นิติกรรมผ่านระบบออนไลน์ นวัตกรรมงานบริการจัดรูปที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381528

นิติกรรมผ่านระบบออนไลน์ นวัตกรรมงานบริการจัดรูปที่ดิน

วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 – 11:37 น.
จัดรูปที่ดิน
เปิดอ่าน 955 ครั้ง

นิติกรรมผ่านระบบออนไลน์ นวัตกรรมงานบริการจัดรูปที่ดิน

เกษตรกรในโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกว่า 2 ล้านไร่ทั่วประเทศ เมื่อจะต้องทำนิติกรรม เช่น โอนให้  ขาย ถือกรรมสิทธิ์รวม รับ-โอนมรดก  จดจำนอง รังวัดสอบเขต ที่ดิน นอกจากพกพาเอกสารสำคัญ เช่น โฉนดที่ดิน บัตรประจำตัวประชาชนแล้ว  ต้องดำเนินการ  2 ขั้นตอนต่อไปนี้
เกษตรกรในโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกว่า 2 ล้านไร่ทั่วประเทศ เมื่อจะต้องทำนิติกรรม เช่น โอนให้  ขาย ถือกรรมสิทธิ์รวม รับ-โอนมรดก  จดจำนอง รังวัดสอบเขต ที่ดิน นอกจากพกพาเอกสารสำคัญ เช่น โฉนดที่ดิน บัตรประจำตัวประชาชนแล้ว  ต้องดำเนินการ  2 ขั้นตอนต่อไปนี้
ขั้นตอนแรก  เกษตรกรเจ้าของที่ดินเดินทางไปสำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมในพื้นที่ เพื่อขอใบรับรองจากสำนักงานจัดรูปที่ดินฯ ว่า ตัวเองได้ชำระค่าก่อสร้างจัดรูปที่ดินที่ตกลงกับสำนักงานจัดรูปที่ดินฯ ครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขั้นตอนที่สอง เกษตรกรเจ้าของที่ดินต้องเดินทางไปสำนักงานที่ดินจังหวัดหรืออำเภอ พร้อมใบรับรองดังกล่าว เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการทำนิติกรรมต่อไป
“เป็นข้อตกลงระหว่างสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดกับสำนักงานที่ดิน ในกรณีเกษตรกรจะทำนิติกรรมใดๆ ข้างต้น จะต้องใบมีรับรองจากสำนักงานจัดรูปที่ดินฯ ว่า เกษตรกรรายดังกล่าวได้ชำระค่าก่อสร้างจัดรูปที่ดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่เกิดปัญหาบางคนค้างชำระ ภาระก็จะตกแก่ผู้รับโอนโดยไม่รู้ตัว” นายวิทยา ทรัพย์คงทน ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมที่ 6 จ.พิจิตร กล่าว
เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกร สำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำฯ ที่ 6 จึงคิดหาหนทางลดขั้นตอนแรก เกษตรกรไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่สำนักงานจัดรูปที่ดินฯ
“พิจิตรมี 7 อำเภอ ไป-กลับไกลสุด 150 กิโลเมตร เฉลี่ยๆ ก็ 100 กิโลเมตร เสียทั้งเวลาและค่าน้ำมัน ไม่สะดวกเลย ถ้าลดขั้นตอนนี้ได้จะช่วยเกษตรกรในโครงการจัดรูปที่ดินฯ ได้มาก” นายวิทยากล่าว
ถ้าไม่ต้องให้เกษตรกรเดินทางมาก็ต้องพึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าช่วย ทางสำนักงานจัดรูปฯ มีข้อมูลของเกษตรกรในเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว ปกติก็ใช้อยู่สำหรับเวลาเกษตรกรดินทางมาติดต่อ ส่วนเกษตรกรปัจจุบันทุกคนมีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน
วิธีการไม่ยากด้วย เกษตรกรเพียงใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพโฉนดหน้า-หลัง บัตรประชาชนตัวเอง  แล้วก็เข้าสู่ระบบจะทางคิวอาร์โค้ดก็ได้ เว็บไซท์จัดรูปที่ดิน http://www.jadroob.con/pa ก็ได้ แล้วกรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เพื่อเข้าสู่ระบบ จากนั้นอัพโหลดภาพที่ถ่าย พร้อมกรอกข้อมูล เบอร์โทรศัพท์ ชื่อ นามสกุล เลขที่โฉนดที่ดิน แล้วเลือกนิติกรรมที่ต้องการจะทำ และกรอกข้อมูล ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับโอนสิทธิ์ กดปุ่มยืนยันคำร้องขอ
“ไม่เกิน 15  นาทีขั้นตอนนี้ก็แล้วเสร็จ สามารถดาวน์โหลดหนังสือรับรองไปใช้ทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินได้แล้ว โดยไม่ต้องเดินทางมาสำนักงานจัดรูปที่ดินฯ อีกเลย”
นับตั้งแต่เปิดให้บริการ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 จนถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้ามาใช้บริการเดือนละ 30-40 ราย  ประเมินว่า ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรไม่น้อยกว่า 2 แสนบาททีเดียว
“เสียงตอบรับดีมาก เกษตรกรส่งข้อความทางไลน์มาขอบคุณ เพราะช่วยเขาได้มาก ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปมาระหว่างบ้านกับลำนักงานจัดรูปฯ แต่พุ่งตรงไปทำนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินได้โดยตรงเลย”
สำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำฯ ที่ 6 จ.พิจิตร มีพื้นที่จัดรูปที่ดินรวม 336,853 ไร่ ใน 7 อำเภอ ถือเป็นสำนักงานแห่งแรกของสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางที่นำวิธีการนี้มาใช้อำนวยความสะดวก และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่เกษตรกร โดยใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ไม่ซับซ้อน แม้เกษตรกรไม่อาจทำเองได้ก็อาศัยลูกหลานช่วยทำได้
เป็นวิธีคิดนอกกรอบที่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง ยิ่งถ้าสามารถนำไปขยายผลยังสำนักงานจัดรูปที่ดินฯ อื่นอีก 36 สำนัก ก็จะยิ่งเกิดประโยชน์มหาศา

วิจัยบัวบก 5 สายพันธุ์ส่งเสริมเกษตรกรปลูกเชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381404

วิจัยบัวบก 5 สายพันธุ์ส่งเสริมเกษตรกรปลูกเชิงพาณิชย์

วันที่ 29 กรกฎาคม 2562 – 08:49 น.
บัวบก
เปิดอ่าน 1,383 ครั้ง

วิจัยบัวบก 5 สายพันธุ์ส่งเสริมเกษตรกรปลูกเชิงพาณิชย์

บัวบก เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นได้ทั่วไป มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและมีสรรพคุณมากมาย เกษตรกรสามารถปลูกและขายได้ แต่การปลูกให้มีผลผลิตสูงจะมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน การดูแลรักษา การให้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม และเทคนิคการเก็บเกี่ยวผลผลิต ตลอดถึงพันธุ์ที่ปลูกก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ผลผลิตออกมาแตกต่างกัน
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง

โดยศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงทำการศึกษาเปรียบเทียบผลผลิตบัวบก 5 พันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ระยอง พันธุ์ฉะเชิงเทรา  พันธุ์นครปฐม  พันธุ์หนองบัวลำภู  และพันธุ์นครศรีธรรมราช ที่เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทราขึ้น เพื่อศึกษาพันธุ์บัวบกที่เหมาะสมกับพื้นที่และเป็นข้อมูลพื้นฐานในการส่งเสริมการปลูกบัวบกของเกษตรกรในเชิงพาณิชย์ต่อไป

              นายสมเกียรติ คุ้มกัน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาอาชีพการเกษตรฉะเชิงเทรา หนึ่งในคณะศึกษาวิจัยเปิดเผยว่าการวิจัยเรื่องบัวบกครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมการเกษตร  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบสายพันธุ์ของใบบัวบกว่ามีกี่สายพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ส่วนใหญ่เป็นดินทราย  โดยจะตรวจสอบว่าชนิดไหนเมื่อนำมาปลูกแล้วได้ผลผลิตดีที่สุด มีการเจริญเติบโตที่เหมาะสม จากนั้นจะนำพันธุ์ดังกล่าวไปส่งเสริมแก่เกษตรกรทำการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ต่อไป
“ตอนนี้ได้เริ่มดำเนินการมาประมาณ 3 เดือนแล้วและจะสิ้นสุดประมาณเดือนสิงหาคม 2562 ซึ่ง 3 เดือนที่ผ่านมาประเมินเป็นการเบื้องต้นมี 2 สายพันธุ์ คือพันธุ์หนองบัวลำภูกับพันธุ์ระยอง มีการเจริญเติบโตดี   และเหมาะสมกับสภาพดินและภูมิอากาศของตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และตั้งอยู่ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีลักษณะดินจะเป็นดินทราย การศึกษาครั้งนี้เพื่อหาคำตอบว่ามีพันธุ์ไหนที่เหมาะแก่การนำมาเป็นสมุนไพรเกี่ยวกับสุขภาพ  จากนั้นนำมาต่อยอดด้วยการวิจัยเพื่อการแปรรูปเป็นน้ำใบบัวบกที่ผู้บริโภคนิยมต่อไป” นายสมเกียรติ คุ้มกัน กล่าว
ทางด้านนางสาวสุมลรัตน์ กวีมงคลรัตน์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ หนึ่งในผู้ร่วมงานการวิจัยความเหมาะสมในการเพาะปลูกบัวบก เปิดเผยว่า  เนื่องจากบัวบกเป็นพืชสมุนไพร ที่ประชาชนนิยมรับประทาน   และพบว่าบัวบกที่ปลูกในศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้สารที่สำคัญมากจึงเป็นที่มาของการศึกษาเปรียบเทียบการผลิตบัวบกจากจำนวน 5 สายพันธุ์  ประกอบด้วย พันธุ์ระยอง พันธุ์ฉะเชิงเทรา  พันธุ์นครปฐม  พันธุ์หนองบัวลำภู  และพันธุ์นครศรีธรรมราช
“บัวบกจะให้ผลผลิตมากหรือน้อยนั้น จะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่การให้ปุ๋ย การดูแลรักษาตลอดถึงสภาพแวดล้อมสภาพดินและภูมิอากาศ  รวมถึงสายพันธุ์ ล้วนแต่มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธุ์กัน ในการศึกษาจะเก็บข้อมูล 3 ครั้งคือ 30 วัน 60 วัน และ 90 วัน  และจากการทดสอบแล้ว 1 รอบที่ผ่านมาเบื้องต้นพบว่าพันธุ์หนองบัวลำภูให้ผลที่แตกต่างกับสายพันธุ์อื่นๆ อีก 4 สายพันธุ์ในสภาพการปลูกในลักษณะสิ่งแวดล้อมเดียวกัน”นางสาวสุมลรัตน์ กวีมงคลรัตน์ กล่าว
สำหรับบัวบก  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Centella asiatica  และมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคกลางเรียกว่า บัวบก ภาคเหนือเรียกว่า ผักหนอก และภาคใต้เรียกว่าผักแว่น เป็นพืชเขตร้อนพบขึ้นทั่วไปตามที่ชื้นแฉะ เป็นพืชล้มลุก ลำต้นเลื้อยไปตามพื้นดิน แตกรากฝอยตามข้อ ใบเดี่ยวเรียงสลับ หรือออกเป็นกระจุกๆ ละ 3-5 ใบ สารสำคัญที่พบในบัวบกเป็นสารกลุ่มไตรเทอปินอยด์ ไกลโคไซด์ หลายชนิด เช่น กรดเอเชียติก สารเอเชียติโคไซด์ และกรดแมดิแคสซิค  หรือสารแมดิเคส
ส่วนที่มีสรรพคุณทางยาคือใบและราก สามารถนำมารักษาอาการช้ำใน บำรุงหัวใจ บำรุงตับไต และสมอง บำรุงประสาท และความจำ ช่วยขับปัสสาวะ รักษาบาดแผลเปื่อย แก้โรคเรื้อน โรคบิด ลดอาการปวดศีรษะ และอาการเป็นไข้ น้ำใบบัวบกคั้นสดจัดเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายน้ำที่ดีชนิดหนึ่ง
การรับประทานใบบัวบกจะช่วยทำให้ร่างกายหลั่งสาร GABA (Gamma-Amino Butyric Acid) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในระบบส่วนกลางช่วยให้ผ่อนคลายและนอนหลับได้ดี และช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น มีความจำดีขึ้นสามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น น้ำใบบัวบกคั้นสดจัดเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายน้ำ บำรุงกำลัง
การศึกษาวิจัยเพื่อหาพันธุ์ที่เหมาะสมในการนำมาปลูกเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างทางเลือกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยเฉพาะการนำมาผลิตเป็นน้ำใบบัวบกพร้อมดื่ม ตลอดถึงใบบัวบกแห้ง และแบบชนิดผงจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์และเป็นคำตอบสำหรับการส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกนำไปเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ต่อไป

“รมช.เกษตร” เปิดงานตลาดอินทผลัมเมืองย่าโม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381332

 “รมช.เกษตร” เปิดงานตลาดอินทผลัมเมืองย่าโม

วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 – 09:15 น.
อินทผาลัม
เปิดอ่าน 1,526 ครั้ง

 “รมช.เกษตร” เปิดงานตลาดอินทผลัมเมืองย่าโม 

“รมช.มนัญญา” เปิดงานตลาดอินทผลัมเมืองย่าโม หนุนพัฒนาศักยภาพการแปรรูปอินทผลัมผลสด สายพันธุ์บาฮี พร้อมเชื่อมโยงการตลาด – แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดันเกษตรกรตัวจริงพบผู้บริโภค

    นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน “เปิดสวนและเปิดตลาดอินทผลัมผลสด สายพันธุ์บาฮี”ณ บ้านสวนสระเพลง ตำบลสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง ตลอดทั้งส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพตลอดห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโดยเน้นเรื่องการตลาดนำการผลิต มุ่งเน้นไปที่เกษตรกรให้สามารถเลี้ยงตนเองได้ และมีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้อยู่ดีมีสุข

การจัดงาน “เปิดสวนและเปิดตลาดอินทผลัมผลสดสายพันธุ์บาฮี” ในครั้งนี้ ได้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ เช็คอินอินทผลัม@สีคิ้ว โคราช โดยบริษัท เอ็ดวูดฟาร์ม (ไทยแลนด์) จำกัด ร่วมกับสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมเกษตรอินทรีย์นครราชสีมา ในระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม ถึงวันที่ 1 กันยายน 2562 ณ สวนบ้านสระเพลงตำบลสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา นับเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง จากการเปิดตลาดทางการค้าเสรีอินทผลัมสดชนิดเพาะเนื้อเยื่อ “สายพันธุ์บาฮี”ระหว่างสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม กับตัวแทนจำหน่ายหรือผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด อีกทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ได้พบปะนักธุรกิจการค้าและผู้บริโภคโดยตรงกับเกษตรกรที่ปลูกอินทผลัมจากภาคอื่นๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการแปรรูปอินทผลัมผลสดให้ได้คุณภาพที่ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดได้อีกทางหนึ่ง

“กระทรวงเกษตรฯ มีรัฐมนตรี 4 คน ที่จะรวมพลังกันช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างเต็มที่เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มเกษตรกรอย่างเข้มแข็ง และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ มีประโยชน์อย่างมากแก่ผู้ที่สนใจปลูกอินทผลัม ขอชื่นชมในความตั้งใจของคณะผู้จัดงานและกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมเกษตรอินทรีย์ ที่มีการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัม ในนามกลุ่ม Ed Wood Thailand เพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมของประเทศไทย โดยมีการศึกษาค้นคว้าเรื่องการเพาะปลูกอินทผลัมจนประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว และมีการพัฒนาจนสามารถได้ผลผลิตตรงตามสายพันธุ์ที่แท้จริง ผลผลิตสมบูรณ์ และราคาดี จึงเป็นการสร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง ทั้งนี้ อยากฝากถึงพี่น้องเกษตรกรไทย ขอให้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มายึดถือปฏิบัติ โดยเฉพาะการทำการเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านผลผลิตและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทย “นางสาวมนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ ภายในงาน มีกิจกรรมเช็คอิน ชิม ช้อป เกษตรกรพบปะผู้บริโภค เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรตัวจริงได้พบกับผู้ซื้อและผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้รายได้เข้าถึงเกษตรกรอย่างแท้จริง นิทรรศการงานจำหน่ายสินค้าของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย งานเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ “อินทผลัม พืชเศรษฐกิจใหม่สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน” โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้บุกเบิกการปลูกพืชอินทผลัมชนิดเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ “สายพันธุ์บาฮี” และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย  ตลอดทั้งมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังที่มามอบความสุขความสนุกสนานให้กับผู้ที่มาร่วมงานด้วย

ศพก.หนองม่วง สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381271

ศพก.หนองม่วง สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง

วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 – 10:11 น.
ชัยนาท
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

ศพก.หนองม่วง สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง

จากนโยบายรัฐบาลที่ให้มีการจัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ศพก.” เริ่มขึ้นเมื่อปี 2557 เพื่อเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน โดยได้จัดตั้งขึ้นอำเภอละหนึ่งแห่ง  รวม 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท มีทั้งสิ้น 78 ศูนย์

       นายทวี  มาสขาว

              ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรบ้านหน่วยประคอง ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เป็น หนึ่งใน 78 ศพก. ที่มีพืชหลัก คือมันสำปะหลัง แต่ในพื้นที่ยังมีการปลูกพืชอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชไร่ เช่น อ้อยโรงงาน  นายบุญสม  แย้มครวญ หรือลุงเปี๊ยก ประธาน ศพก.หนองม่วง เป็นผู้นำยุคเริ่มแรกในการรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ ด้วยการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นธนาคารหมู่บ้าน เมื่อปี     พ.ศ. 2541 ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียง 70,000 บาท สร้างนิสัยการออมให้กับคนในชุมชนด้วยการออมวันละ     10 บาท ส่งผลให้สมาชิกหลายรายในกลุ่มปลดหนี้นอกระบบได้ บางรายมีเงินออมไว้เป็นภูมิคุ้มกันในชีวิต

จนกระทั่งมีผู้มาศึกษาดูงานธนาคารหมู่บ้านอยู่เป็นประจำ กิจการได้ดำเนินการและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง    ธ.ก.ส. ยกให้เป็นสถาบันการเงินหมู่บ้าน แห่งประเทศไทย ระดับ 5 และมีการจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตามลำดับ ในปี พ.ศ. 2557 รัฐบาลมีนโยบายให้จัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรขึ้น ปัจจุบันกลุ่มในนาม ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอหนองม่วง มีเงินทุนหมุนเวียน กว่า 13,000,000 ล้านบาท
นายทวี  มาสขาว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า ศพก. หนองม่วง มีการผลิตพืชหลัก 2 ชนิด คือมันสำปะหลังและอ้อยโรงงาน ดังนั้น จึงทำให้มีองค์ความรู้ และฐานการเรียนรู้เรื่องพืชทั้งสองชนิด ซึ่งมีเป้าหมายในการลดต้นทุน และเพิ่มปริมาณผลผลิต เป็นแห่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ จากความเข้มแข็งทั้งด้านชุมชน เงินทุน และองค์ความรู้ สำนักงานเกษตรอำเภอหนองม่วง ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล ศพก. หนองม่วง จึงขยายผลความเข้มแข็งดังกล่าว สู่จุดเรียนรู้ในพื้นที่ ตำบลอื่นๆ ในรูปของ ศพก. เครือข่าย

ซึ่งการก่อตั้ง ศพก. เครือข่ายนี้ เริ่มจากแนวคิดของ นางณภัทร  ภูริผล เกษตรอำเภอหนองม่วง ที่เห็นว่าควรมีจุดเรียนรู้อยู่ในทุกตำบล จึงก่อตั้ง ศพก. เครือข่าย และมีการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่าย โดยใช้เวทีการประชุม เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในระยะแรกเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะเป็นผู้สนับสนุน และดำเนินการในการเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ แต่ในปัจจุบัน ศพก.หนองม่วง และศพก.เครือข่ายทั้ง 5 แห่ง เป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด โดยความร่วมมือระหว่าง ศพก. หลัก กับ ศพก. เครือข่าย มีการวางเป้าหมายร่วมกัน คือ ร่วมกันแก้ปัญหา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเกษตร ปลูกฝังให้เยาวชนในพื้นที่รักการเกษตร เพื่อเป็นการอนุรักษ์อาชีพของบรรพบุรุษ โดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาสร้างความสนใจให้กับเด็กๆ นอกจากนี้ยังมีการแบ่งปัน ซื้อขายสินค้าระหว่างกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการตลาด อีกทั้งเน้นทำการเกษตรเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ และอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น

เมื่อสอบถาม ลุงเปี๊ยก ว่าประโยชน์ที่ได้รับจากการมีเครือข่ายคืออะไร คำตอบคือ “การมีเพื่อน”การให้ และการรับ ความเข้มแข็งของเครือข่ายในตอนนี้ เกิดจากการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไม่ปล่อยให้ตายไปกับเจ้าของ ปลุกให้คนในชุมชนตื่น โดยการทำให้เห็น แล้วขยายผล รับประโยชน์ร่วมกัน ความซื่อสัตย์และเสียสละ โดยเฉพาะผู้นำเครือข่าย และสมาชิกทุกคน
ผอ.ทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจัยที่ทำให้ ศพก.หนองม่วง มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง เพราะเกษตรกรต้นแบบ อย่างลุงเปี๊ยก เป็นผู้ที่มีความสามารถ ใฝ่เรียนรู้สิ่งใหม่ ช่างสังเกต และนำมาพัฒนาตนเอง      อยู่เสมอ มีจิตอาสา พร้อมเสียสละ เปิดใจยอมรับ และบอกต่อเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน ตั้งใจจริงที่จะพัฒนาชุมชน อีกทั้งยังมีความซื่อสัตย์ โปร่งใส ทำให้เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชนบ้านหน่วยประคอง และชุมชนใกล้เคียง และที่สำคัญ เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ และนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบตำบล ได้เข้ามาให้ความรู้ และให้โอกาสในการเข้าไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีประชุม อบรม และศึกษาดูงานในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์    ต่อการพัฒนา ศพก. อย่างมาก
อย่างไรก็ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ หรือ สถานการณ์ของแต่ละ ศพก. อาจจะแตกต่างกันไป    ซึ่ง ศพก.หนองม่วง บ้านหน่วยประคอง จะเป็นต้นแบบในการสร้างความเข้มแข็งให้กับ ศพก.หลักและ ศพก.เครือข่ายในอีกหลายพื้นที่ แนวคิด หรือแนวทางการปฏิบัติหลายอย่างสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการบริหารจัดการกลุ่ม หรือการแบ่งปันซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ใด ปลูกพืชชนิดใด      ก็สามารถปฏิบัติได้ทั้งสิ้น ซึ่งคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคต ทุกศพก. จะมีเครื่อข่ายที่เข้มแข็งอย่าง ศพก.    หน่วยบ้านหน่วยประคอง ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง แห่งนี้

เกษตรฯ จัด”คลินิกเกษตรเคลื่อนที่”เฉลิมพระเกียรติร.10

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381107

เกษตรฯ จัด”คลินิกเกษตรเคลื่อนที่”เฉลิมพระเกียรติร.10

วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 – 04:35 น.
คลินิกเคลื่อนที่
เปิดอ่าน 380 ครั้ง

 จัด”คลินิกเกษตรเคลื่อนที่”เฉลิมพระเกียรติร.10 ให้บริการในจุดเดียวในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

     เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ให้บริการเกษตรกร ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคมนี้ ตั้งเป้าให้บริการเกษตรกร 11,550 ราย ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัดทั่วประเทศ

               โดย สำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเผยรายละเอียดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 17 ปีแล้ว เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2545 เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร ในวโรกาสทรงมีพระชนมายุ 50 พรรษา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอพระราชานุญาตจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่กราบบังคมทูลถวาย โดยทรงรับโครงการดังกล่าวไว้ในพระราชานุเคราะห์ และทรงพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการด้วย

               อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเผยต่อว่าเนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดเปิดให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2562 ในพื้นที่ 77 จังหวัด ตั้งเป้ามีเกษตรกรจังหวัดละไม่น้อยกว่า 150 ราย รวม 11,550 ราย มาเข้ารับบริการปรึกษาปัญหาด้านการเกษตร

               สำหรับรายละเอียดการให้บริการของคลินิกเกษตรเคลื่อนที่นั้น จำแนกเป็น 11 ด้าน ได้แก่ 1.คลินิกดิน 2.คลินิกพืช 3.คลินิกปศุสัตว์ 4.คลินิกประมง 5.คลินิกชลประทาน 6.คลินิกสหกรณ์ 7.คลินิกบัญชี 8.คลินิกกฎหมาย 9.คลินิกข้าว 10.คลินิกหม่อนไหน 11.คลินิกอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ได้แก่ การจัดกิจกรรมลงนามถวายพระพร การกล่าวคำถวายพระพรของประธานในพิธี การร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและสดุดีจอมราชา การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ การฝึกอาชีพด้านการเกษตร การนำเสนอผลงานดีเด่นด้านการเกษตรของจังหวัด เป็นต้น

               ทั้งนี้จะมีการประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลข่าวสารผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรเตรียมตัวก่อนเข้ารับบริการ เช่น การเตรียมบัตรประจำตัวประชาชน การเก็บตัวอย่างพืช ดิน สัตว์ และน้ำ ที่มีปัญหามารับบริการอย่างถูกต้อง ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถนำบัตรประจำตัวประชาชนมายื่นขอรับบริการต่อเจ้าหน้าที่ที่รับลงทะเบียนภายในงานได้ฟรี!!!

                อย่างไรก็ตามการจัดตั้งคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เป็นวิธีการดำเนินงานที่สามารถให้บริการทางวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้บรรลุผลสำเร็จตามภารกิจที่รับผิดชอบ โดยเป็นการปฏิบัติงานเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายที่มีปัญหาได้รับบริการทางการเกษตรอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และครบถ้วน เช่น การวิเคราะห์ดิน การวินิจฉัยโรคพืช โรคสัตว์ โรคสัตว์น้ำ และการให้วัคซีนป้องกันโรค รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรมความรู้การเกษตรเสริมเพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วย

               ซึ่งเป็นการดำเนินการในลักษณะบูรณาการการทำงานระหว่างนักวิชาการเกษตรของหน่วยงานต่าง ๆ ในแต่ละสาขา ทั้งด้านพืช สัตว์ ประมง ดิน และน้ำ ฯลฯ พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือทางวิชาการด้านต่าง ๆ หน่วยงานส่งเสริม และศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) มาให้บริการในคลินิกเกษตร โดยสามารถเคลื่อนที่เข้าไปได้ถึงในระดับตำบล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้ารับบริการและแก้ไขปัญหาทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องครบถ้วนทุกด้านในคราวเดียวกัน

          สำหรับโครงการคลิกนิกเกษตรเคลื่อนที่จัดตั้งขึ้นในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ 50 พรรษาในพุทธศักราช2545กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอพระราชานุญาตจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ทูลถวาย และพระองค์ทรงรับโครงการดังกล่าวไว้ในพระราชานุเคราะห์ และทรงพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายสัญลักษณ์โครงการและทรงเสด็จเปิดโครงการคลินิกเกษตรฯครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545ณ หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านหลวง อำเภอดอนพุด จังหวัดสระบุรี

หนุนสหกรณ์อุ้มสมาชิกสู้ภัยแล้งจัดสรรเงิน 1,000 ล.ขุดบ่อบาดาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381079

หนุนสหกรณ์อุ้มสมาชิกสู้ภัยแล้งจัดสรรเงิน 1,000 ล.ขุดบ่อบาดาล

วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 – 18:35 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 436 ครั้ง

หนุนสหกรณ์อุ้มสมาชิกสู้ภัยแล้งจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 1,000 ล้าน ให้กู้ขุดบ่อบาดาลหาแหล่งน้ำ

กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสหกรณ์อุ้มสมาชิกสู้ภัยแล้งจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 1,000 ล้าน ให้กู้ขุดบ่อบาดาลหาแหล่งน้ำ พร้อมสร้างอาชีพระยะสั้นช่วงหน้าแล้ง
กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 1,000 ล้านบาท ให้สหกรณ์การเกษตรกู้ยืมไปช่วยบรรเทา              ความเดือดร้อนให้สมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ใช้เป็นทุนขุดเจาะบ่อบาดาลหาแหล่งน้ำพร้อมอุปกรณ์สูบน้ำ    เพื่อลดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำทำการเกษตร พร้อมป้องกันผลกระทบจากภัยแล้งระยะยาวที่อาจส่งผลทำให้พืชผลการเกษตรเสียหาย ขณะเดียวกันยังจัดสรรเงินกู้ให้สมาชิกนำไปลงทุนประกอบอาชีพปลูกพืชที่ให้ผลผลิตระยะสั้น เพื่อสร้างรายได้                 เลี้ยงครอบครัว

               นายพิเชษฐ์   วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 1,000 ล้านบาทให้สหกรณ์การเกษตรกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกสหกรณ์                รายละ 30,000 – 50,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืน 3-5 ปี ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งที่กำลังลุกลามในหลายจังหวัด ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง โดยเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่จะช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในระยะเร่งด่วนนี้ แบ่งออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่ เงินกู้วงเงิน  400 ล้านบาท ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปขุดสระน้ำและเจาะบ่อบาดาล พร้อมอุปกรณ์สูบน้ำ เพื่อจะได้มีแหล่งน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้งปีนี้

ซึ่งสหกรณ์แต่ละแห่งจะขอกู้ได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท และนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกรายละไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนวงเงินกู้อีก 600 ล้านบาท นำไปให้สมาชิกกู้ยืมไปลงทุนเพื่อประกอบอาชีพเสริม เช่น การปลูกพืชระยะสั้นและใช้น้ำน้อย ที่จะสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ในช่วงฤดูแล้งนี้ หรือสหกรณ์กู้ยืมไปเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตหรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคายุติธรรม เพื่อช่วยลดต้นทุนในการประกอบอาชีพให้กับสมาชิก
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยต่อว่าเบื้องต้นมีการสำรวจความต้องการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์จากปัญหาภัยแล้ง มีสหกรณ์ที่ต้องการขอกู้เงินเพื่อนำไปให้สมาชิกขุดบ่อบาดาลและขุดสระเก็บน้ำในไร่นา จำนวน 213 แห่งใน 46 จังหวัด จำนวนสมาชิก 8,000 รายและสหกรณ์ที่ต้องการขอกู้เงินไปพัฒนาธุรกิจ จัดหาปัจจัยการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคจำหน่ายให้กับสมาชิก   รวมถึงนำไปให้สมาชิกกู้ยืมไปเป็นทุนประกอบอาชีพสร้างรายได้ในช่วงฤดูแล้ง จำนวน 340 สหกรณ์ ในพื้นที่ 56 จังหวัดจำนวนสมาชิก 20,000 ราย

โดยขณะนี้  กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเร่งดำเนินการจัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์อย่างเร่งด่วน โดยคาดหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งอยู่ในขณะนี้  ได้มีเงินทุนสำหรับจัดหาแหล่งน้ำในพื้นที่การเกษตร               ของตนเอง และส่วนหนึ่งจะนำไปใช้สำหรับการส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ในช่วงระหว่างรอให้กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

“ขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์ให้ความสนใจเข้าร่วมทั้ง 2 โครงการนี้จำนวนมาก ซึ่งในช่วงต้นปี 2562 กรมฯได้เคยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมนำไปขุดสระน้ำไว้ใช้ในไร่นา และได้ผลตอบรับค่อนข้างดี ทำให้มีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง              ได้อย่างดี สำหรับสหกรณ์ใดที่มีความประสงค์จะขอกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกจากปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและแจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

“รมช.มนัญญา” เปิดงานรณรงค์กำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/380822

   “รมช.มนัญญา” เปิดงานรณรงค์กำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อย

วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 – 07:17 น.
อุทัยธานีโมเดล
เปิดอ่าน 399 ครั้ง

   “รมช.มนัญญา” เปิดงานรณรงค์กำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อย

“รมช.มนัญญา” เปิดงานรณรงค์กำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อย ชูแนวคิด”อุทัยธานีโมเดล”ปราบตั๊กแตนด้วยวิธีการจับ ช่วยลดประชากรตั๊กแตนโดยไม่ใช้สารเคมี พร้อมเชื่อมโยงการตลาดหนุนเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

วันที่ 23 ก.ค.62 เวลา 18.00 น. นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีการจัดงานรณรงค์กำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อย ณหมู่ที่ 8 บ้านอุดมสุข ตำบลบ้านใหม่คลองเคียน อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี ร้อยโททศพล ไชยโกมินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี นายรังสรรค์ วัฒนพานิช นายอำเภอบ้านไร่ คณะองค์การบริหารส่วนจังหวัด ภาคเอกชน และเกษตรกร ร่วมให้การต้อนรับ

            นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จังหวัดอุทัยธานี  มีพื้นที่ปลูกอ้อย จำนวน 326,923 ไร่ และมีโรงงานน้ำตาล จำนวน 2 แห่งซึ่งเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตของเกษตรกร นับเป็นการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการตลาดที่สอดคล้องกัน ซึ่งอ้อยนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในจังหวัดอุทัยธานีสำหรับการแพร่ระบาดของตั๊กแตนไฮโลไกลฟัส (ตั๊กแตนข้าว) เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย โดยมีตั๊กแตนระบาดกัดกินแปลงอ้อยของเกษตรกร ณ หมู่ที่ 2 ,8 ตำบลบ้านใหม่คลองเคียน และหมู่ที่ 4, 6 ตำบลวังหิน อำเภอบ้านไร่จังหวัดอุทัยธานี รวม 4 หมู่บ้าน พบพื้นที่ระบาด 60 ไร่ และพื้นที่เฝ้าระวัง 300 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งหมด 19 ราย โดยพบร่องรอยใบอ้อยถูกตั๊กแตนกัดกินทำลายแหว่งเว้า ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบให้ผลผลิตอ้อยในปี 2563 มีจำนวนลดลง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดอุทัยธานี ได้จัดประชุมชี้แจงเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในการป้องกันกำจัดให้แก่เกษตรกร พร้อมทั้งระดมทีมมือปราบตั๊กแตน ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยบ้านจัน ตำบลหนองจอก อำเภอบ้านไร่ เข้าทำการกำจัดด้วยวิธีกล คือ การใช้มือจับในเวลากลางคืน ผลการจับตั๊กแตนที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมจับตั๊กแตน จำนวน 155 คน สามารถจับตั๊กแตนได้ทั้งหมด 346 กิโลกรัม รวมตั๊กแตนทั้งหมด 429,040 ตัวโดยประมาณ มีมูลค่าการจำหน่าย34,600 บาท

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีตั๊กแตนแพร่ระบาดอยู่ในพื้นที่แปลงอ้อยของเกษตรกรและพื้นที่ใกล้เคียง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการควบคุมปริมาณของตั๊กแตนที่ระบาดให้ลดลง  โดยส่วนราชการและภาคเอกชนจะต้องบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของตั๊กแตนในแปลงอ้อยให้มีปริมาณลดลงและไม่ให้ขยายวงกว้างต่อไป

กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอุทัยธานี ร่วมกับสมาคมชาวไร่อ้อยอุทัยธานีไทยเศรษฐ์ โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลบ้านไร่ และโรงงานน้ำตาลมิตรเกษตร อำเภอสว่างอารมณ์ และเกษตรกรในพื้นที่ตำบลบ้านใหม่คลองเคียน และตำบลวังหิน อำเภอบ้านไร่จึงได้จัดงาน “รณรงค์กำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อย” ขึ้น เพื่อลดปริมาณตั๊กแตนในพื้นที่ระบาดให้ลดลง อีกทั้งให้เกษตรกรได้ตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันกำจัดอย่างถูกวิธี โดยการจัดงานดังกล่าว ประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การถ่ายทอดความรู้เรื่องวงจรชีวิต สถานการณ์การแพร่ระบาด ลักษณะการทำลาย การป้องกันกำจัดอย่างถูกวิธี และการรณรงค์กำจัดตั๊กแตนด้วย “วิธีกล”หรือวิธีการจับตั๊กแตนโดยมีทีมจับตั๊กแตน ซึ่งเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วจำนวน 50 รายมาร่วมรณรงค์การจับตั๊กแตนในครั้งนี้ ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนตั๊กแตนที่ระบาดมีจำนวนลดลง

มนัญญากล่าวด้วยว่าปัจจุบันการใช้สารเคมีในการเกษตรเป็นสิ่งต้องห้าม และหลายๆประเทศไม่ได้ใช้สารเคมีกันแล้วสิ่งสำคัญที่น่าชื่นชม คือ การใช้วิธีป้องกันกำจัดด้วยวิธีกล โดยใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วและมือปราบตั๊กแตน ซึ่งเป็นพี่น้องเกษตรกรเข้ามาดำเนินการจับตั๊กแตน เป็นวิธีการป้องกันกำจัดที่ได้ผล เนื่องจากในช่วงกลางวันตั๊กแตนจะหลบสภาพอากาศที่ร้อนเข้าซ่อนตัวในบริเวณโคนกออ้อยและในวัชพืช ทำให้ยากต่อการป้องกันกำจัด

ส่วนในช่วงพลบค่ำ ตั๊กแตนจะขึ้นจากบริเวณโคนกออ้อยมากัดกินใบอ้อยด้านบน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการกำจัดตั๊กแตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีมาทำการฉีดพ่น ขณะเดียวกันเกษตรกรที่จับตั๊กแตนยังมีรายได้จากการขายตั๊กแตนได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งขายดีมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี จึงขอให้จังหวัดอุทัยธานี ได้ดำเนินการควบคุมป้องกันกำจัดตั๊กแตนให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดประชากรของตั๊กแตนให้ลดลงตลอดจนเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้หมู่บ้านแห่งนี้ เป็นชุมชนต้นแบบในการป้องกันกำจัดตั๊กแตนด้วยวิธีกล ขยายผลไปยังหมู่บ้านหรือชุมชนอื่นหากพบการระบาดเนื่องจากเป็นวิธีการกำจัดที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดต้นทุน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งจะนำแนวคิด “อุทัยธานีโมเดล” กำจัดตั๊กแตนด้วยวิธีการจับไปเผยแพร่ผลการดำเนินงานในพื้นที่อื่นต่อไป

บจธ. เร่งเดินหน้าโครงการธนาคารที่ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/380599

บจธ. เร่งเดินหน้าโครงการธนาคารที่ดิน

วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 – 16:13 น.
บจธ
เปิดอ่าน 394 ครั้ง

บจธ. เร่งเดินหน้าโครงการธนาคารที่ดิน

บจธ. เร่งเดินหน้าโครงการธนาคารที่ดิน พร้อมผลักดันโครงการกระจายการถือครองที่ดิน ใน 4 รูปแบบ (โมเดล) เพื่อให้เกษตรกรและผู้ยากไร้มีที่ดินทำกิน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน อันเนื่องมาจากการนำที่ดินไปจำนองกับสถาบันการเงิน หรือขายฝากกับนายทุนจนหลุดจำนอง หรือขายฝากเจ้าหนี้และถูกยึดไป คาดสามารถจัดตั้งธนาคารที่ดินได้สำเร็จใน 3 ปี

นายขจรศักดิ์ เจียรธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งธนาคารที่ดิน และการจัดทำโครงการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่ง บจธ. ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยว่า ได้มีการดำเนินงานใน 4 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการนำร่องธนาคารที่ดินในพื้นที่นำร่อง 5 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ใน 2 จังหวัดคือ เชียงใหม่และลำพูน 2.โครงการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร 3.โครงการแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน และ 4.โครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐ
“เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ครม. มีมติต่ออายุให้ บจธ. ออกไปอีก 3 ปี โดยจะมีการประเมินผลงานปีต่อปีใน 2 เรื่องคือ ความสัมฤทธิ์ผลของงาน และไม่เป็นภาระงบประมาณ ซึ่งหากไม่ผ่านในปีแรกก็ยุติเลย แต่หากทำงานได้ตามแผนที่วางไว้ ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าก็ต่อไปอีกคราวละ 1 ปี แต่ภายใน 3 ปีนี้ เราจะต้องตั้งธนาคารที่ดินให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้ ต้องเห็นรูปแบบของธนาคารที่ดินอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็จะต้องหาโมเดลหรือรูปแบบการกระจายการถือครองที่ดินควบคู่กันไปด้วย เพราะหลังจากที่มีการจัดตั้งเป็นธนาคารที่ดินสำเร็จแล้ว จะมีการนำรูปแบบหรือโมเดลนี้ไปใช้ดำเนินการกับธนาคารที่ดินด้วย และเมื่อจัดตั้งธนาคารที่ดินได้สำเร็จ บจธ. ก็จะยุติบทบาทลงทันที และโอนถ่ายภาระหน้าที่ไปให้ธนาคารที่ดินดำเนินการแทน”
ผอ.บจธ. ยังชี้แจงต่อว่า ที่ผ่านมาในโครงการแรกนั้น บจธ. สามารถช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบปัญหาที่ดินได้จำนวน 488 ครัวเรือน (จากจำนวนทั้งสิ้น 499 ครัวเรือน) โดยดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วใน 4 ชุมชน เหลืออีก 1 ชุมชนใน อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ที่ยังมีความล่าช้าในกระบวนการดำเนินการ เนื่องจากติดปัญหาราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น และบางส่วนเป็นที่ดินที่มีเลขโฉนดซ้ำกับกรมป่าไม้ หรือเป็นที่ดินบริจาคให้แก่สถาบันศึกษา ส่วนโครงการที่สองเป็นโครงการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรที่เกษตรกรมีการรวมกลุ่มในรูปแบบของสถาบันเกษตรกร โดย บจธ. ได้เข้าไปช่วยเหลือดูแลในทุกขั้นตอน เพื่อให้มีการกระจายการถือครองที่ดินให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป นอกจากนี้ยังมีการดำเนินการส่งเสริมอาชีพโดยร่วมกับ 15 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งได้ดำเนินโครงการไปแล้วจำนวน  4 แห่ง ได้แก่ ชุมชนใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ชุมชนน้ำแดงพัฒนา อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ชุมชนใน ต.แม่กก อ.เมือง จ.เชียงราย และชุมชนใน จ.นครศรีธรรมราช มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการประมาณ 150 ครัวเรือน วงเงินประมาณ 120 ล้านบาท

“เป้าหมายของเราก็คือ ต้องการให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรถือครองที่ดินทำกินไว้ให้นานที่สุด ไม่กลับไปสู่มือนายทุน อันนี้คือปรัชญาในการทำงานขององค์กรของเรา ตอนนี้ทุกโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินงานอย่างพิมายก็อยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อที่ดินประมาณ 200 ไร่ ที่เราทำไปจะมี 2 รูปแบบ คือกระจายการถือครองที่ดินแบบโฉนดรวม และจัดสรรให้รายปัจเจกเมื่อชำระค่าเช่าซื้อเสร็จสิ้น ส่วนจะได้คนละกี่ไร่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกลุ่มเกษตรและความสามารถในการผ่อนส่งของเกษตรกร”

ในขณะที่ผลการดำเนินโครงการที่สาม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจนนั้น เป็นโครงการที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559-2560 ซึ่งปัญหาที่พบมากที่สุดคือ เกิดจากเกษตรกรกู้ยืมเงินจาก บจธ. ไปไถ่ถอนที่ดินเพื่อทำกินแล้ว ก็มักจะไปเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ของคนอื่นด้วย เมื่อลูกหนี้ที่ตัวเองไปค้ำประกันชำระหนี้ไม่ได้ เจ้าหนี้ก็จะมาบังคับคดีกับที่ดินที่จำนองไว้กับ บจธ. ทำให้ บจธ. ต้องเปลี่ยนวิธีใหม่ โดยจะไปซื้อที่ดินดังกล่าวมา แล้วนำมาให้เจ้าของเดิมเช่าซื้อในระยะเวลา 30 ปี ซึ่งวิธีการนี้มั่นใจได้ว่าเกษตรกรจะยังมีที่ทำกิน แม้เกษตรกรจะมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนโครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายของรัฐนั้น  บจธ.จะเข้าไปดูแลแก้ปัญหาด้วยการจัดหาที่ดินแห่งใหม่ให้ ปัจจุบันมีการทำโครงการอยู่ที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ EEC เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีความต้องการพื้นที่ใช้สอยเฉลี่ยรายละประมาณครึ่งไร่ ซึ่ง บจธ. ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยใหม่ให้แก่คนกลุ่มนี้

    สำหรับเกษตรกรและผู้ยากจนที่ต้องการรับการช่วยเหลือเงินสินเชื่อดังกล่าว สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.labai.or.th หรือส่งอีเมลล์ที่ labai@labai.or.th หรือโทรติดต่อได้ที่ โทร 0 2278-1244, 02278-1648 ต่อ 601,602,610  มือถือ 09 2659 1689

งานจัดรูปที่ดินพิจิตร ลงตัวที่เกษตรแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/380591

งานจัดรูปที่ดินพิจิตร ลงตัวที่เกษตรแปลงใหญ่

วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 – 15:40 น.
จัดรูปที่ดิน
เปิดอ่าน 520 ครั้ง

งานจัดรูปที่ดินพิจิตร ลงตัวที่เกษตรแปลงใหญ่ 

รูปแบบของการจัดการพื้นที่เพาะปลูก ต้องยอมรับเลยว่า พื้นที่จัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีความเหมาะสมกับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่อย่างยิ่ง เพราะมีระบบกระจายน้ำในระดับแปลงอย่างทั่วถึง และมีเส้นทางลำเลียงที่สะดวกต่อการเข้าถึงแปลง ทั้งขนส่งปัจจัยการผลิตเข้าไปและรวบรวมผลผลิตลำเลียงออกมา

              นายวิทยา ทรัพย์คงทน ผู้อำนวยการสำนักจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรมที่ 6 สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำฯ ที่ 6 ได้เข้าไปปรับปรุงพื้นที่จัดรูปที่ดินเดิมประเภทกึ่งสมบูรณ์ (Extensive Type) ในเขต ต.ทับหมัน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร 1,450 ไร่ ซึ่งประสบปัญหาพื้นที่ท้ายน้ำไม่ได้รับน้ำทั่วถึง โดยก่อสร้างคูดาดคอนกรีตแทนคูดินตลอดแนวคูกว่า 3 กิโลเมตร ส่งผลให้ส่งน้ำไปถึงโดยสมบูรณ์

ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการสูบน้ำบาดาล และเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพด้วย นอกจากนั้นยังมีเปอร์เซ็นต์การใช้พื้นที่สูงตามด้วย

“อย่างในฤดูแล้งที่เดิมน้ำเข้าไปไม่ถึง เกษตรกรส่วนหนึ่งทำนาโดยใช้น้ำชลประทานเพียงปีละครั้งเดียวเท่านั้น หากต้องการทำเพิ่มต้องสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ แต่พอระบบคูส่งน้ำปรับปรุงดีขึ้นเมื่อปลายปีที่แล้ว เกษตรกรใช้น้ำชลประทานทำนาปรังทันที และเพิ่งมาทำนาปีในขณะนี้อีกรอบหนึ่ง” นายวิทยากล่าว

อย่างไรก็ตาม นายวิทยากล่าวว่า ในการกำหนดรอบเวรส่งน้ำในระยะแรกๆ ประสบปัญหาเกษตรกรบางกลุ่มยังไม่ยอมรับกติกาการรับน้ำตามรอบเวร เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้รับน้ำนั่นเอง

“ปรับปรุงคูส่งน้ำแล้ว กำหนดรอบเวรส่งน้ำใหม่  เราก็ต้องเข้าไปทดสอบเรียกความเชื่อมั่นคืนว่า เขาจะได้รับน้ำตามที่กำหนดแน่นอน โดยไม่ต้องมาเฝ้าน้ำทั้ง 7 วัน วันไหนถึงรอบเวรก็มาวันนั้น ใช้เวลาเพียงแค่วันเดียว ตอนนี้ไม่มีการแย่งน้ำแล้ว”

ส่วนพื้นที่ใหม่ในเขต ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.พิจิตร 2,000 ไร่ ทางสำนักงานจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำฯ ที่ 6 ดำเนินการจัดรูปที่ดินประเภทสมบูรณ์แบบ (Intensive Type) แล้วเสร็จเมื่อปี 2560 นอกจากทำนาปีละ 3 ครั้งแล้ว ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ในระดับ 80-100 ถัง/ไร่ เพราะได้รับน้ำอย่างทั่วถึง

“เป็นพื้นที่ชลประทานในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดงเศรษฐี แต่น้ำส่งไปไม่ถึง พอเราเข้าไปจัดรูปที่ดิน ก่อสร้างระบบกระจายน้ำในแปลงทั่วถึง มีเส้นทางลำเลียง เกษตรกรในโครงการยื่นขอเข้าโครงการเกษตรแปลงใหญ่ทันที เพราะเห็นประโยชน์จากที่อื่นมาก่อนแล้ว”

นายวิทยากล่าวอีกว่า ในจังหวัดพิจิตรมีพื้นที่ก่อสร้างระบบกระจายน้ำ 350,000 ไร่ในเขตชลประทาน เป็นพื้นที่จัดรูปที่ดิน 340,000 ไร่  ส่วนพื้นที่จัดระบบน้ำประมาณ 10,000ไร่ ส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน เป็นระบบสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ

การพัฒนางานจัดรูปที่ดินใน จ.พิจิตร จึงเป็นลักษณะการเหลียวหลัง คือการสำรวจและปรับปรุงงานจัดรูปเดิมที่ก่อสร้างมานานแล้ว และเริ่มเสื่อมโทรม ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแนวทางปรับปรุงจะเปลี่ยนรูปแบบคูส่งน้ำ จากคูดินเป็นคูดาดคอนกรีต เพิ่มความแข็งแรงมั่นคง ยืดอายุการใช้งานนานขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำให้น้ำส่งถึงแปลงที่ดินเร็วขึ้นและลดปริมาณการสูญเสียน้ำ

“งานจัดรูปที่ดินที่นี่อยู่ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทั้ง 3 โครงการ คือ ท่าบัว ดงเศรษฐี และพลายชุมพล โดยมีพื้นที่สองแห่งแรก 160,000 ไร่ และ 150,000 ไร่ ตามลำดับ ที่เหลือเป็นพื้นที่ส่งน้ำพลายชุมพล”

เป็นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาที่อาศัยน้ำจากเขื่อนนเรศวร ซึ่งรับน้ำต้นทุนจากเขื่อนสิริกิติ์อีกทอดหนึ่ง และกระจายน้ำด้วยการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเข้าสู้แปลงเกษตรอย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกัน พื้นที่จัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญควบคู่ไปกับน้ำ คือเส้นทางลำเลียงที่เข้าถึงทุกแปลงเช่นกัน

พื้นที่จัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำ จึงเป็นพื้นที่ที่ออกแบบรองรับการเกษตรแปลงใหญ่ที่มุ่งส่งเสริมเกษตรกรรวมตัวกันทำการเกษตร ทั้งเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และบริหารจัดการด้านการตลาดด้วย โดยมีภาครัฐและภาคเอกชนสนับสนุน

กข 43 ปลูกง่าย ราคาดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/380286

 กข 43 ปลูกง่าย ราคาดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 – 16:49 น.
ข้าวกข43
เปิดอ่าน 602 ครั้ง

   กข 43 ปลูกง่าย ราคาดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

กข 43 ข้าวพันธุ์น่าสนใจ ปลูกง่าย ราคาดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ข้าวพันธุ์ กข 43 เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของนาแปลงใหญ่ หรือ โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรได้รวมกลุ่มกันผลิต และยกระดับให้เป็นสินค้าตลาดเฉพาะของกลุ่มคนรักสุขภาพ

การผลิตข้าวเพื่อสุขภาพ กข 43 ให้มีคุณภาพ ต้องมีการควบคุมการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกจนกระทั่งแปรรูป กรมการข้าวจึงรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ เพื่อผลิตข้าวตามมาตรฐาน GAP และสีแปรเป็นข้าวสารโดยโรงสีข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GMP เท่านั้น

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวกข 43 เป็นข้าวเพื่อสุขภาพ มีการวิเคราะห์ทางกรมการข้าว ร่วมกับทางมหาลัยมหิดล มีการตรวจสอบวิเคราะห์ค่าดัชนีน้ำตาลในข้าว ซึ่งอยู่ในเกษณฑ์ที่ต่ำ นั่นหมายความว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแน่นอน ซึ่งข้าว กข 43 จะมีลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้ มีอายุสั้น เหมาะกับเขตภาคกลาง อายุของข้าวกข 43 ประมาณ 95 วันและได้จะผลผลิตประมาณ 500 กิโลกรัมต่อไร่

ดังนั้นการที่จะนำข้าวพันธุ์ กข 43 ไปปลูกจะต้องมีความเหมาะสม ดูตั้งแต่เรื่องของเมล็ดพันธุ์ที่ดี ใช้วิธีการที่ถูกต้อง ในที่นี้จะมีตลาดที่รับซื้อข้าวกข 43 ที่ชัดเจน ซึ่งทางสหกรณ์จะมีโรงสีของสหกรณ์เอง โดยนำผลผลิตมาสีที่โรงสีสหกรณ์มีการควบคุมในเรื่องของคุณภาพ โรงสีก็ได้รับมาตรฐาน GMP โยงมาถึงผู้ประกอบการในส่วนของสหกรณ์เอง

“ผู้ประกอบการภายนอกที่จะซื้อข้าวแพคขายก็จะมีระบบคิวอาร์โค้ด ตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นระบบที่ผมคิดว่า กรมการข้าวจะใช้โมเดลนี้ ในการขยายผลไปทำกับข้าวชนิดต่างๆ เพื่อให้มีการควบคุมปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม และมีปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด”

ทั้งนี้ข้าวกข43 ได้รับความนิยมในไทยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าว ยังเตรียมส่งข้าว กข43 ไปที่ประเทศออสเตรเลีย ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจค่าดัชนีน้ำตาลในระดับสากล เพื่อจะเปิดทางสู่การส่งออกในต่างประเทศ และต้องยอมรับเลยว่ากระแสตื่นตัวการรักสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภค เน้นบริโภคอาหารที่ปลอดภัย ปลอดจากสารพิษ และอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทางกรมการข้าวได้นำความต้องการเหล่านี้เป็นโจทย์ ให้นักวิจัยได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค เหมาะสำหรับการทำตลาดเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ห่วงใยสุขภาพ จึงเป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่จะผลิตข้าว โดยมีตลาดนำการผลิต