ประมง เฮ กลับบ้านขอบคุณรัฐบาลสนองข้อเรียกร้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405428?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประมง เฮ กลับบ้านขอบคุณรัฐบาลสนองข้อเรียกร้อง

19 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ม็อบประมงกลับบ้าน,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,ข้อเรียกร้อง,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 442 ครั้ง

รัฐบาลรับปากแก้ปัญหา ประมง เฮ กลับบ้านขอบคุณรัฐบาลสนองตอบข้อเรียกร้อง

19 ธันวาคม 2562  นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

ทั้งนี้ให้เป็นตัวแทนชี้แจงผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติต่อข้อเรียกร้องของชาวประมงพาณิชย์ 22 จังหวัด ที่ชุมนุมกันอยู่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าที่ประชุมได้สนองตอบข้อเรียกร้องของชาวประมงตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้ตกลงร่วมกันกับแกนนำชาวประมงทุกข้อ

โดยมีบางส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที ได้แก่การยกเลิก Fleet card การยกเลิกคำสั่งกรมเรื่อง vms รุ่น 2 พร้อมจะเจราจาลดค่าบริการในปีหน้าและไม่มีนโยบายการติด VMS กับเรือต่ำกว่า 30 ตันกรอส การเพิ่มวันทำการประมงปีนี้และปีหน้า มีบางส่วนที่จะต้องนำเข้า ครม.เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็ว

ทั้งนี้ได้แก่สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง 10,300 ล้านบาท การนำเรือออกนอกระบบระยะที่2วงเงิน 7,100 ล้านบาท กรณีแก้ปัญหาแรงงาน โดยใช้ ม.83 ทางคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนงานต่างด้าวซึ่งรมต.กระทรวงแรงงาน จะจัดประชุมเห็นชอบในวันที่ 25 ธ.ค.

สำหรับเรื่องกฏหมายนั้นเราเคารพในข้อตกลงระหว่างประเทศและมาตรฐานไอยูยูแต่ถ้าบทลงโทษที่ผิดหลักมนุษยธรรมจะต้องแก้ไข โดยตนได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีออ่อน รมว.เกษตร ให้ไปเจรจากับ EU โดยตรงที่ กรุงบรัสเซล พร้อมตัวแทนชาวประมงในเดือนหน้า ส่วนเรื่องสัตว์น้ำนำเข้านั้นกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวดร่วมกับมาตรการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องใบอนุญาตและการตรวจสุขภาพพืชสัตว์ รวมทั้งจะตรวจตามห้องเย็นต่างๆ อย่างเต็มที่

นายอลงกรณ์ก็ได้อวยพรเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ โดยแกนนำผู้ชุมนุมได้กล่าวขอบคุณรัฐบาล รองนายกฯจุรินทร์และรัฐมนตรีเฉลิมชัยที่ใส่ใจและช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงตลอด 4 – 5 ปีที่ผ่านมา

สทนช.เปิดเวทีฟังความเห็นจัดทำผังน้ำแม่น้ำวังตอนล่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405426?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สทนช.เปิดเวทีฟังความเห็นจัดทำผังน้ำแม่น้ำวังตอนล่าง

19 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ผังน้ำ,กรมชลประทาน,สทนช
เปิดอ่าน 93 ครั้ง

สทนช.เปิดเวทีรับฟังความเห็นจัดทำร่าง ผังน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังตอนล่างส่วนที่ 2 แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

18 ธันวาคม 2562 สทนช.เปิดเวทีรับฟังความเห็นจัดทำร่าง ผังน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังตอนล่างส่วนที่ 2 แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561

นายยรรยง กุนาคำ นายอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง กล่าวในการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง การจัดทำผังน้ำ : พื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังตอนล่างส่วนที่ 2 ภายใต้โครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่  ว่า ลุ่มน้ำวัง มักประสบปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยซ้ำซาก โดยเฉพาะปัญหาอุทกภัยบริเวณลุ่มน้ำวังตอนล่างที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

สาเหตุจากปริมาณน้ำหลากจากลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำวัง ด้านท้ายเขื่อนกิ่วลมลงมาตั้งแต่อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง จนถึงบ้านปากวัง อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก อีกทั้งศักยภาพของอ่างเก็บน้ำเขื่อนกิ่วลมไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำหลากจำนวนมากจากลุ่มน้ำวังตอนบนได้ ทำให้น้ำบางส่วนไหลล้นอาคารระบายน้ำล้นลงสู่ลุ่มน้ำวังตอนล่าง ส่งผลให้ระดับความรุนแรงของอุทกภัยมากขึ้นตามไปด้วย

รวมทั้งสภาพการใช้ที่ดินในปัจจุบันได้เปลี่ยนจากพื้นที่ป่ากลายเป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ จึงกระทบต่อตัวเลขด้านเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชนในพื้นที่ เป็นโอกาสดีที่ สทนช. ได้คัดเลือกพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังตอนล่างส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่นำร่องในการจัดทำผังน้ำ

เนื่องจากเป็นพื้นที่ Area Based ที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง คิดเป็นพื้นที่กว่า 2,500 ตารางกิโลเมตร จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเปิดเวทีร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ในการจัดทำผังน้ำในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศในภาพรวมต่อไป

นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับผังน้ำในหลายมาตรา รวมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำผังน้ำและการประกาศใช้ เพื่อให้การบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศเกิดเอกภาพและเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องมีการวางผังทางน้ำและทิศทางการไหลของทางน้ำทั้งระบบขึ้นมาก่อน

ซึ่งการวางผังน้ำจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแผนงาน/โครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำ ให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงกับการจัดทำผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำในภาพรวมของประเทศให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ

สทนช. ร่วมกับทีมที่ปรึกษา ซึ่งประกอบด้วย คณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมนเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้โครงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนหลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กลุ่มลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่

โดยคัดเลือกพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังตอนล่างส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่จัดทำผังน้ำตัวอย่าง สำหรับการจัดทำ (ร่าง) ผังน้ำให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย พื้นที่ตำบลล้อมแรดและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ ตำบลเถินบุรี ตำบลแม่ปะ ตำบลแม่ถอด และตำบลนาโป่ง

จะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน เพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดทำผังน้ำให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษาโครงการฯ โดย สทนช. เร่งเดินหน้าระดมความคิดเห็นการจัดทำผังน้ำให้ครอบคลุมทุกลุ่มน้ำ เพื่อให้ได้ผังน้ำของประเทศที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถเป็นกรอบทิศทางการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน

เฉลิมชัย เจรจาม็อบประมงชื่นมื่น สรุปหลายประเด็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405423?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย เจรจาม็อบประมงชื่นมื่น สรุปหลายประเด็น

19 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ม็อบประมง,เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 214 ครั้ง

เฉลิมชัยเจรจาม็อบประมงชื่นมื่น สรุปหลายประเด็น

19 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการหารือร่วมกับสมาคมประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมประมง 22 จังหวัดชายทะเลว่า สามารถหาข้อสรุปได้ในหลายประเด็น

อ่านข่าว-ม็อบประมงยื่นเงื่อนไขขอเจรจาเฉลิมชัยคนเดียว

ทั้งนี้ได้แก่ การจ่ายค่าชดเชยการนำเรือประมงออกนอกระบบทั้งเรือประมงขาว-แดงและเรือของชาวประมงที่ประสงค์จะประกอบอาชีพอื่นซึ่งชี้แจงว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณปี 2563 ขณะนี้รอให้ร่างพ.ร.บ. งบประมาณ พ.ศ. 2563 ผ่านก่อนจึงจะจ่ายค่าชดเชยได้ การเพิ่มวันทำการประมงนั้น กรมประมงกำลังรวบรวมวันที่เหลือจากเรือที่ไม่ได้ออกทำประมงระหว่างปีมาออกมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อเพิ่มวันทำประมงให้

เบื้องต้นเรืออวนลากจะได้เพิ่ม 30 วัน ส่วนเรือทั่วไปจะไม่จำกัดวันทำการประมง การติด VMS ในเรือที่มีอัตราต่ำกว่า 30 ตันกรอสนั้น กรมประมงยืนยันว่า ยังไม่มีนโยบายให้ติด VMS สำหรับเรือที่ติด VMS รุ่นเดิมแล้วให้สามารถใช้ต่อได้เพื่อไม่ให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะนี้นำเสนอโครงการเงินกู้เป็นทุนหมุนเวียนแก่ชาวประมงไปยังเลขาธิการครม. แล้วเพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. พิจารณาต่อไป

สำหรับข้อกังวลของชาวประมงเกี่ยวกับการแก้ไขพ.ร.ก. ประมงนั้นจะตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่างภาครัฐและผู้แทนชาวประมงเพื่อศึกษาว่า มีข้อใดเป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพและจำเป็นต้องแก้ไข แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกรอบของการทำประมงที่ปราศจากการกระทำผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ยืนยันว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ และกรมประมงออกกฎหมายที่ผ่อนคลายให้การทำประมงนั้นสะดวกขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ โดยคณะกรรมการศึกษาจะศึกษาผลกระทบจากกฎหมายปัจจุบันและวางแนวทางแก้ไขให้เสร็จสิ้นใน 45 วัน

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า โครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรซึ่งกรมสรรพสามิตจะให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันบังคับให้ชาวประมง ตองจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด (Fleet Card) ซึ่งจะทำให้สร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงเพิ่มขึ้น ได้ประสานงานกับอธิบดีกรมสรรพสามิตแล้วซึ่งได้รับการชี้แจงว่า เป็นเพียงแนวคิด ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนการการจ่ายเงินแก่แรงงานประมงผ่านบัญชีธนาคารและปัญหาการขาดแคลนแรงงานนั้น ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรับไปพิจารณา โดยวันนี้คณะอนุกรรมการแรงงานจะพิจารณา มาตรา 83 จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการแรงงานชุดใหญ่ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานในวันที่ 25 ธันวาคมนี้

“การหารือในวันนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น ขอยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการโดยไม่ละเมิดกรอง IUU Fishing ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีห่วงใยปัญหาชาวประมงอย่างยิ่งจึงสั่งการด่วนที่สุดให้ประชุมคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติในเวลา 18.00 น. มอบหมายรมว. เกษตรฯ เป็นประธาน โดยย้ำให้พิจารณาผ่อนคลายกฎหมาย ประกาศ และระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงเพื่อให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพต่อไปได้” นายเฉลิมชัยกล่าว

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยกล่าวว่า พึงพอใจในการหารือร่วมกับรมว. เกษตรฯ จากนี้จะได้แจ้งแก่ชาวประมงว่า ปัญหาต่างๆ นั้น จะได้รับการแก้ปัญหาในเร็ววัน มีกรอบเวลาดำเนินการชัดเจน โดยรมว. เกษตรฯ รับปากว่า จะไม่มีกฎหมายลูกที่เป็นอุปสรรคต่อการทำประมงหรือมีโทษรุนแรงเกินกว่าที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนด

ทั้งนี้กฎหมายที่ไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไขให้อัตราโทษไม่ให้รุนแรงกว่าสากลซึ่งมีทั้งกฎหมายของกรมเจ้าท่าและกฎหมายกรมสวัสดิการแรงงานและสังคม ทั้งนี้ชาวประมงทั้งประเทศยืนยันว่า พร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการแก้ปัญหา IUU เนื่องจากหากดำรงความสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ได้จะทำให้อาชีพประมงยั่งยืน ส่วนปัญหาราคาสัตว์น้ำตกต่ำนั้น รมว. เกษตรฯ แจ้งว่า จะหารือกับกับกระทรวงพาณิชย์โดยเร็วที่สุด

ม็อบประมงยื่นเงื่อนไขขอเจรจาเฉลิมชัยคนเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405299?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ม็อบประมงยื่นเงื่อนไขขอเจรจาเฉลิมชัยคนเดียว

18 ธันวาคม 2562 – 13:38 น.
ม็อบประมง,เฉลิมชัย,ไอยูยู,สินค้า
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

ม็อบ ลั่น เจรจาเฉลิมชัย คนเดียว วางกรอบเวลาชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานานสำเร็จ จะสลายการชุมนุม ถ้าตกลงกันไม่ได้ ขู่ยกระดับการเคลื่อนไหว

18 ธันวาคม 2562  ม็อบ ลั่น เจรจาเฉลิมชัย คนเดียวเท่านั้น หากวางกรอบเวลาชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานานสำเร็จ จะสลายการชุมนุม ถ้าตกลงกันไม่ได้ ขู่ยกระดับการเคลื่อนไหว ด้านรมว. เฉลิมชัยยันจะรับฟังปัญหาชาวประมงด้วยตนเอง ชี้ยินดีแก้ปัญหาให้และพร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบข้อเรียกร้อง 11 ข้อ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า พร้อมจะหารือกับกลุ่มชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเลเพื่อยืนยันว่า กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการตามข้อเรียกร้องบางส่วนไปแล้วเช่น ประสานสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ การเพิ่มวันทำการประมง การซื้อคืนเรือประมงขาว-แดงที่ต้องหยุดประกอบอาชีพจากนโยบายจำกัดจำนวนเรือของรัฐ

โดยส่งเรื่องไปยังสำนักงบประมาณแล้วเพื่อให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป การออกข้อกฎหมาย ประกาศ และระเบียบที่อำนวยความสะดวกในการทำประมงมากขึ้น  สำหรับข้อเรียกร้องที่เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงอื่น ๆ ได้แก่ การขอให้หยุดนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 92 เนื่องจากเกิดจากประมง IUU และไม่ถูกสุขอนามัย

สินค้าประมงจากต่างประเทศเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงไทยที่ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ต้นทุนสูงกว่า ราคาจึงตกต่ำ การขาดแคลนแรงงาน ปัญหากฎหมายแรงงาน การกำหนดให้คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการจำหน่ายน้ามันดีเซลสาหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรทบทวนแนวทางบังคับห้ชาวประมงต้องจ่ายเงินแก่บริษัทน้ำมันผ่านบัตรฟรีทการ์ด (Fleet Card) ซึ่งระบุว่า สร้างความเดือดร้อนให้ชาวประมงนั้น จะหยิบยกขึ้นมาพาจารณาแก้ไขร่วมกันทุกข้อ

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ชาวประมงที่มาร่วมชุมนุมเกือบหมื่นคนแล้วมีมติร่วมกันว่า จะให้กรรมการสมาคมฯ เจรจากับนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น ทั้งนี้รัฐบาลรับปากจะแก้ปัญหาให้ภาคการประมงมาตั้งแต่สหภาพยุโรป (EU) ให้ใบเหลืองไทยกรณีทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ซึ่งมีการออกกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการรัฐที่เกิดผลกระทบรุนแรงต่อผู้ประกอบการประมง ขณะนี้ยืดเยื้อมาถึง 3 รัฐมนตรีเกษตรฯ แล้วจึงหวังว่า นายเฉลิมชัยซึ่งเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ จากรัฐบาลเลือกตั้งจะทำได้สำเร็จ

ก่อนหน้านี้​นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงและนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว. เกษตรฯ ได้ขึ้นเวทีของกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อรับหนังสือข้อเสนอของชาวประมง แต่แกนนำชาวประมงยืนยัน จะเจรจากับรมว. เกษตรฯ เท่านั้นเนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ อีกทั้งที่ผ่านมาจากการมอบหมายให้นายอลงกรณ์ทำหน้าที่แทน แม้จะมีการเชิญผู้แทนภาคประมงมาประชุมเกือบทุกสัปดาห์ แต่ไม่มีข้อสรุปใดๆ ที่เป็นรูปธรรมเลย

นายมงคลกล่าวว่า กรรมการสมาคมฯ เห็นร่วมกันว่า หากรมว. เฉลิมชัยสามารถกำหนดแนวทางแก้ปัญหาในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบได้ชัดเจน รวมทั้งรับที่จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคมเพื่อแก้ไขตามข้อเสนอทั้ง 11 ข้ออย่างเป็นที่น่าพอใจ จะสลายการชุมนุม แต่หากดำเนินการไม่ได้ กลุ่มผู้ชุมนุมจะยกระดับการเคลื่อนไหว

ร้องศาลคุ้มครองไม่แบน 3 สารเล็งฟ้องปปช.เอาผิดสาธารณสุข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405242?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ร้องศาลคุ้มครองไม่แบน 3 สารเล็งฟ้องปปช.เอาผิดสาธารณสุข

18 ธันวาคม 2562 – 10:01 น.
สารเคมี,พาราควอต,ศาลปกครอง,แบน 3 สาร
เปิดอ่าน 192 ครั้ง

กลุ่มคนรักแม่กลองยื่นศาลปกครองสูงสุดขอรับคุ้มครองชั่วคราว ไม่แบน 3 สาร พร้อมเตรียมยื่น ปปช. ใช้มาตรา 157 ฟ้องกระทรวงสาธารณสุข ใช้ข้อมูลเท็จ

18 ธันวาคม 2562 กลุ่มคนรักแม่กลองยื่นศาลปกครองสูงสุดขอรับคุ้มครองชั่วคราว ไม่แบน 3 สาร เตรียมยื่น ปปช. ใช้มาตรา 157 ฟ้องกระทรวงสาธารณสุข ใช้ข้อมูลเท็จ ขณะกรมวิชาการเกษตร หวั่น 6 เดือน หาแนวทางทดแทนพาราควอตไม่ได้ ด้านหมอรามา ชี้ผู้ป่วยกินเพื่อฆ่าตัวตายกว่า 63 %

น.ส.อัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง เปิดเผยว่า ได้ยื่นคำร้องถึงศาลปกครองสูงสุด ให้คุ้มครองชั่วคราว สมาชิกคนรักแม่กลอง ไม่ให้แบน 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยเบื้องต้นได้รับคำร้องแล้ว รวมทั้งจะยื่นฟ้อง นายอนุทิน ชาญวีระกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้งอดีตและปัจจุบันต่อ สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) มาตรา 157 ตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด

ทั้งนี้เพราะจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ที่อ้างว่าในปี 2559 สาธารณสุข 6 จังหวัดได้เก็บตัวอย่างผัก ในตลาดมาตรวจสอบและพบสารพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตกค้าง และนำข้อมูลดังกล่าวมาเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายเพื่อให้แบนสารทั้ง3 ชนิดจนเป็นเหตุให้เกษตรกรผู้ปลูกผักได้รับผลกระทบ เช่นคะน้าจาก กิโลกรัมละ 30 บาทเหลือเพียง 5 บาท เป็นต้น

ซึ่งจากการทวนสอบข้อมูลดังกล่าว โดยลงพื้นที่สอบถามไปยังสาธารณสุขในจังหวัดที่ระบุเอาไว้พบว่า ไม่ได้มีการเก็บตัวอย่างผักมาตรวจสอบแต่อย่างใด แต่ข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุขนำมากล่าวอ้างนั้นเป็นการตรวจสอบของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือไทยแพน (Thai-PAN) ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้หลังเทศกาลปีใหม่ ซึ่งจะยึดผลการตรวจสอบพืช 8 ชนิด เป็นหลักเช่น คะน้า แก้วมังกร กล้วย ฝรั่ง ใบกระเพรา ชมพู่ทับทิมจันทร์ เป็นต้น

นายสมศักดิ์ สมานวงศ์ ตัวแทนผู้ประกอบธุรกิจสารเคมีเกษตร กล่าวว่า การจำหน่ายสารเคมี จะมีการอบรม เพื่อให้ขายได้อย่างปลอดภัย มีความรับผิดชอบ สิ่งแวดล้อมและสังคม ที่สำคัญ สารทุกชนิดจะใช้ระยะเวลาวิจัยกว่า 15 ปี งบประมาณหลายพันล้าน การนำไปใช้จึงต้องสมเหตุสมผล ปลอดภัย จริงแต่ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นเนื่องจากนำไปใช้กันผิดวิธี มีความร้ความเข้าใจ การวิจัยใช้เวลานาน 15 ปี ใช้เงินเป็น พันล้าน ถ้าใช้ไปแปบบนึ่งแล้วแบนโดยไม่มีเหตุผลก็ไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป

นายแพทย์ วินัย วนากูล ผู้อำนวยการศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ผู้ป่วยที่เข้ามารักษาอันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรนั้น ส่วนใหญ่ กว่า 63-64 % เป็นการกินเพื่อฆ่าตัวตาย โดยเป็นการกินยาฆ่าแมลง 46-47 % ซึ่งจะกินไกรโครเซตเป็นอันดับ ส่วนการเกิดอุบัติเหตุมี 3% เท่านั้น เนื่องจากนำสารดังกล่าวไปบรรจุในบรรจุภัณฑ์อื่น เช่น ขวดน้ำดื่ม แล้วจัดเก็บในที่ไม่ปลอดภัยเช่น ตู้เย็น ทำให้มีเด็กตกเป็นเหยื่อ กว่า 30% ดังนั้นการแก้ไขจะต้องลดพฤติกรรมนี้ และ มี 3.7% ที่พบว่ามีปัญหาใช้ในที่ทำงาน เพราะผสมผิดวิธี พ่นผิดวิธีที่ไม่มีการป้องกันตัว

คิกออฟโคเนื้อสร้างชาติประเดิมขอนแก่นโกยรายได้ระยะสั้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405175?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

คิฟออฟโคเนื้อสร้างชาติประเดิมขอนแก่นโกยรายได้ระยะสั้น

18 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
โคเนื้อสร้างชาติ,ประภัตร,ขอนแก่น,ธกส,สร้างรายได้
เปิดอ่าน 238 ครั้ง

คิกออฟ โคเนื้อสร้างชาติ ดันขอนแก่นโมเดล หนุนสินเชื่อ 33 ล้านบาท มอบของขวัญปีใหม่ชาวอีสาน สร้างรายได้ระยะสั้น

18 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการขับเคลื่อนโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง “ขอนแก่นโมเดล”

โดยระบุว่ารัฐบาลได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในหลายพื้นที่ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ ผลผลิตได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบด้านราคา อีกทั้งเกษตรกรรายย่อยมักขาดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ในการฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จึงได้จัดทำโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ กับ ธ.ก.ส. ไปแล้ว วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย ฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร

ทั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดการตลาดผลิตผลการเกษตรที่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และเพื่อเป็นการสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงสัตว์จำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ แพะแกะ และไก่พื้นเมือง รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่อง

สำหรับจังหวัดขอนแก่น มีเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ จำนวน 28,774 ราย มีโคเนื้อรวม 162,863 ตัว ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในด้านการเลี้ยงโคเนื้อ และเป็นศูนย์กลางในภาคอิสาน จึงมองเห็นโอกาสที่จะช่วยฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกรที่ประสบภัยในช่วงที่ผ่านมา จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนสร้างรายได้ ภายใต้โครงการโคเนื้อสร้างชาติ” ด้วยการเลี้ยงโคขุนระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในการยังชีพ และผลิตปุ๋ยมูลสัตว์ใช้ในการเพาะปลูก เพื่อลดต้นทุนการผลิตได้อีกทางหนึ่ง

โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนระยะสั้น ตลอดจนพัฒนาศักยภาพคอกกลางรวบรวมโคขุน และคอกกักเพื่อการส่งออกให้กับสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน จำนวน 40,000 รายในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องจัดหาซื้อโคตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำหนด คือโคเนื้อเพศผู้ จำนวน 5 ตัว อายุระหว่าง 1 ปีครึ่ง – 2 ปี น้ำหนักเฉลี่ย 250 กก. พร้อมกันนี้รัฐสนับสนุนค่าอาหารสัตว์ (TMR) สนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย ตลอดจนและสนับสนุนบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร อีกด้วย

ขอนแก่นมีความพร้อมทั้งในด้านพื้นที่ จึงได้เริ่มขับเคลื่อน ‘ขอนแก่นโมเดล’ เพื่อเป็นต้นแบบให้อีก 20 จังหวัดในภาคอิสาน และเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องเกษตรกร โดยภายในงานมีการจัดประชุมชี้แจงให้กับเกษตรกร และผู้ที่สนใจในอาชีพปศุสัตว์เข้าร่วมรับฟัง จาก 15 อำเภอ ใน จ.ขอนแก่น รวม 1,000 คน ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีนครขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น และจาก 11 อำเภอ ใน จ.ขอนแก่น รวม 1,000 คน ณ วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น

ขอนแก่นได้ดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องไปเบื้องต้นแล้ว มีกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์สนใจขอเข้าร่วมโครงการจำนวน 149 กลุ่ม จำนวนเกษตรกร 1,487 คน ปัจจุบัน ธ.ก.ส. ได้อนุมัติเงินงบประมาณให้กับเกษตรกรและแปลงใหญ่โคเนื้อ จำนวน 3 กลุ่ม เป็นเงิน 25.57 ล้านบาท โครงการสินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย (XYZ) จำนวน 4 กลุ่ม เป็นเงิน 7.44 ล้านบาท รวม 33 ล้านบาท และยังมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการอีกจำนวนมาก โดยได้มอบป้ายสนับสนุนเงินเพื่อผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างมีศักยภาพ

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง รายละเอียด ดังนี้ 1) โครงการส่งเสริมการผลิตโคเนื้อ กิจกรรมการเลี้ยงโคขุนจำนวน 40,000 รายๆ ละ 5 ตัว รวมโคขุนอย่างน้อย 200,000 ตัว สร้างหรือพัฒนาคอกกลางรวบรวมโคขุน  200 แห่ง (สัดส่วนประมาณ 500/คอก) ในพื้นที่ทั่วประเทศ และคอกกักเพื่อการส่งออก จำนวน 20 แห่ง (รองรับโคขุนประมาณ 1,000 ตัว/คอก) ในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ หรือพื้นที่ที่มีศักยภาพให้กับเกษตรกร

2) โครงการส่งเสริมการผลิตกระบือ เกษตรกรเป้าหมาย 4,000 รายๆ ละ 5 ตัว รวม 20,000 ตัว 3) โครงการส่งเสริมการผลิตแพะเนื้อ เกษตรกรเป้าหมาย 1,000 รายๆ ละ 21 ตัว รวม 21,000 ตัว  4) โครงการการส่งเสริมการผลิตไก่พื้นเมือง เกษตรกรเป้าหมาย 294 ราย ผลิตไก่พื้นเมืองขุน 264,000 ตัว/ปี และ 5) กิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั่วประเทศตามศักยภาพและแผนธุรกิจที่มีความชัดเจน ได้แก่ ธุรกิจศูนย์ผลิตอาหารสัตว์ (Feed Center) การผลิตพืชอาหารสัตว์ การผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธุรกิจการส่งขนและการกระจายสินค้า (Logistics) เป็นต้น

ในส่วนของคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน มีความพร้อมในการจัดเตรียมโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อย่างเหมาะสม จัดหาอาหารสัตว์ให้กินอย่างเพียงพอตลอดระยะเวลาการเลี้ยงเพื่อให้สัตว์มีการเจริญเติบโตเต็มที่อย่างมีศักยภาพ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องดำเนินการจัดซื้อจัดหาพันธุ์สัตว์และปัจจัยการผลิตตามโครงการด้วยตนเอง นอกจากนี้ ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท/ปี กลุ่มละไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ ส่วนเกษตรกรที่เป็นหนี้ NPL นั้นสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยติดต่อที่ ธกส. เพื่อให้ความช่วยเหลือในการแบ่งผ่อนตามระเบียบต่อไป

โดยขณะนี้ได้ประชุมทำความเข้าใจกับปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศไปแล้ว เพื่อสำรวจความต้องการกลุ่มที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ยังได้มอบนโยบายให้ทดลองเลี้ยงโคเนื้อ ที่ จ.สุพรรณบุรี ใช้เวลาเลี้ยง 117 วัน มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 200 กก. ซึ่งสามารถขายได้ กก.ละ 100 บาท จึงมั่นใจว่าหากเกษตรกรมีความตั้งใจและปฏิบัติอย่างถูกต้องจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ อาทิ แพะ  ไก่พื้นเมือง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และ รมช.เกษตรฯ ได้เน้นย้ำให้ส่งเสริมผู้เลี้ยงหมูรายย่อยเพิ่มจำนวนหมูเพื่อส่งออกไปจีน เนื่องจากขณะนี้ไทยเป็นประเทศที่ปลอดโรคอหิวาห์ทำให้ต่างประเทศมั่นใจในความปลอดภัย

ส่อขาดแคลน…กรมชลจัดสรรน้ำหน้าแล้งภาคอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405167?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส่อขาดแคลน…กรมชลจัดสรรน้ำหน้าแล้งภาคอีสาน

18 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ภัยแล้ง,จัดสรรน้ำ,กรมชลประทาน,อีสาน
เปิดอ่าน 126 ครั้ง

กรมชลฯ เร่งจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งในพื้นที่ภาคอีสานกลาง หวั่นปัญหาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้เหตุจากน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก  

18 ธันวาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคอีสานกลาง ว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และ เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย

ทั้งนี้สามารถสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ส่วนที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักอยู่ในเกณฑ์ปกติ สามารถสนับสนุนน้ำสำหรับทุกกิจกรรมได้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า
ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้จัดให้มีการประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำร่วมกันระหว่างโครงการชลประทาน ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด

โดยมีเป้าหมายที่ลดปริมาณการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ที่จะส่งไปสนับสนุนการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ อ.เมืองมหาสารคาม ด้วยการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำชี ซึ่งเป็นน้ำต้นทุนของเขื่อนลำปาว มาเติมบริเวณหน้าเขื่อนวังยาง พร้อมกับควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนร้อยเอ็ด ให้อยู่ที่ระดับ +131 ม.รทก.(เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง) เพื่อให้ระดับน้ำบริเวณหน้าเขื่อนวังยางอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

จากนั้นจะทำการติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบสูบย้อนกลับได้ โดยมีแผนการใช้เครื่องสูบน้ำด้วยระบบไฟฟ้า submersible จำนวน 4 เครื่อง อัตราการสูบเครื่องละ 0.5 ลบ.ม./วินาที สามารถสูบน้ำได้ประมาณวันละ 170,000 ลบ.ม. ระยะเวลาดำเนินการสูบน้ำย้อนกลับประมาณ 35 วัน เริ่มสูบประมาณกลางเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป  คาดว่าจะทำให้บริเวณหน้าเขื่อนวังยาง สามารถเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 6 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคของประชาชนเมืองมหาสารคาม ไปจนถึงต้นฤดูฝนปี 2563

จากแนวทางดำเนินการดังกล่าวข้างต้น จะสามารถลดการใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ได้ประมาณวันละ 50,000  ลบ.ม. ส่วนกรณีหากเกิดน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในเมืองมหาสารคามไม่เพียงพอ ได้วางแผนในการระบายจากเขื่อนลำปาวในช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2563 เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่เกษตรกรในพื้นที่รับน้ำของเขื่อนลำปาว ไม่มีความต้องการน้ำในการทำการเกษตร โดยมีแผนในการระบายน้ำจากคลอง 4R-RMC ผ่านอาคาร wastway ฃงกุดซวย จากนั้นจะระบายน้ำลงสู่แม่น้ำชีผ่าน ประตูระบายน้ำพนังชี ซึ่งจะช่วยเติมน้ำบริเวณหน้าเขื่อนวังยางได้อีกประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม.

นายทองเปลวฯ กล่าวว่า ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคในทุกพื้นที่ รวมถึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

ธ.ก.ส. ผนึกกำลัง พพ.หนุนเกษตรกรใช้พลังงานทดแทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405180?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ธ.ก.ส. ผนึกกำลัง พพ.หนุนเกษตรกรใช้พลังงานทดแทน

17 ธันวาคม 2562 – 21:09 น.
หนุนเกษตรกรใช้พลังงานทดแทน,ธกสผนึกกำลัง พพ
เปิดอ่าน 108 ครั้ง

ธ.ก.ส. ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน

17 ธ.ค.2562-ธ.ก.ส. ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกและพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต พร้อมส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ สถาบันเกษตรกรและธุรกิจชุมชนภายใต้โครงการประชารัฐสร้างไทย

ณ อาคาร 2 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ถนนพระรามที่ 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพ ได้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือว่าด้วยพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ระหว่าง นายสมภพ รอดกลาง ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และนางสาวนวลจันทร์ เตชะเสริมสุขกูล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกร ประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ สถาบันเกษตรกรและธุรกิจชุมชนภายใต้โครงการประชารัฐสร้างไทย ให้มีการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และพลังงานสะอาด รวมถึงการอนุรักษ์พลังงาน

นายสมภพ รอดกลาง ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกร ประชาชน และธุรกิจชุมชนภายใต้โครงการประชารัฐสร้างไทย หันมาเลือกใช้พลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และพลังงานสะอาด แทนการใช้พลังงานจากน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า เพื่อเป็นการเพิ่มผลิตภาพทางการผลิต ช่วยลดต้นทุน ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต

รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านการพัฒนาความรู้ซึ่งจะช่วยให้เกิดทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจได้ อีกทั้งสอดคล้องตามนโยบาย “ธ.ก.ส. Go Green” ที่ส่งเสริมและสนับสนุนสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อเป็นเงินทุนในการปรับเปลี่ยนการผลิตให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น การผลิตอาหารปลอดภัยหรือเกษตรอินทรีย์ ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและธุรกิจชุมชน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังร่วมส่งเสริมพัฒนาความรู้ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ อันเป็นประโยชน์ต่อสังคม ทั้งภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยและสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป

นางสาวนวลจันทร์ เตชะเสริมสุขกูล รองอธิบดี พพ. กล่าวว่า พพ. มีภารกิจในการวิจัย ศึกษา พัฒนา ส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานอย่างแพร่หลาย เช่น การส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่สนใจทั่วไป ดังโครงการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้ง

พลังงานแสงอาทิตย์ ในปี พ.ศ. 2562 นี้ พพ. ให้การสนับสนุนร้อยละ 30 ของเงินลงทุนติดตั้งระบบฯ ผลปรากฏว่ามีผู้สมัครขอรับการสนับสนุนจำนวนมาก คิดเป็นพื้นที่ถึง 8,659.2 ตารางเมตร และมีผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 44 ราย พร้อมทั้งมาทำสัญญาใกล้เคียงกับแผนการสนับสนุนที่ พพ. ได้ตั้งไว้ เป็นพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร ยังมีเป้าหมายที่จะสนับสนุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพื้นที่ 75,000 ตารางเมตร ซึ่งจะดำเนินการสนับสนุนต่อเนื่องทุกปีจนถึง ปี พ.ศ. 2569

นอกจากนี้ พพ.ได้ดำเนินการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจการค้า และในส่วนภาคเกษตรกรรม พพ. ได้ดำเนินโครงการสาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคเกษตรกรรม โดยสนับสนุนในด้านองค์ความรู้แก่เกษตรกรในการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน และ การนำระบบ IoT มาใช้จัดการพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในฟาร์ม

โดย พพ. ให้การสนับสนุนเงินลงทุนในอัตราไม่เกินร้อยละ 40 สำหรับการติดตั้งเครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อการประหยัดพลังงานและการใช้พลังงานทดแทน โดยดำเนินการสาธิตไปแล้ว 19 ฟาร์ม และอยู่ระหว่างสาธิตเพิ่มเติมอีก 30 ฟาร์ม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯนี้ จัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกร บุคคลทั่วไป ผู้ประกอบการ SME ขนาดกลางและขนาดย่อมวิสาหกิจชุมชน และธุรกิจชุมชน ภายใต้โครงการประชารัฐสร้างไทย สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อใช้ในการลงทุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ทั้งในรูปของสินเชื่อหรือเงินร่วมลงทุน

น้ำเค็มทะลักสถานีสูบน้ำประปาสำแลเกินมาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

น้ำเค็มทะลักสถานีสูบน้ำประปาสำแลเกินมาตรฐาน

17 ธันวาคม 2562 – 18:36 น.
น้ำเค็ม,กรมชลประทาน,สถานีสูบน้ำประปา
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

น้ำเค็มทะลักเข้าสถานีสูบน้ำประปาสำแล ปทุม พบเกินมาตรฐาน 0.92 กรัม/ลิตร เพิ่มระบายแม่น้ำป่าสัก ผ่านเขื่อนพระราม 6  ผันน้ำแม่กลองผลักดันค่าความเค็มลุ่ม

17 ธันวาคม 2562 น้ำเค็มทะลักเข้าสถานีสูบน้ำประปาสำแล จ.ปทุมธานี แล้ว พบความเค็มเกินมาตรฐาน 0.92 กรัม/ลิตร รองอธิบดีกรมชลฯสั่งด่วนเร่งเพิ่มระบายแม่น้ำป่าสัก ผ่านเขื่อนพระราม6  พร้อมผันน้ำแม่กลอง มาช่วยผลักดันค่าความเค็มลุ่มเจ้าพระยา บริหารจัดการน้ำและเฝ้าระวังอย่างเต็มกำลัง ควบคุมน้ำเค็ม 4 แม่น้ำสายหลัก

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเกิดน้ำทะเลหนุน ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย กรมชลประทาน จึงวางแผนและดำเนินการบริหารจัดการน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ การลำเรียงน้ำจากคลองและแม่น้ำสายหลัก เร่งผลักดันน้ำเพื่อลดค่าความเค็มและผลกระทบด้านคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้ติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำด้านค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และจากการสำรวจพบว่า ในวันที่ 16 ธ.ค. 62 ช่วงเวลา 13.30 – 17.30 น. ในแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดลิ่มความเค็มรุกตัวเพิ่มขึ้นจากน้ำทะเลหนุนสูง หลังจากนั้น ในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 22.30 น. แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานีประปาสำแล จ.ปทุมธานี มีค่าความเค็มขึ้นสูงถึง 0.92 กรัมต่อลิตร ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานในการผลิตน้ำประปาที่ 0.50 กรัมต่อลิตร

กรมชลประทาน ไม่นิ่งนอนใจเร่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำเพื่อผลักดันค่าความเค็มลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเร่งด่วน โดยในวันนี้(17 ธ.ค. 62 เวลา 06.00 น.) แม่น้ำป่าสัก ได้เพิ่มอัตราการระบายที่เขื่อนพระรามหก จากเดิม 5ลบ.ม./วินาที เป็น 15 ลบ.ม./วินาที อีกทั้ง ใช้ปริมาณน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาสนับสนุน โดยทำการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่าน 3 คลองหลัก เชื่อมมายังแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยผลักดันค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา

ทั้งนี้ได้แก่ คลองจรเข้สามพัน ลำเลียงน้ำผ่านประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ในอัตราไม่น้อยกว่า 25 ลบ.ม./วินาที ลงสู่แม่น้ำท่าจีน และใช้เครื่องสูบน้ำช่วยสูบน้ำที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ ซึ่งจะต้องรักษาระดับน้ำบริเวณประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ ให้สามารถสูบน้ำเข้าคลองพระยาบรรลือได้ ซึ่งควบคุมให้มีอัตราการไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาไม่น้อยกว่า 30 ลบ.ม./วินาที

“เพิ่มอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนพระรามหก จาก 5 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 15 ลบ.ม.ต่อวินาที ตั้งแต่ 06.00 น. ของวันนี้ พร้อมกับประสานการประปานครหลวง( กปน.)ในการลําเลียงน้ําเพื่อควบคุมค่าความเค็ม ประกอบกับติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมที่บริเวณ ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ําในคลองพระบรรลือ โดยสำนักงานชลประทานในพื้นที่ ควบคุมกํากับในการลําเลียงน้ําผ่านคลองพระยาบรรลือสู่ แม่น้ำเจ้าพระยา ไม่น้อยกว่า 30 ลบ.ม.ต่อวินาที และควบคุมกํากับให้มีการระบายน้ําผ่าน ประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ไม่น้อยกว่า 25ลบ.ม.ต่อวินาที”นายทวีศักดิ์ กล่าว

ทางด้านคลองประปา ลำเลียงปริมาณน้ำมาลงยังคลองปลายบาง โดยผ่านคลองประปาและคลองมหาสวัสดิ์ ก่อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และคลองท่าสาร-บางปลา ลำเลียงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อช่วยผลักดันค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีน บริเวณประตูระบายน้ำคลองจินดา เพื่อควบคุมค่าความเค็มสำหรับกล้วยไม้ ไม่ให้เกิน 0.75 กรัมต่อลิตร

ทั้งนี้การดำเนินการบริหารจัดการน้ำดังกล่าว จะต้องควบคุม ติดตาม และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำด้านค่าความเค็ม ของแม่น้ำทั้ง 4 สาย (แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำท่าจีน, แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง) และด้านการลำเลียงน้ำ ให้เป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบและสามารถดำเนินกิจกรรมการใช้น้ำ เช่น การผลิตประปา ได้ตามปกติ ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน ใช้น้ำตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อให้สามารถลำเลียงน้ำไปยังจุดหมายได้ตรงตามแผนฯ ที่วางไว้ เพื่อเร่งผลักดันค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศว่า ปัจจุบัน(17 ธ.ค. 62) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 45,098 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,625 ล้าน ลบ.ม.
ทั้งนี้ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณเก็บกักน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ปัจจุบัน (17 ธ.ค. 62) มีจำนวน 9 แห่ง

ทั้งนี้ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 74 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 60 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 46  ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 9 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณน้ำเก็บกัก 511 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯ

อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 16 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 23 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำ-ลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ มีปริมาณน้ำเก็บกัก 24 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้20 ล้าน ลบ.ม. , อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 269 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 28 ของ  ความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 266 ล้าน ลบ.ม.

อ่างเก็บน้ำทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 37 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุอ่างฯ เป็นน้ำใช้การได้ 20 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำเก็บกัก 62 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 21 ของความจุอ่างฯเป็นน้ำใช้การได้ 22 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา มีปริมาณน้ำเก็บกัก 115 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 85 ล้าน ลบ.ม.

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ดังกล่าว จะเน้นส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ผลิตประปา และรักษาระบบนิเวศ ตามแผนที่ได้กำหนดไว้ของแต่อ่างฯเท่านั้น จึงขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดมากที่สุด โดยเฉพาะสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขอให้ปฏิบัติตามแผนการสูบน้ำที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ รวมถึงการผลักดันค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ตลอดฤดูแล้งนี้

ส่วนสภาพน้ําในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางจํานวน 412 แห่ง วันที่ 17 ธ.ค. 62 แบ่งได้ ดังนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 % มีจํานวน 87 แห่งอ่างที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 30 – 50% มี 85 แห่ง และที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 50 – 80 % มี153แห่ง และมากกว่า 80% มี 97แห่ง

ปัญหาเกษตรกรไม่สิ้นสุดเฉลิมชัยลั่นทำให้ดีที่สุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/405159?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปัญหาเกษตรกรไม่สิ้นสุดเฉลิมชัยลั่นทำให้ดีที่สุด

17 ธันวาคม 2562 – 18:16 น.
ประมง,ม็อบ,เฉลิมชัย,กระทรวงเกษตร
เปิดอ่าน 48 ครั้ง

เฉลิมชัยยืนยันแก้ปัญหาให้ทุกกลุ่มเกษตรกร แม้ปัญหาของพี่น้องเกษตรกรมีไม่สิ้นสุด ย้ำจะทำเต็มที่ ด้านม็อบประมงยังรุกหนักกดดันรัฐแก้อุปสรรคการประกอบอาชีพ

17 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเล เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพประมงให้พร้อมนำตัวแทนกลุ่มบางส่วนชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ

โดยกล่าวว่า จะต้องพูดคุยทำความเข้าใจกัน เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินการในบางส่วนตามข้อเรียกร้องไปแล้ว เช่นประสานสถาบันการเงินเพื่อสนับสนุนด้านเงินทุนสำหรับใช้ส่งเสริมการประกอบอาชีพ ซึ่งทำหนังสือออกจากกระทรวงเกษตรไปยังสำนักงบประมาณพิจารณาพร้อมรอคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว

ส่วนปัญหาการก่อม็อบของเกษตรกรไทยในขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มองว่าที่ผ่านมากลุ่มม็อบเกษตรกรได้เข้ามาตลอดเป็นปกติทุกรัฐบาล เพียงแต่เมื่อได้รับความพึงพอใจหลังการพูดคุยหารือกันแล้วก็จะกลับไป พร้อมกับยอมรับว่าปัญหาของพี่น้องเกษตรกรนั้นยากที่จะหมดสิ้นไป ในส่วนของกระทรวงเกษตรก็จะทำหน้าที่แก้ปัญหาต่อไปอย่างดีที่สุด

ทั้งนี้ กลุ่มสมาคมชาวประมงจังหวัด ผู้ประกอบการภาคประมงที่รวมตัวกันดังกล่าวยังคงรวมตัวกันต่อเนื่องยาวจนกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะสรุปแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขอุปสรรคในการประกอบอาชีพประมงทั้งด้านเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียน การเพิ่มวันทำการประมง การซื้อคืนเรือประมงขาว-แดงที่ต้องหยุดประกอบอาชีพจากนโยบายจำกัดจำนวนเรือของรัฐ และแก้ไขกฎหมายที่มีโทษรุนแรงเกินกว่ามาตรฐานสากล