หมามารถ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หมามารถ

8 ธันวาคม 2562 – 08:45 น.
หมาเมารถ
เปิดอ่าน 19 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง  โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ ใกล้ปีใหม่แล้ววางแผนพักผ่อนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ

วันนี้คนรักสัตว์เลี้ยงอย่างเรา ทำอย่างไรกันบ้างครับกับน้องสุนัข แมว ไก่ ปลา เต่า กระต่าย นก หนู งู ฯลฯ หลายคนสามารถพาไปด้วยกันได้ หลายคนต้องหาที่ฝากเลี้ยง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีให้เลือกมากพอสมควร แต่หลายคนก็เลือกที่อยู่บ้านใช้เวลากับพวกเค้าอย่างเต็มที่ในช่วงวันหยุด

หมอขอตอบคำถามที่คนไข้ถามว่า สุนัขเมารถได้มั้ย และจะทราบได้อย่างไรว่าสุนัขเมารถ ?

สุนัขเมารถได้ครับ สำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขมาก่อนและพาไปไหนมาไหนด้วยก็จะพอทราบว่าสุนัขเมารถมีอาการอย่างไร แต่สำหรับคนเลี้ยงมือใหม่หรือใครที่ยังไม่เคยพาสุนัขเดินทางอาจจะมึความกังวลสงสัยว่าควรทำอย่างไรบ้าง

เรามาเริ่มที่ว่าทำไมสุนัขถึงเมารถนะครับ เพราะสุนัขที่ไม่เคยเดินทางจะมีความกลัว เครียด กับสถานการณ์ที่แปลกใหม่ และบนรถมีพื้นที่จำกัด อากาศตรงที่สุนัขอยู่แอร์ถึงพอดีมั้ย หนาวไปร้อนไปหรือเปล่า กลิ่นในรถ น้ำหอมปรับอากาศเป็นสิ่งแวดล้อมที่สามารถกระตุ้นให้สุนัขเกิดอาการเมารถได้ โดยเฉพาะขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วต่าง ๆ มีหยุดชะงัก และออกตัวเป็นระยะๆ

โดยเฉพาะการเดินทางไกลๆ สุนัขจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ได้รับการฝึกจนคุ้นชินก็หนักหนาสำหรับสุนัขมากอยู่ครับ หมอขอเทียบกับคนที่ขึ้นรถโดยสารถ้าหากเราไม่ค่อยได้ใช้บริการ เวลารถเบรกเราก็จะไถลไปข้างหน้าทีข้างหลังที แต่คนที่ใช้บริการเป็นประจำจะสามารถทรงตัวและปรับตัวต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างดี สุนัขก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าหากเราได้ฝึกให้สุนัขคุ้นชินกับการเดินทางอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก็จะลดปัญหาเหล่านี้ได้

แต่บางครั้งสุนัขก็ยังเมารถได้ เพราะในช่องหูส่วนในของสุนัขทำหน้าที่ในการควบคุมการทรงตัวไม่ปกติ ก็ทำให้สุนัขเมารถได้ ในกรณีอย่างนี้สามารถใช้ยาช่วยได้ แต่ต้องให้โดยสัตวแพทย์เท่านั้นครับ

ทีนี้มาดูกันครับว่าสุนัขที่เมารถมีอาการอย่างไร ง่ายๆ เลยครับ ให้สังเกตว่าสุนัขกระสับกระส่าย มีท่าทีไม่นิ่ง หรือทรงตัวไม่ดีมั้ย ชัดเจนขึ้นอีกก็คือสุนัขจะมีน้ำลายมากกว่าปกติ และบางตัวจะมีการอาเจียน หากมีสุนัขอาการไม่สบายตัว กระสับกระส่ายควรหาที่จอดรถ แล้วนำสุนัขลงไปพักผ่อนรับอากาศโปร่งๆ และให้สุนัขผ่อนคลาย จนกระทั่งอาการดีขึ้นค่อยเดินทางต่อ ระหว่างพักไม่ต้องให้อาหารหรือขนมนะครับ แต่อาจจะให้น้ำได้บ้างหลังจากพักสักครู่

ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก่อนออกเดินทางคือ ให้อาหารในปริมาณที่น้อยกว่าปกติเพื่อไม่ให้สุนัขหิว และควรให้ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง นำสุนัขไปขับถ่ายให้เรียบร้อยและจากนั้นไม่ควรให้อาหารอีก ควรให้สุนัขได้พักทุก 2-3 ชั่วโมงระหว่างเดินทางสามารถให้น้ำ ควรพาสุนัขลงเดินเพื่อผ่อนคลายและปัสสาวะ แต่ถ้าหากเดินทางไกลมากๆ สามารถให้อาหารสุนัขได้เท่าที่จำเป็น และอย่าลืมให้พักอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเดินทางต่อ เพียงเท่านี้การเดินทางก็สะดวกสบายทั้งสุนัขและเราครับ

หมอขอย้ำนะครับว่า ขอให้เราเตรียมพร้อมสุนัขโดยไม่ใช้ยา แต่หากจำเป็นต้องใช้ยาก็ขอให้สัตวแพทย์เป็นผู้ดูแลเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของสุนัขแสนรักครับ!

สำรวจอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดต้นแบบจัดการ”ป่าต้นน้ำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403304?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 สำรวจอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดต้นแบบจัดการ”ป่าต้นน้ำ”

8 ธันวาคม 2562 – 08:27 น.
อ่างเก็นน้ำแม่ต้มข้าวสุด
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

 สำรวจอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดดูชาวบ้านบริหารจัดการ”ป่าต้นน้ำ”

พื้นที่ในตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย รายล้อมไปด้วยภูเขา บางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขา ในอดีตราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่เลื่อนลอยปลูกพืชไร่เป็นหลัก เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทำให้เกิดการบุกรุกแพ้วถางพื้นที่ป่า เป็นผลให้สภาพอากาศและภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไป ลำห้วยเหือดแห้ง ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ในขณะที่ฤดูฝนเกิดการชะล้างของหน้าดิน ปริมาณน้ำจำนวนมากไหลลงสู่พื้นที่ทางตอนล่างด้วยความรวดเร็ว สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินมาอย่างต่อเนื่อง

จากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ราษฎรจึงได้ขอพระราชทานความช่วยเหลือเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ ณ บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อปี 2533

     “ท่องโลกเกษตร“อาทิตย์นี้ตามองคมนตรี”พลากร สุวรรณรัฐ” ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ นำคณะผู้บริหารสำนักงานกปรลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมและติดตามความคืบหน้าในการใช้ประโยชน์ของโครงการฯ ซึ่งพบว่าปัจจุบันมีราษฎรจำนวน 2,212 ครัวเรือน รวม 5,198 คน มีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมได้ถึง 1,800 ไร่ โดยราษฎรสามารถปลูกข้าวได้ทั้งข้าวนาปีและข้าวนาปรัง โดยข้าวนาปีได้ผลผลิตเฉลี่ย 750 ถึง 800 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวนาปรังเฉลี่ย 900 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันดูแลบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำ และรักษาป่าต้นน้ำลำธารในรูปแบบของกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดอีกด้วย

ในการนี้องคมนตรีได้พบปะเยี่ยมราษฎร รับทราบปัญหาอุปสรรคและความต้องการการใช้น้ำเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด ขยายผล ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมกล่าวชื่นชมการบริหารจัดการน้ำและการดูแลรักษาป่าต้นน้ำของราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำฯ ด้วยว่า

ความร่วมมือร่วมใจกันของราษฎรในพื้นที่แห่งนี้นับเป็นแบบอย่างที่ดีที่หลาย ๆ พื้นที่ที่มีอ่างเก็นน้ำควรเอาเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะการปลูกป่าและรักษาป่าต้นน้ำที่สามารถทำให้ป่าไม้ช่วยเก็บกักน้ำไว้ในป่าตามธรรมชาติแล้วค่อย ๆ ซึมซับมายังอ่างเก็บน้ำทำให้อ่างเก็นน้ำมีปริมาณน้ำที่เต็มอ่างตลอดทั้งปีแม้จะเป็นช่วงฤดูแล้งก็ตาม ทำให้ราษฎรในพื้นที่มีน้ำเพียงพอในการนำมาใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตรอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

“กลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำอื่น ๆ ควรเข้ามาศึกษาดูงานการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ รวมถึงแนวทางในการปลูกและดูแลรักษาป่าแล้วนำกลับไปใช้ในพื้นที่ของตนเอง” องคมนตรีกล่าว

บุญช้วน อุ้ยน้ำเที่ยง ผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า จากอดีตที่ทุกคนในหมู่บ้านประสบปัญหาความแห้งแล้งและน้ำท่วม ทำให้เข้าใจว่าหากมีป่าที่สมบูรณ์ทางตอนเหนือของอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำในอ่างจะเพียงพอกับความต้องการของชุมชน ทุกคนจึงช่วยกันดูแลป่าไม้ในพื้นที่เป็นอย่างดี

“ไม่มีการเข้าไปตัดหรือทำลาย ทุกครั้งที่เดินทางเข้าป่าเพื่อหาของป่าก็จะนำเอากล้าไม้ติดมือเข้าไปปลูกในพื้นที่ด้วย ทำกันอย่างนี้ทุกคนและต่อเนื่อง แม้แต่ปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่ สภาพป่าจึงสมบูรณ์ เป็นผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีมากและไม่เคยขาดแคลน เพราะพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำมีป่าไม้ช่วยดูดซับน้ำในหน้าฝนเอาไว้”ผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าสุดกล่าว

ขณะที่ คำจันทร์ ยาโน หนึ่งในราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการฯอีกราย ซึ่งมีอาชีพทำการเกษตรและแกะสลักไม้เป็นผลิตภัณฑ์และเครื่องประดับ เผยว่า ในพื้นที่มีราษฎรจำนวนหนึ่งที่มีอาชีพแกะสลักไม้ ซึ่งในอดีตจะนำไม้จากป่ามาแกะสลักเพื่อจำหน่ายหารายได้ แต่เมื่อประสบปัญหาป่าลดจำนวนลง ทำให้ทุกคนไม่ตัดไม้อีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนกับอาชีพช่างแกะสลักไม้ ทุกคนที่มีอาชีพนี้ก็ยังคงแกะสลักดังเดิม เพียงแต่ไม่แกะสลักจากไม้ที่ตัดใหม่ จะทำจากตอไม้ที่มีอยู่ในหัวไร่ปลายนาซึ่งมีอยู่จำนวนมาก เนื่องจากในอดีตที่มีการตัดต้นไม้เพื่อทำไร่เลื่อนลอย

“อาชีพนี้ยังอยู่ได้ และดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากกว่าที่ผ่านมาด้วย เพราะตอไม้จากไร่จะมีความแข็งแรงผ่านการถูกเผามาแล้ว จึงเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทาน ขณะที่ลวดลายต่าง ๆ ก็สวยงามกว่า ทุกคนที่แกะสลักตอไม้จะเอาตอไม้จากในไร่มาทำ ซึ่งเจ้าของพื้นที่ก็ยินดีเพราะจะช่วยให้แปลงเพาะปลูกของเขาไม่มีตอไม้เกะกะเมื่อต้องการปลูกพืช”  คำจันทร์กล่าว

อย่างไรก็ตามสำหรับอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2538 เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดความจุที่ระดับเก็บกัก 520,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือราษฎร 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 2 บ้านสันต้นกอก, หมู่ที่ 3 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด, หมู่ที่ 4 บ้านห้วยเคียน, หมู่ที่ 5 บ้านบ่อทอง, หมู่ที่ 8 บ้านศรีวิเชียร และหมู่ที่ 10 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด โดยมีราษฎรในพื้นที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ บริหารจัดการน้ำและช่วยดูแลรักษาอ่างเก็บน้ำให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน พร้อมปลูกป่าทางตอนบนของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้พันธุ์ไม้ดั้งเดิมและปลูกมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่มีเพิ่มขึ้น

ปิดฉากปารีณารุกที่สปก.ให้เวลา 7 วันส่งคืนไม่เอาผิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปิดฉากปารีณารุกที่สปก.ให้เวลา 7 วันส่งคืนไม่เอาผิด

8 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ปารีณา,สปก,ฟาร์มไก่,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

ธรรมนัส ปิดฉากปารีณารุกสปก.นำทีมลงราชบุรีรับมอบที่ดินส.ป.ก.682 ไร่ให้เวลา 7 วันเคลียร์ ไม่เอาผิดทางกฎหมาย

8 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ได้เดินทางที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี   หลังจากได้รับหนังสือแจ้งจาก นางสาวส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้แสดงความจำนงในการขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 รวม 29 แปลง รวม 682 ไร่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ นายสมใจ สะทองเลียบ นำเอกสารประกอบด้วยหนังสือมอบอำนาจในการส่งคืนพื้นที่ โดยนายสมใจได้นำคณะทั้งหมดพร้อมสื่อมวลชนเดินเข้าไปชี้แนวเขตของพื้นที่และสำรวจโรงเรือนเลี้ยงไก่ ซึ่งได้ย้ายไก่ออกไปหมดแล้ว

ร้อยเอกธรรมนัส  บอกว่าน.ส.ปารีณา ได้ส่งหนังสือถึงนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่อง ขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 เพื่อข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร  โดยหลังจากนี้ น.ส.ปารีณาจะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมใดๆในที่ ส.ป.ก.ทั้ง 29 แปลงนี้ และจะให้เวลาขนของออก 7 วันนับจากวันนี้

ส่วนโรงเรือนเสาไฟฟ้าปักที่โรงไก่สิ่งก่อสร้างถ้าจะรื้อออกก็ให้อยู่ในเวลาที่กำหนด และยืนยันว่าได้ทำงานเร็วที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องการดำเนินดคี กรณีของน.ส.ปารีณา ครอบครองพื้นที่นี้มาก่อนที่จะมีกฎหมายปฏิรูปที่ดิน และเมื่อคุณปารีณาส่งมอบคืนให้รัฐ ตามกฎหมาย ส.ป.ก.จึงไม่สามารถเอาผิดได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเขาสนฟาร์ม บริเวณที่ตั้งฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐบรรยากาศเงียบเหงามีรถบรรทุก เข้าออกตลอดเวลา  โดยคาดว่าน่าจะดำเนินการขนย้ายข้าวของ อุปกรณ์ เครื่องจัก เครื่องมือ ในฟาร์มไก่ออก หลังจากมีกระแสข่าวว่า น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือมอบคืนที่ ส.ป.ก. จำนวน 682 ไร่ แก่ทางการแล้วในวันที่ 6 ธ.ค.2562

เร่งขับเคลื่อนฟาร์มโคนมขนาดเล็กสืบสานอาชีพโคนมจากรุ่นสู่รุ่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403262?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เร่งขับเคลื่อนฟาร์มโคนมขนาดเล็กสืบสานอาชีพโคนมจากรุ่นสู่รุ่น

7 ธันวาคม 2562 – 17:13 น.
อสค,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,โคนม,ห้องเรียนศาสตร์พระราชา
เปิดอ่าน 53 ครั้ง

อ.ส.ค.เร่งขับเคลื่อนฟาร์มโคนมขนาดเล็กในโรงเรียนผุดหลักสูตร ห้องเรียนศาสตร์พระราชา สอนวิชาเลี้ยงโคนม สืบสาน ต่อยอดจากรุ่นสู่รุ่น

7 ธันวาคม 2562 อ.ส.ค.เร่งติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริม “ฟาร์มโคนมขนาดเล็ก”ในโรงเรียน ขยายผลผุดหลักสูตร“ห้องเรียนศาสตร์พระราชา” สอนวิชาการผลิตโคนมในโรงเรียน หวังนักเรียนสัมผัสกระบวนการเลี้ยงและรีดน้ำนมโคแบบครบวงจร  มุ่งสืบสาน  รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานของรัชกาลที่ ๙ ให้มีความยั่งยืนตลอดไป

ที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี จังหวัดสกลนคร  ต.พังขว้าง  อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร  ดร.ณรงค์ฤทธิ์  วงศ์สุวรรณ  ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) พร้อมคณะผู้บริหารอ.ส.คได้เดินทางมาติดตามความก้าวหน้า”โครงการศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการศึกษาการเลี้ยงโคนมในโรงเรียน”แห่งแรกของประเทศไทย ภายใต้การบูรณาการความร่วมมือระหว่างอ.ส.ค  กรมปศุสัตว์และหน่วยงานในพื้นที่

ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าวว่า   ตามที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้มีนโยบายให้โรงเรียนต่างๆในชุมชนมีการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ“โคนมอาชีพพระราชทาน” เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้สัมผัสกระบวนการเลี้ยงและรีดนมโคแบบครบวงจร เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจและใส่ใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมมากขึ้น เพื่อสืบสาน  รักษา ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานของรัชกาลที่ ๙ ให้มีความยั่งยืนตลอดไป   รวมทั้งมีความเข้าใจและเชื่อมั่นในขบวนการผลิตโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียนก่อนนำมาแจกจ่ายให้เด็กดื่มกินซึ่งถือเป็นโครงการภายใต้นโยบายสำคัญรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าวต่อว่า    นโยบายดังกล่าวถือว่าสอดคล้องกับแนวการดำเนินงานของอ.ส.ค.  ที่ได้ส่งเสริมโคนมอาชีพพระราทานมาอย่างต่อเนื่อง  ด้วยการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่นโดยการสร้างเยาวชนให้มีความสนใจและภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน เพื่อสืบสานแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตรและเพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้รับการเรียน  การสอน  และการปลูกฝังอาชีพการเลี้ยงโคนมจากโรงเรียน

โดยในปี ๒๕๕๘ อ.ส.ค.ได้สนับสนุนให้มีฟาร์มโคนมขนาดเล็กในโรงเรียนเพื่อใช้เลี้ยงโคนมใน “โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี” นำร่องเป็นโรงเรียนแรก ภายใต้ “โครงการศูนย์การเรียนรู้และถ่ายทอดการศึกษาการเลี้ยงโคนมในโรงเรียน” โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างอ.ส.ค. กรมปศุสัตว์และหน่วยงานในพื้นที่

จากนั้นใน ๒๕๕๙ได้สนับสนุนโคสาวท้องแรก ๕ ตัวกับโรงเรียนมูลค่า ๒๕๐,๐๐๐ บาทและเงินสนับสนุนในการจัดตั้งฟาร์มโคนมมูลค่า ๔๐๐,๐๐๐ บาท  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ให้แก่นักเรียน ได้มีองค์ความรู้ด้านโคนม ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย  เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจนเกิดทักษะทางด้านการเลี้ยงโคนมที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ  และเพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้และทักษะไปพัฒนาให้เกิดประโยชน์และขยายผลการเลี้ยงโคนมในพื้นที่   จากนั้นในปี ๒๕๖๐ ได้สนับสนุนงบประมาณในการต่อเติมโรงเรือนของศูนย์เรียนรู้ฯ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์เรียนรู้ฯให้มีมาตรฐานมีพื้นที่รองรับปริมาณโคนมที่เพิ่มขึ้น

จากนั้นในปี ๒๕๖๒  อ.ส.ค.ได้เปิดหลักสูตร “ห้องเรียนศาสตร์พระราชา”   โดยมีวิชาหลักคือวิชาการผลิตโคนม โดยมอบโคนมทั้งที่เป็นแม่โคและลูกโครวม ๑๓ ตัวให้กับโรงเรียน   ซึ่งจากผลดำเนินการให้น้ำนมดิบเฉลี่ย ๓๕  กก.ต่อวัน รายได้เข้าโครงการประมาณ ๑๓,๐๐๐ บาท/เดือน  โดยได้รับความอนุเคราะห์หญ้าแห้งจากกรมปศุสัตว์ปีละ ๕๐๐-๖๐๐  ฟ่อน  รวมทั้งเข้ามาดูแลรักษาและผสมเทียม  ส่วนอาหารข้นทางโรงเรียนจะซื้อเองโดยใช้งบประมาณจากรายได้โครงการ นอกจากนี้โรงเรียนยังได้ปลูกหญ้าสดเพื่อใช้เป็นอาหารโคนมจำนวน ๓ แปลงพื้นที่ประมาณ ๑๐ ไร่  ๑๔

สำหรับแนวทางขับเคลื่อน สืบสาน  รักษา ต่อยอดในอนาคต     อ.ส.ค.มีแผนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพโครงการและพัฒนาวิธีการให้ทันสมัยแตกต่างจากรูปแบบเดิม   เช่น  การถ่ายทอดให้ความรู้โดยการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการฟาร์ม  การดูแลสุขภาพให้ความรู้ใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง  โดยให้ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้เข้ามาศึกษาและเรียนรู้การเลี้ยงโคนมมากยิ่งขึ้น   เพื่อปลูกฝังโคนมอาชีพพระราชทานแก่เด็กและเยาวชนนำไปสืบสาน ต่อยอดตามพระราชปณิธาน ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ให้เป็นอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืนของไทยตลอดไป

“อ.ส.คจะเร่งเดินหน้าขับเคลื่อน ต่อยอด ขยายผลตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีในการส่งเสริม สนับสนุนให้มีการสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่น  โดยการสร้างเยาวชนให้มีความสนใจและภาคภูมิใจในอาชีพการเลี้ยงโคนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานและสามารถนำไปขยายผลในชุมชนต่อไปรวมทั้งเห็นความสำคัญโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนของรัฐบาลอีกทางหนึ่งด้วย” ดร.ณรงค์ฤทธิ์   กล่าว

“ดิฟเฟนบาเกีย”มีประโยชน์มากกว่าใช้ต้นประดับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402007?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ดิฟเฟนบาเกีย”มีประโยชน์มากกว่าใช้ต้นประดับ

7 ธันวาคม 2562 – 04:47 น.
ดิฟเฟนบาเกีย
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย- อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com 

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว  

คราวที่แล้วพูดถึง“ดิฟเฟนบาเกีย(Dieffenbachia)”ที่เป็นไม้อีกทางเลือกในวงการไม้ประดับ วันนี้มาว่ากันในเรื่องการประดับตกแต่งไม้ชนิดนี้ นอกจากพื้นฐานของการใช้ต้นปลูกลงในภาชนะเพื่อใช้วางจัดสถานที่ให้ดูสวยงามหรือใช้ตกแต่งพื้นที่ให้ดูมีมิติเป็นธรรมชาติแบบอยู่แทรกตัวกับสิ่งปลูกสร้างได้อย่างกลมกลืนและลงตัวแล้ว ยังมีการใช้ประโยชน์ในรูปแบบการตัดใบประดับคล้ายกับการใช้ใบของไม้ชนิดอื่นๆที่มีมาก่อนหน้านี้

โดยการตัดใบ”ดิฟเฟนบาเกีย”นั้น ต้องมีอุปกรณ์ป้องกันการสัมผัสกับน้ำยางโดยตรง และมีขั้นตอนหลังการตัดที่ต้องวางให้น้ำยางแห้งจากรอยบาดแผลที่โคนก้านใบ พร้อมกับการคัดขนาดและคุณภาพ แล้วจึงนำไปมัดรวมเป็นกำ จากนั้นจึงค่อยจุ่มน้ำให้มิดแล้วยกขึ้นทันทีเพื่อวางเรียงแบบตั้งก้านใบโดยไม่ต้องใส่น้ำในภาชนะนั้น ใบก็ยังคงความสดพร้อมส่งต่อไปถึงมือผู้ใช้ยังปลายทางที่กระผมเห็นมีการจำหน่ายในตลาดค้าส่งของหลายๆเมืองที่มีขนาดการใช้ใหญ่กว่าในบ้านเรามาก

ด้วยรูปแบบการใช้ที่มีอยู่และมีการพัฒนาจนมีรูปแบบที่ต่างไปจากเดิมก็มิได้หมายความว่าจะหยุดรูปแบบการใช้ไม้ชนิดนี้ไว้เพียงเท่านั้น แต่ยังมีการคิดที่จะนำพืชสกุลนี้ที่รู้ว่ามีอันตรายในเรื่องของความเป็นพิษมาปลูกเสริมคุณค่าให้เป็นอาณาเขตรูปแบบรั้วธรรมชาติ

โดยใช้ไม้สกุลนี้ปลูกลงดินให้เติบโตสร้างเป็นแนวเขตป้องกันสิ่งมีชีวิตหลายประเภทรุกล้ำผ่านแนวกลุ่มไม้ชนิดนี้เข้าไปในเขตพื้นที่สงวน ทั้งยังเป็นรั้วต้นไม้ที่มีความสวยงามไปในตัว ช่วยเป็นแนวป้องกันสัตว์บางประเภทที่มักรู้ตามสัญชาตญาณและรับรู้ได้จากการสัมผัส และโดยทั่วไปไม้ชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่มีความชื้นและร่มเงาจากสภาพแวดล้อมจนปรับตัวให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศนั้นๆได้ดี

และเมื่อเวลาที่ไม่ต้องการแล้วก็สามารถจัดการได้ไม่ยาก ถึงกระนั้นพืชที่ดูน่ากลัวชนิดนี้ก็ยังกลับได้ช่วยเพิ่มมูลค่าและแนวทางการใช้ในรูปแบบการประดับ โดยเฉพาะยิ่งเป็นพืชที่อีกหลาย ๆ คนยังไม่รู้และเข้าใจ ก็มักเกิดความกลัวจนไม่กล้าที่จะปลูกหรือแม้แต่จะเข้าใกล้เสียด้วยซ้ำ ประหนึ่งราวคล้ายกับอสรพิษที่เห็นแต่เพียงภายนอกก็นึกกลัวไว้ก่อน ทั้งที่ส่วนใหญ่อาจแค่มีรูปร่างคล้ายกันแต่ปราศจากพิษ

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีการสอนให้กลัวไว้ก่อน เพราะหากพลาดด้วยความไร้ซึ่งความยำเกรง ก็อาจเกิดสิ่งที่ยากต่อการแก้ไข เมื่อเทียบกับไม้สกุลนี้ คนที่จะใช้หรือมีวิถีร่วมคงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงศักยภาพและข้อจำกัดที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์ที่ดีกว่าเดิมและได้รู้ว่า ไม้ประดับที่เคยถูกกล่าวขานไว้ถึงความน่ากลัวก็อาจช่วยสร้างงาน เพิ่มมูลค่า มีการใช้ได้อย่างหลากหลายให้ได้ตอบโจทย์ในวัตถุประสงค์ของการใช้ได้ในทิศทางที่ต้องการต่อไป

เฉลิมชัย ย้ำทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมืออุทกภัย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403087?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย ย้ำทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมืออุทกภัย

6 ธันวาคม 2562 – 14:23 น.
รับมืออุทกภัย,เฉลิมชัยล่องใต้
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

“เฉลิมชัย” นำทีมลงใต้ ติดตามสถานการณ์น้ำ สร้างความมั่นใจในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ ย้ำทุกจังหวัดเตรียมแผนรับมือเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

6 ธ.ค.2562-นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จังหวัดสงขลา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 15 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 16 และนายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและบรรยายสรุปความก้าวหน้าของโครงการฯ  ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน คลองภูมินารถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1)

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นอย่างมาก จากการลงพื้นที่ติดตามงานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่ตรวจเยี่ยม มีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68 เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในช่วงมรสุมเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคาดว่าหากเกิดฝนตกหนักเหมือนปี 2553 ก็สามารถรับมือได้ จึงขอให้ชาวหาดใหญ่มั่นใจได้

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า อ.หาดใหญ่ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งในปี 2531, 2534 และ ปี 2553 ได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้มีมูลค่าความเสียหาย กว่า 10,000 ล้านบาท เสียหายมากกว่าพื้นที่การเกษตรโดยทั่วไป ดังนั้นได้กำชับให้สำนักชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศเตรียมความพร้อมวางแผนล่วงหน้า  เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากขาดสิ่งใดให้แจ้งมาที่กรมชลประทาน อย่างไรก็ตามนอกจากการป้องกันอุทกภัยแล้ว จะต้องหามาตรการบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เน้นย้ำว่าต้องให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ในเรื่องของงบประมาณการดำเนินงานก่อสร้างต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


ด้าน นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายผ่านคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันแม้ว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่องค์ประกอบหลักเช่น ประตูระบายน้ำหน้าควน 2 ซึ่งเป็นจุดที่จะแบ่งน้ำมาจากคลองอู่ตะเภา ได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งบานระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

สามารถบริหารจัดการน้ำโดยการเปิดปิดบาน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำ ร.1 และคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งได้ทำการปรับปรุงโดยการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างกำแพงคอนกรีต แล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 ในปัจจุบันจะสามารถช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้สูงสุดประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที โดยภาพรวมมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68

“หากโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) แล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศได้เป็นอย่างมาก” นายประพิศ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ปัจจุบันลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ที่สถานีวัดน้ำท่า X.173 A บ้านม่วงก็อง อำเภอสะเดา ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.17 เมตร ที่สถานีวัดน้ำ X.90 บ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.56 เมตร ส่วนที่ประตูระบายน้ำคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 19.34 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.1 เมตร และที่สถานีวัดน้ำ X.44 อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 29.8 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.72 เมตร แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสำนักชลประทานที่ 16 รายงานปริมาณฝนสะสมจังหวัดสงขลา อยู่ที่ 1,402.2 มม. คิดเป็น 71.5% ต่ำกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยสะสม 28.5% ปริมาณอ่างเก็บน้ำขนาดกลางจังหวัดสงขลา จำนวน 3 แห่ง ปริมาณน้ำเก็บกัก 84.161 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 51.554 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61.26% และสภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำอู่ตะเภาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตลอดจนมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา จ.ตรัง จ.พัทลุง และ จ.สตูล มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำไว้ให้เพียงพอ

ตลาดโต ราคาพุ่ง หนุนเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยลดนำเข้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402915?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ตลาดโต ราคาพุ่ง หนุนเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยลดนำเข้า

6 ธันวาคม 2562 – 00:20 น.
เห็ดเยื่อไผ่,กรมวิชาการเกษตร
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

หนุนเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยลดนำเข้าจากต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตร สบช่องเร่งถ่ายทอดผลงานวิจัย ตลาดกำลังโตราคาพุ่ง 2,500-6,000 บาท/กก.  

5 ธันวาคม 2562 หนุนเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยลดการนำเข้าจาก ตปท.กรมวิชาการเกษตร สบช่องตลาด“เห็ดเยื่อไผ่”กำลังโตราคาพุ่ง 2,500-6,000 บาท/กก. เร่งถ่ายทอดผลงานวิจัย“เห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยปลอดสาร”สู่เกษตรกรเพาะเชิงพาณิชย์ เพื่อลดการนำเข้าปีละ 6,500 ตัน เผยสรรพคุณเด็ดต่อต้านอนุมูลอิสระและเป็นยาโป้วสูง

นายจิระ สุวรรณประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่8(สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า   ปัจจุบันเห็ดร่างแหหรือเห็ดเยื่อไผ่นับเป็นเห็ดเศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมของคนไทยอย่างมาก เนื่องจากเห็ดมีสรรพคุณทางยาและคุณค่าทางโภชนาการสูง  อีกทั้งเมือกเห็ดยังมี คุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ จึงทำให้คนไทยหันมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากเห็ดเยื่อไผ่เพิ่มมากขึ้น

สำหรับประเทศจีนถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดการเพาะเห็ดเยื่อไผ่ และเป็นประเทศเดียวในโลกที่เพาะเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์  ซึ่งเป็นสายพันธุ์เห็ดร่างแหกระโปรงยาวสีขาว  ส่วนประเทศไทยมีการนำเข้าเห็ดเยื่อไผ่แห้งมาบริโภคภายในประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 6,500 ตัน  สำหรับลู่ทางตลาดของเห็ดร่างแหหรือเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยมีจุดเด่น คือ ให้ผลผลิตสูง สามารถเพาะได้ตลอดทั้งปี กลิ่นดอกไม่ฉุน ขนาดดอกใหญ่ และหนา เนื้อสัมผัสกรอบ ไม่เปื่อยยุ่ยและปราศจากสารฟอกขาว

ทิศทางตลาดเกษตรกร สามารถส่งผลผลิตเห็ดเยื่อไผ่ชนิดแห้ง เพื่อการแปรรูปเป็นอาหารยังโรงแรมและ ภัตตาคาร ราคาจำหน่ายกิโลกรัมละ 2,500  – 6,000  บาท จากราคาที่จำหน่ายในท้องตลาดอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 500 – 1,000 บาท  เห็ดเยื่อไผ่สด 14 -16 กิโลกรัมทำเห็ดแห้งได้ 1 กิโลกรัมและหากประเทศไทยสามารถส่งเสริมการเพาะเห็ดเยื่อไผ่สายพันธุ์ไทยบริโภคภายในประเทศ และส่งขายตลาดต่างประเทศจะสามารถประหยัดเงินตราอย่างมหาศาลและเป็นการสร้างอาชีพใหม่ให้เกษตรกรไทยมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืนในอนาคต

นายจิระ  กล่าวด้วยว่า   ปัจจุบันการเพาะเห็ดเป็นการค้ามีการขยายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องการเพาะเห็ดให้ผลผลิตเร็ว การลงทุนไม่สูงมากนัก และขั้นตอนการปลูกไม่ซับซ้อนหรือยุ่งยาก และเป็นอาชีพที่สามารถทำรายได้ตลอดปีทําให้มีผู้สนใจที่จะเพาะเห็ดมากขึ้น การเพาะเห็ดให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพต้องเริ่มจากสายพันธุ์เห็ดที่จะนํามาเพาะเลี้ยง เนื่องจากเชื้อเห็ดที่มีการเพาะเลี้ยงในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการคัดเลือกเชื้อพันธุ์จากธรรมชาตินำมาปรับปรุงให้อยู่ในสภาพโรงเรือนเหมาะที่จะปลูกเป็นการค้า

ดังนั้นการคัดเลือก การผสมพันธุ์ การประเมินสายพันธุ์เห็ดสายพันธุ์ต่างๆ ให้ได้สายพันธุ์ที่มีคุณภาพและผลผลิตสูงเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในแต่ละพื้นที่เป็นทางเลือก และพัฒนาวิธีการเพาะเห็ดที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่และแบบการผลิต  ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรมีภารกิจเกี่ยวกับการศึกษา วิจัย และพัฒนาพืชให้ได้พืชพันธุ์ดี เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชสู่กลุ่มเป้าหมายทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ซึ่งการวิจัยและพัฒนาเห็ดก็เป็นอีกผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อการสร้างรายได้เข้าประเทศและส่งเสริมรายได้ให้เกษตรกรไทย

นางสาวนพวรรณ  นิลสุวรรณ   นักวิชาการเกษตรชำนาญการ  สวพ.8   กล่าวว่า   กล่าวถึงแนวทางวิจัยว่า   ได้ทำการคัดเลือกเห็ดร่างแหสายพันธุ์ใหม่ คือเห็ดร่างแหกระโปรงสั้นสีขาวในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง มีจุดเด่นคือ ให้ผลผลิตสูง สามารถเพาะได้ตลอดทั้งปี ไม่มีกลิ่นเหม็น เนื้อสัมผัสกรอบ ไม่เปื่อยยุ่ย และไม่มีการปนเปื้อนของสารปรอทและแคดเมียม

สําหรับคุณค่าโภชนาการ เห็ดร่างแหมีส่วนประกอบของกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้(essential amino acid) 7ชนิดและพบสารสำคัญคือสาร Phosphatidylcholine, สาร Dictyophorine A and B โดยสารดังกล่าวมีส่วนช่วยกระตุ้นการทํางานของเซลล์ประสาทและป้องกันโรคสมองเสื่อมและสารโฟลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารสําคัญในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ในส่วนของสรรพคุณทางยาตําราแพทย์แผนจีน กล่าวว่า หากรับประทานเห็ดร่างแหระยะดอกตูม จะมีฤทธิ์สรรพคุณเป็นยาชูกำลังหรือยาโป้วสูง

นอกจากนี้  ปัจจุบันยังได้มีการต่อยอดเป็นเวชภัณฑ์เครื่องสำอางจากเห็ดเยื่อไผ่  เป็นเซรั่มธรรมชาติโดยสกัดจากเมือกหุ้มดอกเห็ดที่อุดมไปด้วยกรดไฮยาลูรอนิค อัลลันโทอิน ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวพรรณ ลดการระคายเคือง เพิ่มความชุ่มชื้น ช่วยลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยและกำลังพัฒนาเป็นเวชภัณฑ์เครื่องสำอางค์รูปแบบต่างๆและนำวุ้นของเห็ดเยื่อไผ่มาทำเป็นเครื่องดื่มในอนาคตถือว่าการเพาะเห็ดเยื่อไผ่เป็นอีกช่องทางหนึ่งให้กับเกษตรกรที่สนใจทำเป็นอาชีพสร้างรายได้เป็นอย่างดี

ประมงพื้นบ้านแห่ขึ้นทะเบียนเรือคึกคัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402955?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ประมงพื้นบ้านแห่ขึ้นทะเบียนเรือคึกคัก

6 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ขึ้นทะเบียนเรือ,ประมงพื้นบ้าน,กรมประมง,เพชรบุรี
เปิดอ่าน 177 ครั้ง

ประมงพื้นบ้านตื่นตัวขึ้นทะเบียนเรือ ช่วยเข้าถึง มีส่วนร่วมจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเป็นประโยชน์ต่อตนเอง

5 ธันวาคม 2562 นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า  รัฐบาล​ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ​บริหารจัดการกองเรือขนาดเล็ก โดยออกประกาศให้พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือต่ำกว่า 10 ตันกรอส ทั้งที่มีทะเบียนเรือไทยและไม่มีทะเบียนเรือ ดำเนินการแจ้งต่อหน่วยงานกรมเจ้าท่าที่เรือจอดอยู่เพื่อทำการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์​ ภายในวันที่ 16 ธ.ค.2562

ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของเรือและยังไม่ได้จดทะเบียนเรือไทย ให้ยื่นขอหนังสือรับรองตากกรมประมงเพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนเรือกับกรมเจ้าท่าหลังการตรวจวัดขนาดและจัดทำอัตลักษณ์​ โดยให้ยื่นขอหนังสือรับรองได้ที่พื้นที่ประมงกรุงเทพ​ กรมประมง ส่วนต่างจังหวัด​ให้ยื่นที่สำนักงานประมงจังหวัด สำนักงานประมงอำเภอ​ท้องที่ติดทะเลทั้ง 22 จังหวัด​ ภายใน​ 27 ธ.ค.2562 นั้น

โดยจากการติดตามผลการดำเนินงาน​ดังกล่าว​หลังจากที่กรมประมง​ได้ออกประกาศ​เรื่อง หลักเกณฑ์​  วิธีการ​ และเงื่อนไขการขอและออกหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอจดทะเบียนเรือไทยสำหรับเรือประมงพื้นบ้าน พ.ศ.2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้และเริ่มดำเนินการ​ไปเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2562 ที่ผ่านมา

ปรากฏ​ว่าชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต่างๆ ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี มีการเดินทางเข้ามาขอหนังสือรับรองจากหน่วยงานในสังกัดกรมประมงอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งขณะนี้ทั่วประเทศมีจำนวนรวม 2,885 ลำ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธ.ค.2562)​

กรมประมงได้ ติดตาม​การปฏิบัติ​งานของเจ้าหน้าที่ในการออกหน่วยบริการเพื่อออกใบรับรองสำหรับเรือประมงพื้นบ้านให้แก่ชาวประมง ซึ่งจากการออกหน่วยบริการดังกล่าวทำให้ชาวประมงในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ตื่นตัวเป็นอย่างมากกับการขอหนังสือรับรอง

วัดขนาดลำเรือ

เพื่อนำไปประกอบการจดทะเบียนกับกรมเจ้าท่าแล้ว จำนวน 142 ลำ เรือมีทะเบียนใน จ.เพชรบุรี มีจำนวน 576 ลำ และคาดว่าจะมีเรือประมงพื้นบ้านที่ยังไม่ได้มาจดทะเบียนเรือของ จ เพชรบุรี อีกประมาณ 1,000 ลำ อย่างไรก็ตาม​ ยอดรวมเรือมีทะเบียนทั่วประเทศขณะนี้ จำนวน 21,945 ลำ (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ธ.ค.2562)​

สำหรับชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่อื่นๆ กรมประมงขอเน้นย้ำว่าเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ของตน ขอให้​เจ้าของ​เรือประมงพื้นบ้านทุกลำไปแจ้งขอตรวจวัดเรือกับหน่วยงานกรมเจ้าท่า ภายในวันที่ 16 ธ.ค 2562 ส่วนเรือที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเรือต้องมายื่นขอหนังสือรับรองจากกรมประมงภายในวันที่ 27 ธ.ค.62 นี้เท่านั้น หากมีข้อสอบถามให้ติดต่อได้ที่กลุ่มทะเบียนและอนุญาตทำการประมง กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ กรมประมง โทร.02 561 1418 ในวันและเวลาราชการ

“การขึ้นทะเบียนเรือประมงพื้นบ้านเพื่อให้ชาวประมงมีตัวตน ได้เข้าถึง มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง”อธิบดีกรมประมงกล่าว

เกษตรเร่งคลอดกก.แก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีสัปดาห์หน้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402946?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรเร่งคลอดกก.แก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีสัปดาห์หน้า

6 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ลุ่มน้ำชี
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

เกษตรเตรียมเสนอนายกฯตั้งกก.แก้ปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีสัปดาห์หน้า แจงเหตุล่าช้าเพราะรอชื่อตัวแทนเครือข่ายชาวบ้าน 

6 ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่าจากกรณีเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี (คคช.) 200 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่จังหวัดยโสธร

ทั้งนี้เพื่อทวงสัญญาให้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการก่อสร้างเขื่อนรัอยเอ็ด ยโสธร-พนมไพร และเขื่อนธาตุน้อยลุ่มน้ำชี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น

ล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเขื่อนลุ่มน้ำชีภายในสัปดาห์หน้าและจะนัดประชุมเพื่องางแนวทางแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในลุ่มน้ำขีต่อไป

ส่วนสาเหตุที่ล่าช้าไปบ้างเพราะต้องรอรายชื่อกรรมการภาคประชาชนที่ส่งให้หลังจากวันที่ได้พบปะกันที่กระทรวงเกือบ 1 เดือน และได้ส่งรายชื่อให้กรมชลประทาน ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการดำเนินตรวจสอบให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่กำหนด

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯได้ประสานกรมชลประทานทันทีและได้รับรายงานว่า ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ กรมชลประทานจะเสนอคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการไปยังปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ลงนามถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อเซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวภายในเดือนธันวาคมเพื่อดำเนินการจัดประชุมโดยเร็วต่อไป

นายอลงกรณ์บอกด้วยว่าที่ผ่านมา ฝ่ายเลขานุการได้เร่งรัดจัดประชุมคณะกรรมการร่วมผู้ได้รับผลกระทบจากฝายราษีไศล และฝายหัวนา จ.ศรีษะเกษ 3 ครั้ง คือวันที่ 14 วันที่ 26 และวันที่ 28 จนมีความคืบหน้าเป็นที่พอใจของทุกฝ่ายตามที่ทางกลุ่มสมัชชาคนจนได้เดินทางมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

ยังสับสน…จี้คกก.วัตถุอันตรายชี้ชัดมติอย่างเป็นทางการ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/402802?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ยังสับสน…จี้คกก.วัตถุอันตรายชี้ชัดมติอย่างเป็นทางการ

5 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,แบน 3 สาร,พาราควอต,อนันต์ สุวรรณรัตน์
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

เฉลิมชัย รอมติอย่างเป็นทางการจากกก.วัตถุอันตราย ขณะนี้ยังชี้ชัดไม่ได้ว่าหน่วยงานใดต้องปฏิบัติอย่างไร ด้านตัวแทนเกษตรกรบอกมึนทำตัวไม่ถูก

5 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าขณะนี้กระทรวงเกษตรฯยังรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการสรุปผลประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา

ซึ่งจะชี้ชัดว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานปฏิบัติต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป สำหรับข้อถกเถียงเรื่องมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายในวันดังกล่าวนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมการวัตถุอันตรายต้องชี้แจงให้ชัดเจน

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า การที่ฝ่ายต่างๆ พูดกันไปพูดกันมายิ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคม แต่แม้ยังไม่มีการแบนสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด คณะทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ยังคงเดินหน้าหาสารและแนวทางในการกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชแบบผสมผสานเพื่อลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมถึงมีนโยบายส่งเสริมการทำเกษตรตามมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้นและประชาชนได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย

“ขอให้ใจเย็นๆ ก่อน หากตอบไปตอนนี้ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน จะยิ่งทำให้เกิดประเด็นทางสังคม โต้กันไปมา จึงขอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายสรุปอย่างเป็นทางการมาว่า หน่วยงานต่างๆ รวมทั้งกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นหน่วยปฏิบัติต้องทำอย่างไรก็จะเร่งดำเนินการตามมติทันที ที่เป็นห่วงมากขณะนี้คือ ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกร และผู้บริโภค “นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้านนายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า ได้นำผู้แทนเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจเข้าพบนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสอบถามแนวทางการปฏิบัติหลังคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเลื่อนการแบนพาราควอตและคลอร์ไพรฟอสออกไป 6 เดือนและจำกัดการใช้ไกลโฟเซตเนื่องจากขณะนี้เกษตรกรปฏิบัติตัวไม่ถูก

ทั้งนี้เห็นว่า  หากมติเป็นเช่นนั้น ต้องดำเนินมาตรการจำกัดการใช้ทั้ง 3 สารตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 ฉบับซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ดังนั้นกรมวิชาการเกษตรต้องอบรมเกษตรกรการใช้สารเคมีการเกษตรทั้ง 3 ชนิดต่อ จากเดิมที่อบรมไปประมาณ 466,000 กว่าคน จากเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิดประมาณ 1.5 ล้านคนเพื่อที่เกษตรกรจะได้ใช้สารเคมีทางการเกษตรได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อันจะส่งผลให้เกิดความปลอดภัยทั้งแก่เกษตรกรและผู้บริโภคทั้งประเทศ