ไม้ผลตะวันออกรอบแรกคาดให้ผลผลิต 9.9 แสนตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405805?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไม้ผลตะวันออกรอบแรกคาดให้ผลผลิต 9.9 แสนตัน

21 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ผลไม้ตะวันออก,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 159 ครั้ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พยากรณ์ไม้ผลตะวันออก รอบแรก สศก. คาด ให้ผลผลิต 9.9 แสนตัน

21 ธันวาคม 2562 นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง การบูรณาการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพรอบที่ 1 ปี 2563 ซึ่ง สศก. ร่วมมือกับคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ทั้งนี้ประกอบด้วย สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 (สสก.3) จังหวัดระยอง สำนักงานเกษตรจังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด และกลุ่มไม้ผล กรมส่งเสริมการเกษตร  พิจารณาผลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก ครั้งที่ 1 ของสินค้า 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จันทบุรี ระยอง และตราด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการวางแผนบริหารจัดการผลไม้ตั้งแต่ต้นฤดู

สำหรับผลพยากรณ์ปี 2563 ครั้งที่ 1 (ข้อมูล ณ 4 ธันวาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน  713,294 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 692,810 ไร่ (เพิ่มขึ้น 20,484 ไร่ หรือร้อยละ 2.96) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5.85  เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.79 มังคุด ลดลงร้อยละ 0.16 และลองกอง ลดลงร้อยละ 0.17

เนื้อที่ให้ผล ทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 637,849 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 626,339 ไร่ (เพิ่มขึ้น 11,510 ไร่ หรือ ร้อยละ 1.84)  โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.08  มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.71  เงาะเพิ่มขึ้น ร้อยละ  0.92  ส่วนลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.09

ผลผลิตรวม ทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 991,618 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีจำนวน 886,535 ตัน (เพิ่มขึ้น 105,083 ตัน หรือ ร้อยละ 11.85)  โดยผลผลิตจะออกมากช่วงปลายเดือนเมษายน ต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งคาดว่าผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยทุเรียน จะเพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 15.60 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดีต่อเนื่อง จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาต้นทุเรียนดี

รองลงมาได้แก่ เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.44  ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.10 และ มังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.58 ด้านผลผลิตต่อไร่ ทั้ง 4 ชนิด คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับในปีที่ผ่านมาไม้ผลบางชนิดไม่ติดผล หรือให้ผลผลิตน้อย ทำให้มีเวลาในการพักต้นสะสมอาหารต้นสมบูรณ์ขึ้นส่วนหนึ่ง ประกอบกับราคาผลไม้ที่อยู่ในเกณฑ์ดีในปีที่ผ่านมา  จึงจูงใจให้เกษตรกรมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตที่มากขึ้น โดยเฉพาะผลผลิตต่อไร่ของทุเรียน คาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการ สศท.6 กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 57 ผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก โดยจะเป็นพันธุ์กระดุมและหมอนทอง ซึ่งบางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป

ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงเมษายนถึงพฤษภาคม เงาะ ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 3.55 จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 ในพื้นที่จังหวัดระยอง มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 1.40 ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะปากนกแก้ว หากมีฝนตกจะออกใบอ่อนแทนการออกดอก

ทั้งนี้ สามารถเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ในช่วงเดือนปลายมีนาคม 2563 จะออกชุกช่วงปลายพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงมิถุนายน 2563 ส่วนลองกอง สถานการณ์ขณะนี้ยังคาดการณ์การออกดอกไม่ชัดเจน เนื่องจากยังมีฝนประปรายในช่วงเดือนพฤศจิกายน ต้นลองกองยังไม่ขาดน้ำ ทำให้ต้น ใบ ยังไม่สลด แต่คาดจะเริ่มมองเห็นการติดดอกที่ชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2563

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่แปรปรวนอาจทำให้ปริมาณผลผลิตไม้ผลเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้อีก เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศในช่วงแรกของภาคตะวันออกที่มีฝนตกทิ้งช่วงไปเร็วกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งสภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้ทุเรียน มังคุด และเงาะ มีการติดดอกออกผลเร็วขึ้น และจะเริ่มเห็นพัฒนาการออกดอกได้ชัดเจนหลังกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป

หลังจากนี้ สศท.6 จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยจะร่วมกับคณะทำงานฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เพื่อวางแผนบริหารจัดการผลไม้และรายงานผลพยากรณ์รอบสุดท้ายซึ่งเป็นข้อมูลเอกภาพให้ทราบในเดือนมีนาคม 2563 ต่อไป สำหรับท่านที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. 0 3835 2435 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

UAE เตรียมไฟเขียวให้ไก่ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405632?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

UAE เตรียมไฟเขียวให้ไก่ไทย

20 ธันวาคม 2562 – 07:17 น.
UAE,กรมปศุสัตว์
เปิดอ่าน 280 ครั้ง

UAE เตรียมไฟเขียวให้ไก่ไทย

ปัจจุบันสินค้าเนื้อสัตว์ปีกฮาลาลและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกฮาลาลของประเทศไทยเป็นที่ต้องการจากหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลไทยมีมาตรฐานการผลิตที่กำกับดูแลโดยกรมปศุสัตว์ให้ถูกตามหลักสุขอนามัยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก อีกทั้งยังได้รับความเชื่อมั่นจากประเทศกลุ่มอ่าวอาหรับถึงการผลิตที่ได้มาตรฐานฮาลาลที่กำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้เร่งประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลให้มากขึ้น โดยเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 62 Mr. Majdi Abdallah Ibrahim Abualush Ministry of Climate Change and Environment (MOCCAE) และ Mr. Ahmed Obaid Saeed Mohammed Alsuwaidi หัวหน้าด่านนำเข้าสินค้าจากหน่วยงาน Ajman Municipality ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เข้าเยี่ยมคารวะกรมปศุสัตว์ ณ ห้องประชุมม้ากัณฐกะ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์

โดยตนได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ เป็นประธานรับคณะ พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภายในกรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วมด้วย ซึ่งการมาเยือนไทยของเจ้าหน้าที่ภาครัฐจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจประเมินโรงเชือดสัตว์ปีกที่ได้รับรองให้สามารถส่งออกไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ โดยมีกำหนดการตรวจระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 4 ธ.ค. 62 ซึ่งจะเป็นการตรวจประเมินด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ตามอำนาจกำกับดูแลของหน่วย MOCCAE
นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กล่าวว่า “การส่งออกสินค้าปศุสัตวฮาลาลไทยไปยังประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จำเป็นที่หน่วยรับรองฮาลาลไทยคือสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) ต้องได้รับการรับรองจากหน่วย Emirates Authority for Standardization and Metrology ( ESMA) โดยล่าสุดวันที่ 16-19 ธค.62 สกอท. พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมรับคณะตรวจประเมินจากหน่วยงาน The Emirates International Accreditation Centre (EIAC ) ซึ่งเป็นหน่วยตรวจรับรองฮาลาล ที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงาน ESMA เพื่อมาตรวจขึ้นทะเบียนหน่วยรับรองฮาลาลของไทย

ซึ่งผลการมาตรวจครั้งนี้ทำให้ได้รับความชื่นชมในระบบมาตรฐานฮาลาลไทยที่อยู่ในระดับแนวหน้าของโลกเนื่องจากเป็นการตรวจประเมินตามมาตรฐาน ISO อีกทั้งบุคคลากรเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องผ่านการอบรม ISO แล้วทั้งสิ้น  ความร่วมมือและการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพของหน่วยงานระหว่างกรมปศุสัตว์ และสกอท. รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ปศุสัตว์ฮาลาลไทยเจริญก้าวหน้า ดังผลความสำเร็จของการตรวจประเมินจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมูลค่ามากกว่า 1000 ล้านบาท”

นายสัตวแพทย์โสภัชย์  กล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอเชิญชวนร่วมงาน Thailand Halal Assembly 2019 กรมปศุสัตว์ได้ร่วมจัดนิทรรศการ มีกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจถึงโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์ ท่านจะได้ความรู้ด้านปศุสัตว์ฮาลาล ทั้งนี้งาน Thailand Halal Assembly 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 22 ธันวาคม พ.ศ.2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร”

จัดหนักกยท. MOU จีนซื้อ – ขายยางสี่แสนตันต่อปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405621?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

จัดหนักกยท. MOU จีนซื้อ – ขายยางสี่แสนตันต่อปี

20 ธันวาคม 2562 – 00:08 น.
เอ็มโอยู,กยท,ซื้อขายยาง,จีน,กระตุ้นซื้อขายยาง
เปิดอ่าน 190 ครั้ง

 กยท.เอ็มโอยูร่วมมือธุรกิจจีนซื้อ – ขายยางใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรชาวสวนยาง กระตุ้นส่งออกระหว่างประเทศ ตั้งเป้า 400,000 ตันต่อปี

20 ธันวาคม 2562  กยท.เอ็มโอยูร่วมมือธุรกิจ China ZhengXin Group Limited  – Dimond Star Network จำกัด เพื่อซื้อ – ขายยางพารา มุ่งเน้นยางธรรมชาติจากเกษตรกร – สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทยมาเป็นวัตถุดิบ กระตุ้นการส่งออกยางระหว่างประเทศ

กยท. เป็นเจ้าภาพจัดพิธีลงนาม MOU เพื่อความร่วมมือทางด้านธุรกิจ ของChina ZhengXin Group Limited และ บริษัท Dimond Star Network จำกัด เพื่อซื้อ – ขายยางพารา มุ่งเน้นยางธรรมชาติจากเกษตรกร – สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางไทยมาเป็นวัตถุดิบ กระตุ้นการส่งออกยางระหว่างประเทศ

โดยมีนายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการ กยท. ลงนามระหว่าง Mr.Benjamin Zhang GuaQiang รองผู้จัดการ China ZhengXin Group Limited และนายเกรียงศักดิ์ ทิพย์สิงห์ ประธาน บริษัท Dimond Star Network จำกัด

นายขจรจักษณ์  กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อความร่วมมือทางด้านธุรกิจ ระหว่าง China ZhengXin Group Limited และ บริษัท Dimond Star Network จำกัด ที่จัดขึ้นครั้งนี้ เพื่อการซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางพาราของสถาบันเกษตรกร ได้แก่ ยางแท่ง STR 20 ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง STR 20 ผสม 97.50% และผลิตภัณฑ์ยางพาราชนิดอื่น ๆ

ถือเป็นการผลักดันผลิตภัณฑ์ยางพาราของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กยท. ซึ่งบริษัทผู้ขายจะต้องทำการผลิตหรือจัดหาผลิตภัณฑ์ยาง โดยใช้วัตถุดิบยางธรรมชาติจากเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวนไม่น้อยกว่า 400,000 ตันต่อปี

นายขจรจักษณ์ กล่าวว่า กยท. มีบทบาทในการสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยางให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต การผลิต การแปรรูป การตลาด และการดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับยางพาราและอุตสาหกรรมแปรรูปยางขั้นต้น รวมถึงงานในวันนี้ จะช่วยดูดซับปริมาณยางพาราในระบบ ตลอดจนสามารถกระตุ้นการส่งออกยางพาราของประเทศไทย โดยเฉพาะสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้ายางพาราในสัดส่วนมากที่สุด

ฉะนั้น การร่วมมือทางด้านธุรกิจกันระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทย จะเป็นการสนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในประเทศไทย และสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน สร้างความสัมพันธ์อันดีทางด้านการค้าการลงทุน รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านยางพาราสืบไป

ดัชนีผาสุกเกษตรกร ปี 61 พัฒนาดีขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405607?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ดัชนีผาสุกเกษตรกร ปี 61 พัฒนาดีขึ้น

20 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,สศก,ดัชนีวัดความสุข,เกษตรกร
เปิดอ่าน 152 ครั้ง

ดัชนีผาสุกเกษตรกร ปี 61 พัฒนาดีขึ้น เพิ่มอยู่ที่ระดับ 80.29 พร้อมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรรอบด้านต่อเนื่อง

20 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้จัดทำดัชนีความผาสุกของเกษตรกร เพื่อสะท้อนถึงปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และใช้เป็นตัวชี้วัดของแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12  เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ

โดยดัชนีความผาสุกของเกษตรกรระดับประเทศในปี 2561 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของแผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 มีค่าอยู่ที่ระดับ 80.29 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดี เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 78.94 โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในภาพรวมเพิ่มขึ้นและมีการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก ได้แก่ ด้านสุขอนามัย มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 98.17 และด้านสังคม มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 90.98

สำหรับด้านเศรษฐกิจ มีการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 75.27 ด้านสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 67.18 ส่วนด้านการศึกษา มีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องเร่งแก้ไข มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 54.22

เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 81.81  81.67  81.14 ตามลำดับ ซึ่งเป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดี ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 79.31 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง

โดยปัจจัยด้านสุขภาพและด้านสังคมในแต่ละภาคมีการพัฒนาอยู่ในระดับดีและดีมาก สำหรับด้านเศรษฐกิจของภาคใต้และภาคกลางมีการพัฒนาอยู่ในระดับดี ขณะที่ด้านเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง และภาคเหนืออยู่ในระดับต้องปรับปรุง ส่วนด้านการศึกษาและด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละภาคมีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุงและต้องเร่งแก้ไข

นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร กล่าวเสริมถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งจะต้องเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมเกษตรกรทุกระดับน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้

โดยเน้นให้เกษตรกรรายย่อยสามารถพึ่งพาตนเองได้ สำหรับเกษตรกรขนาดกลางและเชิงพาณิชย์ให้มีการต่อยอดไปสู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพที่ ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำบัญชีฟาร์ม พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร ด้านการศึกษา

เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ที่อยู่ในช่วงสูงวัย จึงควรถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะในด้านต่าง ๆ ให้แก่เกษตรกรผู้สูงวัยอย่างเหมาะสม  พัฒนาศักยภาพทายาทเกษตรกร และเกษตรกรไทยรุ่นใหม่ให้มีความเข้มแข็ง และด้านสิ่งแวดล้อม สร้างความตระหนักรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อก่อให้เกิดการผลิตที่สมดุล ถ่ายทอดความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินและการใช้สารอินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมทั้งสนับสนุนการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม สวนป่าชุมชน ป่าเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ

ตะลึง กว่า 3 พันทะเบียนสารเคมียื่นขึ้นทะเบียนมั่ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405571?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ตะลึง กว่า 3 พันทะเบียนสารเคมียื่นขึ้นทะเบียนมั่ว

20 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
พาราควอต,สารเคมี,กระทรวงเกษตร,3 สาร
เปิดอ่าน 89 ครั้ง

ตะลึง กว่า 3 พันทะเบียนสารเคมี ยื่นขึ้นทะเบียนมั่ว ใช้เอกสารเดิมมาขึ้นใหม่ ส่งกฤษฏีกาตีความป้องผิดถึงตัวอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร

20 ธันวาคม 2562 เฉลิมชัย เต้นสั่งหน่วยงานตรวจแหล่งน้ำ ชี้ไม่พบสารพิษทางการเกษตร ปนเปื้อนในลำน้ำ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้รับมติกก.วัตถุอันตรายอย่างเป็นทางการแล้ว เดินหน้าปฏิบัติตามประกาศกระทรวงฯ ยันมาตรการจำกัดการใช้สาร ปลอดภัยทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า มาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตรตามประกาศกระทรวงฯ ไม่ได้ผล โดยระบุว่า เป็นมาตรการที่สากลปฏิบัติในการควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยส่วนตัวเห็นว่า ไม่ควรจะจำกัดการใช้เฉพาะพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส แต่ควรจำกัดการใช้สารเคมีอีกหลายร้อยชนิดซึ่งมีในตลาดเนื่องจากหากใช้อย่างไม่ถูกต้องหรือใช้ในปริมาณมากเกินไปย่อมเกิดอันตรายได้ทั้งสิ้น

ส่วนที่มีการกล่าวว่า พบการปนเปื้อนของสารเคมีทางการเกษตรในแหล่งน้ำธรรมชาติ กระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยหลังเกิดอุทกภัยซึ่งอยู่ระหว่างฤดูการผลิตของเกษตรกร ได้ให้ทั้งกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินนำน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมมาตรวจซึ่งไม่พบสารเคมีตกค้าง

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า มาตรการจำกัดการใช้กำหนดไว้อย่างละเอียดว่า สารเคมี 3 ชนิดใช้ได้กับพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดเท่านั้น ห้ามใช้ในพื้นที่ต้นน้ำ จำกัดปริมาณการซื้อ ผู้ขายและผู้ฉีดพ่นสารต้องได้รับการอบรมจากกรมวิชาการเกษตร ขอย้ำว่า รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ ห่วงใยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค เชื่อว่า ไม่มีใครคิดแสวงหาประโยชน์จากการไม่ยกเลิก 3 สารจึงขอให้เลิกพูดได้แล้ว หากใครคิดเช่นนั้นถือว่า ไม่ใช่คนไทยและไม่สมควรอยู่ในประเทศไทย

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ได้รับหนังสือรับรองมติอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายแล้วซึ่งให้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดให้วัตถุอันตราย สารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส ยกเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยกำหนดระยะเวลาใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2563 สำหรับวัตถุอันตรายสารไกลโฟเซตให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้ตามมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2561

รวมทั้งมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำมาตรการรองรับในการหาสารทดแทนหรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมสำหรับวัตถุอันตรายพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส รวมถึงมาตรการในการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และให้นำเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาภายในระยะเวลา 4 เดือนนับจากวันที่มีมติ

นายอนันต์ กล่าวว่า ได้สั่งการกรมวิชาการเกษตรเร่งดำเนินตามมติดังกล่าว ส่วนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. ที่ผ่านมาอย่างเคร่งครัดเนื่องจากเป็นกฎหมาย ส่วนที่มีข้อกังขาว่า เป็นมาตรการที่ไม่ได้ผลนั้น รมว. เกษตรฯ กำชับให้ดำเนินการอย่างเข้มงวดตามกฎหมายทุกข้อ ไม่มีย่อหย่อน โดยมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นมาตรการที่นานาอารยประเทศใช้กันแล้วได้ผลดี สร้างความปลอดภัยทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

แหล่งข่าวจากกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2559 ที่มีนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เป็นอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้ทำหนังสือที่ กษ 0927/6054 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ตีความกฎหมายประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย การออกใบสำคัญ และการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ พ.ศ. 2551 ซึ่งต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2561 ว่ามิชอบด้วยกฎหมายในประเด็นสำคัญคือ

1. กรณีที่มีผู้ขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายชนิดเดียวกันจากแหล่งผลิตเดียวกันตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป ร่วมกันทำการทดลองจนได้ผลการทดลองประสิทธิภาพและพิษตกค้างแล้ว ต่อมาผู้ขอยื่นขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายรายที่ 1 ได้ใช้ผลการทดลองประสิทธิภาพและพิษตกค้างร่วมไปทำการขอขึ้นทะเบียน หากปรากฏว่าต่อมาผู้ร่วมทดลองรายที่ 2 หรือรายที่ 3 ไปยื่นคำขอขึ้นทะเบียนโดยใช้ผลการทดลองประสิทธิภาพและพิษตกค้างซึ่งได้ทำการทดลองร่วมกันดังกล่าวข้างต้นมาใช้ประกอบการขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย

โดยจะถือว่าผลการทดลองดังกล่าวเป็นของผู้ร่วมทดลองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในผลการทดลองดังกล่าวได้หรือไม่ หรือจะถือว่าเมื่อมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนำผลการทดลองประสิทธิภาพและพิษตกค้างนั้นไปใช้แล้วบุคคลอื่นที่ร่วมกันทดลองนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าไม่สามารถนำมาใช้เพื่อประกอบการขอขึ้นทะเบียนได้อีก

ในส่วนการออกประกาศกรมวิชาการเกษตร เรื่องกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียนและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติมเสียก่อนโดยมาตรา 36 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2551 บัญญัติให้รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ

ในกรณีนี้ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจโดยเฉพาะของรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องการขึ้นทะเบียนไม่สามารถมอบอำนาจให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตรออกประกาศในเรื่องของการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย การออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตรได้

แหล่งข่าวกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวนี้นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร คนปัจจุบัน ได้ออกร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ พ.ศ. … เพื่อไปรับรองการจดทะเบียนย้อนหลังทั้งหมดตั้งแต่การขึ้นทะเบียน ต่ออายุ ที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ พ.ศ. 2551 ไม่เช่นนั้นสารเคมีที่ขึ้นทะเบียนอยู่ ณ ปัจจุบันกว่า 3,000 ทะเบียนจะเป็นโมฆะทันที ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 1,000 ทะเบียน เป็นพาราควอต และไกลโฟเซต จากเป็นสารกำจัดวัชพืชยอดฮิตของเกษตรกรไทย รวมทั้งสารทดแทนต่างๆ ก็จะต้องเซตซีโร่ใหม่ทั้งหมด

“ขณะนี้ร่างประกาศกระทรวง ฉบับใหม่ อยู่ในมือของน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ยังไม่ส่งให้รัฐมนตรีว่าการ ลงนามเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งหากเรื่องนี้กลุ่มเอ็นจีโอหรือกลุ่มที่อยากให้แบนสารเคมีอาจนำไปขยายผลเพื่อเอาผิดอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตรแต่ละยุคว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และตั้งคำถามว่าทำไมไม่ทำให้ถูกต้องและการขึ้นทะเบียนสารเคมีที่ผ่านมาทำได้อย่างง่ายดาย”

เตือนภัยแล้งระดับสีส้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405591?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนภัยแล้งระดับสีส้ม

20 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ลุ่มเจ้าพระยา,กรมชลประทาน,เตือนภัย,ระดับสีส้ม
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

กรมชลฯเตือนภัยแล้งวิกฤติหนักระดับสีส้ม แจ้งด่วนผู้ว่าฯลุ่มเจ้าพระยา อีสานกลาง-ล่าง ยันไม่ส่งน้ำทำนาปรังพืชใช้น้ำมาก จำกัดไว้กินใช้รักษานิเวศ

20 ธันวาคม 2562 กรมชลฯเตือนภัยแล้งวิกฤติหนักระดับสีส้ม แจ้งด่วนผู้ว่าราชการลุ่มเจ้าพระยา22จว.ภาคอีสานกลาง-ล่าง ยันไม่ส่งน้ำทำนาปรังพืชใช้น้ำมาก จำกัดไว้กินใช้รักษานิเวศ ไล่น้ำเค็ม จนถึงเดือนก.ค.ปีหน้า ชี้น้ำทะเลหนุนสูงเดือนธ.ค.-15ม.ค.63 หวั่นทะลักเข้าประปาระบบการแพทย์พัง วอนทุกครัวเรือนเก็บน้ำฝนไว้ใช้เอง

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอยู่ในขั้นวิกฤติ ระดับสีส้ม โดยเฉพาะพื้นที่ 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา และภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง โดยต้องจำกัดการใช้น้ำไว้สำหรับการอุปโภคบริโภค รักษานิเวศเท่านั้น และสำรองน้ำไว้ต้นฤดูฝนจนถึงเดือนก.ค.63

เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าตั้งแต่ปัจจุบัน จนถึงเดือนพ.ค.63 ปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี 5-10% แต่ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา พบว่าปริมาณฝนตกต่ำกว่ากรมอุตุนิยม คาดการณ์ ไว้ที่ 5 – 10 % ในสถานการณ์จริงต่ำกว่าถึง 16%

ทั้งนี้นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้แจ้งเตือนผู้ว่าราชการทุกจังหวัด และให้มีการสรุปการใช้น้ำเพื่อแจ้งสถานการณ์น้ำต่อรมว.เกษตรฯ รมว.มหาดไทย ทุกสัปดาห์ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยประชาชนประสบความเดือดร้อนจากขาดแคลนน้ำ

พร้อมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมแก้ไขอย่างทันท่วงที และเตรียมจัดหางบประมาณในการจ้างแรงงาน เกษตรกรในพื้นที่งดปลูกข้าวนาปรังและพืชใช้น้ำมาก ซึ่งทุกสำนักงานชลประทาน จะมีโครงการจ้างแรงงาน ในโครงการของกรมชลประทาน อยู่แล้วในพื้นที่นั้นๆ

ขณะนี้กรมชลฯขอความร่วมมือประชาชนทุกครัวเรือน ประหยัดน้ำ นำน้ำมาใช้ซ้ำ ไม่ควรเปิดก็อกน้ำประปามารดต้นไม้ นอกจากนั้นในช่วงฤดูฝนปีหน้าให้ทุกบ้านเรือนประชาชน เตรียมโอ่งน้ำ ไว้รองรับน้ำฝนไว้กินใช้ ส่วนต่างจังหวัด ควรทำก่อบ่อปูน ไว้รับน้ำฝนเพื่อใช้ในฤดูแล้งเป็นแหล่งน้ำของครัวเรือน

สำหรับภาคเกษตรกร งดปลูกพืชใช้น้ำมาก แม้ว่าขณะนี้ไม่มีโครงการส่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่พบว่าเกษตรกร ภาคกลาง จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อยุธยา อ่างทอง ปลูกข้าวนาปรัง ไปแล้วกว่า1.3ล้านไร่ ดังนั้นอย่าปลูกข้าวเพิ่มจะเสียหายได้เพราะจะไม่ส่งน้ำให้กับการเกษตร ซึ่งกรมชลฯทำความเข้าใจกับพื้นที่แล้วยืนยันว่าจะส่งน้ำให้กับกินใช้ รักษานิเวศเท่านั้น เกษตรกรรับทราบและบอกว่าจะรับความเสี่ยงเอง

รองอธิบดีกรมชลฯกล่าวว่า ภารกิจสำคัญขณะนี้คือการส่งน้ำรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม เนื่องจากการรายงานกองอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ รายงานว่าตลอดเดือนธ.ค.นี้ ระดับน้ำทะเลหนุนสูงสุดถึง บวก1.1เมตรรทก.ส่งผลให้น้ำเค็มดันขึ้นไปสูงถึงสถานีสูบน้ำ ผลิตประปาสำแล จ.ปทุมธานี และในอีกแม่น้ำ บางประกง ท่าจีน ที่ต้องคุมไม่ให้ค่าความเค็มไม่เกินที่กำหนด ในการทำน้ำประปา เกณฑ์เฝ้าระวังไม่เกืน 0.25 กรัมต่อลิตร แผนการดันน้ำเค็มลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใช้ระบายน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ตลอดฤดู 500ล้านลบ.ม.วันละ30ลบ.ม.ต่อวินาที และบางรอบจะผันน้ำแม่น้ำป่าสัก ผ่านเขื่อนพระรามหก มาช่วย จาก5ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มเป็น15ลบ.ม.ต่อวินาที

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่าสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ และกลาง 447แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีน้ำรวม47,989ล้านลบ.ม.หรือ63%ของความจุ มีน้ำใช้การได้ 24,136ล้านลบ.ม.และแบ่งเป็นเฉพาะ4เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา มีน้ำรวม11,332ล้านลบ.ม.หรือ46% น้ำใช้การได้ 4,636ล้านลบ.ม.

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับปี58ที่เกิดภัยแล้งที่สุด ณ วันที่19ธ.ค.58ในลุ่มเจ้าพระยา มีน้ำใช้การได้ 4,023ล้านลบ.ม.และปัจจุบัน วันที่19ธ.ค.62 มีน้ำใช้การได้4,606ล้านลบ.ม.โดยเขื่อนภูมิพล 19ธ.ค.58 มีน้ำใช้การได้ 1,180ล้านลบ.ม.และปี62มีน้ำใช้การได้1,878ล้านลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำ1,949 ล้านลบ.ม.ปี62มีน้ำ2,092ล้านลบ.ม. เขื่อนป่าสักฯมีน้ำ541ล้านลบ.ม.ปี62มีน้ำ256ล้านลบ.ม.และเขื่อนแควน้อย มีน้ำ353ล้านลบ.ม.ปี62มีน้ำ411ล้านลบ.ม.

ขอให้คนไทยช่วยกันประหยัดน้ำให้ผ่านวิกฤติไปด้วยกัน ขณะที่เกิดภัยแล้งวิกฤติที่สุดปี 58-59 ยังบริหารจัดการน้ำผ่านมาได้ ในส่วนที่กังวลคือปัญหาน้ำเค็ม จากน้ำทะเลหนุนสูง จากเดือนธ.ค.จนถึง 15 ม.ค.63 ต้องระบายน้ำมาผลักดันไม่ให้ค่าความเค็มจุดเฝ้าระวังไม่เกิน 0.25กรัมต่อลิตร เพื่อผลิตน้ำประปา ได้เพิ่มผันน้ำลำเลียงน้ำจากแหล่งน้ำอื่นมา

โดยระบายท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 70 ลบ.ม.ต่อวินาที เขื่อนพระรามหก 5 เป็น 15 ลบ.ม.ต่อวินาที และลำเลียงน้ำแม่กลอง มาช่วยสูบจากแม่น้ำท่าจีน ผ่านคลองพระยาบรรลือ มาผลักดันน้ำเค็ม ซึ่งต้องดำเนินการแก้ไขอย่างทันเหตุการณ์เพราะหากความเค็มเข้าระบบประปาจะกระทบเครื่องมือแพทย์ ระบบการแพทย์ ทั้งการผลิตยา โรงงานอุตสาหกรรม

สำหรับภาคอีสาน พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ คือพื้นที่ท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ จ.มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขอนแก่น บุรีรัมย์ โดยขณะนี้สั่งการให้สำนักงานชลประทานในทุกพื้นที่ บริหารจัดการน้ำอย่างเข้มงวด หารือกับการประปาส่วนภูมิภาค และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

สมาชิกแม่โขง-ล้านช้างสร้างกลไกเข้มแข็งบริหารน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405605?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สมาชิกแม่โขง-ล้านช้างสร้างกลไกเข้มแข็งบริหารน้ำ

19 ธันวาคม 2562 – 17:54 น.
สทนช,สมเกียรติ์ ประจำวงษ์,จีน,แหล่งน้ำ,ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง,คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง
เปิดอ่าน 47 ครั้ง

6 ชาติร่วมเห็นชอบแผนจัดการน้ำภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง เร่งสร้างกลไกเข็มแข็ง ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและการใช้แม่น้ำ บนพื้นฐานของการใช้ประโยชน์ร่วมกัน

19 ธันวาคม 2562 นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานร่วมสาขาทรัพยากรน้ำของประเทศไทย (Joint Working Group) และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation : MLC) ครั้งที่ 1  ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายเทวัญ  กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านของกรอบความร่วมมือ กลไกการทำงาน พร้อมทิศทางในการดำเนินการในอนาคต โดยประเทศสมาชิกกลุ่มแม่โขง-ล้านช้าง 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา ไทย เวียดนาม และประเทศเจ้าภาพคือ จีน ที่ได้เห็นชอบร่วมกันในการพัฒนากรอบความร่วมมือให้เป็นรูปธรรม เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการคำนึงถึงการใช้แม่น้ำร่วมกัน

โดยเคารพสิทธิของการใช้น้ำของประเทศต้นน้ำและประเทศท้ายน้ำ ซึ่งประเทศจีนในฐานะผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ได้แสดงจุดยืนในการคำนึงถึงการเคารพในสิทธิการใช้น้ำบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ท้ายน้ำ และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรสหประชาชาติ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

นอกจากนี้ เวทีการประชุมยังได้เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีของประเทศสมาชิก กล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของแต่ละประเทศ ผลลัพธ์จากความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และทิศทางการดำเนินการในความร่วมมือในอนาคตด้วย ในส่วนประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงว่า เนื่องจาก MLC เป็นความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรน้ำที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและเป็นไปในเชิงบวก

จึงควรมีกลไกความร่วมมือที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลปริมาณน้ำทั้งปี เพื่อให้ประเทศท้ายน้ำสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำหรือแจ้งเตือนภัยให้กับประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขงได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเทศไทยยังได้สนับสนุนความร่วมมือระหว่างรอบแม่โขง-ล้านช้าง และกรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ที่สามารถดำเนินความร่วมมือในลักษณะเกื้อกูลกัน โดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงซึ่งเป็นความร่วมมือของแม่น้ำโขงมีอายุย้อนหลังไปกว่า 50 ปี มีข้อมูลที่บันทึกจำนวนมากและเป็นประโยชน์เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ

การประชุมในครั้งนี้ได้มีโอกาสร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ระหว่าง LMC Water Center และ MRCS จึงเชื่อมั่นว่าศูนย์น้ำทั้งสอง จะสามารถแบ่งปันข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการอย่างยั่งยืนให้กับอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง – ล้านช้าง ต่อไป รวมทั้งฝ่ายไทยยังได้เสนอขอให้มีการสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของแม่น้ำโขง หรือประเด็นโดดเด่นที่ควรได้รับความสนใจ

จากกรณีระดับน้ำส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง เช่น ระดับน้ำที่ต่ำมากจนเป็นอุปสรรคส่งผลต่อการดำรงชีพในการทำประมงหรือการเดินเรือ ซึ่งจะขอความร่วมมือจากจีนพิจารณาบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นครั้งคราว โดยให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อร่วมติดตามและป้องกันสถานการณ์ภัยแล้ง เป็นต้น

กลุ่มนักธุรกิจพลังงานมาเลฯ เตรียมลงทุนโรงไฟฟ้าไบโอแก๊สในไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405585?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กลุ่มนักธุรกิจพลังงานมาเลฯ เตรียมลงทุนโรงไฟฟ้าไบโอแก๊สในไทย

19 ธันวาคม 2562 – 17:04 น.
กลุ่มนักธุรกิจพลังงานมาเลฯ,โรงไฟฟ้าไบโอแก๊สในไทย
เปิดอ่าน 110 ครั้ง

กลุ่มเวิร์ลไวด์ กรีน เบอร์ฮัด ของมาเลเซีย ดูงานและดูลู่ทางลงทุนโรงไฟฟ้าชุมชมที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ และขอนแก่น

19 ธ.ค.2562-นักธุรกิจด้านพลังงาน กลุ่มเวิร์ลไวด์ กรีน เบอร์ฮัด ของมาเลเซีย จำนวน 8 คน นำโดยดร.บาฮารัม บิน อิสมาแอล ประธานกลุ่ม และดาโต๊ะ กุนโตร์ โตเบง กรรมการผู้อำนวยการบริษัทกาเดง เคนคานา เดลเวลล็อปเมนต์  ได้เดินทางมาศึกษาดูงานและดูลู่ทางลงทุนโรงไฟฟ้าชุมชมที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดชัยภูมิ และขอนแก่น

กลุ่มเวิร์ลไวด์ กรีน เบอร์ฮัด ของมาเลเซีย เป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานใหญ่ของมาเลเซียมีบริษัทสมาชิกประมาณ 60 บริษัท ได้ลงทุนโรงไฟฟ้าในมาเลเซีย อินโดนีเชีย รวมทั้งในซาอุดิอารเบียให้ความสนใจลงทุนด้านพลังงานในประเทศไทย โดยนายสุรพัฒน์ หมื่นศรีรัชต์ ผู้อำนวยการใหญ่โครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อโรงไฟฟ้าชุมชุนชมไอบโอแก๊ส เป็นผู้นำการดูงาน โดยนายเวียง วรเชษฐ์ ที่ปรึกษารมว.วัฒนธรรม นำเข้าพบนายทศพล เพ็งส้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ช่วยงานกระทรวงพลังงาน เพื่อรับฟังนโนยบาย

คณะนักธุรกิจมาเลเซีย ได้ดูงานศึกษาดูงานการปลูกหญ้าเนเปียร์ที่อำเภอขามทะเลสอ ดูการดำเนินการโรงไฟฟ้าไบโอแก๊สที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น และได้เซ็นสัญญาความร่วมมือกับสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อโคราชวากิว จำกัด ที่สมาชิกปลูกหญ้าเนเปียร์ และเซ็นสัญญาความร่วมมือในการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากับนายธนกร ภัทรบุญศิริ ประธานบริหารวิทยาลัยเทคโนโลยีบางกอก และนางนนทนีย์  ภัทรบุญศิริ ในความร่วมมือก่อสร้างโรงไฟฟ้าชุนที่อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ

นายสุรพัฒน์ หมื่นศรีรัชต์ ผู้อำนวยการใหญ่โครงการพัฒนาอาชีพเกษตรกรปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อโรงไฟฟ้าชุมชุนชมไบโอแก๊ส กล่าวว่า โรงไฟฟ้าชุมชนตามนโยบายของกระทรวงพลังงานจะต้องเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนที่อยู่บริเวณรอบโรงไฟฟ้า ที่ผ่านมามีการก่อสร้างระบบโซลาร์เซลล์ หรือระบบกังหันลม ซึ่งชุมชนไม่ได้ประโยชน์ชาวบ้านจึงไม่ให้ความร่วมมือ แนวนโยบายใหม่ จึงต้องการสร้างโรงไฟฟ้าชุมชนระบบไบโอแก๊ส โดยนำหญ้าเนเปียร์ หรือผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ อาทิ ซังข้าวโพด อ้อยมาหมักแก๊ส เพื่อผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบการจ่ายไฟของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ซึ่งนอกจากสร้างความมั่นคงให้กับรับบไฟฟ้าในต่างจังหวัดที่กำลังไฟไม่เพียงพอ ติดๆดับๆแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกหญ้าเนเปียร์ ให้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่แน่นอน

‘โรงไฟฟ้าไบโอแก๊สไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเลย เจนเนอเรเตอร์ที่หมุนผลิตไฟฟ้า เสียงดังไม่ต่างจากมอเตอร์ในบ้าน กลิ่นของหญ้าเนเปียร์ที่หมักมีกลิ่นน้อยมากส่งกลินไม่เกิน 10 เมตร แต่ชาวบ้านจะได้ประโยชน์จากการขายหญ้าเนเปียร์ หรือผลิตทางการเกษตรอื่นๆ โดยโรงไฟฟ้า 1 โรงจะใช้่ปริมาณหญ้าเนเปียร์ประมาณ 600-1,000 ไร่ ให้ผลผลิตไร่ละ10-15 ตัน ในระเวลา 60-80 วัน ปลูกครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้ 3-4 ครั้ง ตันละประมาณ 500 บาท หากเกษตรมีพื้นที่ 10 ไร่ปลูกหญ้าเนเปียร์เต็มพื้นที่ จะมีรายได้ประมาณ 200,000 บาท ถือว่า เป็นรายได้ที่มั่นคงมาก’ นายสุรพัฒน์ กล่าว

นายสุรพัฒน์ หมื่นศรีรัชต์ กล่าวว่า นักธุรกิจพลังงานของมาเลเซียมีเทคโนโลยีด้านการผลิตไฟฟ้าให้ความสนใจลงทุนโรงไฟฟ้าชุมชุม เบื้องต้นประมาณ 13 MW(13 โรงไฟฟ้า) ในจังหวัดนครราชสีมา และชัยภูมิ โดยได้ร่วมทุนกับคนไทย และได้ทำข้อตกลงในความร่วมมือรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไปบางส่วน เมื่อภาครัฐมีกฎระเบียบที่ชัดเจนออกมาก็สามารถดำเนินการได้ทันที ใช้เวลาก่อสร้าง 14 เดือน ซึ่งระหว่างก่อสร้างเกษตรกรสามารถปลูกหญ้าเนเปียร์เตรียมไว้่ได้เลย

วิกฤต…เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ปริมาณน้ำน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405560?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

วิกฤต…เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ปริมาณน้ำน้อย

19 ธันวาคม 2562 – 16:06 น.
กรมชลประทาน,น้ำเหลือน้อย,เขื่อนป่าสัก,เจ้าพระยา,เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
เปิดอ่าน 124 ครั้ง

เขื่อนป่าสัก ปริมาณน้ำน้อยวิกฤต เหลือน้ำใช้การได้ 256 ล้านลบ.ม.ยังต้องระบายน้ำเพื่อกินใช้ รักษาระบบนิเวศ วันละ 4 ล้านลบ.ม.จนถึงฤดูฝนปีหน้า

19 ธันวาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ว่า ปัจจุบัน(19 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำใช้การได้ 256 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 27 ของความจุอ่างฯ อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยมาก

ทั้งนี้ในขณะที่ยังต้องระบายน้ำเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ ให้กับพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน วันละประมาณ 4 ล้าน ลบ.ม. ส่วนสถานการณ์น้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ที่รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านทางประตูระบายน้ำมโนรมย์ จ.ชัยนาท มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 25 ลบ.ม./วินาที และที่ประตูระบายน้ำมหาราชมีน้ำผ่านประมาณ 1 ลบ.ม./วินาที เพื่อใช้ในการผลิตประปาและรักษาเสถียรภาพของคลองส่งน้ำเท่านั้น

สำหรับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิตประปาในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ทางจังหวัดสระบุรี  ได้ดำเนินการก่อสร้างทำนบดินและต่อท่อสูบน้ำให้ต่ำลงจากระดับพื้นคลอง พร้อมกับทำการขุดร่องชักน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสักและกำจัดสิ่งกีดขวางออก ส่วนที่ประตูระบายน้ำมโนรมย์ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 5 เครื่อง พร้อมเดินเครื่องสูบน้ำ เพิ่มปริมาณน้ำคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อใช้เฉพาะการผลิตประปาสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดเส้นคลอง

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้สั่งการทุกพื้นที่ให้สร้างการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำน้อย นั้น โครงการชลประทานในทุกพื้นที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาคลองเพรียว-เสาไห้ ส่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือให้พี่น้องเกษตรกร และประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค ในพื้นที่ตำบลหนองโน ตำบลเขาดิน ตำบลโคกสะอาด ตำบลโคกตูม  และตำบลโพนทอง จังหวัดลพบุรี

ส่วนที่จังหวัดพะเยา โครงการชลประทานพะเยา พร้อมด้วยผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ และเกษตรกรในเขตพื้นที่บ้านสันสลี ตำบลเจริญ อำเภอแม่ใจ ร่วมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ และขอความร่วมมือจากเกษตรกรในพื้นที่ลดการทำนาปรัง พร้อมทั้งรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด ณ อาคารอเนกประสงค์ กลุ่มอนุรักษ์ควายไทย บ้านสันสลี ตำบลเจริญ  อำเภอแม่ใจ

“ขอให้ประชาชนทุกคนตระหนักถึงสถานการณ์น้ำน้อยที่เกิดขึ้น เนื่องจากช่วงฤดูฝนผ่านมาปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ ทำให้น้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆน้อยตามไปด้วย  จึงต้องขอความร่วมมือให้ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ตลอดช่วงฤดูแล้งต่อเนื่องจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้าด้วย”นายทวีศักดิ์ กล่าว

นายกฯปลื้มคลี่คลายม็อบประมงสำเร็จในวันเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405530?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นายกฯปลื้มคลี่คลายม็อบประมงสำเร็จในวันเดียว

19 ธันวาคม 2562 – 14:25 น.
ม็อบประมง,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,กระทรวงเกษตร,ไอยูยู
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

เฉลิมชัย เผย นายกฯปลื้ม คลี่คลายม็อบประมงสำเร็จ ในวันเดียว ชาวประมงชื่นมื่น กลับภูมิลำเนา พร้อมแจงสหภาพยุโรปยังคงปฏบัติตามกรอบไร้การทำประมง IUU

19 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้รายงานผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งด่วนที่สุดให้เร่งคลี่คลายปัญหาม็อบประมงเพื่อแก้ไขความเดือดร้อน

อ่านข่าว-นายกฯปลื้มคลี่คลายม็อบประมงสำเร็จในวันเดียว

อีกทั้งป้องกันเหตุบานปลายจากการยกระดับการชุมนุม ซึ่งเมื่อนำแนวทางแก้ไขตามข้อเรียกร้อง 11 ข้อของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมประมง 22 จังหวัดชายทะเลเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติแล้ว ชาวประมงที่มารวมตัวกันเกือบ 10,000 คนที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ ต่างพึงพอใจที่รัฐจริงใจในการแก้ปัญหาให้ แล้วได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเมื่อคืนที่ผ่านมา

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ประเด็นที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯ นั้นมีแนวทางปฏิบัติและกรอบเวลาที่ชัดเจนได้แก่ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ให้เป็นตัวแทนชี้แจงผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติต่อข้อเรียกร้องของชาวประมงพาณิชย์ 22 จังหวัด ที่ชุมนุมกันอยู่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยที่ประชุมได้สนองตอบข้อเรียกร้องของชาวประมงตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้ตกลงร่วมกันกับแกนนำชาวประมงทุกข้อ มีบางส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันทีได้แก่ การเพิ่มวันทำการประมงปีนี้และปีหน้า ส่วนโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง 10,300 ล้านบาท การนำเรือออกนอกระบบระยะที่ 2 วงเงิน 7,100 ล้านบาทซึ่งต้องนำเข้าเสนอ ครม. พิจารณาเห็นชอบ

สำหรับข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นทั้งกรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนั้น บางประเด็นมีข้อสรุปเป็นไปตามข้อเรียกร้อง ที่เหลือจะเร่งประสานหน่วยงานเพื่อแก้ไขโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะเรื่องราคาสินค้าสัตว์น้ำตกต่ำที่หารือในเบื้องต้นกับกระทรวงพาณิชย์แล้ว

โดยจะตรวจสอบการนำเข้าสัตว์น้ำจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มงวดว่า ไม่ใช่สินค้าที่มาจาก IUU ร่วมกับมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องใบอนุญาตและการตรวจสุขภาพพืช-สัตว์ รวมทั้งจะตรวจสต็อกตามห้องเย็นต่าง ๆ เพื่อป้องกันการเก็บสินค้าสัตว์น้ำไว้เป็นปริมาณมาก แล้วนำมาทุ่มตลาด จนราคาตกต่ำทำให้ชาวประมงไทยขาดทุน

นายเฉลิมชัยกล่าวถึงเรื่องการแก้ไขพรก. ประมงซึ่งจะแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐ  ผู้แทนชาวประมง และนักวิชาการมาศึกษาผลกระทบของกฎหมายเดิมและเสนอแนวทางแก้ไข โดยกำหนดระยะเวลาไว้ 45 วันนั้น ยืนยันว่า เป็นไปเพื่อให้การประกอบอาชีพประมงผ่อนคลายขึ้น แต่ยังคงอยูในข้อตกลงระหว่างประเทศและมาตรฐานของสหภาพยุโรป (EU) ที่จะไม่ให้มีประมง IUU ในไทย โดยมอบหมายจากนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ พร้อมตัวแทนชาวประมงไปชี้แจงต่อ EU ที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยี่ยมในเดือนหน้า

ทั้งนี้เมื่อชาวประมงรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติเมื่อคืนที่ผ่านมา (18 ธันวาคม) แล้ว ได้ส่งเสียงไชโยด้วยความดีใจ จากนั้นที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ ได้อวยพรให้เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ ซึ่งแกนนำผู้ชุมนุมได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลและรมว. เกษตรฯ ที่จริงใจในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงที่เรื้อรังมา 4-5 ปี โดยเร่งดำเนินการเมื่อได้รับข้อเรียกร้องอย่างเร็วที่สุด