้ำท่วมขังได้

               นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ขณะนี้ได้แจ้งให้พี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุมูนระวังเรื่องการชะล้างพังทลายของดินโดยเฉพาะบริเวณที่ดอนมีความลาดชัน ที่ปลูกพืชไร่หรือไม้ผล สำหรับที่ลุ่มทั่วไปส่วนใหญ่เป็นที่นาควรใช้โอกาสนี้เก็บกักน้ำไว้ในนาหรือสระน้ำประจำไร่นาให้มากที่สุด ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังควรดูแลไม่ให้มีสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ และรีบเคลื่อนย้ายเครื่องมือทางการเกษตรขึ้นไว้ในที่ปลอดภัย

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวอีกว่า สำหรับฝนที่ตกลงมาแนะนำให้เกษตรกรจัดการเก็บน้ำไว้ในสระน้ำประจำไร่นาหรือที่เรียกว่าสระจิ๋ว ก็จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อไป ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนให้เกษตรกรขุดบ่อน้ำประจำไร่นา ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร มากกว่า 44,000 สระน้ำ โดยดำเนินการขุดในฤดูแล้งที่ผ่านมา เกษตรกรควรถือโอกาสนี้ดูแลการเบนน้ำลงสระ และป้องกันไม่ให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินขอบสระด้วย

โดยฝนที่เกิดจากอิทธิพลของพายุมูนจะมีปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น ทำให้เกิดการไหลของน้ำในแปลงเกษตรจากที่สูงสู่ที่ต่ำ มีผลให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูปลูก ที่ใบของพืชยังไม่ปกคลุมดินทั่วแปลง เม็ดฝนตกลงกระทบผิวดินโดยตรง เป็นตัวเร่งให้เกิดการชะล้างของดินมากยิ่งขึ้น การใช้เศษซากพืช เช่น ฟางข้าว ใบไม้ มาคลุมผิวดินไว้จะช่วยป้องกันการชะล้างได้ดี การปลูกหญ้าแฝกก็เป็นวิธีการหนึ่งเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การปลูกพืช
ตามแนวระดับและมีทางเบนน้ำออกจากแปลงสู่สระเก็บกักน้ำที่ถูกต้องก็ช่วยลดปัญหาการชะล้างของดินในพื้นที่ลาดชันได้ โดยจังหวัดที่มีโอกาสเกิดปัญหาในครั้งนี้ ได้แก่ เพชรบูรณ์ ตาก ในภาคเหนือ นครพนม อุบลราชธานี นครราชสีมา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ตราด ในภาคตะวันออก ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก สระบุรี ในภาคกลาง และนครศรีธรรมราช ในภาคใต้

“ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดคอยดูแลช่วยแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน จากน้ำท่วมหรือการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรง และเชิญชวนหมอดินอาสา เกษตรกร และประชาชนทั่วไปร่วมกันปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายและรักษาหน้าดิน ชะลอการไหลของน้ำในพื้นที่เกษตรไม่ให้เกิดการกัดเซาะและช่วยเก็บรักษาน้ำไว้ในดิน สำหรับเกษตรกรและประชาชนที่ประสงค์จะได้พันธุ์หญ้าแฝกไปปลูกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินสามารถติดต่อได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

อธิบดีพด. ลงพื้นที่มอบบัตรดินดีให้เกษตรกร2จังหวัดอีสานใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378451

อธิบดีพด. ลงพื้นที่มอบบัตรดินดีให้เกษตรกร2จังหวัดอีสานใต้

วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 – 20:06 น.
กรมพัฒนาที่ดิน
เปิดอ่าน 782 ครั้ง

อธิบดีพด. ลงพื้นที่มอบบัตรดินดีให้เกษตรกร2จังหวัดอีสานใต้

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน นำคณะลงพื้นที่แปลงเกษตรกรนางประกาย สิทธิศรีจันทร์ บ้านหัวฝาย ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง กลุ่มวิสาหกิจข้าวอินทรีย์บ้านสวายสอ หมู่ 7 ต.สะแกโพรง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ และกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ จำกัด ของนางหอม งามเลิศ หมู่ 5 บ้านโคกอาวง ต.ตระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อมอบบัตรดินดี (ID Din Dee)ให้แก่เกษตรกร

   

พร้อมชี้แจงสิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากบัตร วิธีการใช้บัตร และสร้างเครือข่ายการใช้บัตร เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มการจัดการดินให้ปลูกพืชได้ รวมทั้งสร้างการประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ พืช สัตว์ ประมง ปลูกไม้ยืนต้น สร้างป่าสร้างรายได้

นางสาวเบญจพรกล่าวว่า สภาพการณ์การเกษตรปัจจุบัน เกษตรกรสนใจแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่ง ปรับเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวทำเกษตรผสมผสาน มาเป็นพืชอาหารไม้ยืนต้นมีค่า และเกษตรกรต้องการรับรู้และเข้าใจการจัดการดินมากขึ้น เพื่อใช้ที่ดินแบบประณีต ได้รับผลตอบแทนสูง บัตรดินดี จะเป็นประตูเข้าสู่การรับข้อมูลข่าวสารการพัฒนาที่ดินและดูแลดิน ผ่านคิวอาร์โค๊ด รวมทั้งการยื่นบัตรรับบริการวิชาการ ปัจจัยสนับสนุนสร้างความอุดมสมบูรณ์จากหน่วยงานกรมพัฒนาที่ดิน

กรมพัฒนาที่ดินมอบบัตรดินดีแก่เกษตรกร 1 แสนราย เป้าหมายให้เกษตรกรเข้าใจดินและใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า มีอาหารสำหรับครอบครัว และรายได้ด้านเกษตรกรรมที่มั่นคงการใช้ที่ดินมีความยั่งยืนตลอดไป

“พิเชษฐ์”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงสีกลุ่มเกษตรกรทำนาประเคียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378303

“พิเชษฐ์”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงสีกลุ่มเกษตรกรทำนาประเคียบ

วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 – 20:47 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 797 ครั้ง

“พิเชษฐ์”ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงสีกลุ่มเกษตรกรทำนาประเคียบ

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 นายพิเชษฐ์   วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายพีรพนธ์  กิจโกศล ผู้ตรวจราชการกรม เขตตรวจราชการที่ 13,14 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงสีข้าวกลุ่มเกษตรกรทำนาประเคียบ ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีนายเผด็จ ลิ้มอุบัติตระกูล ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ และคณะให้การต้อนรับ

โรงสีข้าวกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบได้รับเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 จำนวน 16,272,000 บาท กลุ่มเกษตรกรสมทบ จำนวน 1,808,000 บาท เพื่อจัดหาอุปกรณ์ในการดำเนินงาน ดังนี้ โรงสีข้าว ขนาด 24 ตัน/วัน พร้อมอุปกรณ์และโรงเรือน จำนวน 1 แห่ง, เครื่องยิงสี ขนาด 130 ช่อง จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องซีลสูญญากาศ ขนาด 1 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องชั่งและบรรจุ กึ่งอัตโนมัติ ขนาด 15 – 50 กิโลกรัม จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งกลุ่มเกษตรกรได้กำหนดแผนการดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือก จำนวน 2,000 ตัน เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่าย เบื้องต้นขณะนี้ทางบริษัทการบินไทย จำกัด ได้สั่งซื้อข้าวสารของกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบแล้วจำนวนกว่า 100 ตัน
กลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ ปัจจุบันมีสมาชิก 405 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักทำนา โดยดำเนินธุรกิจสินเชื่อ, ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เช่น ปุ๋ย, ธุรกิจรวบรวมผลผลิต รวบรวมข้าวเปลือกเพื่อการแปรรูป, ธุรกิจแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรและผลิตสินค้า ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยกลุ่มสหกรณ์ได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายข้าวเปลือกกับสหกรณ์การเกษตรที่รวบรวมข้าวเปลือกในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด สหกรณ์การเกษตรพุทไธสง จำกัด สหกรณ์การเกษตรนาโพธิ์ จำกัด กลุ่มนาแปลงใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียง และการเชื่อมโยงเครือข่ายข้าวสารกับกลุ่มเลี้ยงโคเนื้อวากิลบุรีรัมย์, สหกรณ์การเกษตรนาโพธิ์ จำกัด

     ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้คำแนะนำให้มีการวางแผนการผลิตทั้งปีอย่างเป็นระบบ การหาตลาดรองรับผลผลิต การเชื่อมโยงเครือข่ายกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ และการปรับปรุงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เป็นที่น่าสนใจ เพื่อยกระดับสินค้าของกลุ่มเกษตรกรเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอีกด้วย

อ่างฯ พร้อมรับน้ำ สทนช.ประเมินพายุ “มูน”ไม่น่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378251

อ่างฯ พร้อมรับน้ำ สทนช.ประเมินพายุ “มูน”ไม่น่าห่วง

วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 – 16:36 น.
สทนช
เปิดอ่าน 699 ครั้ง

อ่างฯ พร้อมรับน้ำ สทนช.ประเมินพายุ “มูน”ไม่น่าห่วง

สทนช. หารือหน่วยเกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์พายุ “มูน”ส่งผลดีเติมน้ำในแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ-อีสานเพิ่มขึ้นหลังเขื่อนทั้งประเทศขนาดใหญ่-กลางน้ำน้อยกว่า 30% ยังมีกว่า 144 แห่ง ยังเดินหน้าเร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกแห่ง พร้อมคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เหตุฝนส่อทิ้งช่วง 5 – 15 ก.ค.นี้ โดยกำหนดเกณฑ์ติดตามฝนตกน้อยใน 15 วัน น้อยกว่า 30 มม. เพื่อชี้พิกัดให้ความช่วยเหลือ

นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เผยว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามสถานการณ์อากาศ ฝน และปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อประเมินสถานการณ์และมาตรการรองรับ โดยพบว่า ขณะนี้พายุโซนร้อน “มูน” (Mun) บริเวณอ่าวตังเกี๋ย เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามแล้ว คาดว่าพายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับในระยะต่อไป แต่ยังคงส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักบางแห่งกับมีลมแรง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

ซึ่งจากการติดตามปริมาณฝนสะสม 3 วัน พบว่ามีปริมาณฝนสะสมสูงสุด บริเวณ  อ.คลองใหญ่ จ.ตราด อ.เมือง จ.นครพนม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ โดยได้มีการแจ้งเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและดินโคลนถล่ม บริเวณ จ.พิษณุโลก 1 หมู่บ้าน จ.เพชรบูรณ์ 18 หมู่บ้าน และเตรียมพร้อม 4 หมู่บ้าน จ.เพชรบุรี 5 หมู่บ้าน ส่วนการคาดการณ์ฝนตกหนักวันนี้(4ก.ค.62) บริเวณ จ.น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ตาก เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา กาญจนบุรี ราชบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี จันทบุรี และจ.ตราด และพรุ่งนี้(5ก.ค.62) บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดการณ์มีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ตาก เลย กาญจนบุรี จันทบุรี และจ.ตราด

“จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน“มูน” พบว่า เป็นผลดีในหลายพื้นที่ ทั้งที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำในไร่นาของเกษตรกรที่มีปริมาณน้ำน้อย ขณะเดียวกันยังส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเพิ่มขึ้น รวมทั้งสิ้น 243 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งมีถึง 207 ล้าน ลบ.ม. ไหลลงแหล่งน้ำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะอ่างฯ ในพื้นที่ภาคเหนือ 5 แห่ง จากทั้งหมด 9 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนแควน้อยฯ และเขื่อนภูมิพล

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น 8 แห่ง จากทั้งหมด 13 แห่ง ได้แก่ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว เขื่อนสิรินธร และเขื่อนลำตำคอง ซึ่งจากการวิเคราะห์สถานการณ์ สามารถประเมินได้ว่า ปริมาณน้ำทั้งหมดจากอิทธิพลของพายุลูกนี้จะมีไม่ถึง 300 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยายังได้คาดการณ์อีกว่า หลังจากวันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 ก.ค. ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุใดๆ ว่าจะมีพายุเข้ามาอีก จะมีเฉพาะลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เท่านั้น” นายสมเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำปัจจุบันในภาพรวม ยังไม่เป็นที่น่ากังวล เนื่องจากอ่างฯ หลายแห่งยังมีปริมาณน้ำน้อย จึงมีความสามารถในการรองรับน้ำฝนในฤดูฝนปี 2562 นี้ได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่น้ำน้อยกว่า 30% มีจำนวน 16 แห่ง และมีมากกว่า 30% แต่ไม่ถึง 60 % จำนวน 19 แห่ง มีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ปริมาณน้ำมากกว่า 60% แต่ไม่ถึง 80% ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลาง จากจำนวนแหล่งน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด 38 แห่ง อ่างฯ ขนาดกลาง  ปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 128 แห่ง ซึ่งสทนช.ได้ประสานให้หน่วยงานรับผิดขอบแหล่งน้ำต่างๆ ยังต้องเร่งเก็บกักน้ำให้มากที่สุดในช่วงฤดูฝนนี้ เพื่อให้เพียงพอกับน้ำต้นทุนในฤดูแล้งในปีถัดไป เนื่องจากยังไม่มีแหล่งเก็บน้ำใดที่จำเป็นต้องเร่งการระบายน้ำ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้มีการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ทิ้งช่วงในระหว่างวันที่ 5 – 15 กรกฏาคมนี้ ซึ่งจะเป็นช่วงที่ประเทศไทยตนบนมีฝนน้อยทั้งปริมาณและการกระจายตัวของฝน ดังนั้น สทนช.จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ปริมาณฝนสะสมที่ตกติดต่อกัน 15 วัน ปริมาณฝนน้อยกว่า 30 มิลลิเมตร เพื่อให้ได้พื้นที่ที่แม่นยำชัดเจนที่อาจจะเสี่ยงกับภาวะขาดแคลนน้ำที่จะกระทบกับการอุปโภค – บริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ จะนำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงเบื้องต้นให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรต่อไป พร้อมทั้ง สทนช.ยังได้มีการวิเคราะห์ ติดตาม ปริมาณฝนและน้ำไหลเข้าอ่างฯ (Inflow) ล่วงหน้า 7 วัน เพื่อคาดการณ์ทั้งแนวโน้มปริมาณน้ำทั้งในกรณีน้ำน้อยหรือน้ำมาก นำไปสู่การดำเนินการประสานหรือการแจ้งเตือนหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อการบริหารจัดการน้ำของทุกหน่วยงานด้านน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ และป้องกันผลกระทบล่วงหน้าด้วย

แจ้งเตือนเกษตรกร-ผู้ส่งออกเฝ้าระวัง “ด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378242

แจ้งเตือนเกษตรกร-ผู้ส่งออกเฝ้าระวัง “ด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง”

วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 – 16:25 น.
ด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง
เปิดอ่าน 1,091 ครั้ง

แจ้งเตือนเกษตรกร-ผู้ส่งออกเฝ้าระวัง “ด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง”

กรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งเตือนเกษตรกรและผู้ส่งออกระวังศัตรูมะม่วง “ด้วงงวงเจาะเมล็ด” เผยพบด้วงชนิดนี้โผล่ไปเกาหลีใต้ หวั่นกระทบตลาดส่งออกมะม่วงไทย เน้นคัดผลผลิตจากสวนที่ได้มาตรฐานตามหลัก GAP

                 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ขณะนี้พบด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วง : Sternochetus olivieri (Faust) ซึ่งเป็นแมลงปีกแข็งที่เข้าทำลายกัดกินเมล็ดภายในผลมะม่วง และเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกมะม่วงไปยังประเทศเกาหลีใต้ ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2561 – 26 มิถุนายน 2562 รวม 12 ครั้ง สร้างความเสียหายมากกว่า 10 ล้านบาท

โดยขณะนี้เกาหลีใต้ยังไม่มีมาตรการรุนแรงเพื่อหยุดยั้งการนำเข้า แต่ได้รอดูท่าทีการแก้ไขและปฏิบัติเพื่อควบคุมการระบาดของด้วงงวงดังกล่าว ดังนั้น ประเทศไทยทุกภาคส่วน ทั้งเกษตรกร ผู้ส่งออก ภาครัฐ จึงจำเป็นต้องเข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน เอาจริงเอาจัง เพื่อให้ปัญหาด้วงงวงเจาะเมล็ดมะม่วงอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ เนื่องจากตลาดเกาหลีใต้ถือเป็นตลาดส่งออกมะม่วงที่สำคัญของไทยในขณะนี้ และมีปริมาณการส่งออกสูงสุดถึง 10,247,991 กิโลกรัม หากตลาดส่งออกที่เกาหลีใต้สะดุดหรือหยุดลงก็อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเป็นอย่างมาก กว่าจะกู้สถานการณ์ส่งออกให้กลับมาเหมือนเดิมคงต้องใช้เวลานาน

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ส่งออกให้ตระหนักและเอาจริงเอาจังต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดย 1. ผู้ส่งออกต้องซื้อมะม่วงจากเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง GAP เท่านั้น 2. เกษตรกรต้องดำเนินการผลิตตามแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม GAP เน้นการป้องกันและควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดที่ถูกต้อง
ลักษณะของด้วงงวงเจาะเมล็ด เป็นด้วงงวงปีกแข็งขนาดลำตัวกว้าง 5 มิลลิเมตร ยาว 8 มิลลิเมตร ตัวสีน้ำตาล ตัวหนอนจนถึงตัวแก่กัดกินเมล็ดมะม่วงภายในผล และเจาะออกมาภายนอกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง การเข้าทำลายด้วงงวงจะออกไข่ครั้งละ 8 – 10 ฟอง ช่วงมะม่วงติดผลอ่อน ตัวหนอนขนาด 1 มิลลิเมตร จะเจาะเข้าไปในผลทะลุเข้าไปในเมล็ดกัดกินเนื้อเมล็ดเป็นตัวหนอนขนาด 5 มิลลิเมตร อายุ 30 วัน แล้วเข้าสู่ดักแด้ขนาดกว้าง 5 มิลลิเมตร ยาว 8 มิลลิเมตร พักตัว 30 – 45 วัน และฟักเป็นตัวแก่ขนาดกว้าง 5 มิลลิเมตร ยาว 8 มิลลิเมตร เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมจะออกสู่ภายนอกหรืออาศัยกัดกินผลมะม่วงสุก เน่า หรืออินทรียวัตถุ และอาศัยตามดิน หรือรอยแตกของต้นมะม่วง และเมื่อมะม่วงติดผลใหม่ด้วงตัวแก่จะออกมาวางไข่อีกครั้งเป็นวัฏจักรอย่างนี้ต่อไป
การระบาดและแพร่กระจาย โดยปกติตัวด้วงจะเคลื่อนที่ช้า บินไปได้ไม่ไกล หากในแปลงปลูกมีการแพร่กระจายในระยะใกล้ ๆ หากไม่มีปัจจัยอื่นสนับสนุน เช่น ลมพัดพาไป การเคลื่อนย้ายผลผลิตไปแหล่งอื่น ๆ การนำมะม่วงไปแปรรูปแล้วทิ้งเมล็ดไว้ โดยไม่มีการควบคุมและกำจัดจากโรงงานแปรรูป – ร้านเพาะชำกล้ามะม่วงไม่ควบคุมกำจัดศัตรูด้วงงวง จะทำให้ปริมาณสะสมและย้อนกลับมาระบาดต่อไปโดยไม่สิ้นสุด

สำหรับการป้องกันและกำจัด 1. วิธีเขตกรรม ในสภาพแปลงปลูกให้ดูแลเก็บผลมะม่วงสุกที่ถูกด้วงเข้าทำลายหรือเผาทิ้ง ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง กำจัดวัชพืช พร้อมพรวนดินบริเวณทรงพุ่ม และหมั่นทำความสะอาดแปลงเสมอ 2) ทางเคมี พ่นสารเคมีอิมิดาคลอพริด อัตราส่วน 5 – 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร และแลมป์ด้าไซฮาโลทริน อัตราส่วน 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์พริด 5.85 อัตราส่วน 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารจับใบ พ่น ล้างต้นและลงดินเพื่อฆ่าตัวแก่ ในระยะมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อควบคุมเพลี้ยไฟ ราแอนแทรคโนส สารควบคุมเพลี้ยไฟ ควรใช้สารเคมีแลมป์ด้าไซฮาโลทริน หรืออิมิดาคลอพริด (สลับกันไปเพื่อป้องกันแมลงดื้อยา) ทุก ๆ 7 – 10 วัน ยกเว้นช่วงดอกบาน และทำการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชต่อไป ส่วนการดูแลต้องดำเนินการต่อไป

โดยเฉพาะด้วงงวงเจาะเมล็ด ให้ฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มอิมิดาคลอพริด และแลมป์ด้าไซฮาโลทรินอัตราข้างต้น โดยเฉพาะระยะมะม่วงติดผลเล็ก ขนาดเมล็ดถั่วเขียวจนถึงระยะห่อผล สามารถควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดได้แน่นอน 3) การควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดนอกแปลงปลูก เมล็ดมะม่วงที่โรงงานนำมาแปรรูปแล้วควรควบคุมด้วงงวงเจาะเมล็ดด้วยการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูมะม่วง (กลุ่มอิมิดาคลอพริด หรือแลมป์ด้าไซฮาโลทริน เก็บไว้ในโรงที่ทำด้วยมุ้งลวดกันแมลงแพร่กระจาย

สำหรับผู้ที่นำเมล็ดมะม่วงจากโรงงานมาทำการแกะเมล็ดเพาะเป็นกล้า ต้องชุบเมล็ดด้วยสารเคมีอิมิดาคลอพริด 5 – 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแลมป์ด้าไซฮาโลทริน 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์บาริล 30 – 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ประมาณ 25 นาที หรือถ้าเป็นเมล็ดที่แกะแล้วควรฉีดพ่นทำลายแมลงตัวแก่ที่เมล็ด เพื่อเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดต่อไป 4) สำหรับการแก้ปัญหาการส่งออก ผู้ส่งออกต้องตระหนักและให้ความร่วมมือซื้อมะม่วงจากเกษตรกรที่ได้รับการรับรอง GAP เท่านั้น เพื่อลดปัญหาด้วงงวงเจาะเมล็ดกับมะม่วงที่ส่งออกไปยังปลายทาง และขอความร่วมมืออย่านำใบรับรอง GAP ของสวนอื่นไปสวมสิทธิ์ เพื่อซื้อขายส่งออก ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรจะมีมาตรการสุ่มตัวอย่างก่อนอบไอน้ำเข้มข้นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมาตรการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์ให้รัดกุมมากขึ้น

รองอธิบดีกรมส่งเสริมฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์แปรรูปข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/378232

รองอธิบดีกรมส่งเสริมฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์แปรรูปข้าว

วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 – 15:31 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 568 ครั้ง

รองอธิบดีกรมส่งเสริมฯลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์แปรรูปข้าว

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยนางสาวเยาวรัตน์  เรืองสาตรา สหกรณ์จังหวัดอุทัยธานี และคณะ ลงพื้นที่สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปข้าวของสหกรณ์

โดยสหกรณ์ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเป็นหลัก มีสัดส่วนธุรกิจมากกว่าร้อยละ 86 ของธุรกิจทั้งหมด สหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิก 1,400 คน ได้กว่า 10,000 ตันต่อปี และสหกรณ์ยังมีแผนพัฒนาเพื่อการส่งออกข้าว เพื่อให้สามารถรองรับการรวมและแปรรูปผลผลิตของเกษตรกรสมาชิก พร้อมทั้งพัฒนาความรู้เพิ่มทักษะด้านการเกษตรให้กับสมาชิก โดยมีเป้าหมายสร้างต้นแบบให้เป็นองค์กรภาคเกษตรที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐได้ครบทั้งวงจร และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ก้าวเป็นผู้ส่งออกได้

ในขณะเดียวกันสหกรณ์มีพันธมิตรภาคเอกชนที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยแลกเปลี่ยนแนวคิดการดำเนินธุรกิจ แนะนำแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวสู่มาตรฐานสากล ระบบการจัดการข้าวรวมถึงความปลอดภัยกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ข้าวของสหกรณ์มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

รองอธิบดีฯ ได้ให้แนวทางการพัฒนาคุณภาพข้าวของสหกรณ์โดยให้บูรณาการร่วมกับภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความรู้และพัฒนาสมาชิกตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำให้มีประสิทธิภาพ เน้นลดต้นทุน ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จำหน่ายได้ราคาที่เป็นธรรม สร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิกสหกรณ์ รวมถึงการขยายตลาดเชื่อมโยงกับผู้ซื้อโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และมุ่งเพิ่มขีดความสามารถให้สหกรณ์เป็นผู้ส่งออกข้าวได้เองในอนาคต