มาม่า1ซองของขวัญปีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/404066?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มาม่า1ซองของขวัญปีใหม่

12 ธันวาคม 2562 – 08:50 น.
มาม่า1ซองของขวัญปีใหม่,ค่าจ้างขั้นต่ำ,ค่าครองชีพ
เปิดอ่าน 318 ครั้ง

มาม่า1ซองของขวัญปีใหม่ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562

หลังจากคณะกรรมการค่าจ้างมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีก 5 บาทสำหรับ 68 จังหวัด และ 6 บาทสำหรับ 9 จังหวัด ส่งผลให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศอยู่ที่ 313-336 บาท เริ่ม 1 มกราคม 2563 มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหนักหน่วง อีกประเด็น นอกจากเป็นการปรับขึ้นเพียงน้อยนิดไม่เพียงพอต่อการครองชีพตามความจำเป็นแล้ว พรรคแกนนำรัฐบาลคือพรรคพลังประชารัฐก็ตกเป็นเป้าอย่างยากจะหลีกเลี่ยง เพราะในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งได้เคยให้สัญญาประชาคมเอาไว้ว่าจะผลักดันค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400-425 บาท ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยบอกว่า แรงงานไม่พอใจไม่มีใครไชโยโห่ร้องกับการปรับขึ้นในอัตราเพียงเท่านี้ เพราะปัจจุบันสินค้า ค่าครองชีพ ปรับขึ้นไปหมดแล้ว ปรับขึ้นมาแค่นี้ซื้อมาม่าเพิ่มได้แค่ห่อเดียว

ในช่วงของการหาเสียงที่เต็มไปด้วยประชานิยม เอาเงินเข้าล่อนั้น นักวิชาการก็ออกมาทักท้วงแล้วว่าเป็นนโยบายที่ทำได้ยาก และขณะนี้ถ้าหากจะปรับให้ครบ 400-425 บาท ตลอดอายุของรัฐบาล ก็ต้องเร่งปรับให้ครบภายในเวลาที่เหลือซึ่งคงจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะต้องปรับเกือบ 100 บาท    ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้เหตุผลว่าทั้งหมดได้พิจารณาตามสภาพเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น ไม่กระทบฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากจนเกินไปและเรื่องนี้ทั้งฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างก็ได้ตกลงรับทราบร่วมกันแล้วในที่ประชุม ซึ่งเท่าที่ทราบก่อนจะมีมติวันนั้นมีประมาณ 10 จังหวัดที่จะไม่ได้ขึ้นค่าจ้างด้วยซ้ำ

ด้านนายจ้าง ข้อมูลบทความชิ้นหนึ่งจากธนาคารแห่งประเทศไทยเคยชี้ไว้ว่า หากจะมองในมุมของนายจ้างหรือภาคธุรกิจซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างรายได้รวมให้แก่ประเทศ ในมิตินี้แรงงานถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่ง ดังนั้นต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนของการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ และอาจทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับลดการจ้างงานลงโดยใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงาน ลดกำลังการผลิตลง หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจต้องเลิกกิจการ ซึ่งจะส่งผลต่อแรงงานเองในท้ายที่สุดด้วย อีกทั้งค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจะคุ้มค่ากับผลิตภาพแรงงานหรือมูลค่าเพิ่มที่แรงงานแต่ละคนสร้างให้สถานประกอบการหรือองค์กรที่ทำงานอยู่หรือไม่

7 อันที่จริงแล้วน้อยครั้งที่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะสามารถตอบโจทย์หรือสร้างความพึงพอใจในเรื่องค่าครองชีพของแรงงานที่ต้องใช้รายได้ในระดับรับประกันขั้นต่ำนั้นไปเพื่อการเลี้ยงดูครอบครัว และอีกสารพัดปัจจัยในการดำรงชีพ ขณะเดียวกันที่ผ่านมาราคาค่าครองชีพก็ปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง เช่น ค่าโดยสารรถสาธารณะ ที่ปรับขึ้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ ส่งผลทันทีต่อแรงงานในภาคบริการบนรถประจำทาง เพราะอัตราค่าจ้างโดยเฉพาะซึ่งลอยตัวไม่ขึ้นกับค่าจ้างขั้นต่ำก็เพิ่มขึ้น จนปัจจุบันได้มากกว่าค่าจ้างขั้นต่ำถึง 2-3 เท่าต่อวัน ขณะที่ผลิตภาพแทบจะไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาลก็น่าพินิจพิจารณาว่าแรงงานกลุ่มที่ยังต้องได้รับความคุ้มครองจากค่าจ้างขั้นต่ำนั้นพวกเขาซึ่งกลายเป็นคนชายขอบดำรงชีพอยู่กันได้อย่างไรกับมาม่าซองเดียวที่เพิ่มมา หาใช่เพียงโปรยยาหอมหาเสียงชั่วครั้งคราว

6ประเด็นย้อนแย้งเลิกเกณฑ์ทหารความจริง2ด้านของชีวิตทหารเกณฑ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403861?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

6ประเด็นย้อนแย้งเลิกเกณฑ์ทหารความจริง2ด้านของชีวิตทหารเกณฑ์

11 ธันวาคม 2562 – 13:05 น.
ทหารเกณฑ์,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่
เปิดอ่าน 3,981 ครั้ง

6 ประเด็นย้อนแย้ง เลิกเกณฑ์ทหาร ความจริง 2 ด้านของชีวิตทหารเกณฑ์

พรรคอนาคตใหม่” โดยเฉพาะ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กำลังเดินเกมนอกสภาเต็มรูปแบบ ด้วยการลุยรณรงค์ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เอาใจเด็กและเยาวชนในยุคดิจิทัล

ถ้าความจำไม่สั้น เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ พรรคอนาคตใหม่ พร้อมกับอีก 6 พรรคฝ่ายค้านที่เหลือยังเดินสายรณรงค์ให้แก้รัฐธรรมนูญอย่างเอาเป็นเอาตายกันอยู่เลย ถึงขั้นเตรียมจะเข้าพบ ส.ว. และพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหาการสนับสนุน ถือธงนำในการแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ แถมยังอ้างว่ากติกาพิกลพิการแบบนี้ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นเพื่อฟื้นเศรษฐกิจได้

แต่ผ่านมาถึงวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ธนาธร เสี่ยงโดนโทษจำคุกในคดีถือครองหุ้นสื่อ รู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.มาตรา 151 ขณะที่พรรคอนาคตใหม่เองก็เสี่ยงถูกยุบ หรือกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ยกพวง จากการตีความกฎหมายแบบพิสดารว่าพรรคการเมืองสามารถกู้เงินมาใช้จ่ายทำกิจกรรมทางการเมืองได้

          งานนี้จึงไม่มีอะไรซับซ้อนเมื่ออนาคตของพรรคและของธนาธรเร่งด่วนกว่าอนาคตของชาติ ก็เลยต้องบ่ายหน้าออกจากสภา ปลุกกระแสยกเลิกการเกณฑ์ทหาร โดยใช้ระบบสมัครใจทั้งหมดแทน

เรื่องแบบนี้ต้องบอกว่าได้ใจคนรุ่นใหม่ เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครอยากไปเกณฑ์ทหาร ต้องไปจับใบดำ-ใบแดง ต้องฝึกหนักเป็นเวลายาวนานถึง 2 ปี การรณรงค์เรื่องนี้จึงน่าจะสร้างกระแสสนับสนุนได้ระดับหนึ่ง แต่ในทางการเมืองก็อาจมองได้ว่ากำลังจับคนรุ่นใหม่เป็นตัวประกันเพื่อหวังผลอะไรหรือไม่

          ย้อนดูเหตุผลที่พรรคอนาคตใหม่หยิบยกมาเพื่อยกเลิกการเกณฑ์ทหารบวกกับโมเดล “สมัครใจ 100%” ที่เสนอแก้ไข พ.ร.บ.รับราชการทหาร ถือว่าย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงมากพอสมควร โดยมีประเด็นที่น่าพิจารณาดังนี้

 1.ข้อเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แล้วให้ใช้ระบบสมัครใจทั้งหมดแทน
-จริงๆ แล้วประเทศไทยไม่ได้ใช้ระบบเกณฑ์ทหาร 100% มานานหลายปี แต่มีทางเลือกให้ชายไทยที่อายุถึงเกณฑ์หลายช่องทาง เช่น เรียน ร.ด. หรือเป็นนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) ซึ่งเปิดให้เรียนได้ทั้งนักเรียนในสายสามัญและสายวิชาชีพ โดยหากเรียนครบระยะเวลา 3 ปีการศึกษา ก็ไม่ต้องเกณฑ์ทหารเมื่ออายุครบ 21 ปี

-ระบบสมัครใจมีอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยผู้ที่สนใจเข้าเป็นทหารแต่ไม่ได้ผ่านหลักสูตรรักษาดินแดน (ร.ด.) ก็สามารถสมัครเป็นทหารได้เมื่ออายุครบเกณฑ์ แต่ปัญหาคือยอดการสมัครยังต่ำกว่ายอดกำลังพลที่กองทัพต้องการ คือต้องการแสนกว่านาย แต่ยอดสมัครอยู่ที่ราวๆ 4 หมื่นนายเท่านั้น

ฉะนั้นการให้ข่าวหรือสร้างกระแสด้านเดียวว่าประเทศไทยใช้ระบบเกณฑ์ทหาร 100% จึงไม่เป็นความจริง เพราะมีตัวอย่างในหลายประเทศที่ประชากรชาย (บางประเทศผู้หญิงด้วย) ที่มีอายุถึงเกณฑ์ต้องเป็นทหารทุกคนไม่มีระบบเรียน ร.ด. หรือจับใบดำ-ใบแดง เช่น เกาหลีใต้ หรือ อิสราเอล (ทุกคนต้องเป็นทหาร)

ขณะที่การใช้ระบบการจับ “ใบดำ-ใบแดง” ก็สะท้อนชัดอยู่ในตัวเองว่าไม่ใช่การเกณฑ์ 100% แต่ยังมีช่องทางรอดหากจับได้ใบดำ ฉะนั้นจึงไม่ได้หมายความว่า ชายไทยทุกคนที่มีอายุครบ 21 ปี ต้องเป็นทหาร (คือเข้าระบบเกณฑ์ แต่อาจไม่ต้องเป็นทหารก็ได้)

          2.การเกณฑ์ทหารทำให้ชายไทยที่ถูกเกณฑ์ต้องเสียเวลาทำมาหากินไปถึง 2 ปี กระทบครอบครัวที่ต้องสูญเสียสมาชิกในวัยทำงาน
-จริงๆ แล้วการเกณฑ์ทหารไม่ได้เกณฑ์ชายไทยให้ไปเป็นทหาร 2 ปีเท่ากันหมด แต่ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ อีก เช่น หากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า จะมีระยะเวลาการเป็นทหารเพียง 1 ปี หรือ 6 เดือน สะท้อนว่ากองทัพได้คำนึงถึงศักยภาพของบุคคลโดยอิงกับวุฒิการศึกษา ว่าบุคคลที่จบปริญญาอาจทำงานอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม และตัวเองได้มากกว่าการเป็นทหาร แต่ความจำเป็นที่ต้องผ่านการฝึกทหารก็ยังต้องมี เพื่อเตรียมพร้อมกำลังรบ (เหมือนกรณีการให้นักเรียนทั้งสายสามัญและสายอาชีพเรียน ร.ด.)

-การเป็นทหารหลังถูกเกณฑ์ มีเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงรวมๆ แล้วเกือบ 1 หมื่นบาทต่อเดือน แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่มากหากเทียบกับการทำงานอย่างอื่น แต่สำหรับคนที่ไม่มีงานทำอยู่แล้วย่อมหมายถึงการมีรายได้ส่งจุนเจือครอบครัว

  3.เสนอให้มีการเกณฑ์ทหารได้เฉพาะในยามสงคราม
-จริงๆ แล้วการเกณฑ์ทหารเมื่อเกิดสงครามแล้วย่อมไม่ทันการณ์ เพราะหัวใจหลักของการทำสงครามตามแบบคือความพร้อมของกำลังพล ทั้งการใช้อาวุธ การยอมรับระบบบังคับบัญชาและความเข้าใจในยุทธวิธี การฝึกจึงใช้เวลานาน ฉะนั้นการมีกำลังพลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาฝึกทุกปีจึงทำให้มีความพร้อมมากกว่าเมื่อเกิดสงครามก็สามารถเรียกกำลังที่ผ่านการฝึกไปแล้วให้กลับมาฝึกทบทวนในระยะเวลาสั้นๆ ก็จะมีความพร้อมออกรบได้ทันที

 4.ประเทศไทยไม่มีความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามขนาดใหญ่และการทำ “สงครามตามแบบ” มีน้อยลง
-จริงๆ แล้วการทำสงครามตามแบบและภัยคุกคามทางทหารยังมีอยู่ตลอด เมื่อไม่กี่ปีมานี้ไทยก็ยังมีปัญหาตามแนวชายแดนกับกัมพูชาจากการรื้อฟื้นคดีปราสาทพระวิหารในศาลโลก และปัจจุบันไทยก็ยังเผชิญปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ ซึ่งใช้ยุทธวิธีก่อการร้ายในเมืองจึงยังมีความจำเป็นต้องใช้กำลังพลในภารกิจรักษาความปลอดภัย

-แต่ก็แน่นอนว่าภัยคุกคามทางความมั่นคงเปลี่ยนรูปแบบไปมากจริง ฉะนั้นหลักสูตรการฝึกสำหรับทหารเกณฑ์จึงต้องเปลี่ยนไปตามรูปแบบของภัยคุกคามด้วย เช่น การเพิ่มทักษะความรู้ด้านสงครามไซเบอร์ เป็นต้น

   5.การใช้ระบบสมัครใจทำให้ประหยัดงบประมาณมากกว่า
-จริงๆ แล้วการใช้ระบบสมัครใจแล้วเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้ รวมถึงเปิดช่องทางให้บรรจุเข้าเป็นทหารประจำการ มียศเลื่อนไหลได้ถึงพันโท (ตามข้อเสนอของพรรคอนาคตใหม่) อาจทำให้งบประมาณในส่วนนี้เพิ่มสูงกว่าระบบเกณฑ์ทหาร เพราะต้องดูแลกำลังพลไปตลอดหลายสิบปี และยังต้องปรับค่าตอบแทนไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมด้วย

-การใช้ระบบสมัครใจแล้วเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้ รวมถึงมีเส้นทางก้าวหน้าในชีวิตราชการ จะทำให้ขาดแคลนกำลังพลในการทำภารกิจพื้นฐานบางอย่าง เช่น การเข้าเวรยามหรือการเดินลาดตระเวน เนื่องจากไม่มีกำลังพลใหม่ให้ผลัดเปลี่ยน เพราะเมื่อการเป็นทหารเริ่มจากการสมัครใจ คนที่เข้าระบบสมัครใจก็จะพร้อมเป็นทหารต่อไปเรื่อยๆ ไม่ยอมปลด กำลังพลประจำการก็จะมากขึ้น ทำให้ไม่มีอัตราในการรับสมัครใหม่ และเมื่อกำลังพลเติบโตขึ้นก็จะไม่สามารถทำภารกิจอย่างเดิมได้ตลอด (ต้องปรับภารกิจไปตามยศและอายุ)

     6.การเกณฑ์ทหารละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งการฝึก การลงโทษที่ร้ายแรง และการนำกำลังพลไปใช้ในภารกิจอื่นที่ไม่ใช่ของกองทัพ เช่น ไปเป็น “ทหารรับใช้” ตามบ้านผู้บังคับบัญชา

ข้อนี้เป็นปัญหาที่มีน้ำหนักมากที่สุดจากข้อเสนอของพรรคอนาคตใหม่ แม้กองทัพจะยืนยันว่าไม่มีนโยบายนำกำลังพลไปใช้ในภารกิจอื่น แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่า “ทหารเกณฑ์” หรือ “พลทหาร” เป็นกำลังส่วนหนึ่งที่ถูกนำไปใช้ในระบบอุปถัมภ์ และตอบแทนดูแลผู้บังคับบัญชาจนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งบางส่วนมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ด้วย

-ปัญหานี้เป็นปัญหาเร่งด่วนที่กองทัพต้องเร่งจัดการและล้างวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้ให้ได้แม้จะมีข้อมูลยืนยันว่าเป็นกำลังพลส่วนน้อย ราวๆ 1% ของ “พลทหาร” ทั้งหมดก็ตาม

-ส่วนเรื่องการฝึก การเข้าเวรยาม หรือการตัดหญ้า ขุดลอกคูคลองในหน่วย ที่เรียกว่า “งานสุขาภิบาล” เป็นภารกิจที่มีระเบียบกฎหมายรองรับ เรียกพลทหารที่ทำหน้าที่เหล่านี้ว่า “พลบริการ” จะรับหน้าที่ดูแลสุขาภิบาล และการประกอบเลี้ยง ถือเป็นภารกิจหนึ่งของทหาร แต่หากมองว่างานแบบนี้ไม่ควรให้พลทหารทำ ก็อาจต้องจ้าง “เอาท์ซอร์ส” ซึ่งก็จะกระทบระบบงบประมาณ แต่ก็สามารถทำได้เพียงแต่ไม่ใช่ทำทันที ต้องวางแผนปรับเปลี่ยนกันระยะหนึ่ง

          ประเด็นที่น่าสนใจก็คือข้อเท็จจริงของชีวิตทหารเกณฑ์มี 2 ด้านเสมอ พรรคการเมืองจึงไม่ควรหยิบเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งมาพูดเพื่อสร้างกระแส เช่น
-การกล่าวหาว่า ภารกิจเข้าเวรยาม การตัดหญ้า เข้าข่ายละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่จริงๆ แล้วการทำหน้าที่เหล่านี้เป็นการฝึกอย่างหนึ่ง แม้แต่นักเรียนเตรียมทหาร หรือนักเรียนนายร้อย ก็ต้องทำด้วยเช่นกัน เพราะถือว่าเป็นการลงแรงเพื่อให้เกิดความผูกพันกับหน่วย การทำให้ภูมิทัศน์ของหน่วยสวยงาม เป็นระเบียบ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจและฝึกความมีระเบียบวินัย

-การกล่าวหาว่าครอบครัวคนไทยไม่มีใครอยากให้ลูกเป็นพลทหาร จริงๆ แล้วมีตัวอย่างมากมายที่ตอนแรกครอบครัวไม่อยากให้เป็นทหาร แต่เมื่อผ่านการฝึกทำให้มีวินัยมากขึ้น กลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่รู้สึกสบายใจและสนับสนุนให้ลูกเป็นทหารต่อไป เพราะลูกไม่นอนตื่นสาย มีภาวะผู้นำ บางคนเลิกยาเสพติดได้สำเร็จ ทำให้หลายครอบครัวอนุญาตให้ลูกสมัครสอบเป็นนายสิบ และเป็นทหารอาชีพต่อไปเลยก็มี

-การเป็นทหารรับใช้ตามบ้านผู้บังคับบัญชา จริงๆ แล้วบางส่วนเป็นความต้องการของพลทหารเองด้วย เพราะการไปเป็นทหารรับใช้ หลายคนมองว่าสบายกว่าต้องฝึกหนักกลางแดด กลางฝน หลายคนได้ไปอยู่กับผู้บังคับบัญชาที่ดี มีคุณธรรม ได้รับการส่งเสริมให้ศึกษาต่อจนจบปริญญา หรือช่วยบรรจุเข้ารับราชการ เป็นทหารประจำการ ทหารอาชีพไปเลยก็มี

ทั้งหมดนี้คือความละเอียดอ่อนของการสร้างกระแสรณรงค์ให้เลิกการเกณฑ์ทหาร เพราะถึงที่สุดแล้วการจะใช้ระบบสมัครใจทั้งหมดได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ “ภารกิจของกองทัพ” ที่คำนวณออกมาเป็น “กำลังพลที่ต้องใช้” ว่าในแต่ละปีต้องใช้เท่าไหร่ ฉะนั้นหากยอดสมัครใจไม่เท่ากับจำนวนกำลังพลที่ต้องการ ก็มีเพียง 2 แนวทางให้เลือก คือ 1.ใช้ระบบเกณฑ์ต่อไป หรือ 2.ปรับลดภารกิจของกองทัพลง

         แต่การปรับลดภารกิจของกองทัพต้องไปแก้ไขกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งต้องทำกันในสภาไม่ใช่การเดินรณรงค์หรือปลุกระดมแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

บินช่วงปีใหม่ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403763?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บินช่วงปีใหม่ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม

11 ธันวาคม 2562 – 11:35 น.
สายตรวจระวังภัย,สายการบิน,ปีใหม่
เปิดอ่าน 678 ครั้ง

บินช่วงปีใหม่ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

นับวันผู้คนสนใจเดินทางด้วยสายการบินมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหยุดยาวอย่างปีใหม่ แม้ราคาค่าตั๋วจะแพงกว่ารถทัวร์กับรถไฟ แต่ส่วนใหญ่ต้องการ “ซื้อเวลา” เพราะมีความสะดวกรวดเร็วกว่าการเดินทางด้วยรถ เนื่องจากการจราจรติดขัด บางคนเสียเวลาไปเป็นวันกว่าจะถึงภูมิลำเนา หรือสถานที่ท่องเที่ยวเป้าหมาย ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจสายการบินและตัวแทนขายตั๋วโดยสารต่างหา “กลยุทธ์ดึงดูดลูกค้า” ใช้วิธีการขายหรือโฆษณาผ่านทางช่องทางต่างๆ เพื่อจูงใจผู้บริโภคให้เกิดความสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าบ่อยครั้งกลยุทธ์เหล่านั้นมีการ “ล้ำเส้น” จนนำไปสู่การ “เอาเปรียบ” ผู้บริโภค

สำหรับปัญหาการใช้บริการของสายการบินโลว์คอสต์ที่พบบ่อย ได้แก่ 1.สายการบินเลื่อนเวลาเดินทางหรือยกเลิกเที่ยวบินโดยไม่แจ้งล่วงหน้าหรือแจ้งกระชั้นชิด 2.กรณีจองตั๋วโดยสารผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมีการคิดค่าบริการซ้ำซ้อนเนื่องจากระบบ ERROR 3.ไม่สามารถยกเลิกการเดินทางหรือเปลี่ยนชื่อผู้เดินทางได้ 4.สายการบินคิดค่าใช้จ่ายในการขอเปลี่ยนเส้นทาง หรือขอเลื่อนการเดินทางสูงกว่าราคาตั๋วโดยสาร 5.กระเป๋าเดินทางชำรุด หรือสูญหาย หรือทรัพย์สินภายในกระเป๋าสูญหาย 6.การโฆษณาจัดโปรโมชั่นลดราคาโดยไม่แจ้งเงื่อนไขที่ชัดเจน เช่น จำนวนที่นั่ง ราคาค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ขณะเดียวกันกรณีสายการบินโลว์คอสต์ยกเลิกเที่ยวบินจะมีประกาศ กระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทยในเส้นทางบินประจำภายในประเทศ พ.ศ.2553 เที่ยวบินล่าช้า 1) ล่าช้าเกินกว่า 2 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 3 ชั่วโมง 2) ล่าช้าเกินกว่า 3 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 5 ชั่วโมง 3) ล่าช้าเกินกว่า 5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 6 ชั่วโมง 4) ล่าช้าเกินกว่า 6 ชั่วโมง ส่วน การยกเลิกเที่ยวบิน หรือปฏิเสธการขนส่งระหว่างประเทศ จะมี พ.ร.บ.การรับขนทางอากาศระหว่างประเทศ พ.ศ.2558 กำหนดไว้ใน มาตรา 12 และ มาตรา 15 ทั้งนี้ ต้องดูถึงสาเหตุของความล่าช้าด้วยว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เช่น สภาพอากาศ ปัญหาด้านความปลอดภัย หรือปัญหาการจัดการหรือความไม่พร้อมของสายการบิน และหากผู้บริโภคได้รับความเสียหายเกินกว่าที่มาตรการตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทย ในเส้นทางบินประจำภายในประเทศ พ.ศ.2553 ผู้บริโภคสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนพร้อมเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสียหายได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ “สคบ.”

เพื่อเป็นการป้องปรามและรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะถึงนี้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้เป็นประธานการประชุมหารือ “มาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บริการสายการบิน” ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ

นายเทวัญ กล่าวว่า ปัญหาของผู้บริโภคในการเดินทางท่องเที่ยวและเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลปีใหม่และในช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่อง ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยนิยมใช้บริการสายการบินในการเดินทาง เพราะมีความสะดวกสบาย ประหยัดเวลาในการเดินทาง ส่งผลให้ สคบ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค เกี่ยวกับกรณีการได้รับความเสียหายจากการใช้บริการสายการบินทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น การยกเลิกเที่ยวบิน สายการบินเดินทางล่าช้า สัมภาระผู้โดยสารสูญหาย เสียหายจากการขนย้าย ระบบการจองตั๋วโดยสารเครื่องบินผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตขัดข้อง การจองตั๋วโดยสารผ่านตัวแทนจำหน่ายไม่เป็นไปตามสัญญา สคบ.จึงดำเนินการบูรณาการเพื่อหามาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บริการสายการบิน

หากผู้บริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการสายการบิน สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน 1166 หรือร้องเรียนผ่านระบบออนไลน์ http://www.ocpb.go.th หรือมาร้องเรียนด้วยตนเองที่ สคบ.

ชะตา..สองพรรคหลักฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403856?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ชะตา..สองพรรคหลักฝ่ายค้าน

11 ธันวาคม 2562 – 10:50 น.
ธนิก มาสีพิทักษ์,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 3,678 ครั้ง

ชะตา..สองพรรคหลักฝ่ายค้าน คอลัมน์…   จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น   โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

วันนี้ไฮไลท์ข่าวการเมืองส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ เพราะ กกต.น่าจะวินิจฉัยเรื่อง “คุณสมบัติผู้สมัครส.ส.ขอนแก่น เขต 7” ของพรรคเพื่อไทยคือ “ธนิก มาสีพิทักษ์” ว่าจะลงสมัครเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ได้หรือไม่ เพราะธนิกมีชื่อใน “บัญชีผู้สมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์” พรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว

เกมนี้พรรคเพื่อไทยแข่งขันโดยตรงกับพรรคพลังประชารัฐที่ส่ง “สมศักดิ์ คุณเงิน” ลงประชัน โดยทั้งสองพรรคหวังว่า “หนึ่งเก้าอี้ส.ส.” ในเขตนี้จะเพิ่มกำลังพลให้ขั้วตัวเองเพื่อมาเป็นกองกำลังต่อสู้ทางการเมืองกับขั้วตรงข้ามในกาลข้างหน้า หากพรรคใดพรรคหนึ่งปักธงในเขตนี้ได้ความอุ่นใจจะมีเพิ่มขึ้นไม่น้อย…

เพราะตอนนี้พรรคพลังประชารัฐในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล ต้องแก้เกมเพิ่มจำนวนเสียงปริ่มน้ำให้หายไป เนื่องจากยังมีศึกใหญ่หลายเรื่องรออยู่ในวันข้างหน้า ดังนั้นหนึ่งเสียงส.ส.จึงมีความหมายยิ่ง เพราะกระแสข่าวการเมืองช่วงนี้เริ่มปล่อยของออกมาแล้วว่า บางพรรคร่วมรัฐบาลที่ดื้อนั้น อาจชะตาขาดหากว่าการดีลส.ส.ขั้วตรงข้าม จากผู้แทนฯ งูเห่ากินกล้วย, ส.ส.ฝากเลี้ยง, การแบไต๋พร้อมร่วมงานกับครม.ของพรรคเศรษฐกิจใหม่, การจ่อทาบทามคนการเมืองจากพรรคสีส้มที่มีวาระร้อนโดนยุบพรรคมาร่วมขึ้นเรือเหล็ก ดังนั้นหากดีลข้างต้นสำเร็จแล้วนั้น “เด็กดื้อบนเรือเหล็ก” ก็มิควรร่วมล่องนาวากันต่อในยามหน้า…

ฉะนั้นการวางรากฐานของตัวเองให้แน่นก่อนนั้น “พปชร.” จึงต้องเร่งสร้างก่อนที่จะหวังคะแนนขั้วตรงข้ามให้สวิงมาแตะมือ

ดังนั้นการวินิจฉัยของกกต.ในกรณีขอนแก่น เขต 7 ไม่ว่าออกมามุมลบหรือมุมบวก ประเมินแล้วว่าทั้งสองขั้วต่างมีแผนสำรองไว้ ซึ่งขั้วรัฐบาลนั้นหวังว่าธนิกน่าจะหลุดจากการแข่งขันเพราะ “คุณสมบัติ” และจะทำให้การชิงแต้มของพปชร.สะดวกขึ้น ส่วนขั้วฝ่ายค้านมองว่าหากเกิดอุบัติเหตุจริงกับธนิก ทางผู้สมัครส.ส.จากพรรคเสรีรวมไทยน่าจะเป็นปัจจัยสำรองที่เบิกใช้ได้ทันที คล้ายกับยามที่พรรคไทยรักษาชาติถูกคำสั่งยุบพรรคจากศาลรัฐธรรมนูญ จนหลายคะแนนเสียงที่พรรคร่วมสาแหรกชินวัตรตระเตรียมไว้เหวี่ยงไปให้พรรคอนาคตใหม่ได้รับส้มหล่นในหลายเขตเลือกตั้ง

อีกเรื่องหนึ่งคือ “การพิจารณาของกกต.กรณีการกู้เงินของพรรคอนาคตใหม่” โดยพรรคสีส้มกู้เงินจากหัวหน้าพรรค “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” 191 ล้านบาท เพราะกฎหมายห้ามไว้ชัดว่าห้ามพรรคกู้เงินจากบุคคลอื่นเนื่องจากผู้ให้กู้อาจมีอิทธิพลต่อการบริหารพรรคนั้นๆ ได้

กรณีนี้ “พรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคสีส้มออกมาตีปลาหน้าไซ เปิด “เอกสารลับ กกต.” ที่ส่อเค้าว่า มีการตั้งธงเอาผิดกับหัวหน้าพรรคไว้ล่วงหน้าแล้ว การเปิดฉากเรื่องนี้ของพรรคสีส้มนั้น ประเมินแล้วเพื่อโต้กลับกกต.และปลุกกระแสการรับรู้ของสังคมว่า บางองค์กรในระบอบประชาธิปไตยยามนี้ยังสนองและรับใช้อดีตแม่ทัพนายกองบางชีวิตที่กระโจนเข้าเวทีการเมือง และต้องการให้ชื่อ “อนค.” สลายไปจากสารบบ

เรื่องราวของพรรคสีส้ม หากมองตามเนื้อผ้าแล้ว หลายวาระที่บังเกิดเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อร้ายแรงของคนใน อนค.เอง เพราะขุนพลของ อนค.น่าจะรู้ตัวว่า การเป็นสายล่อฟ้าทางการเมืองนั้น อย่างไรเสียขั้วตรงข้ามย่อมที่จะหาช่องทางเล่นงานให้ได้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะงานการเมืองบนสนามใหญ่นั้น มิใช่ของเล่นที่จะนอนใจได้แม้เพียงชั่ววินาที…

ในอดีตที่ผ่านมา การยืนเด่นโดยท้าทายของพรรคไทยรักไทย, พรรคพลังประชาชน หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทยครั้งนารีขี่ม้าขาวนำทัพนั้น…ก็ยังมีช่องโหว่ที่ขั้วตรงข้ามสรรหาจะดำเนินการทางกฎหมายและทำให้สถานภาพความเป็นพรรคอันดับหนึ่งต้องมลายไป เพราะความมั่นใจในหลายเรื่องของคีย์แมนตัวจริงที่บงการพรรค

เกมการเมืองแบบนี้ ระดับเซียนเหยียบเมฆจากขั้วเชียร์นายใหญ่จากแดนไกลยังตกม้าตายได้…แล้วละอ่อนการเมืองจากค่ายสีส้มจะไปรอดหรือ…

เรื่องราวของสองพรรคหลัก “ขั้วต้านลุงตู่” น่าจะมีภาคต่อไปให้ติดตาม แม้จะมีการวางเกมคร่าวๆ ไว้แล้วจากบรรดาคีย์แมนขั้วต้านลุงตู่ แต่สถานการณ์ต้องประเมินรายวันและรายสัปดาห์ว่ารอยร้าวในพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีอะไรโผล่ขึ้นมาอีก เพราะแว่วมาว่าตอนนี้ 7 พรรคฝ่ายค้านยังไม่มีหมัดน็อกในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครม.เลย รวมทั้งความหมางใจจากผลของการกระทำจากส.ส.ฝ่ายค้านในการลงมติสวนแนวทางพรรคครั้งล่าสุดนั้น มันคือรอยแผลในใจใหม่ที่บังเกิดขึ้น แม้จะมีการประณามขั้วตรงข้ามว่าใช้วิธีใต้ดินในการทาบทามส.ส.ขั้วฝ่ายค้าน

แต่…การเมืองคือการเมือง กลยุทธ์ใดๆ ที่มิขัดต่อหลักกฎหมาย แม้จะดูไม่สวยงามในสายตาสังคมนั้น ขั้วตรงข้ามสามารถงัดมาใช้ได้เสมอเพียงเพื่อได้ในสิ่งที่หวัง

          เรื่องราวแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งตามบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทย รวมทั้งจะยังคงปรากฏต่อไปอีกในยามหน้า

ถอดรหัส บันทึก แก๊งฆ่าหมู่ลำพะยา พบแผน-วิธีทำงานสุดรอบคอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403796?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถอดรหัส  บันทึก  แก๊งฆ่าหมู่ลำพะยา พบแผน-วิธีทำงานสุดรอบคอบ

11 ธันวาคม 2562 – 10:25 น.
โศกนาฏกรรม,ชรบ
เปิดอ่าน 2,877 ครั้ง

ถอดรหัส  บันทึก  แก๊งฆ่าหมู่ลำพะยา พบแผน-วิธีทำงานสุดรอบคอบ คอลัมน์…  ล่าความจริง..  พิกัดข่าว

ผ่าน 1 เดือนเหตุโศกนาฏกรรมโจมตีป้อม ชรบ.ทางลุ่ม ที่ ต.ลำพะยา จ.ยะลา มีผู้เสียชีวิตถึง 15 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน

ตลอด 1 เดือนมีปฏิบัติการติดตามไล่ล่าคนร้าย และออกหมายจับผู้ต้องหา 4 ลอต 10 คน ลอตล่าสุดช่วงต้นเดือนธันวาคม ออกหมายจับมากถึง 6 คน ส่วนใหญ่อาศัยหลักฐานจากวัตถุพยานและสารพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ ที่คนร้ายทิ้งไว้ในจุดเกิดเหตุ แล้วนำไปตรวจเทียบเคียง

คนร้ายที่ถูกออกหมายจับมีทั้ง “มือปฏิบัติการ” ซึ่งคนเหล่านี้จะมาจากต่างอำเภอและต่างจังหวัด กับ “มือสนับสนุน” กลุ่มนี้จะมีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.เมืองยะลา เช่น ต.ลำใหม่ ซึ่งอยู่ติดกับ ต.ลำพะยา แสดงว่ามีการใช้คนในพื้นที่เดียวกันร่วมกันก่อเหตุด้วย ซึ่งกลุ่มนี้คาดว่าเป็นกลุ่มสนับสนุน โปรยตะปูเรือใบ ตัดต้นไม้ขวางถนน

นอกจากนั้นยังมีผู้ต้องหาคนสำคัญ 2 คน คือ นายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ กับ นายซอบรี หลำโสะ ซึ่งมีหลักฐานเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีป้อมชรบ.ด้วย ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรม เสียชีวิตทั้ง 2 คน เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน จากเหตุปิดล้อม ตรวจค้น และยิงปะทะกันที่บ้านหลังหนึ่งใน ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

พูดถึง นายมะยะโก๊ะ เขาถูกซัดทอดจากแนวร่วมที่สนับสนุนการก่อเหตุว่า เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ปฏิบัติการบุกโจมตีป้อม ชรบ.แน่นอน

ที่น่าสนใจคือ หลังเหตุการณ์ยิงปะทะ และวิสามัญฆาตกรรมนายมะยะโก๊ะ เจ้าหน้าที่สามารถยึดของใช้ส่วนของนายมะยะโก๊ะได้หลายรายการ ทั้งกระเป๋าสะพายขนาดเล็ก โทรศัพท์มือถือ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน สาเหตุที่มีของใช้ส่วนตัวหลายอย่าง เพราะเขาไปหลบนอนพักแรมที่บ้านหลังหนึ่งใน อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ปิดล้อม

นอกจากของใช้ส่วนตัวที่ใช้ในกิจวัตรประจำวันแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบสมุดบันทึกของนายมะยะโก๊ะ ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการโจมตีป้อม ชรบ. และผลการประชุมเตรียมการก่อนก่อเหตุ โดยเขียนเป็นภาษามลายูทั้งหมด ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญแปลออกมา

ข้อมูลเท่าที่แปลออกมาได้ คือ กลุ่มของนายมะยะโก๊ะมีกองกำลัง 12 คน มีการระบุชื่อเอาไว้ด้วย ส่วนใหญ่เป็นชื่อย่อหรือชื่อเล่นที่ใช้เรียกขานกันในกลุ่มเพื่อน โดยกลุ่มนี้รับผิดชอบพื้นที่ครอบคลุม 4 ตำบล ใน อ.โคกโพธิ์ กับ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ส่วนบ้านเกิดของนายมะยะโก๊ะ อยู่ที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

แผนการทำงานที่นายมะยะโก๊ะบันทึกไว้ ส่วนใหญ่เป็นแผนงานในภาพรวมของการสร้างสถานการณ์ ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นเหตุการณ์ไหน จึงคาดว่าเจ้าตัวน่าจะจดมาจากการประชุมลับของแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ เนื้อหาที่สำคัญก็เช่น ขั้นตอนการปฏิบัติก่อนจะก่อเหตุรุนแรง ซึ่งจะมีตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การเลือกเป้าหมาย การวางแผน กำหนดแผน กำหนดตัวบุคลากร อุปกรณ์หรืออาวุธที่ใช้ และการปฏิบัติตามแผน รวมไปถึงการควบคุมพื้นที่หลังก่อเหตุ

เป้าหมายในการก่อเหตุ เน้นหมู่บ้านชาวไทยพุทธ ฆ่าผู้นำ โจมตีพื้นที่เศรษฐกิจ หม้อแปลงไฟฟ้า โจมตีชุดจรยุทธ์ จับกุมครอบครัวฝ่ายตรงข้ามเพื่อต่อรอง ลอบก่อเหตุขบวนรถไฟ ตัดต้นไม้ขวางถนน

นอกจากนั้นยังมีข้อมูลการแบ่งงานให้แก่ทีมปฏิบัติการทั้ง 12 คนด้วย ว่าเวลาก่อเหตุแต่ละครั้ง แต่ละคนต้องทำอะไร แบ่งเป็นชุดๆ หรือคณะทำงานอย่างเป็นระบบ

เจ้าหน้าที่ยังพบข้อเขียนบางตอนเหมือนกับคำปฏฺิญาณต่อพระเจ้า ลงท้ายว่า “ข้าขอสัญญาว่าข้าจะทวงคืนแผ่นดินมลายู” สะท้อนถึงความหนักแน่นจริงจังในความเชื่อ

ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่า เป็นญาติกับนายมะยะโก๊ะ ยอมรับว่าเขาอยู่ในขบวนการจริง ตอนนี้ลูกชายของเขาอายุ 15 ปี ประกาศชัดว่าจะเดินตามรอยพ่อ ครอบครัวของมะยะโก๊ะ มีความคิดต่อต้านรัฐอย่างสุดโต่ง อย่างข้าวสารที่เจ้าหน้าที่นำไปแจก เขาจะไม่ยอมกิน แต่จะนำไปให้เป็ดกิน ส่วนแก้วน้ำที่เจ้าหน้าที่นำไปแจก เขาจะทิ้งทันทีที่เจ้าหน้าที่กลับ

“คนที่รู้จักเขา เป็นญาติกับมะยะโก๊ะ จะรู้ดีว่าเขาประกาศเอาไว้เลยว่าจะขอสู้จนตัวตาย เขาเลือกแล้ว ญาติพี่น้องพยายามคุย พยายามขอร้องอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง ตอนนี้ทุกคนเป็นห่วงลูกชายของเขา” ญาติของนายมะยะโก๊ะ บอก

ทั้งหมดนี้คือข้อมูลข้อเท็จจริงอีกด้านที่ไม่ค่อยเคยเป็นข่าว แต่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มก่อความไม่สงบ หรือกลุ่มนักรบที่มีแนวคิดต่อต้านรัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้ความเชื่อเป็นแรงในการต่อสู้ มีทีมงานและการวางแผนอย่างรัดกุมในการก่อเหตุทุกครั้ง

ต้องรอดูว่าเมื่อถอดรหัสได้แบบนี้แล้ว เจ้าหน้าที่จะสามารถขยายผลหรือนำมาเป็นจุดพลิกสถานการณ์ให้เกิดความเข้าใจและสันติสุขร่วมกันได้อย่างไร

เตรียมรับมือปีใหม่เทศกาลแห่งความสุข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403797?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตรียมรับมือปีใหม่เทศกาลแห่งความสุข

11 ธันวาคม 2562 – 10:20 น.
ปีใหม่,เทศกาล,2562
เปิดอ่าน 2,563 ครั้ง

เตรียมรับมือปีใหม่เทศกาลแห่งความสุข คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

          วันเวลาผ่านไปเร็วเหมือนติดปีกบินที่เป็นเรื่องจริงเพราะนี่ก็เหลืออีกไม่กี่วันก็จะมาถึงเทศกาลแห่งความสุขต้อนรับปีใหม่แล้ว

ทุกปีที่ผ่านมามีผู้คนเดินทางกลับบ้านหรือไปพักผ่อนท่องเที่ยวทั้งทางถนน ทางเรือ ทางเครื่องบินกันระหว่างกรุงเทพมหานครกับต่างจังหวัด โดยเฉพาะทางรถยนต์ ซึ่งทำให้การจราจรติดขัดตามถนนสายหลักต่างๆ

รวมทั้งทางรถไฟ รถทัวร์ เครื่องบิน ทำให้ผู้คนแน่นไปหมด ‘ดับเครื่องชน’ จึงขอให้เตรียมรับมือไว้ให้ดี โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและบริการด้วยน้ำใจ

คาดหมายว่าจะมีคนเดินทางช่วงวันหยุดยาวราว 16 ล้านคน ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี และด้วยความห่วงใยจึงขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมแผนอำนวยความสะดวกรองรับไว้ด้วย

ภาพที่เห็นทุกปีคือคลื่นมนุษย์ที่ไปใช้บริการตามสถานีขนส่ง สถานีรถไฟ หรือสนามบิน จึงต้องเผื่อเวลาในการเดินทางด้วย

เทศกาลปีใหม่นี้ถ้าเป็นไปได้ขอแนะนำให้สวดมนต์ไหว้พระทำบุญ จิตใจจะได้แจ่มใสเป็นสิ่งมงคลแก่ชีวิตหรือจะใช้วิธีที่กำลังฮิตด้วยการสวดมนต์ข้ามปีก็ได้

         หรือหากจะเดินทางช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ก็ต้องวางแผนให้ดีและต้องทำใจเพราะต้องไปแย่งกันกินแย่งกันอยู่
อ๊อด เทอร์โบ


 ปรับครม. หรือยุบสภา
 ทีเด็ดของ‘ลุงตู่’

ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ห่วงใยการเมืองประเทศไทยมาก เพราะหมดเรื่องโน้นก็มีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรกแบบที่เรียกกันว่า ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก จนชักหวั่นใจว่ารัฐบาลเรือเหล็กของ ‘ลุงตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไปไม่ได้

ล่าสุดก็เบาใจไปได้เหมือนกันเพราะมีงานเลี้ยงกันอย่างชื่นมื่นเห็นยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยกันทุกคนและสรุปว่ารัฐบาลยังมั่นคงแข็งแกร่ง

อีกเรื่องคือสภาล่ม ซึ่งลุงตู่บอกในที่ประชุม ครม.ว่า ถ้ามีสภาล่มหนที่ 3 อีกก็มีทางเลือกไม่ปรับ ครม.ก็ยุบสภา

ผมว่านี่คือทีเด็ดของนายกฯ ลุงตู่ครับ ซึ่งเคยถามรัฐมนตรีหลายคนแล้วบอกว่ากลัวหลุดจากตำแหน่งหรือถามบรรดา ส.ส. แล้วกลัวยุบสภาเพราะลงเลือกตั้งอีกทีไม่รู้ว่าจะได้อีกหรือไม่และอะไรจะเหนื่อยเท่ากับหาเสียงหรือใช้เงินทองเท่ากับเลือกตั้งเป็นไม่มี
สมภพ (เกียกกาย)


 เรียนคุณ ‘สมภพ’ เกียกกาย
จดหมายของคุณทันต่อเหตุการณ์มากเลย แต่การเมืองนั้นเปลี่ยนได้ทุกนาที จึงนำมาเสนอต่อเพื่อให้พิจารณาว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร เพราะเวลานี้มีเรื่องหลายอย่างเข้ามาแทรกซ้อนมาก

ความจริงที่เป็นอยู่นั้นคือการปรับ ครม.และยุบสภา เพราะส.ส.ไม่อยากเป็นฝ่ายค้านหรือไม่มีตำแหน่ง ในเมือนายกรัฐมนตรีจี้ใจดำหรือกดจุดอ่อนแบบนี้รับรองว่ารัฐมนตรีหรือพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องเป็นเด็กดีแน่ๆ

จึงขอให้รอกันต่อไปว่าการเมืองของไทยจะเป็นอย่างไร เพราะอย่าไปหวังอะไรมาก เราต้องทำมาหากินหาเลี้ยงชีพไปก่อนดีกว่า
อ๊อด เทอร์โบ


เพื่อแม้วป่วน ‘เหลิม’เจ้าเก่า เขย่า’หน่อย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403852?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เพื่อแม้วป่วน ‘เหลิม’เจ้าเก่า เขย่า’หน่อย’

11 ธันวาคม 2562 – 09:40 น.
พรรคเพื่อไทย,คุณหญิงหน่อย,เฉลิม อยู่บำรุง,วัน อยู่บำรุง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 8,748 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 11 ธ.ค. 62

****************************

คนเพื่อไทยรวมถึงกองเชียร์เสื้อแดงแหกปากตะโกนตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอยู่บ่อยๆ ว่า พรรคนี้ไม่มี “คนแดนไกล” มาคอยชี้นำหรือบงการ แต่ภาพข่าวที่ ส..เพื่อไทยไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” ถึงดูไบและฮ่องกงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน และต้นเดือนธันวาคม สะท้อนว่า เพื่อไทยก็คือเพื่อแม้ว

วันนี้อาการระส่ำของพรรคเพื่อไทยเห็นชัดขึ้น กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กลุ่มสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ที่กำลังจะได้ ร...เฉลิม อยู่บำรุง มาช่วยอีกแรง และกลุ่มเฝ้าระวัง ต่างฝ่ายต่างเล่นเกมหลังม่าน

กลุ่มเพื่อไทยดูไบ

หลังจากนำทีม ส..สายอีสาน กว่า 60 ชีวิตไปทัวร์นครดูไบ “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” หายเงียบไปเลย ไม่มีการให้สัมภาษณ์สื่ออีก และในจำนวนส..เพื่อไทยที่ไปพบนายใหญ่น่าจะมี “นิยม เวชกามา” ส..สกลนคร เขต เท่านั้นที่โพสต์ภาพถ่ายคู่ทักษิณยิ่งลักษณ์ ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

เฉลิม บินไปพบทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ที่ฮ่องกง

การเดินทางไปพบนายใหญ่ก็มีเป้าหมายบอกเล่าสภาพการบริหารงานภายในพรรคเพื่อไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และน..อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค จึงมีข่าวว่ามีการเสนอเปลี่ยนตัวประธานยุทธศาสตร์จากคุณหญิงสุดารัตน์ เป็น ร...เฉลิม อยู่บำรุง

ทำไมต้องเป็น “เหลิม บางบอน”ถ้ายังจำกันได้มีเลือกตั้งซ่อมส..ช่วงต้นปี 2553 ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ลงเลือกตั้งแข่งกับผู้สมัคร ส..พรรคภูมิใจไทย ตอนนั้น ร...เฉลิม อยู่บำรุง ได้ลงไปเป็นแม่ทัพใหญ่ช่วย “หัวเขียง” จนประสบชัยชนะ

นิยม เวชกามา ร่วมคณะหัวเขียงไปพบทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ที่นครดูไบ

ขุนพลฝั่งธนพยายามจะเป็นแม่ทัพอีสานมานานแล้ว แต่ก็กุมเสียงส..อีสานไว้ได้จำนวนหนึ่ง เมื่อ “หัวเขียง” ออกรบเองก็พอเข้าใจเกมนี้ได้

ดีแต่ว่า “คุณหญิงหน่อย” ไหวตัวทัน รีบบินไปตามเคลียร์ถึงดูไบ ข่าวการปลดประธานยุทธศาสตร์พรรคจึงเงียบไป

กลุ่มเพื่อไทยเกาลูน

ช่วงวันที่ 4-5 ธันวาคม 2562 “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” นำ ส..เพื่อไทยบางส่วนลงไปช่วยหาเสียงให้ ธนิก มาสีพิทักษ์ ผู้สมัคร ส.ขอนแก่น เขต ส่วน ร...เฉลิม อยู่บำรุง พาลูกชาย และส..เพื่อไทย ไปรับประทานอาหารกับทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ร้านอาหารในเกาลูน ฮ่องกง 

เจ๊หน่อยเดินหาเสียงที่ขอนแก่น

หลังกลับจากฮ่องกงทั้ง ร...เฉลิม และวัน อยู่บำรุง ก็ไม่ได้ให้ข่าวสื่อไหน นอกจากมีคลิปส..วัน ดวลไวน์กับทักษิณและยิ่งลักษณ์ พร้อมภาพนิ่ง เฉลิมนั่งสนทนากับสองพี่น้อง “ชินวัตร” เผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล

วันที่ ธันวาคม 2562 มีรายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยว่า คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ลงนามแต่งตั้งให้ ร...เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย

วัน ดวลไวน์นายใหญ่

นัยว่าภารกิจของ “เหลิม บางบอน” ในตำแหน่งใหม่นี้คือการติดตามควบคุมและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลและภารกิจอื่นๆ โดยภารกิจแรกคือ การดูแลข้อมูลและเตรียมความพร้อมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

แหล่งข่าวพรายกระซิบบอก เดิมทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ในการดูแลของคุณหญิงหน่อย นายใหญ่เห็นว่าน่าจะมาอยู่ในมือน้าเหลิมดีกว่า

เพื่อนใหม่ของวัน

ทริปทัวร์ฮ่องกงล่าสุดของคนโต “บ้านริมคลอง” ปรากฏว่า “วัน อยู่บำรุง” ได้พาหญิงสาวคนรู้ใจไปเที่ยวด้วย และมีเพื่อนส..ร่วมก๊วนด้วยคนหนึ่งคือ “ภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์” ส..นนทบุรี เขต พรรคเดียวกัน

ภณณัฏฐ์” เป็นผู้แทนสมัยแรก นักข่าวสภาและคนทั่วไปอาจไม่คุ้นหน้า แต่แฟนละครช่อง สี จำนวนไม่น้อย คงจำหน้า ส..คนนี้ เพราะเป็นนักแสดงรับเชิญละครดังเรื่อง “ตะกรุดโทน” และสมัยเป็น ส..นนทบุรี ก็เคยแสดงละครเรื่องทิวลิปทอง ทางช่อง สีเหมือนกัน

วัน และ ภณณัฏฐ์ ศรีอินทร์สุทธิ์ ส.ส.นนทบุรี ที่ฮ่องกง

เดิมทีเขต .ไทรน้อย จ.นนทบุรี เป็นฐานเสียงของฉลอง เรี่ยวแรง เมื่อฉลองย้ายไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ และย้ายเขตไปอยู่เขต ภณณัฏฐ์ เจ้าของโรงสีศรีพัฒนาพานิชย์ และส..นนทบุรี เขต อ.ไทรน้อย จึงสมัคร ส..แทนในสีเสื้อเพื่อไทย

ตระกูล “ศรีอินทร์สุทธิ์” เป็นกำนัน ต.ขุนศรี มายาวนาน และวันนี้ สุรสีห์ ศรีอินทร์สุทธิ์ เป็นประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดนนทบุรี และกำนัน ต.ขุนศรี อ.ไทรน้อย 

น่าจับตาดาวรุ่งจากชายขอบเมืองนนท์ ส..ภณณัฏฐ์ หัวหน้า “กลุ่มพลังพวก” มาเจอ ส..วัน หัวหน้า “กลุ่มใจถึง พึ่งได้” รับรองงานนี้สนุกแน่

ก.ม.อากาศสะอาด ต้องมี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403794?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก.ม.อากาศสะอาด ต้องมี

11 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กม,อากาศ,พรบอากาศสะอาด,ฝุ่นพิษ
เปิดอ่าน 503 ครั้ง

ก.ม.อากาศสะอาด ต้องมี บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 11 ธันวาคม 2562

สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 37 เมื่อต้นเดือนธันวาคม ที่ จ.ลำปาง โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อให้ไทยมีอากาศที่สะอาดเพราะหากยังมีฝุ่นจิ๋วหรือมลภาวะทางอากาศอยู่จะกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รวมทั้งผลกระทบการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจได้ ซึ่งมีผลสำรวจทางวิชาการระบุว่าปัญหาฝุ่นพิษกระทบต่อเศรษฐกิจใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ปีละไม่ต่ำกว่า 163,313 ล้านบาท โดยได้ยกร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว พร้อมกันนี้เสนอรัฐบาลให้จัดตั้งหน่วยงานใหม่มาดูแลปัญหาทางอากาศโดยเฉพาะเพื่อให้กำหนดมาตรการดูแลต่างๆ ได้ทันท่วงที คาดว่าภายในต้นปีหน้ากระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายจะแล้วเสร็จ ซึ่งเตรียมล่ารายชื่อประชาชนไม่ต่ำกว่า 10,000 รายชื่อเพื่อผลักดันให้สภาดำเนินการต่อไป

สำหรับสาระของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีรายละเอียดคร่าวๆ เช่น มีองค์กรดูแลและควบคุมมลพิษทางอากาศทั้งของภาคอุตสาหกรรม, ภาคเกษตรกรรม และการขนส่ง พร้อมทั้งให้แต่ละจังหวัดแต่งตั้งองค์กรขึ้นมาดูแลเรื่องปัญหาสภาพอากาศด้วยเพื่อความเข้มงวดในการควบคุมรวมถึงเจรจากับต่างประเทศกรณีที่เผาป่าหรือไฟไหม้จนมีหมอกควันเข้ามาในไทย รวมถึงมีบทลงโทษด้วย ซึ่งร่างกฎหมายนี้ทางหอการค้า 17 จังหวัดภาคเหนือได้ร่วมกันศึกษาและมอบให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ในพื้นที่ช่วยกันศึกษากฎหมายสิ่งแวดล้อมของต่างประเทศและนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเมืองไทย รวมทั้งการนำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวออกไปเปิดเวทีสาธารณะแสดงความคิดเห็น เพราะปัญหาด้านมลพิษไม่เพียงกระทบธุรกิจและการท่องเที่ยว แต่ที่สำคัญคือส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างมากด้วย

ปัจจุบันรัฐบาลได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองที่จะมีแนวทางแก้ปัญหาใน 3 มาตรการ คือมาตรการที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนและในช่วงวิกฤติ มาตรการที่ 2 การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทางหรือแหล่งกําเนิด เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น ปี 2562-2564 และระยะยาว ปี 2565-2567 และมาตรการที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ โดยแผนดังกล่าวได้มีการดำเนินการมาแล้วระยะหนึ่งในช่วงวิกฤติฝุ่นพิษพีเอ็ม 2.5 ที่ผ่านมา โดยมีหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวงร่วมบูรณาการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเห็นได้จากการจับปรับรถควันดำ การควบคุมโรงงานในเรื่องปล่อยมลภาวะ การป้องปรามเผาในที่โล่งรวมทั้งเผาพืชไร่ด้วย

อย่างไรก็ตามฝุ่นพิษยังเกิดขึ้นบ่อยครั้งโดยเฉพาะในช่วงลมนิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งหัวเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวและยิ่งการรายงานสภาพอากาศของต่างประเทศก็จะปรากฏแบบเรียลไทม์ยิ่งส่งผลลบต่อการท่องเที่ยวไทย ซึ่งในต่างประเทศก็ให้ความสำคัญเรื่องอากาศ อาทิ อังกฤษประกาศยุทธศาสตร์อากาศสะอาด เมื่อเดือนมกราคม 2561 ส่วนเกาหลีใต้ก็ใช้มาตรการฉุกเฉินแก้มลพิษในกรุงโซลเมื่อต้นปี 2560 และปลายปี 2018 สเปนเริ่มใช้มาตรการจำกัดรถยนต์เข้าไปในเขตควบคุมคุณภาพอากาศย่านใจกลางกรุงมาดริด จึงเห็นได้ว่าเมืองขนาดใหญ่หรือแหล่งพลเมืองหนาแน่นเกือบทั่วโลกต่างประสบปัญหามลภาวะดังนั้นการผลัดกันร่างกฎหมายอากาศสะอาดจึงถือเป็นความจำเป็นเพื่อให้มีองค์กรรับผิดชอบโดยตรงรวมทั้งอำนาจหน้าที่แก้ปัญหามีประสิทธิภาพ

ป่วย โรคหายาก เบิกบัตรทองได้ไหม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ป่วย โรคหายาก เบิกบัตรทองได้ไหม

10 ธันวาคม 2562 – 13:55 น.
โรคหายาก,เบิกบัตรทองได้ไหม
เปิดอ่าน 1,999 ครั้ง

ป่วย โรคหายาก เบิกบัตรทองได้ไหม โดย…ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขพยายามเพิ่มการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนหลายอย่าง เช่น โครงการผู้ป่วยรับยาร้านยาใกล้บ้าน ฯลฯ รวมถึงการสัญญาว่าจะผลักดันเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้  “กลุ่มผู้ป่วยโรคหายาก” ซึ่งถือว่าน่าสนใจมาก เนื่องจากโรงเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยหลายคนถึงกับแทบล้มละลายหมดตัว !

“โรคหายาก” (Rare Disease) แปลตรงตัวคือ โรคที่ไม่ค่อยเจอในคนเจ็บป่วยทั่วไป เมื่อตรวจพบแล้วหมอเองก็ไม่รู้จัก บางครั้งฝรั่งเรียกว่า “Orphan disease” แปลตามศัพท์หมายถึง “โรคกำพร้า” หรือโรคที่ไม่มีแหล่งเป็นมาชัดเจน ปัจจุบันถูกค้นพบแล้วไม่ต่ำกว่า 8 พันโรค เช่น กรณีดาราชายชื่อดัง “วินัย ไกรบุตร” เป็นโรคภูมิคุ้มกันใต้ผิวหนังบกพร่อง หรือโรคตุ่มน้ำพอง “เพมฟิกอยด์” (Bullous pemphigoid) อาการผิดปกติเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายโปรตีนยึดผิวหนังชั้น “หนังกำพร้า” กับ “หนังแท้” เมื่อผิวหนังทั้งสองชั้นแยกตัวกันก็เกิดเป็น “ตุ่มพอง” แสบร้อน คัน ตามผิวหนังทั่วร่างกาย “เพมฟิกอยด์” ถือเป็นโรคหายาก เพราะอัตราเฉลี่ยพบโรคนี้แค่ 0.25 คนใน 1 แสนคน เปรียบเทียบกับ โรคไข้เลือดออกที่พบประมาณ 150 คนต่อ 1 แสนคน

ดาราชายข้างต้นเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า โชคดีมีคนใจบุญช่วยกันบริจาคค่ารักษาให้เพราะต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาทกว่าอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ซึ่งบัตรทองหรือ “สิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ไม่ได้ครอบคลุมถึงยารักษาโรคนี้

เช่นเดียวกับคุณแม่วัยสาวอายุ 25 ปี ที่แชร์เรื่องราวของลูกป่วยโรค โมเซอิก ไตรโซมี่ 8 (Mosaic trisomy 8) ในโลกออนไลน์ หลังพบความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หมอที่จังหวัดลพบุรีบอกว่าไม่เคยเจอโรคนี้มาก่อน ทารกมีอาการผิดปกติเนื่องจากหัวใจโต มีน้ำในช่องหัว 2 ช่อง และมีจุดขาวในลำไส้ทำให้ไส้บวม หมอแนะนำให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี จนพบ สาเหตุเกิดจาก โครโมโซมคู่ที่ 8 เกิน 1 แท่ง ถือเป็นโรคหายาก เนื่องจากตอนตรวจพบทารกในครรภ์อายุได้ 7 เดือนแล้ว จึงไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ หลังคลอดออกมาก็พบว่าลูก “ไม่มีรูก้น” จากนั้นทีมแพทย์ก็เริ่มช่วยกันรักษา ต้องมาพบแพทย์ทุกเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมีกรณีของ “น้องซีดี” หรือ กฤตไน เลาหปราสาท ดาราเด็กจากภาพยนตร์หลายเรื่องป่วยเป็น “โรคโมยาโมยา” ที่เกิดจากหลอดเลือดสมองอักเสบและมีการอุดตันของหลอดเลือดทำให้มีอาการปวดหัวและความจำไม่ค่อยดี ต้องผ่าตัดและรักษาโรคนี้ไปเรื่อยๆ แพทย์ที่รักษาแจ้งว่าโรคนี้คนไทยมีโอกาสเป็นแค่ 1 ในล้านคนเท่านั้น
หรือกรณีของ “น้องปุ๊กโก๊ะ” ป่วยโรคเอ็มพีเอส (Mucopolysaccharidosis, MPS) ตั้งแต่วัย 13 ปี โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรม ผู้ป่วยมีอาการหลายอย่างผสมกัน เช่น กระดูกใบหน้า แขน ขาผิดปกติ ตับโต กระจกตาขุ่น หูหนวก ไส้เลื่อน และความผิดปกติทางระบบทางเดินหายใจ เมื่อญาติพาไปหาหมอ ก็ได้รับการแจ้งว่าเป็น “โรคหายาก” ไม่มียารักษา ทำให้น้องปุ๊กโก๊ะต้องทนทรมานกับอาการปวดข้อ ปวดกระดูก หายใจไม่ออก จนกระทั่งโชคดีเจอแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ ช่วยติดต่อจนได้รับการบริจาคยาจากมูลนิธิเจนไซม์แชริเทเบิล จนอาการดีขึ้นเรื่อยๆ สามารถลุกเดินและวิ่งได้เหมือนเพื่อนๆ แต่ต้องไปรับยาเอ็นไซม์ต่อเนื่องทุกๆ อาทิตย์ ทุกวันนี้ครอบครัวยังรู้สึกกลุ้มใจว่าหากไม่ได้รับการบริจาคยาแล้วจะทำอย่างไร เนื่องจากบัตรทองไม่ครอบคลุมถึงโรคนี้

สำหรับวงการแพทย์แต่ละประเทศนั้นมีนิยามของ “โรคหายาก” แตกต่างกันไปบางประเทศให้นิยามว่าโรคที่พบ 1 ใน 2,500 คนของประชากรก็ถือว่าเป็นโรคหายากแล้วแต่บางประเทศอาจต้องเป็น 1 ต่อแสนคนหรือขึ้นไป

สำหรับประเทศไทยแล้วเบื้องต้นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.โรคหายาก (Rare disease) มีผู้ป่วยน้อยกว่า 10,000 คน หรือพบ 1.4 คนต่อประชากร 10,000 คน และ 2.โรคหายากขั้นสุด (Ultra rare disease) มีผู้ป่วยน้อยกว่า 1,000 คน 0.14 คนต่อประชากร 10,000 คน

ปัจจุบันมีโรคหายากที่พบในไทยประมาณ 300 โรคเนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง บัตรทองส่วนใหญ่จึงไม่ครอบคลุมค่ารักษา เช่น “โรคไขกระดูกฝ่อ” หรือโรคที่ไขกระดูกไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดได้ ทำให้มีอาการเกล็ดเลือดต่ำเป็นโลหิตจาง ติดเชื้อโรคอื่นๆ ได้ง่าย พบ 4 รายต่อประชากร 1 ล้านคนต่อปี หรือประมาณ 280 คนทั่วประเทศไทย

นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างของโรคหายากที่เคยพบในเมืองไทย เช่น โรคพราเดอร์-วิลลี่ (Prader-Willi Syndrome) โรคกล้ามเนื้อลีบดูชีนน์ (Duchenne muscular dystrophy, DMD) โรคแองเจลแมน (Angelman syndrome) ฯลฯ

ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยเด็ก หากรักษาดี กำลังใจดี ผู้ป่วยสามารถเติบโตใช้ชีวิตอยู่กับครอบครอบไปได้เรื่อยๆ แต่ทุกวันนี้ผู้ป่วยเด็กๆ เหล่านี้มักไม่ค่อยได้รับการรักษา เนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเงินและเข้าไม่ถึงแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในโรคเหล่านี้ทำให้ต้องเสียชีวิตไปอย่างน่าเศร้า โดยเฉพาะเด็กๆ หรือคนป่วยที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดหรือตามชนบทของประเทศไทยจึงมีเครือข่ายภาคประชาชนหลายองค์กรร่วมกับแพทย์พยาบาล รณรงค์ให้ “กระทรวงสาธารณสุข” จัดสรรงบประมาณดูแลรักษาเด็กและผู้ป่วยโรคหายากเหล่านี้

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 “อนุทิน ชาญวีรกูล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บอร์ด สปสช.” เพื่อระดมความคิดเห็นในการจัดหาแนวทางดูแล “ผู้ป่วยโรคหายากในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” เพราะที่ผ่านมา “กองทุนบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค” ที่เริ่มมานานเกือบ 20 ปีนั้น และเบิกค่ารักษาโรคทั่วไปได้เกือบทัั้งหมด แต่ยังไม่ได้รวมถึงค่ารักษาโรคหายาก

จากนั้นวันที่ 10 ตุลาคม ก็มีการประกาศให้ผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถเข้าถึงการรักษาโรคหายาก 24 โรค เริ่มในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจะมีการจัดสรรงบประมาณประมาณ 13 ล้านบาทให้ โดยประเมินสถานการณ์จำนวนผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ต้องรับการตรวจวินิจฉัย 250 รายต่อปี และเป็นผู้ป่วยโรคหายากรายใหม่ 52 รายต่อปี ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษาพยาบาล และการติดตามผลการรักษา

หนึ่งในนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาระบบยาที่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคมาตั้งแต่ยุคแรก พ.ศ.2544 วิเคราะห์ให้ฟังว่า การจะรวม “โรคหายาก” ให้เข้าเบิกจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง ถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่ติดปัญหาตรงที่งบประมาณเงินก้อนนี้ของประเทศไทยไม่ได้มีมากนักและต้องนำไปกระจายสู่โรงพยาบาลเพื่อรักษาคนป่วยที่มีมาใช้สิทธิทั่วประเทศ หากนำมาซื้อยาที่มีราคาแพงอาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ได้
“ตอนนี้ส่วนใหญ่โรคพวกนี้ยังเบิกไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในบัญชียาที่กำหนดไว้ คงต้องช่วยกันพิจารณาวิธีการเหมาะสมที่สุด เพราะโรคหายากมีค่ารักษาที่แพงมาก แม้แต่ในประเทศอเมริกาหรือญี่ปุ่น เท่าที่รู้มารัฐบาลก็ไม่ได้ช่วยเหลือทั้งหมด บริษัทยาก็ไม่ผลิตขาย ถึงเรียกกันว่ายากำพร้า ยาราคาแพงมาก และส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องกินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เช่น ค่ายารักษาผู้ป่วยโรคหายาก 1 คนอาจใช้ประมาณ 1-5 ล้านบาทต่อปี ขณะที่เงินจำนวนนี้สามารถเอาไปรักษาผู้ป่วยโรคทั่วไปได้เป็นร้อยหรือพันคน และการตรวจรักษาต้องใช้หมอเฉพาะทางเท่านั้น”
ผู้เชี่ยวชาญข้างต้นกล่าวแนะนำว่า ต้องหาทางออกที่เหมาะสมเพิ่มเติมด้วย เช่น สนับสนุนให้องค์การอาหารและยาของไทยเริ่มต้นผลิตยาสำหรับโรคหายาก เพราะในอนาคตจะมีผู้ป่วยโรคที่ซับซ้อนมากขึ้นโดยเฉพาะโรคที่เกิดจากการกินสารเคมีเกษตรหรือโรคจากผลกระทบของการใช้สารเคมีต่างๆ นอกจากนี้ยังเสนอให้ “กองทุนประกันสังคม” เข้ามาช่วยดูแลและจ่ายเงินสมทบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วย เนื่องจากเป็นกองทุนมีเงินสะสมอยู่จำนวนมาก แต่ไม่ค่อยยอมเพิ่มค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ประกันตนหรือสมาชิกในครอบครัว
เมื่ออนาคตแนวโน้มผู้ป่วย “โรคหายาก” เพิ่มมากขึ้น หากรัฐบาล “บิ๊กตู่” เน้นย้ำนโยบายหาเสียงไว้ว่า “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ชาวบ้านก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ป่วยเหล่านี้จะไม่ถูกทิ้งให้เสียชีวิต เพียงเพราะกองทุนต่างๆ ไม่อยากควักกระเป๋าตัวเอง!

เปิด 4 ปมโต้แย้ง คดีเงินกู้ อนค. รอดหรือร่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด 4 ปมโต้แย้ง  คดีเงินกู้ อนค. รอดหรือร่วง

10 ธันวาคม 2562 – 13:10 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,เงินกู้,หัวหน้าทอน
เปิดอ่าน 1,230 ครั้ง

เปิด 4 ปมโต้แย้ง  คดีเงินกู้ อนค. รอดหรือร่วง โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

ท่าทีของ “หัวหน้าทอน” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องบอกว่าพลิกรายวัน แม้แต่เรื่อง “เงินกู้” ที่กำลังเป็นประเด็นถูก กกต.ตรวจสอบอยู่ในขณะนี้

ก่อนหน้านี้ “พรรคอนาคตใหม่” โอดครวญร้องขอให้ กกต.ขยายเวลาการส่งเอกสารหลักฐานเพื่อชี้แจงกรณีเงินกู้ออกไปอีก 120 วัน แต่เมื่อ กกต.ไม่อนุญาต ก็ออกมาบริภาษ กกต. และล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม “หัวหน้าทอน” เลยบอกว่า กกต.ตั้งธงคดีนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องส่งเอกสารเพิ่ม รอส่งศาลเลยทีเดียว

ยังไม่แน่ว่าถ้าสุดท้ายศาลตัดสินเป็นโทษกับพรรคอนาคตใหม่จะมี “ลูกแถม” อะไรตามมาอีกหรือไม่

สำหรับคดีเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ที่กู้จาก “หัวหน้าทอน” ราวๆ 191 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองนั้น คาดว่าจะถูกลงมติชี้มูลโดยกกต.ชุดใหญ่ ในวันพุธที่ 11 ธันวาคมนี้ ดูจากท่าทีของ กกต.ผ่านคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนแล้ว เดาได้ไม่ยากว่าผลจะออกมาในทิศทางใด

   ประเด็นในคดีที่มีการอ้างข้อมูลโต้แย้งกัน มีอยู่ 4 ประเด็นหลักๆ คือ
      1.พรรคอนาคตใหม่กู้เงินจาก “หัวหน้าทอน” จริงหรือไม่
เรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า “กู้จริง” เพราะนายธนาธรเองก็ไปพูดเรื่องนี้ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือ FCCT เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา และยังแสดงข้อมูลไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ด้วย

   2.การที่พรรคการเมืองกู้เงินมาใช้จ่ายในกิจกรรมทางการเมืองสามารถทำได้หรือไม่
ประเด็นนี้ยังมีมุมมองที่ขัดแย้งกันอยู่ โดยฝั่ง กกต.เห็นว่า การที่พรรคการเมืองกู้เงินมาใช้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและกระทำมิได้ เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 62 เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า พรรคการเมืองมีรายได้จาก 7 ช่องทางเท่านั้น คือ จากทุนประเดิม จากค่าบำรุงพรรคการเมือง จากการขายสินค้า จากการระดมทุน จากการรับบริจาค เงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองและดอกผลจากรายได้ในทุกช่องทางที่กล่าวมา

ขณะที่ฝั่งพรรคอนาคตใหม่ชี้แจงว่า “เงินกู้” ไม่ใช่รายได้ โดยยกหลักการว่าด้วยการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของบริษัทเอกชนมาอ้างว่า “เงินกู้” อยู่ในส่วนที่เป็น “รายจ่าย” ไม่ใช่รายได้ ฉะนั้นจึงไม่เข้าข่ายตามกฎหมาย เพราะเงินกู้ที่กู้มาไม่ใช่รายได้ของพรรคอนาคตใหม่

แต่ประเด็นนี้ก็มีนักกฎหมายหลายคนออกมาแย้งว่าในทางบัญชีของบริษัทเอกชน แม้เงินกู้จะเป็นรายจ่ายที่ต้องชำระคืน แต่เมื่อกู้มาแล้วและมีเงินเข้าบริษัทก็ต้องถือเป็นรายได้เช่นกัน เพียงแต่เป็นรายได้ที่ต้องตั้งงบเพื่อจ่ายหรือชำระคืน (รายจ่าย) ในภายหลัง

  3.เมื่อกฎหมายไม่ได้ห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน แล้วพรรคสามารถกู้ได้หรือไม่
ประเด็นนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ยังมีมุมมองขัดแย้งกันอยู่ ฝั่งกกต.ยังไม่เคยออกมาพูดชัดๆ มีแต่ฝั่งพรรคอนาคตใหม่ที่ออกมาอ้างว่าเมื่อกฎหมายไม่ได้ห้ามย่อมสามารถทำได้

ขณะที่อีกด้านก็มีนักกฎหมายหลายคนออกมามองต่างมุมว่า พรรคการเมืองไทยมีฐานะเป็น “นิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน” จึงไม่สามารถกู้เงินมาใช้จ่ายได้ เพราะไม่ใช่องค์กรทางธุรกิจ หรือที่เรียกภาษากฎหมายว่า “นิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน”

กฎหมายมหาชนนั้นจะกำหนดสิ่งที่ “ทำได้” เอาไว้ อะไรที่กฎหมายไม่ได้เขียนให้ทำ ถือว่าทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกฎหมายเอกชนจะเขียนสิ่งที่ “ห้ามทำ” เอาไว้ สิ่งที่กฎหมายไม่ได้เขียนถือว่า “ทำได้” ทั้งหมด…นี่คือความต่าง

ถ้าพิจารณาตามหลักนี้ก็ต้องถือว่าพรรคการเมืองน่าจะไม่สามารถกู้เงินมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ และก็น่าแปลกที่พรรคการเมืองร่วมร้อยพรรค มีเพียงพรรคเดียวที่ใช้วิธี “กู้เงิน” มาดำเนินกิจกรรมทางการเมือง คือพรรคอนาคตใหม่

  4.หากการกู้เงินของพรรคการเมืองเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมีโทษถึงยุบพรรคหรือไม่
ประเด็นนี้ กกต.ก็ยังไม่เคยออกมาพูดเหมือนกัน แต่ฝั่งอนาคตใหม่พูดซ้ำอยู่บ่อยๆ ว่า ไม่มีช่องทางยุบพรรคของพวกเขาได้

แต่ถ้าถามนักวิชาการอย่าง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะนักรัฐศาสตร์ชื่อดัง จะพบมุมมองที่ต่างออกไป

อาจารย์สติธร บอกว่า การพิจารณาจะอยู่ที่การตีความว่า “เงินกู้” คือเงินอะไร หากตีความว่าเป็น “ประโยชน์อื่นใด” ที่ได้จากการบริจาคของบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็จะเข้าข่ายมีความผิดทันที เพราะกฎหมายให้พรรคการเมืองรับบริจาคเงินหรือประโยชน์อื่นใดได้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อผู้บริจาค 1 รายใน 1 ปี เรื่องนี้บัญญัติไว้ในมาตรา 66

ถ้าพรรคการเมืองรับเงินหรือประโยชน์อื่นใดเกิน 10 ล้านบาท กฎหมายให้ริบเงินส่วนเกินตกเป็นของแผ่นดิน แล้วสั่งปรับพรรคการเมือง 1 ล้านบาท พร้อมเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี / ส่วนนี้บัญญัติไว้ในมาตรา 125

ส่วนการยุบพรรคไม่มีระบุเอาไว้สำหรับความผิดนี้ ยกเว้นรับบริจาคเงินจากแหล่งที่มาที่ไม่ถูกต้อง เช่น เป็นเงินผิดกฎหมาย หรือรับบริจาคจากบุคคลหรือนิติบุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยจึงจะมีโทษถึงยุบพรรค ตามมาตรา 72, 74 ประกอบมาตรา 92(3)

แม้คดีเงินกู้อาจไม่จบที่การยุบพรรค แต่ถ้าพรรคอนาคตใหม่ถูกชี้มูลความผิดจากกกต. คดีนี้จะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ และหากศาลชี้ว่าเป็นความผิดก็มีสิทธิ์ที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี ฉะนั้นถึงแม้ไม่ยุบพรรคแต่กรรมการบริหารพรรคโดนตัดสิทธิ์ทั้งหมดก็น่าจะส่งผลกระทบไม่น้อยเหมือนกัน เพราะล้วนเป็นแกนนำคนสำคัญทั้งสิ้น

จากการตรวจสอบรายชื่อกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ในเว็บไซต์ทางการของพรรคมีทั้งสิ้น 16 คน ประกอบด้วย

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นายชำนาญ จันทร์เรือง พล.ท.พงศกร รอดชมภู นายรณวิต หล่อเลิศสุนทร น.ส.พรรณิการ์ วานิช นายไกลก้อง ไวทยการ นายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ นายสุนทร บุญยอด น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ นายสุรชัย ศรีสารคาม นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ นายชัย ภักดีศรี น.ส.จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ และนายนิรามาน สุไลมาน

สำหรับนายนิรามานก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคหลังจากโหวตสวนมติพรรคด้วยการ “งดออกเสียง” ในการอนุมัติพระราชกำหนดการโอนกำลังพลฯ ซึ่งมติพรรคให้โหวต “ไม่อนุมัติ”

แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดการณ์ เพราะถึงที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญ หรือ กกต.อาจวินิจฉัยว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีความผิด หรือผิดแต่ไม่มีโทษก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติบทกำหนดโทษสำหรับการกู้เงินเอาไว้ ฉะนั้นจึงต้องรอลุ้นด้วยใจระทึกว่าคดีนี้จะจบลงที่ตรงไหน