เรียนจบตกงานปัญหาระดับชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เรียนจบตกงานปัญหาระดับชาติ

25 พฤศจิกายน 2562 – 11:10 น.
ตกงาน,ปริญญาตรี,อ๊อด เทอร์โบ
เปิดอ่าน 1,313 ครั้ง

เรียนจบตกงานปัญหาระดับชาติ คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขณะที่รัฐบาลหรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรียืนยันว่าเศรษฐกิจดีและจะอยู่เป็นรัฐบาลยาวไปอีกนาน ‘ดับเครื่องชน’ มีเสียงตรงกันข้ามมาแจ้งให้ทราบให้พิจารณา นั่นคือมีปัญหาระดับชาติแล้วมีคนตกงานหรือว่างงานหรือพูดให้เสนาะหูว่าไม่มีงานทำกำลังสูงขึ้นในหลายๆ อย่าง

อ่านข่าว… สัญญาณอันตราย

โรงงานหลายแห่งปิดตัวลง ทำให้คนใช้แรงงานถูกลอยแพ หรือแม้กระทั่งคนเรียนจบปริญญาตรีก็ยังไม่มีงานทำ ที่เวลานี้คนจบ ป.ตรี ตกงานราวๆ 3 แสนกว่าคน

ในเดือนมีนาคม 2563 จะมีบัณฑิต ป.ตรี จบมาอีกกว่า 3 แสนคน ซึ่งเป็นปัญหาว่าคนเหล่านี้จะทำอย่างไร เรื่องนี้เราต้องช่วยกันเพราะปล่อยไว้จะเป็นปัญหาใหญ่ อย่าไปคิดว่าเก่งเสียอย่างไม่ตกงานเพราะคนธรรมดาๆ ไม่มีเส้นสายยังรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาล

          อย่าหลอกตัวเองว่าเศรษฐกิจดีหรือมองโลกสวยอย่างเดียวเพราะยังมีมุมมืดอีกมากซ่อนอยู่
อ๊อด เทอร์โบ


 ทำไมอเมริกาจึงยิ่งใหญ่
‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายที่อยากให้ทุกท่านได้อ่านจากคุณ “อำนาจ เท็กซัส” ซึ่งเป็นอีกมุมมองทัศนะหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับอเมริกาในฐานะคนไทยที่ตั้งรากฐานอยู่มานาน

เวลานี้เรากำลังชื่นชมจีน ซึ่งกรณีนี้ก็น่าเป็นเช่นนั้นเพราะจีนกำลังมาแรงในทุกด้าน มีความเจริญพัฒนามากมายเหลือเชื่อ

จึงขอให้พิจารณาข้อความต่อไปนี้ซึ่งน่าสนใจมากๆ
อ๊อด เทอร์โบ


 อเมริกากับอเมริกัน
 ต่างกันอย่างไร?

ผมอยากระบายความรู้สึกในบางอย่างในฐานะคนไทยที่ทำมาหากินอยู่อเมริกามาหลายสิบปีจนทุกวันนี้ก็ยังมีธุรกิจอยู่อเมริกา และมีทั้งพาสปอร์ตอเมริกากับพาสปอร์ตไทย แต่ขอบอกเลยว่าผมยังมีหัวใจเป็นคนไทย 100% นะครับ

เวลานี้จีนยิ่งใหญ่เป็นมหาอำนาจโลก มีความเจริญพุ่งขึ้นเทียบอเมริกาและต่อไปนี้เป็นมุมมองของผมเองเพราะคนไทยชอบจีนมากและหลายสิบ% ของเศรษฐี มหาเศรษฐี หรือใครต่อไปที่มีอำนาจบารมีต่างก็มีเชื้อสายจีน

คนไทยชอบด่าอเมริกาชมจีน ผมเคยขยายความไปว่าอเมริกากับอเมริกันมันไม่เหมือนกัน คนอเมริกันเป็นคนที่มีการศึกษาสูงและเรียนมาเพื่อรู้จริง ไม่เหมือนรสนิยมของคนไทยที่ต้องการส่งลูกเรียนเพื่อยกระดับ อเมริกาไม่มีดอกเตอร์ปลอม (ห้องแถว) และอเมริกาก็ไม่มีใครสนใจอยากเป็นดอกเตอร์ นอกจากแพทย์ เพราะฉะนั้นคนอเมริกันไม่ค่อยจะมีพวกขี้อวด ไม่รู้จะไปอวดใคร เพราะที่อเมริกานี่คนล้างส้วมกับเศรษฐีมีความทัดเทียมกัน คนวัดกันด้วยความดี ไม่เหลื่อมล้ำกัน ส่วนอเมริกาคือประเทศ มีรัฐบาลที่เลือกมาจากประชาชน รัฐบาลทำอะไรไม่ใช่ว่าคนอเมริกันจะมีความสุข บางคนที่ไม่ชอบก็มีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ ไม่เหมือนบ้านเราที่ยังขาดอิสรภาพในทางความคิด เรื่องบางอย่างต้องเก็บไว้ในใจ

กลับมาวิจารณ์กันเรื่องอเมริกาสักนิด อเมริกาคือประเทศที่เป็นผู้นำโลกเสรี พูดได้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งของโลก ไม่ใช่เพราะยุทโธปกรณ์และกำลังทหารอย่างเดียว อเมริกาสร้างความเป็นอเมริกันให้เข้มแข็ง ประชาชนเทิดทูนกองทัพของเขาอย่างจริงใจ การเป็นผู้นำโลกทำตัวยาก จะให้ทุกคนยอมรับหมดคงเป็นไปไม่ได้

ผมเชื่อว่ามันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่จะอยู่รวมกันได้ต้องมีผู้นำที่ต้องมีประสิทธิภาพ ผมมองไม่เห็นว่าถ้าไม่ใช่อเมริกาแล้วจะเป็นคนอื่นไปได้ ถ้าเมื่อไหร่ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโลกจะแตกล่มสลาย “เพราะอเมริกายิ่งใหญ่เพราะคนอเมริกัน”

ผมเปิดใจเขียนมาเพราะอยากให้เข้าใจและเข้าถึงว่าอะไรเป็นอะไรและอาจจะกระทบความรู้สึกบ้างเพราะเวลานี้เราต้องฟันธงตรงประเด็นไปเลย
อำนาจ เท็กซัส


 รีบไปดูดอกเก๊กฮวย
 บานสะพรั่งที่ อ.สะเมิง
(ผ่านไปยังผู้ชอบความสวยงาม) 

ผมเพิ่งกลับมาจาก อ.สะเมิง เมืองเชียงใหม่ครับ เพราะเพื่อนๆ บอกว่าเวลานี้ทุ่งดอกเก๊กฮวยกำลังฮิตมากเพราะแพร่กันในโลกโซเซียลจนมีคนไปกันมากมายจนคิดว่าต่อไปจะเป็นจุดเช็กอินเพราะปีหนึ่งทุ่งดอกเก๊กฮวยจะบานหนเดียวและที่แจ้งมานี้จะได้รีบไปกันเพราะจนถึงปลายเดือนนี้ก็หมดความสวยงามแล้ว

พรรคพวกผมส่งไลน์ข้อมูลมาน่าสนใจมาก และขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังเพราะเวลานี้คนชอบดูดอกไม้กันมาก เช่น ทุ่งดอกบัวตอง อ.ขุมยวม จ.แม่ฮ่องสอน ก็ดังนานแล้ว

อ.สะเมิง เชียงใหม่ นอกจากจะเป็นแหล่งปลูกสตรอเบอร์รี่แหล่งใหญ่ในประเทศแล้วยังเป็นแหล่งปลูกต้นเก๊กฮวยเพื่อเก็บดอกขายอีกด้วย แปลงดอกเก็กฮวยส่วนใหญ่ที่สะเมิงแม้จะปลูกมาเป็นเวลานานแล้วแต่เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเมื่อราว 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่บ้านอมลอง ต.แม่สาบ อ.สะเมิง มีทุ่งดอกเก๊กฮวยหลายแห่งให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชม

ดอกเก๊กฮวยจะมีความสวยงามส่งกลิ่นหอม โดยจะเริ่มเก็บดอกไปทีละแปลง ซึ่งในขณะนี้เป็นช่วงที่ดอกเก๊กฮวยที่บ้านอมลองกำลังบานสะพรั่งเต็มที่ โดยคาดว่าจะบานสวยไปถึงประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงราวๆ ต้นเดือนธันวาคม

ชมและถ่ายรูปกับดอกเก๊กฮวยควรไปในช่วงเช้าก่อน 10.00 น. หรือช่วงเย็น 16.00-17.00 น. เพราะช่วงกลางวันแดดจะค่อนข้างแรง นอกจากนั้นให้ระมัดระวังเพราะดอกเก๊กฮวยจะปลูกตามเนินเขาลาดชันอาจทำให้ลื่นล้มได้ รวมถึงนักท่องเที่ยวควรช่วยกันดูแลไม่เดินเหยียบย่่ำหรือนั่งทับต้น

สามารถใช้เส้นทางมายัง อ.สะเมิงได้ 2 เส้นทางคือ ทางหลวงหมายเลข 1096 อ.แม่ริม-อ.สะเมิง หรือทางหลวงหมายเลข 1269 อ.หางดง-อ.สะเมิง เมื่อมาถึงตัวอำเภอสะเมิงแล้วให้เลี้ยวขวาใช้เส้นทางสะเมิง-อมลอง (ทางหลวงชนบท 1349) ผ่านบ้านแม่สาบ บ้านแม่ขาน จนถึงทางแยกทางเข้าบ้านอมลอง ระยะทางราว 70 กม.

ผมชอบความสวยงามของธรรมชาติและขอแจ้งว่าชีวิตคนเราต้องหาความสุขใส่ตัวด้วยความพอเพียง จึงขอเป็นสื่อกลางแจ้งมาให้ไปเที่ยวกันและต้องขอบคุณเพื่อนๆ ที่แจ้งข้อมูลมา
มานะ ดอนเมือง


อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400835?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน

25 พฤศจิกายน 2562 – 10:35 น.
อุตสาหรกรม,เคมี,รู้ลึกกับจุฬาฯ
เปิดอ่าน 523 ครั้ง

อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

นับตั้งแต่การประกาศแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดล BCG (Bio, Circular, Green Economy) ของรัฐบาลไทยเมื่อปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐ พร้อมทั้งสถานศึกษาต่างๆ ได้ร่วมมือกันคิดค้นและพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมต่างๆ เพื่อเปลี่ยนประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ศ.ดร.สุวบุญ จิรชาญชัย คณบดีวิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจโมเดล BCG ของประเทศไทย แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการเกษตรและอาหาร ด้านสุขภาพและการแพทย์ ด้านพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ และด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ โดยเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้เป็นไปแนวทางชีวภาพ หมุนเวียนทรัพยากร

“การกลั่นทางเคมีชีวภาพหรือที่เรียกว่า Biorefinery เป็นกระบวนการที่คล้ายกับการกลั่นปิโตรเลียมที่ทำให้ได้พลังงานและสารปิโตรเคมีพื้นฐานแต่เป็นการนำพืชมาสกัดเพื่อพลังงานในรูปเอทานอล และเคมีชีวภาพเบื้องต้นในรูปของวงแหวนน้ำตาลที่จะนำไปสู่ชีวเคมีภัณฑ์ หรือโพลิเมอร์ พลาสติกต่างๆ” ศ.ดร.สุวบุญ กล่าว

แนวทางการพัฒนาพลังงานเคมีและวัสดุชีวภาพเริ่มต้นตั้งแต่ในปี 2548 ที่วิทยาลัยได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านพลาสติกสู่การเขียนแผนพัฒนาพลาสติกชีวภาพแตกสลายได้หรือที่เรียกว่า “พลาสติกชีวภาพ” ซึ่งยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทยให้แก่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

“เป็นการวิเคราะห์ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มของชีวมวล ยกตัวอย่างเช่น มีอ้อย 1 กิโลกรัมจะขายได้เงินแค่ 3 บาท แต่ถ้านำไปสกัดเป็นน้ำตาลจะได้ 20 บาท แต่ถ้านำไปแปลงเป็นชีวเคมีภัณฑ์ประเภทต่างๆ จะนำไปสู่มูลค่าเพิ่มระดับพันบาทต่อกิโลกรัมได้”

ขณะนี้วิทยาลัยได้ร่วมงานกับองค์กรในประเทศเนเธอร์แลนด์เพื่อศึกษาเชิงเปรียบเทียบถึงโครงการนำร่องที่จะตอบโจทย์แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในกลุ่มประเทศยุโรป แล้วจะประมวลเป็นรายงานส่งมอบให้แก่สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในขณะเดียวกันก็ร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศเนเธอร์แลนด์เร่งพัฒนาพลาสติกชนิดใหม่ ทดแทน Single Use Plastic หรือที่เรียกว่าพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง รวมถึงการพัฒนาโพลิเมอร์ชั้นสูงที่มีคุณสมบัติพิเศษเช่น โพลิเมอร์ดูดน้ำ โพลิเมอร์ที่ตอบสนองแสงได้ หรือต่อความเป็นกรด-ด่าง นอกเหนือจากพลาสติกที่ย่อยสลายได้

“ขณะนี้นวัตกรรมพลาสติกชีวภาพมาถึงระดับผลิตภัณฑ์แล้ว ซึ่งเราจะเห็นผลิตภัณฑ์จำพวกถุง แผ่นฟิล์ม จาน ถาด ช้อนส้อม ตะเกียบ เราพยายามสร้างนวัตกรรมจากเคมีชีวภัณฑ์ชนิดต่างๆ” ศ.ดร.สุวบุญ กล่าว

ความมุ่งมั่นขณะนี้คือความพยายามพัฒนาชีวมวล (Biomass) ให้เป็นวัสดุในระดับที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานทางเคมีนานาชนิดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของการผลิตพลาสติกในระดับอุตสาหกรรมและการอุปโภคบริโภคทั่วไป

อย่างไรก็ตามความท้าทายในการพัฒนาไปสู่ระดับการใช้งานจริงนั้นคือการลดต้นทุน

“สิ่งที่ต้องทำต่อคือการผลิตพลาสติกย่อยสลายได้ซึ่งผลิตจากเคมีชีวภาพยังมีราคาสูงกว่าพลาสติกปิโตรเคมี ทั่วไป 3-5 เท่า และคุณภาพโดยเฉพาะความเหนียวก็ยังสู้ไม่ได้ แต่เราเล็งเห็นว่าไทยมีอุตสาหกรรมแป้งที่เข้มแข็ง ก็มีแนวคิดว่าอาจจะต้องเติมแป้งลงในพลาสติกเพื่อให้ราคาลดลง พัฒนาแป้งให้มีความเหนียวมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่มีการพูดคุยกัน”

ศ.ดร.สุวบุญ ย้ำว่า ปัจจุบันสังคมไทยอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็วและการตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยในการพัฒนา Biorefinery จากชีวมวลที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ที่ครอบคลุมถึงเคมีภัณฑ์และพลาสติกชีวภาพด้วยตามนโยบายของรัฐด้วย

“เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะต้องมีโครงการที่ชี้แนวทางในอนาคต และมีความชัดเจน ซึ่งจะตอบโจทย์การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น วิทยาลัยปิโตรเลียมและเคมีจึงมีพันธกิจที่จะต้องสร้างแนวทางต้นแบบการใช้พลังงานชีวภาพ พลังงานแบบหมุนเวียน รวมถึงตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมให้สำเร็จ เพื่อให้โครงการ BCG เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป” ศ.ดร.สุวบุญ ทิ้งท้าย

แบนสารพิษ ‘สารทดแทน’ โผล่บุรีรัมย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400831?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แบนสารพิษ ‘สารทดแทน’ โผล่บุรีรัมย์

25 พฤศจิกายน 2562 – 09:40 น.
แบนสามสาร,สารพิษ,พาราควอต,di,กรมวิชาการเกษตร,สารทดแทน,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,849 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25 พ.ย.62

****************************

26 พฤศจิกายน 2562 สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย จะนำเกษตรกรแต่งชุดดำไปรวมตัวกันที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกร้องให้รัฐมนตรีเกษตรฯ รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพวกเขา และขอให้ทบทวนมติแบน สารพิษ ภายหลังคณะกรรมการวัตถุอันตราย ลงมติขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ ห้ามนำเข้า ส่งออก มีไว้ครอบครอง และมีผลบังคับใช้ ธันวาคม 2562

จะว่าไปแล้วหลังการแบนสารเคมีเกษตร มีผลกระทบตามมามากมาย และอาจเหนือความคาดหมายของผู้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็น “อลงกรณ์ พลบุตร” ไปเจอมาที่ไร่อ้อย จ.สุพรรณบุรี นั่นคือ “ชีวภัณฑ์จุลินทรีย์” กำจัดวัชพืชที่ยังไม่ได้ผ่านการทดสอบ ขั้นตอน

อลงกรณ์ พลบุตร

ชีวภัณฑ์สารทดแทนที่จะมาแทน “สารพิษ” นั้น อลงกรณ์บอกว่า เป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากและมีข่าวลือกระพือโหมยิ่งกว่าไฟไหม้ป่าอ้อยว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับสารทดแทนด้วย

ปริศนาจุลินทรีย์?

ย้อนไปเมื่อ อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เฉลิมชัย ศรีอ่อนโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2562 ได้ตั้งสเตตัสไว้ว่า “เรื่องสารชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชแทน สารอันตราย”

อลงกรณ์ต้องเดินทางไปสุพรรณบุรี เพราะมีคนบอกว่าชาวไร่อ้อยใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชได้ผลดี 

เรื่องสารชีวภัณฑ์เป็นประเด็นอ่อนไหวมาก มีบวกลบตลอด ผมไปดูมาที่สุพรรณบุรียังโดนวิจารณ์ ซึ่งก็ชี้แจงไปแล้ว จึงเข้าใจว่าอ่อนไหวมากแค่ไหน รวมทั้งมีการโยงไปถึงบริษัทผู้ผลิตกับตระกูลนักการเมืองใหญ่ในภาคอีสาน เป็นประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งถ้าพูดอย่างแฟร์คือ ถ้ามีอิทธิพลการเมืองเกี่ยวข้องจริงคงได้ขึ้นทะเบียนไปแล้ว..”

สิ่งที่อลงกรณ์พบในไร่อ้อย

สิ่งที่อลงกรณ์ไปพบในไร่อ้อยคือขวดที่บรรจุสารชีวภัณฑ์ “จุลินทรีย์อนุพันธ์” ซึ่งได้สอบถามจากนักวิจัยอิสระจึงทราบว่า สารชีวภัณฑ์นี้ขึ้นทะเบียนไม่ได้เพราะใช้จุลินทรีย์อนุพันธ์ และห้ามโฆษณาถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียน

ถัดจากวันนั้นมีสำนักข่าวออนไลน์รวมถึงช่องไทยพีบีเอส ได้แกะรอยจากสลากข้างขวดบรรจุสารชีวภัณฑ์จุลินทรีย์ และพบร่องรอยที่เชื่อมโยงถึงตระกูลการเมือง 

ที่แน่ๆ คนบุรีรัมย์รู้ดีที่สุด เพราะสินค้าสารชีวภัณฑ์ยี่ห้อนี้มีการจัดอีเวนท์บ่อยครั้งจนได้ชื่อว่างานเกษตรกรรมเซราะกราวก้าวหน้า

สินเกษตรบุรีรัมย์

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 เว็บไซต์ banmuang.co.th ได้เสนอข่าวการแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงของบริษัทสินเกษตร กรุ๊ป จำกัด กรณีมีข่าวการผลิตสารทดแทน PICO เพื่อทดแทน สารเคมีพิษ

บุญชญดา คงนันทะ” ประธานบริษัท สินเกษตร กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ธรรมชาติสกัดเข้มข้นเพื่อใช้ในการเกษตรแบบปลอดสารพิษ ก่อตั้งเมื่อปี 2559 มีโรงงานตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ 

สินเกษตรบุรีรัมย์

สินเกษตรต้องการเป็นผู้นำในการจัดจำหน่ายจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นออร์แกนิกแท้ 100% มีความปลอดภัยสูงต่อทั้งตัวเกษตรกรผู้ใช้รวมถึงไม่มีสารเคมีอันตรายปนเปื้อนในผลผลิตที่จะเป็นอันตรายถึงผู้บริโภค และยังสามารถย่อยสลายตัวเองได้ตามธรรมชาติ

แปลกแต่จริงหลังมีข่าวดังกล่าวแพร่สะพัดไปแฟนเพจเฟซบุ๊ก “PICO นวัตกรรมจุลินทรีย์เพื่อการเกษตรอินทรีย์” ปลิวหายไปทันทีทันใด

เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น

ในรายงานพิเศษเรื่องสารทดแทนนั้น ไทยพีบีเอสตรวจสอบกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทสินเกษตร มีนามสกุล “นพดลธิยากูล” เชื่อมโยงกับข้อมูลในหนังสือบริคณห์สนธิจัดตั้งบริษัท เชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น จำกัด ก็ทราบว่าตระกูลนี้ได้ทำธุรกิจร่วม “คะแนน สุภา” ประธานกรรมการบริษัทเชียงใหม่ฯ

ดังที่ทราบกันเจ้าของบริษัทเชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น เป็นบิดา “กรุณา ชิดชอบ” และพ่อตา “เนวิน ชิดชอบ”

การทดสอบฉีดสารชีวภัณฑ์

ประเด็นนี้ บุญชญดา คงนันทะ ประธานบริษัท สินเกษตร กรุ๊ป ได้อธิบายว่าบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทเชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น จำกัด แต่อย่างใด 

เหนืออื่นใด ปัณจวัฒน์ นพดลธิยากูล กรรมการบริษัทสินเกษตรฯ เป็นเพียงหลานของมานพ นพดลธิยากูล กรรมการบริษัทเชียงใหม่ฯ มิได้มีความเกี่ยวโยงในด้านธุรกิจของมานพ และการดำเนินธุรกิจมิได้มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใดๆ ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน

เมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ แบนสารพิษไปแล้วแต่สารทดแทนยังเละเป็นโจ๊ก กรมวิชาการเกษตรจะว่ายังไง?

สู้วิกฤติแล้งปี63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้วิกฤติแล้งปี63

25 พฤศจิกายน 2562 – 08:40 น.
สู้วิกฤติแล้งปี63
เปิดอ่าน 622 ครั้ง

สู้วิกฤติแล้งปี63 บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2562

แม้ประเทศไทยจะอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ตาม แต่ด้วยสภาวะอากาศโลกที่แปรปรวนทำให้ฤดูต่างๆ มีความคลาดเคลื่อนและด้วยความที่ประเทศไทยเราอยู่ในโซนร้อนชื้นจึงประสบปัญหาภัยแล้งติดต่อกันมาหลายปี ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยในพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆ หลายแห่งอยู่ในเกณฑ์น้อย บางแห่งสามารถสนับสนุนน้ำได้เฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่านั้น จึงมีคำสั่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำแผนการจัดสรรน้ำ การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง และการวางแผนการเพาะ ปลูกพืชฤดูแล้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ พร้อมเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนให้มากที่สุด

อ่านข่าว…  ผู้ว่าเดือด ตั้งทีมปราบโกงงบภัยแล้ง 200 ล้านบาท

หากจะว่าไปแนวทางในการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักที่มีอยู่ขณะนี้ เพียงพอที่จะสนับสนุนเฉพาะการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และไม้ผลไม้ยืนต้น เท่านั้น จึงมีการกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการน้ำ โดยกำหนดให้ประตูระบายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำต่างๆ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เปิดรับน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภคเป็นครั้งคราว สำหรับลำน้ำหรือคลองส่งน้ำให้รับน้ำเข้าในเกณฑ์ต่ำสุดเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำเท่าที่มีความจำเป็น พร้อมทั้งขอความร่วมมือไม่ให้ปิดกั้นหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก โดยให้ยึดตามปฏิทินการสูบน้ำที่กรมชลประทานวางแผนรอบเวรการสูบน้ำไว้แล้ว ส่วนสถานีสูบน้ำของการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่น สามารถทำการสูบน้ำได้ตามปกติ

ขณะเดียวกันสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. ก็มีการประชุมร่วมกับ 25 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือภัยแล้งปี 2562/63 ที่คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นช่วงกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม 2563 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการจัดสรรน้ำและระบายน้ำของแหล่งน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางเป็นรายสัปดาห์ จากปัจจุบันที่พบว่าการระบายน้ำเกินแผนแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่มอก เขื่อนกิ่วคอหมา และเขื่อนกระเสียว จึงต้องปรับแผนการใช้น้ำพร้อมทั้งดำเนินการร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อสำรองน้ำเพิ่มเติม รวมทั้งประสานกระทรวงสาธารณสุขสำรวจพื้นที่ให้บริการต่างๆ โดยประสานกับหน่วยบริการจ่ายน้ำ เพื่อให้ได้ข้อมูลโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่มีความเสี่ยงขาดน้ำในฤดูแล้ง 38 จังหวัด เพื่อวางมาตรการป้องกันโดยเร่งด่วนด้วย

         ตลอดหลายปีที่ผ่านมาภาวะภัยแล้งและน้ำท่วมกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกรัฐบาลต่างทุ่มงบประมาณจำนวนมากเข้ามาแก้ไขและเยียวยาประชาชนผู้ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาล คสช.ได้มีการจัดตั้งสทนช.ขึ้นมาดำเนินงานตามภารกิจด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาและวางรากฐานงานด้านน้ำของประเทศอย่างเป็นเอกภาพทำหน้าที่บูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในแต่ละเขตลุ่มน้ำ ให้มีเสถียรภาพมั่นคงและยั่งยืน ที่สำคัญการแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้ถูกบรรจุไว้ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลปัจจุบันดังนั้นภาวะภัยแล้งที่กำลังจะก่อตัวนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงการทำงานในทุกระดับทุกภาคส่วนให้เกิดการบูรณาการในทุกด้านทั้งข้อมูล แผนงาน โครงสร้าง งบประมาณอย่างรัดกุมเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเพียงพอไม่ขาดแคลนรวมทั้งเกิดผลกระทบน้อยที่สุด

ภูเก็ตที่แรกผุด อส.ท่องเที่ยว เพิ่มความปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400404?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ภูเก็ตที่แรกผุด อส.ท่องเที่ยว เพิ่มความปลอดภัย

22 พฤศจิกายน 2562 – 14:40 น.
สายตรวจระวังภัย,อสท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 356 ครั้ง

ภูเก็ตที่แรกผุด อส.ท่องเที่ยว เพิ่มความปลอดภัย คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

จ.ภูเก็ต เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศ แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาตินิยมเดินทางมาเยี่ยมเยือนจำนวนมาก นอกจากความประทับใจด้านการบริการและสถานที่ที่สวยงามแล้ว สิ่งสำคัญคือภาพลักษณ์ที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขณะที่ลำพังกำลังตำรวจฝ่ายเดียวคงดูแลได้ไม่ทั่วถึง

อ่านข่าว…  แก้ปัญหายาเสพติด..ลำพังไทยเอาไม่อยู่

ด้วยเหตุนี้ จ.ภูเก็ต จึงผุดไอเดียเปิดโครงการ “อส.ท่องเที่ยว” นำร่องจังหวัดแรกของประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด โดยมี นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะผู้บังคับการกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต (อส.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต พร้อมปล่อยขบวน “รถจักรยานสายตรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต” เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่เทศบาลนครภูเก็ต

นายภัคพงศ์ บอกว่า จ.ภูเก็ต มีความโดดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยวระดับโลก ทั้งทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เสริมสร้างสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดภูเก็ตและประเทศในทางที่ดี เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีความมั่นใจด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญสำหรับการพัฒนา จ.ภูเก็ต สู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวสากล ดังนั้น “อส.ท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นชุดสายตรวจจักรยานจะเป็นอีกจุดเด่นที่นักท่องเที่ยวมีความประทับใจ มั่นใจการท่องเที่ยวในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และจะเป็นส่วนหนึ่งที่ใกล้ชิดประชาชนกับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวมีความประทับใจเพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายอนุพงษ์ วาวงศ์มูล ปลัดจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า กำลังพลสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเป็นกองกำลังฝ่ายปกครองที่มีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ด้านต่างๆ รวมทั้งมีทักษะในการปฏิบัติหน้าที่ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ซึ่ง จ.ภูเก็ต มีวิสัยทัศน์มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัย สู่การพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ มุ่งสร้างความมั่นคงและเสริมสร้างระบบมาตรฐานความปลอดภัยในการรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว เพื่อร่วมขับเคลื่อนภาคธุรกิจการท่องเที่ยว

“การดำเนินการตามมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จะต้องมีศักยภาพและประสิทธิภาพในการเข้าถึงการให้บริการของประชาชนเพื่อรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อย กองบังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต จึงได้จัดทำโครงการ “อส.ท่องเที่ยว” โดยเริ่มต้นเพียง 35 นาย ซึ่งถือเป็นการนำร่องเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทย ด้วยการแต่งกายเครื่องแบบสากลเหมาะกับการปั่นจักรยาน รวมทั้งมีการฝึกทักษะด้านการติดต่อสื่อสาร และทักษะยุทธวิธีในการปฏิบัติหน้าที่ เน้นการดำเนินงานในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ บริเวณชายหาด แหล่งวัฒนธรรมหรือพื้นที่ต่างๆ ตามความเหมาะสม” นายอนุพงษ์ กล่าว

เชื่อว่าการปฏิบัติงานของ “อส.ท่องเที่ยว” จะไม่เพียงแค่เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต แต่หมายถึงความเชื่อมั่นของประเทศไทยอีกด้วย..

ถ้าศาลเชื่อ ธนาธร จะเกิดอะไรตามมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400402?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถ้าศาลเชื่อ ธนาธร จะเกิดอะไรตามมา

22 พฤศจิกายน 2562 – 13:35 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ศาลรัฐธรรมนูญ
เปิดอ่าน 1,458 ครั้ง

ถ้าศาลเชื่อ ธนาธร จะเกิดอะไรตามมา

มีควันหลงจากคดีถือครองหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายธนาธรยังถือหุ้นสื่ออยู่ ณ วันสมัครรับเลือกตั้ง จึงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ต้องพ้นจากสมาชิกภาพการเป็นส.ส.นั้น เจ้าตัวก็ออกมาโต้ทันที 3-4 ข้อตามที่เป็นข่าวไปแล้ว

อ่านข่าว…  เปิด 3 แนววินิจฉัยร้อน ธนาธร รอด-ไม่รอด 

ประเด็นหลักๆ ที่นายธนาธรออกมาตอบโต้ ซึ่งก็เคยพูดมาแล้วหลายครั้ง ก็เช่น การโอนหุ้นสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ปี 2562 แล้ว ส่วนการจดแจ้งรายการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หรือ บอจ.5 ล่าช้านั้น เป็นเรื่องปกติ ในอดีตก็เคยทำ

ขณะที่บริษัท วี-ลัค มีเดีย ก็ปิดกิจการ เลิกจ้างพนักงานไปหมดแล้ว ไม่ได้ตีพิมพ์นิตยสารแล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีสภาพเป็นสื่อแม้จะยังไม่ได้จดแจ้ง “ยกเลิกการพิมพ์” ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ก็ตาม

เหตุผลลักษณะนี้ฟังเผินๆ ก็คงเคลิ้ม คล้ายๆ กับการไม่รีบนำเช็คไปขึ้นเงิน เพราะไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ภรรยานำเช็คไปขึ้นช้า ไม่ใช้คนอื่นไปขึ้นแทน ก็เป็นเรื่องในครอบครัวผม (ศาลยุ่งอะไร? ทำนองนั้น)

 จากประเด็นตอบโต้ของนายธนาธร มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ถ้าศาลเชื่อนายธนาธร จะเกิดอะไรขึ้นตามมา

ข้อแรก สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ คือ คดีที่บรรดา ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านถูกร้องว่าถือครองหุ้นสื่อ ศาลไม่ต้องรับพิจารณาหรือตัดสินเลย เพราะทุกคนจะสามารถทำเอกสารการโอนหุ้นย้อนหลัง ว่าได้โอนหุ้นไปหมดแล้วตั้งแต่ก่อนสมัครรับเลือกตั้ง มีเช็คสั่งจ่ายเป็นค่าหุ้นด้วยแต่ยังไม่นำไปขึ้นเงินเพราะยังไม่ว่างและไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

ข้อสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1129 ซึ่งรับรองว่าการโอนหุ้นนั้น แค่ทำบันทึกโอนกัน มีการลงนามระหว่างผู้โอน ผู้รับโอน และพยาน ก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว แต่ใช้อ้างยันกับบุคคลภายนอกไม่ได้ กฎหมายมาตรานี้จะไม่มีผลอะไรเลย เพราะหากโอนหุ้นแบบรู้กัน 2 คน หรือ 3 คนรวมพยาน แล้วอ้างยันกับบุคคลภายนอกได้ ก็ไม่ต้องมีกฎหมายมาตรานี้

แต่คำถามคือทางการ หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นจากไหน อย่างไร ที่สำคัญการสมัครรับเลือกตั้งต้องการใช้ “เอกสารมหาชน” คือหลักฐานที่ต้องอ้างยันกับคนภายนอกได้ มิฉะนั้น กกต.จะใช้มาตรฐานอะไรในการตรวจสอบ

ด้วยเหตุนี้ถ้าศาลเชื่อนายธนาธรว่าการโอนหุ้นมีผลทันทีเมื่อโอนตามที่อ้าง คือวันที่ 8 มกราคม ปี 2562 โดยไม่จำเป็นต้องไปจดแจ้ง หรือไม่ต้องมีหลักฐานทางราชการตรวจสอบ ต่อไปก็ไม่ต้องมีเงื่อนไขหรือลักษณะต้องห้ามเรื่องนี้ในการสมัครรับเลือกตั้ง เพราะกกต.ไม่รู้จะตรวจสอบจากอะไร หากสงสัย และถามไปยังผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้สมัครก็อาจไปทำเอกสารย้อนหลังได้ว่าโอนแล้วตั้งแต่วันนั้นวันนี้

ข้อสังเกตในทางกฎหมายเพื่ออธิบายเรื่องนี้ก็คือใบหุ้น คือ “สิทธิเรียกร้อง” เป็นบุคคลสิทธิ์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รับรองว่าแค่ทำบันทึกโอนกันก็สมบูรณ์แล้วก็จริง แต่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา ใช้อ้างยันกับคนนอกไม่ได้ ฉะนั้นการจะไปอ้างยันกับคนนอกต้องใช้ “เอกสารมหาชน” เท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือการตรวจสอบของทางราชการ หรือหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ ต้องใช้มาตรฐานหรือกติกาตามที่กำหนดไว้ ถ้าอ้างเหตุผลเรื่องความชอบ-ไม่ชอบ หรือรสนิยมการลงทุน แล้วนำมาอ้าง เหมือนที่นายธนาธรพูด หน่วยงานตรวจสอบย่อมไม่มีหลักในการตรวจสอบ

สมมุติง่ายๆ กฎหมายห้ามขับรถฝ่าไฟแดง ถ้าตำรวจต้องฟังเหตุผลคนที่ขับฝ่าไฟแดงทุกคนก่อนถึงจะลงโทษปรับได้ สุดท้ายก็จะไม่มีทางลงโทษปรับใครได้เลย เพราะทุกคนก็จะมีเหตุผลร้อยแปดในการกระทำผิดกฎหมาย หรือละเมิดกฎหมาย

แต่แน่นอนว่า “ข้อยกเว้น” บางประการก็ต้องมี เช่น รถพยาบาล สามารถฝ่าไฟแดงได้ขณะพาผู้ป่วยฉุกเฉินส่งโรงพยาบาล แต่นั่นต้องเป็น “กติกา” ที่ตกลงร่วมกัน และทุกคนรับรู้ตรงกันก่อน ไม่ใช่รู้กันแค่ 2 คน หรือคนในครอบครัว แล้วจะนำมาอ้างกับบุคคลอื่น

p18

อนาคตใหม่ กับจังหวะในวันนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400400?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคตใหม่ กับจังหวะในวันนี้

22 พฤศจิกายน 2562 – 10:50 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
เปิดอ่าน 1,432 ครั้ง

อนาคตใหม่ กับจังหวะในวันนี้ โดย…   ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

รู้กันหมดบางแล้วว่าคดีถือหุ้นสื่อของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น ส่งผลให้เสี่ยเอกหลุดเก้าอี้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และนำไปสู่การฟ้องคดีใหม่เพิ่ม

อ่านข่าว…  อาฟเตอร์ช็อก อนาคตใหม่

“จากนี้ยังทำงานต่อในฐานะหัวหน้าพรรค ยังรณรงค์การแก้ไขรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.การเกณฑ์ทหาร ในอนาคตคิดว่าจะได้กลับมาเป็น ส.ส.อีก ส่วนคดีอื่นอย่าไปกังวล ยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ และให้ประชาชนตัดสินเรื่องนี้เอง”

   คือคำพูดของเสี่ยเอก
“ธนาธร” พ้นสมาชิกภาพ​ ส.ส.ตั้งแต่​ 23​ พฤษภาคม 2562​
แต่​ “ไม่ได้ถูกตัดสิทธิทางการเมือง” ส่งผลให้
– ยังเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
– ลงสมัครรับเลือกตั้ง​ ส.ส.ครั้งต่อไปได้
– ลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นได้​
– ยังมีสิทธิในการชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่สิทธิเหล่านี้จะยังอยู่กับเสี่ยเอกต่อหรือไม่? ควรพินิจว่าอรรถคดีที่แกนนำและพรรคสีส้มเผชิญนั้นน่าจะมากกว่า 25 คดีแล้ว ในช่วงนี้แต่คีย์แมนอนค.ยักไหล่ไม่ยี่หระเพราะหลากคำพูดของเสี่ยเอกที่ยังประกาศลุยต่อบนสนามการเมืองเหมือนยังเลี้ยงกระแสกองเชียร์มิให้หมดหวัง

แปลความว่า อนค.พร้อมลุยจนวาระสุดท้ายและยังขยับการเมืองนอกสภาเพื่อเลี้ยงกระแสค้านลุงตู่

หากวันข้างหน้าอนค.จะไร้ชื่อในสารบบการเมืองไทย แต่พรรคใหม่ที่เกิดขึ้นจิตวิญญาณของชาวสีส้มก็ยังจะติดตามไปสถิต

เพราะตอนนี้น้ำหนักของการมองเกมยุบพรรคตามมาเป็นดาบสองที่หลายคนฟันธงแล้วว่าเกมนี้จะออกหัวหรือก้อย !

และเชื่อว่าจากนี้ไปหากกระแสการเตรียมพิจารณาคดียุบพรรคบังเกิด ขุนพลของ อนค.จะทยอยออกมาปูพรมเลี้ยงกระแสเพื่อแสดงทัศนคติในมุมของตัวเองสู่สังคม !

แต่หากพินิจดีๆ จะพบว่า แนวทางการต่อสู้คดีความต่างๆ รวมทั้งจังหวะก้าวทางการเมืองของพรรคสีส้มนั้น มันคล้ายผิดจังหวะจะโคน

และพลาดง่ายๆ แบบไม่ควรพลาดในฐานะมืออาชีพ

แม้แกนนำชาวสีส้มจะออกมาให้ข่าวกับสังคมในมุมไม่เห็นด้วยหลากด้านกับสิ่งที่ อนค.ประสบ แต่เมื่อการต่อสู้คดี วี-ลัค มีเดีย ของเสี่ยเอกยุติลงด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้วนั้น ก็กระจ่างในหลายแง่มุมแล้วสำหรับกรณีนี้

หากอนค.จะแสดงความไม่เห็นด้วย แต่ชาวอนค.ต้องเคารพการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะสิทธิในการพิสูจน์ตัวเองของเสี่ยเอกในคดีนี้ได้ใช้ไปแล้ว

เกมดื้อแพ่งแบบหัวชนฝาจะให้ผลเช่นใด ?

แกนนำฝ่ายค้านบางพรรคมองว่า อนค.เป็นพรรคใหม่ที่แทบไร้คนการเมืองรุ่นเก๋าที่รู้จักจังหวะจะโคนในการเดินหมากการเมือง

 ดังนั้นการเคลื่อนเกมจึงล้ำหน้าไปหลายช็อต !

เพราะเลือดหนุ่มสาวที่ยังร้อนแรงและหวังที่จะเปลี่ยนการเมืองได้ดั่งใจนึกด้วยการทำงานในนามพรรคและส.ส.ต่อสู้ในรัฐสภา

แต่เมื่อออกตัวแรงเช่นนี้ก็เหมือนเป็นหอกกลับมาทิ่มแทงตัวเองหลายวาระเพราะจังหวะที่พลาดไป

หลายคนในเวทีการเมืองมองว่า อนค.เมื่อไร้มวยใหญ่ที่มีชั่วโมงบินทางการเมืองมาประคองก็ย่อมหลงทิศทางไปบ้าง และกว่าจะตั้งลำได้ บางครั้งก็เสียรังวัดไปแล้วและกลับลำได้ยากยิ่ง

และหลายคราวก็ทำให้อาการเจ็บตัวแบบไม่สมควรเกิดขึ้น

ดังนั้นเรื่องแบบนี้มวยใหญ่จำเป็นสำหรับการเมืองไทยที่ต้องอ่านทิศทางลม

ในเมื่อแกนนำชาวสีส้มยังไม่เปลี่ยนแนวทางการลุยสนามการเมือง ดังนั้นคงเดาไม่ยากว่า จากนี้ไป อนค.จะตัองเผชิญอะไรบ้าง ?

‘เสรี’ เคลิ้ม แดงหลงโรง เชิดชน ‘ลุงตู่’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400392?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘เสรี’ เคลิ้ม แดงหลงโรง เชิดชน ‘ลุงตู่’

22 พฤศจิกายน 2562 – 10:30 น.
วีรบุรุษนาแก,เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเ,พรรคเสรีรวมไทย,นปช,นปช,คนเสื้อแดง,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ
เปิดอ่าน 26,733 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 พ.ย.62

******************************

งานครบรอบ 1 ปี พรรคพลังปวงชนไทย ที่หอประชุมใหญ่ ชั้น 5 อาคาร 2 เทศบาลนครนนทบุรี ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 มีความคึกคักตามสมควร แม้จะเป็นพรรค 1 เสียง แต่ก็มีค่ามีราคา เพราะ บิ๊กตุ้ย” พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร นั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษาพรรค

แกนนำ 7 พรรคฝ่ายค้านมาร่วมงานครบ นำโดย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ที่ป๊อปปูลาร์ที่สุดในงานคืนนั้น กลับเป็น “ตู่ใหญ่” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

การขึ้นกล่าวอวยพรพรรคพลังปวงชนไทยของ “เสรีพิศุทธ์” ได้รับความสนใจจากคนทั้งงาน และมีเสียงปรบมือเป็นระยะๆ ซึ่งต้องยอมรับว่า ช่วงหาเสียง พรรคเสรีรวมไทยก็มีเป้าหมายขอคะแนนจากคนเสื้อแดง เช่นเดียวกับพลังปวงชนไทย

 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ขวัญใจเสื้อแดง

บิ๊กตุ้ย” ไม่เกี่ยวทักษิณ

หลายคนอาจเข้าใจว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทบ.และอดีต ผบ.ทสส. เป็นเจ้าของพรรคตัวจริง และนามสกุล “ชินวัตร” อาจผูกโยงไปถึงคนชื่อ “ทักษิณ” ซึ่งคนวงในเสื้อแดงบอกว่า บิ๊กตุ้ยก็แค่ผู้อาวุโสที่ถูกเชิญมานั่งเป็นที่ปรึกษา

พล.อ.ชัยสิทธิ์ กับเอฟซีแดงอาวุโส

ตัวจริงเสียงจริงของพรรคพลังปวงชนไทย ชื่อ นิคม บุญวิเศษ” แห่งอาณาจักรธุรกิจบริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัด, บริษัท บุญวิเศษ อินเตอร์ จำกัด และบริษัท เอ็น.ดี.เฮิร์บ จำกัด ขายสมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นหลัก

ก่อนจะพาตัวเองสู่การเมืองท้องถนน ช่วงปี 2554-2557 นิคมเป็นประธานสภาผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ไทย (สววท.) และประธานสภาการแท็กซี่ มหาชน

หลังรัฐประหาร 2557 นิคมกลับมาทำทีวีดาวเทียมในนาม “เอ็นบี ทีวี” ขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ยาแคปซูลสมุนไพรตรา เอ็น.ดี.เหมือนเดิม พร้อมกับการคิดก่อการตั้งพรรคการเมือง เข้าสู่การเมืองระบบรัฐสภา

เพราะเจ้าของพรรคขายสินค้าหน้าจอทีวี จึงมีคนแซวพรรคนี้เป็น “พรรคสมุนไพร”

ฐานรากคือเสื้อแดง

“นิคม บุญวิเศษ” มีมือทำงานการเมืองชื่อ “พันธุ์ศักดิ์ ซาบุ” ซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีวิทยุชุมชนคนรักไทย 95.25 เมกะเฮิร์ตซ โดยมี ชินวัฒน์ หาบุญพาด เป็นเจ้าของสถานีวิทยุแห่งนี้

ปี 2554 นิคม ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม “โฟร์แชนแนล” หรือ ช่อง ทีวีเพื่อประชาชน ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่ตลาด อ.ต.ก.3 นนทบุรี พร้อมกับดึงพันธ์ศักดิ์ ซาบุ และ “ชัช ทีโอที” หรือ ชัชวาลย์ กาญจนหุต อดีตนักเตะทีมชาติไทย มาปักหลักจัดรายการวิเคราะห์ข่าวทางสถานีโทรทัศน์แห่งนี้

สามแกนนำ พล.อ.ชัยสิทธิ์, นิคม, และพันธุ์ศักดิ์

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ได้ตอบรับมาเป็นที่ปรึกษาช่องโฟร์แชนแนล เพราะเวลานั้น บิ๊กตุ้ยว่างงานอยู่ และพยายามหาที่อยู่ที่ยืนให้ตัวเอง ช่องทีวีจอแดงของนิคม กลายเป็นทีวียอดนิยมในหมู่คนเสื้อแดง ไม่แพ้ช่องเอเชียอัพเดทของกลุ่ม นปช. “บิ๊กตุ้ย” เลยหน้าบาน

วันที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ทำรัฐประหาร บิ๊กตุ้ยเกือบแย่ เพราะทหารเข้าไปยึดห้องส่งจอแดงของนิคมที่ อ.ต.ก.3 ดีแต่ว่า นายทหารรุ่นน้องยังให้เกียรติรุ่นพี่ ไม่แตะต้อง

ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโตช่วงหลัง แต่ได้ชื่อว่าเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังปวงชนไทย บิ๊กตุ้ยก็พอใจแล้ว

แห่เชิดวีรบุรุษนาแก

ในงานฉลองครบรอบ 1 ปี พรรคพลังปวงชนไทย ได้มีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไปร่วมงาน โดยเฉพาะกลุ่ม “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” ซึ่งได้ทำกิจกรรมทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา

แฟนเพจฟอร์ด เส้นทางสีแดง ได้โพสต์ภาพสมาชิกในกลุ่มของเขา ถ่ายภาพร่วมกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์​ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

กลุ่มฟอร์ดขอถ่ายภาพกับหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย

ท่านเป็นขวัญใจ​ของนักเคลื่อนไหว และได้รับเสียงปรบมือ​ในการขึ้นพูดบนเวที​ พวกเราอยากเห็นท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อปราบเผด็จการ ​คสช. และจัดการคนโกงในสภา”

ระยะหลัง แดงฮาร์ดคอร์หันหลังให้กลุ่ม นปช. และหันมาชื่นชม “เสรีพิศุทธ์” ที่รับบทฝ่ายแค้น ตามไล่บี้ประเด็นถวายสัตย์ไม่ครบ เรียกเรตติ้งจากกลุ่มไม่เอา คสช.

ด้วยลีลาการพูดแรงๆ ไม่ประนีประนอม ทำให้ “เสรีพิศุทธ์” กลายเป็น “ฮีโร่” ของคนเสื้อแดง หลายคนลืมชื่อ จตุพร พรหมพันธุ์ ไปเลย

เหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์…นะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400393?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์…นะ

22 พฤศจิกายน 2562 – 09:21 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,พรรคอนาคตใหม่,ล่มสลาย
เปิดอ่าน 410 ครั้ง

เหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์…นะ บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2562

ฉับพลันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 วินิจฉัยให้ “ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส. เนื่องจากเข้าลักษณะต้องห้ามจากการถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันที่ลงสมัครเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2562 โดยคดีนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงถึงเหตุผลที่ทำให้ “ธนาธร” ต้องตกเก้าอี้ไว้อย่างชัดเจนว่า การที่ กกต.ยื่นเรื่องเพื่อลงดาบธนาธรนั้นเป็นสิ่งที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อีกทั้งยังพบว่า บริษัท วี-ลัค มีเดีย ยังคงดำเนินกิจการสื่อมวลชนโดยไม่ได้มีการจดแจ้งยกเลิกประกอบกิจการไปจนถึงวันที่หัวหน้าพรรคส้มหวานยื่นสมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

อ่านข่าว…  มติ 7:2 ธนาธร พ้น ส.ส. ถือหุ้นสื่อ หลักฐานพิรุธอื้อ

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังแจกแจงให้เห็นว่าการโอนหุ้นให้มารดาของธนาธรในวันที่ 8 มกราคม 2562 ไม่ปรากฏสำเนาบัญชีผู้ถือหุ้นตามที่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด โดยสิ่งนี้จะเป็นหลักฐานสำคัญต่อการเข้าสู่การเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติ ด้วยเหตุผลทั้งปวงสรุปได้ว่า “ธนาธร” ยังเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ในวันที่เขาลงสมัครเลือกตั้ง จึงเป็นลักษณะต้องห้าม ทำให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของธนาธร ต้องสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่ศาลรับคำร้องของ กกต. และสั่งให้ธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

ชัดเจนแจ่มแจ้ง แต่จะเข้าตา หรือบาดใจกองเชียร์ฝั่งใดคงไม่ขอก้าวล่วง แต่ที่แน่ๆ การตกเก้าอี้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของมหากาพย์ “ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ” และ “พรรคอนาคตใหม่” อย่างแน่แท้ เพราะแว่วมาว่า กกต. เตรียมลับมีดรอด้วยการใช้มาตรา 151 กฎหมายเลือกตั้งชงศาลให้ตัดสิทธิการเมืองเป็นเวลา 20 ปี นอกจากนี้ยังมีเรื่องการปล่อยกู้ให้พรรคอนาคตใหม่จำนวน 191 ล้านบาท ซึ่งคดีนี้อาจเป็นหมัดน็อกทำให้อาณาจักรของพรรคอนาคตใหม่ “ล่มสลาย” จากการถูกยุบพรรคก็เป็นไปได้

จากนี้ไปเส้นทางชีวิตการเมืองของมหาเศรษฐี 5 พันล้านจะเป็นอย่างไรคงต้องจับตาดูกันต่อไป แต่จะอย่างไร…ชีวิตคนเราต้องก้าวเดินต่อไป เพราะมันเป็นสัจธรรมที่ไม่มีแปรเปลี่ยน…ธนาธรก็เช่นกัน หากชีวิตยังไม่สิ้นก็ดิ้นกันต่อไป แต่รูปแบบการใช้ชีวิต “พ่อของฟ้า” หลังจากนี้จะเป็นเช่นไร ตรงนี้สิ “น่าสนใจ” เพราะต้องไม่ลืมว่า ชีวิตทางการเมืองของธนาธรไม่ได้สิ้นสลายจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน “ธนาธร” ยังเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ “ธนาธร” ยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “ธนาธร” ยังนั่งเป็น กมธ.งบประมาณ และ “ธนาธร” ยังเป็นอะไรได้อีกหลายอย่างในโลกใบนี้ หากรู้จักเรียนรู้ข้อผิดพลาดจากบาดแผลการเมืองต่างๆ ด้วยใจเป็นธรรม

ที่สำคัญ “ธนาธร” ต้องไม่โทษ “กระบวนการยุติธรรม” ว่า เป็นหนึ่งในต้นเหตุให้เขาล้มคลุกฝุ่นเนื้อตัวเปื้อนมลทินจนแทบเอาตัวไม่รอด… มาถึงตรงนี้ “ธนาธร” ต้องยืดอก เชิดหน้า ไม่ตีอกชกลม คิดไปเองว่า “หายนะ” ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะถูกฝ่ายที่ครองอำนาจจ้องโค่นล้ม เพราะถ้า “ธนาธร” หยุดคิดสักนิดหนึ่ง และมองย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างด้วยใจอันเที่ยงธรรม…ธนาธรจะพบว่า ทุกความผิดที่ก่อกำเนิดขึ้นเป็นระลอกๆ นั้นมีหลักเหตุผลที่เป็นวิทยาศาตร์จริงแท้แน่นอน ไม่ใช่การสันนิษฐานลอยๆ…นะ

เทียบ8ประเด็นทหารเกณฑ์ vs สมัครใจข้อเสนอโดนใจทำได้จริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/400390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เทียบ8ประเด็นทหารเกณฑ์ vs สมัครใจข้อเสนอโดนใจทำได้จริงหรือ

22 พฤศจิกายน 2562 – 09:55 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทหารเกณฑ์
เปิดอ่าน 2,215 ครั้ง

เทียบ 8 ประเด็น ทหารเกณฑ์ vs สมัครใจ ข้อเสนอโดนใจ…ทำได้จริงหรือ โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

การที่ “เสี่ยเอก” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงพื้นที่ย่านสยามสแควร์แบบปัจจุบันทันด่วน เพื่อรณรงค์เรื่องยกเลิกการเกณฑ์ทหาร หลังจากพ่ายแพ้คดีในศาลรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั้น

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ถูกมองอย่างตั้งข้อสงสัยและยากจะปฏิเสธว่า “เสี่ยเอก” กำลังปลุกกระแสคนรุ่นใหม่ เพื่อตอบโต้สิ่งที่เขาคิดว่า “ถูกกระทำ” ในคดีถือครองหุ้นสื่อหรือไม่

เพราะสยามสแควร์คือศูนย์กลางวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ของเมืองไทย และแน่นอนว่าวัยรุ่น วัยแรง วัยใส ไม่ว่าชาติไหนๆ ก็ไม่มีใครอยากเป็นทหาร (ยกเว้นคนที่ชอบเครื่องแบบ ก็จะมุ่งไปสอบนายร้อย ไม่ใช่มุ่งมาสมัครทหารเกณฑ์)

แม้ ธนาธร จะอ้างว่าเป็นการรณรงค์สร้างความเข้าใจ เพราะพรรคอนาคตใหม่เพิ่งจะแถลงเตรียมเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.รับราชการทหาร ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปิดทางให้กองทัพมีอำนาจ “เกณฑ์ชายไทยมาเป็นทหาร” มาช้านาน เฉพาะตัวกฎหมายก็มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 ก็ตาม

แต่การเลือกจังหวะเวลาการลงพื้นที่สร้างกระแสกับวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ในวันเดียวกับที่เพิ่งถูกดับฝันทางการเมืองจากศาลรัฐธรรมนูญ ก็ดูจะเป็นการจงใจเกินไปหน่อย

หากมองข้ามเรื่องความพยายามสร้างกระแส แล้วลองไปเพ่งพิจารณาการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.รับราชการทหาร หรือเรียกง่ายๆ ว่า “กฎหมายเลิกเกณฑ์ทหาร” ของพรรคอนาคตใหม่ จะพบรายละเอียดที่เป็นประเด็นสำคัญๆ สรุปได้ดังนี้
1.ไม่ได้เลิกการเกณฑ์ทหาร แต่จะเกณฑ์ได้เมื่อมีสงครามเท่านั้น
2.แต่การเกณฑ์ทหารในยามสงคราม ก็มีเงื่อนไขกำกับ คือ เกณฑ์ได้เพียง 1 ปี ใน 1 ปีจะแยกเป็นฝึก 3 เดือนเป็นขั้นต้น ฝึกอีก 3 เดือนเป็นขั้นสูง และรอดูสถานการณ์อีก 6 เดือนว่าจะมีสงครามต่อหรือไม่ ถ้ามีก็ดำเนินการต่อไป ถ้าไม่มีก็ยกเลิก
3.ในยามปกติ ไม่มีสงคราม จะไม่มีการเกณฑ์ทหาร แต่จะใช้ระบบสมัครใจ 100%
4.ระบบสมัครใจจะให้สิทธิการสมัครทั้งหญิงและชาย ทุกเพศ ตั้งแต่อายุ 18 ปี จนถึงอายุ 40 ปี มีเงินเดือน สวัสดิการต่างๆ

5.ผู้ที่เข้าระบบสมัครใจเป็นทหาร จะเพิ่มการฝึกและการสร้างความชำนาญ จาก 2 ปี เป็น 5 ปี (ปัจจุบันเกณฑ์ทหารใช้เวลา 2 ปี) ซึ่งเมื่อเปลี่ยนเป็น 5 ปี ก็จะมีระยะเวลาใช้งานยาวขึ้น ไม่ต้องใช้กำลังพลมากเหมือนการเกณฑ์ทุกปี แล้วฝึกเพียง 2 ปี แต่ผลที่ได้คือมีความชำนาญสูง งบประมาณก็จะมีเหลือไปเพิ่มเงินเดือนถึงสิบโทกองประจำการ ให้มีทุนสำหรับศึกษาต่อ และมีสวัสดิการให้แก่ครอบครัว รวมถึงการมีกองทุนให้สำหรับผู้ที่ออกไปประกอบอาชีพอย่างอื่น

6.ผู้ที่เข้าระบบสมัครใจ และเป็นทหารครบ 5 ปีแล้ว สามารถต่อเวลาได้อีก 5 ปี จากนั้นก็สามารถขึ้นเป็นทหารกองประจำการปกติ คือเป็นนายทหารชั้นประทวนและนายทหารชั้นสัญญาบัตรได้ต่อเนื่องไป โดยจะจัดให้มีการสอบทุกๆ 5 ปี และเกษียณที่อายุ 46 ปี ปรับยศได้ถึงพันโท

7.แก้ปัญหาการละเมิดสิทธิ์ ถูกรังแก ถูกเกณฑ์ไปใช้งาน ด้วยการมีข้อห้ามละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
8.ระบบสมัครใจจะแก้ไขปัญหาที่เกิดจากระบบเกณฑ์ทหารที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะการถูกพรากจากครอบครัว และขาดไร้แรงงานที่สร้างรายได้ดูแลครอบครัว (เพราะติดภาระต้องไปเป็นทหาร)

ทั้งหมดนี้คือข้อเสนอของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งฟังดูเผินๆ ก็น่าสนใจ และมีเหตุผลรับฟังได้เป็นอย่างดี

จากการพูดคุยกับนายทหารระดับสูงในกองทัพ ซึ่งเคยผ่านการเป็นผู้นำหน่วย และเคยฝึกทหารใหม่ รู้ระบบการเกณฑ์ทหารเป็นอย่างดี ได้ข้อมูลว่า จริงๆ แล้ว “ระบบสมัครใจ” เป็นระบบในฝันที่กองทัพอยากให้เกิดขึ้น แต่ในทางความเป็นจริงเกิดขึ้นได้ยาก จึงต้องมีระบบเกณฑ์

          นายทหารหลายคนอธิบายพร้อมตั้งข้อสังเกตแนวทางยกเลิกเกณฑ์ทหารตามที่พรรคอนาคตใหม่เสนอ สรุปได้ดังนี้
1.ปัจจุบันกองทัพก็ใช้ระบบผสมอยู่แล้ว คือมีทั้งสมัครใจ และการเกณฑ์ แต่ยอดผู้สมัครใจมีไม่มากพอเท่ากับจำนวนกำลังพลที่ต้องการจริง ทำให้ยังต้องมีระบบเกณฑ์อยู่

2.แม้ในอนาคตยอดสมัครใจอาจจะสูงขึ้น แต่ก็อาจเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในบางปี ไม่มีความเสถียร คือไม่แน่ว่าปีนี้ยอดสมัครสูง แล้วปีหน้าจะต้องสูงด้วย ในขณะที่ภารกิจของกองทัพในการใช้กำลังพล มีจำนวนที่ชัดเจนทุกปี

3.การคำนวณกำลังพลที่ต้องการจากการเกณฑ์ทหาร (รวมทั้งสมัครใจ) ไม่ใช่กำหนดตัวเลขขึ้นมาลอยๆ แต่มาจากการคิดคำนวณตามภารกิจ เรียกว่า “ใช้ภารกิจเป็นตัวตั้ง” ยอดเต็มอยู่ที่ปีละราวๆ 1 แสนนาย ตัวเลขนี้ดูเผินๆ อาจจะมองว่ามาก แต่ถ้าลองสมมุติสถานการณ์การใช้กำลังพลในระดับกองร้อย ในพื้นที่ที่มีปัญหาความมั่นคง เช่น พื้นที่ชายแดน จะพบความจริงอีกด้านหนึ่ง

กำลังพล 1 กองร้อย จะมี 150 นาย หักยอดทำงานธุรการ เช่น งานเอกสาร งานประกอบเลี้ยง งานส่งกำลังบำรุง ฯลฯ สมมุติหักไป 30 นาย จะเหลือกำลังราวๆ 120 นาย

กำลังพลทุกนายใน 1 เดือน (30 วัน) ต้องมีผลัดพัก เกณฑ์ที่ใช้กันในหน่วยทหาร คือ ทำงาน 20 วัน พัก 10 วัน เท่ากับแต่ละช่วงเวลา (ทุกๆ 10 วัน) จะมีกำลังพลปฏิบัติงานจริง 80 นายเท่านั้น เพราะหักพักไป 40 นาย

กำลังพล 80 นายต้องแบ่งกันทำงานตลอด 24 ชั่วโมง สมมุติเป็น 3 กะ จะเหลือกะละ 25-27 นายเท่านั้น แต่ภารกิจที่รับผิดชอบมีมาก เช่น ลาดตระเวน, รปภ.สถานที่, รปภ.หน่วย, รปภ.ครู-นักเรียน (อย่างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้)

สาเหตุที่ต้องพัก และแบ่งการทำงานเป็นกะ ก็เพราะกำลังพลไม่ใช่ “หุ่นยนต์” ที่จะทำงานได้ตลอดเวลา และสาเหตุที่แบ่งการทำงานออกเป็น 20 วัน พัก 10 วัน ก็เพื่อให้มีเวลาเดินทางกลับภูมิลำเนา ไปอยู่กับครอบครัว การทำงานแบบสัปดาห์ละ 5 วัน แล้วให้หยุดเสาร์-อาทิตย์ ใช้กับราชการสนามไม่ได้ เนื่องจากภารกิจแตกต่างกัน

4.แม้ปัจจุบัน “สงครามตามแบบ” (ที่ต้องใช้กำลังพลจำนวนมาก) จะเริ่มลดน้อยลง แต่หน่วยทหารมีมากขึ้น ก็ต้องใช้เวรยาม กองรักษาการณ์ จึงยังมีความจำเป็นต้องใช้กำลังพล นอกจากนั้นยังมีภารกิจป้องกันชายแดน ภารกิจการพัฒนาและช่วยเหลือประชาชน ภารกิจถวายงาน ถวายการอารักขา ซึ่งล้วนมีความจำเป็น นอกจากนั้นเมื่อบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีความขัดแย้งภายใน ทหารเกณฑ์คือมวลกำลังหลักในการแก้ปัญหา

5.การใช้ระบบเกณฑ์ เฉพาะเมื่อมีสงคราม จะไม่ทันการณ์ แต่การที่มีทหารเกณฑ์อยู่แล้ว เท่ากับมีกำลังพร้อมใช้ทันที นอกเหนือจากภารกิจอื่นที่กำลังพลประจำการรับผิดชอบอยู่แล้ว

6.การใช้ระบบสมัครใจ แล้วขยายเวลาการเป็นทหาร รวมถึงเปิดช่องทางให้สอบเข้าเป็นทหารประจำการได้ สุ่มเสี่ยงที่จะเป็นการเพิ่มกำลังพล เพิ่มค่าใช้จ่าย เป็นภาระงบประมาณมากกว่าระบบเดิม แม้จะคำนวณกำลังพลได้ตามภารกิจ แต่เมื่อกำลังพลรับราชการไปนานๆ ก็ต้องมีเส้นทางการเติบโต และไม่สามารถใช้งานในภารกิจซ้ำเดิมได้ตลอด เช่น ภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดน ภารกิจในกองรักษาการ ซึ่งภารกิจเหล่านี้ใช้กำลังพลจำนวนมากกว่ากำลังพลชำนาญการ

7.ปัจจุบันกองทัพใช้ระบบ “อาสาสมัคร” สำหรับบางภารกิจอยู่แล้ว เช่น ภารกิจตามแนวชายแดน ใช้อาสาสมัครทหารพราน มีเงินเดือนและมีสวัสดิการระดับหนึ่ง แต่น้อยกว่าทหารประจำการ และมีอายุการทำงานชัดเจน เช่น อายุไม่เกิน 35 ปี แต่ระบบอาสาสมัครแบบนี้ ใช้ได้เฉพาะบางภารกิจเท่านั้น แต่บางภารกิจก็ใช้ไม่ได้ เช่น ภารกิจกองรักษาการ หากใช้ระบบอาสาสมัคร แล้วให้อยู่ยาว ก็จะกลายเป็น รปภ. ไม่ใช่ทหาร

8.การนำทหารไปใช้งานผิดประเภท หรือการละเมิดสิทธิ์ต่างๆ แม้จะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่ถ้าคิดเป็นอัตราส่วน ก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น จึงควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ใช้เป็นสาเหตุหรือข้ออ้างของการล้มระบบเกณฑ์

          ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลและข้อสังเกตจากทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายที่อยากให้เลิกการเกณฑ์ทหาร และฝ่ายที่ยังเห็นว่าจำเป็นต้องมีระบบเกณฑ์อยู่ต่อไป