ขนส่งเปิดเกมล่า ตั้งค่าหัวรถแหกกฎ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403675?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขนส่งเปิดเกมล่า ตั้งค่าหัวรถแหกกฎ

10 ธันวาคม 2562 – 10:38 น.
กรมการขนส่งทางบก,ตั้งรางวัลนำจับ,รถโดยสารสาธารณะ,รถบรรทุก,ผิดกฎหมายขนส่งทางบก
เปิดอ่าน 814 ครั้ง

กรมการขนส่งทางบก ตั้งรางวัลนำจับ ให้คนแจ้งเบาะแสรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกทำผิดกฎหมายขนส่งทางบก

ไม่รู้ข่าวนี้ควรจัดไว้ในหมวดอะไรดี อาชญากรรม จราจร หรือช่องทางทำกิน?

แต่ดูจากหลักการและเหตุผลแล้วเข้าได้กับทั้งหมวดอาชญากรรมและจราจร เพราะจุดประสงค์หลักคือต้องการสร้างวินัยให้ผู้ใช้รถใช้ถนน

เมื่อคนขับรถเคารพกฎจราจรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อุบัติเหตุบนท้องถนนก็จะลดลงและไม่มีใครต้องเดือดร้อนจากการฝ่าฝืนกฎหมาย

แต่ถ้าปล่อยให้คนเห็นแก่ตัวขับรถแบบไม่สนโลกอย่างทุกวันนี้ก็จะถือเป็น ภัยสังคม อีกรูปแบบหนึ่งได้

แต่อีกขณะหนึ่งมาตรการนี้ก็ยังเข้ากันได้กับหมวดช่องทางทำกิน เพราะการตั้งรางวัล “แจ้งเบาะแสนำจับ” ถือเป็นการจูงใจให้ประชาชนเป็นหูเป็นตา ช่วยสอดส่องสังคมให้อยู่ในระเบียบโดยมีเงินส่วนแบ่งค่าปรับเป็นค่าตอบแทน

ไม่ว่าจะอย่างไรมาตรการนี้จะส่งผลดีต่อการจัดระเบียบสังคมบนท้องถนนที่กำลัง เลวร้ายเข้าขั้นวิกฤติ แต่สำหรับคนขับรถที่ยังติดนิสัย(สันดาน)มักง่าย ชอบเอารัดเอาเปรียบ งานนี้มีหนาวแน่นอน เพราะเชื่อว่านิสัยการขับรถของคนเห็นแก่ตัวถ้าจะหวังแก้ด้วยจึตสำนึกเพียงอย่างเดียวคงยาก

ดังนั้นมาตรการดัดหลังด้วยการตั้งรางวัลนำจับจึงน่าจะเป็นทางแก้ที่พอจะหวังผลได้ในระดับหนึ่ง

ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม บอกว่า ปีใหม่ปีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตี ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงดูแลการเดินทางของประชาชน ตั้งเป้าที่จะลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงจากยอดเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลังซึ่งปีที่แล้วพบว่ามีจำนวนผู้เสียชีวิตรวม 417 คน และกำชับว่าปีนี้จะต้องไม่มีผู้เสียชีวิตจากระบบขนส่งสาธารณะ

ดังนั้นปีนี้กระทรวงคมนาคมจึงเพิ่มมาตรการจัดระเบียบการใช้รถใช้ถนน  โดยเปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดระเบียบการใช้รถทุกประเภทที่อยู่ภายใต้พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการขนส่งทางบก ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่เป็นรถส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะ

วันที่ 9 ธันวาคม 2562 จะเป็นวันแรกที่เริ่มใช้มาตรการแบ่งรางวัลนำจับให้ประชาชน 50% สำหรับผู้แจ้งเบาะแสการกระทำผิดพ.ร.บ.ขนส่งทางบก 2522 ของกลุ่มรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุก รางวัลส่วนแบ่งจะคิดจากมูลค่าของบทลงโทษปรับซึ่งมีตั้งแต่ 200-30,000 บาท แบ่งตามกรณี

กระนั้น รมว.คมนาคม ย้ำว่า การตั้งรางวัลแจ้งเบาะแสนำจับพวกขับรถฝ่าฝืนกฎจราจร จุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่การจับปรับ แต่มีจุดประสงค์เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงความมีวินัย เคารพกฎหมายและกฎจราจร รวมถึงเคารพสิทธิของบุคคลอื่นด้วย หากทุกคนใช้รถอย่างมีระเบียบวินัย ทุกคนก็จะปลอดภัย หากเริ่มต้นที่ตัวเองได้ก็จะทำให้คนอื่นๆ ปลอดภัยไปด้วย

สำหรับมาตรการดังกล่าว กรมการขนส่งทางบกอยู่ระหว่างร่างประกาศกำหนดเกณฑ์การแบ่งสินบนให้ประชาชนที่แจ้งเบาะแส คาดว่าจะประกาศและบังคับใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

หากประชาชนพบการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ขนส่งทางบก 2522 เช่น ขับรถส่ายไปส่ายมา ขับรถประมาทหวาดเสียว ควันดำ บรรทุกผู้โดยสารเกิน สามารถถ่ายรูป ถ่ายคลิปส่งมาที่เว็บไซต์กรมการขนส่งทางบก https://www.dlt.go.th/, เฟซบุ๊กกรมการขนส่งทางบก https://m.facebook.com/PR.DLT.NEWS/ หรือร้องเรียนผ่านสายด่วน 1584 ได้เลย โดยกรมการขนส่งทางบกจะเรียกผู้กระทำผิดมารับทราบข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน หากพบว่าผิดจริงจะโดนปรับและแบ่งรางวัลนำจับให้ผู้แจ้งเบาะแสต่อไป

“หากพบว่าทำผิดจริงเราจะแบ่งสินบน 50% ให้คนแจ้ง ซึ่งจะบังคับใช้ทันก่อนช่วงปีใหม่พอดี ต่อไปประชาชนจะเป็นอาสาของกรมการขนส่งทางบกที่ช่วยดูแลจัดระเบียบ เราไม่ได้อยากปรับหรือจับใคร ถ้าทุกคนอยู่ในวินัยทุกคนจะปลอดภัยและมีความสุขในวันปีใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายของกระทรวงคมนาคม”

รมว.คมนาคม บอกด้วยว่า ในอนาคตจะขยายผลไปลงโทษผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและผู้ขับขี่แท็กซี่ จะมีการทำคิวอาร์โค้ดติดบนเสื้อของวินมอเตอร์ไซด์และแปะไว้ในรถแท็กซี่ ผู้โดยสารสามารถสแกนข้อมูลผู้ขับขี่แต่ละรายผ่านมือถือเพื่อตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมการขับขี่ ตลอดจนสามารถสแกนเพื่อแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ในทันทีแบบเรียลไทม์ หากพบกระทำผิดซ้ำก็จะสั่งพักใบขับขี่พร้อมเข้าคอร์สอบรมการขับขี่กับกรมการขนส่งทางบกและหากกระทำผิดซ้ำซากก็จะมีการเพิกถอนใบขับขี่ต่อไป

“นอกจากการให้รางวัลนำจับแล้วในอนาคตอันใกล้จะมีการนำระบบตัดแต้มใบขับขี่มาใช้กับรถทุกประเภท โดยจะมีการตัดแต้มเมื่อกระทำผิด หากแต้มหมดก็จะพักใบขับขี่ ถ้าหมดซ้ำซากก็เพิกถอนใบขับขี่ไปเลย ไม่ต้องมาขับรถบนท้องถนนอีกต่อไป ขณะนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงหลักสูตรและข้อสอบการออกใบขับขี่ให้มีความเข้มข้นมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการทดสอบความจำเกี่ยวกับเครื่องหมายจราจร มาเป็นความเข้าใจด้านกฎจราจรที่เกี่ยวกับความปลอดภัยมากขึ้น มีการประเมินการวิเคราะห์ในเชิงทัศนคติ การแก้ไขปัญหาและสถานการณ์เฉพาะหน้า”

จิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ย้ำว่าปัจจุบันกรมการขนส่งทางบกมีกฎหมายบังคับเกี่ยวกับมาตรการให้รางวัลนำจับอยู่แล้วแต่ยังไม่มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้รางวัลนำจับ ดังนั้นกรมจะต้องกลับไปออกหลักเกณฑ์เงื่อนไขและขั้นตอนการแจ้งเบาะแสและวิธีการจัดแบ่งรางวัลนำจับก่อน คาดว่าจะออกประกาศบังคับใช้ได้ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้

“จะกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดว่าการแจ้งเบาะแสจะต้องมีหลักฐานอะไร อย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งกัน โดยอาจจะต้องให้มีการจัดส่งหลักฐานตามเกณฑ์ที่กำหนดรวมทั้งจะต้องมีมาตรการกำหนดให้ผู้แจ้งเบาะแสต้องมาแสดงตัวที่กรมการขนส่งทางบกด้วย ส่วนการจ่ายเงินสินบนนำจับนั้นจะจ่ายภายหลังตรวจสอบพบว่ามีการทำความผิดจริง ส่วนจะจ่ายในรูปแบบเงินสดให้มารับเองหรือจะโอนเงินเข้าบัญชีผู้แจ้งเบาะแสนั้นอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดกำหนดเป็นหลักเกณฑ์เพื่อประกาศยังคับใช้ต่อไป”

เอาเป็นว่าตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม เป็นต้นไป ใครอยู่บ้านว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ลองเดินออกไปหาทำเลเหมาะๆ ที่เคยเห็นรถเมล์ รถโดยสาร หรือแม้แต่รถบรรทุกเคยขับแบบมักง่ายหรือทำผิดกฎหมายเป็นประจำ ตั้งกล้องถ่ายคลิปเก็บไว้ส่งให้กรมการขนส่งทางบกตามจับ หรือใครมีกล้องติดหน้ารถ ให้หมั่นสังเกตรถที่ทำผิดกฎทั้งหลายดูบ้าง คิดเสียว่าช่วยกันจัดระเบียบสังคมให้สมประกอบ ดีกว่าอยู่เปล่าๆ แถมได้เงินใช้อีกต่างหาก

เทพไท ไยลืมอดีต ปชป.รับใช้ทหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403659?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทพไท ไยลืมอดีต  ปชป.รับใช้ทหาร

10 ธันวาคม 2562 – 10:10 น.
กระดานความคิด,ควง อภัยวงศ์,เทพไท เสนพงศ์,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 5,928 ครั้ง

เทพไท ไยลืมอดีต  ปชป.รับใช้ทหาร คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา บางปะกง

ลีลาการเมืองเฉพาะตัวแบบ “เสี่ยคึก” เทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นที่ถูกอกถูกใจสภากาแฟแถวปักษ์ใต้ แต่สภากาแฟแถวบ้านป่ารอยต่อฯ ค่าย ร.1 รอ. คงไม่ปลื้ม

ลึกๆ แล้ว เสี่ยคึกเคลื่อนไหวแนวทาง “สวน 3 ป.” ทุกเม็ดทุกดอก ก็เพื่อ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์ของพรรคอะไรหรอก

การออกมาแถลงในนามเสี่ยคึก เรื่องการตัดสินใจในการลงมติสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบการใช้มาตรา 44 ว่า ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่ตั้ง และว่าส่วนตัวเคารพมติพรรคและมติวิปรัฐบาลมาโดยตลอด แต่ไม่สามารถที่จะทรยศต่ออุดมการณ์ของพรรคได้

          อุดมการณ์พรรค ปชป.ที่เขียนไว้ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2489 มีอยู่ 10 ข้อ แต่ถูกอ้างถึงบ่อยครั้งคือ ข้อ 4 “พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ”

เทพไท เสนพงศ์

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตอนนั้น จึงประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ เพราะเป็นการสืบทอดอำนาจคือความขัดแย้ง และขัดกับอุดมการณ์ของพรรค คือประชาชนเป็นใหญ่ ผลลัพธ์ออกมา ปรากฏว่า ปชป.ก็สูญพันธุ์ในสนามกรุงเทพฯ รวมถึงการสูญเสียที่นั่ง ส.ส.ในภาคใต้

แม้ว่ามาร์คจะรับผิดชอบด้วยการลาออกจากหัวหน้าพรรค และลาออกจาก ส.ส. แต่กลุ่มก้อนของมาร์ค ก็ยังอารมณ์ค้าง ออกลวดลายเล่นบทฝ่ายค้านอิสระในฝั่งพรรคร่วมรัฐบาล

อุดมการณ์พรรค ปชป.นัั้น แน่วแน่จริงหรือ? ในการยืนหยัดหลักการที่ว่า “พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ”

พลิกประวัติศาสตร์การเมืองไทย อุดมการณ์พรรค ปชป.ก็ไม่ได้มั่นคงเสมอไป เมื่อเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 โดยกลุ่มทหารนอกราชการในนาม “คณะทหารแห่งชาติ” นำโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ นำกำลังทหารยึดอำนาจจากปกครองจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

จะว่าไปแล้ว พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ก็ไม่ได้มีกำลังจริงหรอก หากแต่ตัวละครหลังม่านคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นั่งบัญชาการอยู่ในค่ายทหารที่ลพบุรี

อภิสิทธิ์ และควง อภัยวงศ์

คณะทหารแห่งชาติ ได้ติดต่อให้ “พ.ต.ควง อภัยวงศ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เวลานั้น ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยให้สัญญาว่าจะไม่แทรกแซงการทำงาน และคณะทหารแห่งชาติได้ตั้งสภาขึ้นมา ใช้ชื่อว่า “คณะรัฐมนตรีสภา”

พ.ต.ควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 พร้อมทั้งรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกษตราธิการ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม

         เบื้องหลัง พ.ต.ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ปชป. มีอุดมการณ์ไม่เอาทหาร แต่ยอมนั่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ก็เพราะหัวหน้าควงไปเจรจากับจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในค่ายทหารที่ลพบุรี จนได้ข้อสรุปเรื่องทหารจะไม่แทรกแซงการบริหารประเทศ

คณะทหารแห่งชาติ ได้จัดการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 29 มกราคม 2491 พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงข้างมาก พ.ต.ควง อภัยวงศ์ จึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นรัฐบาลพลเรือน แต่ในวันที่ 6 เมษายน 2491 นายทหารในกลุ่มคณะทหารแห่งชาติ 4 คน ก็ได้บีบบังคับให้ พ.ต.ควง อภัยวงศ์ ลาออก และแต่งตั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีแทน

กรณีของ พ.ต.ควง อภัยวงศ์ ก็ไม่ต่างจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปลายปี 2551 แม้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีจะเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังก็รู้ว่า เกมตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังเหตุยุบพรรคพลังประชาชน เป็นวิถีการเมืองที่ไม่ปกติ

          ด้วยเหตุนี้ จึงมีรายงานข่าวในงานมีตติ้งพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อไม่กี่วันมานี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ทวงสัญญาลูกผู้ชายต่อหน้าแกนนำพรรค ปชป. เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้ว “3 ป.” ช่วยสานฝัน “เดอะมาร์ค” เป็นนายกรัฐมนตรี และเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอุ้มรัฐบาลมาร์ค ฝ่าคลื่นแดงทั้งแผ่นดิน

ถามจริงๆ หากไม่มี “3 ป.” นักการเมืองนักเรียนนอกชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่? และหากชาว ปชป.ยึดมั่นในอุดมการณ์พรรคจริง ก็ควรไม่รับข้อเสนอจากกลุ่มขุนศึกบูรพาพยัคฆ์

          เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง อุดมการณ์ก็คือตัวหนังสือในแผ่นกระดาษ หากผลประโยชน์ทางการเมืองลงตัว ก็เก็บอุดมการณ์ไว้บนหิ้ง ชาว ปชป.เป็นเยี่ยงนี้มานานแล้ว

ศูนย์เฉพาะกิจช่วยสถานการณ์ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403660?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศูนย์เฉพาะกิจช่วยสถานการณ์ภัยแล้ง

10 ธันวาคม 2562 – 09:25 น.
ศูนย์เฉพาะกิจช่วยสถานการณ์ภัยแล้ง,อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 474 ครั้ง

ศูนย์เฉพาะกิจช่วยสถานการณ์ภัยแล้ง คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีเรื่องด่วนที่จะแจ้งให้ทราบเพราะวันก่อนครม.ประกาศตั้งศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยแล้งปีหน้า พ.ศ.2563 ไม่อยากจะบอกให้ตกใจว่าภัยแล้ง พ.ศ.2563 จะหนักกว่าทุกปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ครอบคลุม 22 จังหวัด และเวลานี้มีปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยลงมากๆ และครม.ประกาศว่าภัยแล้งนี้ยาวครึ่งปีคือ 6 เดือน จนถึงเมษายน 2563 เดือนที่ร้อนที่สุดของปี

ศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยแล้งจะรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ กำหนดแนวทางปฏิบัติงานเชิงบูรณาการในการแก้ปัญหาและให้การช่วยเหลือประชาชนรับแจ้งเรื่องขอความช่วยเหลือจากประชาชนด้านน้ำบาดาลผ่านระบบโทรศัพท์หมายเลข 0-2666-7000 กด 1 หรือโทรศัพท์มือถือ 09-5949-7000 ตั้งแต่ 08.30-22.00 น. ทุกวันจนกว่าจะสิ้นสุดสถานการณ์ภัยแล้ง

ผ่านระบบขอความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งออนไลน์ทาง 1310.dgr.go.th ตลอดจนจัดทำรายงานสถานการณ์ ผลการปฏิบัติงานแก้ไขปัญหา การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง

มีข้อมูลที่น่าสนใจจะแจ้งให้ทราบว่า 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนใหญ่ที่สุดมีนํ้าใช้การได้เพียง 15 เปอร์เซ็นต์ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนใหญ่อันดับสอง เหลือน้ำใช้การได้ 24 เปอร์เซ็นต์ ป่าสัก 32 เปอร์เซ็นต์ และแควน้อย 46 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ปริมาณน้ำใช้การของ 4 เขื่อนหลักจะต้องมีรวมกันมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม) ปัจจุบันมีเพียง 4,986 ล้าน ลบ.ม.

ยิ่งไปกว่านั้นเขื่อนอื่นล้วนอยู่ในสภาพวิกฤติไม่แพ้กัน อาทิ เขื่อนอุบลรัตน์ ใช้น้ำใต้ระดับกักเก็บไปแล้ว 40.26 ล้านลบ.ม. เขื่อนจุฬาภรณ์ เหลือน้ำใช้ได้ร้อยละ 8 เขื่อนลำพระเพลิง ร้อยละ 16 เขื่อนลำนางรอง ร้อยละ 17

กรณีนี้อยากจะขอให้รณรงค์ช่วยกันใช้น้ำอย่างอย่างประหยัดเพื่อเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้า คนไทยต้องรู้ทุกฤดูกาล ทั้งน้ำท่วม-ภัยแล้ง และเชื่อว่าจะฝ่าฟันวิกฤติได้แน่
อ๊อด เทอร์โบ


 เที่ยวไปกำไรชีวิต
มีจดหมายจากคนชอบเที่ยวคุณ “บำรุงพล ราชคราม” ซึ่งให้ความรู้เบาๆ ดีมากเพราะเพิ่งทราบเหมือนกันว่ากษัตริย์หรืออัศวินทหารผู้กล้าที่ขี่ม้าตามอนุสาวรีย์ที่มีมากมายนั้นมีความหมายอย่างไร?

โลกเราทุกวันนี้มีเรื่องเครียดๆ หนักสมอง เราลองมาหาเรื่องประเทืองปัญญามาบ้างก็ดีเพราะใครๆ ก็บอกว่าเที่ยวไปกำไรชีวิตเป็นเรื่องจริง
อ๊อด เทอร์โบ


 ความหมายของอนุสาวรีย์
 ทำไมม้ายืนไม่เหมือนกัน

ผมเพิ่งกลับมาจากยุโรปครับ ไปมาหลายประเทศ ยิ่งในช่วงนี้สวยมากที่บอกมานี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่นะครับเพราะผมเพิ่งทราบจากผู้ใหญ่ที่ร่วมคณะไปด้วย เรื่องความหมายต่างๆ ที่มีรูปปั้นกษัตริย์หรือขุนพลอัศวินขี่ม้าในอิริยาบถที่ต่างกันซึ่งมีความหมายน่าสนใจ

จึงนำมาแจ้งให้ทราบพอเป็นความรู้ถึงความหมายการยกขาของม้าของกษัตริย์และม้านักรบในอนุสาวรีย์ว่า ม้ายืนปกติขาติดพื้นทั้งสี่ขา หมายความว่า คนบนหลังม้าตายโดยธรรมชาติ ไม่ได้เกี่ยวกับสงคราม ม้ายกขาข้างเดียว แปลว่า คนบนหลังม้าได้รับบาดเจ็บในสงครามและเสียชีวิตจากการบาดเจ็บนั้น และม้ายกขาสองข้าง หมายถึง บุคคลบนหลังม้าเสียชีวิตในสงคราม

ผมเพิ่งทราบและอยากจะเรียนมาให้ทราบเบื้องต้นไว้ก่อนและเรียนว่าอากาศที่ยุโรปเย็นนะครับไปเที่ยวต้องใส่เสื้อผ้าหนาๆ ร่างกายจะได้อบอุ่น ผิวไม่แห้งและจะได้ไม่เป็นหวัด
บำรุงพล ราชคราม


 บัณฑิตตกงาน
 ใครว่าเศรษฐกิจขาขึ้น

ผมอยากจะให้ช่วยเป็นสื่อกลางแจ้งให้ทราบซึ่งจะได้เตรียมแรงกระทบเพราะบัณฑิตจะตกงานมากมายเพราะเศรษฐกิจหดตัวซึ่งสถาบันการเงินแห่งหนึ่งได้วิเคราะห์ไว้น่าสนใจมากครับ

จากแนวโน้มเศรษฐกิจขาลงทำให้การจ้างงานลดลงโดยเฉพาะในเรื่องอุตสาหกรรม และเราผลิตบัณฑิตที่ทำงานได้แบบไม่ตรงต่อความต้องการของตลาด

ประมาณว่าจะมีผู้จบใหม่ที่พร้อมหางานในช่วงกลางปีหน้าราว 341,000 คน อาจประสบปัญหาการหางานในภาวะที่ภาคธุรกิจหยุดการจ้างงานใหม่เพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 1 ใน 3 ที่ศึกษามาในสายวิชาชีพหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ภาคธุรกิจมีแนวโน้มรับเข้าทำงานมากกว่า

จึงรีบเขียนจดหมายนี้มาเพราะเราลงทุนด้านการศึกษาสูงมาก แต่จบออกมาแล้วตกงานเตะฝุ่นหลายแสนคน
บุญชัย (เพชรบุรี)

 เรียนคุณ ‘บุญชัย’ เพชรบุรี
ผมอ่านจดหมายของคุณแล้วรู้สึกว่าจะต้องปรับปรุงระบบการศึกษาหรือปฏิรูปการศึกษาเสียใหม่ เพราะเราทำอะไรแบบไฟไหม้ฟางและเลียนแบบกัน

ดังนั้นจึงจะเห็นว่าในแต่ละปีมีผู้จบการศึกษาหรือบัณฑิตตกงานกันมาก จนพูดกันว่าจบปริญญาตรีแล้วเตะฝุ่นอัดใส่กระสอบขาย ซึ่งต่อไปคนตกงานนี้จะเพิ่มมากขึ้นเหมือนดินพอกหางหมู

รัฐบาลต้องยอมรับความจริงเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำได้แล้ว และอย่าไปเชื่อพวกมองโลกสวยอะไรๆ ดูดีไปหมด เพราะเวลานี้มีโรงงานอุตสาหกรรมทยอยปิดตัวกันเป็นแถว

นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับและต้องกล้าสู้และแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาวไม่ใช่ปล่อยลอยตัวเหนือปัญหาเช่นนี้
อ๊อด เทอร์โบ


เร้นลึก ‘เนวิน-เสี่ยต่อ’ ลับลวงพราง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403653?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เร้นลึก ‘เนวิน-เสี่ยต่อ’ ลับลวงพราง

10 ธันวาคม 2562 – 09:20 น.
เจาะประเด็นร้อน,สโมสรพีที ประจวบ เอฟซี,นายกเกียร์,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,เนวิน,เสี่ยต่อ,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 9,530 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 10 ธ.ค. 62

*************************************

สื่อทุกสำนักพุ่งเป้าไปที่พรรคประชาธิปัตย์ หลังมี “ส.ส.แหกคอก” โหวตสวนมติวิปรัฐบาล ท่ามกลางกระแสข่าว ปรับ ครม. ริบเก้าอี้รัฐมนตรีจากค่ายสีฟ้า เอามาประเคนให้กลุ่มก๊วนฝ่ายค้านแปรพักตร์

ร้อนถึง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องจัดการแก้ไขปัญหา “งูเห่าสีฟ้า” โดยกัปตันอู๊ดด้า ได้โยนเรื่องให้ เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ไปพิจารณาจัดการว่าจะมีบทลงโทษ หรือมาตรการใดๆ

ปชป.จะได้ไปต่อหรือไม่? งูเห่าสีฟ้า จะสยบยอมหรือไม่? ต้องจับตา “เสี่ยต่อ” ผู้มากไปด้วยคอนเนกชั่น และไม่ได้พร่ำบ่นเรื่องอุดมการณ์พรรคจนเฝือ

คำไหนคำนั้น

ได้ตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาหลายเดือนแล้ว แต่ “บ้านใหญ่ปราณบุรี” เพิ่งจัดงานใหญ่ฉลองตำแหน่งให้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน” เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ที่สนามหน้าเทศบาลปราณบุรี มีชาวประจวบฯ มาร่วมงานนับหมื่นคน

“เกิดที่ปราณบุรี ผมทำงานมา 29 ปี เพื่อคนประจวบ ทุกๆ คนมีส่วนร่วมที่ทำให้ผมมีวันนี้” คำพูดของ “เสี่ยต่อ” ประโยคนี้ มีการแชร์กันเยอะในเฟซบุ๊กหัวคะแนนค่าย ปชป.เมืองสามอ่าว

เฉลิมชัย- ธันยวีร์ แห่งบ้านใหญ่ปราณบุรี

บนเวทีคืนนั้น “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ นำทีม ส.อบจ. สวมเสื้อทีมฟุตบอลพีที ประจวบ ขึ้นเวทียืนยันถึงความเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่ม 16 ประจวบคีรีขันธ์

เครื่องหมายการค้าของเสี่ยต่อคือ “ลูกผู้ชาย คำไหนคำนั้น” มีเครือข่ายธุรกิจในพื้นที่มากมาย และมีภรรยา ธันยวีร์ ศรีอ่อน เป็นนายกเทศมนตรีตำบลปราณบุรี

ลองดูกันว่า บารมีเสี่ยต่อ “คำไหนคำนั้น” จะจัดการ “งูเห่าสีฟ้า” ให้หายพยศได้หรือไม่ ?

ปั่นเกมขั้วที่ 3

ไม่น่าเชื่อ ส.ส.สอบตก อย่างเฉลิมชัย ศรีอ่อน จะกลับมาเป็นเลขาธิการพรรค และเหตุผลหลักที่กัปตันอู๊ดด้าเลือกเสี่ยต่อ เพราะความเป็นนักการเมืองประเภท “นกมีขน คนมีเพื่อน” มากไปด้วยมิตร ไม่เลือกสี

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนตั้งรัฐบาลประยุทธ์ ภาค 2 ที่ร้านทีเฮ้าส์ พระราม 6 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล และ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้นั่งรับประทานอาหารร่วมกัน พร้อมแจกข่าว “ขั้วที่ 3” (สองพรรค 103 เสียง) ไปให้ทุกสำนักข่าว

เสี่ยต๊ง เสี่ยหนู และเสี่ยต่อ

จริงๆ แล้ว คนวงในรู้ดีว่า ผู้วางแผนจัดฉาก “ขั้วที่ 3” ก็คือ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ต้องการเบรกเกมการต่อรองตำแหน่งจาก “กลุ่มสามมิตร” ในค่ายพลังประชารัฐ เพราะค่ายสีฟ้าและสีน้ำเงิน จองคมนาคมสาธารณสุขมหาดไทย และพาณิชย์ ไว้เรียบร้อยแล้ว

เนวินกับเสี่ยต่อ และพลพรรคเพื่อนเฉลิมชัย ได้เริ่มก่อความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่สมัยที่ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นประธานคณะทำงานรัฐมนตรีมหาดไทย

เสี่ยโอ๋ต้องการดึงเสี่ยต่อมาสานฝันพี่ชาย และหวังยึดภาคใต้ตอนบน ประสานกับทีมโกเกี๊ยะที่ภาคใต้ตอนล่าง

เครือข่ายเนวิน

ปี 2555 เสี่ยต่อตัดสินใจเข้ามาพลิกฟื้นสโมสรฟุตบอลประจวบ เอฟซี พร้อมเปลี่ยนสัญลักษณ์ของทีมจากช้างคู่มาเป็น “ต่อพิฆาต” และมอบให้ “นายกเกียร์” ทรงเกียรติ ลิ้มอรุณรักษ์ นายก อบจ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้บริหาร

ฤดูกาลนี้ สโมสรพีที ประจวบ เอฟซี ครองแชมป์บอลถ้วยโตโยต้าลีกคัพ 2019 ซึ่งในเกมนัดชิง เสี่ยต่อไปนั่งเชียร์ด้วยตัวเอง เพราะทีม ส.อบจ.เมืองสามอ่าว ขนกองเชียร์มากว่า 5 พันคน

นายกเกียร์ นำทีม อบจ.ประจวบฯ ขึ้นเวที

ผลการแข่งขัน พีที ประจวบ เอาชนะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยการยิงจุดโทษเมื่อจบเกมช่วงต่อเวลา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากกองเชียร์เซราะกราวบางส่วน ที่กังขา “ผู้ใหญ่” ของปราสาทสายฟ้า ซึ่งจัดทีมลงแข่งแบบไม่หวังชนะ

เนวินกับเสี่ยต๊ง มือขวาเฉลิมชัย

นักข่าวสายบอลรู้ดีว่า ทีมต่อพิฆาตได้แชมป์บอลถ้วย ก็คือความสำเร็จของ “เนวิน” ซึ่งนายใหญ่บุรีรัมย์ ได้เกื้อกูลทีมของนายกเกียร์กันมาแต่แรก และวงการลูกหนังไทยลีกรู้ดีว่า ทีมพีที ประจวบ เป็นสาขาหนึ่งของ “เพื่อนเนวิน”

ไม่แปลกที่หลังเกม ช่วงมอบเหรียญรางวัล นายใหญ่บุรีรัมย์ได้ปรี่เข้าไปแสดงความยินดีกับ “นายกเกียร์” มือขวาเสี่ยต่อแบบไม่เคอะเขิน

p15

บทเรียนทางเลียบแม่น้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403656?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บทเรียนทางเลียบแม่น้ำ

10 ธันวาคม 2562 – 07:54 น.
บทเรียนทางเลียบแม่น้ำ,ประวัติศาสตร์,วัฒนธรรม
เปิดอ่าน 1,474 ครั้ง

บทเรียนทางเลียบแม่น้ำ บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 10 ธันวาคม 2562

เครือข่าย 35 องค์กร โดยการนำของสมาคมสถาปนิกสยาม สมาคมวิศวกรรมผังเมือง สมาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ออกแถลงการณ์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สั่งระงับโครงการสร้างทางยกระดับเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา มูลค่า 8,300 ล้านบาท ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภากทม.ไปเรียบร้อยแล้ว และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี คาดว่า โครงการนี้จะสร้างเสร็จภายใน 18 เดือน เฟสแรกระยะทาง 14 กิโลเมตรสองฝั่งแม่น้ำไปและกลับจากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยที่โครงการนี้ริเริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว แต่ถูกคัดค้านอย่างหนัก จนเรื่องเงียบไป แต่ในความเงียบนั้นชุมชนริมน้ำก็เคลื่อนย้ายออกไป

35 องค์กรให้เหตุผลของการคัดค้านโครงการนี้คือ รัฐบาลควรอนุรักษ์แม่นํ้าเจ้าพระยาเป็นมรดกโลก การพัฒนาพื้นที่ริมนํ้า เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม การก่อสร้างถนนคอนกรีตรุกลํ้าลงไปในแม่นํ้าเจ้าพระยาจะทำให้แม่นํ้าแคบลงไปอีก 20% (ตามโครงการฝั่งละ 6 เมตร) โครงการนี้จะทำลายประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ทำลายวิถีชีวิตริมนํ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย นอกจากนี้ ยังจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการระบายนํ้า เป็นจุดอ่อนไหวให้เกิดนํ้าท่วมกรุงเทพฯ ในระยะยาวได้ และสุดท้าย 35 องค์กรชี้ว่า การที่กทม.ตัดการก่อสร้างในส่วนที่เป็นเกาะรัตนโกสินทร์ออกไป แสดงว่าโครงการนี้มีผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน และการศึกษาโครงการอาจไม่รอบคอบพอ

สำหรับเหตุผลของการสร้างโครงการนี้คือ ต้องการพัฒนาพื้นที่ริมน้ำ แก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ริมน้ำ รวมทั้งปัญหาสภาพแวดล้อมและขยะจากชุมชนริมน้ำ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับระยะเวลาสำหรับกระบวนการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อนำไปสู่การออกแบบที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและการใช้สอยประโยชน์ เหนืออื่นใดก็คือ การทำความเข้าใจกับประชาสังคมเกี่ยวกับแผนแม่บท รายละเอียดของข้อมูลสำคัญของโครงการ สุดท้ายก็คือ ผู้ร่วมตัดสินใจโครงการเพื่อนำไปสู่ความชอบธรรม เพราะลำพังคำชี้แจงจากกทม.ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้สร้างความกระจ่างให้แก่สังคมสักเท่าไร

          อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศก็สร้างทางเลียบแม่น้ำ เพื่อใช้สอยประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็น่าสนใจว่าประเทศเหล่านั้น ใช้กระบวนการอะไรเพื่อให้โครงการเอื้อประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ สำหรับประเทศไทย กรณีทางเลียบแม่น้ำก็เกิดขึ้นแล้วในหลายๆ แห่งหลายจังหวัด เพียงแต่ไม่เป็นข่าวใหญ่โตเหมือนทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา คำถามก็คือ การดำเนินงานที่ผ่านมา จนถึงกรณีแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่ หลายๆ แห่งทางเลียบแม่น้ำผ่านหน้าบ้านเป็นอุปสรรคกับการใช้สอยประโยชน์จากแม่น้ำ กลายเป็นทัศนะอุจาด มากกว่าที่จะกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม จึงน่าคิดว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องทบทวนการดูแลรักษาแม่น้ำของประเทศทั้งระบบไม่เฉพาะแต่แม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น

เปิด25ข้อทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403587?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิด25ข้อทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน

9 ธันวาคม 2562 – 16:50 น.
นพจรัส สุวรรณเวลา,เปิด25ข้อทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน,ร่างพรบการศึกษาแห่งชาติ
เปิดอ่าน 3,616 ครั้ง

เปิด 25 ข้อ ทวงศักดิ์ศรี ครูไทยกลับคืน ….ทำไมต้องทวงคืน…หาคำตอบได้จาก…คมชัดลึกออนไลน์

ด้วยจิตวิญญาณของ “พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์”ของชาติ ตามวิถีครูไทยในชนบทแล้ว ครูเป็นที่พึ่งของคนในชุมชน ครูเป็นศูนย์รวมของชุมชน ครูเป็นที่รักและเคารพ ครูเป็นวิชาชีพอันทรงเกียรติ เพราะ“ครูคือผู้สร้างคนให้เป็นคน”เด็กๆในชนบทแดนไกลชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีเพราะมีครูดี

อ่านข่าว :  นัด ครู-ผอ.ร.ร.ทั่วประเทศแต่งดำ ค้านยุบ-เลิกเขตพื้นที่กศ.

แต่ใครจะคาดคิดว่า ยุคคสช. โดย “คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา”  หรือบอร์ดกอปศ.ที่มี “นพ.จรัส สุวรรณเวลา” อดีตอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั่งเป็นประธานนั้นได้ “ยกร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ”หลังจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ถูกมองว่าล้าสมัย ใช้มานานจะ20ปี จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตามพลวัตรของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

แต่ดูเหมือนว่า เนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับ “หมอจรัส” อ่านกี่ครั้งผู้เขียนก็ไม่สะบาย ดูหมิ่นเหม่และล่อแหลมต่อการหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นครูไทยเป็นอย่างยิ่ง และเกรงว่าหากผ่านขั้นตอนเป็นกฏหมายบังคับใช้ หรือ ใช้อำนาจพิเศษออกเป็นพระราชกำหนดแล้ว จะกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ด้วยหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (สบมท.)เปิดเผย “คมชัดลึกออนไลน์” ว่า สบมท. รับไม่ได้กับร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับ กอปศ. จึงออกมาเรียกร้อง25ข้อทวงศักดิ์ศรีครูไทยกลับคืน เพื่อคุณภาพการศึกษาไทย เพื่อความมั่นคงของชาติ  เพราะการศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ ดังนี้ 1.ให้มีการนำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่กอปศ. ยกร่างมาพิจารณาใหม่ โดยให้มีการแต่งตั้งข้าราชการครูให้มีส่วนร่วมในการยกร่างและให้มีการทำประชาพิจารณ์ทั้งฉบับอย่างแท้จริง

2.ให้ยกเลิกมติ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่ให้งดจัดสรรอัตรา ทดแทนให้กับโรงเรียนทีมีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน กรณีครูหรือผู้บริหารโรงเรียนเกษียณอายุราชการ และให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ยุบหรือควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีระยะห่างจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ในตำบล เดียวกันน้อยกว่า 6 กิโลเมตร

 3.ให้มีการลงนามตั้งเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเป็นเขตจังหวัดให้ครบทุกจังหวัด 4. ให้มีการดำเนินการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 19  5. ให้มีการตั้งกรมการมัธยมศึกษาและกรมการประถมศึกษา 6. ให้มีเจ้าหน้าที่สนับสนุนการสอน เช่น เจ้าหน้าที่ธุรการ เจ้าหน้าที่พัสดุ บรรณารักษ์ ฯลฯ ให้ครบทุกโรงเรียนเพื่อคุณครูจะได้ปฏิบัติหน้าที่สอนอย่างเดียว

  7. ให้มีนักการภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน 8. ให้มีพนักงานขับรถทุกโรงเรียนที่มีรถของโรงเรียน 9. ให้มีการเปิดสอบคัดเลือกบุคคลเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนทุกจังหวัดทุกปี แม้ไม่มี อัตราว่างก็ตาม เพื่อจะได้ให้โอกาสรองผู้อำนวยการได้สอบขึ้นบัญชีไว้สำหรับการเรียกตัวเป็นผู้อำนวยการ ทดแทนอัตรากำลังเกษียณอายุราชการในแต่ละปี และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลักเกณฑ์การย้ายตาม ว 9 ที่ยังมีผลใช้บังคับ 10. ให้เพิ่มหลักเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะตาม ว 13 และ ว 17

 11. ให้มีการเสนอให้ครูวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและรองผู้อำนวยการโรงเรียน  วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ ได้รับเครื่องราชฯ ชั้นสายสะพาย เมื่อเกษียณอายุราชการ 12. ให้มีการแก้ไขหนี้สินครูอย่างจริงจังโดยให้มีการพักหนี้ หรือ ลดดอกเบี้ย และขยายเวลาการชำระหนี้  13. ให้ครูอัตราจ้างที่จ้างด้วยเงินงบประมาณของทางราชการได้รับการบรรจุ เป็นข้าราชการครู หลังจากผ่านการประเมิน

 14. ให้มีผู้แทนครูและผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาในองค์คณะการบริหารงานบุคคล ทุกคณะ 15. ให้มีการปรับปรุง สร้างบ้านพักครูหรือแฟลตของครูให้เหมาะสมและเพียงพอ 16. ให้มีการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนของนักเรียนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของ การเปลี่ยนแปลงของโลกและให้ลดวิชาการเรียนให้น้อยลงแต่สอดคล้องกับความต้องการในการประกอบอาชีพของนักเรียน 17. ให้มีการปรับปรุงแก้ไขวิธีการวัดและการประเมินผลให้มีแนวทางที่เป็นการวัด เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง                   

             18.ให้รัฐวางแผนการผลิตบุคลากรอาชีพต่างๆ ล่วงหน้า 10 ปี ให้มีความเพียงพอ ต่อความต้องการของประเทศ ไม่ผลิตบุคคลากรในวิชาชีพที่ล้นงานและให้วางแผนการสร้างบุคคลากรในวิชาชีพ นั้นๆ ตั้งแต่ในระดับมัธยมศึกษา 19. ให้ยกเลิกการทำ PLC และการทำ Logbook และไม่ให้นำเอาเรื่องดังกล่าวไปผูกติด กับการเลื่อนวิทยฐานะ 20. ให้ครูมีหน้าที่สอนเพียงอย่างเดียว ไม่ให้นำโครงการพิเศษใดๆ มาให้ครูทำอันเป็น การเพิ่มภาระ

21.ในรอบปีหนึ่งๆ ให้มีการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเพียงครั้งเดียว 22. ข้าราชการครูประเภท ๓๘ ค (๒) ต้องได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนข้าราชการครู 23. กรณีข้าราชการครูเกษียณอายุราชการ หรือสถานศึกษามีอัตราว่าง ขอให้มีการ บรรจุและแต่งตั้งโดยเร็วโดยในส่วนของผู้บริหารโรงเรียนนั้นให้ไปปฏิบัติหน้าที่ภายในวันที่ 1 ตุลาคม และในส่วน ของคุณครูให้ไปปฏิบัติหน้าที่ภายในวันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี

24. กรณีรัฐบาลขยายระยะเวลาเกษียณอายุราชการ นั้น ขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการให้เท่าเทียมกับข้าราชการกระทรวงอื่น และ25. ข้าราชการครูบรรจุใหม่ต้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอย้ายได้เมื่อบรรจุครบ2ปี

  “ผมฝากถึงคุณครูที่เคารพครับ ทุกท่านต้องร่วมแรงร่วมใจและมีส่วนร่วมในการดำเนินการใดๆ เพื่อเป็นการปกป้องไม่ให้ใครก็ตามมาลดเกียรติภูมิของครู ลดคุณค่าของครู ลดสิทธิประโยชน์ของครู และทำให้นักเรียนเสียโอกาสในการพัฒนา ดังนั้นหากผู้นำองค์กรครูแต่ละองค์กรพบเห็นการกระทำใดๆ ของหน่วยงานของรัฐ ที่กระทำการอันเป็นการกระทบกับคุณภาพการศึกษาและขอความร่วมมือใดๆ จากคุณครูขอได้โปรดอย่านิ่งนอนใจ และโปรดให้ความร่วมมือด้วยครับ” ดร.รัชชัยย์ กล่าวในที่สุด

ว่ากันว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับ กอปศ. มีความเร่งรีบในการดำเนินการ หลายขั้นตอน เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นกฏหมาย…เกาะติดเรื่องนี้กับ…คมชัดลึกออนไลน์

บินเที่ยวญี่ปุ่นฟรี..ระวังตกเป็นเหยื่อขนไอซ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403479?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

บินเที่ยวญี่ปุ่นฟรี..ระวังตกเป็นเหยื่อขนไอซ์

9 ธันวาคม 2562 – 13:25 น.
สายตรวจระวังภัย,พลตทสมพงษ์ ชิงดวง,ญี่ปุ่น
เปิดอ่าน 952 ครั้ง

บินเที่ยวญี่ปุ่นฟรี..ระวังตกเป็นเหยื่อขนไอซ์ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย  โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศยอดนิยมของคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยว ทว่าพักหลังมานี้กลับมีพฤติการณ์นักท่องเที่ยวไทยไม่สู้ดีนัก เพราะถูกจับเป็นผู้ลักลอบขนยาเสพติดถี่ขึ้น โดยทางการประเทศญี่ปุ่นมีการแถลงข่าว พบว่าสถิติการลักลอบขนยาเสพติดที่ตรวจพบ ณ สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงตุลาคม 2562 มีปริมาณการจับกุมยาไอซ์จำนวน 272 กิโลกรัม ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยจับกุมได้ ส่วนใหญ่เป็นการลำเลียงมาจากประเทศไทย และล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. มีการแถลงผลจับกุมชาวผิวสีซึ่งว่าจ้างหญิงไทยขนยาไอซ์ไปยังประเทศญี่ปุ่น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) บอกว่า ปัจจุบันปัญหาการแพร่ระบาดของยาไอซ์เป็นที่รับทราบกันว่าได้ขยายตัวรุนแรงไปในหลายประเทศ โดยญี่ปุ่นเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการลำเลียงยาไอซ์จำนวนมากเข้าไป และบางส่วนมีที่มาจากแหล่งผลิตในสามเหลี่ยมทองคำผ่านประเทศไทย ซึ่งกลุ่มขบวนการลำเลียงเกือบทั้งหมดจะเป็นคนไทยที่ถูกว่าจ้างโดยกลุ่มการค้ายาไอซ์ชาว แอฟริกันตะวันตก (ผิวสี) ที่ปัจจุบันพบว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการจัดหายาเสพติดหลายชนิดเข้าไปในประเทศญี่ปุ่น

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับปัญหานี้ เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ จึงได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องภายใต้โครงการสกัดกั้นยาเสพติด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอาเซียน (ASEAN Airport Interdiction Task Force: AITF) ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับตำรวจและศุลกากรญี่ปุ่น ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และการขยายผลการสืบสวนเพื่อจับกุมผู้บงการอยู่เบื้องหลังทุกกรณี ไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานเคลื่อนไหวจัดส่งยาเสพติดไปยังภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมทั้ง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด

“เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ป.ป.ส.พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือตำรวจญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเพื่อประชุมหาแนวทางแก้ไขสถานการณ์นี้ร่วมกัน ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างรวดเร็ว เพื่อการขยายผล และการเฝ้าระวังเครือข่ายค้ายาเสพติด และเร็วๆ นี้ จะดำเนินการหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เพื่อให้ความรู้และวางมาตรการควบคุมบริษัททัวร์ให้ช่วยสอดส่องดูแลลูกทัวร์ที่เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด” นายนิยม กล่าว

เลขาธิการ ป.ป.ส. บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาพบว่าคนไทยถูกจับคดีลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ทั้งหมดเดินทางไปในฐานะนักท่องเที่ยวและมักพบเป็นสุภาพสตรี ซึ่งเมื่อสอบสวนแล้วพบว่าล้วนถูกชักชวน หรือจ้างวานโดยผู้ค้ายาเสพติดผิวสี ประกอบกับมูลเหตุจูงใจในเรื่องราคาจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับผลกำไรสูง แม้จะเสี่ยงต่อการถูกตรวจยึดจับกุม ดังนั้นขอให้ผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นทราบว่า ขณะนี้ทางการญี่ปุ่นเฝ้าระวังการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้เดินทางจากประเทศไทย และขอให้ระวังตกเป็นเหยื่อหรือเป็นเครื่องมือในการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศญี่ปุ่นของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ ไม่ว่าจะโดยการชักชวนไปเที่ยวโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การฝากสิ่งของที่ซุกซ่อนยาเสพติด รวมถึงการจ้างวานโดยตรง

          ระมัดระวัง ตั้งสติ คิดวิเคราะห์ให้ถ้วนถี่ อย่าเห็นแก่การได้บินไปเที่ยวญี่ปุ่นแบบฟรีๆ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ..!!

ปฐมภูมิ ทางรอดระบบสุขภาพไทย…ต้องเร่งสร้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403517?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปฐมภูมิ ทางรอดระบบสุขภาพไทย…ต้องเร่งสร้าง

9 ธันวาคม 2562 – 13:13 น.
สปสช,สุขภาพ
เปิดอ่าน 292 ครั้ง

ปฐมภูมิ ทางรอดระบบสุขภาพไทย…ต้องเร่งสร้าง

 “ประชาชนสุขภาพดี: ภาคีมีสุข” เป็นหัวข้อเรื่องที่ถูกอภิปรายในการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เมื่อไม่นานมานี้

นั่นเพราะความหวังของการผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มีความยั่งยืน นอกจากประชาชนจะสามารถเข้าถึงและได้รับบริการด้วยความมั่นใจแล้ว ผู้ให้บริการยังจะต้องได้รับความสุขจากการทำงาน รวมถึงภาระงานต่างๆ ที่น้อยลง

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. ระบุว่า แม้คำว่าประชาชนสุขภาพดีจะดูเป็นนามธรรมและอาจได้รับคำตอบที่แตกต่างกันว่าการพัฒนาจนถึงวันนี้สุขภาพประชาชนดีแล้วหรือยัง แต่ในเชิงรูปธรรมนั้นมีสิ่งที่ประจักษ์ให้เห็น ไม่ว่าเรื่องของอายุขัยเฉลี่ย การได้รับวัคซีน หรืออัตราการตายต่างๆ เป็นตัวชี้วัดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยมีสุขภาพดีขึ้น

ส่วนภาคีมีความสุขหรือไม่นั้น หากดูจากผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ก็พบว่าประชาชน 97-98% มีความพึงพอใจที่ได้รับประโยชน์จากระบบสุขภาพสูงขึ้น เช่นเดียวกับภาคีอื่นๆ รวมถึงผู้ให้บริการเองเช่นกัน

หนึ่งในนโยบายที่มีการเขียนไว้ถึง “หลักประกันทางสังคม” นพ.ศักดิ์ชัย ระบุว่า เป็นสิ่งที่ต้องตีความและมองต่อไปในอนาคต เพราะมิติทางสุขภาพหลังจากนี้จะต้องมองให้ครบถึงมิติทางสังคม ซึ่งจะต้องเตรียมรองรับ สังคมสูงวัย ภายใต้เทคโนโลยี disruptive ด้วย

เลขาธิการ สปสช. ฉายภาพสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงภายใต้สังคมนี้ อันดับแรกคือ โครงสร้างประชากร ที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น เด็กลดลง มีเด็กที่เกิดจากความไม่พร้อม เด็ก อีคิวต่ำกว่ามาตรฐาน และเมื่อคนกลุ่มนี้โตเป็นคนทำงานในอนาคต ประเทศจะเผชิญกับแรงงานที่ลดน้อยลง แรงงานไร้คุณภาพ หรือลักษณะของแรงงานที่จะไม่เข้าระบบแต่ทำงานอิสระมากขึ้น

ขณะเดียวกันภายใต้เทคโนโลยี disruptive ที่ข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว หากประชาชนไม่มีความเท่าทันในการรับสารไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน สุขภาพต่างๆ หรือข่าวสารที่ทำให้เผชิญหน้ากับผู้ให้บริการรวมไปถึงลักษณะของโรคที่เปลี่ยนแปลงไป จากอดีตโรงพยาบาลสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับรูปแบบของโรคที่เป็นเฉียบพลัน (acute) ปัจจุบันลักษณะเป็นโรคเรื้อรัง (chronic) ที่ต้องอาศัยการดูแลมากขึ้น ฉะนั้นระบบบริการแบบเก่าจะรองรับได้หรือไม่

“คำถามคือทำอย่างไร ยังเป็นเรื่องน่าหนักใจพอสมควรว่าเราจะเตรียมอะไร ขณะนี้เรามีระบบรองรับอย่างไรบ้าง ยังคงเป็นโปรเจกต์ แผนงาน หรือยุทธศาสตร์อยู่หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ในระดับกระทรวง หรือ สปสช. ก็มีการพูดคุยกับฝ่ายการเมืองเพื่อจำลองภาพอนาคตระบบบริการที่ควรจะเป็น เพิ่มเติมจากระบบที่มีอยู่”

เลขาฯ สปสช. กล่าวถึงข้อเสนอสำคัญ 2 เรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือ ระบบปฐมภูมิ ที่จะต้องสร้างฐานให้เข้มแข็ง และอีกส่วนคือ ระบบสุขภาพชุมชน เนื่องจากรูปแบบของโรคในอนาคตคือ โรคที่เกิดจากพฤติกรรม ไม่ใช่เชื้อโรคหรือการติดเชื้อ ซึ่งโรคจากพฤติกรรมนั้นไม่ได้อาศัยเรื่องทางสุขภาพแต่อาศัยเรื่องทางสังคม

“เรื่องพฤติกรรมใครควรจะต้องดูแล รัฐบาลคงไปดูแลไม่ถึง ฉะนั้นผู้ที่จะช่วยได้คือท้องถิ่นระบบบริการสุขภาพชุมชนจะเป็นอีกคำตอบในการเสริมระบบให้มีความแข็งแกร่ง สามารถทำให้ชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งทั้งหมดจะเดินไปได้คงไม่ใช่คนเดียว หรือหน่วยงานใดหน่วยงานเดียว แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องช่วยกันทำวันนี้”

สอดคล้องกับ นพ.พิทักษ์พล บุณยมาลิก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เขต 11 ที่มองว่าระบบปฐมภูมิเป็นเรื่องสำคัญ และต้องยกเป็นทศวรรษของระบบปฐมภูมิ นั่นเพราะปัญหาสำคัญของระบบสุขภาพคือที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในการรักษามากกว่าการป้องกัน มุ่งเน้นระบบการรักษาเฉพาะทาง หมออยู่ตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่แต่ไม่มีใครอยากไปอยู่โรงพยาบาลชุมชน จึงขาดการดูแลแบบปฐมภูมิ

“กลไกหรือยุทธศาสตร์ตรงนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำงาน ในอนาคตประชาชนเองก็ต้องเปลี่ยนความคิด เจ็บป่วยเล็กน้อยเลิกไปหาหมอ แต่เรามีหมอครอบครัว มีหมอประจำบ้าน ที่สามารถดูแลได้ ถ้าเปลี่ยนระบบไปแบบนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็จะลดลงไปอีกมาก อันนี้จะเป็นทางรอด เพราะเชื่อว่าในอนาคตเราจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากสังคมผู้สูงอายุอีกเยอะ” นพ.พิทักษ์พล ระบุ

เขาระบุว่า สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะด้านเฉพาะทางจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากปฐมภูมิและท้องถิ่น เช่นตัวอย่างของเขตสุขภาพที่ 11 พบว่าเคสคนไข้ที่เป็นสโตรกมักเสียชีวิตก่อนมาโรงพยาบาล เนื่องจากเป็นอาการหนัก รวมถึงส่วนของครอบครัวหรือชุมชนนั้นขาดความรู้ว่าจะต้องเร่งรีบอย่างไร แต่เมื่อมีการให้ความรู้ มีความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่นทำให้ประสิทธิภาพของการดูแลดีขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ลดลงอย่างชัดเจน

นพ.พิทักษ์พล ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการทำงานด้านสุขภาพกับภาคสังคม ในประเด็นที่งบประมาณการดูแลด้านสุขภาพมีจำกัด ซึ่งความจริงในส่วนของการดูแลชุมชนยังสามารถใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาร่วมด้วย

ในส่วนของ นพ.สําเริง แหยงกระโทก ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มองเช่นกันว่า สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดคือระบบปฐมภูมิ แต่ปัญหาที่ยังต้องสะท้อนมีอีก 3 เรื่อง อันดับแรกคือเรื่องเงินกองทุนค้างท่อ ที่จะให้ท้องถิ่นและประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกันมากขึ้นได้อย่างไร ซึ่งในส่วนของระเบียบนั้นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เปิดกว้างขึ้นแล้ว โดยระบุว่าจะดูจากความตั้งใจและเป้าหมายมากกว่ารายละเอียดเล็กน้อย

ถัดมาคือการร่วมประสานกับหน่วยงานอื่นโดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งควรจะต้องมีการใช้การดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ให้เป็นประโยชน์ในการร่วมแก้ไขปัญหาต่างๆ

สุดท้ายคือเรื่องของความแออัดในโรงพยาบาลเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอีกหลายปัญหาตั้งแต่ความล้มเหลวของระบบการส่งต่อ การเข้าถึงโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างไม่ปิดกั้น ทำให้ผู้ที่ทำงานเองก็ไม่สบายใจ รวมถึงคนไข้ก็เสียเวลาเดินทาง เสี่ยงติดเชื้อต่างๆ ดังนั้นการลดความแออัดจึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

“เรามีการเอาคนไข้ออกไปรับยาข้างนอกแล้ว ในส่วนของการทำฟันจะเอาไปอยู่ข้างนอกด้วยได้หรือไม่ การรักษารากฟันบางครั้งรอคิว 1-2 ปี เราจะประสานเอกชนช่วยตรงนี้ได้หรือไม่ รวมถึงจุดสำคัญที่ยั่งยืนในการลดความแออัดก็คือระบบปฐมภูมิ สร้าง รพ.สต. ให้เข้มแข็งก็จะช่วยลดความแออัดที่โรงพยาบาลจังหวัด คนไข้เองปลอดโปร่ง คนทำงานก็มีความสุข”

ด้าน น.ส.สุนทรี เซ่งกิ่ง กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า กฎหมายระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทย ออกแบบมาตั้งแต่ต้นว่าประชาชนไม่เป็นเพียงผู้รับบริการเท่านั้น แต่ยังยกฐานะให้ร่วมเป็นเจ้าของระบบผ่านกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย มีตัวแทนภาคประชาชนอยู่ในบอร์ดต่างๆ ทั้งยังมีส่วนร่วมในการควบคุมคุณภาพ มาตรฐานการบริการ และเรื่องการคุ้มครองสิทธิ

“ที่สำคัญอีกอย่างแม้จะไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนโดยตรง คือความคิดเรื่องประชาชนกับการมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ประชาชนต้องตระหนักเรื่องดูแลสุขภาพของตัวเอง ไม่รอให้เจ็บป่วยไปโรงพยาบาล ซึ่งประชาชนมีศักยภาพที่จะทำ แต่ยังเห็นว่าเป็นเรื่องยากอยู่นับตั้งแต่มีระบบหลักประกันสุขภาพขึ้นมา เป็นเรื่องที่ต้องเปลี่ยนกระบวนคิด กระบวนทัศน์ ทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ” น.ส.สุนทรี ระบุ

น.ส.สุนทรี กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาอาจมีเสียงจากบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มักมองว่าประชาชนไม่ดูแลสุขภาพ ใช้ชีวิตไม่รับผิดชอบ เมื่อป่วยแล้วก็จะมารักษาฟรี เลยยิ่งไม่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งช่วงหลังอาจได้ยินเสียงเหล่านี้น้อยลง เมื่อกระแสการดูแลสุขภาพมีรูปธรรมมากขึ้น ประชาชนตื่นตัวมากขึ้นทั้งเรื่องการออกกำลังกาย การกิน หรือการรณรงค์ด้านต่างๆ เช่น แบนสารเคมีอันตราย

กองทุน SSF เพื่อการสร้างวินัยการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กองทุน SSF เพื่อการสร้างวินัยการออม

9 ธันวาคม 2562 – 12:37 น.
รู้ลึกกับจุฬา,การออม,กองทุน SSF
เปิดอ่าน 2,088 ครั้ง

กองทุน SSF เพื่อการสร้างวินัยการออม คอลัมน์… รู้ลึกกับจุฬาฯ

ในที่สุดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการส่งเสริมการออมระยะยาว ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Fund หรือ SSF) ที่มาแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะสิ้นสุดในสิ้นปี 2562 พร้อมกันนั้น ก็ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมระยะยาวมากขึ้นอีกด้วย

กองทุน SSF ที่จะเริ่มเปิดขายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 เป็นกองทุนเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว ผู้สนใจสามารถลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท ไม่กำหนดจำนวนขั้นต่ำในการลงทุน และสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อถือไม่น้อยกว่า 10 ปี นับจากวันที่ซื้อ โดยลดหย่อนภาษีสูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับกองทุน RMF กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ, และกองทุนประเภทอื่นๆ หรือเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ในแต่ละปีภาษี

แต่สิทธิการลดหย่อนภาษีที่จะลดลงไปของการมีกองทุนรูปแบบใหม่ จากเดิม ถือ LTF และ RMF ลดหย่อนได้สูงสุด 1 ล้านบาท แต่เมื่อเป็น SSF และ RMF แล้วลดหย่อนได้เพียง 5 แสน เท่ากับว่าลดหย่อนน้อยลงไปครึ่งหนึ่ง

“มีคนเข้าใจว่าการมี SSF จะทำให้หุ้นตกเพราะเงินจะหายตลาดหุ้นหมด แต่ความเป็นจริงแล้วกองทุน LTF ก็ยังอยู่ไม่ได้หายไป เพียงแต่หลังจากนี้เป็นต้นไป LTF จะไม่มีสิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว แล้วไม่ใช่ว่าพอ LTF หมดอายุคนจะแห่กันไปถอน อาจจะมีลดลงบ้างเพราะหันไปซื้อ SSF เงินก็ยังวนอยู่ในตลาดหุ้น การบอกว่าหุ้นตกอาจเป็นการพูดเกินจริงไปหน่อย” อาจารย์ ดร.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

อาจารย์รุ่งเกียรติ อธิบายว่า รูปแบบการออมแบบใหม่นี้ส่งผลให้ผู้ที่มีรายได้สูงได้รับสิทธิลดหย่อนลดน้อยลง เนื่องจากเป็นการปรับระดับโครงสร้างภาษีที่กำหนดเพดาน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น เป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น

“ผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากสิทธิลดหย่อนที่ลดลง คือกลุ่มคนรวยที่มีรายได้สูง เพราะมักใช้สิทธิเต็มที่ แต่ก็จะมีเพดาน ในทางตรงข้าม กลุ่มคนที่มีรายได้ปานกลางไปจนถึงรายได้ต่ำได้สิทธิประโยชน์มากขึ้น เพราะกองทุน SSF และกองทุน RMF ที่ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ อนุญาตให้ลดหย่อนได้มากถึง 30% ของเงินได้พึงประเมิน จากเดิมที่ได้เพียง 15% เท่านั้น” อาจารย์รุ่งเกียรติกล่าว

กระนั้นก็มีเสียงวิพากษ์ว่าการปรับปรุงกองทุนรูปแบบใหม่เป็นกลยุทธ์การบริหารเงินภาษีของรัฐบาลเพื่อลดภาระ เพราะกองทุนแบบเดิมได้ช่วยเหลือและกระตุ้นให้คนไทยออมเงินมากว่า 10 ปีแล้ว แต่อีกมุมหนึ่งมองว่าเป็นมาตรการในการจูงใจให้คนไทยสะสมออมเงินด้วยตนเอง

“รัฐมองในมุมมองว่า ที่ผ่านมาได้กระตุ้นให้คนไทยรู้จักออมเงินมานานแล้ว เลยสร้างเงื่อนไขใหม่ให้ดึงดูดใจน้อยลง โดยไม่ต้องมีการลดหย่อนภาษีมาเป็นแรงจูงใจแล้ว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่คำถามที่ตามมาก็คือคนไทยพร้อมที่จะตระหนักถึงการออมแล้วหรือยัง”

อาจารย์รุ่งเกียรติชี้ว่า กองทุน SSF คนอาจจะมีแรงจูงใจในการออมน้อยลง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลเองก็มีนโยบายกระตุ้นให้เกิดการบริโภค เกิดการใช้จ่าย ทำให้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยใช้จ่ายเกินตัว ติดหนี้บัตรเครดิตและหนี้สินต่างๆ จนไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะออม จึงมีการตั้งข้อสังเกตถึงการสร้างความรู้เท่าทันทางการเงิน (Financial Literacy) ในสังคมไทย และความพยายามผ่านโครงการรณรงค์ต่างๆ ที่ส่งเสริมให้คนไทยเรียนรู้ทักษะทางการเงินพยายามสร้างวินัยในการออมเงิน ไม่กู้หนี้ยืมสิน

“มีคำถามว่าถ้าเราเพิ่มความรู้ทางการเงินให้เพียงพอ คนไทยจะออมหรือไม่ ผมลองเอาไปถามกับนิสิตที่เรียนบัญชี อ่านงบการเงินเป็น พวกเขาก็ไม่ได้ออมทุกคน แสดงว่าควรจะมีกลไกอย่างอื่นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการออม เลยเป็นที่มาของการพูดคุยกันถึงการใช้กฎหมายบังคับให้ทุกคนต้องออมเงิน”

อาจารย์รุ่งเกียรติอธิบายว่า ในอนาคตควรจะต้องมีกฎหมายให้ออมเงินแก่ลูกจ้างทั้งในและนอกระบบ เพื่อให้คนไทยออมเงินและมีเงินใช้เมื่อเกษียณอายุ

“ยังคุยกันอยู่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ทุกวันนี้ เรามีร่าง พ.ร.บ.กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) กำลังจะเสนอต่อ ครม. ซึ่งจะบังคับใช้การออมเฉพาะกับลูกจ้างในระบบ แต่ยังขาดส่วนลูกจ้างนอกระบบ เช่น เกษตรกร ฟรีแลนซ์ ซึ่งมีเพียงกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เท่านั้น และเป็นระบบสมัครใจ ไม่ได้บังคับ ทำให้มีคนบางส่วนไม่ได้ออม ดังนั้นการมีกฎหมายบังคับให้ทุกคนออมก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการทำให้คนไทยออมเงินได้” อาจารย์รุ่งเกียรติทิ้งท้าย

แผ่นพับแค่เป้าหลอกสู่เผชิญหน้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403468?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แผ่นพับแค่เป้าหลอกสู่เผชิญหน้า

9 ธันวาคม 2562 – 10:51 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร
เปิดอ่าน 635 ครั้ง

แผ่นพับแค่เป้าหลอกสู่เผชิญหน้า คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย… อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

อุตส่าห์แอบเชียร์ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) ภายหลังตกงานจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยการพูดไว้อย่างหล่อเชียว จะยืนเคียงข้างประชาชน ต่อต้านความอยุติธรรม โดยจะหาพื้นที่ใหม่ทางการเมือง

มนุษย์เดินดินกินข้าวแกงอย่าง…อสนีบาต… พยายามมองโลกสวยคล้อยตามว่า “พ่อฟ้า” คงจะไปเปิดศูนย์บริการประชาชนคอยรับเรื่องราวร้องทุกข์ทั่วราชอาณาจักร สถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำนอกสภานำปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชนมายื่นให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำตัวจริงบนหอคอยงาช้างรับไปแก้ปัญหา

กล่าวไว้คราวก่อน แข่งขันทำความดีทำไปเหอะ ไม่ว่ารับบทเป็นตัวแทนผู้ประสบปัญหาทุกข์ร้อนรับเรื่องมาเยียวยาแก้ไขก็ทำไป จะเป็นคู่แข่งศูนย์บริการประชาชนของทำเนียบก็ไม่ว่า ล้วนเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น อีกอย่างทำให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชน ตื่นตัวทำงานด้วยความแข็งขัน

ทว่า ความคาดหวังเห็น “ธนาธร” เป็นหัวหน้าศูนย์บริการประชาชนต้องดับวูบ เพราะดูไปดูมาเลือกจะเอาดีในสาขาวิชาชีพ “พนักงานแจกแผ่นพับ” มากกว่า หวังสืบสานอุดมการณ์พรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่หาเสียงเลือกตั้ง ให้ “ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร”

ราศีจับนับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสภาพการเป็น ส.ส. เหมือนวางแผนการล่วงหน้า ด้วยการสร้างกระแสเรียกร้องความเห็นใจให้สังคมมองว่า “ตนเองถูกกระทำ” จากฝ่ายผู้มีอำนาจ จึงต้องเปิดปฏิบัติการต่อเนื่อง รีบเดินทางไปใจกลางเมืองหลวง ปักหมุดบริเวณห้างสรรพสินค้าที่มีวัยรุ่นหนุ่มสาวเดินขวักไขว่ประเดิมแจกแผ่นพับรณรงค์ยกเลิกเกณฑ์ทหารทันที เพียงเพื่อเช็กเรตติ้งความนิยมตนเองยังพอมีเหลืออยู่มั้ยนั่นเอง

นั่นเป็นการแจกแผ่นพับครั้งแรก เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าตัวจะเขียนจดหมายลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ และอนุกรรมาธิการพิจารณาด้านท้องถิ่นชายแดนใต้ ด้วยการยกเหตุผล มีคนไม่ต้องการให้อยู่ในสภาจึงจะไปทำงานเคียงข้างกับประชาชนนอกสภา

หลังจากนั้น ขบวนการสุมหัวสุมไฟเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยมี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ตามด้วย ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนผู้ให้การสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ที่ร้านอาหารย่านคอนแวนต์ ให้คำชี้แนะการต่อสู้รัฐบาลทหาร ต้องใจเย็น อย่าวู่วาม

พร้อมกับยกประโยคในยุคสมัย อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เตือน ธนาธร “ต้องใช้ขันติประชาธรรม สัจจะต่อสู้กับอสัตย์” กล่าวคือรักษาสัจจะเป็นที่ตั้งสยบกลุ่มอำนาจที่ไม่ซื่อสัตย์จะด้วยการปฏิบัติหน้าที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือตระบัดสัตย์กลับมาสืบทอดอำนาจ ก็แล้วแต่จะว่าไป

  ส.ศิวรักษ์ กระซิบหัวหน้าพรรคคนรุ่นใหม่ด้วยว่า ความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่ต้องการนั้นไม่ง่าย ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ต้องใช้เวลานาน

จึงเป็นอะไรที่ “ธนาธร” กลับมาเดินเกมนอกสภาในลักษณะสะสมรวบรวมไพร่พลผ่านการเดินแจกแผ่นพับ รณรงค์เลิกเกณฑ์ทหาร นั่นล่ะท่าน

นับตั้งแต่ “ธนาธร” กลายเป็น ส.ส.ตกงาน สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือ การแจกแผ่นพับอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จากจุดใจกลางเมืองขยับขยายไปยังปริมณฑลหรือพื้นที่สีแดง เช่น พระนครศรีอยุธยา ตามด้วยวันเสาร์ที่ผ่านมาเลาะชายหาดบางแสน จ.ชลบุรี สถานที่ตากอากาศของประชาชนทุกเพศทุกวัย แทนที่จะนั่งทอดกายจับกลุ่มรับประทานอาหารทะเลอย่างเอร็ดอร่อยต้องมาเจอพนักงานหน้าตี๋ไล่แจกแผ่นพับ ช่างขัดกับบรรยากาศพักผ่อนวันหยุดยิ่งนัก

หัวหน้าหน่วยผลิตแผ่นพับยังทำการขยายเครือข่าย ด้วยการสั่งให้สมาชิกเข้าถึงสถาบันการศึกษา ตรงนี้ไม่ว่าเลย หากการรณรงค์พุ่งเป้าเวทีความคิดตามมหาวิทยาลัย แต่นี่กลับเข้าถึงระดับนักเรียนในโรงเรียน เป็นอะไรที่แสดงถึงวิถีการเมืองสกปรก เป็นการเล่นการเมืองล้ำเส้นเกินไปเสียแล้ว

ไม่แปลกใจเลยที่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกลัทธิชังชาติบ้าง จาบจ้วงดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูงบ้าง เพราะแม้แต่สถานศึกษาระดับโรงเรียน ซึ่งไม่ควรนำเรื่องการเมืองเข้าไปแทรกซึม ก็ยังหาญกล้าเข้าไปทำกันได้

แม้ “ธนาธร” เลือกเป็นพนักงานแจกแผ่นพับ แต่อาชีพใดๆ มีกฎกติกาบ้านเมืองกำหนด การกระทำใดๆที่ล้ำเส้นเกินงามและเป็นลักษณะซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนต้องการเรียกแขกทั้งจากเจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนผู้เห็นต่างอย่างไรชอบกล

อีกอย่าง ความพยายามเจาะฐานโรงเรียนทำให้นึกถึงสมัยแกนนำเสื้อแดงที่ตั้งโรงเรียน นปช. แถวภาคอีสาน จากนั้นก็ตกเป็นเครื่องมือนำมาเคลื่อนไหว ฉันใดก็ฉันนั้นสิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้ คือความพยายามปลุกระดมผ่านคนรุ่นหนุ่มสาว แล้วกำลังจะลงไปถึงเด็กมัธยมปลาย

          “การจุดกระแสเลิกเกณฑ์ทหารเป็นเพียงแค่เป้าหลอก แต่เป้าประสงค์จริง คือ ความพยายามแจกแผ่นพับอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อหวังสร้างมวลชน ยั่วยุผู้เห็นต่างให้ออกมาเผชิญหน้า”

แต่บทสรุปของเรื่อง ไม่ได้ทำให้ พนักงานแจกแผ่นพับก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ตามที่เคยประกาศไว้อย่างแน่นอน ริจะใช้แนวทาง “ฮ่องกงโมเดล” ครอบเมือง ก็ควรกลับไปนึกถึงข้อคิดของ ส.ศิวรักษ์ ที่เคยบอกไว้ด้วยแล้วกัน

“เรื่องนี้มันไม่ง่าย ต้องใช้เวลานาน”