ปัญหา ฮ่องกง : สองระบบ ระบบไหนดีกว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401156?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหา ฮ่องกง : สองระบบ ระบบไหนดีกว่ากัน

26 พฤศจิกายน 2562 – 16:40 น.
หนึ่งประเทศสองระบบ,เสิ่นเจิ้น,ซิลิคอน แวลลีย์
เปิดอ่าน 1,341 ครั้ง

ปัญหา ฮ่องกง : สองระบบ ระบบไหนดีกว่ากัน … โดย..เอนก เหล่าธรรมทัศน์

ดูผิวเผินฮ่องกงยี่สิบสองปีที่ผ่านมานั้น ประสบความสำเร็จมาก หลังจากคืนสู่อ้อมกอดจีนแล้ว เสถียรภาพทางการเมืองในช่วง 15-16 ปี แรก แทบไม่มีปัญหา ทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการเงินที่เป็นจุดเด่น หรือ อุตสาหกรรมส่งออก ยังเติบโตไม่หยุดยั้ง จากที่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ หลายปีมานี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารายได้ต่อหัวของฮ่องกงนั้นสูงกว่าของอังกฤษไปแล้ว ปฏิเสธยาก ครับ ว่าสูตร “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ที่จีนใช้กับฮ่องกงนั้นไม่สำเร็จ

อ่านข่าว :   จับสัญญาณปักกิ่ง หลังเลือกตั้งท้องถิ่นฮ่องกง

ทว่า การประท้วงด้วยการ ”กางร่ม” เมื่อปี 2014 และ การประท้วงด้วยความรุนแรงในรอบหลายเดือนของปี 2019 ที่ผ่านมา ทำให้ต้องพิจารณาว่า “สองระบบนั้น” ดีจริงหรือเปล่า ต้องปรับปรุงแก้ไขหรือเปล่า

เป็นที่น่าแปลกใจ ในขณะที่ผู้คนชาวจีนทั้งประเทศรู้สึกว่าการยกฮ่องกงให้อังกฤษเมื่อปี 1852 หลัง “สงครามฝิ่น” นั้น เป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวด เป็นหนึ่งศตวรรษแห่ง “ความอัปยศ” ของชาติ แต่บรรดา นักเรียน-นักศึกษาที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ บางส่วนกลับเรียกร้องให้คืนฮ่องกงให้อังกฤษ หรือ ให้กลับไปโคจรอยู่กับโลกตะวันตก คนเหล่านี้ล้วนเกิดมาหลังจากฮ่องกงกลับสู่จีนแล้วทั้งสิ้น

   ปัญหาก็คือ หรือ “สองระบบ” ทางการศึกษานั้น ไร้ประสิทธิภาพในการกล่อมเกลาคนรุ่นใหม่หรือไม่ ?

อนึ่ง บ่อยครั้ง ขบวนประท้วงทั้งหลายจะโอดครวญบ้าง แค้นเคืองบ้าง กับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในฮ่องกง ช่องว่างระหว่างคนรวย-จน นั้นช่างห่างกันมาก และมีแต่จะห่างขึ้นๆด้วย คนชั้นกลางและคนจนไร้ที่อยู่ หรือต้องเช่าที่อยู่ในราคาแพงมาก ในขณะที่มหาเศรษฐีมีที่อยู่กว้างขวางโอ่โถงในที่ที่สวยงาม ใครที่ไปเที่ยวฮ่องกงคงมองเห็นกันทั้งสิ้น

ปัญหาก็คือ หรือว่า “สองระบบ” ในทางเศรษฐกิจนั้น แทบไม่แตะต้อง ไม่ปฏิรูป “ทุนนิยม” เอาเสียเลย อนุญาตให้ที่ดินเป็นของเอกชน ปล่อยราคาที่ดิน ราคาค่าเช่าที่อยู่อาศัย ให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากเกินไปหรือไม่ ? รัฐทุ่มทุนสร้างที่อยู่อาศัยให้คนชั้นกลางและคนชั้นล่างในราคาย่อมเยาหรือสมเหตุสมผลมากพอไหม ? หรือแทบไม่ได้ทำ เคยทำอย่างไรสมัยอยู่ใต้อังกฤษก็ทำอย่างนั้นต่อมา อย่าลืมว่าในจีนแผ่นดินใหญ่นั้น ไม่ได้มีแต่ทุนนิยม หากแต่มีรัฐสังคมนิยมกำกับชี้นำอยู่ด้วย

สุดท้าย แม้ฮ่องกงโดยภาพรวมจะเติบโตทางเศรษฐกิจไม่หยุดยั้ง แต่หากเทียบกับ ”เสิ่นเจิ้น” ที่อยู่ติดกัน อันบริหารโดยจีนเองนั้น บัดนี้ล้าหลังกว่าแล้ว เสิ่นเจิ้นนั้น เพิ่งเกิดมาสี่สิบปีเท่านั้นเอง มาจากท้องนา เริ่มเติบโตจากอุตสาหกรรม แล้วต่อยอดไปเป็นธุรกิจการเงินที่ไม่แพ้ฮ่องกง และในหลายปีมานี้เสิ่นเจิ้นยังเป็น “ซิลิคอน แวลลีย์” ของจีนด้วย เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี 5 จี และอยู่แถวหน้าแห่งอุตสาหกรรม หรือ บรรดาธุรกิจ แห่งยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ของโลกไปแล้ว

ปัญหา: “สองระบบ” ในการวางแผนพัฒนา ทำให้ฮ่องกง “อิสระ” เกินไป จนไม่อาจใช้พลังจากเมืองใหญ่อื่นๆ หรือภูมิภาคที่ล้อมรอบอยู่ได้เต็มที่หรือเปล่า ? เข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาที่เร่งเปลี่ยนประเทศเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ได้ไม่เต็มที่หรือเปล่า ? จะว่าไปแล้วเสิ่นเจิ้นก็อยู่แบบหนึ่งประเทศ “สองระบบ” เหมือนกัน แต่ไม่ได้พยายามอยู่ต่างหาก หรืออยู่อย่างแยกตัวมากนัก

เมื่อรวมฮ่องกงเข้ามาใหม่ๆ นั้น ผู้นำจีนเน้นเรื่อง “สองระบบ” มาก ซึ่งก็ได้ผล มีความสำเร็จ แต่ในความสำเร็จก็ย่อมมีปัญหา มิตรสหายหลายท่านในจีนเวลานี้เห็นว่าจากนี้ไปน่าจะต้องให้น้ำหนักกับการเป็น “หนึ่งประเทศ” ร่วมกันมากขึ้น

ผมเห็นว่าหลักการ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” นั้น ควรรักษาไว้ อย่างมั่นคงครับ จนกว่าจะครบห้าสิบปี เป็นอย่างน้อย แต่ “สองระบบ” นั้น น่าจะต้องปรับปรุง ในแง่นี้คนฮ่องกงนั้นต้องไม่คิดเป็นสูตรตายตัวว่าตน”เหนือ” กว่าคนจีนทั่วไป ควรถ่อมตน เรียนรู้อะไรที่ดีจากอีกระบบหนึ่งได้ด้วย

ในฐานะผมเป็น “แฟนคลับ” ฮ่องกง ร่วมสี่สิบกว่าปีที่ไปเยือนเสมอ และในขณะเดียวกัน เป็นมิตรของจีน ผมเห็นว่า ฮ่องกง นั้น จะต้องอยู่กับจีนต่อไป อย่างแน่นอน ปรารถนาจะเห็น “สองระบบ” นี้ ปรับตัวเข้าหากัน เรียนรู้จากกันและกัน และวิงวอนให้สถานการณ์ความขัดแย้งในฮ่องกงจบลงด้วยดีโดยสันติเป็นหลัก ไปสู่อะไรที่ต้องดีขึ้นสำหรับทุกฝ่าย !!

เจาะลึก กองทัพโดรน..อาวุธไฮเทคฝีมือคนไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401026?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะลึก  กองทัพโดรน..อาวุธไฮเทคฝีมือคนไทย

26 พฤศจิกายน 2562 – 13:40 น.
กองทัพโดรน,อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ
เปิดอ่าน 9,753 ครั้ง

เจาะลึก  กองทัพโดรน..อาวุธไฮเทคฝีมือคนไทย โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

กองทัพทั่วโลกกำลังแข่งขันกันพัฒนาอาวุธ ก้าวเข้าสู่ยุค “สงครามไฮเทค” โดยเฉพาะการใช้ “กองทัพโดรน” เพื่อลดความเสี่ยงสูญเสียชีวิตของกำลังพล และลดงบประมาณจัดซื้ออาวุธขนาดใหญ่ หลายประเทศแอบพัฒนา “อาวุธโดรน” ให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น บินได้เร็ว บินได้สูง บินได้ไกล และติดตั้งจรวดโจมตีขนาดใหญ่ให้ได้มากสุด…กองทัพไทยก็มีการทุ่มเทพัฒนาโดรนสายพันธุ์ไทยแท้เช่นกัน

อ่านข่าว… โดรน-มิสไซล์อิหร่าน เขย่าตะวันออกกลาง

คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ “โดรน” (Dynamic Remotely Operated Navigation Equipment) อุปกรณ์ที่ใช้รีโมทในการบังคับให้เคลื่อนที่ ถ้าเป็นจำพวกเครื่องบินขนาดจิ๋วหรืออุปกรณ์ที่บินได้ด้วย จะใช้คำ “ยูเอวี” (Unmanned Aerial Vehicle) แต่สำหรับโดรนที่นำมาพัฒนาให้เป็นอาวุธหรือเครื่องมือต่างๆ ในกองทัพทหารนั้น ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า “อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ” หรือ “ยูซีเอวี” (Unmanned Combat Air Vehicle) ซึ่งอาวุธโดรนประเภทนี้ จะสามารถบรรทุกกล้องสอดแนม ปืน ระเบิด จรวดขนาดต่างๆ ได้ด้วย

ปัจจุบัน อาวุธโดรน หรือ ยูซีเอวี กลายเป็นพระเอกตัวสำคัญที่บริษัทผลิตอาวุธพยายามพัฒนาออกมาเพื่อเชิญชวนกองทัพทั่วโลกให้ซื้อไปใช้ป้องกันประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทผู้ค้าอาวุธยักษ์ใหญ่ เช่น จีน มักจัดงานโรดโชว์อาวุธโดรนไปทั่วโลก ล่าสุดจีนได้ติดตั้งปืนไรเฟิลเข้ากับยูซีเอวี หวังให้เป็นเครื่องบินรบรุ่นใหม่ไร้คนขับแทนที่ฝูงบินรบแบบเก่า ขณะนี้มีหลายบริษัทแอบพัฒนาให้โดรนมีขนาดใหญ่ขึ้น บางลำยาวเท่าสนามเทนนิส บินได้เร็วกว่า 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไต่ระดับความสูงได้ถึง 13,000 เมตร เรียกว่ามีขนาดไม่ต่างจากเครื่องบินรบทั่วไป

ตัวอย่างการทำสงครามด้วย “กองทัพโดรน” เข้มข้นขึ้นหลังจากโดรนลาดตระเวนราคากว่า 5 พันล้านบาท ของกองทัพสหรัฐ ถูกทหารอิหร่านยิงตกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2562 ขณะบินอยู่เหนือช่องแคบเฮอร์มุซ โดยอ้างว่าไปละเมิดน่านฟ้าของอิหร่าน มีกระแสข่าวออกมาว่าโดรนสอดแนมลำนี้เป็นรุ่น RQ-4 Global Hawk ขนาดใหญ่เท่าเครื่องบินรบทั่วไป ติดอาวุธครบครันและบินสำรวจได้ถึงวันละ 1 แสนตารางกิโลเมตร

เมื่อถูก “สอยตก” ทำให้กองทัพอเมริกันแค้นใจเป็นอย่างยิ่ง !

ผ่านไปแค่เดือนเดียว ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 อเมริกาประกาศว่าสอย “โดรนอิหร่าน” ร่วงแล้วที่ช่องแคบเฮอร์มุซเช่นกัน เพราะบินเข้ามาสอดแนมใกล้เรือรบของสหรัฐในระยะไม่ถึง 1 กิโลเมตร ถือว่าเป็นภัยคุกคาม เพราะเรือรบลำนี้แล่นอยู่ในน่านน้ำสากล

เหตุการณ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า “โดรนติดอาวุธ” คือหัวใจของกองทัพทั่วโลกในอนาคต เพราะขีดความสามารถทำลายล้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่ต้องเสี่ยงต่อความสูญเสียชีวิตจำนวนมาก ลดการถูกโจมตีจากครอบครัวพลทหาร

ล่าสุด ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน “ดีเฟนส์ แอนด์ ซีเคียวริตี้ 2019” (Defense and Security Expo 2019) ถือเป็นนิทรรศการอาวุธไฮเทคระดับภูมิภาคอาเซียน ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 18-21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีบูธแสดงโชว์จาก 28 ประเทศ เช่น อเมริกา จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล ญี่ปุ่น รัสเชีย ยูเครน ฯลฯ

มีการแสดงของจริงทั้ง รถถังรถหุ้มเกราะ ดาวเทียม ปืนใหญ่ จรวด เครื่องยิงลูกระเบิด ฯลฯ และที่น่าสนใจคือการโชว์ “อากาศยานไร้คนขับติดอาวุธ” หรือโดรนติดอาวุธจากบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะของประเทศไทย

  “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” (สทป.) นำโดรนหลายรุ่นของกองทัพไทยออกมาแสดงโชว์ด้วย เช่น “รุ่นD-Eyes01” เป็นเครื่องขนาดเล็กแบบขึ้นลงทางดิ่ง (Multi-Rotor UAV) หมายถึงสามารถใช้บินขึ้นลงในทางดิ่ง หรือที่คับแคบได้อย่างสะดวก มีการติดกล้อง 360 องศา นอกจากใช้งานในกองทัพแล้ว ยังใช้สำรวจพื้นที่น้ำท่วมหรือภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินได้ด้วย บังคับด้วยระบบควบคุมการบินแบบอัตโนมัติ บินได้นานถึง 40 นาที ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร สามารถถ่ายทอดสัญญาณภาพจากกล้องที่สร้างภาพจากการตรวจจับความร้อนได้ด้วย จากรุ่น 1 ก็มีการพัฒนาไปเป็นรุ่น D-Eyes02 ที่เพิ่มสมรรถนะในเรื่องระยะเวลาปฏิบัติการ เพิ่มเป็น 80 นาที และรัศมีการบินตรวจการณ์เพิ่มเป็น 10 กิโลเมตร

ทั้งนี้ รุ่นที่น่าสนใจที่สุดคือ “D-Eyes03” เป็นรุ่นที่ สทป.วิจัยและพัฒนาสร้างต้นแบบ ให้สามารถบินได้นาน 4 ชม. ระยะทาง 40 กิโลเมตร มีการติดตั้งกล้องคุณภาพสูงและสามารถติดตั้งอาวุธบางชนิดได้ด้วย ซึ่งน่าจะนำมาใช้ได้จริงประมาณเดือนกันยายน 2563

 พ.อ.ชัชพงษ์ พันธุ์พยัคฆ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากิจการ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กระทรวงกลาโหม ให้ข้อมูลว่าทั้ง 3 รุ่นนั้น เป็นฝีมือคนไทยที่ต้องการพัฒนาให้ทหารไทยมีเทคโนโลยีของตัวเอง เพราะยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในกองทัพบางอย่างนั้น ควรเป็นข้อมูลลับเฉพาะ ประเทศอื่นไม่ควรรู้ทั้งหมด

“เราต้องเอาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาต่อยอด แล้วสร้างผลงานใหม่ของไทยเอง เช่น อาจสั่งซื้อแค่ตัวโครงสร้างภายนอก หรือจัดซื้ออุปกรณ์บางอย่างจากต่างประเทศ จากนั้นก็มาดัดแปลงให้เหมาะสมกับการใช้งานในสภาพแวดล้อมของไทย ที่สำคัญคือโดรนทหารส่วนใหญ่จะมีราคาแพงมาก ถ้าผลิตได้เองจะช่วยลดงบประมาณส่วนนี้ไปได้เยอะ เช่นราคาที่รวมทั้งระบบและรวมอุปกรณ์บังคับทุกอย่าง ถ้ารุ่นเล็กหรือ 01 บินได้ไกล 2.5 กม. ประมาณ 8 แสนบาท รุ่น 02 บินได้ไกล 10 กม. ประมาณ 12 ล้าน ส่วนตัวล่าสุดรุ่น 3 ขนาดใหญ่หน่อยราคา 20 ล้าน ปีกกว้างข้างละ 2 เมตร รวมเป็น 4 เมตร ตอนนี้เราพัฒนาจนพร้อมจะขายให้กองทัพประเทศอื่นๆ” พ.อ.ชัชพงษ์ กล่าวให้ข้อมูล

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา “ยานเกราะล้อยาง” หรือรถสะเทินน้ำสะเทินบกสำหรับกองทัพไทย ชื่อรุ่น BTR3CS รูปร่างเหมือนรถถังขนาดใหญ่ ข้างในบรรจุทหารได้ 8 คน ทั้งพลขับ ผู้บังคับยานเกราะ ทหารคุมปืน ฯลฯ ราคาประมาณ 100 ล้านบาท จุดเด่นคือ การติดตั้งระบบอาวุธที่ทำงานแบบอัตโนมัติ และระบบควบคุมบังคับบัญชาการรบที่ติดต่อสื่อสารได้หลายๆ คันพร้อมกัน มีหน้าจอคอมพิวเตอร์โชว์ให้เห็นเลยว่ารอบข้างของแต่ละคันเห็นอะไรบ้าง ซึ่งแต่ก่อนต้องใช้วิทยุสื่อสารระหว่างรถแต่ละคัน แต่รุ่นนี้สามารถเห็นจากหน้าจอของคันอื่นได้เลย พร้อมด้วยการสร้างห้องจำลอง “เครื่องช่วยฝึกรถถัง” มีเก้าอี้ 3 ตัวและหน้าจอคอมพิวเตอร์จำลองภาพและอุปกรณ์เสมือนจริงในรถถังหรือยานเกราะรุ่นใดก็ได้ เพื่อให้พลทหารสามารถฝึกซ้อมควบคุมบังคับเครื่องมือต่างๆ จนชำนาญ แล้วค่อยไปฝึกกับของจริง

ด้วยความสามารถของนักวิจัยไทยนั้น หากกองทัพยุคใหม่เอาจริงกับเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านอาวุธไฮเทค จากการ “สั่งซื้อ” เป็นส่งเสริม “ส่งขาย” เชื่อว่าจะสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้ไทยแลนด์ในอนาคต…

ปฏิรูปการศึกษาหรือต้องรอปาฏิหาริย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401021?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปฏิรูปการศึกษาหรือต้องรอปาฏิหาริย์

26 พฤศจิกายน 2562 – 10:25 น.
ปฏิรูปการศึกษา,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,รมวการศึกษา
เปิดอ่าน 744 ครั้ง

ปฏิรูปการศึกษาหรือต้องรอปาฏิหาริย์ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

        ในฐานะประชาชนคนไทย อยากให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นทางการเสียทีเพราะหลายยุคหลายสมัยแล้วที่ต้องรอกันแบบมีแต่ความฝันโครงการสวยหรู

อ่านข่าว…  เสวนาปฏิรูปการศึกษา ชี้ ศึกษาไทยรับใช้ทุนฯ-อำนาจนิยม

ได้ยินข่าวจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” ว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายจึงจะทำให้การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จได้ ซึ่งอยากจะบอกว่าเป็นปาฏิหาริย์กว่าจะสำเร็จได้ เพราะคนไทยหน่วยงานต่างๆ มักทำงานขัดกัน

รมว.ศึกษาธิการ บอกว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ประสบปัญหาด้านการศึกษา เพราะหลายประเทศก็ต้องปรับตัวในการเข้าไปสู่โลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งผู้บริหารและครูทุกคนก็ต้องปรับตัวให้มีทักษะด้านดิจิทัล มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ โดยตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี ครูทุกคนจะต้องพูดและสื่อสารภาษาอังกฤษให้ได้

จะมีการปรับเรื่องตัวชี้วัดของผู้บริหารสถานศึกษา โดยการนำโครงการต่างๆ ของโรงเรียน เช่น โครงการโรงเรียนสีขาวปลอดยาเสพติด โครงการโรงเรียนสีเขียวรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น มาเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผู้อำนวยการ

ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องมีวิธีบริหารจัดการโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนปลอดยาเสพติดและโรงเรียนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เอง โดยที่ไม่ต้องติดป้ายประกาศและประกวด ขณะเดียวกันไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยว่าไม่ต้องมาทำความร่วมมือกับโรงเรียน เพื่อทำโครงการต่างๆ

เวลานี้มองว่าการปฏิรูปการศึกษาของไทยต้องใช้เวลาอีกมาก และที่สำคัญคือครูอาจารย์ต้องเข้าสู่ยุคใหม่ก้าวทันวิทยาการสมัยใหม่ อย่าทำตัวล้าหลังไม่ทันโลก

         อย่าไปรอปาฏิหาริย์ เพราะการปฏิรูปการศึกษาเป็นความจริงที่ต้องทำทันที และด้วยวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ซึ่งเป็นการลงทุนมาก แต่ผลกำไรต้องใช้เวลานานและคุณภาพของคนไทยจะวัดได้ในอนาคตด้วยการปฏิรูปการศึกษานี่เอง
อ๊อด เทอร์โบ


 กฎเหล็กแก้รถติด
 แนวก่อสร้างรถไฟฟ้า

ผมได้ติดตามข่าวเรื่องผู้ว่าฯ กทม. “พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” เชิญทุกหน่วยงานมาแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดจากผลกระทบการก่อสร้างรถไฟฟ้าซึ่งมีมากถึง 6 สาย และได้สรุป 12 รายการให้ปรับปรุงแก้ไขในเขต กทม. คือ

1.ปัญหาการวางแนวแบริเออร์ ให้จัดวางให้ตรงตามแนวเส้นทางจราจร 2.ปัญหาช่องทางกลับรถคับแคบ ให้เปิดช่องยูเทิร์นให้กว้าง เพื่อให้รถยนต์กลับรถได้สะดวกขึ้น 3.เสนอให้ขนย้าย กองดิน เศษหิน เศษปูน ทรายออกจากพื้นที่ก่อสร้างในทันที

4. เสนอเร่งแก้ไขผิวจราจรให้เรียบร้อย 5.แนวก่อสร้างที่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง แต่ได้วางแผงแบริเออร์ เสนอให้เปิดช่องทางชั่วคราว 6.เสนอให้เร่งก่อสร้างงานฐานราก เพื่อแก้ปัญหาคอขวดที่สะพาน

7.เสนอให้จัดระเบียบรถบรรทุกในพื้นที่ 8.เสนอปรับผิวจราจรให้เป็นช่องจราจรชั่วคราวเพิ่มขึ้น 9.ปัญหาพื้นที่ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง แต่ปิดช่องทางจราจร เสนอเปิดช่องจราจรเป็นครั้งคราวในพื้นที่ 10.ปัญหาการเปิดแนวแบริเออร์แล้วไม่ปิดให้เรียบร้อย เสนอให้ปิดกั้นให้เรียบร้อยเพื่อความปลอดภัย 11.เสนอติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราวตามแนวการก่อสร้าง 12.เสนอปิดกั้นพื้นที่ก่อสร้างและจัดทำทางสัญจรอย่างปลอดภัย

ผมสรุปมาให้ทราบและเชื่อว่าหากทำกันอย่างมีมาตรฐานเช่นนี้แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น และขอฝากเรื่องต้องเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยเป็นประการสำคัญ เพราะมีเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้ามาในพื้นที่ โปรดอย่ามองข้ามเป็นอันขาด

นอกจากนี้แล้วต้องมีไฟส่องสว่างและเครื่องหมายการจราจรในบริเวณก่อสร้างอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุโดยเฉพาะเวลาค่ำคืน
สุเทพ (ลาดพร้าว)

 เรียนคุณ ‘สุเทพ’ ลาดพร้าว
          ผมอยากจะบอกว่ากฎเหล็ก 12 ประการที่แจ้งมาในจดหมายของคุณควรสนับสนุนมากครับ เพราะครอบคลุมทุกอย่างไว้แล้ว และอยากเพิ่มเติมเรื่อง กทม. ในฐานะเจ้าของพื้นที่ต้องดูแล ควบคุม เรื่องมลภาวะทุกอย่างด้วย

บริษัทต่างๆ จะร่วมมือทำงานให้สำเร็จตามกำหนดเวลาก็ต้องคำนึงถึงคนอื่นด้วย อย่าให้เดือดร้อนมีอันตรายส่งผลกระทบไปทั่ว

          ผมจึงขอให้ กทม.ช่วยบรรเทารถติดในแนวทางก่อสร้างและระวังดูเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อนด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 ยกเครื่องใหม่ครั้งใหญ่
 สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
(ผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้อง)

ผมติดตามข่าวเรื่องการจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ตลอดมา และขอสนับสนุนทุกฝ่ายที่มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้

ที่ผ่านมามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง และบางทีก็มีการเก็บส่วยหรือขู่กรรโชกทรัพย์และเกี่ยวข้องกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นหน่วยกลางและผู้เชี่ยวชาญ

จึงขอให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องได้ร่วมมือกับปฏิบัติอย่างเข้มแข็งตามกฎหมาย อย่าให้มีการแอบอ้างหรือเรียกร้อง หรือการยักยอกของกลางอีกต่อไป
อัมพร (กทม.)


‘หนู’ซิ่ง จีบ’ส้ม’ หวาน’เพื่อไทย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘หนู’ซิ่ง จีบ’ส้ม’ หวาน’เพื่อไทย’

26 พฤศจิกายน 2562 – 10:00 น.
พรรคส้มหวาน,เสี่ยหนู อนุทิน,พรรคภูมิใจไทย,พรรคเพื่อไทย,Ringside การเมือง,สุดารัตน์,คุณหญิงหน่อย,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 3,625 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 26 พ.ย. 62

*****************************

มีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว สำหรับศึกซักฟอก “รัฐบาลประยุทธ์” วันก่อน โฆษกพรรคเพื่อไทยได้แบ่งกลุ่มผู้ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็น กลุ่มคือ 1.กลุ่ม ที่เป็นแกนหลักตั้งแต่รัฐบาลรัฐประหาร จนถึงรัฐบาลหลังเลือกตั้ง 2.กลุ่มใกล้ชิด หรือตัวแทนของ และ 3.กลุ่มที่เข้ามาใหม่ พบพิรุธในโครงการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง

ที่น่าสนใจ กลุ่มที่ อันหมายถึงพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ยามนี้มีข่าวลือหนาหูว่า ค่ายสีน้ำเงินอาจรอดพ้นคมดาบฝ่ายค้าน เพราะลีลาเฉพาะตัวของหัวหน้าพรรคนั้น สมกับฉายา “หนูซิ่ง” 

หลายปีก่อน เสี่ยหนูจัดพิมพ์ประวัติตัวเองชื่อ “มีรู..มีหนู” โดยผู้เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ บอกความหมายของชื่อหนังสือว่าหมายถึง “ที่ไหนมีโอกาส ที่นั่นมีอนุทิน”

แนวร่วม“สีส้ม”

ถ้ายังจำได้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ได้โพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก ที่ถ่ายคู่กับ “อนาวิล รัตนสถาพร” ..ปทุมธานี เขต พรรคอนาคตใหม่ พร้อมระบุแคปชั่น “ไม่มีกัญชา มีแต่กุนเชียง การเมืองไม่ได้คุย คุยแต่เรื่องทั่วไปครับ”

อนุทิน กับอนาวิล

ตอนนั้น “อนาวิล” ต้องชิงออกมาชี้แจงว่า ไม่ใช่งูเห่าสีส้ม ตามที่มีข่าวในสื่อบางสำนัก 

ผู้แทนหนุ่มเมืองปทุมคนนี้น่าสนใจ นับแต่เข้าสภา ก็มีข่าวอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะวันที่พรรคอนาคตใหม่ โหวตค้าน พ...โอนกำลังพลฯ ปรากฏว่า อนาวิล รัตนสถาพร ส..ปทุมธานี กับ จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ ..บัญชีรายชื่อ มาไม่ทันโหวต

จารุวรรณ กับพ่อ-ศรัณย์วุฒิ เพื่อไทย

เหตุการณ์นี้ ทำเอากองเชียร์สีส้มแอบเมาท์ลั่นโซเชียล เพราะอนาวิลกับจารุวรรณนั้น เป็นคนรู้ใจกัน โดยจารุวรรณ เป็นลูกสาวของ ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส..อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย

จากเรื่องงูเห่าสีส้ม ก็เลยมาถึงเรื่องเสี่ยหนูเชียร์ “ช่อ” ออกนอกหน้า ตอนที่พรรคอนาคตใหม่ฟ้องสื่อ

สายตรงบ้านชินวัตร

ถ้ายังจำกันได้ สมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ได้บังเกิด “แก๊งออฟโฟร์” ทางการเมือง ประกอบด้วยสมัคร สุนทรเวชธีรพล  นพรัมภา เลขาธิการส่วนตัวสมัครเนวิน ชิดชอบ และ “หมอเลี้ยบ” สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน สมัยนั้น (ตัวแทนของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)

หลังเนวินผละออกจากอ้อมอก “ชินวัตร” ทั้งเนวินกับหมอเลี้ยบก็ไม่เจอกัน ต่างมีเส้นทางเดินของตัวเอง ระยะหลัง หมอเลี้ยบไปจัดรายการทีวีทางช่องพีซทีวี รายการ “50 คำถาม กับสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี” และช่วงหลัง ย้ายไปจัดรายการ “สุมหัวคิด” ทางช่องวอยซ์ ทีวี

หมอเลี้ยบ ที่ปรึกษาเสี่ยหนู

วันนี้ หมอเลี้ยบกลับมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อร่วมกันผลักดันระบบสาธารณสุขไทย สู่มิติใหม่ 30 บาทรักษาทุกโรค 

ถัดจากนั้น ยูทูบช่อง “Ringside การเมือง” ในเครือข่ายเสี่ยหนู ยังได้สัมภาษณ์หมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ชำแหละปัญหาสุขภาพคนไทย และพูดถึงความหวังทางการเมืองของหมอเลี้ยบ

ไม่แปลกที่ฝ่ายกองเชียร์เพื่อไทย ยังตามลุ้นให้เสี่ยหนูกระโจนหนีรัฐนาวาเรือเหล็ก

เครือข่าย“คุณหญิงหน่อย”

นับแต่ปี 2560 “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ใช้เฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul สื่อสารความคิดความอ่านทางการเมือง โดยระหว่างนั้น เสี่ยหนูยังไม่ชัดเจนว่า มีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร ?

สายสัมพันธ์เสี่ยหนู กับคุณหญิงหน่อยยังเหนียวแน่น

ปี 2561 เสี่ยหนู ได้ให้คนใกล้ชิดทำสื่อออนไลน์ ทั้งช่องยูทูบ “Ringside การเมือง” ที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กด้วย พร้อมกับเว็บไซต์ http://www.newsringside.com อันเป็นช่องทางการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ว่ากันว่า นี่เป็นกลยุทธ์สร้างแบรนด์ภูมิใจไทย ลบภาพแบรนด์เดิมคือยืนเคียงข้าง ปชปและกลุ่มบูรพาพยัคฆ์ โดยสร้างแบรนด์ใหม่ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหน พร้อมจะเป็นมิตรต่อทุกพรรค

ผู้อยู่เบื้องหลังการตลาดการเมืองของเสี่ยหนูคือ “จุลภาส ทอม เครือโสภณ” ดีลเมกเกอร์ธุรกิจการเมือง เป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่ใจของทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ทอมกับทักษิณ

ลำพังส่วนตัวเสี่ยหนูนั้นสนิทสนมกับคุณหญิงสุดารัตน์มายาวนาน และคุณหญิงหน่อยก็ได้หนุนเสี่ยหนู จนได้เป็น รมช.สาธารณสุข ในรัฐบาลทักษิณด้วย

การสร้างแบรนด์ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของเสี่ยหนู ในช่วงหาเสียง ก็ทำเอากองเชียร์ฝ่ายประชาธิปไตยแอบลุ้นแอบเชียร์ และหลังเลือกตั้ง ก็อยากให้เสี่ยหนูแยกตัวออกจาก “ขั้วลุงตู่”

สุดท้ายกองเชียร์ก็ผิดหวัง เมื่อเสี่ยหนูออกลีลาเล่นละครอยู่พักใหญ่ ก็ประกาศหนุนลุงตู่ หลังได้เก้าอี้เสนาบดีสมใจปรารถนา

อยู่ที่ความจริงใจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401027?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อยู่ที่ความจริงใจ

26 พฤศจิกายน 2562 – 09:28 น.
พาราควอต,คลอร์ไพริฟอส,กลโฟเซต,แบน 3 สารพิษ
เปิดอ่าน 545 ครั้ง

อยู่ที่ความจริงใจ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2560

เป็นอีกหนึ่งข่าวแห่งปี สำหรับนโยบายการแบน 3 สารเคมีเกษตร พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต หลังจากที่ต้องต่อสู้กันมานานหลายปี ระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนให้ยกเลิกการใช้ กับฝ่ายที่เห็นว่า ยังมีความจำเป็น จนกลายเป็นมหากาพย์ แม้ล่าสุด คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติไปแล้วว่า จะยกระดับ 3 สารเคมีเกษตรเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ที่ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออก ห้ามใช้ และห้ามมีไว้ครอบครอง ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 แต่ก็ใช่ว่าเรื่องจะจบลงเพียงเท่านั้น เพราะนอกจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับมตินี้จะเคลื่อนไหวต่อเนื่องแล้ว ในส่วนของภาครัฐเองก็ดูเหมือนว่า จะมีแนวทางที่ไม่เป็นเอกภาพกันนัก ทั้งฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำ

อ่านข่าว…  ทางรอดเกษตรกรหลังแบนสารพิษ วิถีการผลิต ต้อง กล้าเปลี่ยน

คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน จะประชุมกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (27 พ.ย.) โดยมีวาระร้อนที่จะต้องพิจารณาตามที่กรมวิชาการเกษตรเสนอผ่านคณะกรรมการพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแบนสารเคมีทางการเกษตร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยขอให้ยืดระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการแบน 3 สารเคมีออกไปอีก 6 เดือน หรือ 180 วัน โดยกรมวิชาการเกษตรให้เหตุผลว่า ระยะเวลา 30 วันก่อนถึงวันเริ่มบังคับใช้ 1 ธันวาคมนั้น จัดเก็บสารเคมีส่งคืนบริษัทไม่ทัน

อันที่จริง เรื่องข้อเสนอให้แบน 3 สารคมีเกษตร ไม่ใช่นโยบายหรือเรื่องใหม่ที่เพิ่งมาเป็นนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ ในยุครัฐบาลนี้ เป็นเวลาอย่างน้อยๆ 2 ปีที่มีมติให้แบน 3 สารเคมี เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2560 คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งเป็นคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ภายในเดือนธันวาคม 2561 และยุติการใช้ทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2562 และจำกัดการใช้สารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซตอย่างเข้มงวด แต่จนแล้วจนรอด มติเช่นว่านี้ก็ไม่มีผลในทางปฏิบัติ กลับมีแต่ข้อถกเถียงของสองฝ่ายไม่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ทุกปัญหาย่อมจะมีทางออก หากไม่มีเบื้องหลังหรือวาระซ่อนเร้น ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า ระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา แทบไม่ได้มีการขับเคลื่อนแผนงานรองรับจากหน่วยงานที่มีหน้าที่เท่าที่ควร จนถูกมองไปว่า เป็นการเล่นเกมเพื่อยื้อเวลาให้ใช้สารเคมีเกษตรต่อไปให้นานที่สุด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากทุกฝ่ายได้เตรียมแผนงานไว้อย่างดี มีมาตรการเยียวยาระยะยาว จนถึงวันนี้ก็น่าจะทำให้เกษตรกรที่เคยใช้สารเคมีไม่ได้รับความเสียหาย และยอมรับมติได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงานในภาคเกษตร การสนับสนุนเครื่องจักร การจัดหาสารทดแทนหรือแม้แต่เกษตรอินทรีย์ที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะรายย่อย ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลกระทบในวงกว้างด้วย หาใช่เพียงผลดี-ผลเสียที่จะเกิดกับคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

เนวิน วัยคะนอง กินนอนบนโรงพัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/401020?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เนวิน วัยคะนอง กินนอนบนโรงพัก

26 พฤศจิกายน 2562 – 09:00 น.
เนวิน ชิดชอบ,โรงพัก
เปิดอ่าน 8,529 ครั้ง

เนวิน วัยคะนอง กินนอนบนโรงพัก คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย…  บางนา  บางปะกง

สัปดาห์ที่แล้ว สมาชิกพรรคภูมิใจไทยเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อดำเนินคดีกับบริษัท เนชั่นบรอดแคสติ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) พร้อมผู้บริหารบางส่วน ในข้อหาฐานความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ 2560 หมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณา โดยมีการแจ้งความ 32 โรงพักในทุกอำเภอของ จ.นครราชสีมา รวมถึงที่โรงพักโคกกระชาย อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ และอีกหลายโรงพักแถวภาคใต้

อ่านข่าว…  แชมป์ไทยลีก  “สายแม้ว” จบแล้ว “เนวิน”

          พูดถึง “ตำรวจ” กับ “โรงพัก” ทำให้นึกถึง “ผู้มากบารมี” ของพรรคภูมิใจไทย แม้ในทางนิตินัย มิได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง แต่คนทั้งแผ่นดินปราสาทหินพนมรุ้งรู้ดีว่า “เนวิน ชิดชอบ” ยังเป็น “พี่ใหญ่” ของชาวภูมิใจไทยทุกคน

เรื่องการแจ้งความทุกโรงพัก ก็คงไม่ได้เกี่ยวกับเนวิน เป็นเรื่องของสมาชิกพรรค แต่คนเก่าแก่ของบุรีรัมย์ ยังจำภาพวัยรุ่น “ลูกกำนันชัย” กินนอนอยู่บนโรงพักเมื่อ 40 กว่าปีก่อน

ชัย ชิดชอบ เป็นชาวสุรินทร์โดยกำเนิด ย้ายมาตั้งรกรากที่บุรีรัมย์ในปี 2505 ได้รับเลือกตั้งเป็นกำนันตำบลอิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ กำนันชัยเล่นการเมืองท้องถิ่นอยู่ระยะหนึ่ง จึงได้เป็น ส.ส.สมัยแรกปี 2512 พร้อมกับลงทุนทำธุรกิจโรงโม่หิน

          “เนวิน” เคยให้สัมภาษณ์นิตยสารผู้จัดการรายเดือน เมื่อปี 2538 เวลานั้น เนวินเป็น รมช.คลัง นับเป็นจังหวะก้าวกระโดดของชีวิตนักการเมืองบ้านบ้าน เขาได้เล่าเรื่องราวสมัยวัยรุ่นวัยคะนองไว้อย่างน่าสนใจ

กำนันชัยเป็น ส.ส.ปี 2512 เนวินเรียนอยู่ชั้นประถม 7 โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ก่อนที่จะเดินทางไปเรียน ม.ศ.1-5 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย การใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง เนวินมีอันจะต้องย้ายที่พักอยู่ทุกปี เป็นเด็กวัดสามปลื้ม แถวจักรวรรดิ ก่อนจะถูกส่งไปอยู่หอพักแถวเทวศร์ และไปอยู่โรงแรมสหายสหกิจแถวหัวลำโพงอยู่หลายปี

ปี 2518 กำนันชัยพ่ายเลือกตั้ง จึงเรียกตัวลูกชายกลับบุรีรัมย์ เพราะพฤติกรรมบางด้านในช่วงวัยคะนองของลูกชาย เมื่อกลับมาอยู่บ้านเกิด กำนันชัยนำเนวินไปฝากฝังกินนอนอยู่บ้านนายตำรวจใหญ่ให้ช่วยดูแล

เนวินกินนอนอยู่กับตำรวจโรงพักบุรีรัมย์ ติดสอยห้อยตามไปทุกที่ ตั้งด่านตรวจ ลาดตระเวน และยามที่มีการจับกุมผู้ต้องหา เขาทำตัวราวกับว่าเป็นตำรวจเสียเอง

ผู้อาวุโสในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์จำนวนไม่น้อย ยังมีภาพจำด้านลบของลูกกำนันชัยได้ไม่ลืม และคนกลุ่มนี้มักขัดแย้งกับรุ่นลูกรุ่นหลานที่มองว่า เนวินเป็นฮีโร่

สมัยโน้น ความเป็นลูกชายผู้แทนฯ ส่งผลให้เนวินกลายเป็นหัวหน้าวัยรุ่นกลุ่มชื่อ “สิงห์ทอง” พากันจับกลุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ไปทั่วเมือง จากกลุ่มสิงห์ทองในช่วงวัยรุ่น ได้แปรสภาพเป็น “กลุ่มเพื่อนเนวิน” องค์กรทางการเมืองระดับท้องถิ่น

ตอนที่เนวินไปเรียนครูภาคค่ำที่วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ ก็ได้สร้างเครือข่ายเพื่อนฝูง เพราะผู้ที่มาเรียนหลักสูตรพิเศษ มักจะเป็นผู้นำท้องถิ่น

พวกเขาเกาะเกี่ยวกัน จากในห้องเรียนสู่สนามเลือกตั้ง ใครลงสมัครผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนันก็ไปช่วยกัน เมื่อปี 2528 เนวินเป็น ส.จ.บุรีรัมย์ ด้วยแรงหนุนของเพื่อนกำนัน 10 ตำบล

ภาพที่คนเคยเห็นเนวินในบทบาทนักการเมือง กล้าได้กล้าเสีย มีบุคลิกนักเลงบ้านนอก ล้วนมีที่มาจากประสบการณ์ในช่วงชีวิตวัยรุ่นทั้งสิ้น

          ไม่แปลกเลย ที่ช่วงเวลาหนึ่ง เนวินจะถูกสื่อมวลชนให้ฉายา “ยี้ห้อย” เพราะบุคลิกนักเลงเซราะกราวของเขานั่นเอง ซึ่งกว่าที่เขาจะลบภาพจำนี้ไปได้ ก็ใช้เวลานานกว่า 20 ปี

ถ้าย้อนดูเหตุการณ์การเมืองในระยะใกล้ นับแต่หลังรัฐประหาร 2549 เนวินจึงอาสา “ทักษิณ ชินวัตร” จัดทัพ “คนรักทักษิณ” เคลื่อนไหวบนท้องถนน บรรดาแกนนำมวลชนฝ่ายต่อต้านทหารทั้งหลาย ล้วนอยู่ใต้คำสั่งเนวินมาก่อน

ช่วงปี 2550-2551 การจัดตั้งมวลชนคนรักทักษิณ ก่อนถึงยุคเสื้อแดง เป็นเรื่องของเครือข่ายบุรีรัมย์ ซึ่งหากไม่ใช่นักการเมืองแบบเนวิน คงไม่มีใครกล้าเล่นเกมเสี่ยง

          พรรคภูมิใจไทยในยุคแรกๆ ก็ออกแนวบู๊ล้างผลาญ จนกระทั่งพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง 2554 เนวินลดบทบาทลงไป แต่ก็ไม่ทิ้งน้องรัก “ศักดิ์สยาม” ที่นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค เพราะเป็นกล่องดวงใจของพี่เนวิน

เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400827?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่

25 พฤศจิกายน 2562 – 21:35 น.
พลตอเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส,ไพบูลย์ นิติตะวัน
เปิดอ่าน 84,763 ครั้ง

เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่  คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…   อสนีบาต  aussaneebard@hotmail.com

เฝ้าดูมาอย่างต่อเนื่องกับความเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ กมธ. ป.ป.ช. ต่อการทำหนังสือเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้มาชี้แจงปมปัญหานายกฯ นำครม.ถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนเป็นผลให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ มาโดยมิชอบ

ถึงนาทีนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ คงไม่เลิกรา โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาให้สัมภาษณ์สื่อที่งานระดมทุนพรรคพลังปวงชนไทย หรือพรรคสาขาของนายใหญ่ถิ่นดูไบ ว่าจากการทำหนังสือเชิญ “ลุงตู่” และ “ลุงป้อม” รอบล่าสุด ได้รับการแจ้งกลับมาว่าติดภารกิจเกี่ยวกับงานพระราชพิธีจึงไม่สามารถมาชี้แจงต่อกมธ.ป.ป.ช.ได้ ดังนั้นจะส่งหนังสือเชิญทั้งสองคนให้มาชี้แจงอีกครั้ง
 “วีรบุรุษนาแก” แจ้งโนติสแม่นยำว่า “เป็นการส่งหนังสือเชิญครั้งที่ห้า

ความจริงการทำหนังสือเชิญบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาชี้แจงต่อกมธ. ถือเป็นเรื่องปกติ แต่กรณีของประธานกมธ.ป.ป.ช. เป็นความผิดปกติ ไม่ใช่ผิดปกติธรรมดา แต่ผิดปกติที่ทำให้สังคมมองภาพ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในลักษณะต่างๆ นานา
ทั้งพฤติการณ์การใช้อำนาจหน้าที่ผิดปกติทั้งสภาพตัวตนที่เคยได้ชื่อว่าเป็นนายตำรวจระดับผู้นำวงการสีกากีที่มีชื่อเสียงเกียรติยศ แต่เมื่อเข้ามาสู่การเมืองไหงกลับเหมือน “ตัวตลก” กลางเวทีรัฐสภาไปได้ ไม่นับรวมเสียงสะท้อนการกระทำซ้ำซาก วนเวียนอยู่แต่เรื่องเก่าๆ เป็นเพราะท่านมีปัญหาทางสุขภาพหรือไม่ เหล่านี้คือเสียงของสาธารณชนที่ต้องการสื่อสารไปถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ด้วยความเป็นห่วง
อย่างที่กล่าวข้างต้นทั้งที่ปมถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้ว อีกทั้งการทำหนังสือโดย กมธ.ป.ป.ช. เพื่อให้มาชี้แจงต่อปมปัญหาที่จบไปแล้ว ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบาทหน้าที่ของกมธ.ชุดนี้ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบประเด็นปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
ความปรากฏอีกจากปัญหาภายในกมธ. มีการทยอยลาออก เพราะไม่อาจอดทนต่อพฤติการณ์ประธานหัวโต๊ะ แถมยังสร้างความฮือฮาเขย่ากมธ. ด้วยการออกมติของที่ประชุมล่วงหน้าแต่งตั้ง วัฒนา เมืองสุข ซึ่งตกเป็นจำเลยคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทรให้มาเป็นที่ปรึกษา กมธ.ด้านการปราบปรามการทุจริต เป็นอะไรที่สร้างความปวดตับอยู่ไม่น้อย

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมควรทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ตรวจสอบการทุจริตฝ่ายบริหาร แต่กลับใช้กมธ.เป็นเครื่องมือเล่นงานทางการเมือง จ้องทำลายดิสเครดิตบุคคลที่ผูกใจเจ็บโดยหวังว่าจะได้สร้างพื้นที่ทางหน้าสื่อสารมวลชนให้ผู้คนได้จดจำ ได้ยืนหยัดอยู่บนเวทีทางการเมืองนี้ต่อไป
หลักคิดแบบนี้อาจถูกในทางการเมืองแต่จะใช้ได้ผลไม่นานนักหรอกเพราะการสร้างตัวตนทางการเมืองแบบนี้ได้ไม่คุ้มเสียครับ นอกจากพรรคพลังประชารัฐกำลังแก้เกมด้วยการส่งคนเข้ามาอยู่ในกมธ.ชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น สิระ เจนจาคะ ปารีณา ไกรคุปต์ แม้แต่ ไพบูลย์ นิติตะวัน ที่บอกว่าไม่ได้มีวัตถุประสงค์เข้ามาปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ แต่ต้องการมาให้ข้อมูลทางด้านกฎหมายก็ว่าไป แต่เป้าหมายลึกต้องสร้างอำนาจต่อรองซึ่งสุดท้ายหนีไม่พ้นการรวบรวมเสียงให้มีมติ เปลี่ยนตัวประธาน (สิระ ยืนยันเช็กเสียงแล้วสามารถปลด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้ )
กระนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ประกาศด้วยท่าทีแข็งกร้าว ตำแหน่งประธานกมธ. ป.ป.ช. เป็นโควตาของพรรคเสรีรวมไทย เป็นเหมือนสมบัติของพรรคใครเอาไปไม่ได้ ตามประสานักเลงนาแก “เก้าอี้ตัวนี้ของข้า ใครห้ามแตะ”

พฤติการณ์ของประธานกมธ.ป.ป.ช.กำลังลุแก่อำนาจ ทำสิ่งผิดให้เป็นถูกดังที่กล่าวข้างต้น ล้วนมีข้อบังคับการประชุมสภากำกับอยู่ดังที่ ชวน หลีกภัย ประธานสภาเคยกล่าวเตือนกันไว้แล้ว และมีบทลงโทษหนักเสียด้วย นี่ทราบว่ามีการไปยื่นป.ป.ช. ตรวจสอบอีกทางด้วย
          “การจะออกคำสั่งเชิญผู้ใดตามพ.ร.บ.คำสั่งเรียก พ.ศ.2554 ต้องดูว่าเรื่องที่จะเชิญอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการตามข้อบังคับการประชุมสภาหรือไม่ เพราะกรรมาธิการมีหน้าที่ศึกษาและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ใช่ “สอบสวน”
“หาก พล.ต.อ.เสรีศุทธ์ ยังจะเชิญอีกต้องระมัดระวัง เพราะในมาตรา 5 พ.ร.บ.คำสั่งเรียกในส่วนของกมธ.เองนั้น มีกฎหมายเขียนบังคับไว้ว่าถ้าปฏิบัติหน้าที่หรือเชิญผู้ใดโดยมีเจตนาไม่สุจริต จะมีโทษทางอาญารุนแรง จำคุก 1-10 ปี สิ่งที่ พล.ต.อ.เสรีศุทธ์ ดำเนินการเรื่องนี้มาทั้งหมด ถ้าว่ากันตามกฎหมาย มิชอบโดยกฎหมาย” ประสาน หวังรัตนปราณี”  ผช.รมต. ประจำรองนายกฯ กล่าวเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน
          จบด้วยข้อกฎหมายเพื่อสื่อสารถึง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ได้สร้างเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่มาถึงตนเองแล้วครับ

3 บก.วิเคราะห์ประเด็นเมื่อภูมิใจไทย จับมืออนาคตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400825?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

3 บก.วิเคราะห์ประเด็นเมื่อภูมิใจไทย จับมืออนาคตใหม่

25 พฤศจิกายน 2562 – 21:30 น.
ภูมิใจไทย,อนาคตใหม่,รายการ 3 บก
เปิดอ่าน 42,490 ครั้ง

3 บก.วิเคราะห์ประเด็น เมื่อภูมิใจไทย จับมืออนาคตใหม่

รายการเนชั่นสุดสัปดาห์กับ 3 บก.ออกอากาศทุกวันเสาร์เวลาห้าโมงเย็นทางเนชั่นทีวีช่อง 22 “สมชาย มีเสน” ซีอีโอเครือเนชั่น ”วีระศักดิ์ พงษ์อักษร“ บรรณาธิการบริหาร นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และ ”บากบั่น บุญเลิศ“ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนสพ.ฐานเศรษฐกิจ ร่วมวิเคราะห์ประเด็น ”เมื่อภูมิใจไทยจับมืออนาคตใหม่”

อ่านข่าว…  มาดามเดียร์ ปัดครอบงำเนชั่นโจมตีภูมิใจไทย

    “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวทางการเมืองคือ การตัดสินคดีหุ้นสื่อ “วี-ลัค มีเดีย” ของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่พ้นความเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การเป็นพันธมิตรของฝ่ายค้านกับรัฐบาล และการรอ กกต.ประกาศวันเลือกตั้งซ่อมส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ตรงนี้มีนัยเช่นใดทางการเมือง

  “สมชาย” กล่าวว่า คดีของธนาธรที่สิ้นสุดแล้วตอนนี้คือหนึ่งคดี ที่ผ่านมา “พรรณิการ์ วานิช” โฆษกพรรคอนาคตใหม่ บอกทำนองว่าสื่อเครือเนชั่นใส่ร้ายพรรค แต่สิ่งที่พวกตนวิเคราะห์คือวันสมัครส.ส ธนาธรยังถือหุ้นสื่ออยู่ พวกตนวิเคราะห์ในมุมนี้เท่านั้น

สิ่งที่ธนาธรต่อสู้คดีนั้นศาลวินิจฉัยได้ครบถ้วนเพราะมีข้อพิรุธหลายเรื่องแต่ธนาธรไม่ยอมรับคำวินิจฉัยครั้งนี้ ผลกระทบที่จะตามมาคือ กกต.จะดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 151 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) ตรงนี้ กกต.เสนอศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ได้เพราะธนาธรคือหัวหน้าพรรคที่กระทำความผิดเอง ดังนั้นคนที่มาทำงานการเมืองต้องศึกษากฎหมายให้รอบคอบ

การที่ธนาธรฟ้องกกต.ทั้งเจ็ดว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในคดีหุ้นสื่อเพราะธนาธรระบุว่า กกต.ไม่รอความเห็นอนุกรรมการกกต.ที่ไต่สวนเรื่องนี้ให้ยุติก่อนแต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองกกต.แล้วว่าดำเนินการโดยชอบในคดีนี้และมีผลผูกพันทุกองค์กร ดังนั้นการฟ้องร้องกกต.ของธนาธรคงไม่มีผลและธนาธรจะโดนดาบสองของกกต.ด้วย

  “วีระศักดิ์” ประเมินว่าตรงนี้คือแผ่นดินไหวทางการเมืองเรื่องหนึ่งที่จะมีผลกระทบตามมาหลายด้าน

    “บากบั่น” กล่าวสรุปว่า แบบนี้ธนาธรต้องต่อสู้กันอีกหลายเรื่องจากผลของคดีนี้

  “บากบั่น” ตั้งประเด็นว่า ในอดีตฝ่ายค้านกับรัฐบาลมักศรศิลป์ไม่กินกัน แต่ตอนนี้เหมือนว่าพรรคอนาคตใหม่กับพรรคภูมิใจไทยจับมือกันทางการเมือง

 “สมชาย” กล่าวว่า สิ่งที่โฆษกอนาคตใหม่แถลงเกี่ยวกับการทำงานของเครือเนชั่นช่วงนั้น “อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแสดงความเห็นในโลกออนไลน์เชียร์การทำงานของโฆษกพรรคอนาคตใหม่

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยไปหารือกับโฆษกพรรคอนาคตใหม่แล้วต่อมาพรรคอนาคตใหม่แถลงพาดพิงเครือเนชั่นและวทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคพลังประชารัฐด้วย

สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่กล่าวหา วทันยาและคู่สมรส ว่าถือหุ้นในเครือเนชั่นนั้น ขอให้ตรวจสอบเอกสารจาก กลต.ด้วย และขอยืนยันว่าวทันยาไม่เคยมาบริหารเครือเนชั่น ฉะนั้นการแถลงข่าวของพรรคอนาคตใหม่ควรตรวจสอบก่อนไม่เช่นนั้นจะเป็นการกล่าวหาและต้องดำเนินคดีกัน ดังนั้นนักการเมืองควรตรวจสอบข้อมูลก่อนการแถลงข่าว

ทั้งสองพรรคมองว่าการทำงานของเครือเนชั่นนั้นเป็นศัตรู ดังนั้นทั้งสองพรรคจึงร่วมมือกันแม้จะอยู่คนละฝั่งทางการเมืองตอนนี้คนในรัฐบาลตั้งคำถามการจับมือของพรรคอนาคตใหม่กับพรรคภูมิใจไทย

และยังมีกรณีโฆษกพรรคอนาคตใหม่ชื่นชมสื่อบางแขนงที่เสนอข่าวเชียร์พรรคนี้แต่สื่อแขนงนั้น “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ” มารดาของธนาธรยังมีหุ้นในสื่อแขนงนี้รวมทั้งธนาธรก็เคยถือหุ้นสื่อแขนงนี้ด้วย

ในอดีตสมพรซื้อหุ้นนี้จาก “ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม” เกือบหมด เพราะมีคนใกล้ชิดสมพรไปซื้อหุ้นตัวนี้จากไพบูลย์ด้วย ตรงนี้กลต.ควรสอบสวนด้วยเพราะอาจมีความผิด

     “วีระศักดิ์” ตั้งคำถามว่าสิ่งที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยโพสต์เฟซบุ๊กหัวเรื่อง “ลงเรือลำเดียวกันต้องเชื่อฟังกัปตัน, โดนสุนัขบ้ากัดแล้วต้องตาย” หมายความว่าอะไร

 “บากบั่น” ประเมินว่าเป็นการสร้างวาทกรรมทางการเมือง หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอาจทราบกระแสข่าวบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองที่มีผลกับพรรคภูมิใจไทยในอนาคตจึงออกมาดำเนินการข้างต้น

    “สมชาย” กล่าวว่า บุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรีโพสต์แบบนี้สังคมวิจารณ์กันเยอะ

ขอย้ำว่าเครือเนชั่นจะต่อสู้กับคนที่คิดร้ายต่อประเทศและขอบคุณสังคมที่ให้กำลังใจเครือเนชั่น ตอนนี้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการทำงานของพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเยอะมาก

  “บากบั่น” ตั้งคำถามว่าแผ่นดินไหวทางการเมืองอีกหนึ่งเรื่องคือการเลือกตั้ง ซ่อม ส.ส. ขอนแก่น เขต 7 ตรงนี้จะมีผลอย่างไรทางการเมือง

   “สมชาย” ระบุว่าการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 “นวัธ เตาะเจริญสุข” อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย พ้นหน้าที่ไปแล้ว ดังนั้นน่าจะมีการเลือกตั้งวันที่ 22 ธันวาคม ตรงนี้มีผลทางการเมืองเพราะเรื่องเสียงปริ่มน้ำ

       “วีระศักดิ์” ประเมินว่า คราวนี้ฝ่ายค้านคือพรรคเพื่อไทยคงจับมือพรรคอนาคตใหม่ โดยพรรคเพื่อไทยน่าจะลงแข่งขัน แต่พรรคประชาชาติที่เป็นฝ่ายค้านก็จะแข่งขันในพื้นที่นี้ด้วย ตรงนี้ฝ่ายค้านน่าจะตัดคะแนนกัน

คู่แข่งหลักในเขตนี้คือพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐจะส่ง “สมศักดิ์ คุณเงิน” ลงสมัคร เพราะคราวที่แล้วแพ้พรรคเพื่อไทยไปสามพันกว่าคะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้นรอดูว่า “ธนิก มาสีพิทักษ์” จะชิงกับ “อดิศร เพียงเกษ” ว่าใครจะเป็นตัวแทนพรรคเพื่อไทย

อดิศรกับสมศักดิ์นั้นมีความสนิทกันมานานตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาและเล่นการเมืองมาพร้อมกัน แต่คราวนี้จะแข่งขันกันเอง

“สมชาย” กล่าวสรุปว่า ในเขตนี้พรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐคงแข่งขันกันหนักเพราะมีผลทางการเมือง

สังคมว่าไง..ลูกติดยาพ่อแม่ต้องรับผิดชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400849?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สังคมว่าไง..ลูกติดยาพ่อแม่ต้องรับผิดชอบ

25 พฤศจิกายน 2562 – 14:55 น.
สายตรวจระวังภัย,ยาเสพติด,พ่อ,แม่
เปิดอ่าน 1,135 ครั้ง

สังคมว่าไง..ลูกติดยาพ่อแม่ต้องรับผิดชอบ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หากถลำลึกไปติดยาเสพติดแน่นอนว่าจะมีโทษภัยตามมา เป็นภัยอันตรายต่อผู้อื่น ชุมชนและประเทศชาติ เพิ่มงบประมาณของประเทศในการป้องกันปราบปรามและบำบัดรักษา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลทุ่มงบปราบปรามยาเสพติดกว่า 5,200 ล้านบาทต่อปี แต่ก็ยัง “หยุดไม่อยู่” แนวทางหนึ่งที่ต้องนำมาทบทวนแก้ไข คือการเสนอปรับหลักสูตรบำบัดยาเสพติด “ลูกติดยาพ่อแม่ต้องเข้ารับการอบรมด้วย” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจากครอบครัวไม่ให้กลับมาเสพซ้ำ

อ่านข่าว…  แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง (บังคับบำบัด) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองไม้แดง จ.ชลบุรี (สมัครใจบำบัด) ว่าตัวเลขผู้ต้องขังในเรือนจำร้อยละ 80 เป็นผู้ต้องขังที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สะท้อนว่าเรายังไม่สามารถหยุดพฤติกรรมเสพยาได้โดยง่าย แม้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะมีหลักสูตรบำบัดผู้เสพยาเสพติด และแผนป้องกันยาเสพติดแพร่ระบาดในชุมชนหรือหมู่บ้าน ซึ่งได้ผลดีในบางพื้นที่ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการเก็บรวบรวมสถิติในการวัดผลผู้ที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูเพื่อนำไปพัฒนานโยบายและปรับปรุงวิธีปฏิบัติการบำบัดฟื้นฟูให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

“จากสถิติผู้ผ่านการบำบัดฟื้นฟูกลับมาเสพซ้ำและติดคุกมีอย่างน้อย 35 เปอร์เซ็นต์ ผมจึงมีแนวคิดว่านอกจากจะนำผู้เสพยาเสพติดเข้าสู่ระบบบำบัดฟื้นฟูแล้ว ควรนำพ่อแม่หรือผู้ปกครองผู้ที่ติดยาเข้าหลักสูตรให้ความรู้ด้วยหรือไม่ เพราะบางครอบครัวพ่อแม่ไม่ได้เอาใจใส่ลูก หรือบางครอบครัวตลอดทั้งปีได้เจอหน้าพูดคุยกับลูกไม่ถึง 2 วัน หากได้พบพูดคุยกันจะทำให้ครอบครัวมีความเข้าใจและห่วงใยกันมากขึ้น ไม่ปล่อยให้ลูกหลานกลับมาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีก จึงอยากให้สังคมร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่าจะตอบรับแนวคิดดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร” นายสมศักดิ์ ระบุ

รมว.ยุติธรรม อธิบายว่า ผู้ผลิตยาเสพติดมีการพัฒนาสูตรใหม่อยู่ตลอดเวลา เราก็ต้องมีหลักสูตรการบำบัดใหม่ๆ บ้าง ซึ่งรัฐบาลให้งบประมาณในการแก้ปัญหายาเสพติดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งหมด 5,200 ล้านบาทต่อปี เราก็ต้องใช้งบประมาณต่อสู้กับยาเสพติดให้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ระบบสมัครใจบำบัดมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูงเกือบ 100% เพราะจิตใจมุ่งมั่นที่จะเลิกยา แต่หน่วยงานของชุมชนก็ต้องร่วมแรงร่วมใจเป็นกำลังสำคัญในการช่วยผู้เสพบำบัดฟื้นฟูด้วย

การแก้ไขเด็กติดยาเสพติดสิ่งสำคัญคือต้องการกำลังใจจากผู้ปกครองและครูเป็นอย่างมาก ฉะนั้นผู้ปกครองและครูจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยเด็กให้หายจากการติดยาเสพติด การสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัว ประกอบกับการให้ความรักความเข้าใจแก่เด็กและเยาวชนบุตรหลานอย่างมีเหตุผลที่ถูกต้องเหมาะสม จะเป็นการป้องกันปัญหาการติดยาเสพติดได้..!!

ทางรอดเกษตรกรหลังแบนสารพิษ วิถีการผลิต ต้อง กล้าเปลี่ยน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400862?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางรอดเกษตรกรหลังแบนสารพิษ วิถีการผลิต ต้อง กล้าเปลี่ยน

25 พฤศจิกายน 2562 – 11:40 น.
เกษตรกร,แบนสารพิษ,พาราควอต,ไกลโฟเซต,คลอร์ไพริฟอส
เปิดอ่าน 615 ครั้ง

ทางรอดเกษตรกรหลังแบนสารพิษ วิถีการผลิต ต้อง กล้าเปลี่ยน

อีกไม่กี่วันที่ประเทศไทยจะปราศจาก 3 สารเคมีทางการเกษตร อันประกอบด้วย พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส อันเป็นผลมาจากมติในที่ประชุมของคณะกรรมกรรมการควบคุมวัตถุอันตราย ให้แบนสารเคมีอันตรายในกลุ่มดังกล่าว และยกเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป

อ่านข่าว…  แบนสารพิษ ‘สารทดแทน’ โผล่บุรีรัมย์

แน่นอนว่าภายหลังการสั่งห้ามจะส่งผลให้เกษตรกรไทยไม่สามารถใช้หรือครอบครอง 3 สารเคมีทางการเกษตรนี้ได้อีกต่อไป ซึ่งผู้ที่มีไว้ในครอบครอบจะต้องส่งคืนผู้นำเข้าเพื่อส่งคืนบริษัทผู้ผลิตหรือนำทำลายต่อไปไม่เช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมายและมีโทษหนัก

ทราบกันดีว่าเกษตรกรมีการใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตรเจ้าปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพมาอย่างอย่างแพร่หลายและยาวนาน โดยเฉพาะในกลุ่มพืชเศรษฐกิจ 6 ชนิด ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ซึ่งการแบนครั้งนี้หลายฝ่ายเกรงว่าเกษตรกรจะได้รับผลกระทบต้นทุนที่สูงขึ้นจากการที่ต้องใช้สารอื่นทดแทนและจะทำให้วิถีการทำเกษตรนั้นยุ่งยากจนทำให้ผลผลิตตกต่ำ

อย่างไรก็ตามมูลนิธิชีววิถีและเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ยืนยันว่ามีทางออกให้เกษตรกร ทั้งวิธีการและการนำเทคโนโลยีมาช่วยทดแทนเพื่อไม่ให้กระทบโดยเฉพาะการสนับสนุนทำเกษตรเกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางหลักที่จะทำให้สังคมไทยอยู่รอดทั้งคนกินและคนปลูก

ที่เวทีสัมมนา “เกษตรกรรมไทยหลังมติแบนพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส” จัดขึ้นที่ห้องศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ชั้น 2 กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีตัวอย่างการจัดการเกษตรโดยที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมีมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพร้อมเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรไทยในยุคไร้ 3 สารเคมี

ไฮไลท์สำคัญคือการเปลี่ยนมุมมอง วัชพืชไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นตัวช่วยทำเกษตรหากจัดการอย่างถูกวิธี ร่วมด้วยการจัดการระบบนิเวศใช้ธรรมชาติให้เป็นประโยชน์จึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีทำลาย

นายชนวน รัตนวราหะ อดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้บุกเบิกเกษตรกรรมยั่งยืนและขับเคลื่อน “วนเกษตร” ยืนยันว่าการใช้ยาฆ่าหญ้าไม่จำเป็นอีกต่อไป พร้อมทั้งยกตัวอย่างว่าในกระบวนการเกษตรมุ่งเน้นการปลูกพืชที่หลากหลายและพยายามรักษาสิ่งมีชีวิตให้เกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์เอื้อต่อพืชที่ปลูก เช่น การสร้างความชุ่มชื้น และบอกอีกว่าการใช้ยาฆ่าหญ้าอย่างพวกพาราควอต ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง แต่เป็นการสร้างปัญหาและปัญหาเกษตรก็เกิดจากมนุษย์ทั้งสิ้น

ชนวน รัตนวราหะ

ขณะเดียวกันอดีตรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรยังนำได้พระราชนิพนธ์ ร.6 มากล่าวเพื่อให้เห็นความสำคัญของวัชพืช “ดินดีเพราะหญ้าปรก ป่ารกเพราะเสือยัง เสือพีเพราะป่าบัง หญ้ายังเพราะดินดี”

ขณะที่โจน จันได เจ้าของสวนพันพรรณ บอกเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การทำเกษตรอินทรีย์มามากกว่า 20 ปี ว่าวัชพืชคือของดีเป็นเพื่อน ช่วยสร้างประโยชน์ควรเอาไว้ แต่ต้องจัดการร่วมกับธรรมชาติผ่านการสังเกตและทดลอง เช่น หญ้าคอมมิวนิสต์ที่ทุกคนกลัวกัน แต่ตนใช้ในการปรับสภาพดินจากดินที่แห้งแข็ง เป็นลูกรัง จนสามารถปลูกพืชได้มาจนทุกวันนี้ เช่นเดียวกับมัยลาภ ที่หลายคนบอกว่าแพร่ลุกลามเร็ว กำจัดและตายยาก แต่ถ้าสังเกตจะพบว่ามีอายุการตัดไม่เกิน 4 ครั้ง หลังจากนั้นมันจะตายไปเอง และระหว่างการตัดแต่ละครั้งนั้นเกษตรกรจะได้ปุ๋ยคลุมดินด้วย ดังนั้นอย่าขี้เกียจแล้วจะส่งผลดีต่อแปลงเกษตรของตัวเอง

ขณะที่วิถีชาวสวนผลไม้ที่เชื่อกันว่าต้องเก็บกวาดหญ้าหรือวัชพืชบริเวณโคนต้นผลไม้ให้เหี้ยนเตียนด้วยการใช้ยาฆ่าหญ้าจะช่วยทำให้ปุ๋ยลงไปบำรุงต้นผลไม้เร็วๆ ดังนั้นแต่ละปีชาวสวนผลไม้ใช้เงินไปไม่น้อยกับการกำจัดวัชพืช แต่ที่สวนบุญทวี จ.จันทบุรี ของกัลยา สำอาง กลับเปลี่ยนภาพที่เราคุ้นชิน เมื่อสวนผลไม้ของเธอปล่อยให้หญ้าและวัชพืชขึ้นรกไปหมด แต่มีการจัดการโดยตลอด

กัลยา มองว่าหญ้าไม่ใช่ศัตรู โดยบอกว่าที่สวนจะปล่อยให้หญ้าขึ้นรกไปหมด เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้ดิน ผลไม้ก็อุดมสมบูรณ์ แต่สวนคนที่ใช้ยาฆ่าหญ้า หน้าดินจะเสียเพราะความชื้นในดินหายไป และเมื่อสภาพอากาศแล้งทุกปีก็จะยิ่งส่งผลกระทบ ที่สวนบุญทวีกำจัดหญ้าด้วยการใช้เครื่องตัดหญ้าปีละ 3-4 ครั้ง ค่าจ้างประมาณ 4-5 หมื่นบาท อาจจะมองว่าต้นทุนสูงแต่ความคุ้มทุนต่างกันไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ และทำให้ผลผลิตมีชีวิต ซึ่ง 8 ปีแล้วที่สวนบุญทวีใช้หลักเกษตรอินทรีย์ในการผลิตผลไม้เนื้อที่ 40 ไร่ ด้วยแนวคิดของการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค

เช่นเดียวกับ กิตติวัฒน์ วสุรัฐเดชาพงศ์ ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนองสามวัง จ.ปทุมธานี ที่ผ่านประสบการณ์ชาวสวนมาหลายรูปแบบ จากพื้นที่การเกษตรที่เคยประกอบอาชีพกว่า 200 ไร่ แต่วันนี้เขาหันหลังให้เคมีมาทำสวนส้มอินทรีย์ด้วยพื้นที่เพียง 27 ไร่เท่านั้น

ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหนองสามวังรายนี้ชี้ให้เห็นว่าในอดีตมีการใช้เคมีในการเกษตรกันแพร่หลาย แต่ไม่มากเหมือนทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะเกษตรกรหลงเชื่อโฆษณาบริษัทปุ๋ย ยา ว่าจะได้ผลดี ทั้งๆ ที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ดินก็สูญเสียความสมบูรณ์ เมื่อดินแข็งไม่มีธาตุอาหารเกษตรกรก็ต้องเพิ่มปุ๋ยไปเรื่อยๆ ต้นทุนก็ยิ่งมากขึ้นๆ เขาใช้เวลา 4 ปีในการเปลี่ยนความคิดมาทำเกษตรอินทรีย์ ในที่สุดก็รู้ว่าดินดีเท่านั้นที่ทำให้ส้มอยู่ได้

ในกลุ่มเกษตรกรเคมียังมีความเชื่อที่ว่าลงทุนมากได้กลับคืนมาก แต่สำหรับอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด ศักดิ์ สมบุญโต ไม่เชื่ออย่างนั้น เพราะอดีตต้องหมดเงินไปกับการซื้อสารเคมีมากกว่า 10 ล้านบาท สำหรับใช้ภายในสวนสายศร จ.สระบุรี

ผู้ว่าฯ หัวใจเกษตรท่านนี้ เล่าให้ฟังถึงวิถีการผลิตในอดีตว่า เวลาฉีดพ่นยาอยู่ในสวนไม่ได้เลยเหม็นไปหมด แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาทำเกษตรแบบอินทรีย์มานานกว่า 25 ปี เปลี่ยนการปลูกพืชมาหลายชนิด สิ่งสำคัญคือเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ แต่ต้องไม่เปลี่ยนหลักการ ซึ่งหลักการคือต้องรู้ว่าอะไรเป็นโทษ อะไรเป็นประโยชน์ ต้องรู้จักวิธีจัดการมากกว่าการทำลาย เรียนรู้ธรรมชาติของพืชและศัตรูพืชแล้วจะช่วยให้การจัดการสวนทำได้ง่ายขึ้น

การจัดการระบบนิเวศภายในพื้นที่เกษตรกรรมเพียงแค่เรียนรู้และเข้าใจ มีวิธีจัดการที่เหมาะสม ให้ธรรมชาติอาศัยพึ่งพากัน และใช้ธรรมชาติที่ให้เป็นประโยชน์ สารเคมีก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป

ในส่วนของเครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กรนั้น พร้อมให้การช่วยเหลือและให้ความรู้ในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ เช่นเดียวกับการยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาล คือ 1.มาตรการทางการเงิน จัดตั้งกองทุนชดเชย เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในช่วงปรับเปลี่ยน รวมถึงจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการทำเกษตรกรรมยั่งยืน 2.มาตรการทางภาษี ให้มีการลดภาษีนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์การเกษตรที่เข้ามาทดแทนการใช้สารเคมี และส่งเสริมการพัฒนาเครื่องและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเกษตร 3.กำหนดมาตรการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง เช่น จัดตั้ง พ.ร.บ.ควบคุมสารเคมี โดยให้แยกออกจากพ.ร.บ.วัตถุอันตราย และจัดตั้ง พ.ร.บ.สนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืน

ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน เป็นหนึ่งในวันประวัติศาสตร์ของเกษตรอินทรีย์และเกษตรกรรมยั่งยืน เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติด้วยเสียงเอกฉันท์ 423 ต่อ 0 เห็นชอบรายงานและข้อเสนอของ “คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร” ยืนยันการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชความเสี่ยงสูง 3 ชนิด และเดินหน้าปรับเปลี่ยนประเทศไทยไปสู่การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 100% ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดภายในปี 2573 ซึ่งเป็นปีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ

การสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรเพื่อเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาครัฐต้องมีแนวทางและนโยบายรองรับ ขณะเดียวกันคงต้องทำงานหนักกันอีกหลายยกจนกว่าภาคเกษตรกรรมจะยั่งยืน