สทนช.เร่งประเมินพายุเข้าไทยช่วง 31 ส.ค.-1ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385384

สทนช.เร่งประเมินพายุเข้าไทยช่วง 31 ส.ค.-1ก.ย.นี้

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 – 13:22 น.
สทนช

สทนช.เร่งประเมินพายุเข้าไทยช่วง 31 ส.ค.-1ก.ย.นี้

ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจเกาะติดพายุเข้าทางตอนเหนือของประเทศ 31 ส.ค.-1 ก.ย.นี้ เพื่อแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงท่วม-พิจารณาแผนระบายเพื่อรับน้ำ ด้านสทนช. ประเมินฝนช่วงเดือน ส.ค.ส่งผลแหล่งน้ำขนาดใหญ่เก็บน้ำได้กว่า 7 พันล้าน ลบ.ม. ช่วยลดพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 30 จังหวัด แต่ยังลุ้นบางพื้นที่ฝนยังไม่เข้าเป้า เร่งประสาน 6 หน่วยประเมินน้ำต้นทุนคงเหลือสิ้นฝน ชง กนช.เห็นชอบก่อนประกาศแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้งที่จะถึง

 

            ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  เปิดเผยว่าวันที่ 27 ส.ค.62 สทนช.ได้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ฝน และปริมาณน้ำที่ไหลลงแหล่งน้ำต่างๆ พบว่า ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มขึ้น และปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ประกอบกับจากการติดตามสภาพอากาศโดยศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ พบว่า ขณะนี้ได้เกิดพายุทางทิศตะวันออกของฟิลิปปินส์ และคาดการณ์เส้นทางพายุจะเข้าทางตอนเหนือของประเทศไทยในช่วงวันที่ 31 ส.ค – 1 ก.ย ซึ่งศูนย์ฯ จะมีการติดตามประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์เส้นทางที่พายุผ่าน เพื่อแจ้งเตือนพื้นที่ที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน รวมถึงพิจารณาแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็กกักมาก ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาปรับแผนการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 ส.ค. 62 – ปัจจุบัน (ณ26 ส.ค.62) พบว่า มีน้ำไหลเข้าแหล่งน้ำขนาดใหญ่จำนวน35 แห่ง ปริมาณน้ำรวม 7,110 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น ภาคเหนือ 2,272 ล้าน ลบ.ม. ภาคอีสาน 750 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลาง 9 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 117 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก 3,554 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ 409 ล้าน ลบ.ม. โดยมีแหล่งน้ำที่น้ำไหลเข้ามากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม. มีถึง 11 แห่ง เช่น เขื่อนวชิราลงกรณ เพิ่มขึ้น 2,126 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ เพิ่มขึ้น 1,372 ล้าน ลบ.ม  เขื่อนศรีนครินทร์ เพิ่มขึ้น 1,083 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนภูมิพล เพิ่มขึ้น 602 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนลำปาว เพิ่มขึ้น 183 ล้าน ลบ.ม. ขณะเดียวกัน ก็พบว่ายังมีแหล่งน้ำที่น้ำไหลเข้าน้อยกว่า 10 ล้าน ลบ.ม. ถึง 13 แห่ง โดยมีที่น้ำไม่ไหลเข้าอ่างฯ เลย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนทับเสลา เขื่อนลำพระเพิง เขื่อนกระเสียว ซึ่ง สทนช. ได้ประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการช่วยเหลือในพื้นที่แล้ว ทั้งนี้ ฝนที่ตกสะสมตั้งแต่กลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันส่งผลให้จำนวนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำลดลงจาก 48 จังหวัด คงเหลือ 18 จังหวัด

“สทนช. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวทางแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่พื้นที่ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนผลิตประปาน้อยกว่า 15% ซึ่งเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค จำนวน 15 จังหวัด 31 อำเภอ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 2 จังหวัด 3 อำเภอ ภาคอีสาน 8 จังหวัด 19 อำเภอ ภาคตะวันออก 3 จังหวัด 7 อำเภอ ภาคใต้ 2 จังหวัด 2 อำเภอ ด้วยการจัดหาน้ำต้นทุนเพิ่มเติม พร้อมประกาศลดแรงดันน้ำประปา และจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลา ขณะที่พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนนี้บริเวณภาคเหนือตอนบน ได้แก่ น่าน แพร่ สุโขทัย แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ ภาคตะวันออก ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สกลนคร และร้อยเอ็ด ซึ่ง
สทนช. ได้เน้นย้ำหน่วยเกี่ยวข้องดำเนินมาตรการจัดทำแผนระบายน้ำกรณีฉุกเฉิน ป้องกันน้ำล้นทำนบดิน ในอ่างฯ ทุกขนาด และจัดการน้ำหลากเพื่อเบี่ยงน้ำโดยใช้อาคารบังคับน้ำ เช่น ประตูระบายน้ำเขื่อนระบายน้ำ และเปิดทางน้ำใหม่ เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบล่วงหน้าด้วย” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังรายงานถึงมาตรการเตรียมพร้อมการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 62/63 โดยขณะนี้ สทนช.ได้มีหนังสือแจ้ง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตามข้อสั่งการของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จากการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เมื่อ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนคงเหลือหลังสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 31 ส.ค.62 ของแหล่งน้ำทั่วประเทศ พร้อมทั้งประเมินปริมาณการใช้น้ำในช่วงเดือน ก.ย. – ต.ค. 62 และแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 ก.ย.นี้

โดยประเมินคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำในแต่ละกิจกรรมตามปริมาณน้ำต้นทุน และความจำเป็นตามลำดับความสำคัญ โดยเฉพาะการอุปโภค-บริโภคและระบบนิเวศ รวมถึงปริมาณน้ำต้นทุนในต้นฤดูฝน 2563 ด้วย ซึ่ง สทนช. จะนำข้อมูลดังกล่าวเสนอในการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำช่วงต้นเดือน ก.ย. ก่อนจะนำเข้าเสนอในการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 และต้นฤดูฝนปี 63 ในวันที่ 12 ก.ย. นี้

โชว์การขึ้นทะเบียนเกษตรกร สู่การจัดทำผังแปลงเกษตรดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385382

 โชว์การขึ้นทะเบียนเกษตรกร สู่การจัดทำผังแปลงเกษตรดิจิทัล

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 – 13:12 น.
กรมส่งสเริมการเกษตร,เกษตรกรรมดิจิทัล

 โชว์การขึ้นทะเบียนเกษตรกร สู่การจัดทำผังแปลงเกษตรดิจิทัล

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดโชว์ระบบการขึ้นทะเบียนข้อมูลเกษตรกร มั่นใจฐานข้อมูลการเกษตร มีระบบรับรองและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ปัจจุบันยังสามารถวาดผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล ได้ประมาณ 100 ล้านไร่

              นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึง การขึ้นทะเบียนเกษตรกรถือเป็นหน้าที่ที่เกษตรกรทุกคนควรถือปฏิบัติ โดยหลังจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรจะได้รับสมุดทะเบียนเกษตรกร เพื่อเป็นเอกสารใช้แสดงสถานภาพการเป็นเกษตรกร ยืนยันความเป็นเกษตรกร โดยเกษตรกรแจ้งความประสงค์ขอปรับปรุงข้อมูลการทำการเกษตร หรือขึ้นทะเบียนใหม่ ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ตามที่ตั้งแปลงปลูกพืชของตัวเอง หากเกษตรกร และที่สำคัญเกษตรกรจะต้องปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ตามกรอบระยะเวลาการปลูกพืช

โดยปกติปรับปรุงหลังจากการปลูก ไม่น้อยกว่า 15 – 60 วัน ตามแต่ละชนืดพืช และหากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี (นับถัดจากวันที่ 23 มิ.ย 60 ถึง วันที่ 22 มิถุนายน 2563) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนถึง 896,871 ครัวเรือน ที่ยังไม่ได้มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เกษตรกรจำนวนนี้จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที และทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล

ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรมีการตรวจสอบด้วยระบบโปรแกรมทั้งการตรวจสอบข้อมูลบุคคลกับสำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลชื่อ สกุล สมาชิกในครัวเรือนที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งการตรวจสอบเนื้อที่เพาะปลูกของเกษตรกรจากการวาดผังแปลงเพาะปลูก (ผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล) โดยซ้อนกับผังแปลงกับกรมที่ดิน สปก. และภาพถ่ายดาวเทียม

โดยมีการวาดผังแปลงแล้ว จำนวน 13,824,739 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 100 ล้านไร่ (คิดเป็น 72 % ของพื้นที่การเกษตรประมาณ 139 ล้าน) ซึ่งข้อมูลผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัลที่ได้สามารถนำมาใช้ในการวางแผนภาครัฐทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อให้ตอบสนองกับการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเกษตรกรเป้าหมายมากขึ้น เช่น การตรวจสอบข้อมูลเกษตรกร ที่มีพื้นที่ที่ถูกต้อง สามารถเข้ารับสมัครฝึกอบรม เพื่อรับสิทธิ์ซื้อสารเคมี ตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้ โดยการตรวจสอบที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ การตรวจสอบแปลงเพาะปลูกเพื่อยืนยัน การเพาะปลูกหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการตรวจสอบด้วยระบบดิจิทัลแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังมีการตรวจสอบทางสังคมโดยให้คนในชุมชนร่วมกันตรวจสอบกันเองการนำข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม ไปปิดประกาศในหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นเวลา 3 วัน เพื่อยืนยันหรือคัดค้านว่ามีการเพาะปลูกจริงในชุมชนนั้นหรือไม่

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาและนำเครื่องมือ เทคโนโลยี มาปรับปรุงวิธีการรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้น เช่น การจัดทำ Application FARMBOOK หรือ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล เพื่อลดภาระในการเดินทาง ซึ่ง แอพฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเอง ผ่าน Smart Phone และสามารถติดตามสิทธิ์โครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ และให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน สามารถดาวน์โหลด Androidและ iOSและเริ่มใช้งานผ่านระบบด้วยการใช้เลขที่ในทะเบียนเกษตรกร หรือหมายเลขโทรศัพท์ ที่ใช้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ 2 นำเครื่อง GPS มาใช้จับพิกัด วัดขนาดพื้นที่ และวาดผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล นอกจากนั้นยังมี Application FAARMisสำหรับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลออกให้บริการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนอกสถานที่โดยสามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ทั้งเกษตรกรรายใหม่ และเกษตรกรรายเดิม

สำหรับ ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ประกอบด้วย ข้อมูล 9 ด้าน ได้แก่ 1. ข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน 2. สมาชิกในครัวเรือนและการเป็นสมาชิกองค์กร 3. การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรทั้งที่เป็นของตนเอง ที่ดินเช่า ประเภทเอกสารสิทธิ์ เลขที่เอกสาร และเนื้อที่ตามเอกสาร 4. การประกอบกิจกรรมการเกษตร (ประเภทกิจกรรมการเกษตร/ วันที่ และเนื้อที่ปลูก /วันที่และเนื้อที่ที่จะเก็บเกี่ยว 5. การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ 6. รายได้ 7. หนี้สิน 8. เครื่องจักรกลการเกษตร 9. แหล่งน้ำ

นอกจากนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการใช้ประโยชน์จากทะเบียนเกษตรกร ถือเป็นข้อมูลหลักสำหรับการทำงานของกรมฯ ช่วยตอบโจทย์โครงการต่างๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันมีการเชื่อมโยงไปสู่ระบบของหน่วยงานอื่น รวมทั้งที่มีหน่วยงานต่างๆขอใช้ประโยชน์จากข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกร แต่อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมการเกษตรจะยึดหลักการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัดต่อไป

“ธรรมนัส” มอบนโยบายส.ป.ก.มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385299

“ธรรมนัส” มอบนโยบายส.ป.ก.มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 – 02:37 น.
ธรรมนัส

          รมช.เกษตรฯ”ธรรมนัส” มอบนโยบายการดำเนินงานแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร พัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส รมช.กษ. มอบนโยบายแก่ ส.ป.ก. ให้สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส  พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  (ส.ป.ก.) ในการสัมมนาการติดตามผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562  และการมอบนโยบายการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

โดยมี นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวต้อนรับ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ส.ป.ก. จากทั่วประเทศ เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องสุนทรภู่ โรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น อ.เมือง จ.ระยอง

ร้อยเอกธรรมนัสเปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการดำเนินงาน ประจำปี 2562 แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ณ โรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีภารกิจในการบริหารจัดการพื้นที่ เพิ่มศักยภาพพื้นที่ พัฒนาอาชีพเกษตรกรรมให้มีความยั่งยืน สนับสนุนเงินทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และพัฒนาองค์การให้ทันสมัย

โดยนโยบายในการดำเนินงาน ปี 2562 นี้ ต้องมีความสอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ทั้ง 12 เรื่อง ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ส.ป.ก. มี 6 เรื่อง ประกอบด้วย 1. การสืบสาน ต่อยอดงานโครงการพระราชดำริ อาทิ โครงการเกษตรวิชญา โครงการผืนดินพระราชทาน 5 จังหวัด การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในเขตที่ดิน ส.ป.ก. ทั่วประเทศ โดยขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม สร้างความเข้มแข็ง และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน ให้สามารถนำไปต่อยอดได้

2. การส่งเสริมการตลาดนำการผลิต พัฒนาระบบตลาดและเชื่อมโยงการผลิต โดยขับเคลื่อนให้ ส.ป.ก. เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประเทศไทย ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้แก่ครอบครัว และ ส.ป.ก. จะต้องเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้า ส.ป.ก. ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร

3. การปรับปรุงกฎหมายปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน 4. การพัฒนาพื้นที่ให้สมบูรณ์ก่อนการจัดให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกัน 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมทั้ง ไฟฟ้า ประปา ที่อยู่อาศัย ฯลฯ

5. ลดความเหลื่อมล้ำของการถือครองที่ดินและสร้างความเท่าเทียมด้วยการปรับปรุงระบบที่ดินทำกิน โดยการเร่งออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ให้กับราษฎรที่มีสิทธิ์โดยชอบตามกฎหมายโดยเร็ว รวมทั้งการกำหนดขอบเขตแผนที่ ส.ป.ก. ให้ชัดเจนโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเร่งจัดที่ดินให้แก่ราษฎรและเกษตรกรตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)                      และ 6. การใช้เงินกองทุนการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยนำมาพัฒนาและยกระดับพื้นที่ ส.ป.ก. ให้มีศักยภาพ เช่น พัฒนาระบบน้ำ พัฒนาคุณภาพดิน เป็นต้น และขอให้แต่ละจังหวัดเขียนโครงการเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อของบดังกล่าวไปพัฒนาพื้นที่ต่อไป

“ขอให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนำข้อมูลไปสื่อสารให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูแล ได้เข้าใจและนำแนวทางของ ส.ป.ก. ไปปฏิบัติให้บังเกิดผล รวมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร นอกจากนี้ ขอให้แต่ละจังหวัดดำเนินการจัดทำโครงการที่สอดคล้องและตอบโจทย์กับนโยบายรัฐบาลให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้โดยเร็วด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว

“มนัญญา”เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385120

“มนัญญา”เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า

วันที่ 25 สิงหาคม 2562 – 17:49 น.
มนัญญา,สหกรณ์

“มนัญญา”เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า

รมช.เกษตรฯ”มนัญญา ไทยเศรษฐ์” เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า ทำข้อตกลงกระทรวงคมนาคม รับซื้อกรวยยาง แท่งแบริเออร์จากสหกรณ์ เผยรัฐเตรียมงบช่วยเหลือสหกรณ์ปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านต่อแห่ง ตั้งเป้าซื้อน้ำยางเข้าโครงการราคานำตลาด 5- 10 บาทต่อกก.

      วันที่ 25 ส.ค. นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์ระหว่าง เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปยางพาราของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านพังดาน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง และชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด โดยกล่าวว่าเป็นการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อตรวจเยี่ยมและเก็บข้อมูลศักยภาพการผลิตและแปรรูปยางพาราของสหกรณ์ เพื่อนำข้อมูลไปนำเสนอกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อจะหาแนวทางร่วมกันส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นผู้ผลิตสินค้าตามที่กระทรวงคมนาคมต้องการ เช่น กรวยยางวางบนถนน และแท่งแบริเออร์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงคมนาคมได้มีแนวทางทำข้อตกลงเพื่อร่วมมือกันผลักดันให้ปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลได้เตรียมงบอุดหนุนให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อแห่ง หรืออาจจะมากกว่าตามชนิดสินค้าที่ผลิต

“ไม่มีการใช้ยางเพิ่มทางใดที่จะรวดเร็วเท่ากับการใช้ในภาครัฐ ดังนั้น ทั้งสองกระทรวงจึงร่วมมือกัน และเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลพร้อมจะจัดงบอุดหนุนให้กับสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการสนับสนุนการผลิตและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา และขอความร่วมมือว่าหากสหกรณ์ใดที่เข้าร่วมโครงการขอให้ช่วยรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในราคานำตลาดอย่างน้อย 5 – 10 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์เอง “ รมช.เกษตรฯกล่าว

สำหรับเป้าหมายในการซื้อยางพาราของโครงการนั้น นางสาวมนัญญากล่าวว่า ยังไม่ลงรายละเอียดเรื่องปริมาณ แต่ต้องใช้ปริมาณมากแน่นอนเพราะอุปกรณ์การจราจร ทั้งกรวยยาง และแท่งแบริเออร์ต้องใช้ทั่วประเทศ และ รมว.คมนาคม กับรมว.เกษตรฯก็ต้องการให้เกิดโครงการนี้โดยเร็ว

รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ขณะนี้ขอให้สหกรณ์ที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องของการปรับปรุงศักยภาพการผลิตของโรงงานทำรายละเอียดขอมาได้ ทางกระทรวงเกษตรฯจะช่วยดูเพื่อให้สหกรณ์มีการพัฒนากำลังการผลิตให้ดีขึ้น ซึ่งแต่ละปีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ช่วยเหลือสหกรณ์ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพการแปรรูปยางพารามาอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าโครงการ 3 แห่งคือสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด จ.สงขลา ชุมนุมสหกรณ์อุตสาหกรรมยางพาราภาคใต้ จำกัด จ.สุราษฏร์ธานี และชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด ซึ่งรัฐจะต้องช่วยในการพัฒนาและปรับปรุงเครื่องจักรสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ตามที่กระทรวงคมนาคมต้องการ ซึ่งในการลงพื้นที่วันนี้ทางสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปยางพารา ซึ่งจะกลับไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง

สำหรับในการลงพื้นที่ของนางสาวมนัญญา ครั้งนี้ พบว่า ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ และสหกรณ์การเกษตรฯ ในพื้นที่จังหวัดพัทลุงและสตูล ได้ขอให้รมช.เกษตรฯช่วยเหลือจัดหาเครื่องจักรที่จะใช้ในโรงงานแปรรูปยาง ถังเก็บน้ำยาง รถขนน้ำยางสด และรถแทรคเตอร์ในสวนปาล์ม ซึ่ง น.ส.มนัญญากล่าวตอบรับพร้อมจะช่วยทุกสหกรณ์ แต่จะต้องดูว่าสิ่งที่ขอมานั้นสหกรณ์ได้นำไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ และควรมีการแบ่งปันเครื่องมือ เครื่องจักรให้กับสหกรณ์อื่นๆในพื้นที่ได้มาใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นการช่วยเหลือแบ่งปันกันในขบวนการสหกรณ์

หม่อนไหม สนองนโยบายรัฐฯ “การตลาดนำการผลิต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384962

หม่อนไหม สนองนโยบายรัฐฯ “การตลาดนำการผลิต”

วันที่ 24 สิงหาคม 2562 – 12:22 น.
หม่อนไหม

หม่อนไหม สนองนโยบายรัฐฯ “การตลาดนำการผลิต”

           กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมสนองนโยบายรัฐฯ เน้น “การตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร” เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและระบบเกษตรพันธสัญญาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เกิดรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง นำร่องไปแล้วในพื้นที่ 7 จังหวัด เกษตรกร 800 ราย ผลผลิตรวม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมคิดเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

                นางสาวศิริพร บุญชู  อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สนับสนุนเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานรวมทั้ง เป็นการสนองนโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมหม่อนไหมจึงได้มีการสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  โดยมอบหมายให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว  โดยเป็นตัวกลางในการประสานจับคู่ด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม

นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ในเรื่องพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรของกรมหม่อนไหม  เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีในการดำเนินการตกลงซื้อขายผลผลิตตามพระราชบัญญัติ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันในทุกฝ่าย นำร่อง 4 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย สินค้ารังไหม สินค้าหนอนไหม สินค้าเส้นไหม และสินค้าแผ่นใยไหม

โดยผู้ประกอบการจะดำเนินการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมราว 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม จำนวน 200 ตัน  มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวม รวมทั้ง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาล

                ชนัญญา ดรเขื่อนสม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ฅญา” ไหมไทย หนึ่งในผู้ประกอบการในการขับเคลื่อนการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดธุรกิจงานบาติก โดยเริ่มจากผ้าเช็ดหน้าบาติก และมีแนวคิดที่จะนำงานบาติกมาใส่ลงในผ้าไหม ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะของการทำลายบาติกสไตล์ฅญา จะใช้กาวชนิดพิเศษเขียนกั้นเทียน (เขียนกาวกั้นเทียน) มีการออกแบบลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว บ่งบอกถึงถิ่นที่มาของภูมิลาเนาภาคอีสาน ผลงานสะท้อนสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง เช่น รอยแตกระแหงของ ผืนดิน ลวดลายของใบไม้

ปัจจุบัน “ฅญา” มีเครือข่ายผู้ทอผ้าไหม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยการรับซื้อผลผลิตเส้นไหมจากกลุ่มเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิ ก่อให้เกิดรายได้ที่เกื้อกูลและส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์นอกจากจะจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ยังวางจำหน่ายที่ร้าน King Power สนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ร้านค้า ในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เช่น หมอนรองคอผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ หมอนอิง กระเป๋าคล้องมือ และมีการต่อยอดเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผ้าไหมไทยสู่ตลาดสากลต่อไป

เปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน@ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384920

เปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน@ภูเก็ต

วันที่ 24 สิงหาคม 2562 – 05:37 น.
งานแพะแห่งชาติ

เปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน@ภูเก็ต 

กรมปศุสัตว์จัดงานแพะแห่งชาติครั้งที่ 16 เปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน@ภูเก็ต ส่งเสริมตลาดในและต่างประเทศ 26-28 สิงหาคมนี้  ณ ประตูเมืองภูเก็ต  โดย อำพันธ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่ากรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในด้านการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์และดำเนินการ ในการส่งเสริมด้านการปศุสัตว์ ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

โดยส่งเสริมการตลาด วิจัยและพัฒนาพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ และสัตว์พื้นบ้าน อาทิ โคเนื้อ แพะและแกะ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนามาตรฐานการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการออกร้านผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสู่ตลาดโลก

  โดยกรมปศุสัตว์ ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะจึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2550 มีแพะที่เลี้ยงรวม 444,774 ตัว เกษตรกร 38,653 ครัวเรือน ส่วนในปี 2560 มีแพะที่เลี้ยงรวม 652,964 ตัว เกษตรกร 52,538 ครัวเรือน  ในระยะเวลา 10 ปีกว่าที่ผ่านมา มีแพะเพิ่มขึ้น 207,890 ตัว เกษตรกรเพิ่มขึ้น 13,885 ราย ซึ่งกรมปศุสัตว์ มีแผนงานโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะในพื้นที่ 6 เขต ได้แก่ เขต 1 3 6 7 8 และ 9 จำนวนรวม 45 จังหวัด และ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจำนวน 473 กลุ่ม จำนวนเกษตรกร 6,582 ราย และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นต้น

นอกจากนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่ การทำนา สวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการ พบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว นอกจากนั้นมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเซีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และตลาดเวียดนามประมาณ 40,000 ตัว/ปี

จึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 16 และเปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน @ ภูเก็ต 2562 ระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00น.-21.00น. ณ ประตูเมืองภูเก็ต ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าผลิตภัณ์แปรรูปแพะ สินค้าOTOP ของฝากของที่ระลึกจำนวนมาก

ขับเคลื่อนปัญหาส่งน้ำแม่ลาว น้ำก้อนเดียวกระจายมากกว่าเท่าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384677

ขับเคลื่อนปัญหาส่งน้ำแม่ลาว น้ำก้อนเดียวกระจายมากกว่าเท่าตัว

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 – 13:10 น.
แม่น้ำแม่ลาว

ขับเคลื่อนปัญหาส่งน้ำแม่ลาว น้ำก้อนเดียวกระจายได้มากกว่าเท่าตัว

แม่ลาวเป็นแม่น้ำสายหลักของเชียงราย ต้นน้ำอยู่ดอยนางแก้ว ทิวเขาปันน้ำ เขตบ้านขุนลาว ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ไหลผ่านอ.เวียงป่าเป้า อ.แม่สรวย อ.พาน อ.แม่ลาว อ.แม่สาย อ.เมืองเชียงราย อ.เวียงชัย แล้วไปสมทบกับแม่น้ำกก ก่อนไหลลงแม่น้ำโขง

              แม่ลาวจึงเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำกก ในขณะแม่น้ำกกเป็นลำน้ำสาขาแม่น้ำโขงอีกทอดหนึ่ง    ไหลจากตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความยาว 206 กิโลเมตร
แม่น้ำแม่ลาวยังมีลำน้ำสาขาสำคัญหลายสาย อาทิ  น้ำแม่เจดีย์ น้ำแม่ปูนหลวง น้ำแม่ตาช้างและน้ำแม่สรวย  เป็นต้น
พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำแม่ลาวอาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สรวยเป็นแหล่งน้ำต้นทุน โดยก่อสร้างฝายทดน้ำเป็นระยะๆ 4 ฝาย ประกอบด้วย ฝายเจ้าวรการบัญชา ฝายแม่ลาว ฝายถ้ำวอก และฝายชัยสมบัติ    โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาวประสบปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มายาวนาน จนเห็นแม่แบบความสำเร็จจากอ่างเก็บน้ำดอยงูที่ก่อสร้างปิดกั้นลำน้ำแม่เจดีย์ และอยู่ภายใต้ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 โครงการชลประทานเชียงราย  จึงทดลองนำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรูปแบบของเครือข่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (คสป.) เข้าดำเนินการบริหารจัดการน้ำ นับแต่ปลายปี 2561
เนื่องจากเป็นกระบวนกร (Facilitator) ของสำนักชลประทานที่ 2 ที่จะทำหน้าที่ Coaching ให้กับ คสป. ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และได้รับอนุมัติจากกรมชลประทานมาแล้ว อีกทั้งมีประสบการณ์ตรงจากดอยงู นายไพโรจน์ แอบยิ้ม เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ฝ่ายจัดสรรน้ำ โครงการชลประทานเชียงราย และคณะ จึงได้รับการมอบหมายเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาพื้นที่ส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ซึ่งมีพื้นที่ส่งน้ำเป็น 3 ตอน รวมแล้วประมาณ 110,000 ไร่
“ปัญหาคล้ายๆ กับพื้นที่ชลประทานดอยงู น้ำไม่พอใช้ ต้นน้ำมีน้ำใช้เหลือเฟือ ปลายน้ำไม่ได้รับน้ำ เกิดการแย่งน้ำกัน ไม่ใช่รอบเวรรับน้ำก็เปิดรับน้ำไปใช้   มีท่อผีแอบลักน้ำเกือบ 200 ท่อ” นายไพโรจน์ ย้อนสภาพปัญหาซึ่งดำรงมานานนับสิบปี
ปลายปี 2561 เป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูแล้งและมีการทำนาปรัง การเข้าไปจัดทำเวทีประชาคมให้เกษตรกรได้มาพบปะสะท้อนปัญหาเป็นไปอย่างดุเดือดเหมือนทุกที่ เพราะต่างเดือดร้อนเรื่องน้ำ
“ในฐานะกระบวนกร เราต้องฟังเกษตรกรให้มาก ให้เขาเล่าประวัติศาสตร์ชุมชน สรุปปัญหาอย่างเป็นระบบ เขียนให้เห็นบนกระดานตรงนั้น นอกจากนั้นยังเดินสำรวจพื้นที่ เพื่อกลับมาจัดทำแผนที่ทำมือ ชี้ให้ทุกคนเห็นสภาพปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งให้เกษตรกรฝึกคิดเสนอทางแก้ด้วย เพราะเป็นปัญหาของเกษตรกรเอง  ไม่ใช่กรมชลประทาน แต่เราจะช่วยเติมเต็มข้อมูลหรือชุดความรู้ที่เขาขาดให้แน่นขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น” แต่การจัดพูดคุยในลักษณะเวที 55 ครั้งก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้เกษตรกร
“คณะของเราต้องลงพื้นที่ร่วมไปกับเกษตรกร ไปดูปัญหาจะๆ กันเลย ตรงไหนแก้ไขได้เอง แก้ไขเลย ตรงไหนยังไม่รู้วิธีแก้ ก็เอาความรู้ด้านการชลประทานเข้าไปช่วย จนเห็นผลเป็นรูปธรรม ความไว้เนื้อเชื่อใจจึงฟื้นกลับคืนมาได้จากการลงพื้นที่ 15 ครั้ง”
นายไพโรจน์กล่าวว่า การจัดเวทีและลงภาคสนามคือการเปลี่ยนความคิดจากที่รอให้รัฐช่วยอย่างเดียวก็หันมาพึ่งพาตัวเองจากความรู้ที่เกิดขึ้นในเวทีและภาคสนาม การได้เห็นภาพรวมของปัญหาน้ำทำให้เกิดความรู้สึกช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันมากขึ้น  แทนใช้น้ำคนเดียวหรือใช้มาก ยิ่งไปเห็นความเดือดร้อนของพื้นที่ปลายน้ำก็ยิ่งเข้าใจความยากลำบากของคนอื่น
“คนไทยมีจุดเด่นตรงที่พื้นฐานดี มีจิตใจเมตตาอยู่แล้ว พอไปเห็นปัญหาความเดือดร้อนจริงๆ เข้าก็เปลี่ยนความคิดจากที่เคยเอาเปรียบ มาเป็นการช่วยเหลือ”
ผลจากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเกษตรกร ปริมาณน้ำ 51 ล้านลูกบาศก์เมตรที่จัดสรรสำหรับพื้นที่ชลประทานฤดูแล้ง (1 พฤศจิกายน 2561-30 เมษายน 2562) 45,000 ไร่ สามารถขยายพื้นที่รับน้ำได้มากกว่า 100,000 ไร่ จากปริมาณน้ำก้อนเดียวกันนี้ ช่างมหัศจรรย์เหลือเชิ่อ
“เราแบ่งพื้นที่ เป็นพื้นที่ชลประทานที่รับรองได้รับน้ำแน่นอน 45,000 ไร่ และพื้นที่สุ่มเสี่ยงอีกจำนวนหนึ่ง โดยเอาเกษตรกรจาก 2 พื้นที่นี้มารับรู้ร่วมขับเคลื่อนกันตั้งแต่ต้น จะส่งน้ำ จะประหยัดน้ำอย่างไร เพื่อให้พื้นที่เป้าหมายได้รับน้ำ แม้พื้นที่สุ่มเสี่ยงจะไม่ได้น้ำเต็มที่  แต่ยังได้รับพอไม่ให้ข้าวยืนต้นตาย ดีกว่าไม่ได้น้ำเลย เกษตรกรมีความสุขมากนาข้าวใช้น้ำเฉลี่ยไร่ละ 1,500-1,600 ลูกบาศก์เมตร ส่วนหนึ่ง 1,000 ลูกบาศก์เมตร จัดสรรให้พื้นที่ชลประทานที่รับรองว่าได้น้ำแน่ อีก 500-600 ลูกบาศก์เมตร เฉลี่ยไปช่วยพื้นที่สุ่มเสี่ยง บางคนบอกว่า 20 ปี เพิ่งเห็นน้ำมาถึงที่” นายไพโรจน์กล่าว

ความสำเร็จของนาปรัง 2561/2562 ทำให้การขับเคลื่อนเวทีชาวบ้านเป็นไปอย่างคึกคัก เกษตรกรเริ่มเห็นผลของการร่วมกันคิด วางแผนและลงมือทำในลักษณะร่วมมือกันอย่างแท้จริง “เพราะเราทำหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษา ช่วยคัดท้าย แต่คนที่เป็นเจ้าของงานจริงๆ และลงมือทำจริงคือเกษตรกร”
การขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในแนวที่เกษตรกรมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ทำให้ขอบเขตงานเดิมวางแผนเฉพาะฝายแม่ลาว ขยายผลไปสู่ฝายเจ้าวรการบัญชา ฝายถ้ำวอก และฝายชัยสมลบัติ รวมพื้นที่เกือบ 300,000 ไร่ เพิ่มจากแผนเดิม 2 เท่าตัว
เป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่น่าสนใจอีกมิติหนึ่ง จากการมีส่วนร่วมของเกษตรกรอย่างแท้จริง

อ.อ.ป.จัดการประชุมการป่าไม้และการประชุมช้างแห่งชาติปี 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384632

อ.อ.ป.จัดการประชุมการป่าไม้และการประชุมช้างแห่งชาติปี 62

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 – 09:47 น.
ออป

อ.อ.ป. จัดการประชุมการป่าไม้ และการประชุมช้างแห่งชาติ ประจำปี 62

             องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ร่วมกับ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดการประชุมการป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2562 ภายใต้แนวคิด “การป่าไม้ก้าวไกล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า” ระหว่างวันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2562 โดยมี นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุม และกล่าวปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ นโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์ ใช้ประโยชน์ และฟื้นฟู พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาราษฎรในพื้นที่ทับซ้อนกับหน่วยงานรัฐอย่างเป็นธรรม ณ อาคารกัลยาณิวัฒนาการุณย์ สถาบันคชบาลแห่งชาติในพระอุปถัมภ์ฯ จังหวัดลำปาง

        นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ในปี 2562องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพหลัก จัดการประชุมการป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2562 โดยการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการนำเสนอผลงานวิชาการสิ่งประดิษฐ์คิดค้นอย่างสร้างสรรค์ นำผลการประชุมทางวิชาการ และนวัตกรรมใหม่ๆ ไปใช้เป็นฐานในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเวทีกลางให้กับทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมปัจจุบัน ประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ดำเนินงานด้านทรัพยากรป่าไม้ เพื่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ภายในการประชุมการป่าไม้ในครั้งนี้ มีการบรรยายพิเศษ จาก ผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร หัวหน้าภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การป่าไม้ก้าวไกล เศรษฐกิจไทยก้าวหน้า” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้, กรมป่าไม้,
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สำนักงานการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย, บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด,นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย การจัดเสวนาในหัวข้อ “ขับเคลื่อนชุมชนไม้มีค่าให้ก้าวหน้าได้อย่างไร” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานวิจัยแห่งชาติ, กรมป่าไม้, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพูดคุย นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ นิสิต นักศึกษา พูดคุย แสดงความคิดเห็น พร้อมนำเสนอผลงานที่เกี่ยวกับการป่าไม้ ในหัวข้อ “นิสิต คิดอย่างไร” อีกด้วย

นอกจากนี้ ผอ.อ.อ.ป. ยังกล่างเพิ่มเติมว่า ในระหว่างวันที่ 19 – 20 สิงหาคม 2562 อ.อ.ป. ได้จัดการประชุมช้างแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “ช้าง คุณค่าแห่งชีวิต Worth of life” ผ่านกิจกรรมการปาฐกถาโดย ศ.สพ.ญ.ดร. อัจฉนิยา ไศละสูต, นายอเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์, อ.สพ.ญ.ดร. ภัดนุช บันสิทธิ์, น.สพ. วิศิษฎ์ อาศัยธรรมกุล ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นวิทยากร ในหัวข้อต่างๆ อาทิ ป่าไม้และช้าง การบรรยายพิเศษหัวข้อ ช้าง คุณค่าแห่งชาติ การเสวนาในหัวข้อ “Five of domain/Five of freedom และหัวข้อการจัดการและดูแลรักษาช้างตามหลักสวัสดิภาพ ถือเป็นอีกวาระหนึ่งสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง จะได้มีเวทีแสดงความคิดเห็น ร่วมกันหาทางออก พร้อมเปิดโอกาสให้นักวิชการนำเสนอผลงาน ความก้าวหน้าทางวิชาการในการดูแลและบริบาลช้าง ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิทยาการและเทคนิคทางการแพทย์ต่างๆ สำหรับประยุกต์ใช้ในการดูแล รักษาและบริบาลช้างในประเทศไทยให้ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งถือเป็นภารกิจหนึ่งของสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

สทนช.เล็งงานวิจัยทีมวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384582

สทนช.เล็งงานวิจัยทีมวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ

วันที่ 21 สิงหาคม 2562 – 19:29 น.
สทนช

สทนช.เล็งงานวิจัยทีมวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ หวังแลกเปลี่ยนความร่วมมือภายใต้กรอบแม่โขง-มิสซิสซิปปี

            สทนช.เล็งดึงงานวิจัยจากองค์กรวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้กรอบแม่โขง-มิสซิสซิปปี รูปแบบกฏหมายพิเศษที่เอื้อต่อการบริหารจัดการ การสร้างความเข้าใจประชาชน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย หวังเสริมศักยภาพการจัดการน้ำท่วมร่วมกับประเทศสมาชิก ชิงเสริมเขี้ยวเล็บไทยนั่งประธานคณะกรรมการร่วมMRC ปีหน้า

                  นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในโอกาสร่วมหารือแลกเปลี่ยนความร่วมมือ พร้อมเยี่ยมชมภารกิจด้านการป้องกันน้ำท่วมขององค์กรวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ (US Army Corps of Engineers) ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยส์เซียนา สหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลแม่น้ำโขงและแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mekong-Mississippi River Commission Exchange หรือ M2RC Exchange) ในฐานะเลขาธิการสำนักเลขาธิการคณะกรรมการเเม่น้ำโขงแห่งชาติไทย และผู้แทนถาวรไทยในคณะทำงานทางวิชาการร่วมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง พร้อมด้วย นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สทนช. และคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้แก่ กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม ว่า

การหารือครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำระหว่างกัน โดยได้ถอดบทเรียนพายุเฮอริเคน Katrina  ซึ่งก่อให้น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 2005 และก่อให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินแก่ชาวเมืองนิวร์ออร์ลีน คิดเป็นมูลค่ากว่า 81 พันล้านดอลล่าสหรัฐ มีผู้สญหายและเสียชีวิตประมาณ2000  คน บทเรียนดังกล่าวทำให้ภารกิจของ องค์กรวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ ต้องออกแบบ ก่อสร้าง โครงการป้องกันน้ำท่วม การสร้างทำนบและกำแพงป้องกันน้ำท่วมและคลื่นพายุซัดฝั่ง โดยใช้งบลงทุนกว่า 14.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ รวมทั้งการขุดคลองลัดเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบและแม่น้ำมิสซิสซิปปี

โดยการดำเนินการมีทั้งการใช้กฏหมายพิเศษ และหารือสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้รับรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับโดยผ่านความร่วมมือทางภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจากรัฐบาลกลาง และท้องถิ่น โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งการหารือและการดูงานในครั้งนี้ในลุ่มน้ำโขงจะนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ในปีหน้าประเทศไทยจะเป็นประธานคณะกรรมการร่วมของ MRC จึงต้องเร่งแสวงหาความร่วมมือในงานวิจัยจากองค์กรวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ ที่แม้ว่าจะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแล้วยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและประชาชนให้เกิดความยอมรับในการพัฒนาที่สามารถใช้งานอย่างยั่งยืนด้วย

ขณะเดียวกัน สทนช.และคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ยังได้ให้ข้อมูลถึงการเชื่อมโยงข้อมูลการบริหารจัดการแม่น้ำโขงระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดความร่วมมือภายใต้ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลในเชิงเทคนิคของแม่น้ำโขงและแม่น้ำมิสซิสซิปปีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดยมีสาระสำคัญใน 4 ประเด็นด้วยกันคือ  1. ประเทศสมาชิก MRC ได้เน้นย้ำความสำคัญของการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ การพยากรณ์และประเมินผลกระทบ ตลอดจนเป็นข้อมูลสำคัญในการแจ้งเตือนไปยังประชาชนในพื้นที่ สำหรับการปรับตัวในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น                             นอกจากนั้นในการประสานข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก ยังใช้ช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้นด้วย 2. การแจ้งข้อมูลการระบายน้ำกรณีฉุกเฉินจากเขื่อนที่อยู่ต้นน้ำจะมีการแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้ประเทศท้ายน้ำมีการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ การแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงทีมากขึ้น

อาทิ กรณีไฟฟ้าพลังน้ำจิ่งหงของจีน ที่จะมีการปรับช่วงเวลาการแจ้งมายังประเทศสมาชิกล่วงหน้าอย่างเหมาะสม  3. กรณีใดที่เป็นสภาวะฉุกเฉิน จะมีการประสานงานผ่านช่องทางการทูตและหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำ  4. ประเทศสมาชิกจะมีการทบทวนกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการ 5 ปี สาขาทรัพยากรน้ำของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง เพื่อให้การดำเนินความร่วมมือเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมให้มีกิจกรรม “การศึกษาวิจัยร่วม (Joint Study)” อันจะเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของประเทศสมาชิกในประเด็นต่างๆ อาทิ ความจำเป็นและแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำ ผลกระทบจากการบริหารจัดการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในแต่ละพื้นที่ การบริหารจัดการและระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำที่มีนัยสำคัญต่อระบบของแม่น้ำโขง

“ธรรมนัส” “เปิดงานฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384398

“ธรรมนัส” “เปิดงานฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน”

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 – 17:14 น.
กรมพัฒนาที่ดิน

“ธรรมนัส” “เปิดงานฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน”

รมช.ธรรมนัส เปิดงานประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2562 “ฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน” พร้อมมอบนโยบายสานต่อโครงการตามแนวทางพระราชดำริ และพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร

               ร.อ. ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2562 “ฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน” พร้อมมอบนโยบายเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดิน โดยมีนางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน และข้าราชการร่วมรับฟังแนวทางนโยบาย

รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังเพิ่มเติมอีกว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงที่ต้องตอบโจทย์ให้กับเกษตรกรเป็นกระทรวงที่สำคัญ เพราะประชาชนกว่า 70% ทำอาชีพเกษตรกรรม กรมพัฒนาที่ดินจึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่ากรมชลประทาน อยากจะฝากในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ต้องนำนโยบายฯ ไปเสนอให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดรับทราบและนำไปปฏิบัติเพื่อดูแลเกษตรกรในพื้นที่ของตน สำหรับนโยบายที่จะมอบหมายให้ผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการ ดังนี้
1) การป้องกันและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญยิ่งต่อประเทศและประชาชนชาวไทย รัฐบาลถือเป็นหน้าที่สำคัญที่จะเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์และปกป้องรักษาพระบรมเดชานุภาพด้วยความจงรักภักดี สืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักสำคัญในการทำงาน สร้างความตระหนักรู้ เผยแพร่ และปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์
2) ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดภาวะทางการเงินการคลังของภาครัฐ มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน บูรณาการร่วมกันกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการปุ๋ยสั่งตัด เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาถูก ซึ่งต่ำกว่าราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร โดยปุ๋ยสั่งตัด ต้องมีสูตรที่เหมาะสมกับการปลูกพืชแต่ละชนิด และแตกต่างกันตามคุณภาพของดินในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล
3) ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร กรมพัฒนาที่ดินต้องให้ความรู้และส่งเสริมให้เกษตร ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายโดยเร็ว ศึกษาวิจัยการใช้สารทดแทนสารเคมี ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรให้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง และมีโอกาสทางเศรษฐกิจ อาทิ เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ และเกษตรแปรรูป ต่อยอดไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพมาตรฐานและมีความปลอดภัย


4) แหล่งน้ำชุมชน ให้มีระบบจัดการน้ำชุมชนที่เหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริม ฟื้นฟู อนุรักษ์ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่พักน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำบาดาล และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำในชุมชน ตามแนวพระราชดำริ มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำให้เกษตรกร โดยเฉพาะแหล่งน้ำในไร่นา ซึ่งเกษตรกรมีส่วนร่วมในการสมทบค่าใช้จ่ายบ่อละ 2,500 บาท จากแหล่งน้ำนี้ เกษตรกรจะสามารถบริหารจัดการเพาะปลูกได้ด้วยตนเอง
5) การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม โดยจัดพื้นที่การเกษตร ให้สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการและคุณภาพของดินตาม Agri-Map ให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นเจ้าภาพหลักในการใช้ Agri-Map ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตร กำหนดพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสม ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้ตลาดนำการผลิต ทั้งนี้จะทำให้เชื่อมั่นว่า กรมพัฒนาที่ดินจะเป็นหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีความสำคัญยิ่งในการกำหนดเขตความเหมาะสมของพืชเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นต้นทางของการกำหนดปริมาณการผลิตตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ตลาดนำการเกษตร”