เทคนิคตัดใบข้าวช่วยนาที่กระทบแล้งฟื้นตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/382779

 เทคนิคตัดใบข้าวช่วยนาที่กระทบแล้งฟื้นตัว

วันที่ 7 สิงหาคม 2562 – 18:53 น.
กรมการข้าว
เปิดอ่าน 583 ครั้ง

 เทคนิคตัดใบข้าวช่วยนาที่กระทบแล้งฟื้นตัว

กรมการข้าวแนะนำเทคนิคการตัดใบข้าวในนาหว่าน ช่วยให้นาข้าวที่ประสบภัยแล้งฟื้นตัวเร็วและวัชพืชจะโตไม่ทัน ทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีปฏิบัติตามปกติที่ไม่ได้ตัดใบ

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า ภาวะฝนทิ้งช่วงที่ผ่านมาทำให้นาข้าวหลายพื้นที่ต้นโทรมแห้งและชะงักการเจริญเติบโตของข้าว รวมทั้งมีวัชพืชขึ้นในแปลงนามาก แต่ขณะนี้ฝนเริ่มกลับมาตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งหากมีน้ำขังนาแล้ว ชาวนาสามารถใช้เทคนิคการตัดใบข้าวให้ต้นข้าวฟื้นตัวได้ โดยแนะนำสำหรับแปลงนาหว่านซึ่งการตัดใบควรมีระดับน้ำในนาสูงไม่เกิน 5 เซนติเมตร สามารถใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายบ่าตัดระยะข้าวกำลังแตกกอที่ความสูงประมาณ 5 เซนติเมตรจากผิวดินซึ่งเท่ากับระดับผิวน้ำ

หลังจากตัดใบประมาณ 15 วัน ต้นข้าวจะเจริญเติบโตจนมีความสูงเท่าก่อนตัด จากงานวิจัยของกรมการข้าวพบว่า “เทคนิคการตัดใบข้าว” ไม่ใช่เพื่อการกำจัดวัชพืชเท่านั้น แต่มีศักยภาพที่จะเพิ่มผลผลิตข้าวในพื้นที่   นาหว่านข้าวได้ด้วย เนื่องจากใบข้าวและวัชพืชที่ตัดออกจะถูกย่อยสลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ให้กับข้าวเป็นอย่างดี ช่วยลดการแข่งขันของวัชพืช ทำให้ต้นข้าวสูงสม่ำเสมอและแตกกอได้ดีเหมือนนาปักดำ ช่วยลดการระบาดและทำลายของโรคแมลงศัตรูข้าว รวงข้าวออกอย่างสม่ำเสมอและสุกแก่พร้อมกัน ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 12 เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีปฏิบัติตามปกติที่ไม่ได้ตัดใบ

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวต่อว่า พื้นที่นาของไทยเปลี่ยนแปลงจากการปลูกแบบปักดำมาเป็นการหว่านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเนื่องจากการขาดแคลนแรงงานและต้องการลดต้นทุนการผลิต แต่ด้วยวิธีการปลูกแบบหว่านเมล็ดส่งผลให้วัชพืชเกิดขึ้นในแปลงเพิ่มมากขึ้นด้วย การใช้สารป้องกันและกำจัดวัชพืชทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ดังนั้นชาวนาหลายพื้นที่โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ทดลองใช้เทคนิคการตัดใบข้าวเพื่อการกำจัดวัชพืชพบว่า ได้ผลดีและเริ่มนิยมใช้แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ทำในนาปักดำเพราะระบบรากของข้าวที่ปลูกแบบนาปักดำจะไม่แข็งแรงเท่ากับนาหว่าน เมื่อตัดใบข้าวแล้วจะทำให้ข้าวฟื้นตัวช้าหรือไม่ฟื้นเลย โดยเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่หรือที่กรมการข้าว

จีนปรับลดระบายน้ำเขื่อนจิ่งหงอีกระลอก 11-15 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/382622

จีนปรับลดระบายน้ำเขื่อนจิ่งหงอีกระลอก 11-15 ส.ค.นี้

วันที่ 6 สิงหาคม 2562 – 16:35 น.
สทนช
เปิดอ่าน 524 ครั้ง

จีนปรับลดระบายน้ำเขื่อนจิ่งหงอีกระลอก 11-15 ส.ค.นี้

จีนแจ้งปรับลดระบายน้ำเขื่อนจิ่งหงช่วงวันที่ 11 – 15 ส.ค.นี้ สทนช.เร่งประเมินสถานการ์น้ำโขง พร้อมแจ้งผู้ว่าฯ จังหวัดริมโขง และหน่วยเกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบล่วงหน้า

นายสมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรน้ำ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีหนังสือถึงสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงฝ่ายไทย ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2562 เรื่อง แจ้งข้อมูลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าพลังน้ำจิ่งหงที่จะเริ่มปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนจิงหงลงจาก 1,100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เป็น 600-800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ตั้งแต่วันที่ 11 – 15 สิงหาคม 2562 เพื่อดำเนินการบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าโรงผลิตพลังน้ำในช่วงเวลาดังกล่าว    หลังจากนั้นจะปรับเพิ่มการระบายน้ำจนกลับเข้าสู่สถานะการทำงานปกติ

โดยล่าสุดขณะนี้ สทนช.ได้เตรียมออกหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการ 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง ได้แก่ จ.เชียงราย เลย นครพนม หนองคาย มุกดาหาร บึงกาฬ อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี กรมทรัพยากรน้ำ กรมเจ้าท่า กรมประมง และกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ กรรมการลุ่มน้ำโขงอีสาน โดยด่วนแล้ว เพื่อรับทราบสถานการณ์ พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นและเตรียมมาตรการรับมือล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม สทนช.จะมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับสถานการณ์แม่น้ำโขงในปัจจุบัน (ณ วันที่ 6 ส.ค.62) ระดับน้ำในสถานีวัดน้ำท่าต่างๆ ยังอยู่ในเกณฑ์น้อย และต่ำกว่าระดับตลิ่งในทุกสถานี โดยสถานีจิ่งหง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระดับน้ำลดลง 0.02 เมตร เมื่อเทียบกับวานนี้ (5 ส.ค.62) ต่ำกว่าตลิ่ง 13.61 เมตร แนวโน้มทรงตัว สถานีหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระดับน้ำลดลง 1.35 ต่ำกว่าตลิ่ง 8.29 เมตร แนวโน้มทรงตัว สถานีเชียงแสน  จ.เชียงราย ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 0.14 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 9.9 เมตร แนวโน้มทรงตัว สถานีเชียงคาน จ.เลย ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 2.26 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 6.74 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น สถานีหนองคาย จ.หนองคาย ระดับน้ำลดลง 0.10 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 10.84 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น สถานีนครพนม จ.นครพนม ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 0.09 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 7.6 เมตร แนวโน้มลดลง สถานีมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 0.14 ต่ำกว่าตลิ่ง 7.93 เมตร แนวโน้มทรงตัว สถานีโขงเจียม               จ.อุบลราชธานี ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 0.12 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 9.42 เมตร แนวโน้มเพิ่มขึ้น

ททท. จัดกิจกรรม “เที่ยวยกครัว ทัวร์ยกบ้าน @ราชบุรี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/382567

ททท. จัดกิจกรรม “เที่ยวยกครัว ทัวร์ยกบ้าน @ราชบุรี”

วันที่ 6 สิงหาคม 2562 – 13:19 น.
ททท
เปิดอ่าน 485 ครั้ง

ททท. จัดกิจกรรม “เที่ยวยกครัว ทัวร์ยกบ้าน @ราชบุรี”

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดทริปสุดพิเศษ “เที่ยวยกครัว ทัวร์ยกบ้าน @ราชบุรี” พากว่า 40 ชีวิตตะลุยเมืองโอ่ง สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น (Local Experience) พร้อมส่งเสริมการเดินทางเที่ยวเมืองรองนอกฤดูกาล

อภิชัย  ฉัตรเฉลิมกิจ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดกิจกรรม “เที่ยวยกครัว ทัวร์ยกบ้าน @ราชบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในครอบครัว  ให้ออกเดินทางเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ กระตุ้นจินตนาการของเด็ก สร้างแรงบันดาลใจให้พ่อแม่ และผู้สูงอายุให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว พร้อมส่งมอบประสบการณ์ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น (Local Experience) ที่สามารถเพิ่มคุณค่าและสร้างมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงส่งเสริมการเดินทางเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นการท่องเที่ยวนอกฤดูกาล


“การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก 2Madames ซึ่งเป็น Youtuber ท่องเที่ยวแบบครอบครัวชื่อดัง และ บริษัท หนึ่งล้านไอเดีย จำกัด นำผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 45 ท่าน จำนวน 13 ครอบครัว ออกเดินทางไปสัมผัสเสน่ห์และบรรยากาศของจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคกลางที่เดินทางง่าย มีแหล่งท่องเที่ยวแฝงอยู่ในทุกอำเภอ สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล โดยในทริปนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-4 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นเวลา 2 วัน 1 คืน อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมความสนุก ความบันเทิง พร้อมสอดแทรกสาระการเรียนรู้ให้กับทุกๆ คนในครอบครัว ”
โดยกิจกรรมวันแรก เริ่มต้นด้วยการมอบโจทย์กิจกรรม “ประกวดภาพถ่ายครอบครัวสุดประทับใจ” ให้ทุกครอบครัวได้แชะภาพที่ประทับใจกับหลากหลายมุมในจังหวัดราชบุรี ก่อนแวะเติมพลังกับอาหารอร่อย ณ “โอ่งข้าว โอ่งน้ำ” ร้านอาหารรูปร่างทรงกลมที่ตั้งอยู่ใน “ศูนย์แห่งการเรียนรู้ เรื่องของโอ่ง” สถานที่ท่องเที่ยวแนวใหม่ เชิงอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมประจำท้องถิ่น เพื่อสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวราชบุรีอย่างแท้จริง เมื่ออิ่มหนำกันแล้ว นำคณะเข้าชมพิพิธภัณฑ์โอ่ง ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติที่มาของโอ่งแต่ละใบ ชมสาธิตการปั้นโอ่ง การขึ้นลายโอ่ง พร้อมสนุกกับกิจกรรมเวิร์กช็อปให้ได้ลงมือเพ้นท์โอ่ง และนำผลงานกลับไปเป็นที่ระลึก


จากนั้นนำคณะเดินทางไปยัง @La Toscana Resort ที่พักสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในอำเภอสวนผึ้ง เต็มอิ่มกับดินเนอร์ปาร์ตี้ พร้อมประกาศผลการประกวดภาพถ่าย จากนั้นร่วมพูดคุยกับ “พ่ออิน-แม่แอน จากเพจ 2Madames และคู่พ่อลูก คุณจอห์น นูโว-จัสติน” ที่มาบอกเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น การจัดทริปเอาใจเด็กและผู้สูงอายุ การวางแผนเดินทางท่องเที่ยวแบบครอบครัว ฯลฯ ก่อนปิดท้ายด้วยการเอาใจคุณพ่อคุณแม่ กับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินคนพิเศษ “จอห์น นูโว”
สำหรับกิจกรรมวันที่สอง เริ่มต้นด้วยการแข่งขันทำอาหาร Family Cooking Class ด้วยวัตถุดิบของดีจังหวัดราชบุรี อาทิ เต้าหู้ดำ ไชวโป๊ว ดูแลและสร้างสรรค์เมนูโดย เชฟบุ๊ค-บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต พิธีกรรายการ Foodwork โดยการแข่งขันเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสนุกสนานที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นที่ทุกคนในครอบครัวได้ร่วมกันลงมือทำอาหาร เมื่อจบกิจกรรมแล้วก็ออกเดินทางมุ่งสู่ โคโรฟิลด์ (CORO Field) ฟาร์มสไตล์ญี่ปุ่นซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งแรกในประเทศไทย ให้ทุกครอบครัวได้เที่ยวแบบวิถี Slow Life  สไตล์ฟาร์มมิ่ง ให้น้องๆหนูๆ ได้สนุกกับกิจกรรมการปลูกผักด้วยตัวเอง จากนั้นได้แวะซื้อ “เต้าหู้ดำแม่เล็ก” ของฝากของดีประจำจังหวัดราชบุรี สูตรต้นตำรับเจ้าแรกของอำเภอโพธาราม เต้าหูหวานหอมน้ำพะโล้ รสชาติกลมกล่อม ที่ใครได้ชิมก็ต้องติดใจ

เป็นอันจบทริป “เที่ยวยกครัว ทัวร์ยกบ้าน @ราชบุรี” ด้วยความสุขความประทับใจ พร้อมสร้างรอยยิ้มและมิตรภาพให้กับทุกๆ ครอบครัวที่ได้มาเที่ยวยกครัว ทัวร์ยกบ้านร่วมกัน ณ จังหวัดราชบุรีแห่งนี้

“รมว.เกษตรฯสั่งกรมชล เร่งดับไฟป่าพรุควนเคร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/382074

“รมว.เกษตรฯสั่งกรมชล เร่งดับไฟป่าพรุควนเคร็ง

วันที่ 2 สิงหาคม 2562 – 13:41 น.
พรุควนเคร็ง
เปิดอ่าน 548 ครั้ง

“รมว.เกษตรฯสั่งกรมชล เร่งเสริมกำลังดับไฟป่าพรุควนเคร็ง เมืองคอน” 

นายทองเปลว  กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ 18 เครื่องเร่งสูบน้ำเข้าสู่ป่าพรุควนเคร็ง เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟที่ลุกโหมอยู่ขยายวงกว้าง โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำเข้าพื้นที่ตำบลเคร็ง  ตำบลชะอวด ตำบลบ้านตูล อำเภอชะอวด  ตำบลควนชะลิก อำเภอหัวไทร และตำบลแม่เจ้าอยู่หัว อำเภอเชียรใหญ่

เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ

นอกจากนี้ ยังได้นำเครื่องจักรกลรถขุด 4 คัน เข้าทำการขุดลอกวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางให้น้ำไหลเข้าสู่พื้นที่ป่าพรุได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านเนื่องจากไฟได้ลุกลามเข้ามาถึงอำเภอเชียรใหญ่ ทำให้การสัญจรตามถนนหนทางไม่สะดวกเนื่องจากมีกลุ่มควันจำนวนมากเข้าปกคลุมพื้นที่
นายทองเปลว กล่าวอีกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับให้กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้มาตรการต่าๆ เพื่อป้องกันและควบคุมไฟป่า ซึ่งขณะนี้ร่วมกันจัดทำแนวกันไฟพื้นที่โดยรอบ จึงขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและขอให้มั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งให้ความร่วมมือในการป้องกันและดับไฟให้สำเร็จเร็วที่สุด
สำหรับป่าพรุควนเคร็ง เป็นป่าพรุที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากป่าพรุสิรินธร หรือป่าพรุโต๊ะแดง ในจังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 223,320 ไร่ ซึ่งมีพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติประมาณ 165,825 ไร่ และเป็นป่าถาวรตามมติ ครม.ประมาณ 57,495 ไร่  ส่วนสาเหตุของการเกิดไฟไหม้ป่าพรุในครั้งนี้ คาดว่าเกิดจากการที่ชาวบ้านเข้าไปจุดไฟในพื้นที่ของตัวเอง และไม่สามารถควบคุมไฟได้ จึงทำให้ไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่เขตป่าพรุดังกล่าว โดยมีจุดที่ลุกลามหนักจำนวน 2 จุด ได้แก่ พื้นที่หมู่ 4 ตำบลการะเกด อำเภอเชียรใหญ่ และพื้นที่หมู่ 12 ตำบลสวนหลวง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ศุนย์ฯน้ำประเมินอิทธิพลพายุ”วิภา”ดึงน้ำเข้าอ่างฯเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381955

ศุนย์ฯน้ำประเมินอิทธิพลพายุ”วิภา”ดึงน้ำเข้าอ่างฯเพิ่ม

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 – 16:19 น.
สทนช
เปิดอ่าน 718 ครั้ง

ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจประเมินอิทธิพลพายุ”วิภา”ดึงน้ำเข้าอ่างฯ เพิ่ม

ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจประเมินอิทธิพลพายุ “วิภา” หลายอ่างฯ และแม่น้ำสายหลักหลายแห่งได้รับอานิสงฆ์น้ำเพิ่มขึ้น พร้อมตีกรอบพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหล จ.เชียงราย พะเยา น่าน

นายสำเริง  แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจได้ติดตามและประเมินสถานการณ์พายุโซนร้อน “วิภา”บริเวณเกาะไหหลำ ประเทศจีน ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 65 กม.ต่อ ชม. เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว 20 กม.ต่อ ชม. คาดว่าในวันที่ 2 ส.ค. 62 พายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ซึ่งจะทำให้บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ เชียงราย พะเยา น่าน               จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนักสะสม ซึ่งจากการคาดการณ์วันนี้จะเกิดฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือและอีสานตอนบนบริเวณ จ.เชียงราย พะเยา น่านแพร่ อุตรดิตถ์ เลย เพชรบูณ์ หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร อำนาจเจริญ ยโสธร สุรินทร์ ศรีสะเกษ และ จ.อุบลราชธานี และแนวโน้มช่วงวันที่ 2 – 3 ส.ค. 62 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

โดยปริมาณฝน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีฝนตกหนักมากบริเวณ อ.ป่าแดด จ.เชียงราย อ.ปง  อ.จุน  จ.พะเยา อ.ท่าวังผา  อ.ปัว อ.สันติสุข จ.น่าน ขณะที่ปริมาณฝนสะสม 3 วันสูงสุด บริเวณ อ.ป่าแดด จ.เชียงราย 218 มม.  อ.ปง จ.พะเยา 162  มม. อ.บ่อเกลือ 190 อ.ปัว 214 จ.น่าน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ ได้มีการแจ้งเตือนน้ำหลากและดินโคลนถล่มในพื้นที่ จ.น่าน 6  หมู่บ้าน จ.พะเยา 4 หมู่บ้าน การเตรียมพร้อม จ.เชียงราย 1 หมู่บ้าน จ.น่าน 93 หมู่บ้าน จ.พะเยา 9 หมู่บ้าน จ.แพร่ 2 หมู่บ้าน และ เฝ้าระวัง จ.เชียงราย 11 หมู่บ้าน  จ.แพร่ 3 หมู่บ้าน จ.น่าน 28 หมู่บ้าน
อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของพายุนี้จะทำให้เกิดฝนตกบริเวณแนวปะทะลมหน้าเขา ซึ่งจะส่งผลดีที่จะส่งผลทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ กลางและเล็กในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้มากขึ้น

ซึ่งศูนย์ฯได้คาดการณ์ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯสะสม 3 วันล่วงหน้า พบว่า มีแนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ เพิ่มขึ้นอาทิ เขื่อนสิริกิติ์ 27 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนภูมิพล 10 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนศรีนครินทร์ 35 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนวชิราลงกรณ์ 48 ล้าน ลบ.ม.เป็นต้น โดยศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจจะมีการติดตามแนวโน้มปริมาณฝนไหลเข้าอ่างฯ เพื่อปรับแผนการเก็กกักน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยน้อยกว่า 30% ของความจุมีทั้งสิ้น 21 แห่ง

และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนห้วยหลวง หนองหาร เขื่อนสิรินธร เขื่อนขุนด่านปราการชล ขนาดกลาง 162 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 31 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 110 แห่ง ภาคตะวันออก 12 แห่ง ภาคกลาง 7 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง  ขณะที่สถานการณ์น้ำในแม่น้ำทุกภาคของประเทศ แม่น้ำสายหลักระดับน้ำอยู่ในสภาวะน้ำน้อย แต่เนื่องจากมีมีฝนตกสะสมในบางพื้นที่ ส่งผลให้น้ำในลำน้ำสายหลักบางสายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อาทิ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม  แม่น้ำน่าน อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ แม่น้ำชี เป็นต้น

“ขณะนี้สภาพอากาศ แนวโน้มฝน และความชื้นในอากาศมีเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในอ่างฯ  โดยเมื่อวานนี้ (31 ก.ค.62) ได้ปฏิบัติการในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ และ จ.บุรีรัมย์ ขณะเดียวกัน สทนช. ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานเร่งกักเก็บเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำและเติมน้ำต้นทุนให้พื้นที่การเกษตรให้ได้มากที่สุด เตรียมแผนสำรองขุดลอกทำท่อเชื่อมต่อเพื่อให้ระบบประปาบริหารจัดการน้ำได้ไปถึงต้นเดือนกันยายน รวมทั้งเตรียมประเมินปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนหลังจากสิ้นเดือนสิงหาคมอีกครั้ง” นายสำเริง กล่าว

“เฉลิมชัย” ผนึกพลังทูตเกษตรปรับแผนยุทธศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381952

  “เฉลิมชัย” ผนึกพลังทูตเกษตรปรับแผนยุทธศาสตร์

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 – 16:11 น.
กเกษตร
เปิดอ่าน 621 ครั้ง

  “เฉลิมชัย” ผนึกพลังทูตเกษตรปรับแผนยุทธศาสตร์

              “เฉลิมชัย” ผนึกพลังทูตเกษตรปรับแผนยุทธศาสตร์ ชู “การตลาดนำการเกษตร มุ่งเน้นการสร้างบทบาทไทยในเวทีโลก ความร่วมมือเทคโนโลยีและนวัตกรรมกับประเทศที่มีศักยภาพ” รองรับความผันผวนเศรษฐกิจโลก เล็งหารือ รมว.พณ. เรียกประชุมทูตเกษตร และทูตพาณิชย์ ร่วมกัน หนุนขยายส่งออกสินค้าเกษตรไทย

         วันที่ 1 ส.ค.   นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การขับเคลื่อนแผนงานด้านการเกษตรต่างประเทศ” ให้กับอัครราชทูต อัครราชทูตที่ปรึกษา และกงสุล ทั้ง 11แห่ง ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ภารกิจด้านการเกษตรต่างประเทศมีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการส่งเสริมความเข้มแข็งในกิจกรรมทุกระดับในห่วงโซ่มูลค่า โดยผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับว่ามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมภาคเกษตรไทยให้เข้มแข็ง เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการกำหนดนโยบายและกฎระเบียบทางการค้าของแต่ละประเทศ นับเป็นความท้าทายในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกที่ทุกภาคส่วนต้องรับมือ เพื่อรักษาฐานการตลาดเดิม สร้างโอกาสในการแข่งขันในตลาดใหม่ และลดผลกระทบกับภาคการเกษตรของไทย

“ประเทศไทยต้องสร้างบทบาทในเวทีโลก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกไม่สามารถแข่งขันกันด้วยปริมาณการค้าในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยการเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งภาคการเกษตรของไทยจำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมกับประเทศที่มีศักยภาพ ผ่านความร่วมมือในทุกระดับ มุ่งเน้นการตลาดนำการเกษตร โดยหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานจะต้องทำงานเชื่อมโยงบูรณาการกันอย่างเต็มที่เพื่อประสานนโยบายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้ จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างทูตเกษตร และทูตพาณิชย์ ซึ่งได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นการเบื้องต้นแล้ว เพื่อหาแนวทางสนับสนุนขยายการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปต่างประเทศได้อย่างมีศักยภาพ โดยตั้งเป้าหมายว่า จะทำให้เกษตรกรรู้ว่าควรจะปลูกพืชชนิดใด โดยมีตลาดส่งออกที่แน่นอน” นายเฉลิมชัย กล่าว

ปัจจุบันรัฐบาลได้ประกาศนโยบายหลัก 12 ด้าน ซึ่งในด้านที่ 4 คือ การสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในการพัฒนาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ถือเป็นแนวทางที่รัฐบาลจะใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จึงได้กำชับให้หน่วยงานด้านการเกษตรต่างประเทศ ดำเนินงานสนองต่อ 12 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และทำงานเชิงรุกให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์สูงสุด

โดยมุ่งเน้นใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1. มุ่งเน้นความร่วมมือการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อรองรับความผันผวนเศรษฐกิจโลกโดยมุ่งขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยอย่างยั่งยืน 2.เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านต่าง ๆ อาทิ การเปิดตลาดสินค้าเกษตรใหม่ “เป็ดปรุงสุก” ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะสามารถเปิดตลาดไปยังตลาดออสเตรเลียได้ การแสวงหาตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศ EEU (Eastern Economic Union) ได้แก่ รัสเซีย เบลารุส อาร์เมเนีย คีร์กิซสถาน คาซัคสถาน และประเทศตุรกี ตลอดทั้งการเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรไทยที่มีอนาคต เช่น สมุนไพร ขิง ขมิ้นสด ซึ่งเป็นสินค้าที่ศักยภาพสูงในอเมริกา โดยมีความต้องการนำเข้าถึง 240 ตันต่อปี เพื่อใช้สำหรับการบริโภคและผลิตยา ซึ่งปัจจุบันไทยส่งออกไปอเมริกาประมาณ 60 ตันต่อปี จึงเป็นพืชทางเลือกให้เกษตรกรไทยในอนาคต (อเมริกานำเข้าขมิ้นเกือบ 10,000ตันต่อปี)

นอกจากนี้ มะพร้าวน้ำหอม และสัปปะรดภูแล กุ้งต้มสุกแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์ประมง ก็ยังมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในจีนด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการกำชับให้เร่งรัดการจัดทำพิธีสารกับคู่ค้าหรือมาตรการการส่งออกซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งให้สร้าง Demand สินค้าเกษตรของไทย ผ่านDigital Platform เพื่อเชื่อมโยงตลาดเกษตรสินค้าเกษตรของไทยกับตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยต้องมีพืชส่งออกที่แน่นอน มีการวางแผนเพื่อให้เกษตรกรได้รู้ว่าปีหน้าควรจะปลูกพืชชนิดใด จึงจะมีตลาดรองรับ
                  3.เผยแพร่ศาสตร์พระราชาและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งในภูมิภาคแอฟริกา หมู่เกาะแปซิฟิค และ 4. การบูรณาการการทำงานทั้งในและนอกกระทรวงฯ โดยการดำเนินงานทุกเรื่องขอให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด

ยกย่อง “โครงการเกษตรวิชญาเฉลิมพระเกียรติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381888

ยกย่อง “โครงการเกษตรวิชญาเฉลิมพระเกียรติ

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 – 12:11 น.
เกษตรวิชญา
เปิดอ่าน 695 ครั้ง

ยกย่อง “โครงการเกษตรวิชญาเฉลิมพระเกียรติ

กระทรวงเกษตรฯ ยกย่อง “โครงการเกษตรวิชญาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”เป็นแนวทางสร้างองค์ความรู้ด้านการใช้ที่ดินอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการเกษตรวิชญาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ว่า “โครงการเกษตรวิชญา” เป็นโครงการในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ เนื้อที่ 1,350 ไร่ ณ บ้านกองแหะ หมู่ที่ 4 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อใช้ในกิจการของทางราชการ อันก่อให้เกิดประโยชน์เป็นส่วนรวมต่อหน่วยราชการ สถานศึกษา และราษฎร และพระราชทานนามว่า “เกษตรวิชญา” “ปราชญ์แห่งการเกษตร”

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว การพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงและขยายผลสู่เกษตรกร รวมทั้งเป็นต้นแบบการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตอาหารธรรมชาติ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

“โครงการเกษตรวิชญาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ให้ดำเนินการอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและราษฎรบ้านกองแหะ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตร และอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเกษตรกรในพื้นที่จะได้รับประโยชน์จากการนำความรู้ไปต่อยอดทางอาชีพ ในรูปแบบสหกรณ์ ซึ่งจะมีระบบบริหารจัดการที่ดีและง่ายต่อการพัฒนา และในอนาคตจะสามารถใช้เป็นพื้นที่นำร่องสำหรับการพัฒนายังพื้นที่อื่นๆ ด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว

สำหรับพื้นที่โครงการเกษตรวิชญา แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้
1. ศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรบนพื้นที่สูง เนื้อที่ 138 ไร่ เป็นพื้นที่สาธิตด้านดิน พืช ปศุสัตว์ ประมง การจัดการน้ำ รวมทั้งการเรียนรู้เรื่องบัญชีครัวเรือน และการสหกรณ์
2. ธนาคารอาหารชุมชน เนื้อที่ 123 ไร่ เป็นพื้นที่สวนป่าผสมผสาน เป็นแหล่งอาหารของชุมชนกองแหะ สร้างเป็นพื้นที่ต้นแบบธนาคารอาหารชุมชน
3. พื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า เนื้อที่ 918 ไร่ ปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ในระบบวนเกษตร พืชเศรษฐกิจร่วมกับไม้ป่า สร้างรูปแบบคนอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน
4. แปลงเกษตรกร เนื้อที่ 139 ไร่ จัดเป็นพื้นที่ทำกินของเกษตรกรบ้านกองแหะ จำนวน 54 ราย รายละ 1 ไร่
โดยถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ ให้เกษตรกรใช้ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด
5. พื้นที่ทรงงาน เนื้อที่ 32 ไร่ เป็นพื้นที่สวนป่า ปลูกไม้ยืนต้น สร้างความร่มรื่น

โครงการเกษตรวิชญาเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ปี 2562 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2562 โดยจัดให้มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี อาทิ เปิดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเกษตรกร เยาวชน กิจกรรมการปลูกต้นไม้ รณรงค์การปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ จิตอาสาพัฒนาธนาคารอาหารชุมชนโดยชุมชน การทำฝายชะลอน้ำ จัดงานวันดินโลก 5 ธันวาคม และชุมชนร่วมกันจัดกิจกรรมทำความดีด้วยหัวใจ สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ได้จัดให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ นิทรรศการปราชญ์แห่งการเกษตร ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ โครงการหลวง เปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนปราชญ์แห่งเกษตร ประกวดร้องเพลงพระราชนิพนธ์ ผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วยเกษตรกร หมอดินอาสา นักเรียน ทหาร จิตอาสาพระราชทาน และหน่วยงานราชการประมาณ 600 คน

กปม.นำชม “เรือมณีเงิน 5 “เรือลำแรกหลังไทยปลดใบเหลืองจากEU

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381834

กปม.นำชม “เรือมณีเงิน 5 “เรือลำแรกหลังไทยปลดใบเหลืองจากEU

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 – 08:07 น.
กรมประมง,มณีเงิน5
เปิดอ่าน 671 ครั้ง

กปม.นำชม “เรือมณีเงิน 5 “เรือลำแรกหลังไทยปลดใบเหลืองจากEU 

         วันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2562 ณ ท่าเทียบเรือแพป.ชานนท์ นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดตรัง เยี่ยมชมผลการออกทำประมงนอกน่านน้ำของ “เรือมณีเงิน 5” เรือประมงนอกน่านน้ำลำแรกที่ได้รับอนุญาตให้ออกทำการประมงนอกน่านน้ำไทยหลังประกาศใช้กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงนอกน่านน้ำไทย พ.ศ.2562 และหลังจากที่สหภาพยุโรปได้ประกาศปลดสถานะใบเหลืองให้กับประเทศไทย

             นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า หลังจากที่กรมประมงอนุญาตให้ เรือมณีเงิน 5ออกทำการประมงนอกน่านน้ำไทยเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ในบริเวณพื้นที่ Saya de Malha Bank ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรอบความร่วมมือว่าด้วยการทำประมงในพื้นที่มหารสมุทรอินเดียตอนใต้ (SIOFA)ซึ่งไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกตั้งแต่พฤษภาคม 2560 ขณะนี้เรือลำดังกล่าวได้แจ้งกลับเข้าเทียบท่าเรียบร้อยแล้ว

             กรมประมงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจเรือ เพื่อลงพื้นที่เข้ามาร่วมตรวจสอบข้อมูลตามมาตรฐานขั้นตอนการปฎิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน โดยในวันนี้หลังจากที่ทุกหน่วยงานได้ตรวจสอบและเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ทางกองควบคุมการประมงนอกน่านน้ำและการขนถ่ายสัตว์น้ำ กรมประมง จะทำการปิดฝาระวางเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลจากระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชม. เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบแล้วจึงจะอนุญาตให้นำสัตว์น้ำขึ้นท่าได้ ซึ่งในขั้นตอนนี้คาดการณ์ว่าจะใช้เวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จประมาณ 4 – 10 วัน

               “ เรือมณีเงิน 5 “ เป็นเรือประมงนอกน่านน้ำมีขนาด 312 .73 ตันกรอส ทำประมงด้วยเครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่/เบ็ดมือ ได้แจ้งออกทำการประมงนอกน่านน้ำเป็นระยะเวลา 75 วัน มีการลงทำประมงทั้งหมด 120 ครั้ง แบ่งเป็นอวนลากแผ่นตะเฆ่ 96 ครั้ง เบ็ดมือ 24 ครั้ง สามารถจับสัตว์น้ำได้ทั้งหมด 253.8 ตัน โดยอวนลากสามารถจับสัตว์น้ำได้ทั้งหมด 222.2 ตัน ซึ่งประกอบด้วย ปลาปากคม 77,099 กก. ปลาทูแขก 42,124 กก. ปลาทรายแดง 34,804 กก. และปลาอื่นๆ 68,245 กก. และเบ็ดมือ จับสัตว์น้ำได้จำนวน 31.6 ตันซึ่งประกอบด้วย ปลาตะคอง 25,130 กก. ปลากะพงแดง1,364 กก. ปลาหมูสี 1,301 กก. และปลาอื่นๆ 3,807 กก.

                โดยระหว่างการออกทำประมงนอกน่านน้ำ กรมประมงได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมการเดินเรือและพฤติกรรมการทำประมงตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ประกอบด้วย ระบบระบุตำแหน่งเรือประมง (VMS) ระบบการรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Recording and Reporting System : ERS) ซึ่งเป็นช่องทางในการรายงานผลการทำประมง และการขออนุญาตขนถ่ายสัตว์น้ำเพื่อป้องกันปัญหาการทำประมง IUU ในด้านของการขาดการรายงาน และระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic monitroing system : EM)

                 โดยระบบดังกล่าวจะประกอบด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) ซึ่งบันทึกพฤติกรรมตั้งแต่เรือออกจากท่า จนกระทั่งกลับเข้าท่าและยังได้มีการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์บนกว้านที่ใช้ทำการประมงและฝาระวางเก็บสัตว์น้ำ เมื่อมีกิจกรรมการทำประมง ระบบจะส่งสัญญาณการเริ่มและเลิกกิจกรรมเข้ามาในระบบเฝ้าระวังของกรมประมงโดยอัตโนมัติ อีกทั้งหากพบว่าเรือประมงมีพฤติกรรมต้องสงสัย กรมประมงสามารถร้องขอภาพเพื่อให้ระบบถ่ายภาพส่งเข้ามายังระบบเฝ้าระวังได้

            นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งผู้สังเกตการณ์บนเรือ (Observer on Board) ร่วมออกเดินเรือทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงตลอดเวลา100 % ตั้งแต่ออกเดินทางจากไทยจนกระทั่งกลับไทย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ SIOFA สำหรับเรือประมงอวนลากที่จะต้องมีผู้สังเกตการณ์บนเรือตลอดเวลาที่ทำการประมง เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสังเกตุการณ์พฤติการณ์การทำประมงของเรืองนอกน่านน้ำ รวมถึงประเด็นอื่นที่น่าสนใจ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในการทำการประมง เช่น จำนวนเรือของประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะทำการถอดวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์ตั้งแต่เรือออกจากท่าจนกระทั่งเรือกลับเข้าท่า นำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการทำประมงอย่างละเอียดอีกครั้ง

              การทำประมงในพื้นที่อยู่ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ SIOFAจะทำการประเมินระดับการปฏิบัติตามของแต่ละภาคีสมาชิก โดยใช้ SIOFA Compliance Monitoring Scheme ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Compliance, Non-compliance และ Critically Non-Compliance ซึ่งประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรของ SIOFA ได้ครบถ้วนทุกข้อและตามกำหนดกรอบเวลา จึงจัดอยู่ในประเทศ Compliance ซึ่งมีเพียงประเทศไทยและฝรั่งเศสเท่านั้น ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมประมงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากลของเรือประมงที่จะออกทำการประมงนอกน่านน้ำ ได้อย่างสอดคล้องกับระเบียบและมาตรฐานขององค์การระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น

        การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นการปฏิรูปและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำประมงนอกน่านน้ำได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งผลที่ให้เห็นชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ ขณะนี้เรือประมงนอกน่านน้ำของไทยสามารถออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทำให้เห็นว่านานาประเทศมีความเชื่อมั่นในการทำการประมงของเรือประมงไทยว่ามีระบบการบริหารจัดการการทำประมงนอกน่านน้ำที่มีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีของเรือประมงไทย ที่จะได้มีโอกาสแสวงหาแหล่งทำการประมงใหม่ๆ นอกน่านน้ำไทย

ปศุสัตว์สั่งคุมเข้ม อหิวาต์แอฟริกาในสุกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381617

   ปศุสัตว์สั่งคุมเข้ม อหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 – 16:48 น.
อหิวาต์ในสุกร
เปิดอ่าน 852 ครั้ง

   ปศุสัตว์สั่งคุมเข้ม อหิวาต์แอฟริกาในสุกร

โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ( AFRICAN SWINE FEVER) ที่ปัจจุบันพบว่ามีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นโรคระบาดรุนแรงในหมู ไม่มีวัคซีนป้องกัน ไม่มียารักษา ระบาดได้รุนแรงและรวดเร็ว เชื้อไวรัสมีความทนทาน ทำลายยาก อยู่ในเลือด ในเนื้อ ในอวัยวะหรือแม้แต่ในแหนมในไส้กรอกได้นาน แต่ก่อโรคในหมูและหมูป่าเท่านั้น ไม่ติดสัตว์ชนิดอื่นและไม่ติดคน

หากพบการระบาดของโรคดังกล่าวจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมการผลิตปศุสัตว์ของประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 100,000ล้านบาท ไม่นับรวมผลกระทบด้านสังคมและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

               สำหรับปัจจัยเสี่ยงของการระบาดของโรค คือ การลักลอบนำผลิตภัณฑ์สุกรติดตัวของนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคที่มีจำนวนมากกว่า10ล้านคนต่อปี การปนเปื้อนของเชื้อไวรัสจากเกษตรกรหรือสัตวแพทย์ที่ไปดูงานในประเทศที่มีการระบาดของโรค การลักลอบนำผลิตภัณฑ์สุกรและซากสุกรผ่านช่องทางนำเข้าชายแดนและการปนเปื้อนเชื้อไวรัสที่ยานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ส่งออกสุกรไปยังประเทศที่มีการระบาดของโรค

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์จากรายงานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) พบว่าการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบันได้มีการระบาดใน 20 ประเทศ หลายภูมิภาคทั่วโลก

ซึ่งเป็นทวีปยุโรปจำนวน 10 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี ลัตเวีย มอลโดวา สาธารณรัฐโปแลนด์ โรมาเนีย รัสเซีย ยูเครน และบัลแกเรีย ทวีปแอฟริกามี 4 ประเทศ ได้แก่ ชาด โกตดิวัวร์ แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐแซมเบีย และทวีปเอเซีย มี 6 ประเทศ ได้แก่ จีน (เกิดโรค 149 ครั้ง ใน 107 เมือง 32 มณฑล 4 เขตการปกครอง 1 เขตบริหารพิเศษ) มองโกเลีย (เกิดโรค 11 ครั้ง ใน 6 จังหวัด) เกาหลีเหนือ (เกิดโรค 1 ครั้ง ใน 1 จังหวัด) เวียดนาม (เกิดโรค 161 ครั้ง ใน 62 จังหวัด) กัมพูชา (เกิดโรค 11 ครั้ง ใน 5 จังหวัด) และล่าสุด ลาว (เกิดโรค 12 ครั้ง ใน 5 จังหวัด) ข้อมูล ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2562

ทั้งนี้กรมปศุสัตว์มีภารกิจหลักในการดูแลเรื่องสุขภาพสัตว์และผลผลิตด้านปศุสัตว์ของประเทศไทย เพื่อให้ได้ผลผลิตด้านการปศุสัตว์ที่เพียงพอ มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมทั้งสร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการในการส่งออกไปยังต่างประเทศ จึงได้กำหนดมาตรการป้องกันโรค ASF ในสุกร เพื่อป้องกันการระบาดเข้าสู่ประเทศไทย ดังนี้

1. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรค ASF ในสุกร (war room) ทั้งระดับกรม และระดับจังหวัด 2. ประชาสัมพันธ์ให้บุคคลทั่วไป และประชุมชี้แจงเกษตรกรถึงอันตรายและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากเกิดการระบาดของโรคนี้ 3. ตรวจเยี่ยมฟาร์มหมูทุกฟาร์ม และให้คำแนะนำเพื่อปรับระบบการเลี้ยงให้มีระบบป้องกันโรคที่ดี 4. ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวต่างชาติ ห้ามมิให้นำผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ติดตัวเข้ามาประเทศไทย  5. ตรวจสอบและทำลายผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินำติดตัวเข้ามา

6. เข้มงวดการเคลื่อนย้ายสินค้าปศุสัตว์ที่นำเข้า-นำผ่าน-นำออกตามด่านพรมแดนทุกแห่งของประเทศไทย 7. เตรียมความพร้อมให้มีระบบการทำลายสุกรที่เป็นโรคและซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และ 8. เสนอแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของประเทศไทยต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบอนุมัติแผนเตรียมความพร้อมรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรของประเทศไทย และอนุมัติให้แผนดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 พร้อมทั้งอนุมัติงบประมาณในการดำเนินการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคเร่งด่วน ในปีงบประมาณ 2562

และสำหรับเกษตรกรเผู้เลี้ยงสุกรควรดำเนินการเพื่อการป้องกันควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ดังนี้ 1.  ใช้อาหารสัตว์จากแหล่งที่มีมาตรฐานเชื่อถือได้ 2.  อาหารสำหรับพนักงานหรือคนเลี้ยงสุกรต้องใช้เนื้อจากแหล่งที่ไม่เสี่ยงมาทำอาหารในฟาร์ม 3.  ต้องมีรั้วรอบฟาร์มและโปรแกรมการกำจัดสัตว์พาหะ 4.  บุคคลที่จะเข้าฟาร์มต้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนเข้าฟาร์ม 5.  จัดให้มีตู้ UV เพื่อฆ่าเชื้ออุปกรณ์ก่อนนำเข้าฟาร์ม 6.  ยานพาหนะทุกคันต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม 7.  จัดให้มีเล้าขายหมูอยู่นอกบริเวณที่มีการเลี้ยงสุกร 8.  มีเล้ากักหมูทดแทนอยู่นอกฟาร์มก่อนย้ายเข้าฝูง 9.  น้ำสำหรับใช้ในฟาร์มให้ใช้น้ำบาดาลและมีระบบบำบัดน้ำด้วยคลอรีนก่อนนำไปใช้ 10. มีบ่อทิ้งซากหรือระบบย่อยสลายซาก

ทั้งนี้ คู่มือและแนวทางทางการปฏิบัติต่างๆอาจมีการปรับปรุงเป็นระยะตามความเหมาะสมของสถานการณ์ของโรค ท่านสามารถติดตามและดาวน์โหลดได้ทางเว็บไซด์ของกรมปศุสัตว์ที่ http://www.dld.go.th. หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์หรือ call center ๐๖๓-๒๒๕-๖๘๘๘

และสุดท้ายให้เกษตรกรสังเกตสุกรในฟาร์มเลี้ยงของตนเอง หากมีลักษณะอาการแสดงของโรค ดังนี้ ตายเฉียบพลัน มีไข้สูง นอนสุมกัน ผิวหนังแดง มีจุดเลือดออกหรือรอยช้ำโดยเฉพาะใบหู ท้อง ขาหลัง มีอาการทางระบบอื่น เช่น ทางเดินหายใ น ทางเดินอาหาร การแท้งในทุกช่วงอายุของการตั้งท้อง  ให้รีบแจ้ง สำนักงานปศุสัตว์อำเภอทุกอำเภอทั่วประเทศ  สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-255 -6888  หรือที่ application DLD 4.0  รวมทั้งกำนันผู้ใหญ่บ้านอีกด้วย นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

สทนช.หวั่นแล้งลามกระทบแผนจัดสรรน้ำแล้งหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/381580

สทนช.หวั่นแล้งลามกระทบแผนจัดสรรน้ำแล้งหน้า

วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 – 14:58 น.
สทนช
เปิดอ่าน 921 ครั้ง

สทนช.หวั่นแล้งลามกระทบแผนจัดสรรน้ำแล้งหน้า

สทนช.เผยอีสาน เหนือ กลาง ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าที่คาด พบ 41 จังหวัดปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผน หวั่นแล้งลามกระทบแผนจัดสรรน้ำในฤดูแล้งหน้า เสนอมาตรการป้องกันและแก้ไขภัยแล้ง 3 ระยะ 13 มาตรการ ต่อที่ประชุมครม.เป็นการเร่งด่วน

วันที่ 30 ก.ค. 62 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้เสนอภาพรวมสรุปสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงฤดูฝนและมาตรการแก้ไขต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อมอบหมายหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ฤดูแล้งปี 2561/62 ต่อเนื่องจนถึงต้นฤดูฝนปี 2562 พบว่า สถานการณ์ฝนในช่วงครึ่งแรกของฤดูฝน ตั้งแต่ มิ.ย. – กลาง ก.ค.62 ปริมาณฝนน้อยกว่าที่คาดการณ์ 30-40% โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหนือ และกลาง ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำน้อยลง

              ขณะเดียวกันต้องจัดสรรน้ำให้พื้นที่เกษตรมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำเหลือในอ่างฯ น้อยกว่าคาดการณ์ โดยคาดการณ์ว่าครึ่งแรกของฤดูฝนจะมีน้ำไหลเข้าอ่างฯ อยู่ที่ 7,688 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ปรากฎว่ามีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ มีเพียง 3,000 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 39% โดยเฉพาะภาคเหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันตก น้อยกว่าที่คาดไว้ต่ำกว่า 50% ขณะเดียวกัน มีการระบายน้ำจากอ่างฯ บางแห่งมากกว่าแผนเพื่อสนับสนุนพื้นที่เกษตรที่มีฝนตกน้อย ซึ่งปริมาณน้ำที่คาดการณ์ยังน้อยกว่าปี 2561 อยู่ที่ 9,718 ล้าน ลบ.ม.(ข้อมูล ณ วันที่ 15ก.ค.62) ทำให้ส่งผลกระทบการจัดสรรน้ำอุปโภคบริโภคและพื้นที่เกษตร รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะกระทบถึงการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งหน้าโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วย
“ปัจจุบันทั้งประเทศมีปริมาณน้ำรวม 38,190 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 47% ของความจุ ซึ่งแหล่งเก็บน้ำทั้งหมดในพื้นที่ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออก มีน้ำน้อยกว่า 50% โดยเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ถึง 20 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% เช่น เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี และบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เป็นต้น นอกจากนี้ ฤดูแล้งที่ผ่านมายังมีการใช้น้ำมากกว่า 3,589 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ 41 จังหวัด ปลูกพืชฤดูแล้งมากกว่าแผนถึง 1.61 ล้านไร่” นายสมเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม สทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ประเมินสถานการณ์และคาดการณ์ช่วงครึ่งหลังของฤดูฝนปี’62 ตั้งแต่ ส.ค.-ก.ย.62 ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ผ่านมาอย่างชัดเจน และจะมีพายุเข้า 1-2 ลูก ซึ่งหากคาดการณ์ในรายพื้นที่ จะพบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นจนอาจเกิดน้ำท่วม ขณะที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนน้อยและคาดว่าจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างฯ ใกล้เคียงกับปี 58 ซึ่งเป็นปีที่แล้งสุด แต่ปริมาณฝนรวมตลอดฤดูฝนยังคงต่ำกว่าค่าปกติ 5-10% ซึ่งมีแนวโน้มกระทบต่อภาคเกษตรและอุปโภคบริโภค ในฤดูฝนนี้ต่อเนื่องถึงฤดูแล้งหน้าเว้นแต่ในพื้นที่ดังกล่าวจะได้รับอิทธิพลจากพายุ

สำหรับปริมาณน้ำใช้การใน 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ และแควน้อยบำรุงแดน อยู่ที่ 1,693 ล้าน ลบ.ม. (ข้อมูล ณ วันที่ 16ก.ค.62) แต่มีความต้องการน้ำจนถึงต.ค.62 มากกว่า 2,000 ล้าน ลบ.ม. และคาดว่าจะมีการประเมินปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ ในช่วงครึ่งหลังของฤดูฝนประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่ต้องเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง (1พ.ย.62 – 30เม.ย.63) เพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ รวมทั้งสำรองไว้สำหรับต้นฤดูฝนเผื่อกรณีฝนทิ้งช่วง (พ.ค.–มิ.ย.2563) ซึ่งจากการวิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้มีความจำเป็นต้องปรับลดการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่น้อยกว่า 300 ล้าน ลบ.ม. โดยมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการปลูกพืชในฤดูแล้งได้
จากการประเมินสถานการณ์ดังกล่างข้างต้น สทนช. ได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการวิเคราะห์สถานการณ์และการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทาน 83 อำเภอ 20 จังหวัด  พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง 3 ระยะ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว แบ่งเป็น 6 มาตรการเร่งด่วน คือ 1.)กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเหนืออ่างฯ และพื้นที่เกษตร 2.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งสำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำ พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือ 3.กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ปรับแผนการระบายน้ำ โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% 4.)กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ปรับลดแผนระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยาแบบขั้นบันได และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทย เตรียมมาตรการรองรับ

5.) การประปานครหลวงวางแผนการใช้น้ำจากลุ่มแม่กลอง ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและกรมชลประทาน 6.) หน่วยงานระดับกรมและจังหวัด เร่งสร้างความเข้าใจสถานการณ์น้ำและแนวทางแก้ไข ให้ ส.ส. ในพื้นที่รับทราบภาพรวม 4 มาตรการระยะสั้น คือ 1.)เร่งรัดหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณงบกลาง รายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ปี 2562 ก่อสร้างซ่อมแซมฝายชะลอน้ำให้ทันต่อการรับน้ำในฤดูฝน ปี 2562 และงานขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำ 2.) กองทัพบกปรับแผนการขุดเจาะบ่อบาดาล และซ่อมแซมล้างบ่อน้ำบาดาล ในพื้นที่ฝนตกน้อยกว่าปกติ 3.) กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำแผนงานโครงการเพื่อของบประมาณ ตามความสำคัญเร่งด่วน เน้นน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค  ควบคู่การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค

โดยเฉพาะพื้นที่ปริมาณฝนตกน้อยกว่า 60 มิลลิเมตรต่อเดือน 4.) บูรณาการ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการคลัง กำหนดนโยบายช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่น สินเชื่อเงินด่วนหรือฉุกเฉินเพื่อสร้างอาชีพ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตฯ พักชำระหนี้เงินต้น  สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ ชดเชยเยี่ยวยา การสร้างอาชีพเสริม ฯลฯ และ 3 มาตการระยะยาว คือ 1.)ให้หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณบูรณาการ เร่งรัดการปฏิบัติงานโครงการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) และโครงการแหล่งน้ำตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้เป็นไปตามแผน 2.) สทนช. บูรณาการจัดทำทะเบียนแหล่งน้ำ ทะเบียนผู้ใช้น้ำ แผนที่แสดงพื้นที่ชลประทาน และพื้นที่รับประโยชน์จากแหล่งน้ำ 3.)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการปรับแผนการเพาะปลูกพืช และปฏิทินการเพาะปลูกเป็นการล่วงหน้าโดยเฉพาะในฤดูแล้งปี 2562/63 ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์น้ำ
“สทนช. ได้เปิด “ศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ” ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่และอำนาจในพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อทำหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์สถานการณ์ โดยเป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกับศูนย์บรรเทาสาธารณภัยใน 4 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหา การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเสนอมาตรการแก้ไขสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป” เลขาธิการ สทนช.กล่าว