ปศุสัตว์ ผนึกผู้ประกอบการติวเข้มเกษตรอีสานร่วมป้องกันโรคASF

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384293

ปศุสัตว์ ผนึกผู้ประกอบการติวเข้มเกษตรอีสานร่วมป้องกันโรคASF

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 – 09:16 น.
ปศุสัตว์

   กรมปศุสัตว์ ผนึกกำลังกับ ซีพีเอฟ และผู้ประกอบการติวเข้มเกษตรรายย่อยทั่วอีสานร่วมป้องกัน ASF

                 กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ บริษัทเวชภัณฑ์ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ตั้งเป้าจัดอบรมแนะมาตรการป้องกัน ASF แก่เกษตรกรรายย่อยจนครบทั้ง 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายในเดือนสิงหาคม 2562 นี้ และเดินหน้าดำเนินการในภูมิภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทั่วประเทศ สร้างความพร้อมเกษตรกรทั่วไทยร่วมเป็นเครือข่ายป้องกันโรค ASF ในสุกรที่เข้มแข็ง ตอกย้ำความเชื่อมั่นผู้บริโภคกระบวนการผลิตเนื้อหมูปลอดภัย สร้างโอกาสทางอาชีพให้เกษตรกร
น.สพ.ศีลธรรม วราอัศวปติ ปศุสัตว์เขต 4 กล่าวว่า เชื้อโรค ASF ไม่ติดต่อหรือส่งผลกระทบต่อมนุษย์ แต่เป็นโรคระบาดรุนแรงในสุกรที่ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่พบการระบาดโรคดังกล่าวในประเทศไทย ถ้าหากพบจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมการผลิตปศุสัตว์  รวมถึงผลกระทบด้านสังคมและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ กรมปศุสัตว์จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการป้องกันโรค ASF อย่างเต็มที่ อาทิ จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรค (War Room) ในระดับจังหวัด การตรวจเยี่ยมมาตรการป้องกันโรคของสถานประกอบการ และระดมความร่วมมือภาคเอกชน อย่าง ซีพีเอฟ จัดอบรมให้เกษตรกรทุกจังหวัดในภาคอีสาน  พร้อมลงพื้นที่ให้ความรู้เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรรายย่อยตื่นตัวและยกระดับการป้องกันโรคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

“ภาคการเลี้ยงหมูของไทยส่วนใหญ่เป็นฟาร์มระบบปิดที่มีการป้องกันโรคที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว การผนึกกำลังระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยที่ส่วนใหญ่มีฟาร์มแบบเปิด ปฏิบัติตามระบบป้องกันโรคในฟาร์มอย่างเข้มงวด เป็นอีกแนวทางที่สำคัญในการช่วยป้องกันโรค ASF ในประเทศให้แน่นหนายิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของกรมฯ ในการดูแลการผลิตด้านปศุสัตว์ให้มีคุณภาพและปลอดภัย รวมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง” น.สพ.ศีลธรรมกล่าว

น.สพ.จตุรงค์ โยธารักษ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสุกร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ติดตามสถานการณ์โรค ASF ในสุกรอย่างใกล้ชิดมากว่า 1 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งยกระดับมาตรการป้องกันโรคในสถานประกอบการ โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มของบริษัทและของเกษตรกรในระบบคอนแทร็คฟาร์มครบ 100% พร้อมผนึกกำลังกับกรมปศุสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรในภูมิภาค และ คู่ค้าบริษัทเวชภัณฑ์ ประกอบด้วย บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลม์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซีวา แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท โซเอทิส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอ็มเอสดี แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดโครงการอบรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรค ASF ในสุกร ให้แก่ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยให้ครบ 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเร่งเดินหน้าให้ความรู้มาตรการป้องกันโรคแก่ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในภูมิภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีทีมงานร่วมกับปศุสัตว์อำเภอ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงระบบป้องกันโรค และมอบน้ำยาฆ่าเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันโรคแก่เกษตรกรรายย่อยให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

“ขณะนี้ ซีพีเอฟได้ดำเนินการอบรมเกษตรกรรายย่อยในภูมิภาคต่างๆ กว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ มีเกษตรกรเข้าร่วมอบรมทั้งสิ้นกว่า 3,000 ราย ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมจะเร่งเดินหน้าอบรมให้แก่เกษตรกรรายย่อยในจังหวัดอุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม อำนาจเจริญ และเลย จนครบทั้งภาคอีสาน และจัดอบรมเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป” น.สพ.จตุรงค์กล่าว

           นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคที่อาจเกิดจากกิจกรรมขนส่งสินค้าปศุสัตว์ที่นำเข้า-นำผ่าน-นำออกตามด่านพรมแดน โดยให้การสนับสนุนจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและเอกชน ก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ ในจังหวัดชายแดน 2 จังหวัดที่มุกดาหาร และเชียงราย จากศูนย์ฯ ทั้งหมด 5 แห่ง เพื่อช่วยยกระดับความเข้มข้นในการป้องกันโรค ASF ระหว่างประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เชียงใหม่ขยายผลแนวพระราชดำริทั้งจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384291

   เชียงใหม่ขยายผลแนวพระราชดำริทั้งจังหวัด

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 – 09:11 น.
ปิดทองหลังพระ

   เชียงใหม่ขยายผลแนวพระราชดำริทั้งจังหวัด

เชียงใหม่ขยายผลแนวพระราชดำริทั้งจังหวัด เทรนราชการ-ผู้นำชุมชน เรียนหลักการพัฒนาชุมชนแบบ  ปิดทองหลังพระ ฟื้นครัวเรือน พัฒนาอาชีพเสริมรายได้ลดรายจ่าย

จังหวัดเชียงใหม่จัดประชุมเชิงปฏิบัติ”การดำเนินงานตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ” มีปลัดอำเภอ เกษตรอำเภอ พัฒนาการ ผู้นำชุมชน 25 อำเภอ กว่า 150 คนเข้าร่วม คาดหวังนำความรู้ไปจัดทำแผนพัฒนาชุมชนที่เกิดจากความต้องการของคนในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนให้ตรงจุดต่อไป

นายชูชีพ พงษ์ไชย หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อที่จะนำความเจริญผาสุขมาสู่ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ความร่วมมือของประชาชน บนพื้นฐานหลักการทรงงานโดยเฉพาะ หลักการ “ระเบิดจากข้างใน” โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนนำความต้องการของชุมชนมาเป็นโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่

“หลังจากการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ คาดหวังให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม นำความรู้ไปใช้ในการจัดทำแผนงาน โครงการ กิจกรรมของชุมชนเอง ที่มีหลักคิดว่าเกิดจากความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง จากฐานข้อมูลที่เป็นจริง เกิดการจัดทำแผนพัฒนาของหมู่บ้าน แผนพัฒนาอำเภอและจังหวัด และเป็นแผนของชุมชนให้หน่วยงานต่างๆวางแผนการส่งเสริมสนับสนุน โดยกลับไปเริ่มดำเนินการได้ทันที” นายชูชีพ ระบุ

            ด้านนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ในฐานะวิทยากร “การพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ” กล่าวว่า หลักสำคัญในการพัฒนาเชิงพื้นที่ คือทุกฝ่ายต้องมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาเป็นอย่างเดียวกัน มีความเชื่อและเข้าใจแนวพระราชดำริ มีทีมงานที่ดีและเก่ง ตลอดจนการมีโครงสร้างและความสัมพันธ์ของหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ ที่เหมาะสมชัดเจน รวมถึงมีการบริหารโครงการและกิจกรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ สามารถปรับเปลี่ยนไปตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงโดย ที่สำคัญคือการมีข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้องพร้อมใช้งาน

ขณะที่นายสุทัศน์ บานเย็น นายกเทศมนตรีตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว ผู้เข้าร่วมฝึกอบรม กล่าวถึงหลักการพัฒนาตามแนวปิดทองหลังพระฯ ว่า เป็นแนวการพัฒนาที่มีความยั่งยืน มีการค้นหาปัญหาที่แท้จริงของชุมชน โดยเก็บข้อมูลทุกครัวเรือนเพื่อทำให้รู้ปัญหาที่แท้จริงซึ่งจะสามารถนำมาวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง และเมื่อนำแนวการพัฒนาไปปรับใช้ ทำให้เกือบทุกครัวเรือนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ลดรายจ่ายครัวเรือน  ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าแนวทฤษฏีใหม่เป็นการแก้ไขปัญหาชุมชนและสังคมได้จริง

สำหรับเทศบาลตำบลปิงโค้ง พบว่า ชุมชนประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยทุกครัวเรือนต้องซื้อน้ำดื่มเฉลี่ยรวมเป็นเงินประมาณ 6 แสนบาทต่อเดือน ดังนั้น เทศบาลจึงเดินหน้าทำโครงการประปาหมู่บ้านซึ่งจะเก็บค่าน้ำในราคาที่เป็นธรรมและเมื่อมีรายได้จะเป็นกองทุนสำหรับนำมาพัฒนาสร้างและซ่อมระบบประปา โดยในระระยะต่อไป จะดำเนินการทำฝายเก็บน้ำและโครงการธนาคารอาหารชุมชน ซึ่งจะสนับสนุนให้ทุกครัวเรือนปลูกผักสวนครัว เลี้ยงไก่ รวมถึงการทำแก๊สชีวภาพจากเศษวัสดุในชุมชน ซึ่งโครงการทั้งหมด จะช่วยลดรายจ่ายครัวเรือนของสมาชิกในชุมชน

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมพัฒนาประมง สู่การผลิตปลาป่นยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384226

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมพัฒนาประมง สู่การผลิตปลาป่นยั่งยืน

วันที่ 19 สิงหาคม 2562 – 17:06 น.
ซีพีเอฟอินเดีย

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมโครงการพัฒนาประมง (IFFO RS IP) สู่การผลิตปลาป่นอย่างยั่งยืน  

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (อินเดีย) จำกัด พร้อมดำเนินการภายใต้โครงการพัฒนาประมง IFFO RS Improver Program (IFFO RS IP) เพื่อปรับปรุงการจัดหาวัตถุดิบปลาป่นอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ภายในปี 2562 นับเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของอินเดียที่ริเริ่มดำเนินการผลิตและจัดหาปลาป่นตามาตรฐานสากลความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน

             น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ อินเดีย มีเป้าหมายการเข้าโครงการพัฒนาประมงภายใต้ IFFO RS IP ภายในปี 2562 ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการเดินหน้าต่อเนื่องสู่การจัดทำแผนบริหารจัดการประมงตามมาตรฐานองค์กรปลาป่นและน้ำมันปลาสากล (IFFO RS Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน  สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

“บริษัทฯ มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจสัตว์น้ำชัดเจนทั้งในประเทศไทยและธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนการประมงให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลอย่างเหมาะสม และถูกต้องตามกฎหมาย” น.สพ.สุจินต์ ย้ำ

นายพิชัยยุทธ์ เตชะพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านควบคุมและประกันคุณภาพ ซีพีเอฟ (อินเดีย) ไพรเวท จำกัด กล่าวว่า การเข้าสู่โครงการ IFFO RS IP นับเป็นการเริ่มต้นในการบริหารจัดการ ปรับปรุง และทบทวนระบบการจัดซื้อ-จัดหาวัตถุดิบปลาป่นที่มาจากผลพลอยได้จากโรงงานแปรรูป (by-product) ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการรักษาสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการจับปลาด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมในเอเซียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีปลาหลายพันธุ์ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบปลาป่นไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของปลาบางชนิด

“การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ IFFO RS IP เป็นจุดเริ่มต้นของ ซีพีเอฟ อินเดีย ในการพัฒนาการจัดซื้อ-จัดหา ไปสู่การรับรองมาตรฐาน IFFO RS ในอนาคต  เพื่อยืนยันวัตถุดิบปลาป่นมาจากการทำประมงที่ถูกกฎหมาย มีการรายงาน และมีการควบคุมที่ดี (Non-IUU) ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่กฎหมายรองรับ” นายพิชัยยุทธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ อินเดีย ยังให้การสนับสนุนรัฐบาลและอุตสาหกรรมน้ำมันปลาและปลาซาดีนของประเทศอินเดีย ผ่าน Omega Fishmeal and Oil Private Limited ในการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาการประมงเพื่อความยั่งยืนของอินเดีย (Fishery Improvement Project Action Plan) เพื่อนำเสนอต่อ IFFO ในการเดินหน้าโครงการ

ปัจจุบัน ปลาป่นที่จัดหาในประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO RS แล้ว 100% ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้ธุรกิจสัตว์น้ำของบริษัทในประเทศเวียดนามเข้าสู่โครงการ IFFO RS IP และมีเป้าหมายปลาป่นที่ใช้ในเวียดนาม 100 % จะผ่านการรับรองมาตรฐาน IFFO RS ภายในปี 2565 และยังมีแผนขยายการดำเนินงานไปยังประเทศฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ยกโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู ต้นแบบการมีส่วนร่วมของเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384225

ยกโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู ต้นแบบการมีส่วนร่วมของเกษตรกร

วันที่ 19 สิงหาคม 2562 – 16:59 น.
อ่างเก็บน้ำดอนงู

ยกโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู ต้นแบบการมีส่วนร่วมของเกษตรกร

สำนักงานชลประทานที่ 2 อาศัยความสำเร็จโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู จ.เชียงราย เป็นแม่แบบขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษา 4 จังหวัด ทั้งเชียงราย พะเยา น่าน และลำปาง

         สำนักงานชลประทานที่ 2 อาศัยความสำเร็จโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู จ.เชียงราย เป็นแม่แบบขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษา 4 จังหวัด ทั้งเชียงราย พะเยา น่าน และลำปาง
กรมชลประทานกำหนดให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของกรม เพราะตระหนักดีว่าความสำเร็จของการชลประทานไม่อาจเกิดขึ้นได้ยั่งยืนหากประชาชนไม่มีส่วนร่วม ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำในเบื้องต้น การบริหารจัดการน้ำในเบื้องกลาง และการบำรุงรักษาอาคารชลประทานในเบื้องปลาย
บริบทในอดีตที่เป็นคำสั่งปฏิบัติจากบนลงสู่ล่าง (Top Down) อย่างเดียวแบบเดิมๆ ไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันแล้วที่ต้องมีมาจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน (Bottom Up) หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย
เหนืออื่นใด กำลังของกรม ไม่ว่า ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ถดถอยลงเรื่อยๆ เทียบกับพื้นที่ที่ต้องดูแล ยกตัวอย่าง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแห่งหนึ่งมีพื้นที่ส่งน้ำชลประทานนับแสนไร่ แต่มีอัตรากำลังเพียง 5-10 คน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะดูแลพื้นที่และเกษตรกรได้ครบถ้วน
“เดิมที เจ้าหน้าที่กรมชลประทานทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ วางแผนการใช้น้ำสำหรับพืชแต่ละอย่าง กระทั่งเปิดปิดบานประตูน้ำ และ ฯลฯ เป็นการคิดแทนเกษตรกร คิดเองทำเองไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร” นายสมจิต อำนาจศาล ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 2 เล่าความเป็นมา


แม้กรมชลประทานหาทางออกด้วยการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำประเภทต่างๆ ขี้นมา เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำและซ่อมบำรุงรักษา ซึ่งได้ผลดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำโดยรวมถือว่ายังไม่ดีนัก ยังคงมีการแย่งชิงน้ำ ใช้น้ำมากเกินความจำเป็น ไม่สนใจปัญหาของพื้นที่ปลายน้ำที่น้ำไปไม่ถึง และ ฯลฯ
แต่สำนักงานชลประทานที่ 2 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เชียงราย พะเยา น่าน และลำปาง ยังไม่ยอมแพ้ อาศัยกระบวนการการมีส่วนร่วมจากกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน ช่วยขับเคลื่อนอีกแรงหนึ่ง
“เราใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรเข้าไปตามโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ซึ่งเริ่มได้ผลตามลำดับ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำดอยงู อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งได้รับรางวัลการมีส่วนร่วมระดับประเทศ และเกษตรกรต่างมีความภูมิใจในตัวเอง” นายสมจิตกล่าว  “เขาเข้มแข็งถึงขั้นบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง หาความต้องการน้ำ จัดสรรน้ำ ติดตามผล รวมถึงการซ่อมบำรุงอาคารชลประทาน ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เขาจัดการซ่อมแซมเองเลย ไม่รองบประมาณจากกรมชลประทาน ซึ่งจะล่าช้าไม่ทันการ”
นายสมจิตกล่าวว่า  สำนักงานชลประทานที่ 2 จึงอาศัยความสำเร็จการมีส่วนร่วมของเกษตรกรของอ่างเก็บน้ำดอยงูเป็นแม่แบบในการขยายผลไปยังโครงการอื่นๆ อาทิ  อ่างเก็บน้ำน้ำแหง จ.น่าน อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำและอ่างเก็บน้ำแม่ปืม จ.พะเยา และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางใน จ.ลำปาง
“อย่างโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาฝายแม่ลาวที่รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สรวย เริ่มต้นที่ฝายแม่ลาวก่อน ตอนนี้ขยายไปฝายวรการบัญชา ฝายถ้ำวอก และฝายชัยสมบัติ ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิมนับแสนๆ ไร่”
อย่างไรก็ตาม การต่อยอดโครงการดอยงูนั้น มุ่งเน้นกลุ่มผู้ใช้น้ำมีความเข้มแข็งระดับหนึ่งเป็นกลุ่มแรก ซึ่งมีโอกาสพัฒนาต่อยอดและประสบความสำเร็จได้
“พอสำเร็จก็จะเป็นตัวอย่างให้กลุ่มอื่นค่อยๆ พัฒนาตัวเองให้เข้มแข็งตาม เพราะการมีส่วนร่วมของเกษตรกรเป็นการระเบิดจากภายใน โดยกรมชลประทานเป็นเพียงพี่เลี้ยงในจุดเริ่มต้นเท่านั้น
โครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับส่งน้ำให้ฝายท้ายน้ำ 4 แห่ง ซึ่งประสบปัญหาน้ำไม่พอ เกิดการแย่งชิงทะเลาะกันเรื่อยมา กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและโครงการชลประทานเชียงรายร่วมกันขับเคลื่อน โดยการจัดทำประวัติศาสตร์ชุมชน การจัดทำแผนที่ทำมือ ทั้งผ่านเวทีประชุมและการลงภาคสนามร่วมแก้ปัญหาเรื่องน้ำจนเป็นผลสำเร็จ สามารถจัดสรรน้ำให้ทุกพื้นที่โครงการได้ทั่วถึง ลดความขัดแย้งในพื้นที่ กลับกันทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งในตัว

ดันพะเยาศูนย์กลางแปรรูปยางพาราภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384039

ดันพะเยาศูนย์กลางแปรรูปยางพาราภาคเหนือ

วันที่ 17 สิงหาคม 2562 – 18:54 น.
ยางพารา

ดันพะเยาศูนย์กลางแปรรูปยางพาราภาคเหนือ

อัครา พรหมเผ่า น้องชายรมช.เกษตรฯ ดันจังหวัดพะเยาศูนย์กลางแปรรูปยางพารา ลุยเจรจาบริษัทเอกชนหารือแนวทางรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า เตรียมผุดโครงการ “หมอนยางพาราประชารัฐ”

วันที่ 17 สิงหาคม 2562 นายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการกลุ่มฮักบ้านเกิดพะเยา ในฐานะทีมคณะทำงานของ ร.อ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมบริษัท ไทยรับเบอร์ จำกัด อำเภอแม่จัน จังหวัดชียงราย พร้อมประชุมหารือความร่วมมือในการรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราในภาคเหนือ


ปัจจุบันในพื้นที่ภาคเหนือมีเกษตรกรหันมาปลูกยางพาราจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายและพะเยา แต่สถานการณ์ด้านราคาน้ำยางในปัจจุบันยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงมีแนวคิดที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่ภาคเหนือ โดยการประสานกับบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจแปรรูปยางพาราเพื่อการส่งออก มาร่วมมือกันรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราชนิดต่าง ๆ

พร้อมทั้งจะผลักดันให้จังหวัดพะเยาเป็นศูนย์กลางในการแปรรูปยางพาราในพื้นที่ภาคเหนือ โดยจะกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่งเสริมการผลิต แปรรูป จนถึงการตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และจะเดินหน้าโครงการ”หมอนยางพาราประชารัฐ” ภายในปี 2562 เพื่อผลิตหมอนยางพาราคุณภาพป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากจังหวัดพะเยา มีเขตติดต่อจังหวัดเชียงรายที่มีเขตชายแดนติดกับสปป.ลาว ซึ่งเป็นเส้นทางที่สามารถส่งสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราไปสู่ประเทศจีนได้สะดวก และมีความมั่นใจว่าหากมีการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบ

โดยนำยางพารามาแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ มีความหลากหลาย และผลิตให้ได้มาตรฐาน ก็จะสามารถผลักดันผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูปให้เป็นสินค้าส่งออกไปประเทศต่าง ๆ ได้ และจะช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้มั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคตต่อไป

สทนช. ปฏิวัติบริหารจัดการน้ำนำร่องพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/383808

สทนช. ปฏิวัติบริหารจัดการน้ำนำร่องพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง

วันที่ 16 สิงหาคม 2562 – 08:05 น.
สทนช

สทนช. ปฏิวัติแนวคิดการบริหารจัดการน้ำนำร่องพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง

สทนช. ปฏิวัติแนวคิดการบริหารจัดการน้ำนำร่องโครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังสทนช. บูรณาการทุกภาคส่วน เร่งศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง มั่นใจจะได้ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำภายในก.พ.63 หวังใช้เป็นต้นแบบบริหารทรัพยากรน้ำในทุกลุ่มน้ำให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์(ขวา) เลขาธิการสทนช.

วันที่ 15 สิงหาคม 2562 นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณแม่น้ำสะแกกรัง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ ศึกษาวิถีชีวิตของชาวริมฝั่งแม่น้ำสะแกกรัง พร้อมร่วมพูดคุยรับฟังสภาพปัญหา และการปรับตัวในการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับลักษณะกายภาพของพื้นที่
นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สทนช. กล่าวว่า ลุ่มน้ำสะแกกรัง มีพื้นที่ 4,911.48 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ และกำแพงเพชร เป็นลุ่มน้ำที่มีความโดดเด่นแห่งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ธรรมชาติ และเกษตรกรรม แต่มักประสบปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำ อยู่เป็นประจำ โดยพื้นที่ของลุ่มน้ำแต่ละส่วนมีปัญหาที่แตกต่างกัน ตามลักษณะทางกายภาพของลุ่มน้ำและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่

นายปรีชา สุขกล่ำ

ซึ่งลักษณะทางกายภาพของลุ่มน้ำสะแกกรังสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน มีลักษณะเป็นพื้นที่สูงชัน มีสภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ลุ่มน้ำตอนกลาง มีลักษณะเป็นรูปคลื่น เนื้อดินร่วนปนทรายไม่อุ้มน้ำ ทำให้พื้นดินมีความแห้งแล้ง เกิดการกัดเซาะพังทลายสูง และเกิดตะกอนทับถมจนตื้นเขินไม่สามารถระบายน้ำได้ ตลอดจนแหล่งเก็บกักน้ำและระบบกระจายน้ำมีไม่เพียงพอ จึงมักประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอยู่เสมอ และพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่าง มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม เป็นจุดรวมของลำน้ำสาขาต่างๆ อีกทั้งมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ เกิดตะกอนในลำน้ำทำให้ตื้นเขิน รวมทั้งได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมักเกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียจากการขยายตัวของชุมชนเมือง การใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตร การขาดแหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ด้านบนที่จะช่วยระบายน้ำมาเจือจางและผลักดันน้ำเสียในช่วงฤดูแล้ง
ดังนั้น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง จะต้องพิจารณาองค์รวมเพื่อให้เกิดความสอดคล้องร่วมกันระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยในอดีตที่ผ่านมา การวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง จะพิจารณาจากมุมมองของภาครัฐเป็นรายโครงการหรือเฉพาะด้าน ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และขาดการพิจารณาผลกระทบต่อเนื่องที่มีต่อภาคส่วนอื่น ๆ จนส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ สทนช. ในฐานะองค์กรหลักด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ได้บูรณาการแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจัดให้มีการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม และแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการน้ำที่สามารถนำไปสู่ความสมดุลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเปรียบเทียบทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งสอดคล้องตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่อยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ
“สทนช. คาดว่าจะสามารถจัดทำโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งผลลัพธ์ของการศึกษาจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำสะแกกรังที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ลุ่มน้ำ และแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง โดย สทนช.จะนำผลการศึกษาที่แล้วเสร็จ เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณา และใช้ประกอบการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังต่อไป โดยหวังให้เป็นต้นแบบต่อยอดขยายผลไปใช้เป็นทิศทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกพื้นที่ลุ่มน้ำ เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์น้ำของประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน” ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สทนช. กล่าว

“บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามแก้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/383633

   “บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามแก้แล้ง

วันที่ 14 สิงหาคม 2562 – 17:14 น.
สทนช

   “บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามแก้แล้ง

“บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามแก้แล้ง กำชับทุกหน่วยงานเร่งมือช่วยเหลือ ปชช.
เคาะงบบูรณาการน้ำ ปี 63 ราว 1.8 แสนล้าน

วันที่ 14 สิงหาคม 2562  พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปี 2563 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล  รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า รัฐบาลมีความห่วงใยในปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น และเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2562 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เร่งดำเนินการมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้งแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยในส่วนของมาตรการเร่งด่วน ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการให้สามารรถช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงที พร้อมมอบ สทนช. ติดตามผลการดำเนินการรายงาน ครม. ต่อไป ในส่วนของการพิจารณางบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ 256๓  ได้กำชับให้การพิจารณาแผนงานสอดคล้องกับแผนแม่บทน้ำและนโยบายของรัฐบาล ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด จัดลำดับความสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของแผนงานโครงการ จึงมอบให้สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และ สทนช.พิจารณาความซ้ำซ้อนร่วมกับงบบูรณาการอื่นๆ งบตามภารกิจของหน่วยงาน และงบท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องด้วย

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำในภาพรวมของประเทศไทยในปัจจุบัน ปริมาณฝนที่ตกตั้งแต่ 1 พ.ค. – 11 ส.ค.2562 มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกือบทุกภาค  ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออก ที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 1% และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 3% สำหรับการคาดการณ์ฝนในระยะ 3 เดือนต่อจากนี้ เดือนสิงหาคม ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นภาคกลางและภาคตะวันออก เดือนกันยายน ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นภาคใต้ ส่วนเดือนตุลาคม ปริมาณฝนในทุกภาค ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ประมาณ 10% ในส่วนของการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนวิภาในช่วงเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก มีฝนเพิ่มมากขึ้น ทำให้เขื่อนใหญ่มีน้ำเพิ่ม 1,560 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำปัจจุบัน มีน้ำผิวดินทั้งประเทศ 40,062 ล้าน ลบ.ม. (49%) โดยภาคเหนือ กลาง อีสาน และตะวันออก มีน้ำน้อยกว่า 50% โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ถึง 26 แห่ง ด้านสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใช้การ 1,457 ล้าน ลบ.ม. ระบายวันละ 21 ล้าน ลบ.ม. หากไม่มีน้ำมาเติม จะระบายได้อีก 54 วัน

สำหรับความก้าวหน้ามาตรการเร่งด่วนที่ได้ติดตามการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย  1.ปฏิบัติการฝนหลวง เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ถึง 11 ส.ค. 2562 จำนวน 4,214 เที่ยวบิน และมีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 58 จังหวัด 2.การสำรวจพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำและการสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือช่วยเหลือประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานสนับสนุนเครื่องสูบน้ำสำหรับพื้นที่นาปี-พืชไร่ จำนวน 214 เครื่อง และสำหรับการอุปโภค-บริโภค 71 เครื่อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำได้ทำการสูบน้ำ 40,154,373 ลบ.ม.  แจกจ่ายน้ำ 9,660,471 ลิตรให้กับครัวเรือน 384,346 ครัวเรือน และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้แจกจ่ายน้ำ 8,091,370 ลิตร เป็นต้น 3. การพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ สทนช. ได้ประชุมผู้เกี่ยวข้องวางแผนการระบายน้ำเป็นรายอ่างเก็บน้ำ ทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. – 31 ต.ค. 2562 ในลักษณะเช่นเดียวกับการปรับลดการระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยมีเงื่อนไขคาดการณ์ปริมาณน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำใช้ปีฝนแล้ง และน้ำในเขื่อนปลายฤดูฝนจะต้องไม่น้อยกว่าระดับน้ำต่ำสุด สำหรับมาตรการที่ 4 และ 5  การปรับลดการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเพื่อการประปานครหลวง สทนช. ร่วมกับ กฟผ. กรมชลประทาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการประปานครหลวง ประชุมหารือวางแผนการปรับลดการระบายน้ำจากสี่เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยาแบบขั้นบันไดเพื่อสำรองปริมาณน้ำไว้ต้นฤดูแล้ง 62/63 จำนวน 348 ล้าน ลบ.ม. และวางแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเพื่อการประปานครหลวง จำนวน 15 ล้าน ลบ.ม.

                  ในส่วนของมาตรการที่จะต้องเร่งรัดหน่วยงานดำเนินการ ประกอบด้วย การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ และแนวทางการแก้ไขให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนในพื้นที่รับทราบในภาพรวมโดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ  และการเร่งรัดผลการดำเนินงานจากหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 จำนวน 144 โครงการ เป็นงานในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน จำนวน 44 โครงการ มีผลการดำเนินการ 31% กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จำนวน 26 โครงการ ผลการดำเนินการ 73% การประปาส่วนภูมิภาค 2 โครงการ มีผลการดำเนินการ 48% กรมพัฒนาที่ดิน 1 โครงการ มีผลการดำเนินการ 11% และมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณ อีก 2 หน่วยงาน ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 28 โครงการ และโครงการที่อยู่ในความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ อีก 43 โครงการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมวันนี้ยังได้ติดตามสถานการณ์น้ำที่อ่างเก็บน้ำมรสวบ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์    ซึ่งก่อสร้างโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) เมื่อปี พ.ศ. 2539 ความจุเก็บกักน้ำ 1.6 ล้าน ลบ.ม. ที่เกิดการซึมของน้ำผ่านใต้ฐานรากอ่างเก็บน้ำ (เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2562 เวลาประมาณ 04.00 น.) สถานการณ์ปัจจุบัน กรมทรัพยากรน้ำได้เร่งระบายน้ำผ่านทางอาคารระบายน้ำและทางระบายน้ำล้น เพื่อลดระดับน้ำในอ่าง และจากการประเมินสถานการณ์ ปริมาณน้ำที่ระบายไม่ส่งผลกระทบน้ำเอ่อล้นลำน้ำเข้าท่วมชุมชนและพื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายอ่าง ทั้งนี้  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และได้มอบหมายให้ สทนช. เร่งประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงที่อยู่ในความรับผิดชอบตั้งแต่ในขั้นตอนของการออกแบบ การใช้ประโยชน์และการบำรุงรักษาให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน

สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์ภัยแล้งที่ จ.สุรินทร์-บุรีรัมย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะจะลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์ในต้นสัปดาห์หน้านั้น สถานการณ์ล่าสุด ที่จ.สุรินทร์ พบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การเกษตร และกระทบต่อการให้บริการของโรงพยาบาล เนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการผลิตประปา แหล่งน้ำสำคัญ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง มีน้ำน้อยเนื่องจากฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้การผลิตน้ำประปา ของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุรินทร์ ไม่เพียงพอ โดยแนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการ (Operation Room) ภัยแล้งจังหวัดสุรินทร์ ปี 2562 เพื่อกำกับการช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะคลี่คลาย และปฏิบัติการฝนหลวงดำเนินการตั้งแต่เดือนเม.ย.62 จนถึงปัจจุบัน  นอกจากนั้นยังประสานหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาขุดเจาะน้ำบาดาลในโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 8 บ่อแล้วเสร็จ ได้ปริมาณน้ำ 800,000 ลิตร รวมถึงใช้รถบรรทุกน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาค สาขาสุรินทร์และส่วนราชการต่างๆ ส่งน้ำให้โรงพยาบาลเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น  ในส่วนของ จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันพบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เนื่องจากสถานการณ์น้ำในอ่างฯ ขนาดใหญ่และกลาง มีปริมาณน้ำน้อย โดยเฉพาะอ่างฯ ห้วยจระเข้มาก และอ่างฯ ห้วยตลาด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของ กปภ.สาขาบุรีรัมย์ จำเป็นต้องหาน้ำมาเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตประปา แนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน โดยจัดทำฝนหลวงตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.62 – ปัจจุบัน ปรับลดแรงดันน้ำประปาในช่วงกลางคืน ขุดชักเปิดทางน้ำภายในอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดเพื่อให้ไหลเข้าบริเวณโรงสูบของการประปาโดยตรง และจัดหาแหล่งน้ำสำรองโดยผันน้ำจากเหมืองหินเอกชนมาเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งมอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดทำแผนเร่งด่วนเจาะบ่อน้ำบาดาล บริเวณรอบอ่างฯ

ในส่วนของในส่วนของการพิจารณาการปรับปรุงแผนงบประมาณรายจ่าย แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2563 ซึ่งเป็นการทบทวนแผนที่คณะกรรมการฯ ชุดเดิมได้เคยเห็นชอบไว้แล้ว ที่ประชุมวันนี้ ได้ยืนยันหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ โดยหน่วยรับงบประมาณต้องส่งคำของบประมาณผ่านรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อให้คณะกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองและเสนอประธานให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งสำนักงบประมาณพิจารณา นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบคำสั่งปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ คณะกรรมการพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และในวันนี้ สทนช. ได้รวบรวมแผนงบประมาณด้านน้ำที่หน่วยงานปรับปรุงคำขอเพิ่มเติมจากที่อนุมัติไว้เดิม เพื่อเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณา จำนวน 17,283 รายการ คิดเป็นวงเงินประมาณ 180,000 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ สทนช. จะได้นำแผนงานที่ผ่านมติที่ประชุมไปจัดลำดับความสำคัญตามหลักเกณฑ์และข้อสังเกตในที่ประชุม จากนั้นจะนำเสนอสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณาและเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความเห็นชอบต่อไป

ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ”สนับสนุนเกษตรกรเพาะเห็ดถังเช่าสีทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/383017

ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ”สนับสนุนเกษตรกรเพาะเห็ดถังเช่าสีทอง

วันที่ 9 สิงหาคม 2562 – 14:43 น.
เขาหินซ้อน
เปิดอ่าน 410 ครั้ง

ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ”สนับสนุนเกษตรกรเพาะเห็ดถังเช่าสีทอง

นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง  เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา และเกษตรอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้เข้าร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในการส่งเสริมถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐบาล ในการดำเนินงานขยายผลโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด งานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สู่ประชาชนในพื้นที่ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตลอดมางานส่งเสริมการเกษตรได้มีการขยายผล จากผลการศึกษาทดลองที่ประสบความสำเร็จแล้วสู่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เช่น การปลูกไม้ผล การทำนา การทำพืชไร่ อาทิ มันสำปะหลัง พืชผักสวนครัวในรูปแบบเกษตรผสมผสาน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี ทำให้ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพการเกษตรทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“นอกจากนี้ก็ยังมีการส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเพาะเห็ดเชิงเศรษฐกิจด้วย เช่น เห็ดนางฟ้าภูฐาน เห็ดนางรม เห็ดฮังการี่ เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดขอนขาว  เห็ดหูหนู  เห็ดฟาง  และเห็ดหลินจือ ซึ่งการผลิตเชื้อเห็ดและการเพาะเห็ดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี และที่น่ายินดีก็คือมีเกษตรกรบางรายได้ขยายผลการเพาะเลี้ยงเห็ดเศรษฐกิจไปสู่เห็ดตัวใหม่ๆ ที่ตลาดมีความต้องการอีกด้วย  อย่างเช่นการเพาะเลี้ยงเห็ดถังเช่าสีทองของกลุ่มเห็ดมิตรสัมพันธ์พัฒนา บ้านหัวกระพี้ หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ประสบความสำเร็จสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเป็นอย่างดี กลุ่มนี้ปัจจุบันได้รับการจัดตั้งให้เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงด้านการเพาะเห็ดเศรษฐกิจ เนื่องจากมีการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติใช้ ด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกิจการ ไม่ลงทุนเกินความสามารถของกลุ่ม ผลิตในปริมาณและคุณภาพตามความต้องการของตลาด  ทำให้มีรายได้มั่นคงมีเงินเหลือเพื่อขยายกิจการและเก็บเป็นทุนสำรองยามฉุกเฉินในชีวิต เป็นต้น” นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ  กล่าว
ด้านนายธงชาติ จันทศรี ประธานกลุ่มเห็ดมิตรสัมพันธ์พัฒนา เปิดเผยว่าปัจจุบันกลุ่มมีสมาชิก 43 คนสมาชิกส่วนใหญ่จะผลิตเห็ดหลินจือ เห็ดนางฟ้า ส่วนการเพาะเห็ดถังเช่าสีทองที่กำลังได้รับความนิยมในตอนนี้นั้นเป็นผลมาจากที่ตนได้เดินทางไปศึกษาดูงานการเพาะเห็นถังเช่าสีทองที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัด นครราชสีมา กลับมาจึงปรับพื้นที่เพื่อเพาะเห็ดถังเช่าสีทอง และมีการเพาะเลี้ยงเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน
“ลงทุนเริ่มแรก 2 พันขวด เมื่อถึงรอบเก็บขวดหนึ่งจะสามารถขายได้ประมาณ 800 บาท กำไรครึ่งต่อครึ่ง โดยนำไปวางขายที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ได้รับ อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีการต่อยอดแปรรูปเป็นชาเห็ดถังเช่าสำหรับชงและแคปซูลเห็ดถั่งเช่า มีคนมาซื้อไปรับประทาน และเมื่อติดใจก็มาซื้อถึงบ้าน บางรายมีการโทรฯ สั่งไว้ล่วงหน้าเช่นจากจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลพบุรี และจังหวัดสระบุรี แล้วเดินทางมารับด้วยตนเอง ที่ขายได้ดีในตอนนี้เพราะ ราคาถูก รับประทานเป็นผลดีต่อสุขภาพ และ ได้รับมาตรฐาน อย. และมีตราของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ  รับรองมาตรฐานในการผลิต” นายธงชาติ จันทศรีกล่าว

        สำหรับเห็ดถั่งเช่าสีทองนั้นเกิดจากการเพาะเลี้ยงและคัดเลือกสายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ เป็นเห็ดตระกูลเดียวกับเห็ดถั่งเช่าทิเบตสาธารณรัฐประชาชนจีนแต่ต่างเหล่าพันธุ์ (Species) ซึ่งเป็นคนละชนิดกับเห็ดถั่งเช่าแท้ เพราะถั่งเช่าแท้ยังไม่สามารถเพาะให้มีคุณสมบัติแบบธรรมชาติได้  ขณะที่สรรพคุณไม่ว่าจะเป็นถั่งเช่าทิเบตแท้ หรือ ถั่งเช่าสีทองจะมีอยู่มากมายเช่นเดียวกัน อาทิ  ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เพิ่มภูมิต้านทานโรคทำให้ร่างกายสดชื่น ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ชะลอความแก่ชราและความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดระดับคลอเรสเตอรอล และรักษาสมดุลของคลอเรสเตอรอลในหลอดเลือด ช่วยในด้านอารมณ์ ระงับประสาท ทำให้จิตใจสงบผ่อนคลาย ช่วยเพิ่มความจำ ป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นต้น

รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายดูแลสมาชิกสหกรณ์กว่า 12.117 ล้านครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/383011

รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายดูแลสมาชิกสหกรณ์กว่า 12.117 ล้านครอบครัว

วันที่ 9 สิงหาคม 2562 – 14:28 น.
สหกรณ์
เปิดอ่าน 344 ครั้ง

รมช.เกษตรฯ มอบนโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 12,858 แห่ง สมาชิกกว่า 12.117 ล้านครอบครัว

รมช.เกษตรและสหกรณ์ประชุมมอบนโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมรับฟังสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ 12,858 แห่ง สมาชิกรวมกว่า 12.117 ล้านครอบครัว แต่ละปีสหกรณ์มีการดำเนินธุรกิจรวบรวมสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ ปริมาณ  ไม่น้อยกว่า 5.530 ล้านตัน/ปี และสหกรณ์อีกจำนวน 718 แห่ง ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการพืชผลการเกษตรและการ              แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ปริมาณไม่น้อยกว่า 1.103 ล้านตัน/ปี
นางสาวมนัญญา  ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางมาประชุมเพื่อมอบนโยบายการพัฒนาระบบสหกรณ์และการขับงเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์                              โดยมีนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารกรมฯ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องขับร่วมประชุมเบื้องต้นทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำเสนอถึงภารกิจและหน้าที่ในการดำเนินงานของกรมส่งเสริมสหกรณ์                 ซึ่งต้องดูแลและสนับสนุนการดำเนินงานให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ 12,858 แห่ง สมาชิกรวม 12.117 ล้านครอบครัว  ทุนดำเนินงานรวม 3.13 ล้านล้านบาท ปริมาณธุรกิจรวม 2.52 ล้านล้านบาท ซึ่งสัดส่วนจำนวนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ แบ่งเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร 4,547 แห่ง สมาชิก 6.677 ล้านคน สหกรณ์นอกภาคการเกษตร 3,550 แห่ง สมาชิก 4.958 ล้านคน และกลุ่มเกษตรกร 4,761 แห่งสมาชิกกลุ่มเกษตรกร 0.481 ล้านคน
กรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งเน้นพัฒนาการดำเนินงานและเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพื่อให้ทำหน้าที่ในการดูแลอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับสมาชิก โดยเฉพาะสหกรณ์ในภาคการเกษตร ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการดูแลเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต เริ่มจากการจัดหาเงินทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสำหรับนำไปลงทุนประกอบอาชีพทำการเกษตร การส่งเสริมการผลิตสินค้าการเกษตรที่มีคุณภาพ การดูแลบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร การจัดหาปัจจัยการผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุน การรวบรวมผลผลิตเพื่อนำมาสู่กระบวนการแปรรูปหรือปรับปรุงคุณภาพ และการจัดหาตลาดรองรับผลผลิตให้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอนและสามารถกำหนดราคาขายได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งที่ผ่านมา มีสหกรณ์การเกษตร 1,573 แห่ง ดำเนินธุรกิจรวบรวมและรับซื้อผลผลิตการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลังและผลไม้ ปริมาณไม่น้อยกว่า 5.530 ล้านตัน/ปี และสหกรณ์อีกจำนวน 718 แห่ง ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการพืชผลการเกษตรและการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ปริมาณไม่น้อยกว่า 1.103 ล้านตัน/ปี
สำหรับในปีงบประมาณ 2563 กรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งเน้นการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ              โดยส่งเสริมให้สหกรณ์การเกษตรมีบทบาทในการสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนในแต่ละพื้นที่ เนื่องจาก                  ในแต่ละอำเภอจะมีประชากรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรไม่น้อยกว่า 40-50 % ดังนั้น สหกรณ์จะต้องปรับบทบาทใน        การดำเนินงาน มุ่งเน้นการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้กับสมาชิกเพิ่มมากขึ้น เบื้องต้น จะมีการพัฒนาการผลิตพืชผลการเกษตรให้ได้มาตรฐาน GAP พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร 10 ชนิด จำนวนไม่น้อยกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้สินค้าของสหกรณ์เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภคและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าโครงการเพิ่มศักยภาพสหกรณ์ในการรวบรวมและเก็บชะลอสินค้าเกษตร เพื่อดึงปริมาณผลผลิตการเกษตรที่สำคัญเข้าสู่กระบวนการแปรรูป               เพิ่มมูลค่าก่อนส่งจำหน่ายสู่ตลาด ซึ่งจะทำให้สินค้าไม่ออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก และป้องกันปัญหาการกระจุกตัวของสินค้า เพื่อใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาสินค้าการเกษตรให้กับเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

เกษตรฯ หนุนชาวสวนยะลาพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/382783

เกษตรฯ หนุนชาวสวนยะลาพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพ

วันที่ 7 สิงหาคม 2562 – 19:14 น.
ทุเรียน,ยะลา
เปิดอ่าน 590 ครั้ง

เกษตรฯ หนุนชาวสวนยะลาพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพสร้างรายได้ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนเกษตรกรจังหวัดยะลาพัฒนาทุเรียนคุณภาพตามมาตรฐาน GAP เน้นรวมกลุ่มแปลงใหญ่สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง พร้อมกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบสร้างเสถียรภาพด้านราคาในภาคใต้ตอนล่าง

   ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยในโอกาสเดินทางไปร่วมให้ข้อมูลและติดตามพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตรวจราชการโครงการทุเรียนคุณภาพและการบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ณ บริเวณตลาดกลางยางพารา ต.สะเตง อ.เมืองยะลา จ.ยะลา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล โดยส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการผลิตตามมาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง (GAP) การพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่การส่งออก การรวมกลุ่มทำตลาดล่วงหน้า การยกระดับสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์และเหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเพิ่มมูลค่า นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ วางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดร่วมกัน สร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศ โดยเชื่อมโยงกลุ่มชาวสวนทุเรียนทั้ง 6 ภูมิภาค มาร่วมกันวางแผนกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ ซึ่งในเบื้องต้นได้คัดเลือกจากเกษตรกรแปลงใหญ่ระดับอำเภอใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ชลบุรี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี ระนอง กระบี่ สงขลา นราธิวาส สตูล และตาก

สำหรับการบริหารจัดการผลไม้ของจังหวัดยะลา ซึ่งมีผลผลิตรวมทั้งสิ้น 59,073 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 41,507 ตัน มังคุด 4,037 ตัน เงาะ 1,371 ตัน และลองกอง 12,158 ตัน ได้ดำเนินการในทิศทางเดียวกับภาพรวมของการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ โครงการทุเรียนคุณภาพและการบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดยะลาได้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มากที่สุดในประเทศ จำนวน 16 แปลง เกษตรกรสมาชิก 951 ราย พื้นที่รวม 6,495.50 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 900 กก./ไร่ เป็นผลผลิตจากแปลงใหญ่รวม 5,845.95 ตัน สร้างรายได้ 320 ล้านบาทต่อปี

จากการส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ทุเรียนที่ผ่านมาส่งผลให้มีผลการดำเนินงาน 5 ด้าน ดังนี้ 1) การลดต้นทุนการผลิต ลดลง 10.1% จาก 8,616 บาท/ไร่ คงเหลือ 7,750 บาท/ไร่ โดยการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน 2) การเพิ่มผลผลิต เพิ่มขึ้น 8.4% จาก 830 กก./ไร่ เป็น 900 กก./ไร่ โดยการจัดการสวนที่ดีและใช้ปุ๋ยถูกต้อง เหมาะสม มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการผลิต 3) การพัฒนาคุณภาพ ได้มีการกำหนดมาตรฐานการผลิตและเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ รับรองสินค้าที่สามารถทำได้ หรือเป็นที่ต้องการของตลาด 4) การบริหารจัดการผ่านกระบวนการกลุ่มที่เข้มแข็ง เช่น กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และง่ายต่อการเข้าถึงการส่งเสริม สนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านองค์ความรู้ แหล่งทุน ให้เกิดการพัฒนาที่เข้มแข็งต่อไปในอนาคต 5) ด้านการตลาด โดยการเชื่อมโยงการตลาด/การสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเกษตรกรสามารถรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกส่งตลาดออนไลน์ Facebook และมีการแปรรูป เช่น ทุเรียนทอด ทุเรียนเชื่อม ทุเรียนกวน เพื่อเพิ่มมูลค่าการตลาด สามารถส่ง จำหน่ายทั่วประเทศโดยทางไปรษณีย์ โดยกลุ่มสามารถกำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติการ รวมทั้งการจัดทำแผนธุรกิจของกลุ่มที่ชัดเจน

ด้านนายจำนงค์ เพชรอนันต์ เกษตรจังหวัดยะลา กล่าวว่า ทุเรียน นับว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ที่มีเสน่ห์ รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น กลิ่นและรสชาติที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลาย ๆ คน สำหรับจุดเด่นของทุเรียนยะลา คือ สภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ปลูกที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดเทมีผืนป่า “ฮาลาบาลา” โอบล้อม ทำให้ไม่มีปัญหาน้ำแช่ขัง ทุเรียนจึงมีคุณภาพดี เนื้อแห้ง เนียนนุ่ม รสชาติหอมหวานมันส์ จนได้รับฉายาว่า “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” ซึ่งถือเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ด้วยพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 67,000 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 48,000 ไร่ และมีแนวโน้มการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ให้ผลผลิตรวมกว่า 41,000 ตันต่อปี สร้างรายได้ 1,600 ล้านบาทต่อปี จังหวัดยะลาจึงนับเป็นแหล่งปลูกทุเรียนแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง

นอกจากนี้ ยะลายังได้กำหนดให้ทุเรียนเป็น 1 ในวาระของจังหวัด ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) ตั้งเป้าหมายให้จังหวัดยะลาเป็นเมืองทุเรียนแห่งภาคใต้ตอนล่าง เน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพ ตามระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นหลัก ด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป และที่สำคัญคือให้เป็นศูนย์กลางตลาดค้าส่ง และธุรกิจแปรรูปทุเรียนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ต้องการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ส่งเสริมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งและพาณิชย์ดิจิตอล พัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของของคนไทยและสนับสนุนให้มีการขยายตลาดที่มีแบรนด์สินค้าและช่องทางการตลาดที่เป็นของตนเองมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรม และมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนวาระจังหวัดยะลา ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) มีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ทุกอำเภอ ซึ่งมีฐานการเรียนรู้ตามประเด็นต่าง ๆ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูทุเรียน การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การจัดการน้ำในสวนทุเรียน การตลาดนำการผลิตและการเพิ่มมูลค่าจากผลผลิตทุเรียน

สำหรับราคาฤดูกาลทุเรียนปีนี้ จังหวัดยะลาได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตและส่งออกสู่ท้องตลาดผ่านพ่อค้าคนกลางหรือ ล้ง รับซื้อทุเรียนไปแล้วกว่า 15% ซึ่งราคารับซื้อขณะนี้ ทุเรียนเกรด AB อยู่ที่ราคา 86 บาทต่อกิโลกรัม เกรด C ราคา 67 บาทต่อกิโลกรัม และตกไซต์ประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวสวนทุเรียนมีความพึงพอใจกับราคาเป็นอย่างมาก มีรายได้เพิ่มขึ้น  อันเนื่องมาจากทุเรียนมีคุณภาพจากการเข้าไปส่งเสริมพัฒนาให้ชาวสวนได้รับใบรับรอง GAP และโดยเฉพาะการคัดเลือกเกษตรกรแปลงใหญ่เข้าร่วมกับโครงการทุเรียนคุณภาพของสถาบันปิดทองหลังพระฯ เพื่อเชื่อมโยงด้านการตลาด ช่องทางการจำหน่าย รวมถึงความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งได้เข้ามาส่งเสริมตั้งแต่เริ่มฤดูการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนคุณภาพ รวมทั้งนำเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการไปศึกษาดูงาน และนำกลับมาใช้ปรับปรุงสวนของตนเองต่อไป