นายกฯหมูวอนหยุดข่าวลือ ASF ทำเกษตรกรตระหนก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/380174

นายกฯหมูวอนหยุดข่าวลือ ASF ทำเกษตรกรตระหนก

วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 – 07:01 น.
นายสุรชัย สุทธิธรรม
เปิดอ่าน 853 ครั้ง

นายกฯหมูวอนหยุดข่าวลือ ASF ทำเกษตรกรตระหนก  กระทบราคาหน้าฟาร์มตก ใกล้ต้นทุน

นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการปล่อยข่าวลือตามชายแดนไทยว่าโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ระบาดถึงไทยแล้ว ส่งผลในเชิงจิตวิทยาไปยังเกษตรกรหลายรายที่เร่งขายหมูก่อนเวลาอันควร ทำให้ระดับราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรบางรายก็เว้นวรรคไม่ลงหมูเข้าเลี้ยง เพื่อเลี่ยงที่จะเผชิญความเสี่ยง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อปริมาณผลผลิตสุกรในประเทศ

             “ระดับราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงอย่างต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์แล้ว จากราคา กก.ละ 75 บาท ไล่ลงมาที่ 71 และ 69 บาทตามลำดับ ขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 68.4 บาท ใกล้จุดขาดทุนเต็มที ซึ่งเกิดจากภาวะข่าวลือดังกล่าวที่ทำให้เกษตรกรเกิดความตื่นตระหนก เนื่องจากโรคนี้สามารถทำลายฟาร์มเลี้ยงหมูได้ทั้งฟาร์ม เกษตรกรจึงหวาดกลัวกันมาก พากันเทขายออกมาและงดลงหมูเข้าเลี้ยง”

ทั้งนี้ ขอให้ทุกฝ่ายหยุดการปล่อยข่าวลือดังกล่าว เพราะหากทำเพื่อกดราคาซื้อหมูจากเกษตรกร ถือเป็นสิ่งที่ซ้ำเติมความเดือดร้อนของเกษตรกรที่มีความกังวลอยางยิ่งกับสถานการณ์โรค ASF ที่กำลังระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งยังต้องเพิ่มการเฝ้าระวังและวางระบบป้องกันโรค ASF ขั้นสูงสุด

ปัจจุบันปริมาณสุกรยังเพียงพอต่อความต้องการบริโภค และระดับราคาขายปลีกหมูเนื้อแดง อยู่ที่ 138-140 บาท/กก. นั้นเป็นค่าการตลาดด้วย โดยในหมู 1 ตัว ราว 100 กก.จะมีส่วนที่เป็นเนื้อแดงซึ่งเป็นส่วนที่ขายได้ในราคาดีที่สุดเพียง 40 กก.เท่านั้น

นายกสมาคมหมูระบุอีกว่า และ ASF ยังไม่ได้ระบาดเข้ามาในประเทศไทย และขอให้เกษตรกรรับฟังข้อมูลจากกรมปศุสัตว์เท่านั้น อย่าหลงเชื่อข่าวลือ รวมทั้งขอให้ทุกฟาร์มปฏิบัติการตามระบบการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัดดังที่ผ่านมา พร้อมทั้งขอร้องสื่อมวลชนและผู้คนในสังคมออนไลน์ งดแชร์ภาพหมูป่วยในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อช่วยลดความตื่นตระหนกและตื่นกลัวของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคด้วย

ส.ส.เหนือ ลุ้นสภาฯ พิจารณาปัญหาภาษียาสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/379982

ส.ส.เหนือ ลุ้นสภาฯ พิจารณาปัญหาภาษียาสูบ

วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 – 18:12 น.
ยาสูบ
เปิดอ่าน 828 ครั้ง

ตั้ง กมธ. วิสามัญปัญหาสินค้าเกษตร ส.ส.เหนือ ลุ้นสภาฯ พิจารณาปัญหาภาษียาสูบ

จากกรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรระเบียบวาระด่วนเพื่อพิจารณาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำและแต่งตั้งคณะกรรมกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแก้ไขปัญหาพืชผล นั้น

ล่าสุดคณะกรรมกรรมาธิการวิสามัญ ได้มีมติเลือกนายวีระกร คำประกอบ เป็นประธานคณะกรรมการฯ พร้อมเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้าว สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ผักและผลไม้ภายใน 60 วัน แต่ไม่มียาสูบอยู่ในรายการพืชเศรษฐกิจที่ต้องนำมาหารือเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา

            ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมฯ ได้มีการพูดคุยถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ โดย สส. จากพื้นที่ปลูกยาสูบลุกขึ้นอภิปรายผลกระทบจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบจนทำให้ชาวไร่ยาสูบขาดรายได้ ต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล พรรคการเมือง และ ส.ส. ในพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ
นางสิรินทร รามสูต ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย เสนอปัญหาราคาใบยาสูบ ใบยาเส้น ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่เคยทำรายได้ให้กับชาวไร่กว่าหมื่นครอบครัวในภาคเหนือตอนบน ซึ่งปลุกยาสูบสายพันธุ์เวอร์จิเนีย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปลูกสายพันธุ์เตอร์กิช และเพชรบูรณ์และสุโขทัยเพาะปลูกยาสูบสายพันธุ์เบอร์เลย์ ว่ากระแสการรณรงค์งดสูบบุหรี่ และการขึ้นภาษีเมื่อปี 2560 ทำให้การยาสูบแห่งประเทศไทยลดการผลิตและการรับซื้อใบยาจากชาวไร่ยาสูบลง

เนื่องจากบุหรี่ซองมีราคาสูงมาก ผู้สูบบุหรี่หันไปบริโภคยาเส้นทดแทน ชาวไร่ยาสูบจำเป็นต้องยืนหยัดช่วยเหลือตัวเอง จึงหันไปปลูกยาเส้นยาซอย แต่การประกาศขึ้นภาษียาเส้น ทำให้ชาวไร่ได้รับผลกระทบอีกครั้ง เพราะผู้ประกอบการยาเส้นไม่ยอมรับซื้อใบยาและผลักภาระการจ่ายภาษีไปให้เกษตรกรชาวไร่แทน “การขึ้นภาษียาเส้นอาจมีผลกระทบกับผู้ประกอบการยาเส้นหรือผู้บริโภคบ้าง แต่ไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับผลกระทบที่เกิดกับชาวไร่ เพราะยาสูบเป็นพืชที่ไม่ได้รับการดูแลจากกระทรวงเกษตร จึงอยากฝากให้กระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ดูแลชาวไร่ยาสูบตั้งกองทุนขึ้นมาดูแลชาวไร่ และพัฒนายาสูบพันธุ์ยาสูบให้แข่งขันกับตลาดโลกได้”
ด้านดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ ส.ส.สุโขทัย พรรคพลังประชารัฐ เสนอปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่ยาสูบเช่นเดียวกัน โดยเรียกร้องให้การยาสูบแห่งประเทศไทยคงโควตารับซื้อใบยาปีนี้ไว้ ชะลอการขึ้นภาษีสรรพสามิต 40% ในปี 2563 และขอความชัดเจนในเรื่องการส่งเสริมการปลูกพืชทดแทน

สทนช.ลุยอีสานล่าง 5 จว.ลุ่มน้ำมูล ห่วงสถานการณ์น้ำน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/379641

สทนช.ลุยอีสานล่าง 5 จว.ลุ่มน้ำมูล ห่วงสถานการณ์น้ำน้อย

วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 – 14:18 น.
สทนช
เปิดอ่าน 1,014 ครั้ง

สทนช.ลุยอีสานล่าง 5 จว.ลุ่มน้ำมูล ห่วงสถานการณ์น้ำน้อย

สทนช.ลงพื้นที่อีสานล่างชงแผนด่วน เล็งดึงน้ำจากเหมืองหินเก่าผลิตน้ำประปา จ.บุรีรัมย์ลดวิกฤติขาดน้ำกินน้ำใช้ พร้อมเร่งแผนระยะกลางโครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนแม่บทน้ำฯ และงบกลาง เร่งสร้างอ่างฯ ปรับปรุงปตร. ขยายระบบประปา ขุดลอกเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บให้เห็นผลก่อนสิ้นฝน

วันที่ 15 ก.ค.62เวลา 10.00 น. นายสำเริง  แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประชุมหารือร่วมกับนายธีรวัฒน์  วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 3 และเลขานุการลุ่มน้ำมูล ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ณ ศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อหารือกับทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ประเมินสถานการณ์ฝน สถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อกำหนดแนวทางมาตรการ แผนปฏิบัติการอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค ที่ต้องเตรียมแผนรองรับในการหาแหล่งน้ำสำรองให้กับประชาชน พร้อมบูรณาการหน่วยงานเกี่ยวข้องไม่ให้ผลกระทบแล้งในช่วงฤดูฝนขยายวงกว้าง เพื่อสรุปรายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)
รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝนน้อยกว่าเกณฑ์ปกติที่เกิดขึ้น และอาจจะเกิดสถานการณ์แห้งแล้งรุนแรงมากขึ้นในอนาคต โดยได้กำชับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือให้ประชาชนได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด โดยสถานการณ์น้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะนี้ พบว่า มีปริมาณน้ำภาพรวมคิดเป็นทั้งสิ้น 4,344 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 33% โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่เฝ้าระวังน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ 28% เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ 27% เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น 24%  เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ 23% เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี 23% เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร 21% เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา 15% ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลางปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% จำนวน 97 แห่ง ขณะที่ปริมาณฝนสะสม 15 วัน น้อยกว่า 30 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่ามีปริมาณฝนตกน้อยมีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำและสถานการณ์แล้งใน 105 อำเภอ 12 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองบัวลำพู กาฬสินธุ์ ยโสธร ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ¬ศรีสะเกษ และนครราชสีมา
โดยแผนเร่งด่วนที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานเจ้าภาพเร่งรัดดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมทั้งการปฏิบัติการฝนหลวง การเชื่อมต่อและหาแหล่งน้ำที่มีในบริเวณใกล้เคียง การใช้น้ำบาดาล หาแหล่งน้ำสำรอง ที่มีความเสี่ยงขาดอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะสุรินทร์ และ จ.บุรีรัมย์ ที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำประปา  การเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือ รถบรรทุกน้ำ รวมถึงได้แจ้งให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการบริหารจัดการสำรวจความเสียหายด้านเกษตร และการวางแผนการปลูกพืชฤดูแล้งนี้เป็นการล่วงหน้าด้วย ขณะเดียวกัน สทนช.ยังได้เร่งรัดแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปี 2562 ในพื้นที่ลุ่มน้ำมูล ซึ่งมีทั้งสิ้น 1,045 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 45,665 ไร่ อาทิ โครงการประตูระบายน้ำหาดแสงจันทร์ จ.นครราชสีมา โครงการฝายบ้านก้านเหลือง จ.บุรีรัมย์  โครงการปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคสาขาศรีสะเกษ เป็นต้น รวมถึงแผนการขุดลอกอ่างและแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อรองรับปริมาณน้ำในฤดูฝน ตามที่ สทนช.ได้เสนอ ครม.อนุมัติงบกลาง 1,200 กว่าล้านบาท 144 โครงการนั้น เป็นโครงการในลุ่มน้ำมูลพื้นที่ จ.นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ รวม 23 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 17,810 ไร่ ปริมาณน้ำ 6 ล้าน ลบ.ม.

               โดยมีโครงการสำคัญ อาทิ ขุดลอกอ่างเก็บน้ำห้วยซันโพรง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมอาคารประกอบ จ.นครราชสีมา การเพิ่มประสิทธิภาพอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จ.บุรีรัมย์ และขุดลอกหนองสะหนุน จ.ศรีสะเกษ  รวมถึงแผนการสร้างอ่างฯ ประตูระบายน้ำ ขุดลอกแหล่งเก็บน้ำ ในปี 63-65 ในพื้นที่ 5 จังหวัด รวม 2,105 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 56,804 ไร่ ปริมาณน้ำ 66 ล้าน ลบ.ม. อาทิ โครงการประตูระบายน้ำบ้านท่าม่วง จังหวัดบุรีรัมย์ โครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำกุดตลาดยาว (พื้นที่แก้มลิง) จังหวัดบุรีรัมย์ ขุดลอกหนองน้ำไดตาเจก จังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น
สำหรับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคที่เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์ เร่งด่วนในระยะสั้นมี 4 มาตรการ ได้แก่ 1.การประปาส่วนภูมิภาคได้จัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้ผลิต ซึ่งปัจจุบันได้ใช้มาตรการลดแรงดันน้ำในช่วงกลางคืนเพื่อยืดเวลาการใช้น้ำให้ได้ประมาณ 2 เดือน 2. ชลประทานบุรีรัมย์จะทำการเปิดทางน้ำภายในอ่างเก็บน้ำห้วยตลาด เพื่อนำน้ำที่มีปริมาณประมาณ 4 แสน ลบ.ม. ให้ไหลเข้าบริเวณโรงสูบของการประปาโดยตรง 3. การนำน้ำจากเหมืองหินเก่า ซึ่งเป็นที่ของเอกชนมาใช้เพิ่มเติมในระบบของประปา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทานจะบูรณาการร่วมกันและจัดหาเครื่องสูบน้ำเข้ามาดำเนินการเพื่อเป็นแผนสำรองให้มีน้ำประปาได้ถึง 50 วัน 4.มอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจัดทำแผนเร่งด่วนในการเจาะบ่อน้ำบาดาล บริเวณรอบอ่างทั้งสองแห่งด้วย
“พื้นที่ภาคอีสานตอนล่างปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ พายุมูนที่ผ่านมาส่วนใหญ่ฝนไปตกบริเวณชายขอบภาคเท่านั้น  ซึ่งในระยะ 1-2 วันนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าแนวโน้มฝนดีขึ้นแต่ไม่มากนัก ดังนั้น ทุกหน่วยงานต้องติดตามการคาดการณ์สภาพฝนจากกรมอุตุฯอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อเร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ และประเมินผลกระทบต่อเนื่องด้วย โดยเฉพาะความเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค  และการเกษตร รวมถึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดทำแผนงานโครงการระยะกลาง และระยะยาว เสนอมายัง สทนช. เพื่อเสนอ กนช.ให้ความเห็นชอบอนุมัติแผนงาน โครงการงบปประมาณต่อไป”นายสำเริง  กล่าว

เกษตรฯเตรียมจัดงาน”สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้ราชินีนาถ”ครั้งที่ 13

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/379600

เกษตรฯเตรียมจัดงาน”สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้ราชินีนาถ”ครั้งที่ 13

วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 – 11:15 น.
สีสรรพรรณไม้
เปิดอ่าน 1,039 ครั้ง

เกษตรฯเตรียมจัดงาน”สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้ราชินีนาถ”ครั้งที่ 13

กระทรวงเกษตรฯ เผยเตรียมร่วมจัดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 13 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2562
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และส่วนราชการอื่นๆ เตรียมจัดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 13 เพื่อเฉลิมพรางเจ้าสิริกิติ์ พระะเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2562 ซึ่งการจัดงานดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 14 สิงหาคม 2562         ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ
สำหรับกิจกรรมภายในงานในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการภายใต้แนวคิด “”สืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรไทย เทิดไท้สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ประกอบด้วย การจัดแสดงโมเดลจำลองการบริหารทรัพยากรต้นน้ำ ดิน และการปฏิรูปที่ดิน การแสดงแบบจำลอง ป่าต้นน้ำ และการทำการเกษตรที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ (งานศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้) และนิทรรศการการปฏิบัติการฝนหลวง และนิทรรศการ King Bhumibol World soil Day award ซึ่งเป็นรางวัลระดับโลกที่ประเทศไทยร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติจัดตั้งขึ้น เพื่อมอบแก่ประเทศองค์กรหรือบุคคล ที่มีการจัดกิจกรรมวันดินโลกที่สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า โปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นชื่อรางวัลและพระบรมฉายาลักษณ์ประดิษฐานลงในเหรียญรางวัล ตลอดจนยังมีการจัดแสดงนิทรรศการหลากหลายที่น่าสนใจ อาทิ การแสดงพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่เฉลิมพระเกียรติ 5 สายพันธุ์ ข้าวสี 4 ภาค และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวสี 4 ภาค นิทรรศการพันธุ์ดาหลา-ต้นพันธุ์และดอกดาหลาซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่มีสีสันสวยงาม รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเส้นใยดาหลา การเลี้ยงผึ้งโพรง-ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผึ้งโพรงจากโครงการฟาร์มตัวอย่าง การเลี้ยงไหมและผลิตภัณฑ์จากไหม ผ้าไหมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน การแสดงตู้ปลาทะเล ปลาสวยงาม รวมถึงนิทรรศการด้านงานสหกรณ์และตรวจบัญชีสหกรณ์ อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างสินค้า และผลิตภัณฑ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เลือกชิมและเลือกซื้อ อาทิ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว-ข้าวสี 4 ภาค ผลิตภัณฑ์จากผึ้งโพรงจากโครงการฟาร์มตัวอย่าง เช่น สบู่ ครีมบำรุงผิว ร้านกาแฟซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชนชาวเขาเผ่ามูเซอ บ้านปางม่วง จ.เชียงราย ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสวยงาม และผลิตภัณฑ์ งานศิลปหัตถกรรมของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร รวมถึงยังมีการจัดเวทีสาธิต และฝึกอาชีพด้านต่างๆ งานประดิษฐ์ งานฝีมือ การแปรรูปอาหาร และอื่นๆ ทั้งนี้ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 จะมีการจัดงานแถลงข่าว “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 13  ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

สสก.ที่2 ราชบุรีจัดสื่อสัญจรเยี่ยมชมการดำเนินงานเกษตรครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/379404

สสก.ที่2 ราชบุรีจัดสื่อสัญจรเยี่ยมชมการดำเนินงานเกษตรครบวงจร

วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 – 09:10 น.
สพกที่2,ราชบุรี
เปิดอ่าน 1,218 ครั้ง

สสก.ที่2 ราชบุรีจัดสื่อสัญจรเยี่ยมชมการดำเนินงานเกษตรครบวงจร

   

         โดยคณะสื่อมวลชนจะได้เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลาดเกษตรกร จังหวัดราชบุรี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และเยี่ยมชมตลาดเกษตรกร ซึ่งเป็นตลาดที่เกิดขึ้นจากการต่อยอดตลาดเกษตรกรของจังหวัดราชบุรี ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้ทุกจังหวัดดำเนินงานจัดตั้งตลาดเกษตรกร Farmer market เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึงและเรียนรู้ช่องทางการตลาดรวมถึงการนำสินค้ามาจำหน่ายด้วยตนเอง และเกษตรกรจะได้พบกับผู้บริโภคโดยตรง โดยใช้สถานที่บริเวณหน้าสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี มีการจำหน่ายสินค้าเกษตรทุกวันอังคารและวันศุกร์ เวลา 06.00 น. ถึง 12.00 น .

              ที่ผ่านมาตลาดเกษตรกรจังหวัดราชบุรีแห่งนี้มีผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดีเดินทางเข้าจับจ่ายวันละไม่น้อยกว่า 800 – 1,000 คน มีรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 100,000 – 200,000 บาท ต่อสัปดาห์ โดยเกษตรกรจะนำผลผลิตมาร่วมจำหน่ายกว่า 34 ร้านค้า ภายในพื้นที่มีการแบ่งโซนแยกประเภทสินค้าอย่างชันเจน เช่นสินค้าประเภทประมง สินค้าแปรรูป สินค้าพืชผักและผลไม้ซึ่งสะดวกในการเลือกซื้อของผู้บริโภคเป็นอย่างดี

               และในปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านมาทางกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อยกระดับตลาดเกษตรกรแห่งนี้ให้ได้มาตรฐาน และเป็นศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร (ตลาดเกษตรกรถาวร) หรือโรงเรียนการตลาดสินค้าเกษตรขึ้น อันจะช่วยให้เกษตรกรมีศูนย์เรียนรู้ด้านการตลาด และสามารถพัฒนาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเกษตรได้ด้วยตนเอง การนี้คณะสื่อมวลชนยังจะได้เข้าร่วมในพิธีเปิด ศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลาดเกษตรกร โดยมีนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นประธานเปิดศูนย์ฯ อีกด้วย

                 จากนั้นคณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปยังกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษหนองศาลา อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เยี่ยมชมกิจกรรมการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ (ผัก) ณ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ชมกระบวนการผลิตผัก การจัดการผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรเข้าสู่ตลาด และการบริหารจัดการตลาดของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทางสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้สนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ผลิตพืชผักชนิดต่างๆ รวมตัวกันในการทำการผลิตและทำการตลาดแบบแปลงใหญ่

             โดยเฉพาะในขบวนการผลิตนั้นได้ยึดแนวทางตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านตลาดนำการผลิตมาดำเนินการ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตพืชผักปลอดสารพิษตามความต้องการของตลาด ที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจต่อสุขภาพมากขึ้น ด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ในการกำจัดและป้องกันแมลงศัตรูพืช เช่นสารไตร โคเดอร์ม่า เพื่อป้องกันโรคโคนเน่ารากเน่าที่เกิดขึ้นกับต้นพืช ในช่วงพืชผักกำลังเจริญเติบโตส่งเสริมให้ใช้สารบิวเวอร์เรียในการป้องกันกำจัดหนอนและเพลี้ยไม่ให้เข้ามารบกวนแปลงปลูก เป็นต้น

                 ซึ่งผลผลิตพืชผักของเกษตรแปลงใหญ่แห่งนี้ ส่วนหนึ่งส่งจำหน่ายในกรุงเทพมหานคร ส่วนหนึ่งส่งบริษัท ผู้แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และส่วนหนึ่งนำไปจำหน่ายที่ตลาดเกษตรกร จังหวัดราชบุรี พร้อมกันนี้คณะสื่อมวลชนยังได้ชมกระบวนการในการผลิตผักแบบปลอดสารพิษ การเก็บเกี่ยว การบรรจุ เพื่อส่งผักเข้าสู่ตลาดเกษตรกรและตลาดทั่วไปอีกด้วย

              จากนั้นคณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ชมการดำเนินงานการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพด ในแปลงข้าวโพดฝักอ่อน โดยมี ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ให้ข้อมูลถึงผลสำเร็จของการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพด ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และ ผอ.ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุพรรณบุรี บรรยายพร้อมสาธิต วิธีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) และวิธีการตรวจแปลงเบื้องต้น ที่ได้ดำเนินการถ่ายทอดแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดฝักอ่อน

                ทั้งนี้ การจัดโครงการสื่อมวลชนสัญจรในพื้นที่ภาคตะวันตกของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้สื่อมวลชนได้นำข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับงานส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาเกษตรกรในด้านต่างๆ ของพื้นที่ไปเผยแพร่สู่การรับรู้ของสังคมโดยส่วนรวม ซึ่งจะเกิดผลดีต่อเกษตรกรในพื้นที่ ทั้งด้านขวัญและกำลังใจในการดำเนินกิจการด้านการเกษตร และก่อเกิดการรับรู้จากประชาชนโดยทั่วไปในฐานะผู้บริโภคได้รับรู้ถึงสินค้าเกษตรที่ดีมีความปลอดภัยต่อสุขภาพและแหล่งจำหน่ายได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

จัดระบบน้ำฝายบ้านพร้าว หมุดหมายพื้นที่การเกษตร พัทลุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/379403

จัดระบบน้ำฝายบ้านพร้าว หมุดหมายพื้นที่การเกษตร พัทลุง

วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 – 08:59 น.
ฝายบ้านพร้าว
เปิดอ่าน 1,083 ครั้ง

จัดระบบน้ำฝายบ้านพร้าว หมุดหมายพื้นที่การเกษตร พัทลุง 

            ฝายบ้านพร้าว อ.ป่าพยอม จ.พัทลุง รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำป่าพยอม ความจุกว่า 20 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งกระจายน้ำครอบคลุมพื้นที่ 35,700 ไร่ ว่ากันว่า พื้นที่จัดระบบน้ำสวยงามนัก

พื้นที่ฝายบ้านพร้าว เดิมทีหน่วยปฏิบัติการคันคูน้ำ กรมชลประทาน เคยเข้ามาสร้างคันคูดินเมื่อกว่า 20 ปีก่อน แล้วค่อยๆ เสื่อมโทรมลง เมื่อโอนภารกิจเข้ามาอยู่ร่วมกับงานจัดรูปที่ดินตาม พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2558 พื้นที่โครงการฝายบ้านพร้าวจึงอยู่ภายใต้สำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำที่ 33 กรมชลประทาน แต่นั้นมา

“เราเริ่มเข้ามาจัดระบบน้ำตั้งแต่ปี 2560 ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน15.83 กิโลเมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ 2,150 ไร่ ตามแผนจะขยายให้เต็มโครงการ 35,700 ไร่” นายพัสกร ประเทพ  หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม สำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมที่ 33 กล่าว

องค์ประกอบสำคัญของพื้นที่จัดระบบน้ำคือคูน้ำและเส้นทางลำเลียง

การวางแผนชั้นต้นคือเป็นคูน้ำดาดคอนกรีต และเส้นทางลำเลียงชั่วคราว

“กลุ่มผู้ใช้น้ำที่นี่แข็งแรง และมีกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ มีคณะกรรมการจัดระบบน้ำชุมชนซึ่งมีมติขอให้เปลี่ยนจากคูดาดคอนกรีตเป็นคูคอนกรีตเสริมเหล็กที่แข็งแรงกว่า และขอเส้นทางลำเลียงที่ได้มาตรฐาน กว้าง 3.5 เมตร เป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบที่สวยงาม”

นายพัสกรกล่าวว่า พื้นที่ทำนาภาคใต้มีข้อจำกัดตรงที่คูจะอยู่ต่ำกว่าที่นา  พอน้ำหลากมาพัดพาตะกอนถมคู และความบอบบางของคูดาดก็ง่ายต่อความเสียหาย โดยขาดงบประมาณซ่อมบำรุง ดังนั้น เมื่อเป็นคูคอนกรีตเสริมเหล็กจะมีความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น โดยใช้การหล่อในคูโดยตรงแทนการใช้คอนกรีตสำเร็จรูปขนจากข้างนอกเข้ามาประกอบ

ส่วนเส้นทางลำเลียง เดิมทีใช้เป็นเส้นทางขนย้ายวัสดุและไม่รื้อทิ้ง  ปล่อยให้เกษตรกรใช้ชั่วคราวจนกว่าจะทรุดโทรมเองก็พัฒนาเป็นเส้นทางลำเลียงมาตรฐาน มีความกว้าง 3.5 เมตร เข้าถึงแปลงได้สะดวก รถบรรทุกขนปัจจัยการผลิตเข้าไป และลำเลียงผลผลิตออกมา โดยที่ พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินฯ พ.ศ.2558 เปิดช่องให้ทำได้

ที่สำคัญเกษตรกรเอาด้วยในการยอมเสียพื้นที่นาทำเป็นเส้นทางลำเลียงหรือถนนมาตรฐาน 3.5 เมตร ไม่เช่นนั้นทำไม่ได้ หากไม่ได้รับการยินยอม

“เป็นการจัดระบบน้ำก็จริง แต่รูปแบบคล้ายการจัดรูปที่ดินประเภทกึ่งสมบูรณ์แบบ (Extensive Type) มีเส้นทางน้ำและเส้นทางลำเลียงสายหลักคล้ายเส้นเลือดใหญ่ และเส้นทางสายย่อย คล้ายเส้นเลือดฝอย เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายใยแมงมุม” นายพัสกรกล่าว

ความสวยงามของพื้นที่จัดระบบน้ำอาจเป็นสิ่งดึงดูดแรกให้คนสนใจ แต่กรณีของโครงการฝายบ้านพร้าวยังตามมาด้วยความคุ้มค่าหลายประการ อย่างแรก ความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจที่ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ลงมาประเมินผล

อย่างที่สอง ผลผลิตข้าวโดยเฉพาะข้าวสังข์หยด เดิมทีผลผลิตต่อไร่ 400 กิโลกรัม หลังจัดระบบน้ำมีน้ำต้นทุนมั่นคง ผลผลิตเขยิบเป็น 700 กิโลกรัมต่อไร่

อย่างที่สาม ราคาที่ดินขยับสูงขึ้น 10 เท่าตัว จากไร่ละ 30,000 บาท เป็น 300,000 บาท/ไร่

อย่างที่สี่ ภายใต้ความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำและโครงสร้างการจัดระบบน้ำใหม่ ทำให้หน่วยงานจากภายนอกเข้ามาร่วมกิจกรรมในพื้นที่อย่างชัดเจน เช่น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว จ.พัทลุง เลือกพื้นที่ทำแปลงนำร่องเกษตรแม่นยำสูง ปลูกข้าวพันธุ์น้ำตาลน้อยเป็นโครงการนำร่องของภาคใต้  ปกติกรมการข้าวจะจับมือกับพื้นที่จัดรูปที่ดินภาคกลางเท่านั้นจัดทำแปลงเกษตรแม่นยำสูง

นอกจากนั้น วิทยาลัยภูมิปัญญา มหาวิทยาลัยทักษิณ เข้ามาจัดทำแปลงสาธิตวิจัยข้าว และมูลนิธิอุทกพัฒน์เข้ามาจัดทำแปลงสาธิตการใช้น้ำกับข้าวเป็นส่วนผสมที่ลงตัวน่าสนใจอย่างยิ่ง มีทั้งการจัดระบบน้ำที่มีประสิทธิภาพ มีทั้งกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง โครงการฝายบ้านพร้าวจึงเป็นหมุดหมาย (Landmark) สำคัญของพื้นที่การเกษตรของพัทลุง

เกษตรฯ เปิดแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 62 มั่นใจราคาดีไม่มีร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/379399

เกษตรฯ เปิดแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 62 มั่นใจราคาดีไม่มีร่วง

วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 – 08:01 น.
ผลไม้
เปิดอ่าน 1,499 ครั้ง

เกษตรฯ เปิดแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 มั่นใจราคาดีไม่มีร่วง ชี้เกษตรกรทำผลผลิตคุณภาพ

เกษตรฯ เผยแผนบริหารจัดการผลไม้เศรษฐกิจ ปี 2562 ทั้งลำไยภาคเหนือ ทุเรียน มังคุด และเงาะภาคใต้ คาดการณ์ราคาอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ โดยเฉพาะลำไยและทุเรียนราคาจูงใจเป็นที่ต้องการของตลาดภายในและต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรแข่งกันทำผลผลิตคุณภาพ

            ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยถึงสถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจของประเทศ ประจำปี 2562 ว่าไม้ผลภาคเหนือ ประกอบด้วย ลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ปีนี้มีปริมาณผลผลิต จำนวน 624,321 ตัน แบ่งเป็น ลำไยในฤดู 341,028 ตัน ลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 675,549 ตัน ลดลง 7.5%

เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเกิดฝนแล้ง ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ อากาศร้อน เกิดพายุร้อนและวาตภัย ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) จะอยู่ในเดือนสิงหาคม ส่วนลิ้นจี่ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 26,278 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 41,220 ตัน ลดลง 36.25% สาเหตุเกิดจากภาวะฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด แห้งแล้ง เกษตรกรลดการดูแลรักษาเพราะราคาไม่จูงใจ ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนพฤษภาคม ผลผลิตไม่เพียงพอจำหน่าย
สำหรับสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ปี 2562 ทุเรียน มีปริมาณผลผลิต จำนวน 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 304,267 ตัน เพิ่มขึ้น 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนสิงหาคม  มังคุด มีปริมาณผลผลิต จำนวน 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น

ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอในช่วงเดือนเมษายนส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และลองกอง มีปริมาณผลผลิต จำนวน 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการออกดอก และต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการผลไม้ในฤดูกาลผลิต ปี 2562 แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ให้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ ในเชิงปริมาณเน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2564 โดยผลไม้ภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย เน้นบริหารจัดการลำไยในฤดู ปริมาณ 341,028 ตัน แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้เน้นผลผลิตในฤดู รวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน จำนวน 366,938 ตัน มังคุด จำนวน 145,025 ตัน เงาะ จำนวน 68,438 ตัน

โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การจัดงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด)
ส่วนการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ ส่งเสริมให้เกษตรกรดูแลผลผลิตแต่ละระยะ ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล การส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง (GAP) การพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่การส่งออก การรวมกลุ่ม ทำตลาดล่วงหน้า การยกระดับสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์และเหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต รณรงค์ให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสม การประชาสัมพันธ์รณรงค์ส่งเสริมการบริโภค ส่งเสริมการรวมกลุ่มบริหารจัดการร่วมกัน มุ่งเน้นการรวมกลุ่มผู้ผลิตไม้ผลคุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนต้องเร่งป้องปรามผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพไม่ให้ออกสู่ตลาด

การกำหนดมาตรการควบคุมทุเรียนอ่อนไม่ให้ออกนอกแหล่งผลิต การพัฒนาล้ง/จุดรับซื้อให้ได้มาตรฐาน GMP ออกประกาศจังหวัดประชาสัมพันธ์และมาตรการลงโทษแจ้งความผิดทางกฎหมายการตัดทุเรียนอ่อน ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรดำเนินการร่วมกับตำรวจจัดชุดเฉพาะกิจออกสุ่มตรวจที่ล้ง/จุดรับซื้อ/จุดจำหน่าย และใช้กฎหมายอาญาเป็นบทลงโทษผู้กระทำผิด และระยะหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต มุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืช การเฝ้าระวังสถานการณ์ช่วงผลผลิตกระจุกตัว การให้คำแนะนำเกษตรกรในการจัดการสวนผลไม้ให้มีการเตรียมค้นในฤดูกาลถัดไป เป็นต้น
“ผลไม้นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยสามารถทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท และยังเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งผลไม้ไปจำหน่ายประเทศจีน นอกจากนี้ ความต้องการบริโภคผลไม้นับวันจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นและความสนใจในสุขภาพก็มีมากขึ้นด้วย ไทยถือเป็นประเทศที่มีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการผลิตผลไม้เมืองร้อนหลายชนิด ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ ส่วนฤดูกาลให้ผลผลิตแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไปในแต่ละสภาพพื้นที่ของแต่ละภาค จึงเป็นข้อดีประการหนึ่งที่ส่งผลให้ไทยมีผลไม้หลากหลายชนิดหมุนเวียนออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี และมั่นใจว่าปีนี้ราคาจะอยู่ในเกณฑ์ดีเป็นที่น่าพอใจของพี่น้องเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรก็มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้น” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

เปิดตลาดเกษตรกรถาวร จ.พิจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/379398

เปิดตลาดเกษตรกรถาวร จ.พิจิตร

วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 – 07:57 น.
ตลาดเกษตรถาวร
เปิดอ่าน 1,087 ครั้ง

เปิดตลาดเกษตรกรถาวร จ.พิจิตร

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดศูนย์เรียนรู้บริหารจัดการสินค้าเกษตร (ตลาดเกษตรกรถาวร) จังหวัดพิจิตร เน้นสร้างโอกาสให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพสินค้าตรงตามความต้องการผู้บริโภค

วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 เวลา 15.00 น. นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิด “ศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร ตลาดเกษตรกรจังหวัดพิจิตร” อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ณ บริเวณศูนย์บริหารจัดการสินค้าเกษตร ตลาดเกษตรกรจังหวัดพิจิตร สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร

ศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร ตลาดเกษตรกร เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรนำร่องใน 7 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี กระบี่ ชัยภูมิ กาญจนบุรี เชียงราย ลำปาง และพิจิตร เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการด้านการตลาด

โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีศักยภาพการผลิต และความพร้อมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เข้ามาเรียนรู้ในการปฏิบัติจริง และประยุกต์ใช้ให้เกิดทักษะ ประสบการณ์ต่ออาชีพของตนเอง ว่าการผลิตอย่างไรจึงตรงกับความต้องการของผู้บริโภค การพัฒนาสินค้าคุณภาพ มีมาตรฐานการผลิต GAP และอินทรีย์ ปลอดภัยต่อสุขภาพทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในระยะยาว สมกับคำว่า “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย”

อ.อ.ป.จับมือ 4 หน่วยงานภาครัฐ จัดประชุมการป่าไม้ ปี 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/379146

   อ.อ.ป.จับมือ 4 หน่วยงานภาครัฐ จัดประชุมการป่าไม้ ปี 62

วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 – 13:30 น.
ออป
เปิดอ่าน 1,200 ครั้ง

   อ.อ.ป.จับมือ 4 หน่วยงานภาครัฐ จัดประชุมการป่าไม้ ปี 62

11 กรกฎาคม 2562 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ แถลงข่าว “จัดประชุมการป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2562” ภายใต้แนวคิด “การป่าไม้ก้าวไกล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า” ที่สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ จังหวัดลำปาง หวังเป็นเวทีกลางการแลกเปลี่ยนความรู้ และพัฒนางานด้านป่าไม้สู่ความยั่งยืน

               นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ผอ.อ.อ.ป.) เปิดเผยถึงการจัดประชุมการป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2562 ว่า การประชุมการป่าไม้เป็นการประชุมวิชาการที่จัดขึ้นทุกปี โดยความร่วมมือของหน่วยงานที่มีภารกิจรับผิดชอบงานด้านป่าไม้ในด้านต่างๆ ประกอบด้วย กรมป่าไม้ , กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช , กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง , คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

การจัดประชุมฯ มีเป้าหมาย เพื่อเป็นเวทีสำหรับนักวิชาการ นักวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนทั่วไปทั้งในและนอกเครือข่ายความร่วมมือได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ และด้านอื่นๆ ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่าย ผู้ดำเนินงานด้านทรัพยากรป่าไม้เพื่อร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและคุณค่าด้านป่าไม้ของประเทศให้เข้มแข็ง ตลอดจนหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานป่าไม้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ในการจัดการประชุมที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพหลัก
เริ่มจาก   กรมป่าไม้ เป็นเจ้าภาพหลัก ในปี พ.ศ. 2558  คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเจ้าภาพหลัก ในปี พ.ศ. 2559 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นเจ้าภาพหลัก ในปี พ.ศ. 2560 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นเจ้าภาพหลัก ในปี พ.ศ. 2561

และในปีนี้ 2562 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหลัก ในการจัดประชุมฯ ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ดังกล่าว ทั้งนี้ ได้ร่วมกันกำหนดจัดประชุมการป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2562 ภายใต้แนวคิด “การป่าไม้ก้าวไกล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า” ซึ่งมีกำหนดจัดงานฯขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2562 ณ สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดลำปาง

ผอ.อ.อ.ป. กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับรูปแบบในการจัดประชุมการป่าไม้ในปีนี้ มีดังนี้  1.  การประกวดและนำเสนอผลงานวิจัย ทางด้านป่าไม้
2.  การบรรยายพิเศษในหัวข้อ นโยบายป่าไม้แห่งชาติ นำโดย ผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร 3.  การเสวนาในหัวข้อ
(1) “การป่าไม้ก้าวไกล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า” การเสวนาในหัวข้อนี้ จะเป็นการเสวนาในมุมมองหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาครัฐประกอบด้วย คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และในมุมมองภาคเอกชน ได้แก่  Thailand Forest Certification Council (TECC) บริษัท     สยามฟอเรสทรี จำกัด คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์  ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย
(2) “การขับเคลื่อนชุมชนไม้มีค่าให้ก้าวหน้าได้อย่างไร” โดยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ผู้แทนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
4. การนำเสนอจาก Student Forum ในหัวข้อ “นิสิต คิดอย่างไร?”

อย่างไรก็ตามการจัดประชุมการป่าไม้ฯ ในครั้งนี้ นอกจากจะมีการจัดกิจกรรมฯ ที่กล่าวไปแล้วในข้างต้น อ.อ.ป. ในฐานะเจ้าภาพหลัก รวมทั้งอีก 4 หน่วยงานเจ้าภาพร่วม ได้เล็งเห็นถึงผลสัมฤทธิ์ในการจัดประชุมฯ ครั้งนี้      จึงได้กำหนดให้มีการศึกษาดูงานในพื้นที่จริงโดยให้สอดคล้องกับหัวข้อในการจัดประชุมฯ “การป่าไม้
ก้าวไกล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า” เน้นการศึกษาดูงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

โดยจัดกิจกรรมการศึกษาดูงาน ภายในจังหวัดลำปาง ดังนี้
–  แปลงผลิตกล้าไม้ของภาคเอกชน
–  ศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ภาคเหนือ อำเภองาว
–  การจัดการสวนป่าตามหลักวนวัฒน์ที่ สวนป่าแม่เมาะ ของ อ.อ.ป.
–  ศึกษาดูงานที่โรงเลื่อยแม่เมาะ
ทั้งนี้ คาดว่าการจัดประชุมการป่าไม้ฯ ในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุม จะสามารถนำความรู้ที่ได้จากการประชุมไปพัฒนาและใช้ประโยชน์ และสามารถสร้างนักวิจัย/นักวิชาการรุ่นใหม่ทางด้านป่าไม้ ตลอดจนก่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบริหารจัดการป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

“เจียไต๋”เดินหน้ารุกตลาดเมล็ดพันธุ์อินเดียและ-ฟิลิปปินส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/379125

“เจียไต๋”เดินหน้ารุกตลาดเมล็ดพันธุ์อินเดียและ-ฟิลิปปินส์

วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 – 12:38 น.
เจียไต๋
เปิดอ่าน 853 ครั้ง

เจียไต๋เดินหน้ารุกตลาดอินเดียและฟิลิปปินส์มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำธุรกิจเมล็ดพันธุ์แห่งภูมิภาคเอเชีย

เจียไต๋ ผู้นำธุรกิจการเกษตรครบวงจรของประเทศไทย เดินหน้าขยายธุรกิจเมล็ดพันธุ์ในตลาดเอเชียอย่างต่อเนื่อง เปิดตัวแบรนด์ใหม่และสำนักงานประจำประเทศอินเดียและฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ เพื่อมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตร ด้วยการนำความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการเกษตรและเมล็ดพันธุ์คุณภาพ มาพร้อมร่วมสร้างพื้นฐานคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนให้แก่เกษตรกร


มนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด

            มนัส เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่าประเทศอินเดียและฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง การขยายธุรกิจเมล็ดพันธุ์ของเจียไต๋ในครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการต่อยอดความสำเร็จในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมส่งต่อนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ภายใต้ความตั้งใจของเจียไต๋ที่จะ ‘เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง ก้าวไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน’ พร้อมก้าวสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำกลุ่มธุรกิจผลิตผลพืชผักและผลไม้ปลอดภัยในภูมิภาคเอเชีย
ในการเปิดตัวแบรนด์และสำนักงานเจียไต๋ประจำประเทศอินเดียซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเบงกาลูรู (Bengaluru) เจียไต๋ อินเดีย ได้คัดเลือกสายพันธุ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในอินเดีย และพัฒนาในกลุ่มพันธุ์ผักลูกผสม พร้อมจัดกิจกรรมฟีลด์เดย์ ณ คันนำมังคลา (Kannamangala) เมืองเบงกาลูรู เพื่อพาตัวแทนจำหน่ายและเกษตรกรจากทั่วประเทศ  เข้าชมแปลงสาธิตที่จัดแสดงสายพันธุ์ที่เจียไต๋ได้เปิดตัว เช่น มะเขือเทศ พริก แตงโม เมล่อน แตงกวา รวมถึงข้าวโพดหวานที่เป็นโครงการปรับปรุงพันธุ์ล่าสุดจากเจียไต๋
นอกจากการขยายธุรกิจตลาดเมล็ดพันธุ์ผักสู่ประเทศอินเดียแล้ว เจียไต๋ได้ต่อยอดธุรกิจไปยังตลาดฟิลิปปินส์ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ และสำนักงานเจียไต๋ประจำประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตแฟร์เลน เมืองตาร์ลัก (Fairlane, Tarlac City) เจียไต๋ทำการบุกตลาดใหม่ ด้วยการจัดแปลงสาธิตโชว์สายพันธุ์ (Field Days) ในพื้นที่กว่า 3,000 ตร.ม. ที่สถานีบาลิบาโก (Balibago) เมืองตาร์ลัก และสายพันธุ์กลุ่มเด่นๆ เช่น ข้าวโพดหวานและข้าวโพดข้าวเหนียว แตงโม มะเขือเทศ และมะระ ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากเกษตรกร กลุ่มผู้รวบรวมผลสด และตัวแทนจำหน่าย ซึ่งสายพันธุ์ของเจียไต๋เหล่านี้ ให้ผลิตผลดี ทนทานต่อศัตรูพืช โรคพืช และสภาพอากาศที่ไม่แน่นอนได้สูง นอกจากนี้ ภายในงานมีคณะผู้เชี่ยวชาญของเจียไต๋ให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เทคนิค วิธีการปลูกที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด

“เจียไต๋เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเมล็ดพันธุ์และความรู้ต่างๆ ของบริษัทฯ จะส่งมอบคุณค่าให้แก่เกษตรกร ลูกค้า และชุมชนในวงกว้าง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเจียไต๋ได้มุ่งมั่นพัฒนาเมล็ดพันธุ์คุณภาพที่สร้างความสำเร็จให้กับเกษตรกรและผู้บริโภค โดยในอนาคต บริษัทฯ จะยังคงมองหาโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับประเทศอินเดียและฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลก อย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวให้ทันความท้าทายทางการเกษตรในอนาคต”มนัสกล่าวสรุป