นราธิวาส น้ำท่วม เหนือ-อีสานหนาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403447?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นราธิวาส น้ำท่วม เหนือ-อีสานหนาว

9 ธันวาคม 2562 – 10:35 น.
อากาศหนาว,เหนือ,อีสาน,นราธิวาส น้ำท่วม
เปิดอ่าน 200 ครั้ง

นราธิวาส น้ำท่วม เหนือ-อีสานหนาว คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ วันนี้ขอถอยห่างเรื่องการเมืองที่กำลังใกล้ถึงจุดเดือดในหลายๆเรื่องโดยเฉพาะการรุกล้ำที่ดินที่กำลังเป็นข่าวดัง ขอข้ามฟากไปเรื่องดินฟ้าอากาศที่ภาคใต้โดยเฉพาะนราธิวาสมีฝนตกต่อเนื่องจนระดับน้ำในแม่น้ำสายบุรี-สุไหงโก-ลก ล้นตลิ่งและเกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ หวังว่ารัฐบาลคงไม่ทอดทิ้งเพราะหลังจากเฝ้าติดตามข่าวแล้วหนักหนาสาหัสกว่าที่คาดคิด

ขึ้นไปภาคเหนือกลับตรงกันข้ามเพราะอากาศเย็นลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับหลายจังหวัดในภาคอีสาน ซึ่งกลายเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวไปกันมากมาย

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดหมายสภาพอากาศตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลงกับมีลมแรง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลง 8-10 องศา บริเวณพื้นราบอากาศหนาวอุณหภูมิต่ำสุด 1-9 องศา ยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 1-9 องศา

ภาคกลาง ภาคตะวันออกรวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 6-8 องศา อุณหภูมิต่ำสุด 15-20 องศา

ภาคใต้มีฝนลดลง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้นตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไปทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร

ประชาชนที่อยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

จึงเรียนมาเพื่อจะได้เตรียมตัวรับสภาพอากาศทุกสภาพไว้ ด้วยความปรารถดี
อ๊อด เทอร์โบ


 ระวัง! สมองเสื่อม
 ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย

ผมเป็นแฟนประจำของรถทัวร์และวันก่อนได้รับหนังสือคู่หูเดินทางของบขส.ที่เพื่อนส่งมาให้ มีประโยชน์มากครับ ผมมีบทความและข้อมูลจากสสส.ซึ่งเตือนว่าท่านอาจจะสมองเสื่อมได้หากใช้เทคโนโลยีมากเกินไป

จึงขอนำมาบอกต่อเล่าสู่กันฟังโดยเฉพาะส.ว. หรือผู้สูงวัย ต้องคำนึงให้มาก จึงเรียนมาด้วยความเคารพว่าอะไรที่เราต้องใช้สมองฝึกคิดฝึกทำได้ก็ต้องทำป้องกันสมองเสื่อม

มีข้อมูลต่างๆ ที่ขออนุญาตนำมาแจ้งให้ทราบว่าในปัจจุบันทั่วโลกพบผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมไม่น้อยกว่า 25 ล้านคน และอาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 5 ล้านคนต่อปี ซึ่งโรคนี้เป็นกลุ่มอาการที่เซลล์ประสาทเสื่อม มีพฤติกรรมและบุคลิกเปลี่ยนไปจากเดิม

ผลการสำรวจสุขภาพผู้สูงอายุไทยโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบผู้สูงอายุมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม 12% และข้อมูลจากสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติสหรัฐได้ประมาณการว่าในปี พ.ศ.2563 ไทยอาจมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมถึง 1.3 ล้านคน

ถือเป็นจำนวนที่มากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุโดยรวมของประเทศ ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อยโดยโรคนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 60% สัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดสมอง เช่น หลอดเลือดแข็ง ตีบ ตัน ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

ที่เหลือนั้นมักเป็นผลพวงจากโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ภาวการณ์ทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ เป็นต้น ทำให้เกิดปัญหาทั้งตัวของผู้สูงอายุและผู้ดูแลทำให้เกิดความเครียด ความกังวล คุณภาพชีวิตที่ลดลงและมีผลถึงสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย

ความเจริญของเครื่องมือเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างในชิ้นเดียว อาจทำให้เกิดผลเสียที่คาดไม่ถึงและไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือเพื่อช่วยจำ ช่วยคิดแทนการใช้สมองที่พบบ่อย เช่น ระบบบันทึกเบอร์โทรศัพท์ในมือถือ ใช้เครื่องคิดเลขในโทรศัพท์หรือเครื่องคิดเลขคิดแทนการใช้สมองคำนวณ โดยเฉพาะใช้ตั้งแต่วัยเด็ก มีผลทำให้สมองขาดการใช้งาน

เซลล์ประสาทขาดการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องเกิดปัญหาเสื่อมตามมาจึงขอใช้อุปกรณ์และเครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ ไว้ข้างตัวดูบ้าง ให้สมองได้ฝึกคิดและออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อป้องกันปัญหาสมองเสื่อมก่อนวัย

ด้วยความรักและห่วงใยจึงขอแจ้งมาเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องสมองเสื่อมต้องระวังกันให้มาก เราจึงจะเห็นว่าคนสูงอายุที่อยู่กับธรรมชาติจะแข็งแรงมากๆ
สมหมาย (ภูเก็ต)

ตอบคุณ ‘สมหมาย’ ภูเก็ต
จดหมายของคุณมีประโยชน์มากครับแม้ข้อมูลส่วนใหญ่จะทราบกันบ้างแล้วแต่ผมขอเป็นสื่อกลางแจ้งมาให้ผู้สูงอายุทั้งหลายโปรดออกกำลังกายและอยู่ห่างเครื่องมือเทคโนโลยีไว้บ้าง

เดี๋ยวนี้ผู้สูงอายุดูอ่อนกว่าวัยมากๆ เพราะดูแลตัวเองดี หมั่นออกกำลังกายและกินอาหารที่เป็นประโยชน์ซึ่งควรจะเพิ่มเรื่องอยู่ห่างไกลเทคโนโลยีให้มากเพราะจะทำให้สมองเสื่อม

ขอเรียนว่าจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ต้องรู้จักปล่อยวางและอยู่อย่างพอเพียงทำอะไรก็ต้องมีสติ อย่าใช้อารมณ์
อ๊อด เทอร์โบ


3 บก.วิเคราะห์ ระส่ำ.. รัฐบาล&ฝ่ายค้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403448?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 บก.วิเคราะห์ ระส่ำ.. รัฐบาล&ฝ่ายค้าน

9 ธันวาคม 2562 – 09:20 น.
รัฐบาล,ฝ่ายค้าน,แบนสามสารเคมี
เปิดอ่าน 1,501 ครั้ง

3 บก.วิเคราะห์ ระส่ำ.. รัฐบาล&ฝ่ายค้าน

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก. ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็น ทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น “วีระศักดิ์ พงษ์อักษร” บรรณาธิการบริหารนสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ “บากบั่น บุญเลิศ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น “ระส่ำ! รัฐบาล&ฝ่ายค้าน”

   “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า การเมืองตอนนี้ร้อนทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล สถานการณ์จะเป็นเช่นใด

   “สมชาย” วิเคราะห์ประเด็นว่า การเมืองตอนนี้สองฝ่ายระส่ำทั้งคู่ โดยรัฐบาลนั้นมีความระส่ำเพราะพรรคร่วมรัฐบาลงัดข้อ เช่น แบนสามสารเคมี, การลงมติการตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาการบังคับใช้คำสั่งและประกาศคสช.ตามมาตรา 44 โดยที่สภาผู้แทนฯ ล่มสองครั้งและกว่าจะผ่านได้ในครั้งที่สามเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่มีฝ่ายค้าน 11 คนมาลงมติให้นับองค์ประชุมได้ผ่านและสามารถนับคะแนนใหม่เพื่อลงมติว่าสภาผู้แทนฯ ไม่เห็นชอบให้ตั้ง กมธ.วิสามัญชุดนี้ เพราะหากตั้งกมธ.วิสามัญชุดนี้ได้ 3 ป.จะโดนเรียกไปสอบได้

ทราบว่ารัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐยอมเรื่องนี้ไม่ได้ และที่ผ่านมาองค์ประชุมสภาผู้แทนฯ ล่มครั้งแรกและครั้งที่สอง เพราะฝ่ายค้านวอล์กเอาท์เกือบหมด เหลือไว้ในองค์ประชุมไม่กี่คน

โดย “วิรัช รัตนเศรษฐ” ประธานวิปรัฐบาลชี้ว่าเหตุที่สภาล่มสองครั้งเพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำตามมติวิปรัฐบาล และส.ส.รัฐบาลที่ลงมติตั้งกมธ.วิสามัญนั้นมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 6 คนลงชื่อหนุนญัตติและ 4 คนลงมติให้ตั้งกมธ.วิสามัญชุดนี้ โดยพรรคประชาธิปัตย์ตอบโต้วิรัชทันที

หากย้อนไปดูการลงมติครั้งล่าสุดพบว่า ส.ส.รัฐบาลมีการลงคะแนนที่แตกต่าง โดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 4 คนลงมติสวนวิปรัฐบาลและมติพรรค ทำให้พรรคประชาธิปัตย์จะมีการสอบสวน 4 ส.ส.ที่อ้างรักษาจุดยืนของอุดมการณ์พรรค 4 ส.ส.ควรลาออกจากพรรคเพราะสวนมติพรรค โดยควรทำให้เหมือน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ลาออกจากส.ส.เพราะไม่เห็นด้วยกับการหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และควรทำแบบ ”กลุ่ม 10 มกรา” ที่สวนมติพรรคและลาออกไป

  “บากบั่น” กล่าวว่า แบบนี้พรรคร่วมรัฐบาลไม่ใช่เนื้อเดียวกัน ดังนั้นเหตุการณ์สภาล่มเป็นเหตุให้แกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลมีงานเลี้ยงอาหารค่ำที่สโมสรราชพฤกษ์ เพราะก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีบอกกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลว่า “หากผมอยู่ไม่ได้ พวกคุณก็อยู่ไม่ได้” ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับครม.และยุบสภา โดยงานเลี้ยงคืนวันนั้น 3ป.ไปกันครบ และวันนั้นมีกระแสข่าวว่าบางพรรคจับกลุ่มหารือในเรื่องคำพูดของหัวหน้ารัฐบาลด้วย

      “สมชาย” ระบุว่า ทราบว่า “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีสีหน้าไม่ดีเมื่อได้ยินที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าว และทราบว่าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคไม่พร้อมยุบสภา

    “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า หากหัวหน้ารัฐบาลยุบสภาแปลว่าพรรคพลังประชารัฐพร้อมแล้ว

 “สมชาย” กล่าวว่า หากจะยุบสภา พรรคแกนนำตั้งรัฐบาลจะปรับครม.ของตัวเองก่อนและตรวจสอบคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีว่ายังดีอยู่หรือไม่ ดังนั้นหากหัวหน้ารัฐบาลปรับครม.ของพรรคพลังประชารัฐก่อนเพื่อปรามพรรคร่วมรัฐบาลแบบขู่กลับ เพราะบางพรรคที่ออกมาขู่และฝืนมติรัฐบาลบางเรื่อง โดยอาศัยสิ่งที่เรียกว่าเสียงปริ่มน้ำตามที่บางพรรคใช้ขู่หัวหน้ารัฐบาลไว้ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการปรับครม.และยุบสภา เพื่อปรามบางฝ่ายในรัฐบาล ดังนั้นการประชุมสภาผู้แทนฯ และลงมติจึงผ่านไปได้ ทำให้เรื่องนี้ยุติ

การลงมติครั้งที่สามเรื่องกมธ.วิสามัญฯ นั้น ฝ่ายค้านก็มีความระส่ำเพราะวันนั้นมีการนับองค์ประชุมและลงมติพบว่า ส.ส.ฝ่ายค้าน 11 คนร่วมอยู่ในช่วงนับองค์ประชุม แต่ช่วงลงมติมีการลงคะแนนที่แตกต่างกัน คือพรรคอนาคตใหม่มีการสวนมติพรรคคือ 3 ส.ส.ที่อยู่ในห้องประชุม แม้จะมีการลงคะแนนที่แตกต่างกัน, 1 ส.ส.พรรคประชาชาติที่สวนมติพรรค, 4 ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ ที่ใช้มติพรรคอยู่ในที่ประชุมและสวนมติ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมทั้ง 3 ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่สวนมติพรรค

“วีระศักดิ์” ตั้งประเด็นว่า ตอนนี้มีกระแสข่าวว่าหากพรรคเศรษฐกิจใหม่ไปร่วมรัฐบาลเพราะหลายครั้งมีการสวนมติ 7 พรรคฝ่ายค้าน และไม่ค่อยไปร่วมประชุมกับแกนนำ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ตรงนี้อาจจะมีการปรับครม.รองรับพรรคเศรษฐกิจใหม่

   “สมชาย” มองว่า หาก 4 ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่มาร่วมรัฐบาลจริง และอาจมาแทน 4 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ควรลาออก โควตาครม.ไม่ใช่ของ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” แน่นอน และน่าจะได้ 1 รมช. ที่มาจากโควตาพรรคประชาธิปัตย์จาก 4 ส.ส.ที่สวนมติ

    “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่าแกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยตอนนี้ก็ระส่ำ แม้ล่าสุดจะมีส.ส.หลายคนและแกนนำพรรคไปพบ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ดูไบและฮ่องกงเพราะปัญหาในพรรค ตรงนี้จะเคลียร์ใจได้หรือไม่

  “สมชาย” กล่าวว่า “สุทิน คลังแสง” ประธานวิปฝ่ายค้านอ้างเรื่องการเลื่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.จากช่วงเดือนนี้ไปเป็นเดือนมกราคมปีหน้า โดยอ้างการนับอายุของรัฐบาลว่าจะยึดตามปีปฏิทินหรือการเริ่มงานของรัฐบาล, ควรให้เวลารัฐบาลทำงานอีกนิด โดยฝ่ายค้านจะเก็บข้อมูลตรงนี้เพิ่มและไม่มีการล็อบบี้กันจากรัฐบาลกับฝ่ายค้าน, กังวลการล็อบบี้ของรัฐบาลกับรัฐสภาที่อาจบรรจุญัตติการอภิปรายในช่วงปลายปีนี้ที่อาจไม่มีคนสนใจ และ ส.ส.หลายคนทำหน้าที่กมธ.งบประมาณ, ส่วนงูเห่าในพรรคนั้นไม่กังวล

แต่งูเห่านั้นพบแล้วว่ามี 3 ส.ส.ของเพื่อไทยแหกมติ

ปัจจัยข้างต้นนั้นทำให้มองว่าพรรคเพื่อไทยมีความระส่ำในพรรคหลายเรื่องจนต้องเลื่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

  “บากบั่น” กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยตอนนี้แบ่งกลุ่มคือ “กลุ่มคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรค ที่มี ส.ส. 35-40 คน, “กลุ่มสมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคที่มีส.ส. 50 คน, “กลุ่มอิสระ” ที่มี 30 ส.ส., “กลุ่มฝากเลี้ยงหรืองูเห่า” ที่พร้อมปรับตัวได้เสมอเพราะมีใครบางคนดูแลรายเดือน โดยมีแกนนำสองสายคือ “กลุ่มสายส.” ที่มี 21 ส.ส. รวมทั้งยังดูแลส.ส.งูเห่าจากพรรคอื่นด้วย และ “กลุ่มสายลาบ” ที่มี 15 ส.ส. เพราะพรรคเพื่อไทยนั้นในตอนนี้การบริหารภายในมีความแตกแยก ไม่มีการจ่ายน้ำเลี้ยงให้ส.ส.

สิ่งที่ไม่พอใจที่มีในพรรคนี้เพราะว่าการทำงานของหัวหน้าพรรคกับประธานยุทธศาสตร์พรรคที่ทับรอยกัน รวมทั้งเหตุอภิปรายไม่ไว้วางใจครม.เพราะหัวหน้าพรรคกับประธานยุทธศาสตร์พรรคไม่ลงรอยกันในช่วงการยื่นญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการประชุมแกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้านนั้นล่าสุดพบว่าประธานยุทธศาสตร์พรรคไม่ไปร่วม

เหตุขัดแย้งนั้นทำให้ส.ส.หลายคนไปพบทักษิณที่ดูไบคือ ความอึดอัดเรื่องการทำงานในพรรค, ประธานยุทธศาสตร์พรรคแทรกแซงการทำงานของหัวหน้าพรรค, ท่อน้ำเลี้ยงในพรรคเพื่อไทยแจกจ่ายให้ส.ส.นั้นไม่มีมาจากประธานยุทธศาสตร์พรรค แม้หัวหน้าพรรคจะดูแลท่อน้ำเลี้ยงให้ส.ส.บ้างแต่น้อยมาก ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งคือ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ไปพบทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ฮ่องกง ตรงนี้สะท้อนว่าแกนนำพรรคฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยแตกแยกกันเอง และบางพรรคฝ่ายค้านก็แตกแยกเช่นกัน

  “สมชาย” กล่าวว่า ได้ยินว่า ส.ส.เหล่านี้มีกล้วยกินก่อนหน้านี้คนละสองเครือและยังมีรายได้แบบรายเดือนด้วย

    “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่า พรรคอนาคตใหม่ตอนนี้มีความระส่ำเช่นใดบ้าง

 “สมชาย” กล่าวว่า พรรคนี้มีแรงระส่ำเพราะ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ลาออกจากกมธ.งบประมาณโดยอ้างว่าบางคนไม่อยากให้ทำงานในรัฐสภา โดยจะไปทำงานการเมืองนอกสภา เพื่อต่อต้านการสืบทอดอำนาจคสช., ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร, ไม่ยอมรับการตัดสินขององค์กรอิสระในคดีที่ตัดสินตัวเองกับจะตัดสินพรรคและรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ล่าสุดกกต.ตัดพยานการส่งหลักฐานการกู้เงินของพรรคที่กู้เงินจากหัวหน้าพรรค

โดยวันที่ 11 ธันวาคม กกต.จะตัดสินกรณีนี้เพราะพรรคอนาคตใหม่ไม่ส่งเอกสารการกู้เงินในวันที่ 2 ธันวาคม และไม่กี่วันข้างหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 คนจะหมดวาระ และตอนนี้ ส.ว.ขอขยายเวลาการพิจารณาคุณสมบัติของว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพราะยังทำไม่เสร็จ หากกกต.ส่งเรื่องเงินกู้ของพรรคเข้าศาลรัฐธรรมนูญ 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่กำลังจะหมดวาระอาจต้องทำหน้าที่ตัดสินคดีเงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ก่อน

   “วีระศักดิ์” ระบุว่า พรรคอนาคตใหม่ตอนนี้ใช้ทฤษฎีสองขาคือ “ธนาธร” เดินเกมนอกสภาโดยพบประชาชนเพื่อสะสมขุมพลัง ส่วนการเดินเกมในสภาปล่อยให้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคจัดการ หากมีการตัดสินจากกกต.เกี่ยวกับการยุบพรรคอนาคตใหม่เพราะคดีกู้เงินในไม่กี่วันข้างหน้านี้ แกนนำพรรคอนาคตใหม่บอกแล้วว่าจะตั้งพรรคใหม่ โดยจะมี 60 ส.ส.ตามไปอยู่พรรคใหม่ แม้พรรคนี้จะมี 80 ส.ส.

    “บากบั่น” สรุปว่า การเมืองช่วงต่อไปนั้น สิ่งหนึ่งที่ควรจับตาคือต้องรอดูในไม่กี่วันข้างหน้านี้ว่าคดีเงินกู้พรรคอนาคตใหม่จะออกมาแบบใด

‘หน่อย’ หนาวใจ โดดเดี่ยว ในสนามขอนแก่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403446?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘หน่อย’ หนาวใจ โดดเดี่ยว ในสนามขอนแก่น

9 ธันวาคม 2562 – 08:50 น.
คุณหญิงหน่อย,สุดารัตน์ เกยุราพันธ,พรรคเพื่อไทย,เลือกตั้งซ่อม จขอนแก่น,เลือกตั้งซ่อม,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ซาบีน่าห์ ซาร์,คนเสื้อแดง,ธนิก
เปิดอ่าน 5,107 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 9 ธ.ค. 62

********************************

ผลคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 (หนองเรือและมัญจาคีรี) เมื่อ 24 มีนาคม 2562 นวัธ เตาะเจริญสุข พรรคเพื่อไทย ได้ 29,710 คะแนน, สมศักดิ์ คุณเงิน พรรคพลังประชารัฐ 26,553 คะแนน, สมควร ไกรพน พรรคอนาคตใหม่ 12,414 คะแนน และนาวิน คำเวียง พรรคประชาชาติ 9,350 คะแนน

เมื่อเลือกตั้ง 2554 “เสี่ยเตาะ-นวัธ” ได้ 50,854 คะแนน แสดงว่าคะแนนเสี่ยเตาะหายไป 2 หมื่นคะแนน ซึ่งคะแนนนิยมส่วนนี้ น่าจะไปโผล่ที่ผู้สมัคร ส.ส. 2 คน จากพรรคอนาคตใหม่และพรรคประชาชาติ เนื่องจากคนเสื้อแดงที่ไม่ชอบ คสช. จะเทคะแนนให้สองพรรคนี้

ฉะนั้น 2.9 หมื่นคะแนน น่าจะเป็นต้นทุนของเสี่ยเตาะ แต่เลือกตั้งซ่อมหนนี้ ตระกูล “เตาะเจริญสุข” เงียบกริบ หัวคะแนนหยุดทำงานตั้งแต่วันที่เสี่ยเตาะเข้าเรือนจำ

โดดเดี่ยว‘หน่อย’

หลังกลับจากนครดูไบ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ก็นำทีมคนใกล้ชิด น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค ไปช่วย “ธนิก มาสีพิทักษ์” หาเสียงที่สนามเลือกตั้งซ่อม เขต 7 ขอนแก่น

วันที่ ธันวาคม 2562 พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ที่ อ.มัญจาคีรี ซึ่งมี ส.ส.เพื่อไทยสายอีสาน ไปยืนบนเวทีปราศรัยใหญ่ ไม่ถึง 15 คน โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ส.อีสาน 60 คนที่บินไปพบ “นายใหญ่” ที่ดูไบ แทบไม่เห็นหน้า

คุณหญิงหน่อยฉายเดี่ยว มีธนิก และ ส.ส.หน้าใหม่เป็นตัวช่วย

ไล่ดูรายชื่อก็จะมี บัลลังก์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น, สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น, มุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น, ภควัต ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น, ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม, สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม, สกุณา สาระนันท์ ส.ส.สกลนคร, อาภรณ์ สาราคำ ส.ส.อุดรธานี, บุญรื่น ศรีธเรศ ส.ส.กาฬสินธุ์, นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ และพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล ส.ส.ชัยภูมิ

วันถัดมา “คุณหญิงหน่อย” ออกเดินสายพบชาวบ้านแถวหนองเรือ ยิ่งเหงาหนัก มีแค่ “ธนิก” กับ ส.ส.สรัสนันท์ ลูกสาวของพงศกร อรรณนพพร ผอ.เลือกตั้งซ่อมที่ร่วมขบวนรถแห่ไปด้วย

อากาศหนาวในอีสานว่า หนาวแล้ว..ยังไม่เท่า “คุณหญิงหน่อย” หนาวหัวใจในสมรภูมิหนองเรือ-มัญจาคีรี

เสี่ยขายเครื่องครัว

เบื้องลึกที่ “เสี่ยธนิก” ได้รับเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ให้ลงสนามเลือกตั้งซ่อม โดยเฉือนเสี่ยตุ๊ อดิศร เพียงเกษ ในนาทีสุดท้าย ก็เพราะเสี่ยใหญ่มัญจาคีรี ยืนยันว่า “ดูแลตัวเองได้”

ตามข้อมูลปี 2554 เสี่ยธนิกในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แจ้งต่อ ป.ป.ช. ว่ามีทรัพย์สิน 90,902,839 บาท สำหรับคนมัญจาคีรี ทราบดีว่า เสี่ยธนิกเป็นเจ้าของหัวหน้าค่ายมวย อ.มาสีพิทักษ์ และผู้บริหารบริษัท แกรนด์ ฟิสค์ จำกัด ผู้จำหน่ายเครื่องครัวแกรนด์ฟิสต์

ธนิกไปพบทักษิณ ที่ฮ่องกง สมัยเป็นแกนนำเสื้อแดง

ช่วงปี 2548 เสี่ยธนิกตั้งสถานีวิทยุชุมชน FM 98.75 MHz อยู่ภายในอาคารบริษัท แกรนด์ ฟิสค์ จำกัด ถนนประชาสโมสร ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น จัดรายการเพลงสื่อสารถึงกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ขอนแก่น และจังหวัดใกล้เคียง

เลือกตั้ง 2550  เสี่ยธนิกหรือ อุดมศักดิ์ มาสีพิทักษ์ จึงลงสมัคร ส.ส.เขต 1 ขอนแก่น ในสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะมีแฟนคลับรายการวิทยุเยอะ ผลเลือกตั้งเขาพ่ายกระแสทักษิณ แต่ไม่ถอดใจ จึงเปลี่ยนย้ายข้างไปรับใช้ทักษิณแทน

นักเลือกตั้งหน้าใหม่ใจถึง รู้ดีว่าถ้าอยากเป็น ส.ส.ขอนแก่น ต้องสวมสีเสื้อทักษิณ

แม่ทัพวิทยุเสื้อแดง

ปี 2553 เสี่ยธนิกกระโจนเข้าสู่ขบวนการคนเสื้อแดงเต็มตัว โดยเปลี่ยนคลื่นชุมชนเป็น “คลื่นคนเสื้อแดง” ในนามสถานีอีสานอัพเดท และใช้อาคารหลังเดิมเป็นกองบัญชาการ “แดงขอนแก่น”

เสี่ยธนิกกับซาบีน่าห์ ซาร์ ดีเจคลื่นอีสานอัพเดท ปลุกระดมสร้างเครือข่ายคนเสื้อแดงในพื้นที่ขอนแก่น รวมถึงกาฬสินธุ์ และมหาสารคาม โดยระดมคนไปร่วมม็อบราชประสงค์ ปิดถนนมิตรภาพ และยึดขบวนรถไฟทหารที่สถานีรถไฟขอนแก่น

เลือกตั้ง 2554 เสี่ยธนิกอยากลง ส.ส.เขต ในนามเพื่อไทย แต่ทุกพื้นที่มีเจ้าของ จึงต้องไปต่อแถวในปาร์ตี้ลิสต์ ตอนแรกไม่ได้เป็น ส.ส. เพราะอันดับไม่ถึง เสี่ยธนิกก็ยังเป็นโต้โผจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงในขอนแก่น และในที่สุด ก็ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ซาบีน่าห์ ซาร์ แกนนำแดงขอนแก่น

วันนี้ เสี่ยธนิกยังมอบให้อดีตดีเจคู่ใจอย่าง ซาบีน่าห์ ซาร์ ไปนั่งเป็น ผอ.เลือกตั้งที่ อ.หนองเรือ หวังดึงคะแนนเสียงจากคนเสื้อแดง ลบจุดอ่อนที่ตัวเขาเองไม่ใช่ “คนหนองเรือ” โดยกำเนิด

สมัยเสี่ยธนิกเป็นแม่ทัพเสื้อแดงก็ดูแลตัวเอง ไม่พึ่งน้ำเลี้ยงจากแดนไกล เที่ยวนี้เขาจึงได้ลงเลือกตั้งซ่อมสมใจ

ก้าวข้ามศก.ชะลอตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403445?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ก้าวข้ามศก.ชะลอตัว

9 ธันวาคม 2562 – 08:45 น.
กระตุ้นเศรษฐกิจ,จีดีพี
เปิดอ่าน 209 ครั้ง

ก้าวข้ามศก.ชะลอตัว บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม 2562

รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้านในช่วงที่เหลือของปีเพื่อทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 ต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าปรับตัวดีขึ้น และรักษาระดับการเติบโตของเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวไปมากกว่านี้ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกที่จะเป็นแรงหนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวโดยเร็ว ความไม่แน่นอนเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย นอกจากนี้ความล่าช้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ยังมีผลต่อการลงทุนของภาครัฐและเป็นข้อจำกัดหากรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะที่มีคนสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก เพราะปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ของไทยยังแข็งแกร่งโดยมีเงินทุนสำรองจำนวนมาก ถึงแม้ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นก็ตาม

การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นได้สะท้อนอย่างเห็นได้ชัดผ่านตัวเลขจีดีพี ในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา และจากตัวเลขการส่งออกเบื้องต้น ประกอบกับตัวเลขความเชื่อมั่นผู้โภคที่ต่ำสุดในรอบ 39 เดือน เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 น่าจะยังคงเติบโตต่ำกว่า 3 ต่อไปอีกหนึ่งไตรมาส แต่กระนั้นที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ก็คาดหวังกันว่าในปี 2563 เศรษฐกิจของไทยน่าจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากงบประมาณปี 2563 จะออกมา ช่วยให้ภาครัฐมีการใช้จ่ายเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น การค้าขายในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม แนวโน้มยังไปได้ ส่วนการท่องเที่ยวคาดว่า ปีนี้ ยอดนักท่องเที่ยวน่าจะมียอดรวมประมาณ 40 ล้านคน โดยที่นักท่องเที่ยวจีนยังเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวต่อเนื่องยอดไม่ต่ำกว่า 10-11 ล้านคน

นอกจากนี้ภาคเอกชนยังมีข้อเสนอไปยังรัฐบาลให้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 มีแรงส่งต่อเนื่องไปถึงไตรมาสที่ 1 ปีหน้าได้แก่ มาตรการช้อปช่วยชาติ โดยให้บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค (ยกเว้นสินค้าบางประเภท อาทิ สุรา ยาสูบ เป็นต้น) รวมทั้งของขวัญปีใหม่ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท, มาตรการภาษี เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และการจัดอบรมสัมมนาในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง โดยได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 15,000 บาท และของนิติบุคคลไม่เกิน 1.5 เท่าของค่าใช้จ่ายจริง พร้อมทั้งเร่งการลงทุนภาครัฐเพื่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชน อันจะส่งผลต่อห่วงโซ่มูลค่าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอีกด้วย

ดูน่าสนใจไม่น้อยกับแนวทางในหลายเรื่องที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข้อเสนอในเรื่องการเมืองที่ผู้ประกอบการเอกชนอยากเห็นการเมืองไทยเป็นการเมืองที่มีเสถียรภาพ เพราะจะทำให้นักลงทุนต้องการเข้ามาลงทุน นักท่องเที่ยวอยากเข้ามาท่องเที่ยว จึงอยากฝากเรื่องนี้ให้รัฐบาลได้ตระหนักเพราะถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติเดินหน้าไปอย่างมั่นคง แม้กระทรวงเศรษฐกิจจะอยู่ในความดูแลของพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคก็ตาม แต่การทำหน้าที่ฝ่ายบริหารต้องยึดแนวนโยบายของรัฐบาลเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงชะลอตัวเยี่ยงนี้การทำงานเพื่อหาลู่ทางแก้ไขปัญหาจะต้องมีการประสานงานกันมากขึ้น และเราเชื่อว่าหากทุกฝ่ายทั้งภาคการเมือง เอกชน ทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจกันอย่างเป็นเอกภาพก็จะสามารถสร้างบรรยากาศไปในทางที่ดีและก้าวข้ามปัญหาต่างๆ เหล่านี้ไปได้ในระดับหนึ่งแน่นอน

“เดียว” อัจฉริยะนายหนัง คนไม่ยอมคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403187?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เดียว” อัจฉริยะนายหนัง คนไม่ยอมคน

7 ธันวาคม 2562 – 10:25 น.
เดียว,หนังน้องเดียว,บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง,หนังตะลุง,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,986 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ธ.ค. 62

************************************

เหมือนเพลงพี่ตูนบอก “ฟ้าครามไม่สร้างใคร” เส้นทางของนายหนังตะลุงตาบอด อย่าง เดียว บัญญัติ สุวรรณแว่นทอง” ก็ต้องกล้าออกมาเผชิญกับเมฆครึ้มพายุฝน

ถ้าเดียว หรือ “น้องเดียว” เลือกหยุดชีวิตไว้ที่ความพิการ ขีดเส้นคั่นตัวเองออกจากความฝัน และความสามารถ เขาคงไม่มีวันนี้

แต่วันนี้เรามาได้ยินข่าวคราวของน้องเดียวจากดราม่าที่เกิดขึ้นทั้งกับ “พระและนาง” คือกรณีพูดจาลบหลู่ท้าทายพระวัดเนินพิจิตร อ.นาหม่อม จ.สงขลา ที่ไปแสดงหนังจนเป็นข่าวใหญ่โต มาล่าสุดกับเรื่องราวปัญหาชีวิตคู่กับเมียรัก แม่ของลูก

บางครั้งความสำเร็จก็เหมือนดาบสองคม การมองโลกในแบบฉบับของเดียว ก็กลายเป็นเรื่องของการ “อยู่ไม่เป็น” ขึ้นมา

แต่เมื่อมองย้อนไปถึงเส้นทางจนถึงวันนี้ น้องเดียวคือขีดสุดของชีวิตคนหนึ่งจะทำได้

ฉีกลิขิต

เดียวเกิดช่วงปี 2533 ในผืนแผ่นดิน อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง แดนหนังตะลุงมโนราห์ ชื่อ “หนังตะลุง” ก็เพี้ยนมาจาก “หนังพัทลุง” ที่คนเมืองกรุงใช้เรียกการแสดงของทางใต้

เดียวเป็นลูกคนสุดท้องใน 3 พี่น้อง แต่น่าเสียดายที่เขาเกิดตาบอดตั้งแต่วัยแบเบาะ เคยเล่าว่าเพราะโดนหลังคาใบจากร่วงใส่ตา

แต่คงเพราะชีวิตมีลิขิตของมัน พอเริ่มโตราว ขวบ ก็พบว่าตนเองชอบฟังเพลง ร้องเพลง จนมีโอกาสได้ไปร้องเพลงตามงานต่างๆ งานบวช งานแต่ง สารพัดงานในอำเภอ

บางคนว่าโชคชะตา บางคนว่าความสามารถ หรือทั้งสองอย่าง ต่อมาเดียวได้เข้าไปสัมผัสวงลูกทุ่งของ เอกชัย ศรีวิชัย” เพราะติดตามพี่สาวที่เป็นลูกจ้างรับงานดูแลเรื่องเสื้อผ้า อาหาร อยู่กับวงในตอนนั้น

ปรากฏว่าจากที่เดียวร้องฮึมฮัมอยู่หลังเวที ในใจก็คิดฝันว่าอยากมีวันที่ได้ร้องหน้าผู้ชมบ้าง วันหนึ่งลูกทุ่งสายใต้ผู้โด่งดังคับฟ้าบันเทิง ก็เปิดโอกาสให้เขาได้ทำตามฝัน

เรื่องนี้ เดียวเล่าไว้ในรายการ “เรื่องลับมาก” ทางเนชั่นทีวีว่า นายเอกคือไอดอลของเขา และเหตุที่เขาได้ขึ้นร้องก็เพราะวันนั้นเป็นวันเกิดนายวงพอดี

วันนั้นเดียวร้องเพลง “อดีตรักบ้านนา” เป็นอันว่าอายุแค่ 14 ปี เดียวสามารถทำงานจนมีรายได้มาสร้างบ้านใหม่ให้แม่ที่บ้านไม้เสียบ ต.เกาะขันธ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

ใครก็ตามที่เขียนไว้ว่าเด็กคนนี้ต้องมีสายตาพิการ ก็ต้องพ่ายแพ้กับใจของเดียวที่ไม่ยอมให้อุปสรรคทางร่างกายมาขวางกั้นพลังที่มีในตัว

ฉีกขีดจำกัด

คงต้องยกเครดิตให้เอกชัยคนดัง ด้วยสายตาแหลมคม เขามองว่าน้องเดียวต้องขับกลอนร้องหนังตะลุงจะดีกว่า

จากนั้นเดียวจึงเพียรฝึกเชิดหนังขึ้นมาด้วยตนเอง โดยมีแนวทางจากการฟังเทปของอาจารย์ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต ศิลปินแห่งชาติ ที่เดียวบอกว่าท่านเป็นพ่อบุญธรรมของเขา

เดียวฝึกอยู่ไม่นาน ก็พอที่จะเล่นได้ แรกๆ เปิดเชิดแบบเล็กๆ ตามร้านข้าวแกง ร้านขนมจีน จนมีชื่อเสียงปากต่อปาก พอมีเงินสะสมที่จะทำวงหนังตะลุงเล็กๆ ของตนเองได้

ช่วงนั้นมีเสียงคัดค้านจากครอบครัว เดียวบอกว่าไม่มีใครส่งเสริมให้ตนเล่นหนังตะลุงเลยไม่ว่าจะแม่หรือยาย พวกเขาบอกว่าร้องเพลงไปเลย ไมค์ก็ไม่ต้องซื้อ แต่ถ้าเดียวไม่ดื้อในวันนั้น เขาก็ไม่มีวันนี้

มากไปกว่านั้นคือ ด้วยวัยของเขาที่ยังเป็นวัยรุ่น จึงส่งผลต่อทัศนคติการวางแนวทางการเชิดหนังในแบบที่ไม่เคยมีใคร (กล้า) ทำมาก่อน

ถ้าใครเคยดูหนังตะลุงสมัยก่อน เรียกได้ว่ารอจนดึกดื่นโหมโรงยังไม่ออก เสื่อผืนหมอนใบที่พกมานั่งรอ ก็ได้ใช้นอนในคืนนั้นกันเลยทีเดียว

แต่ของเดียว ไม่เพียงปรับเวลาใหม่ เล่นให้เร็วขึ้น คือเล่นสองทุ่มเลิกเที่ยงคืน แต่วงอื่นเริ่มราวสี่ทุ่มเลิกตีสอง และอารัมภบทน้อยลง แต่เนื้อหายังสนุกสนาน ทันสมัย เข้ากับสถานการณ์อีกด้วย

ที่สำคัญ เสน่ห์ของวงนี้คือ “เดียว” คนเดียวสมชื่อ เชิดตัวหนังตะลุงคนเดียว 4-5 ชั่วโมง เล่นได้ทุกตัว พากย์ได้ทุกเสียง จนได้บันทึกการแสดงสดหนังตะลุงชุดแรกของตัวเอง ชื่อ แรงบุญช่วยมารดา” ด้วยวัยเพียง 19 ปี

ฉีกขนบกฎเกณฑ์

เมื่อความแรงของเดียว โด่งดังเป็นที่รู้จักในพื้นที่ภาคใต้ มีแฟนคลับทุกเพศ ทุกวัย ภายหลังเขาก็มีสปอนเซอร์หลักเข้ามาดูแล คือบริษัทบ้านดนตรี KOY และปุ๋ยไข่มุกตราเรือไวกิ้ง

นอกจากการปรับเวลาการเชิดหนังให้เร็วขึ้น ไม่ต้องเล่นดึกเลิกเช้าเหมือนแต่เก่าก่อน แต่หนังของเดียวยังถูกตั้งคำถามจากคนหัวอนุรักษนิยมว่าท้าทายขนบเดิมหลายเรื่อง

เช่น การลดเวลาออกโรงของพระฤษีและพระอิศวร เหลือเพียง 10 นาที แต่เขาเคยเถียงว่าวงของเขาก็ยังบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น รุกขเทวดา นางเมขลา นางธรณี พระภูมิเจ้าที่ และพระรัตนตรัย เหมือนเก่าก่อน

มากไปกว่านั้นเดียวยังขยายฐานผู้ชมภาคอื่นๆ ด้วยการเล่นหนังตะลุงภาษากลางขึ้นเป็นครั้งแรก แต่มองอีกมุมที่คือการปฏิวัติเอกลักษณ์ที่มีมาเนิ่นนานกว่าศตวรรษ

เขาเคยให้สัมภาษณ์มุมนี้ว่า “วัฒนธรรมต้องดำเนินไปตามยุคสมัย ต้องมีทั้งคนเล่นและคนดู ไม่ใช่มีแต่ความดั้งเดิมแต่ไม่มีคนดู วัฒนธรรมต้องไม่มีแต่ชื่อ แต่ต้องจับต้องได้และดำรงอยู่จริง” (อ้างอิงจาก https://www.silpa-mag.com/culture/article_37457)

หลายครั้งหนังของเดียวพูดเรื่องการไม่จำเป็นต้องมีคู่ครองคนเดียว, พูดเรื่องอาชีพโสเภณีว่าเป็นอาชีพที่ไม่ได้น่ารังเกียจ, หยิบยกเอาเรื่องราวของพระสงฆ์ในมุมที่ไม่เหมาะควรมาตีแผ่ และใส่มุกตลก

นี่ยังไม่พูดถึงพร็อบข้าวของต่างๆ ที่ของเดียวจัดเต็ม ทั้งฉากแสงสีเสียง มีตัวละครและปกใหม่ เช่น โดราเอมอน อุลตร้าแมน ไม่จำกัดอยู่แค่ ไอ้เท่ง ไอ้ทอง หนูนุ้ย ไอ้แก้ว แต่หนังของเขาแต่งขึ้นมาใหม่ทุกเรื่อง ไม่ให้คนดูเบื่อ

ดังนั้นคำเรียกวงของน้องเดียวว่า “ลุกทุ่งวัฒนธรรม” จึงไม่ไกลจากความเป็นจริงเลย

ฉีกชีวิตตัวเอง?

ถ้าความสำเร็จของเดียวมาจากการกล้าที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ทิ้งแบบที่ยุคนี้เรียกว่า “อยู่ไม่เป็น” แต่ผลพวงจากความสำเร็จนี้ กำลังทำให้เดียวอหังการจนอาจทำลายชีวิตของตนเองหรือไม่

อย่างปัญหากับพระ ที่เดียวถูกคอมเมนต์ทำนองจ้างแพงไป ก็น่าจะเริ่มจากความโด่งดัง ที่ทำให้วงของเดียวขึ้นหม้อและมีราคาในระดับดาว

เดียวกล่าวถึงเรื่องราคา หมื่นที่พระจ้างมาแสดงว่าสมน้ำสมเนื้อแล้ว เพราะหนังของเขาจอ 16 เมตร ทีมงาน 30 ชีวิต มีทุกอย่างครบแบบวงหมอลำอีสานเงินล้าน ขณะที่วงอื่นราคาเริ่มต้นหลักหมื่นจนถึงสามหมื่น แต่จอ เมตร นักดนตรี รวมตัวนายหนังเป็น 10 คน

ไม่เพียงความครบเครื่องที่ว่ามา เดียวยังต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเชิดหนัง พร้อมยกระดับการแสดงประเภทนี้ขึ้นมาอีกด้วย

“เห็นศิลปินมาจากกรุงเทพฯ เจ้าภาพต้องไปรับที่สนามบิน ต้องพาไปพักที่โรงแรมก่อน ก่อนพาขึ้นเวที แล้วราคาเขาสองสามแสน เขาก็ยังจ้างได้ แล้วศิลปวัฒนธรรม ผมไม่อยากให้ใครมาดูถูก”

แต่หลายคนก็รับไม่ได้กับวิธีการตอบโต้ของเดียวกับพระสงฆ์องค์เจ้า วันนี้กระแสของเดียวในวันที่เขามีอายุ 30 ปี ว่ากันว่าถึงขั้นที่ทุกวัดทั่วภาคใต้บอกเลิกคิวหนังของเขาหมดแล้ว และอาจจะไม่มีวัดไหนกล้ารับหนังเดียวมาแสดงอีก

ก่อนนี้ ภรรยาคนสวย สุนิสา สุวรรณแว่นทอง ที่ร่วมชีวิตกันมาจนมีลูกด้วยกันสองคน ก็มาหนีออกไปจากบ้าน ข่าวโยงกันไปใหญ่ว่าเพราะเกิดปัญหารักสามเส้า เดียวหลงกิ๊กจนถึงขั้นจะมาขอหย่าเมีย?

แต่สุดท้ายเธอก็กลับมาเคลียร์ข่าวว่าไม่ได้หลบหนี และอยากให้กลับมาคืนดีกันดังเดิม เรื่องก็เหมือนจะจบด้วยดี แต่หลายคนเชื่อว่า นี่อาจเป็นอีกผลพวงจากทัศนคติแบบ “เดียวๆ” ผู้ไม่เคยอ่อนข้อ ง้องอนใคร

ล่าสุดแว่วมาว่า เดียวเล่นหนังคล้ายว่าจะต่อว่าต่อขานฝ่ายหญิงไปหลายกระบุง ด้วยกระแสข่าวว่าฝ่ายที่มีกิ๊กไม่ใช่ตัวเขา

วันนี้ ถ้าถามเดียว เขาคงตอบว่าที่ผ่านมาเขาทำดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะลงท้ายอย่างไรก็ตาม

*******************************

ภากจากเฟซบุ๊ก หนังน้องเดียว ลูกทุ่งวัฒนธรรม

ขีดสุดพิบัติภัย “โขงใส” ไม่เคยเป็น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403184?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขีดสุดพิบัติภัย “โขงใส” ไม่เคยเป็น

7 ธันวาคม 2562 – 08:25 น.
แม่น้ำโขง,โขงเปลี่ยนสี,ภัยธรรมชาติ,แม่โขงแห้ง,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,พญานาค
เปิดอ่าน 12,998 ครั้ง

รายงานพิเศษ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7-8 ธ.ค. 62

***********************************

ไม่กี่วันมานี้คนไทยฮือฮาเกี่ยวกับปรากฏการณ์น้ำโขงเปลี่ยนสีใสราวกับท้องทะเลสีคราม ผู้คนพากันไปถ่ายภาพโพสต์ลงสังคมออนไลน์กลายเป็นเรื่องความหรรษาพาเพลิน ตรงกันข้ามกับผู้เชี่ยวชาญมากมายที่ออกมาชี้ตรงกันว่านี่คือสัญญาณอันตราย!

ไม่นานมานี้มีคำกล่าวจากทางยูเอ็นว่า เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นทุกสัปดาห์” อาจแปลได้ว่าไม่ว่าจะรุนแรงหรือเล็กน้อย แต่ละครั้งล้วนไม่ปกติ และอาจส่งผลให้โลกไม่เหมือนเดิมอีก ดังนั้นเราควรตั้งรับกันเสียตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกแล้ว

อย่างกับปรากฏการณ์ “น้ำโขงใส” แบบที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ในทางวิทยาศาสตร์อธิบายว่าเลวร้ายยังไง ในทางความเชื่อของชาวบ้านพื้นถิ่นเองก็อดไมได้ที่จะโจษขานกันว่าไม่ธรรมดา!

สายธารชีวิต

เราเห็นกันแล้วกับบรรดารูปที่เผยแพร่ทางสังคมออนไลน์โดยเฉพาะจากเฟซบุ๊ก Nakhonphanom Update ที่เผยภาพของแม่นำ้โขใสแจ๋ว สวยงาม เห็นผิวทรายใต้น้ำ

ที่เรียกเสียงฮือฮามากที่สุดคือบริเวณจุดชมวิวแม่น้ำสองสีภายในวัดโขงเจียม ต.โขงเจียม อ.โขงเจียม ที่มีนักท่องเที่ยวจากต่างจังหวัดมาชมทัศนียภาพจุดชมวิวแม่น้ำสองสี ต่างตะลึงและพากันเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก

จากเฟซบุ๊ก Nakhonphanom Update ที่เผยภาพของแม่นำ้โขใสแจ๋ว สวยงาม เห็นผิวทรายใต้น้ำ

นอกจากนี้ยังมีผู้พบเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้จากอำเภอด้านเหนือขึ้นไป ทั้งจาก อ.เขมราฐ อ.นาตาล และอ.โพธิ์ไทร

แต่นี่คือความไม่ปกติ! เพราะแม่โขงนั้นมีสีปูนดั้งเดิม ไม่เคยเป็นสีอื่น ดังที่มีคำเรียกว่า “โขงสีปูนมูลสีคราม” จากลักษณะของแม่น้ำสองสีระหว่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลอันเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการไหลมาบรรจบกันของแม่น้ำสองสาย ณ บริเวณ ดอนด่านปากแม่น้ำมูล บ้านเวินบึก ตำบลโขงเจียม จ.อุบลราชธานี

ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.mekong.org กล่าวว่า แม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในแม่น้ำนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พื้นที่ลุ่มน้ำโขงเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลกในแง่ของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะความหลากหลายของพันธุ์ปลา เป็นรองก็เพียงแม่น้ำอเมซอนเท่านั้น

ผู้คนสองฝั่งได้อาศัยน้ำโขงเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ทําประมงและยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตข้าวที่สําคัญของโลก

พูดได้ว่าแม่น้ำโขงสร้างคุณประโยชน์นานัปการให้แก่ประชากรมหาศาลล้านคนที่อาศัยอยู่รอบๆ จะมีระดับน้ำที่เพิ่มบ้างลดบ้างตามฤดูกาล

ภัยคุกคาม

อย่างไรก็ดีช่วงหลังมานี้เราได้ยินข่าวคราวโขงแล้งหนักขึ้นทุกวัน พร้อมๆ กับที่มีการประท้วงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี โดยคนลุ่มน้ำโขงทางฝั่งไทยและรัฐบาลกัมพูชาและเวียดนาม

สำหรับเขื่อนแห่งนี้เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงตอนล่างแห่งแรก สร้างกั้นแม่น้ำโขงในประเทศลาว กลางปีที่ผ่านมา “องค์กรแม่น้ำนานาชาติ” มีการโพสต์เฟซบุ๊กระบุสาเหตุที่แม่น้ำโขงแล้งว่ามาจาก 3 สาเหตุหลักดังนี้

1.ปริมาณน้ำฝนที่น้อยทั้งภูมิภาค ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงน้อยลง ทั้งที่เป็นช่วงฤดูมรสุม 2.เขื่อนจิงหง ที่กั้นแม่น้ำโขงตอนบนในยูนนาน ลดการระบายน้ำเหลือเพียง 500 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยอ้างว่าเพื่อซ่อมแซมระบบสายส่งไฟฟ้า และ 3.เขื่อนไซยะบุรี ที่เวลานั้นการสร้างมีความคืบหน้า 99.3% อยู่ในขั้นตอนทดสอบระบบผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องกำเนิดทั้งหมด 7 เครื่อง

แม่น้ำโขงตอนบน จีนได้ให้สัมปทานแม่น้ำ และก่อสร้างเขื่อนในยูนนาน เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2536 lร้างเสร็จไปแล้ว 11 เขื่อน

จากที่วางแผนไว้ทั้งหมด 28 โครงการ ภาพจากเฟซบุ๊ก Pai Deetes

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้แม่น้ำโขงลดระดับอย่างรวดเร็ว กุ้งหอย ปูปลา หนีน้ำลงไม่ทัน ติดค้างตายตามหาด/แก่ง

วันนั้นองค์กรแม่น้ำนานาชาติกล่าวว่า นี่แค่ปฐมบทเพราะวันนี้ยังอีกหลายเดือนกว่าที่จะถึงวันผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของเขื่อนไซยะบุรี ในเดือนตุลาคม 2562 และจะเป็นไปอย่างนั้นอีก 29 ปี ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า PPA ถึงวันนั้นที่เริ่มผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ เขื่อนไซยะบุรี จะต้องกักเก็บ/ยกระดับน้ำ-ระบายน้ำ รายวัน แล้วผลกระทบจะรุนแรงกว่านี้อีกแค่ไหน?

แต่ที่แน่ๆ นี่คือวิกฤติที่ต้องดำเนินการแก้ไขทันที และไม่ควรเกิดซ้ำอีก ทุกข์ยากเพราะสถานการณ์ภัยแล้งในภูมิภาคประชาชนยังอาจจะพอรับได้ สามารถทนได้ แต่ความทุกข์ยาก ถูกซ้ำจากเขื่อน ทั้งเขื่อนจีน เขื่อนไทย/ลาว

ถึงเวลาที่ควรหันมาดูแลระบบนิเวศกันก่อน

สวยซ่อนร้าย

ดูเหมือนว่าปรากฏการณ์ “โขงใสไม่เคยเป็น” อาจเป็นคำเตือนแรกๆ ของผลพวงอันน่ากลัวจากการสร้างเขื่อน อย่างน้อยโลกออนไลน์ก็ทำให้เรารู้สึกว่านี่มัน “ใกล้ตัว” ขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยเพิกเฉยเพราะชีวิตไม่ได้ข้องเกี่ยวกับน้ำโขง

แถมเมื่อได้รับรู้ถึงความอันตรายจากปรากฏการณ์ที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ อธิบายไว้ก็ยิ่งขนลุก

เช่นบทความจาก www.internationalrivers.org/dams-and-geology ของ Partick McCully เจ้าของหนังสือ Silenced Rivers มีเนื้อหาที่ระบุว่าปรากฏนี้เรียกว่าการ “หิวตะกอน” หรือ hungry water effect

โขงใสภาพจากเฟซบุ๊ก Nakhonphanom Update 

กล่าวคือเมื่อแม่น้ำทุกสายต่างนำพาตะกอนดินและหินจากที่ที่แม่น้ำไหลผ่าน แต่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนต่างๆ กักเก็บตะกอนเหล่านี้ไว้ส่วนหนึ่ง ทำให้แม่น้ำทางตอนล่างของเขื่อนมีอาการ “หิว” ตะกอน ก็จะพยายามดึงตะกอนเพื่อเข้ามาเติมเต็ม ก็บรรดาตะกอนจากตลิ่งสองฝั่งน้ำและจากท้องน้ำนั่นแหละ ผลคือจะทำให้เกิดการกัดเซาะท้องน้ำและตลิ่ง และอาจจะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้นทางท้ายน้ำลงไปเรื่อยๆ

และเมื่อท้องน้ำเปลี่ยนไปปราศจากก้อนกรวดเล็กๆ ซึ่งเป็นที่วางไข่และหากินของปลาสายพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะปลาที่อาศัยอยู่บริเวณท้องน้ำ รวมทั้งหอยและสัตว์น้ำเปลือกแข็งชนิดต่างๆ ซึ่งสัตว์หน้าดินเหล่านี้เป็นอาหารสำคัญของปลาและบรรดานกน้ำ ฯลฯ บอกเลยนี่คือหายนภัยชัดๆ

แม่น้ำโขงสีปูนดั้งเดิมที่เป็นมาช้านาน

สอดคล้องกับข้อมูลของนักวิชาการกลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำโขงบ้านเรา ที่ระบุว่าการที่ระดับน้ำโขงที่เป็นสีฟ้าครามคล้ายน้ำทะเล เพราะแม่น้ำโขงปริมาณต่ำ ทำให้น้ำนิ่งจนเกิดการตกตะกอนใส บวกกับการทำปฏิกิริยาระหว่างหินทราย ทำให้มองเห็นเป็นสีฟ้าครามสวยงาม

แต่ข่าวรายงานว่า อาทิตย์ พนาศูนย์ ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า สาเหตุไม่เฉพาะจากการสร้างเขื่อนของจีนและลาวเสียทีเดียวทั้งหมด แต่ยังเพราะภาวะโลกร้อนที่ทำให้ธรรมชาติถูกทำลายอีกด้วย

ความเชื่อ ความจริง

มาถึงในมิติวัฒนธรรมความเชื่อกันบ้าง วันนี้ปรากฏการณ์โขงใสทำให้ชาวบ้านอดคิดถึงตำนานพญานาคไม่ได้

อย่างที่รู้กันว่าพื้นที่ลุ่มน้ำโขงมีตำนานที่เล่าสืบทอดกันมาเรื่อง พญานาค’ ว่ามีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณนี้ โดยเป็นดินแดนที่เชื่อว่าเป็น ‘วังบาดาล’ ช่วงหนึ่งที่ข่าวคราวโขงแห้งจากการสร้างเขื่อนก็มีผู้คนตั้งข้อสังเกตว่าวังบาดาลจะเป็นอย่างไรเมื่อน้ำแห้งเหือดหายไป

สำหรับความเชื่อตำนานพญานาคนั้นมีมานานในหลากหลายมิติ เช่น เรามีตำนานความเชื่อเรื่องนาคให้น้ำ อันเป็นเกณฑ์ที่ชาวบ้านใช้วัดในแต่ละปี เช่นจำนวนนาคให้น้ำมีไม่เกิน 7 ตัว ถ้าปีไหนอุดมสมบูรณ์มีน้ำมากเรียกว่า “นาคให้น้ำ 1 ตัว” แต่หากปีไหนแห้งแล้งเรียกว่าปีนั้น มีนาคให้น้ำ ตัว” จะวัดกลับกันกับจำนวนนาคก็คือที่น้ำหายไปเกิดความแห้งแล้งก็เพราะพญานาคเกี่ยงกันให้น้ำ แต่ละตัวจึงกลืนน้ำไว้ในท้องไม่ยอมพ่นน้ำลงมา

หรือเรามักเห็นสัญลักษณ์นาคตามงานจิตรกรรม ประติมากรรม หัตถกรรม อาคารสถานที่ ฯลฯ หรือตำนานพญานาค “มุจลินท์” ที่แผ่พังพานปกพระพุทธเจ้าจากลมฝน ตลอดจนเรื่องนาคแปลงกายเป็นมนุษย์มาขอบวช ฯลฯ

งาน “กฐินน้ำบูชาพญานาค” ที่แม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร บูชาพญานาค 9 ตน

มาวันนี้ มื่อโขงใสแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ชาวบ้านบางกลุ่มเห็นแล้วก็นึกถึง “สระมรกต” ในเมืองบาดาล ด้วยความเชื่อว่าบนโลกมีจุดเชื่อมระหว่าง “โลกมนุษย์” และ “เมืองบาดาล” โลกใต้พิภพซึ่งเป็นที่อยู่ของพญานาค

และการที่น้ำโขงใสประหลาดหนนี้ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอย่างน้อยก็ชั่วอายุคนคนหนึ่ง ย่อมมีความเกี่ยวข้องกันทางใดทางหนึ่งแน่นอน

แต่หลายเสียงจากโลกออนไลน์ก็หวังว่าจะไม่ร้ายแรงขนาดผู้รู้ว่ากันไว้ นี่ยังช่วยทำให้ท่องเที่ยวริมโขงคึกคักขึ้นมาบ้างก็ยังดี

ที่แน่ๆ “ปรากฏการณ์น้ำหิว” (hungry water effect) ฟังชื่อแล้วน่ากลัวยังไง ถ้าเรื่องจริงที่ตามมาหลังจากนั้นถึงขั้นระบบนิเวศ “พัง” ก็คงน่ากลัวสุดๆ ไปเลย

ผุดไอเดียตั้งเครื่องจับตีนผี..ไม่ปรับแต่ตักเตือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/403002?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผุดไอเดียตั้งเครื่องจับตีนผี..ไม่ปรับแต่ตักเตือน

6 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ตีนผี,พลตตนิธิธร จินตกานนท์,วินัยจราจร
เปิดอ่าน 1,023 ครั้ง

ผุดไอเดียตั้งเครื่องจับตีนผี..ไม่ปรับแต่ตักเตือน คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  คณาธิศ ศรีหิรัญเดช

สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยยังติดอยู่อันดับต้นๆ ของโลก ยิ่งเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว โดยเฉพาะส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในอีก 3 สัปดาห์เศษนี้ ซึ่งทุกปีหน่วยงานทางภาครัฐก็เตรียมแผนรับมือ ปลุกจิตสำนึก กวดขันวินัยจราจรของผู้ใช้รถใช้ถนน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสีย เพราะต้องการให้คนไทยกลับบ้านไปพบหน้าครอบครัวอย่างปลอดภัย ไร้คราบน้ำตาของความเศร้าสลด

ด้วยเหตุนี้ผู้นำตำรวจจังหวัดสุพรรณบุรี จึงเตรียมการตั้งแต่เนิ่น ผุดไอเดียใช้มาตรการกวดขันวินัยจราจร เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.ภ.จว.สุพรรณบุรี ได้ลงพื้นที่บริเวณหน้าศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ตรวจสอบการทำงานของเครื่องตรวจจับความเร็ว ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563

พล.ต.ต.นิธิธร อธิบายว่า สืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เล็งเห็นความสำคัญ ตระหนักถึงปัญหาของอุบัติเหตุบนท้องถนน ดังนั้นทาง บก.ภ.จว.สุพรรณบุรี จึงขับเคลื่อนนโยบาย พร้อมสั่งการให้แต่ละโรงพักเตรียมมาตรการในการป้องกัน และลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 กระทั่งมีการระดมเครื่องตรวจจับความเร็วจำนวน 12 เครื่อง ก่อนแจกจ่ายไปทำการตรวจรถที่ใช้ความเร็วเกินกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเส้นทางที่ขับขี่เข้ามาในเขต จ.สุพรรณบุรี

“เครื่องตรวจจับความเร็วจำนวน 12 เครื่อง จะกระจายไปยังถนนเส้นหลักทั่วเมืองสุพรรณบุรี อาทิถนนหมายเลข 321, 324, 333, 340 ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักที่พบว่ามีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง นอกจากนี้เตรียมกระจายไปยังถนนเส้นรองเช่นกัน โดยเครื่องตรวจจับความเร็วชุดนี้ มีการพัฒนาจากเดิม ซึ่งใช้ระบบเลเซอร์มาตรวจจับความเร็ว เมื่อกล้องสามารถตรวจจับรถที่ขับมาด้วยความเร็ว ก็จะส่งภาพไปยังเจ้าหน้าที่ชุดตรวจ และจะเรียกให้หยุดแล้วแจ้งให้ทราบว่าขับขี่เร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่เราไม่มีการออกใบสั่งหรือเปรียบเทียบปรับแต่อย่างใด ซึ่งจะเป็นเพียงการว่ากล่าวตักเตือน เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากการขับรถเร็วเป็นสาเหตุหนึ่งในการเกิดอุบัติเหตุ” พล.ต.ต.นิธิธร กล่าว

พล.ต.ต.นิธิธร บอกอีกว่า นอกจากนี้ยังมีจุดบริการประชาชนตามเส้นทาง พร้อมจัดสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น เครื่องดื่ม ห้องน้ำ อุปกรณ์ต่างๆ มาให้บริการประชาชนที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ซึ่งมาตรการที่ออกมาก็เพื่อกวดขันวินัยจราจร เน้นให้ผู้ขับขี่ตระหนักถึงความสำคัญของวินัยจราจร โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการนำป้ายประชาสัมพันธ์มาใช้ พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับพื้นที่, แก้ไขปัญหาจุดเสี่ยง จุดอันตราย ควบคู่กันด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ของขวัญล้ำค่าของคนในครอบครัวหาใช่แก้วแหวนเงินทอง หากแต่เป็นชีวิตที่ได้อยู่กันพร้อมหน้า อวัยวะครบสมบูรณ์ ถ้าไม่อยากให้ครอบครัวรับของขวัญเป็นคราบน้ำตาจากการสูญเสีย ต้องขับรถไม่ประมาท การเคารพกฎและมีวินัยจราจร จะช่วยลดอุบัติเหตุ..!!

ดูไบขยับ ‘งูเห่า’ พล่าน แผนเอื้ออาทร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402981?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดูไบขยับ ‘งูเห่า’ พล่าน แผนเอื้ออาทร

6 ธันวาคม 2562 – 10:05 น.
งูเห่า,โหวตสวน,ฝ่ายค้าน,พรรคเพื่อไทย,พรพิมล ธรรมสาร,พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 8,750 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 6 ธ.ค. 62

***********************************

ไม่มีข่าวไหนร้อนแรงเท่ากับข่าว “งูเห่า” จากฝ่ายค้านที่ไปแสดงตัวเป็นองค์ประชุมในการพิจารณาตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบ ม.44 ทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงเพียงพอต่อการเปิดประชุมลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว

เฉลิม ไปพบทักษิณและยิ่งลักษณ์ ที่ฮ่องกง

สุทิน คลังแสง” ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ยอมรับว่าไม่ผิดคาดเพราะถ้ารัฐบาลทำทุกวิถีทางก็คงต้องออกมาเป็นเช่นนี้ ส่วน ส.ส.เพื่อไทย 3 คน ที่แสดงตัวเป็นองค์ประชุม 3 คน ในนั้น 1 คน พอเข้าใจได้ แต่อีก 2 คนถือว่าผิดคาด

มีข้อน่าสังเกตว่าตั้งแต่มีข่าว “นายใหญ่ดูไบ” เปิดบ้านพบ ส.ส.เพื่อไทย 68 ชีวิต ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปทั้งพรรคและหลายคนเริ่มจับสัญญาณบางอย่างจากดูไบ จึงมีการขยับแสดงตัว “เอื้ออาทร” แก่พรรคร่วมรัฐบาล

อดีตผู้นำครูอีสาน

ส.ส.เพื่อไทย 3 รายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ประกอบด้วย ขจิตร ชัยนิคม, พรพิมล ธรรมสาร และพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ

สำหรับ ขจิตร ชัยนิคม” ส.ส.อุดรธานี เขต 3 (อ.สร้างคอม อ.บ้านดุง อ.ทุ่งฝน และ อ.พิบูลย์รักษ์) เป็นผู้แทนสมัยแรกปี 2535/1 สังกัดพรรคความหวังใหม่ และอยู่พรรคของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” อีก 2 สมัย ก่อนจะย้ายมาสังกัดพรรคไทยรักไทย

ขจิตร ชัยนิคม

ขจิตรเป็นผู้นำครูอีสาน ยุคปลดแอกครูประชาบาลจากมหาดไทย และมีเพื่อนผู้นำครูร่วมอุดมการณ์อยู่ในแวดวงการเมืองนับสิบคน เช่น ชิงชัย มงคลธรรม, สุชน ชาลีเครือ, เวียง วรเชษฐ์, อวยชัย วะทา, นิสิต สินธุไพร ฯลฯ

ทุกวันนี้ผู้นำครูเหล่านี้กระจายตัวไปอยู่ในหลายพรรคการเมือง อย่าง ครูเวียง วรเชษฐ์ ก็ย้ายจากเพื่อไทยไปสังกัดพลังประชารัฐ โดยสังกัดซุ้มบ้านริมน้ำ

หลังปิดประชุมสภาวันนั้น ขจิตรได้ให้สัมภาษณ์ว่าไม่จงใจเป็นงูเห่า เป็นเรื่องการเสียบบัตรคาไว้ ครั้งก่อนก็เหมือนกัน เมื่อรับบัตรมาก็เสียบไว้ไม่เคยเอาคืน พอเลิกประชุมเจ้าหน้าที่เขาก็มาดึงกลับไป

ตามสไตล์นักเลือกตั้งจอมเก๋า ขจิตรบอกชิลชิล “ไม่มีงูเห่า ไม่วอร์รี่ วิตกอะไรเลย”

ก้อย”หายไปไหน

หลังปิดประชุมสภาตอนค่ำวันพุธ ปรากฏว่าแฟนเพจเฟซบุ๊ก พรพิมล ธรรมสาร” ปลิวหายไปในบัดดล กองเชียร์เพื่อไทยส่งเสียงถามในโซเชียล “ก้อย พรพิมล” หายไปไหน

หลายคนอาจสงสัย “ก้อย” อดีตนักร้องนำวงโอเวชั่น เป็นชาวลำปาง แต่เหตุใดมาเป็นส.ส.ปทุมธานี คำตอบคือก้อยมีสามีชื่อ สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

พรพิมล ธรรมสาร

20 กว่าปีที่แล้ว “ก้อย พรพิมล” เป็น ส.อบจ.ปทุมธานี เขต อ.ธัญบุรี โดยล้มตระกูลหาญสวัสดิ์ ฐานทางการเมืองเก่าอย่างราบคาบ ปี 2550 ก้อยลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก และได้เป็น ส.ส.ปทุมธานี พรรคพลังประชาชน

เลือกตั้ง 2562 พรพิมล ชนะเลือกตั้งเป็น ส.ส.ปทุมธานี เขต 5 (อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา) พรรคเพื่อไทย ส่วนสามี สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ ไปลงสมัคร ส.ส.ที่เขต 6 (อ.หนองเสือ) พรรคเดียวกันกับภรรยา แต่สอบตก

สมชาย รังสิวัฒนศักดิ์

ถ้ายังจำกันได้ ปี 2550 ว่าที่ ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี” ส.ส.ปทุมธานี พรรคเพื่อไทย ได้ลาออกไปลงสมัครเลือกตั้งนายก อบจ.ปทุมธานี และผลักดันให้ “สมชาย” สามีของก้อย ลงสมัคร ส.ส.แทน แต่ก็แพ้ ปชป.

แปลกแต่จริง เลือกตั้งที่ผ่านมา “สุเมธ” ย้ายจากเพื่อไทยไปพลังประชารัฐ ลงสมัคร ส.ส.เขต 6 ปทุมธานี แข่งกับ “สมชาย” สามีของก้อย เพื่อไทย ปรากฏว่า สอบตกทั้งคู่

อย่าลืมว่าก้อยดังมาจากเพลง “แหวนแลกใจ” และ “ไม่มีวันนั้นอีกแล้ว” ไม่เชื่อก็ลองไปหามาฟังดูนะพี่น้อง

ผู้แทนขอบกรุง

ส.ส.เพื่อไทยรายที่ 3 พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ” ส.ส.กรุงเทพมหานคร เขต 14 (บึงกุ่ม คันนายาว) ที่ไปแสดงตัวเป็นองค์ประชุมนั้น สุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตว่า “พลภูมิ” เป็นกรณีที่ไม่แปลกใจ เพราะเข้าใจและทราบมาก่อนว่า เขามีบุญคุณต่อกันในบางเรื่อง

ถ้าย้อนไปเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาคดีพลภูมิ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ แก่ป.ป.ช. ซึ่งศาลฎีกายกคำร้องกล่าวหากรณีดังกล่าว โดยเห็นว่า ป.ป.ช. ไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหามาส่งศาลภายในระยะเวลา 5 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้คดีขาดอายุความ

พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ

“พลภูมิ” ได้ให้สัมภาษณ์ในตอนนั้นว่ารู้สึกดีใจมากและมีความสุขมากที่ยังมีโอกาสทำงานรับใช้ประชาชน จากนี้จะทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรต่อไป

สุทินปรักปรำ ส.ส.พลภูมิ หรือไม่ ก็ต้องรอเจ้าตัวออกมาชี้แจงต่อคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย

ฉากจบ นปช. กระจกส่อง ก๊วนธนาธร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฉากจบ นปช.  กระจกส่อง ก๊วนธนาธร

6 ธันวาคม 2562 – 08:47 น.
จตุพร พรหมพันธุ์,นปช,เสื้อแดง,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
เปิดอ่าน 26,304 ครั้ง

ฉากจบ นปช.  กระจกส่อง ก๊วนธนาธร  คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส  โดย…  พรานข่าว

          “หลังจากนี้คงจะมีพี่น้องที่เหลือที่ยังไม่เข้ารับโทษ ทยอยกันมาจนครบ ผลในวันนี้เป็นสิ่งที่อธิบายได้อย่างครบถ้วนแล้วว่า เหมือนคำพิพากษาที่ได้อ่านไปครั้งแรกทุกประการ พวกเราน้อมรับชะตากรรม น้อมรับคำพิพากษาของศาล”

 “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังศาลพัทยาอ่านคำสั่งฎีกาคดีแกนนำและแนวร่วม นปช. กรณีร่วมกันชุมนุมบุกล้มการประชุมอาเซียน เมื่อปี 2552

คดีล้มประชุมอาเซียนเป็นที่ยุติแล้ว ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลย 12 คน โดยสั่งจำคุก 4 ปีไม่รอลงอาญา แกนนำ นปช.ส่วนหนึ่งเข้าไปรับโทษทัณฑ์แล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ยังหลบหนีอยู่

จตุพร พรหมพันธุ์

แกนนำคนเสื้อแดงที่เข้าไปอยู่เรือนจำแล้ว 7 คน คือ ศักดา นพสิทธิ์ ประธาน นปช.ชลบุรี, สิงห์ทอง บัวชุม อดีตผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย, พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง แนวร่วม นปช., พายัพ ปั้นเกตุ อดีต ส.ส.สิงห์บุรี, นพพร นามเชียงใต้ หรือ “เต้มดแดง รักพ่อทักษิณ”, วรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ และ สำเริง ประจำเรือ ประธาน นปช.จันทบุรี

          ที่ไม่มาฟังคำพิพากษา ทำให้ศาลออกหมายจับ 4 คนคือ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, ธนกฤต ชะเอมน้อย หรือ วันชนะ เกิดดี, นพ.วัลลภ ยังตรง อดีต ส.ส.สมุทรปราการ และนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด

กรณี พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร อ้างติดประชุมสภา ศาลได้ออกหมายจับให้มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 15 มกราคม 2563

อีกคดีหนึ่งที่จะชี้ชะตาแกนนำ นปช.ในอนาคต คดีบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เมื่อปี 2550 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำคุก 2 ปี 8 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งจำเลยประกอบด้วย นพรุจ วรชิตวุฒิกุล แกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006, วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, วิภูแถลง พัฒนภูมิไท และ นพ.เหวง โตจิราการ โดยจำเลย 3 คน ยื่นคำร้องขอถอนคำให้การเดิมที่เคยต่อสู้คดี พร้อมยื่นคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และขอความเมตตาจากศาลให้ลงโทษสถานเบา ศาลจึงส่งคำร้องให้ศาลฎีกา เพื่อพิจารณามีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอีกครั้งต่อไป

คดีบุกบ้านป๋าเปรม ยังเป็นยุคของ “แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ“ (นปก.) ถัดจากม็อบบุกบ้านป๋าเปรม จึงเกิด “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ” (นปช.)

นปช.เปิดยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2552 เปลี่ยนชื่อเป็น “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน” เพื่อความเป็นเอกภาพ ครั้น นปช.พ่ายแพ้ ในยุทธการโค่นอำมาตย์ปี 2553 แกนนำและแนวร่วม นปช. หนีไปหลบภัยในประเทศเพื่อนบ้าน

หลังกลับมาจากกัมพูชา ภายในขบวนการคนเสื้อแดงหรือ นปช. เกิดความขัดแย้งทางความคิด มีการนำเสนอทฤษฎีการต่อสู้ในแบบต่างๆ ซึ่งบางกลุ่มเริ่มไม่ยอมรับการนำของ ธิดา ถาวรเศรษฐ

          ความแตกแยกภายในขบวนการ ทำให้เกิด “นปช.สายธิดา” กับ “แดงฮาร์ดคอร์” อันเป็นจุดเริ่มของ นปช.แถว 2 ประกอบด้วย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, สุภรณ์ อัตถาวงศ์, พายัพ ปั้นเกตุ ฯลฯ

ปี 2556 “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ แยกตัวออกไปตั้งกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ขณะที่แกนนำแดงภูธร ก็แยกตัวไปตั้ง “หมู่บ้านเสื้อแดง” และกลุ่มแดงอิสระมากมาย

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

หลังรัฐประหาร 2557 แกนนำ นปช.ต่างทยอยขึ้นศาลในคดีค้างเก่าสมัยยุทธการโค่นอำมาตย์ และบางส่วนต้องเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำ

“นี่คือสิ่งที่เรียกว่ารางวัลของนักต่อสู้ มีคุกตะราง มีชีวิต และท้ายที่สุดก็ล้มละลาย สำคัญสุดคือว่าเมื่อคดีถึงที่สุดก็ต้องน้อมรับคำตัดสิน” จตุพรรำพันกับเหล่าแม่ยกเสื้อแดงในรายการลมหายใจของพีซทีวี

ชั่วโมงนี้ กองเชียร์อนาคตใหม่เรียกร้องให้ “ลงสู่ท้องถนน” ขับไล่รัฐบาลประยุทธ์ เหมือนยุคแดงทั้งแผ่นดิน ซึ่ง ส.ส.อนาคตใหม่หลายคน ก็เคยร่วมขบวนการคนเสื้อแดงมาก่อน

          บทเรียนและชะตากรรมของแกนนำ นปช. ทำให้แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ครุ่นคิดกันหนัก อ่านใจกันนาทีนี้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ยังไม่กล้าเล่นเกมเสี่ยง 

ต้องออกจากราชการ … เพราะใช้ สด.43 ปลอมยื่นสมัครสอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/402983?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ต้องออกจากราชการ … เพราะใช้ สด.43 ปลอมยื่นสมัครสอบ

6 ธันวาคม 2562 – 08:40 น.
สด43 ปลอมยื่นสมัครสอบ,ออกจากราชการ,เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง
เปิดอ่าน 16,120 ครั้ง

ต้องออกจากราชการ … เพราะใช้ สด.43 ปลอมยื่นสมัครสอบ  คอลัมน์…  เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง  โดย… นายปกครอง

การสมัครเพื่อเข้าทำงานในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… ในหน่วยงานราชการนั้น นอกจากผู้สมัครจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศรับสมัคร ไม่ว่าจะเป็นวุฒิการศึกษา ช่วงอายุ ความรู้ความสามารถ ตรงตามที่กำหนดไว้แล้ว หากผู้สมัครเป็นเพศชายสัญชาติไทยแล้วล่ะก็… มักจะต้องมีหลักฐานทางทหาร ได้แก่ แบบ สด.8 หรือแบบ สด.43 มาแสดงในการสมัครด้วย ทั้งนี้ ก็เพราะว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าผู้สมัครได้ผ่านขั้นตอนการเกณฑ์ทหารมาแล้ว หน่วยงานที่รับเข้าทำงานก็จะได้ไม่ต้องห่วงในเรื่องดังกล่าวอีก

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินข่าว… เกี่ยวกับการยื่นเอกสารปลอมเพื่อสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ  เช่น วุฒิการศึกษาปลอม หรือแม้กระทั่งใบ สด.43 ปลอม หลายท่านอาจสงสัยว่า… แบบ สด.8 และแบบ  สด.43 คืออะไร แบบ สด.8 ก็คือ เอกสารที่ทางราชการออกให้ไว้เพื่อรับรองว่าบุคคลนั้นได้เรียนจบหลักสูตรรักษาดินแดน (รด.) ปี 3 หรือเป็นทหารเกณฑ์ที่ปลดประจำการแล้ว ส่วนแบบ สด.43 คือ เอกสารที่ใช้เพื่อรับรองว่าบุคคลนั้นได้เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการแล้ว ซึ่งใบหรือแบบ สด.43 นี้ บางท่านเรียกว่า “ใบผ่านการเกณฑ์ทหาร”

เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังในวันนี้… เป็นเรื่องจริงที่มีประเด็นน่าสนใจว่า หากผู้สมัครยื่นใบ สด.43 ปลอมในการสมัครสอบ โดยเป็นผู้สอบได้และได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้ว แต่ต่อมาตรวจสอบพบว่าใบ สด.43 ที่ยื่นเป็นเอกสารปลอม โดยเจ้าตัวโต้แย้งว่าตนมิได้เป็นคนปลอมเอกสารดังกล่าว เช่นนี้… ผลจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ในอุทาหรณ์จากคดีปกครองที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ครับ…

คดีนี้… ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สมัครและสอบแข่งขันได้ในกลุ่มสายงานป้องกันและปราบปราม

ตำรวจภูธรภาคจึงมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นสิบตำรวจตรี ต่อมา คณะอนุกรรมการพิจารณาประวัติและภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งมีมติว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติตามท้ายประกาศรับสมัครที่กำหนดให้ใช้ใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ (แบบ สด. 43) เนื่องจากแบบ  สด.43 ที่ผู้ฟ้องคดียื่นมานั้นมีหมายเลขรหัสเป็นของบุคคลอื่น และเป็นเอกสารที่ทางราชการไม่ได้เป็นผู้ออกให้ทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและต้องถูกตัดสิทธิในการเป็นผู้สอบแข่งขันได้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3) จึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ

นอกจากนี้ ตำรวจภูธรภาคได้แจ้งความผู้ฟ้องคดีในข้อหาปลอมและใช้เอกสารราชการแบบ สด.43 ปลอมด้วย ซึ่งอัยการจังหวัดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ผู้ฟ้องคดีจึงอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ตนออกจากราชการ  แต่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4) มีมติยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งและมติดังกล่าว

ประเด็นของคดี คือ คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ?

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า แบบ สด.43 ถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่กำหนดให้ผู้สมัครต้องยื่นตามประกาศรับสมัครสอบ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าแบบ สด.43 ของผู้ฟ้องคดีไม่ใช่เอกสารที่ทางราชการออกให้ และผู้ฟ้องคดีไม่ได้เข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ จึงเป็นเอกสารซึ่งมีข้อความไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง แม้ต่อมาอัยการจังหวัดจะมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องในข้อหาปลอมเอกสาร แต่คำสั่งไม่ฟ้องรับฟังได้เพียงว่าผู้ฟ้องคดีมิได้เป็นผู้ปลอมแปลงเอกสารเท่านั้น แต่ก็ยังถือว่าผู้ฟ้องคดียื่นเอกสารปลอมในการสมัครสอบดังกล่าว

เมื่อมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 กำหนดว่า “หากภายหลังปรากฏว่าผู้ได้รับบรรจุเข้าเป็นข้าราชการตำรวจผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามเป็นข้าราชการตำรวจ หรือขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตั้งแต่ก่อนได้รับการบรรจุ ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งให้ออกจากราชการ”ฉะนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นเอกสารที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนดในท้ายประกาศรับสมัคร ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติและต้องถูกตัดสิทธิในการสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวน คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และมติยกอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4

จึงเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ. 7/2562)

คดีนี้…จึงเป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับประชาชนทั่วไปที่ประสงค์จะสมัครเข้าทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนก็ตาม กรณีที่หน่วยงานกำหนดเอกสารที่ต้องยื่นประกอบการสมัคร ผู้สมัครต้องใช้เอกสารที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงและเป็นเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่โดยเฉพาะและมีกฎหมายรับรองให้ออกเอกสารนั้นๆ ได้ เพราะหากใช้เอกสารหลักฐานปลอมในการสมัคร ก็อาจต้องถูกตัดสิทธิในการสมัครสอบแข่งขัน หรือบางรายที่ได้รับการบรรจุเข้าทำงานแล้ว ก็อาจถูกสั่งให้ออกจากราชการได้ดังเช่นอุทาหรณ์ข้างต้น โดยไม่อาจอ้างว่าตนไม่ได้เป็นผู้ปลอมเอกสาร เพราะเอกสารปลอมไม่ว่าผู้ใดปลอม ย่อมไม่อาจถือเป็นเอกสารที่ใช้เพื่อรับรองหรือยื่นเป็นเอกสารประกอบการสมัครงานได้

เรื่องทำนองนี้จึงต้องระมัดระวังและอย่าหลงเชื่อผู้ที่มาแอบอ้างว่าจะดำเนินการออกเอกสารราชการใดๆ ให้ได้ โดยที่ท่านไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งนี้ การปฏิบัติให้ถูกต้องตามขั้นตอนหรือหลักเกณฑ์ของกฎหมายถือว่าปลอดภัยและเป็นผลดีที่สุดในระยะยาว… สมดังคำกล่าวที่ว่า “ถ้าวันนี้ทำถูกต้องก็ไม่ต้องกลัววันพรุ่งนี้”

   (ปรึกษาการฟ้องคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355)