เตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงรับมือแมลงดำหนามมะพร้าว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงรับมือแมลงดำหนามมะพร้าว

10 ธันวาคม 2562 – 09:50 น.
แตนเบียน,กรมส่งเสริมการเกษตร,สวนมะพร้าว,แมลงดำหนาม
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

รับมือแมลงดำหนามมะพร้าว พร้อมเตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าวสม่ำเสมอ จะป้องกันศัตรูพืชเข้าทำลายทันเวลา ช่วยลดความเสียหายผลผลิต

10 ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมรับมือแมลงดำหนามมะพร้าว พร้อมเตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าวสม่ำเสมอ จะป้องกันศัตรูพืชเข้าทำลายทันเวลา ช่วยลดความเสียหายผลผลิตได้

ในช่วงฤดูแล้ง สภาพอากาศแห้งจะเหมาะสมกับการระบาดของแมลงดำหนามในมะพร้าว กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวในทุกภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวที่สำคัญ ต้องหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบการเข้าทำลายของศัตรูพืชจะแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อรับมือกับการระบาดของแมลงดำหนามในช่วงฤดูแล้ง และลดความเสียหายต่อผลผลิตมะพร้าวของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดที่มีแหล่งปลูกมะพร้าว ส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืชลงพื้นที่สำรวจการเข้าทำลาย และชี้แจงทำความเข้าใจ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสวนมะพร้าวให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดชลบุรี ดำเนินการผลิตขยายพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าวสนับสนุนให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ที่มีศักยภาพในพื้นที่ เพื่อนำไปผลิตขยายและมอบให้กับเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวที่มีพื้นที่ระบาดของแมลงดำหนามนำไปปล่อยควบคุมการระบาดเป็นระยะๆ แล้ว

สำหรับแตนเบียนแมลงดำหนามชนิดนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรเคยดำเนินการผลิตและปล่อยเพื่อควบคุมการระบาดของแมลงดำหนามอย่างได้ผลมาแล้วในพื้นที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สามารถช่วยลดความเสียหายของผลผลิตมะพร้าวได้ดี แต่เนื่องจากวิธีการผลิตค่อนข้างยุ่งยากจึงทำให้เกษตรกรผลิตได้น้อย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) จึงต้องดำเนินการผลิตขยายเพื่อสนับสนุนให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าว หากพบการเข้าทำลายของแมลงดำหนามระยะแรก จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันสถานการณ์ และลดความเสียหายต่อผลผลิตมะพร้าวได้

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับ “แมลงดำหนาม” ปัจจุบันถือว่าเป็นแมลงศัตรูมะพร้าวประจำถิ่น พบการเข้าทำลายมะพร้าวได้ตลอดทั้งปี โดยจะระบาดรุนแรงในช่วงฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน – เดือนเมษายน) ทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยของแมลงดำหนามมะพร้าวจะซ่อนตัวในใบอ่อนและกัดกินยอดอ่อน โดยเฉพาะยอดที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของมะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต

หากต้นมะพร้าวถูกทำลายรุนแรงติดต่อกัน ทำให้ทางใบที่ถูกทำลายแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล มองเห็นเป็นสีขาวโพลนชัดเจน หรือที่ชาวสวนมะพร้าวมักเรียกว่า “โรคหัวหงอก” หากเกษตรกรพบการระบาดไม่รุนแรง สามารถใช้วิธีตัดยอดที่ถูกแมลงดำหนามทำลายออกแล้วนำไปทำลายนอกแปลงปลูก หรือปล่อยแมลงหางหนีบ หรือแตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าว หรือใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซียม ช่วยควบคุมการระบาดได้

ส่วนกรณีพบการระบาดของแมลงดำหนามในระดับรุนแรง ให้เกษตรใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ มะพร้าวต้นเตี้ยใช้สารเคมี cartap hydrochloride 4% GR อัตรา 30 กรัม/ต้น ห่อใส่ถุงผ้าเหน็บไว้ที่ยอดมะพร้าว จะมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้นาน 1 เดือน สำหรับมะพร้าวต้นสูงให้ใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ฉีดเข้าลำต้น อัตรา 50 ซีซี/ต้น จะมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้นานไม่น้อยกว่า 2 เดือน

อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคากุ้งตก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคากุ้งตก

10 ธันวาคม 2562 – 09:17 น.
กุ้งขาวแวนนาไม,ส่งออก,ราคาลดต่ำ,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

เร่งแก้ปัญหากุ้งราคาตก ภาครัฐลุยอัดแคมเปญ ช่วยเกษตรกรพยุงราคา

10 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ราคาซื้อขายกุ้งขาวแวนนาไมที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – กันยายน ปี 2562

โดยพบว่า กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 139 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 6  เนื่องจากไทยส่งออกกุ้งลดลง ปริมาณส่งออก 126,658 ตัน (ลดลงร้อยละ 5) คิดเป็นมูลค่า 37,531 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 10) เนื่องจากราคากุ้งไทยมีราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง จึงส่งผลการส่งออกกุ้งไทยไปตลาดโลกลดลง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท ความสามารถในการแข่งขันของไทยจึงลดลงไปด้วย

นอกจากนี้ ทางผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปขาดสภาพคล่อง รวมทั้งเลิกกิจการไปบางส่วนความต้องการกุ้งเพื่อส่งออกจึงน้อยลง และกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับความเดือดร้อนจากราคากุ้งที่ตกต่ำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. และ กรมประมง ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคากุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยการนำผลผลิตส่วนเกินกุ้งออกจากตลาด จำนวน 40,000 ตัน และกำหนดราคาเป้าหมายที่เกษตรกรขายได้ให้กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม อยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท

นางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า สำหรับมาตรการช่วยแก้ไขปัญหาราคากุ้ง กรมการค้าภายใน ได้เตรียมดำเนินการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพิ่ม จำนวน 30,000 ตัน  วงเงินกู้ 5,000 ล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 75 ล้านบาท และการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพื่อเก็บในสต๊อก ระยะเวลา 3 เดือน จำนวน 10,000 ตัน วงเงินกู้ 1,500 ล้านบาท ชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 22.50 ล้านบาท และชดเชยค่าเก็บกิโลกรัมละ 1 บาท เป็นเงิน 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 32.50 ล้านบาท  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งจัดทำโครงการและมาตรการดังกล่าว

นอกจากนี้ เตรียมขยายการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ให้มากขึ้น โดยให้กรมการค้าต่างประเทศจัดทีมเจรจาระหว่างผู้ประกอบการส่งออกไทยกับผู้ประกอบการนำเข้ารายใหม่ๆ พร้อมกับส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ โดยให้กรมการค้าภายในจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภค เช่น นำกุ้งจากฟาร์มเกษตรกรจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น การขายออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปีที่เป็นช่วงเทศกาลที่ผู้บริโภคภายในประเทศจะซื้อกุ้งในราคาถูกลงกว่าท้องตลาดทั่วไป ซึ่งเชื่อมั่นว่า มาตรการดังกล่าว จะสามารถช่วยยกระดับราคากุ้ง ให้สูงขึ้นได้อย่างแน่นอน

ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาประกันราคารับซื้อ 8 บาท/กก.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403524?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาประกันราคารับซื้อ 8 บาท/กก.

10 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ข้าวโพดหลังนา,กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์จับมือบริษัทผลิตอาหารสัตว์ประกันราคารับซื้อ 8 บาท/กก. ความชื้นไม่เกิน 14.5 %

10  ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ หลังประสบผลสำเร็จปีที่ผ่านมาช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร เบื้องต้นเปิดรับสหกรณ์สนใจร่วมโรงการแล้ว 156 แห่ง พื้นที่ 156,203 ไร่ จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 100  ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี  ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปลงทุนเพาะปลูก พร้อมประสานบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์เปิดจุดรับซื้อประกันราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก. ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5 %

นายพิเชษฐ์ วิริยะหาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมฯได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ ปีการผลิต  2562/2563  ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการนี้เมื่อปีที่ผ่านมาสหกรณ์ได้ลงไปส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ลดพื้นที่ทำนาปรังหันมาปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีหน่วยงานต่าง  ๆ เข้าไปให้การสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ ตั้งแต่การเตรียมดิน การดูแลพื้นที่เพาะปลูก

ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งจำหน่ายให้กับบริษัทเอกชน ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ได้เข้ามาเปิดจุดรับซื้อจากสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับสหกรณ์มีรายได้ดีกว่าการทำนา เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน รวมถึงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย สามารถปลูกได้ผลดีในช่วงหน้าแล้ง

ขณะนี้กรมฯได้สำรวจสหกรณ์ที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมโครงการในปีนี้ และย้ำว่าต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ ต่อการเพาะปลูก และเกษตรกรต้องลงมือปลูกไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2563 เพื่อจะเก็บเกี่ยวได้ทันในช่วงฤดูแล้ง เบื้องต้น มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา 156 สหกรณ์ ใน 33 จังหวัด สมาชิก  21,392  ราย พื้นที่ประมาณ 156,203 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ  1.5 – 2 แสนตัน

มีสหกรณ์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จำนวน  74 สหกรณ์ สมาชิกประมาณ  13,971 ราย กรมฯจึงได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 100 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ไปให้สมาชิกลงทุนช่วงเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูกและจัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริการสมาชิก โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1 %  ปัจจุบันมีสหกรณ์ ขอกู้เงินดังกล่าวแล้ว  39 สหกรณ์ สมาชิก  3,050  ราย  วงเงิน  38.9  ล้านบาท

สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้เคยร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีที่ผ่านมา และปีนี้ต้องการให้สหกรณ์ทำโครงการนี้อีก ซึ่งเราจะนำปัญหาอุปสรรคเมื่อปีที่แล้วมาปรับปรุงและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ ทั้งในเรื่องเกษตรกรขาดความรู้ในการปลูกข้าวโพด ปัญหาโรคแมลงระบาด  เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนด และฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ ซึ่งได้เน้นย้ำให้สหกรณ์เข้าไปแนะนำสมาชิก ดูแลระหว่างการปลูก และการรวบรวมผลผลิต

โดยกรมฯได้ประสานหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลด้านการผลิต ส่งนักการเกษตรลงพื้นที่  เพื่อไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การเตรียมแปลงปลูก การดูแลผลผลิต การให้ปุ๋ย ให้น้ำการกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช สำหรับตลาดรับซื้อขณะนี้ได้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์กับสหกรณ์ ซึ่งจะมีการกำหนดจุดรับซื้อร่วมกัน และประกันราคารับซื้อข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้น  14.5% ซึ่งเป็นราคา ณ หน้าโรงงาน หากความชื้นมากกว่านั้น จะมีการระบุราคารับซื้อตามอัตราความชื้นที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร“ นายพิเชษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ กรมฯได้กำหนดห้วงเวลาดำเนินการ ในการชี้แจงโครงการ การเตรียมเมล็ดพันธุ์และการดูแลการปลูก 30 พฤศจิกายน 2562 –  15 มกราคม 2563  การทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2562 –  15 มกราคม 2563 และคาดว่าจะเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้บริษัทคู่ค้าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป

สหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403543?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์

9 ธันวาคม 2562 – 14:45 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,ข้าวโพดหลังนา
เปิดอ่าน 21 ครั้ง

สหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ หลังประสบผลสำเร็จปีที่ผ่านมาช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร เบื้องต้นเปิดรับสหกรณ์สนใจร่วมโรงการแล้ว 156 แห่ง พื้นที่ 156,203 ไร่ จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 100  ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี  ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปลงทุนเพาะปลูก  พร้อมประสานบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์เปิดจุดรับซื้อประกันราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก. ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5 %

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมฯได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ ปีการผลิต  2562/2563  ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการนี้เมื่อปีที่ผ่านมา             สหกรณ์ได้ลงไปส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ลดพื้นที่ทำนาปรังหันมาปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีหน่วยงานต่าง  ๆ เข้าไปให้การสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ ตั้งแต่การเตรียมดิน การดูแลพื้นที่เพาะปลูก ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งจำหน่ายให้กับบริษัทเอกชน

ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ได้เข้ามาเปิดจุดรับซื้อจากสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับสหกรณ์มีรายได้ดีกว่าการทำนา เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน รวมถึงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย สามารถปลูกได้ผลดีในช่วงหน้าแล้ง ขณะนี้กรมฯได้สำรวจสหกรณ์ที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมโครงการในปีนี้ และย้ำว่าต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ ต่อการเพาะปลูก และเกษตรกรต้องลงมือปลูกไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2563 เพื่อจะเก็บเกี่ยวได้ทันในช่วงฤดูแล้ง                    

เบื้องต้น มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา 156 สหกรณ์ ใน 33 จังหวัด สมาชิก  21,392  ราย พื้นที่ประมาณ 156,203 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ  1.5 – 2 แสนตัน  และมีสหกรณ์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จำนวน  74 สหกรณ์ สมาชิกประมาณ  13,971 ราย กรมฯจึงได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 100 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ไปให้สมาชิกลงทุนช่วงเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูก                    และจัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริการสมาชิก โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1 %  ปัจจุบันมีสหกรณ์             ขอกู้เงินดังกล่าวแล้ว  39 สหกรณ์ สมาชิก  3,050  ราย  วงเงิน  38.9  ล้านบาท
“ สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้เคยร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีที่ผ่านมา และปีนี้ต้องการให้สหกรณ์ทำโครงการนี้อีก ซึ่งเราจะนำปัญหาอุปสรรคเมื่อปีที่แล้วมาปรับปรุงและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ ทั้งในเรื่องเกษตรกรขาดความรู้ในการปลูกข้าวโพด ปัญหาโรคแมลงระบาด  เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนด และฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ ซึ่งได้เน้นย้ำให้สหกรณ์เข้าไปแนะนำสมาชิก ดูแลระหว่างการปลูก และการรวบรวมผลผลิต”

อย่างไรก็ตาม กรมฯได้ประสานหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลด้านการผลิต ส่งนักการเกษตรลงพื้นที่  เพื่อไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การเตรียมแปลงปลูก การดูแลผลผลิต การให้ปุ๋ย ให้น้ำ               การกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช สำหรับตลาดรับซื้อขณะนี้ได้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์                   กับสหกรณ์ ซึ่งจะมีการกำหนดจุดรับซื้อร่วมกัน และประกันราคารับซื้อข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น  14.5% ซึ่งเป็นราคา ณ หน้าโรงงาน หากความชื้นมากกว่านั้น จะมีการระบุราคารับซื้อตามอัตราความชื้นที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร
ทั้งนี้ กรมฯได้กำหนดห้วงเวลาดำเนินการ ในการชี้แจงโครงการ การเตรียมเมล็ดพันธุ์และการดูแลการปลูก 30 พฤศจิกายน 2562 –  15 มกราคม 2563  การทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2562 –  15 มกราคม 2563 และคาดว่าจะเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้บริษัทคู่ค้าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป

“เฉลิมชัย” ติดตามสถานการณ์น้ำภาคใต้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403527?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เฉลิมชัย” ติดตามสถานการณ์น้ำภาคใต้

9 ธันวาคม 2562 – 14:05 น.
กรมชล,เฉลิมชัย
เปิดอ่าน 15 ครั้ง

“เฉลิมชัย” ติดตามสถานการณ์น้ำภาคใต้

“เฉลิมชัย” นำทีมลงใต้ ติดตามสถานการณ์น้ำ สร้างความมั่นใจในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ ย้ำทุกจว.เตรียมแผนรับมือเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

เมื่อเร็ว ๆ นี้  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) จังหวัดสงขลา โดยมี นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 15 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 16 และนายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องให้การต้อนรับและบรรยายสรุปความก้าวหน้าของโครงการฯ  ณ สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 11  อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก่อนลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณก่อสร้างประตูระบายน้ำหน้าควน คลองภูมินารถดำริ (คลองระบายน้ำ ร.1)

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่เป็นอย่างมาก จากการลงพื้นที่ติดตามงานก่อสร้างปรับปรุงคลองระบายน้ำ ร.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่ตรวจเยี่ยม มีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68 เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งวางแผนและเตรียมความพร้อมล่วงหน้าในการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในช่วงมรสุมเพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งคาดว่าหากเกิดฝนตกหนักเหมือนปี 2553 ก็สามารถรับมือได้ จึงขอให้ชาวหาดใหญ่มั่นใจได้

รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า อ.หาดใหญ่ ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งในปี 2531, 2534 และ ปี 2553 ได้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้มีมูลค่าความเสียหาย กว่า 10,000 ล้านบาท เสียหายมากกว่าพื้นที่การเกษตรโดยทั่วไป ดังนั้นได้กำชับให้สำนักชลประทานทุกแห่งทั่วประเทศเตรียมความพร้อมวางแผนล่วงหน้า  เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หากขาดสิ่งใดให้แจ้งมาที่กรมชลประทาน อย่างไรก็ตามนอกจากการป้องกันอุทกภัยแล้ว จะต้องหามาตรการบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป เน้นย้ำว่าต้องให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ในเรื่องของงบประมาณการดำเนินงานก่อสร้างต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้โครงการแล้วเสร็จ สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


ด้าน นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) เป็นโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำคลองระบายน้ำ ร.1 จากเดิมสามารถระบายน้ำได้ 465 ลบ.ม./วินาที เพิ่มเป็น 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่ระบายผ่านคลองอู่ตะเภาในอัตรา 465 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถเพิ่มศักยภาพในการระบายน้ำได้สูงสุดรวมกันประมาณ 1,665 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันแม้ว่าคลองระบายน้ำ ร.1 จะยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่องค์ประกอบหลักเช่น ประตูระบายน้ำหน้าควน 2 ซึ่งเป็นจุดที่จะแบ่งน้ำมาจากคลองอู่ตะเภา ได้ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งบานระบายน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถบริหารจัดการน้ำโดยการเปิดปิดบาน เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองระบายน้ำ ร.1 และคลองระบายน้ำ ร.1 ซึ่งได้ทำการปรับปรุงโดยการขุดขยายความกว้างของคลองระบายน้ำจากเดิมท้องคลองกว้าง 24 เมตร ขยายเป็น 70 เมตร พร้อมทั้งก่อสร้างกำแพงคอนกรีต แล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 80 ทำให้คลองระบายน้ำ ร.1 ในปัจจุบันจะสามารถช่วยในการระบายน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้สูงสุดประมาณ 1,000 ลบ.ม./วินาที โดยภาพรวมมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 68

“หากโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอหาดใหญ่ (ระยะที่ 2) แล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศได้เป็นอย่างมาก” นายประพิศ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ปัจจุบันลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ที่สถานีวัดน้ำท่า X.173 A บ้านม่วงก็อง อำเภอสะเดา ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.17 เมตร ที่สถานีวัดน้ำ X.90 บ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 6.56 เมตร ส่วนที่ประตูระบายน้ำคลองอู่ตะเภา อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 19.34 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่ง 6.1 เมตร และที่สถานีวัดน้ำ X.44 อำเภอหาดใหญ่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 29.8 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 6.72 เมตร แนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนสำนักชลประทานที่ 16 รายงานปริมาณฝนสะสมจังหวัดสงขลา อยู่ที่ 1,402.2 มม. คิดเป็น 71.5% ต่ำกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยสะสม 28.5% ปริมาณอ่างเก็บน้ำขนาดกลางจังหวัดสงขลา จำนวน 3 แห่ง ปริมาณน้ำเก็บกัก 84.161 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 51.554 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61.26% และสภาพน้ำท่าในลุ่มน้ำอู่ตะเภาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ตลอดจนมีการวางแผนเตรียมความพร้อมเผชิญเหตุและป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เฝ้าระวัง ทั้ง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา จ.ตรัง จ.พัทลุง และ จ.สตูล มีการเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำไว้ให้เพียงพอ

แปลงนาฟ้าห่มปก…หลอกข้าวให้งอก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403396?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แปลงนาฟ้าห่มปก…หลอกข้าวให้งอก

9 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ดอยฟ้าฟ่มปก,ข้าวทนหนาว,กรมการข้าว
เปิดอ่าน 225 ครั้ง

กรมการข้าว เร่ง วิจัยพันธุ์ข้าวทนหนาวส่งเสริมเกษตรพื้นที่สูงปลูกบริโภค เล็งใช้แผงโซล่าเซลล์ หลอกข้าว หวังเพิ่มผลผลิต หลังพบปัญหาแดดน้อยผลผลิตต่ำ

9 ธันวาคม 2562 นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมดำเนินงานตามแนวทางการส่งเสริมสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านข้าว

โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตข้าว เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการสามารถนำไปพัฒนาอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้และเข้าใจหลักการทรงงานและแนวพระราชดำริให้เกษตรกรและประชาชนประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต

โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริดอยฟ้าห่มปก ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโครงการพระราชดำริใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยฟ้าห่มปก (ชื่อเดิมดอยผ้าห่มปก) ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็น เมฆหมอกปกคลุมยอดดอยตลอดทั้งปี พืชพรรณไม้อุดมสมบูรณ์ ได้ถูกพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดตั้งโครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” เพื่อทดลองให้คนเข้าไปอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ให้ราษฎรผู้เข้าร่วมโครงการมีหน้าที่รักษาป่าไม้ และปลูกป่าไม้เพื่อใช้สอยในชุมชน

โดยจัดตั้งให้ปลูกป่าฟืน ธนาคารฟืน ปลูกไม้ใช้สอยและป่าสน ตลอดจนให้มีการปลูกข้าวและจัดตั้งธนาคารข้าวให้มีเพียงพอต่อบริโภคตลอดทั้งปี ทั้งนี้ กรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง ได้ศึกษาและพัฒนาพันธุ์ข้าวทนหนาว ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เนื่องจากสภาพพื้นที่ของโครงการฯ มีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำ ความเข้มของแสงน้อย สภาพแวดล้อมดังกล่าวไม่เหมาะสมกับพันธุ์ข้าวที่ปลูกโดยทั่วไป

ผลจากนำพันธุ์ข้าวมาปลูกทดสอบ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ MHSC13001-DPK-1, MHSC13001-DPK-2, MHSC13001-DPK-3 และพันธุ์ขะสอ112 (CK) เบื้องต้นพบว่า ทั้ง 4 สายพันธุ์ สามารถติดเมล็ดให้ผลผลิตข้าวได้ โดยมีสายพันธุ์ MHSC13001-DPK-3 ให้ผลผลิตเฉลี่ยมากที่สุดคือ 41.9 กก./ไร่ รองลงมาคือ MHSC13001-DPK-2 (26.0 กก./ไร่) MHSC13001-DPK-1 (14.6 กก./ไร่)  และขะสอ112 (CK) (1.6 กก./ไร่) ตามลำดับ

แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความสำเร็จที่มีมากขึ้นของการปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตในพื้นที่โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยฟ้าห่มปก เพราะค้นพบพันธุ์ที่สามารถปลูกและให้ผลผลิตภายใต้ข้อจำกัดของสภาพภูมิอากาศของพื้นที่โครงการได้ แต่ก็ยังคงจำเป็นต้องมีการทดสอบ และพัฒนาพันธุ์ต่อไป เนื่องจากสายพันธุ์ข้าว MHSC13001-DPK-3 ที่ให้ผลผลิตมากที่สุดถึง 41 กก./ไร่ แต่ยังมีข้อจำกัดอื่นคือ พื้นที่ปลูกข้าวที่โครงการฯ จัดสรรให้เพียงครอบครัวละ 4 ไร่ (เนื่องจากพื้นที่โครงการตั้งอยู่ในเขตป่าต้นน้ำ) ผลผลิตที่จะได้จึงยังไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคแน่นอน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการ จึงจำเป็นต้องทดสอบและพัฒนาด้านเทคโนโลยีควบคู่กัน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการติดเมล็ดของพันธุ์ดังกล่าวด้วย

“ด้วยข้อจำกัดของสภาพอากาศไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการปลูกข้าวที่ต้องการแสงแดดในระยะเวลานานถึง 10-12 ชั่วโมงต่อวันแต่พื้นที่นี้แสงแดดน้อย จึงมีแนวคิดที่จะนำแผงโซล่าเซลส์มาใช้เป็นการหลอกข้าว ช่วยเพิ่มแสงให้นานขึ้น  เหมือนปลูกดอกเบญจมาศที่ใช้ไฟนีออนในช่วงกลางคืน  อย่างไรก็ตามระหว่างรอผลผลิตข้าว เกษตรกรต้องปลูกพืชเศรษฐกิจไปก่อน  ทั้งนี้ในอนาคตอาจปลูกข้าวแบบรวมกลุ่มและนำข้าวมาแบ่งกัน”

“กรมการข้าว มุ่งสืบสาน รักษา ต่อยอด งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นำศาสตร์พระราชาไปขยายผลสู่พี่น้องชาวนา ให้มีรายได้และอาชีพที่มั่นคงขึ้น พร้อมกันนี้ กรมการข้าวยังมุ่งมั่นในการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ทนต่อสภาพอากาศและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีพันธุ์ข้าวที่ดี ใช้เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สำคัญในการผลิตข้าวคุณภาพต่อไป” รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ฟางข้าวอัดก้อนทำอาหารสัตว์ลดโลกร้อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403388?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ฟางข้าวอัดก้อนทำอาหารสัตว์ลดโลกร้อน

9 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ฟางข้าว,กรมส่งเสริมการเกษตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,เกษตรจังหวัดนครพนม
เปิดอ่าน 119 ครั้ง

เกษตรนครพนม แนะเกษตรกรนำฟางข้าวนำมาอัดก้อนทำอาหารสัตว์ ลดภาวะโลกร้อน

9 ธันวาคม 2562 หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีแล้วเสร็จ จะมีฟางข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวจำนวนมากในพื้นที่การเกษตร ซึ่งหากเกษตรกรปล่อยทิ้งไว้ฟางข้าวก็จะย่อยสลายกลายเป็นอินทรียวัตถุ เพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้แก่ดิน

นอกจากนี้ฟางข้าวยังสามารถนำมาทำอาหารสัตว์ เช่น การอัดก้อน และการหมักโดยวิธีต่างๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิตให้กับเกษตร อีกทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น สำหรับการนำฟางข้าวมาอัดเป็นก้อนเพื่อเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญให้กับ โค – กระบือ ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงที่หญ้าสดในธรรมชาติขาดแคลน จึงต้องมีการเตรียมการสะสมอาหาร และเก็บไว้จำหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทาง

นายร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า ในช่วงของเดือนพฤศจิกายนของทุกปีนั้น เป็นช่วงที่เกษตรกรทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีในพื้นที่ และเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จเกษตรกรบางรายจะทำการเผาฟางข้าว เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรังหรือทำการเพาะปลูกพืชอื่น ส่งผลให้เกิดฝุ่น ควัน และก๊าซพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

รวมทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน ปัญหาฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำท่วมขัง และที่สำคัญการเผายังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรตรา 220 คือ หากผู้ใดที่กระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้จะเป็นของตนเองจนน่าจะก่อให้เกิดอันตรายกับบุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่น จะต้องระวางจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท จะเห็นว่าแม้จะเป็นพื้นที่ของตนเองก็ตาม สำหรับเกษตรกรบางรายแล้วฟางข้าวถือว่ามีประโยชน์มาก สามารถนำมาอัดเป็นก้อน เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารของสัตว์เลี้ยง ทำให้ลดต้นทุนในการผลิตลงได้มาก

เกษตรจังหวัดนครพนม เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ฟางข้าว หรือวัสดุทางการเกษตรอื่นๆ เกษตรกรสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น การทำปุ๋ยหมัก หมักเป็นอาหารสัตว์ ใช้คลุมดิน เป็นวัสดุเพาะเห็ด เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุ และความชุ่มชื้นให้กับดิน เป็นต้น

สำหรับประโยชน์ของฟางข้าว มีประโยชน์และคุณค่าทางอาหาร ได้แก่ โปรตีน 3.44% ไขมัน 1.88% เยื่อใย 37.48% ปริมาณเถ้า 12.30% ฟอสฟอรัส (P2O5) 0.11% (กองอาหารสัตว์, 2548) การนำฟางข้าว มาเลี้ยง โค – กระบือ เพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้สัตว์เลี้ยงได้รับสารอาหารต่างๆ ไม่เพียงพอ และมีผลทำให้น้ำหนักของสัตว์ลดลง จึงควรนำฟางข้าวมาปรุงแต่ง ร่วมกับวัสดุอื่น หรือ การทำฟางหมักยูเรีย เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนในการผลิตให้กับเกษตรกร และเป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น ช่วยรักษาและลดมลภาวะของสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

สำหรับฟางข้าวเมื่อมีการอัดก้อนแล้ว จะมีการจำหน่ายในราคา 25 บาท/ก้อน ทำให้เกษตรกรบางรายนิยมอัดฟางก้อนไว้เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยง โค – กระบือ เป็นการสร้างรายได้เสริมหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปี และเพื่อใช้ประโยชน์จากฟางข้าว จากเดิมที่เผาทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าปลีก ร้านอาหารหรือแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมักจะซื้อมาตกแต่งร้านให้สวยงาม นับเป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ภาพ ข่าว  ว่าที่ ร.ต.อาทิตย์ อุ่นนาแซง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม

อลงกรณ์ ยืนยันปัญหาประมงจบภายในเดือนนี้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403419?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อลงกรณ์ ยืนยันปัญหาประมงจบภายในเดือนนี้

8 ธันวาคม 2562 – 17:54 น.
ประมง,อลงกรณ์,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

อลงกรณ์ แจงข้อเรียกร้องสมาคมประมง ยืนยันแก้ปัญหาคืบหน้า 3 โครงการเร่งด่วน เชื่อจบภายในเดือนนี้

8 ธันวาคม 2562 “อลงกรณ์”แจงข้อเรียกร้องสมาคมประมง ยืนยันแก้ปัญหาคืบหน้าโดยเฉพาะ3โครงการเร่งด่วน”สินเชื่อ-เรือออกนอกระบบ-แรงงานขาดแคลน”เชื่อจบจบภายในเดือนนี้ เตรียมประชุมร่วมสมาคมประมงและทุกหน่วยงาน 12 ธ.ค.นี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของชาวประมง 22 จังหวัดที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงเป็นวาระเร่งด่วนโดยเฉพาะ 3 เรื่องใหญ่คือโครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องและโครงการนำเรือออกนอกระบบวงเงินเกือบ 2 หมื่นล้านได้ส่งถึงคณะรัฐมนตรีแล้วรวมทั้งการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงขาดแคลนรอคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีรัฐมนตรีแรงงานเป็นประธานประชุมเห็นชอบภายในเดือนนี้

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชาวประมงอย่างเป็นระบบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีและกรมประมงจัดประชุมร่วมกับสมาคมการประมงทุกประเภททุกจังหวัดและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายนเพื่อแก้ไขปัญหาจนมีความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญภายใต้กลไกคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ร่วมกับคณะอนุกรรมการ 5 คณะ

ทั้งนี้ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์ และการประมงนอกน่านน้ำไทย คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงการเพาะเลี้ยง คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพผลิตผลผละผลิตภัณฑ์และการพาณิชย์ และคณะอนุกรรมการยก ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนพัฒนาการประมง และ ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งสภาการประมงแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันหรือภายในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้กรมประมงยังได้แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขกฎหมายประมงประกอบไปด้วยตัวแทนสมาคมประมงทุกประเภทและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการประมงของไทยทั้งระบบแบบครบวงจร รวมทั้งยังประสานการทำงานกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ของสภาผู้แทนราษฎรอย่างใกล้ชิด

ทุกฝ่ายพยายามแก้ไขปัญหาให้าวประมงให้ลุล่วงเร็วที่สุดภายใต้อำนาจทางการบริหารของรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแต่เรื่องการแก้ไขปัญหากฎหมายไม่สามารถทำได้เร็วนักเพราะต้องผ่านขั้นตอนรัฐบาลและรัฐสภาทั้งยังต้องอยู่คำนึงถึงกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเช่นไอยูยูสำหรับข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับกระทรวงแรงงานกรณีปัญหาการจ่ายเงินเดือนลูกเรือประมงผ่านเอทีเอ็ม.และกระทรวงการคลังกรณีFleet Cardทางกรมประมงจะช่วยประสานงานกับหน่วยงานดังกล่าวต่อไป

ส่วนข้อเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการเยียวยาผลกระทบจากกฎหมายประมงตั้งแต่ปี2558จนถึงปัจจุบันนั้นจะขอความชัดเจนจากสมาคมประมงในที่ประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทยในวันที่12ธ.ค.นี้ที่กรมประมงว่าควรเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีหรือไม่เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงรวมทั้งพิจารณาข้อเรียกร้องต่างๆด้วย
นายอลงกรณ์ ยังได้ชี้แจงประเด็นข้อเรียกร้องของสมาคมประมงที่เกี่ยวข้องกับกรมประมงจำนวน 8 ข้อ คือ1.ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการประมงทั้งหมดหยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง มาเพิ่มเติมขึ้นอีก (ยกเว้นการออก กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่ผ่อนคลายปัญหาให้กับชาวประมง) โดยชี้แจงว่า ปัจจุบันไม่ได้มีการออกกฎหมายที่สร้างภาระแก่ชาวประมงเพิ่มเติม มีแต่การออกกฎกระทรวงที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง

2.ขอให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเร่งด่วนในช่วงที่มีการประชุมสภานิติบัญญัตินี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาปรังปรุงแก้ไขกฎหมายประมงของคณะทำงานร่วมทุกภาคส่วนของกรมประมง ประกอบด้วย ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับประมงพื้นบ้าน จำนวน 3 มาตรา และข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับประมงพาณิชย์ จำนวน 15 มาตรา ทั้งนี้การแก้ไขกฎหมายต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายต่อต้านไอยูยู(IUU fishing combating policy)และนโยบายของรัฐบาลซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและกระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา

3.ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการการซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว โดยขอให้รัฐบาลมีการตั้งงบประมาณจำนวน 1 หมื่นล้าน ในปีงบประมาณ 2563 ในการที่จะนำเรือประมงออกนอกระบบ ทั้งนี้กรมประมงได้เร่งรัดดำเนินการนำเรือประมงออกนอกระบบตั้งแต่ปี 2562 โดยมีการดำเนินการโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 1 จำนวน 305 ลำ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ปีปีงบประมาณ 2562 นำเรือออกนอกระบบจำนวน 252 ลำ งบประมาณ 469,603,900

2.กรมประมงได้จัดทำโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบ ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและหรือมีความประสงค์จะเลิกอาชีพทำการประมง จำนวน 2,768 ลำ งบประมาณ7,143,847,900 บาท ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแล้ว

ส่วนข้อเรียกร้องข้อที่ 4.ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับชาวประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือนธันวาคม 2562  นั้นกรมประมงจัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องประมงพื้นบ้านประมงพาณิชย์และประมงนอกน่านน้ำ วงเงินสินเชื่อรวม 10,300 ล้านบาทขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแล้ว

5.ขอให้กรมประมง กรมจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการอนุญาตให้ใช้กฎหมาย มาตรา 83 แห่ง พรก.การประมง พ.ศ. 2558 ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้นั้น ทางกรมประมงมีมติให้ใช้มาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงโดยเสนอต่อกระทรวงแรงงานในเมื่อเดือนสิงหาคม 2562

ต่อมากระทรวงแรงงานได้ให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนพฤศจิกายนและให้กรมประมงประชุมขอความเห็นชอบจากหน่วยงานกระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานทางด้านความมั่นคง (กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ)และได้ยืนยันผลการประชุมส่งถึงกระทรวงแรงงานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.)ซึ่งมีรมว.แรงงานเป็นประธานเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนธันวาคมนี้

6.เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติด VMS เช่น การชักชวนให้เรือประมงขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอส ทดลองติด VMS ฟรี  กรมประมงยังไม่มีนโยบายในการติดตั้งหรือทดลองใช้แต่อย่างใด ส่วนเรือขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไปได้ออกกฎกระทรวงผ่อนปรน 4 กรณีตามที่สมาคมประมงเสนอก่อนหน้านี้แล้ว

7.ขอให้หยุดการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยทันที ด้วยเหตุผล ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนด พ.ศ. 2558 มาตรา 92 ซึ่งการนำเข้าสัตว์น้ำจะต้องมีการตรวจสอบว่าสัตว์น้ำเหล่านั้นได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามมาตรา 92 วรรคสองและวรรคสาม สินค้าประมงจากต่างประเทศจึงเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงที่ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ต้นทุนสูงกว่า ราคาจึงตกต่ำ เพราะมีการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแบบเสรี ไร้การควบคุม มาสต๊อกไว้เต็มห้องเย็นไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงต้องแก้ไขระเบียบกรมประมงเดิมที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถนำเข้าสัตว์น้ำได้เสรี มีมาตรการปกป้องสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศนั้น

นายลงกรณ์ กล่าวว่า การห้ามนำเข้าสัตว์น้ำเข้ามาในประเทศไม่สามารถกระทำได้เพราะประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อองค์การการค้าโลก(WTO)และเอฟทีเอ.ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี โดยกรมประมงได้สั่งการด่านตรวจสัตว์น้ำทั่วประเทศ จำนวน 27 แห่งทำการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำให้ถูกต้องตามใบอนุญาต และ ตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัดเพื่อดูแลผลประโยชน์ของชาวประมงและราคาสัตว์น้ำในประเทศทั้งนี้ต้องไม่เข้าข่ายการกีดกันทางการค้าจนอาจถูกร้องเรียนหรือตอบโต้ทางการค้า จากมาตรการการตรวจตราและความเข้มงวดในการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศทำให้มีบางจังหวัดที่เป็นด่านนำเข้าสัตว์น้ำถึงกับมีหนังสือจากผู้ว่าราชการจังหวัดขอให้กรมประมงผ่อนปรน

ส่วนข้อเรียกร้องอันสุดท้ายขอให้พิจารณาเพิ่มวันทำการประมงให้กับพี่น้องชาวประมงทั้งประเทศโดยเร่งด่วน เพราะทำให้เกิดปัญหาการประกอบอาชีพขาดทุนมา 4 – 5 ปีแล้ว เนื่องจากมีการกำหนดให้ทำการประมงได้ไม่ทั้งปี แต่ต้องมีรายจ่ายค่าแรงงานตลอดทั้งปีนั้น นายลงกรณ์ กล่าวว่า ในปีการประมง 2562 มีเรือประมงบางส่วนที่ได้รับการจัดสรรปริมาณสัตว์น้ำไว้แล้ว แต่ไม่ได้ออกทำการประมง ทำให้มีปริมาณสัตว์น้ำคงเหลือที่ไม่ได้จับขึ้นมาใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจนำสัตว์น้ำกลุ่มนี้มาจัดสรรเพื่อเพิ่มจำนวนวันทำการประมงได้ ขณะนี้กรมประมงกำลังดำเนินการรวบรวมข้อมูลปริมาณสัตว์น้ำคงเหลือ เพื่อนำมาจัดสรรเพิ่มวันทำการประมงให้กับเรือประมงในปีการประมง 2562

“เข้าใจถึงความเดือนร้อนที่ชาวประมงประสบมา 4 ปีแต่เพียง 4 เดือนที่รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ปัญหาจะให้ลุล่วงสำเร็จทั้งหมดคงไม่ได้ 100 % ขอให้ร่วมกันทำงานต่อไปอย่างจริงจังจริงใจไม่นานปัญหาจะลดลงและหมดไปในที่สุดครับ”นายอลงกรณ์กล่าว

ขอเพลทค่ะ

“อลงกรณ์”แจงข้อเรียกร้องสมาคมประมง ยืนยันแก้ปัญหาคืบหน้าโดยเฉพาะ3โครงการเร่งด่วน”สินเชื่อ-เรือออกนอกระบบ-แรงงานขาดแคลน”เชื่อจบเดือนธันวาคม เตรียมประชุมร่วมสมาคมประมงและทุกหน่วยงาน12ธ.ค.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชี้แจงวันนี้(8ธ.ค.)เกี่ยวกับข้อเรียกร้องของชาวประมง22จังหวัดที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อวันที่6ธันวาคมที่ผ่านมาว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมงเป็นวาระเร่งด่วนโดยเฉพาะ3เรื่องใหญ่คือโครงการสินเชื่อแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องและโครงการนำเรือออกนอกระบบวงเงินเกือบ2หมื่นล้านได้ส่งถึงคณะรัฐมนตรีแล้วรวมทั้งการแก้ไขปัญหาแรงงานประมงขาดแคลนรอคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่มีรัฐมนตรีแรงงานเป็นประธานประชุมเห็นชอบภายในเดือนนี้
นายอลงกรณ์กล่าวว่าเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาชาวประมงอย่างเป็นระบบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีและกรมประมงจัดประชุมร่วมกับสมาคมการประมงทุกประเภททุกจังหวัดและหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายนเพื่อแก้ไขปัญหาจนมีความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญภายใต้กลไกคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ร่วมกับคณะอนุกรรมการ 5 คณะ ประกอบด้วยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพื้นบ้าน คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงพาณิชย์ และการประมงนอกน่านน้ำไทย คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงการเพาะเลี้ยง คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพผลิตผลผละผลิตภัณฑ์และการพาณิชย์ และคณะอนุกรรมการยก ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนพัฒนาการประมง และ ร่างพ.ร.บ.จัดตั้งสภาการประมงแห่งชาติให้แล้วเสร็จภายใน90วันหรือภายในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้กรมประมงยังได้แต่งตั้งคณะทำงานแก้ไขกฎหมายประมงประกอบไปด้วยตัวแทนสมาคมประมงทุกประเภทและหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการประมงของไทยทั้งระบบแบบครบวงจร รวมทั้งยังประสานการทำงานกับคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ของสภาผู้แทนราษฎรอย่างใกล้ชิด
นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายทุ่มเทความพยายามทำงานแทบไม่มีวันหยุดเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวประมงของเราให้ลุล่วงเร็วที่สุดภายใต้อำนาจทางการบริหารของรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแต่เรื่องการแก้ไขปัญหากฎหมายไม่สามารถทำได้เร็วนักเพราะต้องผ่านขั้นตอนรัฐบาลและรัฐสภาทั้งยังต้องอยู่คำนึงถึงกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเช่นไอยูยูสำหรับข้อเรียกร้องที่เกี่ยวกับกระทรวงแรงงานกรณีปัญหาการจ่ายเงินเดือนลูกเรือประมงผ่านเอทีเอ็ม.และกระทรวงการคลังกรณีFleet Cardทางกรมประมงจะช่วยประสานงานกับหน่วยงานดังกล่าวต่อไป ส่วนข้อเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการเยียวยาผลกระทบจากกฎหมายประมงตั้งแต่ปี2558จนถึงปัจจุบันนั้นจะขอความชัดเจนจากสมาคมประมงในที่ประชุมคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทยในวันที่12ธ.ค.นี้ที่กรมประมงว่าควรเป็นคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีหรือไม่เพราะเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงรวมทั้งพิจารณาข้อเรียกร้องต่างๆด้วย

นายอลงกรณ์ยังชี้แจงประเด็นข้อเรียกร้องของสมาคมประมงที่เกี่ยวข้องกับกรมประมงจำนวน8ข้อ
1.ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการประมงทั้งหมดหยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง มาเพิ่มเติมขึ้นอีก (ยกเว้นการออก กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่ผ่อนคลายปัญหาให้กับชาวประมง)
คำชี้แจง: ปัจจุบันไม่ได้มีการออกกฎหมายที่สร้างภาระแก่ชาวประมงเพิ่มเติม มีแต่การออกกฎกระทรวงที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง
2.ขอให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเร่งด่วนในช่วงที่มีการประชุมสภานิติบัญญัตินี้
คำชี้แจง: ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาปรังปรุงแก้ไขกฎหมายประมงของคณะทำงานร่วมทุกภาคส่วนของกรมประมง ประกอบด้วย ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับประมงพื้นบ้าน จำนวน 3 มาตรา และข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับประมงพาณิชย์ จำนวน 15 มาตรา ทั้งนี้การแก้ไขกฎหมายต้องอยู่ภายใต้กรอบนโยบายต่อต้านไอยูยู(IUU fishing combating policy)และนโยบายของรัฐบาลซึ่งต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและกระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา
3.ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการการซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว โดยขอให้รัฐบาลมีการตั้งงบประมาณจำนวน 1 หมื่นล้าน ในปีงบประมาณ 2563 ในการที่จะนำเรือประมงออกนอกระบบ
คำชี้แจง: 1.กรมประมงได้เร่งรัดดำเนินการนำเรือประมงออกนอกระบบตั้งแต่ปี 2562 โดยมีการดำเนินการโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 1 จำนวน 305 ลำ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ปี
ปีงบประมาณ 2562 นำเรือออกนอกระบบจำนวน 252 ลำ งบประมาณ 469,603,900
2.กรมประมงได้จัดทำโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบ ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและหรือมีความประสงค์จะเลิกอาชีพทำการประมง จำนวน 2,768 ลำ งบประมาณ7,143,847,900 บาท
ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแล้ว
4.ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับชาวประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือนธันวาคม 2562
คำชี้แจง: กรมประมงจัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องประมงพื้นบ้านประมงพาณิชย์และประมงนอกน่านน้ำ วงเงินสินเชื่อรวม 10,300 ล้านบาท
ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแล้ว
5.ขอให้กรมประมง กรมจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการอนุญาตให้ใช้กฎหมาย มาตรา 83 แห่ง พรก.การประมง พ.ศ. 2558 ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือนธันวาคม 2562 นี้
คำชี้แจง: กรมประมงมีมติให้ใช้มาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงโดยเสนอต่อกระทรวงแรงงานในเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ต่อมากระทรวงแรงงานได้ให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนพฤศจิกายนและให้กรมประมงประชุมขอความเห็นชอบจากหน่วยงานกระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานทางด้านความมั่นคง (กองทัพเรือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ)และได้ยืนยันผลการประชุมส่งถึงกระทรวงแรงงานเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.)ซึ่งมีรมว.แรงงานเป็นประธานเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนธันวาคมนี้
6.เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติด VMS เช่น การชักชวนให้เรือประมงขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอส ทดลองติด VMS ฟรี
คำชี้แจง: กรมประมงยังไม่มีนโยบายในการติดตั้งหรือทดลองใช้แต่อย่างใด ส่วนเรือขนาด30ตันกรอสขึ้นไปได้ออกกฎกระทรวงผ่อนปรน4กรณีตามที่สมาคมประมงเสนอก่อนหน้านี้แล้ว
7.ขอให้หยุดการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยทันที ด้วยเหตุผล ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนด พ.ศ. 2558 มาตรา 92 ซึ่งการนำเข้าสัตว์น้ำจะต้องมีการตรวจสอบว่าสัตว์น้ำเหล่านั้นได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามมาตรา 92 วรรคสองและวรรคสาม สินค้าประมงจากต่างประเทศจึงเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงที่ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ต้นทุนสูงกว่า ราคาจึงตกต่ำ เพราะมีการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแบบเสรี ไร้การควบคุม มาสต๊อกไว้เต็มห้องเย็นไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงต้องแก้ไขระเบียบกรมประมงเดิมที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถนำเข้าสัตว์น้ำได้เสรี มีมาตรการปกป้องสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศ
คำชี้แจง: การห้ามนำเข้าสัตว์น้ำเข้ามาในประเทศไม่สามารถกระทำได้เพราะประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อองค์การการค้าโลก(WTO)และเอฟทีเอ.ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี โดยกรมประมงได้สั่งการด่านตรวจสัตว์น้ำทั่ว

สูญกว่าสองพันล้านโรคใบร่วงระบาดหนักสวนยาง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สูญกว่าสองพันล้านโรคใบร่วงระบาดหนักสวนยาง

8 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กยท,การยางแห่งประเทศไทย,โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา,ยางพารา
เปิดอ่าน 133 ครั้ง

กยท.เดินหน้ายับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา สูญรายได้2,400 ล้าน ส่อลามพืชอื่นอีกหลายชนิด

8 ธันวาคม 2562 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา (Pestalotiopsis sp., Colletotrichum sp. ) มีการแพร่ระบาดเข้ามาพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

ทั้งนี้เมื่อเดือนกันยายน 2562 ทำให้ต้นยางมีใบร่วงรุนแรง สภาพเสื่อมโทรม ผลผลิตน้ำยางทยอยลดลงๆ ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องหยุดกรีดยาง และขาดรายได้ ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 พบการระบาดของโรคใน 8 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา ตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี รวมพื้นที่ประมาณ 450,433 ไร่

มีเกษตรกรชาวสวนยางทั้งที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท. ได้รับผลกระทบ 43,563 ราย ผลผลิตลดลงประมาณ 60,000 ตัน เกษตรกรสูญเสียรายได้ในภาพรวมมูลค่า 2,400 ล้านบาท และพบการระบาดของโรคนี้ในพืชอื่นบริเวณข้างเคียง เช่น ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน กล้วย มะละกอ มันสำปะหลัง ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก และวัชพืชอีกหลายชนิดด้วยนั้น

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า กยท. ได้ดำเนินการช่วยบรรเทาสถานการณ์การระบาดของโรคไปแล้วหลายวิธี ได้แก่ การสำรวจเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค การประสานขอความร่วมมือ GISTDA ในการประเมินการระบาดของโรคจากการร่วงของใบด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม

การสาธิตการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ฉีดพ่นสารเคมีควบคุมและกำจัดเชื้อรา ในพื้นที่นราธิวาส ตรัง และพังงา นำร่องจังหวัดละ 300 ไร่ รวม 900 ไร่ เร่งศึกษาวิจัยหาเชื้อสาเหตุและกลไกการเข้าทำลาย ทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีในการป้องกันกำจัดในพื้นที่เกิดโรค วิจัยและพัฒนาพันธุ์ต้านทาน

โดยกยท.ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นทั้งในประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร GISTDA และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ANRPC IRRDB รวมถึงประชาสัมพันธ์ข้อมูลการตรวจสอบลักษณะอาการของโรคและคำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรค การกำจัดใบเป็นโรคที่ร่วงหล่นและวัชพืชในสวนยางแก่เจ้าหน้าที่ บุคลากร และเกษตรกรชาวสวนยาง ในพื้นที่ประสบโรคและพื้นที่เสี่ยง

รักษาการ ผวก.กยท. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากยท. มิได้นิ่งนอนใจ ได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการต่างๆ เพื่อป้องกันและเยียวยา แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคที่รวดเร็วและรุนแรง ขณะนี้ กยท.ได้ประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งพร้อมสนับสนุนจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อเดินหน้ามาตรการที่จำเป็นต่อการเร่งยับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค บรรเทาความเดือดร้อน และช่วยเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท.

รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชชนิดอื่นที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้อย่างเร่งด่วน เช่น มาตรการควบคุมและกำจัดโรคในสวนยางพาราที่พบการระบาดแล้ว จำนวนพื้นที่ 500,000 ไร่ โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา มาตรการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด จำนวน 50,000 ราย มาตรการป้องกันโรคในสวนยางในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง จำนวนพื้นที่ 2,000,000 ไร่ โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา การจัดการธาตุอาหารพืชให้ต้นยางสมบูรณ์แข็งแรง  มาตรการเฝ้าระวัง เตือนภัยและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค

รวมถึงมาตรการเตรียมความพร้อมในการรับมือการแพร่ระบาดของโรคในภาคส่วนของเกษตรกร เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการร่วมมือป้องกันกำจัดโรคนี้ ทั้งหมดนี้ คาดว่าจะช่วยยับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคและจัดการปัญหาให้คลี่คลายโดยเร็วต่อไป สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่เจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนี้ ติดต่อขอคำปรึกษาและข้อแนะนำได้จาก กยท. ในพื้นที่ใกล้บ้าน

เตือนกะหล่ำ ผักกาดระวังโรคราน้ำค้างระบาดหน้าหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403269?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนกะหล่ำ ผักกาดระวังโรคราน้ำค้างระบาดหน้าหนาว

8 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ผักคะน้า,กรมวิชาการเกษตร,โรคราน้ำค้างระบาด,ผักกาด
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

กรมวิชาการเกษตรแนะผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาดระวังโรคราน้ำค้างระบาดในฤดูหนาว

8 ธันวาคม 2562 น.ส. เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ช่วงนี้อุณหภูมิลดต่ำลงมาก ขอให้เกษตรกรที่ปลูกกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโค เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับ การเตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้างนั้น สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ทั้งระยะต้นกล้าซึ่งใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโตจะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้าน บนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

ทั้งนี้เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค โดยก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม

จากนั้น เกษตรกรควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค ควรหลีกเลี่ยง การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม ให้ปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และทำสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5-7 วัน