สอย”บิ๊กตู่”ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สอย”บิ๊กตู่”ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง?

1 สิงหาคม 2562 – 13:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง
เปิดอ่าน 1,908 ครั้ง

โดย…   โอภาส บุญล้อม

การอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีเรื่องสำคัญที่ฝ่ายค้านหยิบขึ้นมาซักฟอก แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง ก็คือการพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี

เป็นเรื่อง “ซีเรียส” อยู่เหมือนกัน สำหรับกรณีคุณสมบัตินายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่าเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องไว้พิจารณากรณี ส.ส.จำนวน 110 ราย ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(6) และมาตรา 98(15) กรณีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่

โดยเหตุผลที่ศาลรัฐธรมนูญรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าคำร้องดังกล่าวส่งมาถูกต้องตามช่องทางคือ ส.ส. 110 ราย ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

แต่โชคยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ากรณีตามที่ถูกร้องจะทำให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด ประกอบกับผู้ร้องก็ไม่ได้มีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้อง หยุดการปฏิบัติหน้าที่

         อย่างไรก็ตามสุดท้ายเรื่องนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติเป็นนายกฯ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในทางการเมืองเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น ที่ต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ แต่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ต้องล้มครืน พ้นสภาพตามไปด้วย

ในการอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ส.ส.ฝ่ายค้านได้หยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นจำเลย จากการที่ได้มีประกาศและคำสั่ง คสช. ที่กำหนดให้นายสมบัติต้องไปรายงานตัวต่อ คสช. ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.00 น. แต่นายสมบัติ ไม่มารายงานตัวต่อ คสช. และไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง นายสมบัติจึงถูกดำเนินคดี และยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งข้อหาหนึ่งที่ศาลชั้นต้นนำมาลงโทษจำเลยในคดีนี้ก็คือ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุผลหรือข้อแก้ตัวอันสมควร และให้ลงโทษปรับนายสมบัติ จำเลย 500 บาท

ฝ่ายค้านจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวชี้ชัดแล้วว่า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. จึงเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี

และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 ฉบับนี้ยังได้มีการนำไปอ้างประกอบคำร้องที่ ส.ส. 110 รายยื่นสอย พล.อ.ประยุทธ์ เกี่ยวกับคุณสมบัตินายกฯ ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็ได้รับการตอบโต้ทันควัน โดย “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมายชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า คำพิพากษาที่ยื่นฟ้องนายสมบัติ บก.ลายจุด ที่ขัดประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่ให้นายสมบัติมารายงานตัวนั้น ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาในคดีนี้ ไม่มีคำไหนเลยที่บอกว่า คสช. หรือหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่บอกว่าเป็นเจ้าพนักงาน

ทำให้เกิดความเข้าใจกันว่า “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” คงเหมือนกัน ซึ่ง “วิษณุ” อธิบายว่าที่จริงแล้วไม่ใช่ เจ้าพนักงานก็คือเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐคือเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่คุณสมบัติต้องห้ามของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(15) คือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่ “เจ้าพนักงาน”

แค่นั้นไม่พอ “วิษณุ” ยังไปหยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่งคือ ฎีกาที่ 7540/2554 มาชี้ให้เห็นชัดขึ้นอีกว่า “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ต่างกัน โดยคดีนี้ เป็นคดีที่มีการฟ้องเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งเป็นจำเลย ข้อหาว่าเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์สินของวัด ขณะที่เจ้าอาวาสได้สู้คดีว่าตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐด้วย แต่ศาลพิพากษาว่าจำเลยเป็นเจ้าอาวาส ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” จึงเป็นคนละเรื่อง คนละอย่างกัน และถ้ากฎหมายประสงค์เอาผิดบุคคลใดในฐานะอะไร ก็จะระบุชัดว่า เป็นเจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ที่ผ่านมาในเรื่องที่ร้องว่า พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เข้าข่ายเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จึงขาดคุณสมบัตินายกฯ เคยมีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยมาแล้ว แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่ากกต.ได้มีมติไปแล้วว่าการประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

และยังมีผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติยุติการวินิจฉัยคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ยื่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีเพราะเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยชี้ว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ มิได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

ทั้งนี้เหตุผลทีี่ผู้ตรวจการแผ่นดินนำมายกคำร้องคือ อ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ที่วางหลัก “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ว่าต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ข้อ  คือ
1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ
3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ
และ 4.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

ดังนั้นผู้ตรวจการฯ จึงมีมติว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าองค์ประกอบเพียง 2 ข้อ คือ ข้อ 2 มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ และข้อ 4 มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

แต่ไม่เข้าข้อ 1 เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้า คสช. จากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง จึงไม่ได้เข้ามาตามกฎหมายปกติ และไม่เข้าข้อ 3 เนื่องจากหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” จึงไม่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ อีกทั้งหัวหน้า คสช. มีอำนาจเหนือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และมีอำนาจในการออกประกาศ คำสั่ง จึงน่าจะอยู่ในฐานะ “ผู้กำกับ” มากกว่า “ผู้ถูกกำกับ”

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันทุกองค์กร รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญเองด้วย

ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า เคารพในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็พร้อมรับคำตัดสินทุกประการของศาล (ที่จริงไม่ต้องบอกก็ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว)

อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญปี 2560

แต่กระนั้นหากพลิกไปดูมาตรา 109 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ใน (11) ที่ระบุว่า เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ก็จะพบว่าเขียนเหมือนมาตรา 98(15) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขียนเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส., และความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 160(6) และมาตรา 170(4) ที่มีการยื่นสอย พล.อ. ประยุทธ์

          เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 กับรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนเหมือนกันเป๊ะ ผลคดีจะออกมาเหมือนกันหรือไม่ ต้องติดตามชม

ขยะจิ๋ว “ไมโครพลาสติก” พิษร้ายอย่ามองข้าม!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381849?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ขยะจิ๋ว “ไมโครพลาสติก” พิษร้ายอย่ามองข้าม!

1 สิงหาคม 2562 – 12:50 น.
ไมโครพลาสติก,ขยะจิ๋ว
เปิดอ่าน 2,995 ครั้ง

ขยะจิ๋ว “ไมโครพลาสติก” พิษร้ายอย่ามองข้าม! โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยแลนด์มีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักเรื่อง “ขยะพลาสติก” โดยเฉพาะหลังจากพบวาฬตายที่สงขลา แล้วผ่าซากออกมาเจอถุงพลาสติกดำหนัก 8 กก. เต็มกระเพาะอาหาร ภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก จะส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวกับคนไทยก็พูดไม่เต็มปาก เพราะเราถูกจัดอันดับเป็นประเทศทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล อันดับ 6 ของโลก !

ข้อมูลเว็บไซต์ http://www.statista.com อ้างถึงกลุ่มประเทศปล่อยขยะลงทะเลอย่างไร้ความรับผิดชอบมากสุดคือ “กลุ่มอาเซียน” เรียงจากอันดับ 1–6 ได้ดังนี้ จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ศรีลังกา และ ไทย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2562 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 30 (30th ASEAN Senior Officials Meeting on the Environment : 30th ASOEN)

แต่จบการประชุมไปแล้ว ยังไม่เห็นแผนทำงานที่เป็นรูปธรรมว่า จะแก้ปัญหาขยะในทะเลทั่วอาเซียนอย่างไร !?!

โดยเฉพาะการกล่าวถึงขยะที่มีความอันตรายต่อท้องทะเลมากกว่าขยะพลาสติกทั่วไป นั่นคือ “พลาสติกจิ๋ว” หรือ “ไมโครพลาสติก” ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากเป็นพลาสติกที่มองแทบไม่เห็น จึงปนเปื้อนไปกับน้ำหรืออาหารจากธรรมชาติที่พวกเราดื่มกินเข้าไปในร่างกายโดยไม่รู้ตัว และยังไม่รู้ว่าจะกำจัดทิ้งโดยวิธีใด

ที่ผ่านมาเวลาพูดถึง ปัญหาขยะพลาสติก ส่วนใหญ่มักนึกถึง ถุงพลาสติก ถุงดำใส่ขยะ กล่องโฟม ช้อน ขวด ของเล่นเด็ก ฯลฯ ที่เรียกกันย่อๆ ว่า พีวีซี (polyvinylchloride: PVC) เพ็ท (polyethylene terephthalate : PET) ฯลฯ พลาสติกขนาดใหญ่เหล่านี้มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แม้น่ากลัวแต่ไม่น่าสยองเท่าพลาสติกจิ๋วที่นักวิทยาศาสตร์และกลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังกลัวว่าในอนาคตพวกมันอาจเป็นสาเหตุสำคัญในการคร่าชีวิตมนุษย์โลกเลยทีเดียว

“ไมโครพลาสติก” (Microplastics) คือเศษพลาสติกจิ๋วมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1.เม็ดพลาสติกตั้งต้น (Primary microplastics) หมายถึงเม็ดพลาสติกที่เป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตสินค้าพลาสติกต่างๆ โดยเฉพาะในผงซักฝอก สบู่ถูตัว สบู่ล้างหน้า ฯลฯ ที่โฆษณาว่ามีส่วนผสมของ “เม็ดสครับ” (scrub) หรือ “คริสตัล บีดส์” (Crystal Beads) พวกเราเคยได้ยินบ่อยๆ ในโฆษณาขายสินค้าว่า เป็นผงซักฟอกผสมคริสตัล บีดส์ ช่วยสลายคราบฝังลึกไม่ย้อนกลับติดเสื้อผ้า ล้างออกง่าย ทำให้เสื้อขาวเด่น ขจัดความหมองเหลืองสะสมบนเสื้อผ้าตั้งแต่ซักครั้งแรก หรือในคำอวดอ้างของผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้าว่ามีส่วนผสมของเม็ดสครับ ช่วยขัดและผลัดเซลล์ผิว เร่งการเกิดเซลล์ผิวใหม่ ช่วยให้ผิวนุ่มใส หรือผิวสว่างกระจ่างใสยิ่งกว่าเดิม รวมถึงในสินค้ายาสีฟันที่ชอบโฆษณาว่าช่วยให้ฟันขาว ขจัดคราบชา กาแฟ ฯลฯ

ทั้งนี้ “เม็ดพลาสติกตั้งต้น” เหล่านี้ถูกผลิตมาใช้ในสินค้าต่างๆ นานกว่า 40 ปีแล้ว “ไอยูซีเอ็น” องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature and Natural Resources : IUCN) เปิดเผยรายงานวิจัยเมื่อปี 2560 เกี่ยวกับปริมาณปนเปื้อนของ “เม็ดพลาสติกตั้งต้น” ในทะเลและแม่น้ำทั่วโลก ปรากฏว่าพบในรูปแบบของขยะประมาณ 0.8-2.5 ล้านตันต่อปี นี่คือปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์กำลังเป็นห่วงว่า หากปล่อยให้มนุษย์ทั่วโลกผลิตและใช้จำนวนมากๆ และปล่อยให้ทิ้งปนเปื้อนในแม่น้ำและทะเลหรือแหล่งน้ำธรรมชาติจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมนุษย์นำน้ำจากธรรมชาติมาดื่มกินหรือใช้ในครัวเรือน เม็ดสครับหรือไมโครบีดส์ก็ผสมปนเปเข้าไปในร่างกายของพวกเรา หากร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ ก็จะสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติในอวัยวะต่างๆ​

โดยเฉพาะการเข้าไปขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ และกลายเป็นสารก่อมะเร็งในร่างกายมนุษย์

พลาสติกจิ๋วกลุ่มที่ 2 คือ พลาสติกที่แตกหัก (Secondary microplastics) คือ ส่วนของโครงสร้างพลาสติกที่หลุดแตกหักออกมาจากสินค้าพลาสติกต่างๆ หรือเสื่อมสลายแตกตัวจนมีขนาดเล็กลงด้วยกระบวนการทางกายภาพหรือทางเคมี จนกลายเป็นสารแขวนลอยปะปนอยู่ในแม่น้ำและทะเล ซึ่งพลาสติกจิ๋วกลุ่มนี้ปลาหรือสัตว์น้ำมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาหารแล้วกินเข้าไป

ข้อมูลจาก “นิตยสารฉลาดซื้อ” (https://chaladsue.com) ฉบับที่ 218 กล่าวถึงปัญหาจากขยะไมโครพลาสติก ว่าเป็นปัญหาใหญ่และใกล้ตัวกว่าที่คิดไว้มาก เนื่องจากพลาสติกจิ๋วที่มองไม่เห็นกำลังกลายเป็นวิกฤติขยะพลาสติก จากรายงานของ Eunomia ระบุว่า “เม็ดพลาสติกตั้งต้น” ขณะพบในท้องทะเลเกือบ 1 ล้านตันนั้น แยกขยะที่พบได้อันดับ 1 คือเม็ดพลาสติก 2.เส้นใยยางรถยนต์ที่สึกหรอ และ 3.เส้นใยสังเคราะห์จากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มหรือสินค้าอื่นๆ โดยไหลลงไปทะเลด้วยระบบบำบัดน้ำเสีย การชะล้างถนนหรือการพัดพาของลม

นอกจากนี้ยังมีพลาสติกจิ๋วกลุ่มที่เรียกภาษาอังกฤษว่า Degradable Plastic เป็นพลาสติกรูปแบบหนึ่งซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ จนกลายเป็นไมโครพลาสติกคนไทย รู้จักกันสั้นๆ ในชื่อ “ถุงออกโซ” (Oxo-degradable) มีใช้ตามห้างสรรพสินค้าและประกาศว่าเป็นถุงพลาสติกที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นอีกหนึ่งต้นตอของปัญหาไมโครพลาสติก เนื่องจากยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ในสภาวะธรรมชาติจริง โดยกระบวนการของถุงนี้คือการเติมสารเติมแต่งประเภทแป้งลงไปในเนื้อพลาสติก มีราคาแพงกว่าพลาสติกทั่วไปประมาณร้อยละ 20 เมื่อทุกคนมาซื้อใช้ ยิ่งเร่งให้เกิดไมโครพลาสติกมากขึ้น เพราะถุงนี้แตกสลายเร็วกว่าพลาสติกทั่วไป

ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยชำนาญการ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า “การทิ้งไมโครพลาสติกลงไปในแหล่งน้ำหรือทะเลจะไม่สามารถบำบัดได้ เพราะมีขนาดเล็กมากล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรทั่วโลก วิธีการเก็บขึ้นมาต้องหาตะแกรงรูเล็กมากๆ มาตัก ซึ่งสัตว์ทะเลต่างๆ จะถูกตักขึ้นมาพร้อมกันด้วย จึงหาวิธีกำจัดไมโครพลาสติกในทะเลได้ยากมาก” ที่ผ่านมา นักวิจัยจากต่างประเทศเคยเก็บตัวอย่างอุจจาระของกลุ่มตัวอย่างไปทำการตรวจสอบและพบว่าตัวอย่างอุจจาระมีพลาสติกแตกต่างกันถึง 9 ชนิด ขนาดตั้งแต่ 50-500 ไมโครเมตร โดยพบ “พีพี” โพลิโพรไพลีน (Polypropylene : PP) และ “เพ็ท” (PET) มากที่สุด และยังพบด้วยว่า 3 ใน 4 ของปลาทะเลชนิดต่างๆ รวมทั้งปลาหมึกและปลากระโทงดาบที่ขายในตลาดทั่วโลกพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ในตัวสัตว์น้ำเหล่านี้

นั่นคือปัญหาที่นักวิจัยและนักวิชาการรู้สึกเป็นกังวลว่า “ห่วงโซ่อาหาร” ของมนุษย์เริ่มปนเปื้อนพลาสติกมากขึ้น หมายความว่าแพลงตอนหรือสัตว์ทะเลที่กินไมโครพลาสติกเข้าไปและถูกกินต่อมาเรื่อยๆ ตามห่วงโซ่อาหารเมื่อถูกจับขึ้นมาเป็นอาหารของมนุษย์ พวกเรากินปลาหมึก กินปลา ก็คือกินไมโครพลาสติกเข้าไปทางอ้อมด้วย

องค์การอนามัยโลกกำลังทำงานวิจัยสำรวจว่าสารประกอบพลาสติกจิ๋วที่กินเข้าไปนั้น ทำให้เสี่ยงโรคอะไรบ้าง ปริมาณอันตรายคือเท่าไร ฯลฯ และพลาสติกเหล่านี้สามารถดูดซับมวลสารอื่นๆ ที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำ เช่น โลหะหนัก สารมลพิษที่ตกค้างอื่นๆ มาผสมเข้าด้วยกันหรือไม่

หลายประเทศเริ่มประกาศยกเลิกการใช้อย่างเร่งด่วน เช่น อังกฤษ สั่งยกเลิกการใช้ไมโครพลาสติกในการผลิตสินค้าเกือบทุกชนิดตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 เกาหลีใต้ยกเลิกการผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก เช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของไมโครพลาสติก ตั้งแต่ปี 2560

สำหรับประเทศไทย ที่ผ่านมายังไม่มีหน่วยงานรัฐให้ข้อมูลชัดเจนเรื่องปริมาณการทิ้งขยะหรือนโยบายกำจัด “พลาสติกจิ๋ว”

หวังว่า “วราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงคงจะมีความเข้าใจ และจะมีทิศทางชัดเจนในการจัดการปัญหานี้ให้คนไทยได้เห็นในเร็ววัน !

สั่งถอย! นโยบาย?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381867?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สั่งถอย! นโยบาย?

1 สิงหาคม 2562 – 11:10 น.
ซักฟอก,รัฐบาล,ลุงตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา
เปิดอ่าน 27,390 ครั้ง

คอลัมน์… ลึกกว่าข่าว  โดย… นิภาวรรณ ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ศึกซักฟอกนโยบายรัฐบาล มีประเด็นที่ฝ่ายค้านวิจารณ์หนักว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลแถลง ไม่กำหนดกรอบเวลา และนายกฯ ลุงตู่ ก็อธิบายว่า เหตุที่เขียนเป็นกรอบกว้างๆ เพื่อให้ยืดหยุ่น เรื่องไหนติดขัด ก็ดันเรื่องที่ทำได้ขึ้นมาก่อน

ถึงหัวหน้ารัฐบาลจะว่าอย่างนั้น แต่การรับเอาทุกนโยบายหาเสียงของ “19 พรรค” ร่วมรัฐบาล มายำรวมกัน ก็ไม่รับประกันว่า ถ้า(หวัง)อยู่ครบเทอม 4 ปี จะทำได้ครบถ้วนทุกกระบวนพรรคหรือไม่

ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวใน“วอร์รูมการเมือง” ที่กำลังจัดลำดับนโยบาย “ด่วน-ไม่ด่วน” เรื่องไหนจะดัน เรื่องไหนจะถอย เพราะแรงกดดันมีทั้งข้างนอก ข้างใน

แน่นอนว่า นโยบายที่โกยคะแนนเข้าพรรคแกนนำอย่างพลังประชารัฐ โดยเฉพาะ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” แม้จะถูกฝ่ายตรงข้ามวิจารณ์หนัก ว่าจะหาเงินจากไหนมาแจกต่อ

แต่นโยบายนี้ พลังประชารัฐเข้าเกียร์เดินหน้า ไม่มีถอยให้เสียเครดิต เสียหน้า เสียคะแนน แถมจะ “ทุ่มหนัก”กว่าเดิม ด้วยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขณะเดียวกันก็กำลังหาทางรอด ด้วยการปรับแผนใหม่ โดยกระชับพื้นที่ สแกนกลุ่ม“จนไม่จริง”ออก เพื่อลดจำนวนคนที่ไม่เข้าเกณฑ์

นั่นก็ นโยบายในส่วนรากหญ้า ขณะที่รากแก้ว ด้านเศรษฐกิจ อย่างนโยบาย “อีอีซี” รัฐบาลเดินหน้าทุ่มสุดตัว และยังเร่งขยายพื้นที่จากตะวันออก ไปยังภูมิภาคอื่นของประเทศ

ส่วนนโยบาย “ประกันรายได้” พืชการเมือง พลังประชารัฐโยนเผือกร้อนไปให้ประชาธิปัตย์ งานหินนี้ ถ้าทำได้ก็ได้กัน“ทั้งรัฐบาล” แต่ถ้าถูกด่า ค่ายสะตอก็(ต้อง)รับ(ผิด)แต่เพียงพรรคเดียว!

ส่วนนโยบายเชิงรุก ใครจะไปเชื่อว่าคือ “งานด่วน”ของกระทรวงน้องใหม่อย่าง “ดีอี” ที่เอาไว้สกัด “เฟกนิวส์” จากฝ่ายตรงข้าม เพราะเรื่อง“กระแส” ประมาทไม่ได้ เกิดได้ก็ดับได้ง่ายๆ

ขณะที่นโยบาย “เพิ่มค่าแรง” ประเด็นร้อน แทบทุกพรรคมีสัญญาประชาคม ทำท่าจะถูกขยับออกไปจากกลุ่มนโยบายเร่งด่วน ดึงจังหวะยื้อออกไปให้ยาวที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบทุกสรรพสิ่ง
ส่วนนโยบายที่ “เข้าคิวถอย” กระสุนไปตกที่พรรค “ภูมิใจไทย” โดยเฉพาะเรื่องแรงๆ อย่าง “กัญชาเสรี” และ “แกรบถูกกฎหมาย” ทำได้ยาก  โดยเฉพาะกัญชาเสรี ว่ากันว่า มีสัญญาณ “ให้ถอยภายใน 1 เดือน” คงไว้แต่เฉพาะทางการแพทย์ ไม่มีโอกาสไปถึงขั้นให้ชาวบ้านปลูกขายเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างที่ฝัน
ขณะที่นโยบายทุบหม้อข้าวตัวเอง เรื่อง “ลดภาษี” รัฐบาลก็ทำท่าจะงึมๆ งำๆ ทำเป็นจำไม่ได้ (ไม่ด่วน) ไปก่อน

เมื่อ“นโยบาย” กลายเป็นความหวัง หากจำเป็นต้องถอย เพราะได้ไม่คุ้มเสีย แต่ถึงเวลา ชาวบ้านที่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งให้ ออกมาทวงเมื่อไหร่ นายกฯลุงตู่และรัฐบาล ก็ตั้งหลัก“หลบก้อนอิฐ”กันให้ดี ๆ

กกต.มิตรแท้พรรคการเมือง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381858?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กกต.มิตรแท้พรรคการเมือง

1 สิงหาคม 2562 – 11:10 น.
กระดานความคิด,กกต
เปิดอ่าน 1,469 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด   โดย… ร่มเย็น

หลังเคาะจ่ายเงินอุดหนุนวงเงิน 112,413,603.74 บาท จากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ประจำปี 2562 ไปเรียบร้อยแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ประจำปี 2562 ณ ห้องประชุม 704 ชั้น 7 สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ ให้แก่ทั้ง 77 พรรคการเมือง เมื่อวันที่  26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติตามกฎหมาย

เนื่องจาก พ.ร.ป.พรรคการเมือง มีรายละเอียดและสาระสำคัญเปลี่ยนแปลงไปจากกฎหมายพรรคการเมืองฉบับเดิม ไม่ว่าจะเป็นการรายงาน การตรวจสอบ การเรียกคืน การลด และการงดเงินอุดหนุนของพรรคการเมือง รวมถึงการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุน

ในส่วนการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง ได้รับคำชี้แจงจาก นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต. ว่า ส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นเรื่องความผิดพลาดของเอกสาร เช่น เรื่องการเงิน การระดมทุน หรือการรับบริจาค ที่กรอกหลักฐานการรายงานไม่ครบ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นความผิด ขณะที่ตัวเลขการร้องเรียนพรรคการเมืองมีเข้ามาเป็นจำนวนมาก และทุกคำร้องขอให้ยุบพรรคทั้งที่ความผิดไม่ถึงขั้นต้องยุบพรรค

อย่างไรก็ตาม ขอทำความเข้าใจไปยังพรรคการเมืองและผู้สมัครด้วยว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคนมีหน้าที่ต้องส่งบัญชีค่าใช้จ่ายต่อ กกต. ที่ผ่านมาพบว่าการจัดส่งเอกสารไม่เรียบร้อย บางคนรายงานมาเป็นข้อมูลดิบไม่เป็นไปตามหลักการทางบัญชี บางรายก็ตามตัวยากเพราะคิดว่าลงสมัครแล้วไม่ต้องยื่นบัญชีค่าใช้จ่าย

ในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองเป็นสถาบันหลักของชาติ อาจเปรียบได้กับกระดูกสันหลัง นอกจากจะมีหน้าที่เผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว พรรคการเมืองยังต้องร่วมกันจัดระเบียบประชาชน หน้าที่ของ กกต.คือ สนับสนุนช่วยเหลือให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง หรือเรียกได้ว่า “กกต.เป็นเพื่อนกับทุกพรรค” ส่วนหน้าที่ในการทำการเมืองให้ดีนั้นเป็นเรื่องที่แต่ละพรรคการเมืองต้องสร้างและทำกันเอง โดยขอแนะนำให้ยึด พ.ร.ป.พรรคเมืองเป็นคัมภีร์ ปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมืองเป๊ะๆ โดยเฉพาะการรับบริจาคเงินและการใช้จ่ายเงินรายได้ เพื่อไม่ให้เข้าข่ายการนำพรรคการเมืองไปแสวงหาผลกำไร และจะทำให้เงินรายได้ของพรรคได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอีกด้วย

กรณีโต๊ะจีนระดมทุน ซึ่งถูกค่อนแคะว่านำโต๊ะจีนราคาหลักหมื่นมาเปิดขายราคาหลักล้าน เป็นการนำพรรคไปเป็นเครื่องมือทำมาหากิน–แสวงหากำไรหรือไม่ ซึ่งในทางกฎหมายไม่เป็นเช่นนั้น ราคาถูกหรือแพงไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ความเต็มใจของผู้บริจาค โดยประเด็นหลักที่ กกต.ต้องตรวจสอบคือรับบริจาคเงินจากต่างชาติและองค์กรของรัฐหรือไม่ ตัวย่อต่างๆ ในการจัดวางผังโต๊ะจีน ใช่หน่วยงานของรัฐซึ่งต้องห้ามบริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองหรือไม่

นอกจากนี้ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. และนายแสวง บุญมี รองเลขาธิการกกต. ย้ำต่อหน้าพรรคการเมืองทั้ง 77 พรรค หลายครั้งว่า หลังการเลือกตั้งเราได้รัฐสภาและรัฐบาลมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่การเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด พรรคการเมืองต้องเตรียมตัว เมื่อใดที่เสียงนกหวีดดังต้องพร้อมส่งสมัคร ที่ผ่านมาเรามีคำสั่ง คสช.เป็นตัวช่วย โดยเฉพาะการทำ “มินิไพรมารีโหวต” เพื่อให้ทันการเลือกตั้ง

แต่หลังจากนี้กฎหมายใช้บังคับเต็มรูปแบบ หากมองยาวว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเต็มเทอม การเลือกตั้งครั้งต่อไปจะมีขึ้นภายในอีก 3 ปี 8 เดือน ก่อนถึงวันนั้นทุกพรรคการเมืองที่วางแผนจะส่งสมัครครบทุกเขตทั่วประเทศ ต้องมีสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมือง 350 สาขา โดยขั้นตอนการตั้งสาขาพรรคการเมือง รวมถึงการทำไพรมารีโหวต ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8 เดือน หากทอดเวลารอจนถึงเฮือกสุดท้าย ส่งสมัครไม่ทันแน่นอน ระหว่างนี้ กกต.จึงมีข้อแนะนำเดียวให้ทยอยจัดตั้งสาขาและตัวแทนพรรคการเมือง เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร พรรคที่จะส่งสมัครทั่วประเทศต้องแย่งกันหาสมาชิกให้ได้ 4-15 ล้านคน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ถือเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของตัวเลขประชากรของประเทศ

นอกจากนั้น พรรคการเมืองยังมีภาระที่ต้องรวบรวมสมาชิกไม่ให้รายชื่อซ้ำซ้อนกัน ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณ ที่สำคัญในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กกต.อนุโลมให้แก่พรรคการเมืองที่คีย์ข้อมูลสมาชิกเข้าระบบไม่ทันให้แนบเอกสารประกอบการสมัคร แต่เมื่อเข้าสู่โหมดของการบังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ กฎหมายให้ถือฐานข้อมูลในระบบเป็นหลัก ข้ออ้างระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง คีย์ข้อมูลไม่ทัน กกต.ไม่รับสมัครแน่นอน

หลังรับเงินอุดหนุนแล้วขอให้แต่ละพรรคแยกย้ายกันไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ปีนี้เงินอุดหนุนอาจจะน้อยไปสักนิด เหตุเพราะตัวเลขพรรคการเมืองยังไม่นิ่ง ในปีหน้า กกต.ขอรับประกันว่าจะผลักดันให้ได้วงเงินเพิ่มขึ้น ก่อนจากกันไป อย่าลืมว่า กกต.เป็นเพื่อนกับพรรคการเมือง

ศรีสะเกษเปลี่ยน “เสี่ยลาว” ย้ายค่าย “ไตรศุลี” เข้าทำเนียบ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศรีสะเกษเปลี่ยน “เสี่ยลาว” ย้ายค่าย “ไตรศุลี” เข้าทำเนียบ

1 สิงหาคม 2562 – 11:07 น.
เสี่ยโต้ง,ไทบ้าน,พรรคพลังประชารัฐ,รัฐบาล,ร่วมรัฐบาล,รัฐบาลลุงตู่,พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ,เสี่ยลาว,สสเฮ้ง,สุชาติ ชมกลิ่น,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 15,581 ครั้ง

ศรีสะเกษเปลี่ยน “เสี่ยลาว” ย้ายค่าย “ไตรศุลี” เข้าทำเนียบ

******************

ในที่สุด “เสี่ยลาว” พรศักดิ์ เจริญประเสริฐ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ อดีต ส..ศรีสะเกษ ก็ไปเปิดตัวที่พรรคพลังประชารัฐ โดยบอกกับนักข่าวสั้นๆ ว่า “ส..เฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น ส..ชลบุรี ชักชวนมา และที่มาก็ไม่ได้ต่อรองเรียกร้องตำแหน่งใดๆ

คนแถวศรีสะเกษพูดลั่น “เสี่ยลาว” ไม่ย้ายค่าย ก็อยู่ยาก เนื่องจากการเมืองในศรีนครลำดวน ทั้งท้องถิ่นและระดับชาติ ตกอยู่ในมือ ตระกูลใหญ่คือ “อังคสกุลเกียรติ” กับ “ไตรสรณกุล” 

ย้ายเพื่อมีที่ยืน

เบื้องหลังการย้ายค่ายจากเพื่อไทยสู่พลังประชารัฐของ “เสี่ยลาว” เกี่ยวกับผลเลือกตั้ง ส..ปี 2562 โดยสนามเลือกตั้งเขตที่ 7 (.เมืองจันทร์.อุทุมพรพิสัย.ห้วยทับทัน และบางตำบลใน อ.ปรางค์กู่เป็นการต่อสู้ของ “เจ้าพ่อโรงสีอุทุมพรฯ” สองกลุ่ม

เสี่ยลาว” ทำธุรกิจโรงสีข้าวสินทวีมาเก่าแก่ ก่อนจะเล่นการเมืองท้องถิ่น และเป็น ส..ศรีสะเกษ สมัยแรกปี 2539 ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือ “เสี่ยก๋อ” มงคลพัฒน์ สรรณ์ไตรภพ เจ้าของโรงสีข้าว ต.ไทยเจริญ โดยเสี่ยก๋อเคยลงสมัคร ส..มารอบหนึ่งแล้ว แต่สอบตก

สุชาติ ชมกลิ่น ชักชวนเสี่ยลาวเข้า พปชร.

การเลือกตั้งเที่ยวนี้ “เสี่ยลาว” อยู่ใบระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ส่วน “มานพ จรัสดำรงนิตย์” อดีต ส..ศรีสะเกษ หลายสมัยนั้น ลงสมัคร ส..เขต 

คู่แข่งของสองอดีต ส.คือ “เลขาฯ แนน” อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ อดีตเลขานุการนายก อบจ.ศรีสะเกษ วิชิต ไตรสรณกุล และลูกชายของเสี่ยก๋อ ที่สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย 

ผลเลือกตั้ง ส..เขต ลูกชายเสี่ยก๋อโค่นแชมป์เก่า และมีคะแนนทิ้งห่าง “มานพ” ค่ายเพื่อไทย หมื่นคะแนน เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้สมัคร ส..โนเนมจากพรรคพลังประชารัฐ มาตัดคะแนนของค่ายเพื่อไทย 

เสี่ยลาวคงประเมินว่า ถ้ายังอยู่เพื่อไทยก็คงอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับเกินหลักสิบอีก โอกาสไม่ได้เป็น ส..ก็มีสูง จึงขอย้ายมาวัดดวงที่ ส..เขต คงได้ลุ้นมากกว่า

 เฉพาะหน้า อาจได้รับตำแหน่งข้าราชการการเมือง กรุยทางสร้างฐานเสียง ดีกว่าเป็นฝ่ายค้านรอวันตาย 

กวาง” ลูกสาวนายก อบจ.

มีข่าวช่วงต้นสัปดาห์นี้ พรรคภูมิใจไทย จะเสนอชื่อ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส..บัญชีรายชื่อลำดับที่ 30 ของพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แทนภราดร ปริศนานันทกุล ส..อ่างทอง ที่เคยมีชื่อก่อนหน้านี้

กวาง” ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นลูกสาวของ วิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ ซึ่งสร้างเครือข่ายการเมืองไว้หลายพรรค ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย 

วิชิต ไตรสรณกุล

วิชิต ไตรสรณกุล เป็นชาว อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จึงมีฐานธุรกิจการเกษตรและการเมืองท้องถิ่น มาแต่สมัยรุ่นเตี่ย “ฮวด ไตรสรณกุล” อดีต ส..ศรีสะเกษ ปี 2518 

เมื่อเตี่ยฮวดติดปัญหาคนต่างด้าว เล่นการเมืองไม่ได้ ภารกิจของเตี่ย จึงตกมาที่พี่ชาย วีระ ไตรสรณกุล เป็น ส..ศรีสะเกษ จนมาถึงรุ่นของวิชิต โดยได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.ศรีสะเกษ สมัยแรกเมื่อปี 2543

ไตรศุลี ไตรสรณกุล

กลยุทธ์ของวิชิต ชูประเด็นความเป็นท้องถิ่นนิยมภายใต้ชื่อ “กลุ่มคนท้องถิ่น” โดยดึงตระกูลการเมืองในศรีสะเกษ มาเป็นรองนายก อบจ

ไล่มาตั้งแต่ มานะพันธ์ อังคสกุลเกียรติ น้องชายของ ฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเล็กเมืองศรีสะเกษวิเชียร ถิระเลิศพานิชย์ ที่มีฐานการเมืองอยู่ชายแดนกันทรลักษ์ และอภิศักดิ์ แซ่จึง หลานชายของปวีณ แซ่จึง อดีต ส..ศรีสะเกษ (ปัจจุบัน ผ่องศรี แซ่จึง ภรรยาปวีณ เป็น ส..แทน

หากมีการแต่งตั้ง “ไตรศุลี” เป็นรองโฆษกรัฐบาลจริง นั่นหมายถึงลูกหลานเตี่ยฮวดสยายปีก “ต่างพรรคแต่พวกเดียวกัน” 

สองตระกูล”ผูกขาด

ตระกูล “ไตรสรณกุล” มิได้ผูกขาดแค่สนามการเมืองท้องถิ่น สำหรับการเมืองระดับชาติ “ธีระ ไตรสรณกุล” ลูกชายคนที่ ของเตี่ยฮวด และพี่ชายของวิชิต ก็เป็น ส..ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย

ธีระ ไตรสรณกุล

ส่วนลูกสาวคนเล็กของเตี่ยฮวดคือ “อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์” ภรรยาของ “นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์” เลือกตั้งที่ผ่านมา อุดมลักษณ์เปลี่ยนแผนดันสามี “จาตุรงค์” สวมเสื้อเพื่อไทย และได้รับเลือกตั้งเป็น ส..เขต เช่นเดียวกับธีระ ไตรสรณกุล ยังเป็น ส..เขต อีกสมัย

อุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ (ไตรสรณกุล)

อีกด้านหนึ่ง ได้เห็นภาพการยกระดับของ “อังคสกุลเกียรติ” กับ “ไตรสรณกุล” จากการเมืองท้องถิ่นสู่การเมืองระดับชาติ ในสีเสื้อภูมิใจไทย เมื่อเลือกตั้งคราวที่แล้ว

นพ.จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์

เมื่อ “โต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ลงสมัคร ส..เขต ศรีสะเกษ และ ไตรศุลี ไตรสรณกุล ลงสมัคร ส..บัญชีรายชื่อ ค่ายเดียวกัน

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

ส่วน “ธนา กิจไพบูลย์ชัย” ลูกชายของประจวบ กิจไพบูลย์ชัย ส.อบจ.ศรีสะเกษ และหลานชายของวิชิต ไตรสรณกุล สวมเสื้อภูมิใจไทย ลงสมัคร ส..ศรีสะเกษ เขต แต่สอบตก 

การเมืองศรีสะเกษ นับวันจะไม่ใช่เรื่องของขั้วสี หากแต่เป็น “เกมการจัดสรรผลประโยชน์ทางการเมือง”  ของคนไม่กี่ตระกูล 

คดีธรรมกายไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381753?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คดีธรรมกายไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

1 สิงหาคม 2562 – 08:50 น.
อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ธรรมกาย,สมศักดิ์ เทพสุทิน,ดีเอสไอ
เปิดอ่าน 2,442 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ขอสนับสนุนคำสั่งการของรัฐมนตรียุติธรรม ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ ที่ขอให้ ‘ดีเอสไอ’ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษให้จัดการรื้อฟื้นคดีธรรมกาย เพื่อให้ตามจับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ‘พระธัมมชโย’ ผู้ต้องหาคดีตามหมายจับมาลงโทษให้ได้

นอกจากนี้ยังมีคดีฉ้อโกงประชาชนและยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เพราะมีความเกี่ยวพันกันที่มีจำนวนเงินนับหมื่นล้านบาท

ปกติแล้ว ‘ดีเอสไอ’ ถูกมองว่าเป็นองค์กรที่มาจากการเมืองหรือนักการเมือง บรรดาผู้บริหารระดับสูงหรืออธิบดีต่างก็เจอข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไปหลายรายแล้ว คราวนี้แหละจะพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร

รัฐมนตรียุติธรรม ‘สมศักดิ์ เทพสุทิน’ นั้นเป็นรัฐมนตรีเก๋าเกม ถ้าไม่ใหญ่จริงสั่งการมาหรือได้ไฟเขียวจากใครบางคนแล้วอยู่เฉยๆ สบายกว่า

อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมนั้นใหญ่โตคับฟ้า เฉพาะ ‘ดีเอสไอ’ กับ ‘กรมราชทัณฑ์’ ก็เหลือกำลังแล้ว

การเข้ามาจัดการกับ ‘คดีธรรมกาย’ จึงเป็นที่ฮือฮาว่าจะออกหัว-ออกก้อย เพราะผู้ต้องหาระดับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายนั้นระดับรัฐมนตรียังต้องกราบ เพราะศรัทธาบารมีสูงส่งยิ่งนัก

โปรดคอยจับตามองว่าใครจะไปก่อนกันระหว่างรัฐมนตรีกับพระผู้มากบารมี !
อ๊อด เทอร์โบ


 สมอ.จะทำได้จริงหรือ?
 ตามคำสั่งของรัฐมนตรีอุตสาหกรรม

ผมติดตามเรื่องนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ แล้วอยากเป็นผู้ถ่ายทอดสดมาให้ทราบเพราะน่าสนใจมากๆ ดังนี้ครับ

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพิ่มบทบาทการดูแลผู้บริโภค ให้ได้ใช้สินค้าที่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ให้มากขึ้น ขณะนี้มีสินค้าที่ไม่ได้ มอก.ถูกนำเข้ามาขายในท้องตลาดอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในตลาดนัดที่มีการเปิดตลาดเป็นบางวัน, ตลาดในชุมชนต่างๆ หรือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่ตระเวนขายสินค้าไปตามที่ต่างๆ ทำให้ผู้บริโภคหลายรายที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปซื้อใช้แล้วได้รับอันตรายทั้งชีวิต และสูญเสียทรัพย์สิน เช่น ถูกไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าช็อตหรือเกิดเพลิงไหม้ โดยจะเน้นกับกลุ่มสินค้าที่ต้องได้รับตรา มอก. ภาคบังคับ 112 มาตรฐาน ที่ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า

รวมทั้งให้ส่งเสริมผู้ประกอบการ ที่ได้เครื่องหมายมอก. ติดเครื่องหมายบนผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคเห็นเด่นชัดขึ้น

สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ ประเภท มีหลายรายการติดเครื่องหมาย มอก.ไว้แอบๆ ไม่ค่อยเห็นเด่นชัด เช่น ติดไว้ด้านหลังของตัวผลิตภัณฑ์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ พัดลม กาต้มน้ำ แทนที่จะติดให้เห็นแบบฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ทำให้ผู้บริโภคไม่เห็นถึงความสำคัญในการซื้อสินค้าที่ต้องได้ตรา มอก. ควบคู่กับตราฉลากเบอร์ 5

เรื่องนี้ สมอ.อาจขอความร่วมมือหรือไปหารือกับกฟผ.ว่า สามารถนำเครื่องหมาย มอก.ไปใส่ไว้คู่กับตรา ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ร่วมด้วยได้หรือไม่ เพื่อให้ผู้บริโภคได้เห็นเด่นชัด ประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ

สมอ.จะต้องเพิ่มความเข้มงวด เรื่องของการปราบปราม โรงงานผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. เพื่อ เป็นการดูแลตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้ มอก.ออกมาจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคและกำลังดำเนินการเรื่องนี้อยู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีแล้ว และยังต้องส่งเสริมให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้า หรือนำเข้าสินค้าที่ได้มอก.การให้ความรู้ผู้ประกอบการว่า การผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานแต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์อย่างไร, การอำนวยความสะดวก หรือลดขั้นตอนการขอตราสัญลักษณ์มาตรฐาน มอก.

ผมเกรงว่าพอรัฐมนตรีมอบนโยบายเสร็จแล้วทุกอย่างก็หายไปตามสายลม
นพพร (กทม.)


 เรียนคุณ ‘นพพร’ กทม.
จดหมายของคุณมีสารประโยชน์มากครับเพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนทุกคนอย่างมาก และที่ผ่านมา สมอ.ก็เหมือนกับยักษ์ที่ยืนหลับหรือไม่มีฤทธิ์เดชอะไร ทั้งๆ ที่จะต้องแสดงบทบาทดูแลมาตรฐานสินค้ามากกว่านี้

บรรดารัฐมนตรีต่างก็มีนโยบายมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆที่กำกับดูแลจัดการเรื่องนั้น-เรื่องนี้เช่นเดียวกับสมอ. ซึ่งต่างก็ขานรับคำสั่งนโยบายต่างๆ

ผมเกรงว่าพอสั่งแล้วก็หายไป ประชาชนก็ต่างต้องรับกรรมเหมือนเดิม
อ๊อด เทอร์โบ


ถึงคิวเก็บภาษีความเค็ม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381832?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ถึงคิวเก็บภาษีความเค็ม

1 สิงหาคม 2562 – 07:31 น.
ภาษี,อาหาร,น้ำตาล,เครื่องดื่ม,โซเดียม,เกลือ
เปิดอ่าน 2,086 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม 2562

มาตรการหนึ่งในการควบคุมเรื่องเครื่องดื่มและอาหารมีน้ำตาลสูงเกินมาตรฐานส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค นั่นคือการปรับขึ้นภาษีน้ำตาลขั้นที่สองที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 โดยเพิ่มอัตราการเก็บภาษีมากยิ่งขึ้น น้ำตาลเกิน 10 กรัม แต่ไม่เกิน 14 กรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร(มล.) เสียภาษี 0.50 บาทต่อลิตร และเกิน 14 กรัม เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร ส่วนขั้นที่สามเริ่มในปี 2564 น้ำตาล 8-10 กรัมต่อ 100 มล. เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร ถ้าสูงกว่านั้นก็เสียเพิ่ม น้ำตาลเกิน 14 กรัม ต่อ 100 มล. เสียภาษี 5 บาทต่อลิตร และขั้นที่สี่ในปี 2566 น้ำตาล 6-8 กรัมต่อ 100 มล.เสียภาษี 1 บาทต่อลิตร สูงสุดเกิน 10 กรัมต่อ 100 มล.เสียภาษี 5 บาทต่อลิตร เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมและป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีสาเหตุมาจากบริโภคน้ำตาลมากเกินควรจนอัตราผู้ป่วยในประเทศสูงมาก

 จากการสำรวจของกรมอนามัยและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา ซึ่งเกินกว่าปริมาณแนะนำถึงกว่า 3 เท่า ในขณะที่สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนก็พุ่งสูงขึ้น รวมไปถึงการบริโภคน้ำตาลมากมีความเสี่ยงเกิดโรคประจำตัวอื่นๆ ตามมาด้วย โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ชอบดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน หรือดื่มนมก็ชอบดื่มนมรสหวาน ยังไม่นับรวมขนมหวานและไอศกรีม ซึ่งพบว่ามีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการบริโภคน้ำตาลในแต่ละวันควรเป็นไปตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ ซึ่งคำนวณง่ายๆ คือในแต่ละวันไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ซึ่งเทียบน้ำตาล 1 ช้อนชา จะเท่ากับประมาณ 4 กรัม โดยให้คำนึงถึงสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละบุคคลด้วย

ขณะเดียวกันยังพบพฤติกรรมคนไทยจำนวนมากบริโภคโซเดียมหรือเกลือในปริมาณสูงเกินมาตรฐานหรือที่เรียกกันว่าติดรสเค็ม ซึ่งมาจากการบริโภคซอสปรุงรสและอาหารแปรรูปตลอดจนกลุ่มอาหารจำพวกบะหมี่สำเร็จรูปที่มีโซเดียมปริมาณมาก ซึ่งพบว่าถ้ากินเค็มมากเกินไปบ่อยๆ จะเกิดโรคเรื้อรังตามมาอีกมากมาย อาทิ โรคความดันสูง และไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้มีการศึกษาพบว่ารสเค็มเป็นรสที่ส่งผลต่อการกินมากที่สุด และเป็นสาเหตุให้ผู้ชอบกินเค็มเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนได้ง่าย โดยเครือข่ายลดบริโภคเค็มได้ให้ข้อมูลที่น่ากังวลว่าปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมติดเค็ม 22.05 ล้านคน และการบริโภคโซเดียมที่เกินความต้องการทำให้เสียชีวิตถึงปีละกว่า 20,000 คน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพฤติกรรมติดเค็มถึง 98,976 ล้านบาทต่อปี

ล่าสุดมีการประชุมหารือร่วมกันเรื่องการจัดเก็บภาษีเกลือหรือโซเดียมเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง โดยเห็นว่ามาตรการที่ได้ผลดีที่สุดคือการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปรับสูตรผลิตภัณฑ์อาหารให้มีปริมาณเกลือหรือโซเดียมลดลง โดยคณะกรรมการนโยบายการลดบริโภคเกลือและโซเดียมแห่งชาติเลือกมาตรการด้านภาษีเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับสูตรอาหาร แต่ในเวทีดังกล่าวตัวแทนภาคอุตสาหกรรมยังเห็นต่างในหลายมุมมองและยังไม่สนับสนุนนโยบายขึ้นภาษีโซเดียมพร้อมเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการจากทั้งภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาทางออก อย่างไรก็ตามปัญหาการบริโภคหวาน-เค็มเกินไปเป็นสิ่งจำเป็นต้องแก้ไข และมาตรการด้านภาษีก็เป็นเครื่องมือที่ประเทศนานาสากลใช้ในการกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

ประชุมสภาอภิปรายนโยบาย…ประชาชน (ไม่) ได้อะไร?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381696?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชุมสภาอภิปรายนโยบาย…ประชาชน (ไม่) ได้อะไร?

31 กรกฎาคม 2562 – 13:20 น.
ดรเจษฎ์ โทณวณิก,ประชุมสภา
เปิดอ่าน 1,505 ครั้ง

ประชุมสภาอภิปรายนโยบาย…ประชาชน (ไม่) ได้อะไร?

ผ่านไป 2 วัน 2 คืน กับการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยไม่มีการลงมติ

บรรยากาศเต็มไปด้วยความคุกรุ่น ขัดแย้ง ปั่นป่วน ตีรวน วุ่นวาย มุ่งเน้นแต่เรื่องคุณสมบัติและแบ่งแยกเผด็จการกับประชาธิปไตยในระดับ “เอาเป็นเอาตาย” แม้จะมีการอภิปรายดีๆ ของ ส.ส.น้ำดีสลับมาบ้าง แต่ก็น้อยจนน่าใจหาย

คำถามก็คือประชาชนได้อะไรบ้างจากการอภิปรายนโยบายของรัฐบาล และนักการเมืองยกระดับการทำงานของตัวเองมากน้อยแค่ไหน ?

ดร.เจษฎ์ โทณวณิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวกับ “ล่าความจริง” ถึงภาพรวมการอภิปรายนโยบายรัฐบาลตลอด 2 วันที่ผ่านมาว่า ประชาชนได้ประโยชน์จากเรื่องนี้เพียง 10-15% เท่านั้น เนื่องจากต้องมาเสียเวลาฟังการประท้วง เสียดสี ตำหนิติเตียนกัน

แต่ประเด็นที่น่าสังเกตก็คือ ตั้งแต่แรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ควรเดินตามเกมฝ่ายค้านในเรื่องการอ่านนโยบายทั้งฉบับ ควรจะสรุปผ่านเพาเวอร์พอยต์ เพราะการแถลงนโยบายไม่จำเป็นต้องละเอียด แค่สรุปสาระสำคัญและอธิบายให้เข้าใจก็เพียงพอ เนื่องจากฝ่ายค้านเองก็มีเอกสาร แต่เมื่อต้องอ่านทุกบรรทัด ทุกย่อหน้า แทนที่ประชาชนควรเข้าใจ กลับไม่เข้าใจเกี่่ยวกับนโยบายเลย

ขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็พูดนอกเรื่อง ไม่ได้อยู่ในประเด็นเกี่ยวกับนโยบาย เน้นไปที่ตัวบุคคลค่อนข้างมาก มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาจริงๆ คิดเป็น 20% เท่านั้น จริงๆ แล้วฝ่ายค้านควรแนะนำหรืออธิบายกับเนื้อหานโยบายมากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องเม็ดเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ในแต่ละนโยบาย ซึ่งรัฐบาลอธิบายไม่ชัดเลย และฝายค้านก็ไม่ได้วิพากษ์ประเด็นนี้ เพราะการนำนโยบายไปปฏิบัติ หากเสี่ยงก่อให้เกิดหนี้ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร

ส่วนท่าทีของนายกฯ ที่ปรากฏตลอด 2 วันในช่วงการอภิปรายนโยบาย ดร.เจษฎ์ เสนอว่า นายกฯ ควรนิ่งมากกว่านี้ เพราะเป็นเพียงการอภิปรายนโยบายเท่านั้น เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยังไม่ถึงการอภิปรายงบประมาณ หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถ้าเป็นช่วงนั้น นายกฯ อาจต้องเจอมากกว่านี้เป็น 2 หรือ 3 เท่า

“เมื่อนายกฯ แสดงท่าทีไม่พอใจ ทำให้สถานการณ์เสียเปรียบ ขณะที่ฝ่ายค้านก่อนหน้านี้บอกว่าจะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ แบบยุคใหม่ แต่ภาพที่ปรากฏทั้ง ส.ส.หน้าเก่าและใหม่ ยังคงเล่นการเมืองรูปแบบเดิมๆ และไม่ก่อประโยชน์อะไร” ดร.เจษฎ์ สรุป

ขณะที่ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวกับ “ล่าความจริง” เช่นกันว่า ภาพรวมของนโยบายรัฐบาลก็ถือว่าดี โดยเฉพาะถ้าทำได้จริง แต่ก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะเหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติค่อนข้างมาก และไม่มีแนวปฏิบัติ ตลอดจนงบประมาณที่นำมาใช้ จึงไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงตามนั้นหรือไม่ คงต้องรอดู

จุดเด่นของนโยบาย ที่โดดเด่นมากก็คือ ข้อ 7.2 การสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ถือว่าเขียนออกมาดี มีการส่งเสริมวัฒนธรรม แต่ต้องระวังอย่าให้เป็นแบบเดิมๆ ที่ไม่เกิดผลอะไรตามมา คือทำแค่อีเวนท์ และที่ยังเขียนไม่ชัดคือ การสร้างอัตลักษณ์เรื่องวัฒนธรรม และที่เกี่ยวกับค่านิยมจริยธรรม ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องสำคัญมาก และวัฒนธรรมไม่ใช่แค่การแต่งกาย แต่เป็นเรื่องของจิตใจและการประพฤติด้วย โดยสิ่งที่ขาดคือ “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย” ที่ไม่มีเขียนเอาไว้เลย

ส่วนจุดด้อยที่น่าเสียดายมาก คือ เรื่องความเสมอภาคทางเพศ ความหลากหลายทางเพศ และกระจายอำนาจ เขียนเอาไว้น้อยมาก สะท้อนถึงการให้ความสำคัญ โดยคำว่า “สตรี” มีคำเดียวในนโยบาย 30 กว่าหน้า อยู่ในข้อ 5.9.3 ส่งเสริมเยาวชนและบทบาทสตรีในการเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ แต่ขาดการเสริมสร้างบทบาททางการเมือง

ด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แสดงความกังวลการทำหน้าที่ของ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เพราะไม่สามารถควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยได้ แม้จะเคยทำหน้าที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติมานานถึง 5 ปี แต่เป็นคนละเรื่องกับสภาเลือกตั้งที่นักการเมืองมีความเก๋า มีลูกล่อลูกชน และมีลูกเล่นทางกฎหมายรวมถึงข้อบังคับอย่างแพรวพราว

รศ.ดร.ยุทธพร ยังประเมินว่า การแถลงนโยบายที่ผ่านมา ไม่มีใครได้ใครเสีย เพราะยังมุ่งถกเถียงกันแต่เรื่องเดิมๆ คือ การเอาหรือไม่เอา คสช. ไม่ค่อยได้แตะเนื้อหานโยบายเท่าที่ควร ส่วนการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ว. และ ส.ส. แม้จะยกระดับขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังมีปัญหาการประท้วงและโต้เถียงกันในประเด็นที่ไม่สร้างสรรค์ จึงยังไม่สามารถเพิ่มความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้

สุดท้าย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชื่อดัง ยังฝากเตือนไปถึงสมาชิกรัฐสภาบางคนว่า ไม่ควรพูดสนับสนุนการรัฐประหารในสภา แต่ควรเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการพูดผิดเวที

รู้จัก”กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ”เจ้าของวาทะ “ส.ส.ขี้ข้าโจร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รู้จัก”กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ”เจ้าของวาทะ “ส.ส.ขี้ข้าโจร”

31 กรกฎาคม 2562 – 13:20 น.
กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ,วาทะ,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 6,422 ครั้ง

คอลัมน์…  ล่าความจริง..พิกัดข่าว    โดย…  อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์

มีควันหลงการประชุมรัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเพิ่งจะปิดประชุมกันไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

การอภิปรายของบรรดาผู้ทรงเกียรติทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ต้องบอกว่าร้อนแรงอยู่หลายช่วง และเกิด “คู่กัด” คู่ใหม่ในแวดวงสภาไทย

“คู่กัด” คู่ล่าสุด ถ้ายังจำกันได้ คือ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. กับ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย

ต้นเหตุสืบเนื่องจาก นายยุทธพงศ์อภิปรายตรวจสอบโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. กระทรวงมหาดไทย ในความดูแลของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จนถูกประท้วงขัดจังหวะบ่อยครั้ง ก็เลยหลุดคำพูดทำนองว่า “พวกตัวประกอบ 5 บาท” เป็นเชิงตำหนิ ส.ส. และ ส.ว.ที่ลุกขึ้นประท้วง ทำให้บรรยากาศร้อนระอุ

นายกิตติศักดิ์ยกมือประท้วง และขอให้ถอนคำพูด เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมถอน นายกิตติศักดิ์จึงบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นขอเรียก ส.ส.ผู้อภิปรายว่า ส.ส.ขี้ข้าโจร” ทำเอานายยุทธพงศ์สวนกลับทันควันว่า “ท่านก็เลียรองเท้าทหาร” จนสุดท้ายมีการท้าทายแลกกำปั้นกันกลางสภา

“ล่าความจริง” ได้ขอสัมภาษณ์เรื่องนี้กับ ส.ว.กิตติศักดิ์ ซึ่งอยู่ระหว่างลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่วัดบางคลาน หรือวัดหลวงพ่อเงิน อ.โพทะเล จ.พิจิตร

นายกิตติศักดิ์ ชี้แจงว่า ตลอดช่วงที่มีการประชุมสภา มีการด่าทอสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมาตามรัฐธรรมนูญอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่เข้าใจว่าทำไม ส.ส.บางรายถึงได้ชอบว่ากล่าวสมาชิกวุฒิสภาอย่างไม่มีความเกรงใจ แถมยังมีคำพูดที่ว่า เป็นพวกตัวประกอบ 5 บาท 10 บาท และด่าอย่างต่อเนื่องไม่หยุด จึงทนไม่ไหว

“ผมนั่งฟังมานานจนรู้สึกทนไม่ไหว ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูน ก็เลยตอกกลับไปว่า ‘ส.ส.ขี้ข้าโจร’ ผมก็ไม่เข้าใจว่าแค่พูดไปประโยคเดียวจะดิ้นออกอาการอะไรนักหนา ส่วนประเด็นเรื่องการกวักมือให้ ส.ส.รายนี้มาดวลกันสักเพลงมวยจะดีไหม ก็เนื่องจากว่าหลังจากที่ผมพูดว่า ‘ส.ส.ขี้ข้าโจร’ ทางฝั่งตรงข้ามก็ยังไม่เลิกพูด แถมยังบอกว่างั้นเพิ่มราคาให้จาก 5 บาท เปลี่ยนเป็น 500 บาทให้ก็ได้ ผมจึงบอกว่า เอาแบบนี้แล้วกัน ผมไม่อยากให้เสียเวลาของประชาชนที่ดูการถ่ายทอดสด งั้นเราออกไปดวลกันสักหนึ่งเพลง เอาแบบไทยไฟท์เลยก็ได้” ส.ว.กิตติศักดิ์ กล่าว

ส.ว.คนดังยอมรับว่า หลังจากเหตุการณ์ในสภาผ่านพ้นไป ก็มีกระแสทั้งด้านลบและด้านบวก ก็ต้องยอมรับกันไป และตนก็ไม่ได้ทำอะไรนอกกรอบ ไม่มีการถึงเนื้อถึงตัว ส.ส.คนนั้น และตนไม่ได้ติดใจอะไร ส่วนเรื่องของการขอโทษกลับไปยัง ส.ส.รายนั้น พูดได้เพียงแค่ว่า “อย่าหวัง”

“เขาก็ด่าผมว่าเลียบู๊ททหารแล้วนี่ จะเอาอะไรอีก” ส.ว.กิตติศักดิ์ กล่าว

สำหรับประวัติ ส.ว.กิตติศักดิ์ พื้นเพเป็นคนพิจิตร เคยเล่นการเมืองท้องถิ่น และยังเคยเป็นประธานชาวนาภาคเหนือ และอุปนายกสมาคมเครือข่ายชาวนาไทย เคยพาชาวนาภาคเหนือตอนล่างชุมนุมประท้วงเพื่อทวงเงินค่าจำนำข้าวจากรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาแล้ว

ต่อมาหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ก็มีชื่อ กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.ด้วย เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย และช่วงที่เป็น สนช.นี้เอง ที่เขาได้รับมอบหมายให้เข้าไปทำหน้าที่ “กาวใจ” จัดการปัญหาขัดแย้งที่วัดบางคลาน หรือวัดหลวงพ่อเงิน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ซึ่งมีการปลดเจ้าอาวาสรูปเก่า และตั้งเจ้าอาวาสรูปใหม่เข้าไปจัดการทรัพย์สินและวัตถุมงคล แต่มีชาวบ้านตำบลท่านั่ง ซึ่งศรัทธาอดีตเจ้าอาวาส ล้อมกุฏิ ปิดวัด ไม่ให้เจ้าอาวาสรูปใหม่เข้าไปทำงาน จนเกิดการเผชิญหน้า

ปีที่แล้ว ส.ว.กิตติศักดิ์ สมัยที่ยังเป็น สนช. ก็ลงพื้นที่ไปอีกรอบ และไปร่วมเคลื่อนไหวในฝั่งชาวบ้านที่ล้อมวัดอยู่ จนสุดท้ายต้องมีการเจรจาพูดคุย และหยุดความรุนแรงเอาไว้ได้

สำหรับแผนงานต่อไปที่เจ้าตัวจะเดินหน้าในฐาน ส.ว. ก็คือโครงการพัฒนาบึงสีไฟ สัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองของพิจิตร

“ตลอดเวลากว่า 5 ปีที่ผมได้รับเลือกเป็น สนช. ได้มีโอกาสทำหน้าที่ประธานอนุกรรมาธิการกระจายการผลิตสินค้าเกษตร จึงตามไปดูต้นทางการผลิตทั่วประเทศ ทำให้มีความผูกพันกับเกษตรกรหลายพื้นที่ รวมถึง จ.พิจิตรด้วย จนกระทั่งได้รับตำแหน่ง ส.ว. จึงเดินหน้าสานต่อภารกิจเดิม คือช่วยเหลือชาวบ้าน โดยได้รับความร่วมมือจาก ส.ส. โดยในส่วนของจังหวัดพิจิตร เตรียมโครงการพัฒนาบึงสีไฟ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองพิจิตร ปัจจุบันบึงสีไฟตื้นเขินจนมีไฟไหม้แทบทุกปี แต่กลับไม่มีหน่วยงานไหนเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องถึง 8 กรม ฉะนั้นผมจึงเข้ามาทำหน้าที่ประสานงานเรื่องนี้ และหวังว่าจะฟื้นฟูบึงสีไฟให้กลับมาเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ของพิจิตรได้เหมือนเดิม”

นี่คือตัวตนและผลงานของ ส.ว.กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ เจ้าของวาทะ “ส.ส.ขี้ข้าโจร”

ทำดีดุจเกลือ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/381676?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทำดีดุจเกลือ

31 กรกฎาคม 2562 – 11:20 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
เปิดอ่าน 2,098 ครั้ง

คอลัมน์…   จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

เสร็จการอภิปรายและการแถลงนโยบายรัฐบาลไปแล้ว ตอนนี้เรือเหล็กที่มีกัปตันลุงตู่ได้ฤกษ์ลงน่านน้ำอย่างเป็นทางการเพื่อเก็บแต้มในการทำงานและตอบโจทย์สังคม

ไม่กี่วันก่อนโพลล์หลายสำนักให้คะแนน ครม.ประยุทธ์ 2 และคะแนนการทำหน้าที่ในรัฐสภากันมาบ้างแล้ว ใครได้กี่แต้มไปไล่ดูกันเอง…

จากนี้ไปเชื่อว่าโพลล์จะทยอยออกสำรวจความเห็นชาวบ้านเกี่ยวกับการทำงานของรมต.แต่ละคน ว่าใครเป็นรมต.โลกลืม…ใครเป็นรมต.สังคมจดจำ และจะเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่จะบอกอายุของรมต.คนนั้นๆ ว่าจะได้สิทธิอยู่ต่อหรือไปก่อนในยามที่เรือเหล็กถึงคราวต้องซ่อมบำรุงและเปลี่ยนกำลังพล

แน่นอนว่ารัฐบาลผสม 19 พรรคที่มีพปชร.เป็นแกนนำนั้น เสนาบดีแต่ละค่ายย่อมต้องทำหน้าที่ตามนโยบายรัฐบาล แต่วิธีขับเคลื่อนนั้นอยู่ที่เจ้าตัวว่าจะดำเนินภารกิจในกระทรวงออกมาเป็นรูปธรรมที่สังคมจับต้องได้เช่นใด

ภาพหนึ่งที่มิค่อยปรากฏในอดีต แต่ห้วงเวลานี้เผยออกมาหลายครั้งแล้วสำหรับการทำงานเป็นทีมเวิร์กคือ ภาพของสามรมต.กระทรวงหูกวาง ลงพื้นที่ร่วมกันเสมอในการตรวจราชการ

ราชรถ 1 คือ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากภท. ราชรถ 2 คือ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ จากพปชร. และราชรถ 3 คือ ถาวร เสนเนียม จากปชป. ลงแก้ปัญหาของกระทรวงคมนาคมร่วมกันแบบไม่แบ่งขั้วไม่แบ่งค่าย

ปัญหาถนนเจ็ดชั่วโคตรคือถนนพระราม 2 มีการเกาะติดพื้นที่เช็กที่มาของปัญหามาสองสัปดาห์ จนการติดขัดของถนนสายนี้เบาบางลง, การเสนอและศึกษาค่าใช้จ่ายนำรถบรรทุกจากภาคใต้ไปยังภาคตะวันออกด้วยเรือข้ามอ่าวไทย, การเตรียมศึกษาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสิบห้าบาทตลอดสายเพื่อช่วยปัญหาค่าครองชีพของชาวบ้านให้เบาบางลง

พูดง่ายๆ เจ้ากระทรวงหูกวาง นำ รมช.ทั้งสองลุยงานเจ็ดวัน พร้อมให้ข้าราชการ คนการเมือง ชาวบ้านและสื่อเข้าพบได้ทุกเวลา ซึ่งแตกต่างกับห้าปีที่แล้วยิ่งนัก เพราะภาพแบบนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้น

และเป็นไปได้หรือไม่ว่าเสี่ยโอ๋ซึ่งเป็นเป้าสายตาหนึ่งของสังคมที่มาดูแลกระทรวงคมนาคมที่มีงบมหาศาลต้องการที่จะสร้างภาพลักษณ์และผลงานเชิงประจักษ์ออกมาโดยเร็ว เพราะบางภาพและบางข้อมูลที่สังคมรับรู้ล่วงหน้าว่า ภท.หมายมั่นกระทรวงนี้มากำกับดูแล อาจมีข่าวคราวผลประโยชน์ทับซ้อนให้บางคนบางกลุ่ม และงบลงทุนของกระทรวงหูกวางเกี่ยวกับระบบคมนาคมของไทยตามโรดแม็พที่ลุงตู่วางไว้นั้นมีมาก

ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่เสี่ยโอ๋จะลบคำครหาข้างต้นและเร่งสร้างแต้มให้ตัวเองและครม. ด้วยการดึงสองรมช.ร่วมคณะไปในการปฏิบัติภารกิจ เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่ากระทรวงนี้จับมือกันทำงานแบบไม่แบ่งพรรค รวมทั้งมิให้เกิดข่าวเชิงลบเกี่ยวกับเงินทอนที่อาจจะตามมา

หาก รมต.ในกระทรวงอื่นๆ และพรรคอื่นๆ จะนำกลยุทธ์นี้ไปใช้ก็มิแปลก แถมจะเป็นการเพิ่มคะแนนนิยมให้ตัวเองรวมทั้งลุงตู่ได้เรื่อยๆ เพื่อเป็นเกราะป้องกันทางการเมือง

ตรงนี้ขอชื่นชมและให้กำลังใจสำหรับรมต.ที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง และหวังว่าจะทำดีได้ตลอดศก อย่าให้บังเกิดมลทินที่หลายคนจ้องจับตา

หากครม.ทั้งหมดทำแบบนี้ได้ สังคมก็พอมีหวังในใจให้เกิดขึ้นว่าพอฝากผีฝากไข้ได้บ้าง

ดังนั้น รมต.ของลุงตู่ชุดนี้ควรรักษาความดีดุจเกลือรักษาความเค็มไว้ให้นานเท่านาน

แต่หากใครประกอบมิชอบก็เสมือนปลาเน่าในข้อง…ลุงตู่อย่าไว้ไมตรีต้องเช็กบิลทันทีโดยไม่ต้องสนหน้าอินทร์หน้าพรหม

หากปล่อยปลาเน่าตัวนั้นไว้เนิ่นนาน ลุงตู่จะต้องรับกรรมเพียงลำพังเพราะเป็นคนเลือกบุคคลนั้นๆ ขึ้นเรือเหล็กเอง !