อุ้ม “เปรม” ไม่ผิด คิดอุ้ม “ตู่” จะเป็นจะตาย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372387?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อุ้ม “เปรม” ไม่ผิด คิดอุ้ม “ตู่” จะเป็นจะตาย

21 พฤษภาคม 2562 – 09:55 น.
กระดานความคิด,พรรคประชาธิปัตย์,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ชวน หลีกภัย,พลอเปรม ติณสูลานนท์,ป๋าเปรม
เปิดอ่าน 33,782 ครั้ง

คอลัมน์…  กระดานความคิด  โดย…  บางนา บางปะกง 

พักนี้ มีนักการเมือง “สะตอ” ออกมาท่องอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ผ่านสื่อโซเชียลถี่หน่อย ใครก็รู้ ตั้งแต่ 6 เมษายน 2489 พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศชัดว่า “พรรคจะไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นระบบและวิธีการของรัฐบาลใดๆ”

ทำนองเดียวกัน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยในรอบ 40 ปีมานี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งถึง 3 ครั้ง

         มินับกรณี ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ปชป. ไม่เอาเผด็จการทหาร แต่เจรจากับขุนศึก “จอมพล ป.พิบูลสงคราม” ในค่ายทหารที่ลพบุรี ก่อนยอมนั่งนายกรัฐมนตรีชั่วคราว

มินับกรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มขุนศึกบูรพา ให้เป็นนายกรัฐมนตรี หลังเหตุวิกฤติการเมือง ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย

หลังรัฐประหาร โดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ จัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยครึ่งใบ เพราะยังเปิดโอกาสให้คณะทหารได้เข้ามามีอำนาจ ผ่านกลไกรัฐสภา

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 เปิดทางให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรี และให้ “วุฒิสภา” โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้

22 เมษายน 2522 เลือกตั้งใต้เงาปืน พรรค ปชป.พ่ายยับทั่วประเทศ เฉพาะสนามเมืองหลวง พรรคประชากรไทยฟีเวอร์ ของสมัคร สุนทรเวช กวาดเกือบหมด ยกเว้นเขต 6 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ ค่าย ปชป. สอบได้คนเดียว ส่วนสนามภาคใต้ ถือว่าเป็นยุคทองของพรรคกิจสังคม

หลังการลาออกของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ที่มาจากโหวตในสภา พรรค ปชป.ก็เข้าร่วมหนุน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2523

          นักวิชาการสมัยโน้น เรียกการเข้าสู่การเมืองของนายทหาร พ.ศ.โน้นว่า การสืบทอดอำนาจ เพื่อการสถาปนาระบอบกึ่งเผด็จการ หรือประชาธิปไตยครึ่งใบ พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2521

เลือกตั้ง 2526 พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร นำพรรคชาติไทย ได้เสียงมากที่สุด พยายามจับขั้วตั้งรัฐบาล โดยเสนอตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อพรรค ปชป. และพรรคกิจสังคม ยังเลือกที่จะหนุน พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

เลือกตั้ง 2529 พิชัย รัตตกุล นำพรรค ปชป.ชนะการเลือกตั้ง ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของนักวิชาการหัวก้าวหน้าให้พิชัยแสดงความกล้าหาญ โดยเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี และจับมือพรรคชาติไทย และพรรคกิจสังคม จัดตั้งรัฐบาล

ปรากฏว่า “กลุ่มสะตอสามัคคี” ที่เติบใหญ่ในพรรค ปชป. หลังได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลเปรมมาแล้ว อาทิ บัญญัติ บรรทัดฐาน, วีระ มุสิกพงศ์, ไตรรงค์ สุวรรณคีรี และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิถต์ กลับไม่ยอมให้พรรคตัวเองเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุน “ป๋าเปรม” เป็นนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง

“เสี่ยหมากหอม” พิชัย หัวหน้า ปชป. ต้องแอบมากระซิบนักข่าวว่า ปชป.ได้ “ข้อมูลใหม่” เกี่ยวกับความมั่นคง จึงต้องหนุนป๋าเปรมอีกครั้ง เพื่อบ้านเมืองสงบร่มเย็น

กระทั่ง พล.อ.เปรม ลั่นวาจา “ป๋าพอแล้ว” หลังการเลือกตั้ง 2531 พรรคประชาธิปัตย์ จึงหันไปสนับสนุน พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี

          สรุป พรรค ปชป.สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ถึง 3 ครั้ง โดยที่ป๋าเปรมไม่ได้เป็น ส.ส.และไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด

ลึกๆ แล้ว ห้วงเวลานั้น คอการเมืองก็รู้ดีว่า กองทัพสนับสนุนป๋าเปรม และมีพรรคการเมืองขนาดเล็ก 2-3 พรรคที่กองทัพให้การหนุนช่วย อาทิ พรรคราษฎร และพรรคสยามประชาธิปไตย

ที่ต้องเล่าประวัติศาสตร์การเมืองยุคกึ่งเผด็จการ เพราะรำคาญบรรดานักประชาธิปไตยจ๋า ในพรรคเก่าแก่ที่พยายามอ้าง “ประชาธิปไตย” ไม่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

          พฤติกรรมคิดแต่จะเป็นพระเอก ไม่ยอมเป็นผู้ร้าย ดูจะเป็นท่วงทำนองของนักเลือกตั้งพรรคเก่าแก่มาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ระวังโรคพิษสุนัขบ้าฉีดวัคซีนป้องกันด่วน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372392?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ระวังโรคพิษสุนัขบ้าฉีดวัคซีนป้องกันด่วน

21 พฤษภาคม 2562 – 09:13 น.
อ๊อด เทอร์โบ,โรคพิษสุนัขบ้า,วัคฉีน
เปิดอ่าน 1,185 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีข่าวแจ้งถึงเจ้าของสัตว์เลี้ยงและประชาชนทุกท่าน ได้โปรดทราบว่าขณะนี้หลายท้องที่เกิดโรคพิษสุนัขบ้าระบาด จนมีรายงานจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตที่สุรินทร์

เวลานี้กรมปศุสัตว์ได้ให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศเฝ้าระวังดังประกาศอย่างเป็นทางการที่ ‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางถึงการดำเนินการและเฝ้าระวัง

โปรดสังเกตอาการสุนัข-แมวว่าแสดงอาการอย่างไรและหากท่านใดที่ถูก ‘สุนัข-แมว’ กัด, ข่วน, เลียบาดแผล อย่าประมาท ให้รีบพบแพทย์และฉีดวัคซีนด่วน

ขอชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และกรมควบคุมโรคที่ดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างมีระบบแบบแผนมา ณ ที่นี้
อ๊อด เทอร์โบ


 กรมปศุสัตว์เตือนป้องกัน
 โรคพิษสุนัขบ้า

หลังจากที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า 1 ราย ที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งถือเป็นรายการแรกของปี 2562 นั้น กรมปศุสัตว์ได้จัดส่งชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วจากส่วนกลางเข้าร่วมกับ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุรินทร์ ดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสุนัขในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบจุดที่ผู้เสียชีวิตถูกสุนัขกัด ในพื้นที่ของเทศบาลเมืองสุรินทร์

พร้อมกันนี้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ทุกพื้นที่ทั่วประเทศบูรณาการกับทุกภาคส่วนลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน เพื่อเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าเชิงรุก ค้นหาสัตว์กลุ่มเสี่ยงหรือสัตว์ที่แสดงอาการของโรคอย่างเข้มงวดอีกด้วย อย่างไรก็ตามเนื่องจากในปีนี้มีสภาวะอากาศที่ร้อนมาก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่จะทำให้สุนัขหรือแมวแสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้า จึงได้กำชับและเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ยกระดับมาตรการป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าอย่างสูงสุด โดยให้กำหนดการดังนี้

1.จุดเกิดโรครัศมี 5 กม. รอบจุดเกิดโรคต้องฉีดวัคซีนให้สุนัขและแมวครบ 100% ทุกตัว โดยใช้วัคซีนของกรมปศุสัตว์ที่ได้เตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว
2.อาสาปศุสัตว์เคาะประตูบ้านเอกซเรย์ค้นหาสัตว์ป่วยเชิงรุก เพื่อรู้โรคเร็วและลดความเสี่ยงที่จะไปกัดคนรวมถึงค้นหาผู้สัมผัสสัตว์สงสัยให้ได้รับการฉีดวัคซีน
3.เก็บตัวอย่างสัตว์ป่วยที่สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าส่งตรวจ ซึ่งจะทราบผลตรวจภายใน 24 ชั่วโมง
4.ร่วมกับ อบต. เทศบาล รณรงค์ฉีดวัคซีนฟรีทั่วประเทศ ให้กับสุนัขและแมวเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค
5.ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชน เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าและให้นำสัตว์ไปฉีดวัคซีนฟรีที่อบต. เทศบาล ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด หากพบสัตว์เลี้ยง สุนัข-แมวมีอาการผิดปกติอย่าชะล่าใจ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอทุกพื้นที่เข้าควบคุมโรค พร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจวินิจฉัย หรือสามารถเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการระงับเหตุ ลดความเสี่ยงและป้องกันคนหรือสัตว์ถูกกัด

ประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ต้องรีบพาสัตว์เลี้ยงไปรับการฉีดวัคซีน หรือหากพบสุนัขหรือแมวแสดงอาการผิดปกติโดยสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า จะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ระบบประสาท ถ้าเป็นสุนัขจะแสดงอาการดุร้าย กัด แทะสิ่งของ โดยไม่เจ็บปวด ตัวแข็ง กระวนกระวาย เมื่อเข้าสู่ระยะอัมพาต สุนัขจะลิ้นห้อย น้ำลายไหล คล้ายกับมีของติดคอ ลุกไม่ได้และตาย

แมวมักหลบในที่มืด และอาการเช่นเดียวกับสุนัข ซึ่งจะสามารถแพร่เชื้อโรคได้นาน 1-7 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการป่วย และตลอดเวลาที่แสดงอาการ โดยจะขับเชื้อโรคออกมาจากน้ำลายจนถึงตายรวมแล้วประมาณ 10 วัน จึงอย่าได้ชะล่าใจให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอทุกพื้นที่เข้าควบคุมโรค พร้อมเก็บตัวอย่างส่งตรวจวินิจฉัย หรือสามารถเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการระงับเหตุ ลดความเสี่ยง และป้องกันคนหรือสัตว์ถูกกัดต่อไป

สำคัญที่สุดคือหากประชาชนถูกสุนับ-แมวกัด ข่วน หรือเลียบาดแผลอย่าชะล่าใจ ให้รีบพบแพทย์โดยเร็วเพื่อวินิจฉัยและรับวัคซีน ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อป้องกันตนเองไว้ก่อน
 รวยกระจุก-จนกระจาย

 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ชาวไทยมีความยากจนมากถึงประมาณ 15 ล้านคน จนถึงขนาดขาดแคลนอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค โดยภาพรวมประมาณ 70% คนชั้นกลางประมาณ 20% และกลุ่มคนรวย-รวยมาก ติดอันดับโลก 10% แสดงถึงความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนจนกับคนรวย

ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประชาชนนั้นมีมานานมากแล้ว แต่นับวันช่องว่างดังกล่าวจะยิ่งห่างไกลกันเป็นอย่างมาก จนอาจจะเกิดวิกฤติได้ในอนาคต โดยการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี คือการปรับโครงสร้างการบริหารประเทศจากการกระจุกอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นการกระจายอำนาจให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด 77 จังหวัด เพราะสามารถตอบสนองปัญหาความเดือดร้อน-ความต้องการ-ความจำเป็นของประชาชนได้ดีกว่าระบบแต่งตั้ง ที่สำคัญ ผู้ว่าฯ ที่มาจากการเลือกตั้งรู้จักพื้นที่ รู้จักผู้คนในพื้นที่อีกด้วย ย่อมสามารถที่จะแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนไทยได้เป็นอย่างดี เท่ากับเป็นการช่วยแบ่งเบาภารกิจจากส่วนกลาง เป็นตัวช่วยที่สำคัญ    เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ประเทศชาติ และเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานแก่ประชาชน เห็นเป็นการสมควรปรับโครงสร้างการบริหารประเทศใหม่ ตามที่กล่าวข้างต้น การกระจุกอำนาจไว้ส่วนกลาง ทำให้เกิดการเสพติดในอำนาจและผลประโยชน์

จึงต้องกระจายอำนาจเพื่อให้ประชาชนมีบทบาท มีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นในอำนาจและผลประโยชน์ ตลอดทั้งให้มีโอกาสเงยหน้า
ศักดา (ร้อยเอ็ด)

ตอบคุณ ‘ศักดา’ ร้อยเอ็ด
เคยมีเสียงเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมานานแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จสักที เพราะทางรัฐบาลอ้างโน่นนี่ โดยเฉพาะเหตุผลที่เหมือนกับดูถูกประชาชนเจ้าของพื้นที่ว่า ผู้ว่าฯ ที่จะมาจากการเลือกตั้งอาจจะเป็นผู้มีอิทธิพล-นักเลงหรือขาใหญ่ ฯลฯ ซึ่งชาวบ้านธรรมดาเกรงกลัวหรืออาจจะไม่มีผู้ลงสมัครแข่งขัน

ด้วยเหตุนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงเป็นข้าราชการประจำที่ส่งไปจากมหาดไทย ไปทำงาน 2-3 ปีแล้วก็ย้ายออกไป กินตำแหน่งใหญ่กว่าหรือทำงานแบบเรื่อยๆ ตามน้ำ รอปลดเกษียณ

มีผู้สงสัยว่า แล้วบรรดา ส.ส. หรือผู้บริหารท้องถิ่นอย่าง อบต./อบจ. ทำไมเลือกตั้งได้และไม่เข้าข่ายผู้มีอิทธิพลบารมีหรือใช้เงินซื้อเสียงหรอกหรือ ?

นี่เป็นสาเหตุหนึ่งหรือไม่ที่ทำให้ผู้ว่าฯ แต่งตั้ง ไม่เข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชน และทำให้จังหวัดนั้นๆ ไม่มีความเจริญพัฒนา

ที่พิสูจน์เห็นชัดเจนคือ เวลานี้มีคนจนมากกว่าคนรวยแบบที่เรียกว่า ‘รวยกระจุก-จนกระจาย’ เป็นช่องว่างเกิดขึ้นทุกที

รัฐบาลต้องลดช่องว่างคนจน-คนรวยให้ได้ เพราะปล่อยไว้เป็นอันตรายและจะเป็นเชื้อไฟลุกลามก่อเหตุตามมาอีกมากมาย
อ๊อด เทอร์โบ

พิมพ์นิยมออนไลน์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372391?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พิมพ์นิยมออนไลน์

21 พฤษภาคม 2562 – 09:08 น.
โรงพยาบาล,นักเรียน,ทรงผม,ทรงผมนักเรียน,เครื่องแต่งกาย,อริ
เปิดอ่าน 313 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันอังคารที่ 21 พฤษภาคม 2562

เหตุการณ์วัยรุ่นและหนุ่มฉกรรจ์ ยกพวกบุกสถานพยาบาลทำร้ายคู่อริที่ไปพักรักษาตัวด้วยอาการบาดเจ็บจากเหตุวิวาทรุนแรง ยังคงเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเกิดเหตุขึ้นที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จ.ยโสธร นับเป็นเรื่องที่สังคมควรร่วมกันขบคิด และหาทางเยียวยาต่อไป เพราะกรณีอย่างนี้ไม่ใช่เหตุทะเลาะวิวาทหรือยกพวกตีรันฟันแทงที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในหมู่เยาวชนซึ่งยังขาดไร้วุฒิภาวะแต่ก็ยังแก้ไม่ตก หากแต่แตกต่างออกไปตรงที่การเรียนรู้กติกาสังคมหรือแม้แต่การรับรู้ในเรื่องผิดชอบชั่วดีอันน่าพิศวงงงงวย ว่าเป็นเพราะเหตุใด พวกเขาจึงลงมือก่อเหตุเลวร้ายเช่นนั้นได้ ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่ทั่วโลกถือว่าปลอดภัยที่สุดแม้ในยามศึกสงคราม เหตุเพราะพวกเขาขาดการศึกษา อบรมเลี้ยงดูที่ดี สภาพทางครอบครัว นิสัยติดตัว หรือเป็นเพราะว่า สภาวะแวดล้อมอื่นใดกันแน่

ในช่วงเปิดภาคเรียนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีหัวข้อปะทะสังสรรค์กันมากพอสมควรเกี่ยวกับระเบียบของโรงเรียน มหาวิทยาลัย ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือเรียกอีกอย่างว่าโรงเรียนรัฐ มหาวิทยาลัยรัฐ ว่าด้วยทรงผมนักเรียน และการแต่งกายของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนวัยเรียนกลุ่มหนึ่งเห็นว่า สถานศึกษาของรัฐควรเปิดกว้างให้นักศึกษาแต่งกายสุภาพ ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบไปสถานศึกษาในวันสำคัญ เช่นวันลงทะเบียน วันสอบ ฯลฯ หลายเสียงจากผู้หลักผู้ใหญ่เห็นว่าสังคมเปลี่ยนไปแล้ว หน่วยราชการควรปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง แต่อีกบางเสียงก็บอกว่า ทรงผมและการแต่งเครื่องแบบทำให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ในเรื่องระเบียบวินัย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม อันจะนำไปสู่การเคารพกฎหมายและกติกาอื่นๆ เมื่อเขาเติบโตขึ้น

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับระเบียบกฎเกณฑ์ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย มองไปไกลว่า จริงๆ แล้วทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสั่งสอนให้ความรู้แก่เด็กและเยาวชนควรจะเอาใจใส่ในเรื่องที่เป็นพิษภัยต่ออนาคตของชาติจริงๆ ดีกว่าจะมัวมาเสียเวลากับเรื่องยิบย่อยอย่างทรงผมและการแต่งกาย เพราะทุกวันนี้สังคมได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคอินเทอร์เน็ต ซึ่งทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและไม่มีขีดจำกัดในเรื่องของเนื้อหา โดยเฉพาะเกมออนไลน์ที่นำเสนอสารพัดรูปแบบสนุกเร้าใจอันล้วนแต่บ่มเพาะความรุนแรงก้าวร้าวทั้งสิ้น แต่ขาดการดูแลสอดส่องอย่างจริงจังจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ แม้แต่สถานศึกษา หรือพ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ไม่อาจเข้าถึง เขตแดนของความอันตรายที่อาจชักนำให้เด็กและเยาวชนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเดินหลงทางได้

กรณีเยาวชนและวัยรุ่นยกพวกบุกทำร้ายคู่อริในโรงพยาบาลนั้น เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุเหล่านี้ นอกจากจะไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย ซึ่งพวกเขาอาจจะไม่รู้จักมันเลยก็ได้แล้ว พวกเขายังถูกอารมณ์พาไปขาดไร้ซึ่งมโนสำนึกผิดชอบชั่วดีแบบพื้นๆ หากแต่ยกเอาว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความกล้าหาญชาญชัย เป็นความท้าทายที่ลูกผู้ชายควรได้ลิ้มลองและได้รับการยกย่องเป็นวีรกรรมในลำดับถัดไป เหมือนเช่นที่ซอฟต์แวร์เกมออนไลน์ออกแบบให้ผู้เล่นได้ใช้ความระห่ำได้อย่างสุดโต่งไร้ขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการปล้น ฆ่าไม่เลือกหน้า และค้ายาเสพติด ลำพังแค่้บุกโรงพยาบาลไปทำร้ายคู่อรินั้นถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของเกมด้วยซ้ำไป สังคมของเราถลำลึกถึงขนาดนี้แล้ว กระทรวงศึกษาธิการหน่วยงานที่รับผิดชอบยังมัวมะงุมมะงาหราอยู่กับแนวทางเดิมๆ อยู่อีกหรือ

ความท้าทายที่ยังไม่จบของทีวีดิจิทัล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372285?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ความท้าทายที่ยังไม่จบของทีวีดิจิทัล

20 พฤษภาคม 2562 – 15:10 น.
ทีวีดิจิทัล,คืนช่อง,รู้ลึกจุฬาฯ
เปิดอ่าน 945 ครั้ง

คอลัมน์… รู้ลึกจุฬาฯ

กระแส “คืนช่อง” ของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังคงดำเนินต่อไป หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีประกาศคำสั่งเปิดทางให้ผู้ประกอบการคืนใบอนุญาตได้ แต่หลายฝ่ายมองว่ารากเหง้าของปัญหาทีวีดิจิทัลยังไม่ได้ถูกแก้ไขและอุตสาหกรรมทีวีไทยยังคงอยู่ในความท้าทายต่อเนื่องไป

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงจัดเวทีจุฬาฯ เสวนาครั้งที่ 20 เรื่อง “ปัญหาและทางออกของทีวีดิจิทัล” โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญร่วมกันวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ทีวีปัจจุบัน ท่ามกลางการแข่งขันและการอยู่รอดในวงการสื่อยุคใหม่

หนึ่งในวิทยากรคือ ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดี ผู้อำนวยการโครงการ CU Transformation และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและระบบโทรคมนาคม กล่าวว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ในยุคปัจจุบันไปจนถึงยุค 5G ที่กำลังจะมาถึงทำให้ประชาชนเข้าถึงสื่อได้ทุกที่ทุกเวลา กระทบต่อการรับชมสื่อจอโทรทัศน์ผ่านผังรายการในรูปแบบเดิมๆ อีกทั้งการหลอมรวมสื่อก็ทำให้การแบ่งแยกการกำกับดูแลระหว่าง การแพร่ภาพและกระจายเสียงกับ การโทรคมนาคม เป็นสิ่งที่ไม่เสถียรอีกต่อไป

“คนรุ่นใหม่ดูทีวีน้อยลงมากเพราะมีคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่นกว่ามารองรับ แต่ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ยังคงปรับตัวช้า โดยเฉพาะในแง่ Business model และการกำกับดูแลที่แยกส่วนของกสทช.ก็ไม่ได้เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่สำคัญและจำเป็นนี้”

แม้จะติดภารกิจและไม่สามารถมาร่วมเวทีเสวนาได้ แต่นักกฎหมายด้านการสื่อสารอย่าง ผศ.ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้แสดงทัศนะกับคอลัมน์รู้ลึกกับจุฬาฯ ต่อเรื่องนี้ว่า สาเหตุที่ทำให้ กสทช. ต้องออกมาช่วยเหลือทีวีดิจิทัลเพราะว่า กสทช. เองมีส่วนต่อการสร้างความผิดพลาดในอดีต

“เรื่องใบอนุญาตที่เคยพูดกันว่าไม่เหมาะสมเพราะมันไปบิดเบือนตลาด ทั้งในแง่ของการกำหนดจำนวนใบอนุญาตที่เยอะเกินไป หรือการแยกช่องเด็กออกเป็นอีกช่อง เข้าใจว่าต้องการแบ่งช่องเพื่อให้คนเข้าสู่ตลาดได้หลากหลาย แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยการกำกับดูแลที่ไม่เข้มแข็งพอ เนื้อหามันก็กลืนไปหมด เอกชนเองที่ผ่านมาเหมือนถูกบีบถูกปิดกั้นโอกาสมานานเพราะเดิมมีไม่กี่ช่อง พอเปิดทีวีดีจิทัลคนก็กระโจนเข้าใส่ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาของการออกแบบตั้งแต่ทีแรก”

ขณะที่การแจกคูปองทีวีดิจิทัลก็มีความล่าช้า ไม่สามารถกระจายกล่องได้รวดเร็วพอ ส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ
อาจารย์ปิยบุตรกล่าวต่อว่า ประเทศไทยนับว่าเปลี่ยนผ่านจากยุคอะนาล็อกสู่ยุคดิจิทัลค่อนข้างเร็ว ถึงแม้ว่าทีวีดิจิทัลจะเข้ามาเร็วกว่านี้ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลง เชื่อว่ายังเหมือนปัจจุบันคือคนหันไปดูทีวีออนไลน์หรือบริการทีวีสตรีมมิ่งในอินเทอร์เน็ต

“คงพูดไม่ได้ว่าถ้าคนไม่ดูทีวีออนไลน์จะหันไปดูทีวีดิจิทัลเลย ต้องยอมรับว่าการดูทีวีออนไลน์เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลก เป็นหนึ่งในแนวทางการบริโภคเนื้อหาที่นับวันจะมีอิทธิพลขึ้นเรื่อยๆ แต่ผู้ประกอบการออนไลน์ก็ต้องเผชิญความท้าทายเรื่องเนื้อหา หรือคอนเทนต์เช่นเดียวกับทีวีทั่วไป”
กฎหมายว่าด้วยโทรคมนาคมในอดีตเองก็มีความเคร่งครัด ซึ่งอาจารย์ปิยะบุตรชี้ว่า เดิมใบอนุญาตผู้ประกอบการต้องห้ามเปลี่ยนชื่อผู้ถือใบอนุญาต ต้องดำเนินการให้สุดทางจนจบ แต่เมื่อเกิดปัญหาทางโทรคมนาคม มีการควบรวมกิจการก็ทำให้เกิดการติดขัด นำมาสู่การแก้กฎหมาย จนกระทั่งล่าสุดที่ กสทช. อนุญาตให้คืนคลื่นได้แล้ว

“เรื่องคืนคลื่นก็เป็นอีกประเด็นนึ่งที่ กสทช. ยอมออกมารับผิดชอบ สมมุติจุดสมดุลอยู่ที่ 15 ช่อง ก็จะต้องมีช่องมาคืนทั้งหมด 9 ช่องจาก 24 ช่อง คลื่นที่เขาคืนมานี้ก็เอาไปทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีก เช่นทำระบบ 5G แทนที่จะดันทุรังทำต่อ ก็สู้เอาคลื่นไปใช้ประโยชน์ดีกว่า”

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเป็นความท้าทายของกสทช. ในการบริหารจัดการคือวิธีการในการคืนคลื่นคือจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าวิธีการรูปแบบไหนและควรกระทำให้เหมือนกรณีเวนคืนที่ดินซึ่งระบุชัดเจนถึงค่าชดเชย ราคาตลาด ขั้นตอนต่างๆ ควรมีวิธีจัดการและจัดสรรให้ดี

“อาจจะใช้วิธี incentive option กล่าวคือ ใครคืนก่อนได้เงินชดเชยมากกว่าก็ได้ เป็นอีกกลไกหนึ่งไว้ใช้จูงใจ ส่วนคลื่นที่จะเอามาใช้บริการสาธารณะจะเป็นอย่างไรแค่ไหนในอนาคต กสทช. ก็ต้องวางโรดแม็พไว้ให้ดี ชัดเจน โมเดลที่จะใช้ทำ 5G อาจจะต้องเป็นโมเดลหลากหลายเฉพาะพื้นที่ การประมูลคลื่นอาจจะไม่ตอบโจทย์อีกแล้ว”
หน้าที่ของกสทช ในขั้นตอนต่อไปคือการวางแผนในการจัดการให้ชัดเจน ขณะที่ภาคธุรกิจก็ต้องปรับตัวและหาทางออก ซึ่งจะเห็นภาพชัดเจนหลังจากมีบางช่องคืนช่อง และน่าจะหาจุดสมดุลชองทีวีดิจิทัลได้ในที่สุด

ปชป.ส่อเสียงแตกร่วมพลังประชารัฐ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372265?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปชป.ส่อเสียงแตกร่วมพลังประชารัฐ

20 พฤษภาคม 2562 – 14:55 น.
พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พรรคพลังประชารัฐ,ชวน หลีกภัย,บัญญัติ บรรทัดฐาน,เสียงแตก
เปิดอ่าน 2,270 ครั้ง

โดย…  ปกรณ์ พึ่งเนตร

การก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 ของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ทำให้ “กูรูการเมือง” คาดการณ์ว่า การรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐจะยากลำบากขึ้น

และจะส่งผลให้การสานฝัน “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ สมัยสอง ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ทำไม “กูรูการเมือง” ถึงมองแบบนั้น สาเหตุสำคัญก็เป็นเพราะจุรินทร์ไม่เคยแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แตกต่างจากผู้ท้าชิงหัวหน้าพรรคบางคนที่เปิดตัวชัดเจนอย่าง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค/หนำซ้ำจุรินทร์ยังได้รับแรงสนับสนุนจาก “ผู้ใหญ่ในพรรค” นำโดย ชวน หลีกภัย และ บัญญัติ บรรทัดฐาน ด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าชวนไม่ได้สนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์โดดร่วมรัฐบาลโดยไม่ดูกระแสสังคม ไม่ดูตาม้าตาเรือ

อีกประเด็นที่น่าสนใจก็คือสาเหตุที่ทำให้จุรินทร์ชนะคู่แข่งแบบขาดลอย เป็นเพราะมีคะแนนส.ส.11 เสียงของกลุ่มอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหน้าพรรคโหวตสนับสนุน โดยแม้อภิสิทธิ์จะสนิทสนมกับ กรณ์ จาติกวณิช ผู้ท้าชิงหัวหน้าพรรคอีกคน ในฐานะเพื่อนนักเรียนอังกฤษด้วยกัน แต่ก็ประเมินแล้วว่าถ้าเทคะแนนให้กรณ์ ก็ยังเสี่ยงที่จะพ่ายแพ้อยู่ดี จึงหันไปเทคะแนนให้จุรินทร์ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายยึดพรรค ขณะที่เสียงส.ส.มีน้ำหนักถึง 70% ในการคิดคะแนนโหวตเลือกหัวหน้าพรรค ทำให้คะแนนของจุรินทร์ทิ้งห่าง

และต้องไม่ลืมว่าอภิสิทธิ์คือผู้ที่ประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และกลุ่มอภิสิทธิ์ยังเห็นด้วยกับแนวทาง “ฝ่ายค้านอิสระ” ด้วย โดย “เดอะมาร์ค” เพิ่งให้สัมภาษณ์ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์กับ “หมอเอ้ก” คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 กทม. ย้ำว่าสิ่งที่เขาประกาศจุดยืนไปช่วงก่อนเลือกตั้ง สอดคล้องกับอุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะทำให้พรรคพ่ายแพ้เลือกตั้งก็ตาม แต่ 3.9 ล้านเสียงที่เลือกมา มากกว่า 70% น่าจะสนับสนุนจุดยืนนี้

แต่การตัดสินใจร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มคนที่มีอำนาจตัดสินใจล่าสุดไม่ใช่อภิสิทธิ์แล้ว แต่เป็นที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับส.ส. การวิเคราะห์แนวโน้มจึงต้องพิจารณาจากตัวเลขผู้มีสิทธิ์โหวตตัดสินใจ พบว่าใช้เสียงกรรมการบริหารพรรค 41 เสียง กับเสียงส.ส.อีก 52 เสียง

แต่ผลการเลือกกรรมการบริหารพรรคเมื่อวาน ปรากฏว่ามีกรรมการบริหารพรรค 7 คนเป็น ส.ส.ด้วย ฉะนั้นคะแนนโหวตรวมก็จะหายไป 7 คะแนน คือไม่ใช่เอา 41+52 เป็น 93 เสียง แต่เสียงซ้ำซ้อนต้องตัดออกไปคือจะเหลือเสียงที่จะโหวตได้จริงๆ แค่ 86 เสียง

เมื่อแยกแยะออกมาชัดๆ ระหว่างคะแนนส.ส. กับคะแนนกรรมการบริหารพรรค โดยเอาคะแนนกรรมการบริหารพรรคเป็นหลัก จะพบว่าเสียง ส.ส. 52 เสียง ซ้ำซ้อน 7 เสียง ก็จะเหลือ 45 เสียง ในจำนวน ส.ส.ทั้งหมดนี้ เป็นส.ส.เขต 33 คน น่าจะโหวตร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐทั้งหมด ขณะที่เสียงกรรมการบริหารพรรค 41 เสียง ส่วนใหญ่เป็นสายชวน บัญญัติ และอภิสิทธิ์ งานนี้คนในพรรคเองยังยอมรับว่าเสียงก้ำกึ่งกันมากจริงๆ แนวทางที่เป็นไปได้มี 3 แนวทาง คือ

1.โหวตเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่เสียงก้ำกึ่งกัน สุดท้ายเมื่อถึงเวลาโหวตเลือกนายกฯ อาจมีส.ส.บางคน เช่น อภิสิทธิ์ งดออกเสียง เพื่อรักษาจุดยืนพรรคและจุดยืนของตัวเองที่เคยประกาศว่าไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ

2.โหวตไม่เข้าร่วมรัฐบาล เป็นฝ่ายค้านอิสระ แต่แน่นอนว่าเมื่อเสียงก้ำกึ่งกันอาจมี ส.ส.บางส่วนเป็น “งูเห่า” ได้เหมือนกัน

หรือ 3.ปล่อยฟรีโหวต โดยอ้างว่าการโหวตเลือกนายกฯ เป็นเอกสิทธิ์ของส.ส. มติพรรคบังคับไม่ได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คืออำนาจต่อรองการร่วมรัฐบาลและแบ่งกระทรวงจะอ่อนลงไป

จากการสอบถามแกนนำพรรคหลายคนยืนยันตรงกันว่า แนวทางที่พรรคจะออกมติ “เป็นฝ่ายค้านอิสระ” มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยที่สุด โอกาสที่มากกว่าคือมติร่วมรัฐบาล แล้วแกนนำบางคนงดออกเสียง

ทั้งหมดนี้คือแนวโน้มท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งวิเคราะห์แล้วโอกาสสูงสุดคือเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่เสียงโหวตสนับสนุนของส.ส.อาจไม่ครบ 52 เสียง ฉะนั้นหากพรรคพลังประชารัฐต้องการความแน่นอน โดยเฉพาะการชิงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็อาจต้องหา “งูเห่า” จากขั้วเพื่อไทยมาเติมเพื่อการันตีว่าจะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาอย่างแน่นอน

คอการเมืองจึงเชื่อว่างานนี้ต้องมี “งูเห่า” อย่างน้อยๆ 20 เสียงเลยทีเดียว

‘กรมสุขภาพจิต’แนะเทคนิคปรับตัวรับเปิดเทอม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372272?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘กรมสุขภาพจิต’แนะเทคนิคปรับตัวรับเปิดเทอม

20 พฤษภาคม 2562 – 14:40 น.
สายตรวจระวังภัย,กรมสุขภาพจิต,เปิดเทอม
เปิดอ่าน 548 ครั้ง

คอลัมน์… สายตรวจระวังภัย โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโรงเรียน สถานศึกษา เกือบทั้งหมดทั่วประเทศต่างเปิดเทอมทำการเรียนการสอนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เด็กนักเรียนกับผู้ปกครองหลายคนต้องปรับตัว เพราะมีการเริ่มเรียนระดับชั้นต่างๆ ใหม่ ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา หรือแม้แต่ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งการดำเนินชีวิต วิธีคิดหลายอย่างเปลี่ยนไปในห้วงของการเปิดเทอมใหม่

เกี่ยวกับการปรับตัวของผู้ปกครองและเด็กนักเรียน กรมสุขภาพจิต ก็มีความเป็นห่วงเป็นใย เพราะการปรับตัวในช่วงเปิดเทอมใหม่อาจทำให้เกิดความเครียดได้ จึงออกมาแนะนำเทคนิคการปรับตัว โดย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายว่า ช่วงเปิดเทอมใหม่ เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ผู้ปกครองและเด็กๆ ต้องปรับตัวกันอีกครั้ง หลังจากการหยุดยาวติดต่อกันมาหลายเดือน ซึ่งมักพบว่า ปัญหาของเด็กเล็กในช่วงอนุบาล คือ ไม่อยากไปโรงเรียน หรืออาจยังไม่เคยไปโรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองควรมีความเข้าใจ โดยเฉพาะพัฒนาการตามวัย ซึ่งธรรมชาติของเด็กแต่ละช่วงวัยมีอารมณ์และความต้องการที่แตกต่างกัน

นพ.เกียรติภูมิ บอกว่า สำหรับเด็กเล็กๆ จะซึมซับบทบาทของพ่อแม่ การเรียนรู้อยู่ร่วมกับผู้อื่น แต่พ่อแม่ผู้ปกครองมักมีความกังวลถึงการร้องไห้งอแง ไม่อยากไปโรงเรียนของลูก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากเด็กวัยนี้จะมีความกลัวและกังวลที่ต้องห่างจากพ่อแม่ อาจจะต้องให้เวลาในการปรับตัวกับเด็กในระยะแรก หลังจากนั้นเด็กก็จะเรียนรู้ในการปรับตัวปรับใจ โดยพ่อแม่ต้องพูดให้ลูกเข้าใจถึงเหตุผลและประโยชน์ในการไปโรงเรียน ลูกต้องเรียนหนังสือกับเพื่อนๆ การแยกกันเป็นเรื่องของธรรมชาติ และพ่อแม่จะกลับมารับลูกในตอนเย็น เพื่อให้เด็กเกิดความสบายใจและมั่นใจ ตลอดจนชวนลูกให้เล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอมาจากการไปโรงเรียนในแต่ละวันให้พ่อแม่ฟัง

“ส่วนในกลุ่มเด็กโต ที่อยู่ชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษา ซึ่งปัญหาการไม่อยากไปโรงเรียน จะมีความแตกต่างจากกลุ่มของเด็กเล็กที่เกิดจากการต้องห่างไกลจากพ่อแม่ผู้ปกครอง แต่ปัญหาของกลุ่มเด็กโตจะมีหลายสาเหตุ อาจเป็นเรื่องของการเรียนรู้ เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง มีปัญหาการอ่าน การเขียน การคำนวณ หรืออาจมีปัญหาในเรื่องการปรับตัวกับกลุ่มเพื่อนใหม่ หรือแม้กระทั่งในวัยอุดมศึกษา ก็อาจจะเครียดและกังวลเกี่ยวกับเรื่องการปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ใหม่เช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ไม่อยากไปเรียนหนังสือ ท้อแท้ หมดกำลังใจจะเรียนหนังสือต่อ หากค้นพบว่า ปัญหาการเรียนของลูกคือสิ่งใด พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้กำลังใจ ช่วยเหลือ และแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ พูดคุยกับลูกให้บ่อย ซึ่งจะทำให้สิ่งเหล่านั้นดีขึ้น ทำให้เด็กสามารถปรับตัวได้ดี รวมทั้งจะมีความสุขกับการไปโรงเรียนมากขึ้นอีกด้วย” อธิบดีกรมสุขภาพจิต ระบุ

​ทั้งนี้หากพ่อแม่ผู้ปกครองและลูกยังมีความเครียดมาก แนะนำให้ปรึกษาจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น หรือสามารถโทรศัพท์ขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง

ฤา…ทีมลุงตู่จะต้องร้องเพลง”รอ..ตั้งรัฐบาลใหม่”ไปอีกระยะ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372271?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฤา…ทีมลุงตู่จะต้องร้องเพลง”รอ..ตั้งรัฐบาลใหม่”ไปอีกระยะ

20 พฤษภาคม 2562 – 11:50 น.
ลุงตู่,พรรคพลังประชารัฐ,พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์,พรรคภูมิใจ,เสี่หนู,อนุทิน ชาญวีรกูล
เปิดอ่าน 3,808 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

การเมืองไทยในช่วงไม่กี่วันมานี้ทวีความร้อนแรงและน่าจับตาไม่น้อยเพราะแต่ละป้อมค่ายต่างงัดสารพัดกลยุทธ์ออกมาให้แต่ละขั้วหวั่นวิตกไม่น้อยว่า “สัญญาจะไม่เป็นสัญญา” เพราะเกม “หักเหลี่ยม ชิงจังหวะ” ทางการเมืองนั้น จะ “แปรผัน” ได้ตลอดเวลานับจากวันนี้ไป

แปลความว่าอะไรที่ใครบางคนเคยมั่นใจว่า “จะไม่มีการพลิกล็อกเพราะมีคำมั่นกันไว้แล้วในวันวานนั้น” ในวันนี้ และวันหน้า “อาจจะไม่เป็นแบบนั้น”

เพราะเวลาที่ยังเหลือไม่มากนักในการที่จะมีรัฐบาลชุดใหม่มารับงานต่อจากรัฐบาลชุดนี้และคสช.ที่ทำงานมากว่าห้าปีและบางฝ่ายยังมองว่ามีการวางเครือข่ายและขุมกำลังไว้รองรับในสิ่งที่แกนนำ คสช. ปราถนาจะให้บังเกิดต่อไปในอนาคตไว้พร้อมสรรพแล้วก็ตาม แต่ในเมื่อเกมการเมืองของวันนี้ยังไม่นิ่งเสียทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การเกลี่ยโควตาเสนาบดี” ที่ตอนนี้ไม่ลงตัว แม้บางขั้วจะเริ่มตีปี๊ปว่าขั้วตัวเองพร้อมที่จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม

ไปยลขั้วหนุนลุงตู่กันก่อน…แม้ว่า ส.ว.250 ชีวิตบวกกับส.ส.พลังประชารัฐ 115 คน ผนวกกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย ชาติพัฒนา และพรรคขนาดจิ๋วอีกสิบเอ็ดพรรคจะเป็นกองหนุนที่น่าจะทำให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ได้คัมแบ็กเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เป็นครั้งที่สองตามกติกาที่วางไว้

สิ่งที่ยืนยันคือเมื่อไม่กี่วันก่อน “ลุงตู่” นั่งกินข้าวเที่ยงคุยเปิดใจกับนักข่าวทำเนียบและสายข่าวการเมืองที่ติดตามพรรคพลังประชารัฐจนอนุมานได้ว่า “ลุงตู่” มีความมั่นใจในการกลับมานั่งเก้าอี้ สร.1 และน่าจะเกิดขึ้นเร็ววันนี้ รวมทั้งยังเปรยถึงโควตาเสนาบดีกระทรวงหลักๆ ที่คนการเมืองมองว่าเป็นกระทรวงเกรดเอนั้น พอที่จะทราบเบื้องต้นแล้วว่าลุงตู่เเละพปชร.เตรียมส่งคนในสังกัดไปนั่งบัญชาการไว้แล้ว

แสดงว่า…กว่าครึ่งหนึ่งของครม.ชุดใหม่นั้น “พลพรรคพชปร.เเละทีมงานลุงตู่” จะมีชื่อไปปรากฏเป็นว่าที่ครม.ชุดใหม่ รวมทั้งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรด้วย แม้ตอนนี้จะมีกระแสว่าเก้าอี้ตัวนี้อาจเปิดทางให้ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลรับไปนัยว่าเป็นการซื้อใจ

เท่ากับว่าสิ่งที่ลุงตู่พูดไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน ลุงตู่มองข้ามช็อตการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ไปแล้ว คือ

การแถลงจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยตามที่ “เสี่ยหนู “เคยแจ้งสังคมว่าในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ จะรู้แน่ชัดว่า “พรรคสีน้ำเงินว่าจะยืนขั้วใด”

รวมทั้งท่าทีของ “พรรคสีฟ้า” ที่เพิ่งออกมาบอกว่ายังไม่มีวันที่แน่ชัดว่าจะบอกสังคมว่าวันไหนคือวันประกาศจุดยืนของประชาธิปัตย์

“ส่วนกรณีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพูดคุยในเรื่องการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดนัดประชุม แต่ขอให้ประชาชนวางใจพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ว่าจะยึดถือประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง” ราเมศ รัตนเชวง โฆษกพรรค ปชป. ระบุล่าสุด

เกมนี้ไม่ใช่ว่าง่ายเพราะตัวแปรอยู่ที่ “พรรคสีฟ้า” ที่ภายในพรรคยังไม่เสถียรเสียทีเดียวกับจังหวะก้าว เพราะมีทั้งขั้วอยากหนุนลุงตู่และขั้วเป็นฝ่ายค้าน รวมทั้งขั้วไม่เอาเพื่อไทย และมีทีท่าว่าการโหวตของส.ส.ปชป.อาจจะออกหลายมุมกันเลยทีเดียวคือ หนุนลุงตู่, ไม่หนุนลุงตู่, ฟรีโหวตและอาจรวมทั้งการไปแตะมือกับเพื่อไทยว่าควรหรือไม่ประกอบกัน…และยิ่งมีกระแสข่าวว่าพปชร.แม้จะยอมยื่นเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติให้ปชป. โดยตัวเต็งคือ “บัญญัติ บรรทัดฐาน” เเต่ก็มีข้อมูลว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อาจจะชิงไป และตอนนี้กำลังเดินเกมในพรรคด้วยตัวเอง แม้ก่อนหน้านี้อภิสิทธิ์เคยบอกสังคมว่าไม่ต้องการทำหน้าที่ประธานสภา แต่ในเมื่อสถานการณ์พลิกผัน ผนวกกับจุดยืนที่อภิสิทธิ์เคยบอกไว้ในช่วงเป็นหัวหน้าพรรคสีฟ้าว่าไม่เอาลุงตู่และไม่แตะมือเพื่อไทยนั้น ต้องดูว่าอภิสิทธิ์จะทำอะไรและได้ผลหรือไม่ และยังแว่วว่า..โควตาครม. ของพรรคสีฟ้าที่ได้มานั้น ยังไม่มีข้อยุติและคงต้องคุยกันใหม่กับพปชร.หากต้องร่วมงานกันจริงๆ

หากสถานการณ์ของพรรคสีฟ้าเป็นแบบนี้ เชื่อว่า “พรรคสีน้ำเงิน” ก็น่าจะดึงเกมไว้ด้วย เพราะหาก “อนุทิน ชาญวีรกุล” รีบเปิดตัวไปก็อาจเสียเชิง…เพราะพรรคสีน้ำเงินกับพรรคสีฟ้านั้น สัดส่วนส.ส.ห่างกันเพียงหนึ่งเก้าอี้ ฉะนั้นพรรคสีน้ำเงินน่าจะเดินในจังหวะที่สอดรับกับพรรคสีฟ้า นัยว่าเป็นการต่อรองกลับไปยังขั้วอื่นๆ และแว่วว่าเกมนี้พรรคชาติไทยพัฒนาก็น่าจะเปิดจังหวะต่อรองกลับไปยังพปชร.ด้วยเช่นกันเพราะมีข้อมูลว่า ไม่ค่อยเเฮปปี้กับกระทรวงทางสังคมที่พชปร.เปิดหัวมาให้และอาจจะแสดงจุดยืนในวันโหวตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

เมื่อรูปเกมเป็นแบบนี้ ไม่ใช่ผลดีต่อพชปร.เลยแม้แต่น้อย เพราะว่าที่พันธมิตรทางการเมืองยังแทงกั๊กเช่นนี้ เวลาของพปชร. ก็ตีบตันไปเรื่อยๆ

ส่วนขั้วต้านลุงตู่นั้นยามนี้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประมุขเเห่งพรรคสีส้ม ประกาศพร้อมเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลและอาสาเป็นนายกฯ โดยอ้างว่าเพื่อไทยเปิดทางให้และขอเสียงจากพรรคต่างๆ ปิดสวิทช์ ส.ว. ในการเลือกนายกฯ นั้น แต่ชะตาของเสี่ยเอกนั้นใช่ว่ายามนี้และยามหน้าจะเดินเหินได้สะดวกโยธินเพราะสารพัดกรรมที่ติดตัวเสี่ยเอกนั้น มันเสมือนจะปิดทางการเป็นส.ส.ของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไปแล้ว เมื่อผนวกกับกระแสซื้อตัวส.ส.อนาคตใหม่หลายคนให้ย้ายค่ายนั้น เรื่องนี้แกนนำพรรคสีส้มบางคนรับรู้และถอดใจไปบ้างแล้วว่า เร็วๆ นี้ งูเห่าสีส้มหลายชีวิตน่าจะเป็นจริง

และยิ่งตอนนี้เสี่ยเอกระบุว่า พรรคขั้วที่สามพร้อมลุยตั้งรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคอนาคตใหม่ โดยเสี่ยเอกจะเดินสายไปคุยกับพรรคอื่นๆ นั้น เมื่อมองตัวเลขบนกระดานส.ส.และการปฏิบัติตามกฎมายนั้นจะพบว่าการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น สมมุติว่าขั้วที่สามนี้ยังเกิดได้ก็จะเป็นการพลิกการเมืองไปอีกมุม โดยตอนนี้ปชป.มี 52 ส.ส., ภูมิใจไทยได้มา 51 ส.ส. บวกอนาคตใหม่ที่มี 80 ส.ส. สามพรรคนี้มีตัวเลขรวม 183 คน ซึ่งจะชนะพลังประชารัฐที่มีหนึ่งร้อยสิบห้าเสียงและเพื่อไทยที่มีหนึ่งร้อยสามสิบห้าส.ส.ไปเเบบขาดลอย

ฉะนั้นเมื่อถอดความในสิ่งที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่กล้าระบุแบบนี้ เสี่ยเอกน่าจะทราบสัญญาณลับจากเพื่อไทยในฐานะพรรคอันดับหนึ่งที่มีส.ส.มากที่สุดว่า “พร้อมทุกเงื่อนไขและยอมถอยไม่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแล้ว” โดยสิ่งที่การันตีกรณีนี้คือการโพสต์เฟซบุ๊กของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ที่ระบุล่าสุดว่าไม่ขอรับตำเเหน่งใดๆ

มันสื่อว่าเพื่อไทยเปิดทุกประตูแม้ต้องกลืนเลือดแตะมือกับคู่แข่งตลอดกาลอย่างปชป.ก็ตาม แต่คนวงในเพื่อไทยคงมองว่า จับมือกับปชป.แม้จะไม่ค่อยมั่นใจนักแต่มันดีกว่าที่จะไปแตะมือกับพปชร.การเดินหมากการเมืองไทยครั้งนี้หลังการเลือกตั้งนั้น นับว่าซับซ้อนและสามารถเกิดอะไรใหม่ได้ทุกวินาทีและมันเป็นเกมที่พันลึกไปในทุกขณะ

ฉะนั้น..ฝ่ายที่ต้องพลิกเกมกลับในขั้นต้นจากนี้ไปน่าจะเป็นพปชร.เเละลุงตู่ที่ต้องอ่านใจว่าที่พันธมิตรและคู่เเข่งว่าจะเดินหมากแบบใดและด้วยเงื่อนไขใดที่จะทำให้อีกฝ่ายนั้นสมใจหวัง

การตั้งรัฐบาลใหม่อาจต้องรอ…ไปอีกระยะจนกว่าทุกอย่างจะลงตัว

ทักษิณ-ธนาธร ดิ้นเฮือกสุดท้าย สกัดลุงตู่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372260?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทักษิณ-ธนาธร ดิ้นเฮือกสุดท้าย สกัดลุงตู่

20 พฤษภาคม 2562 – 09:50 น.
กวาดบ้านกวาดเมือง,เจ๊หน่อย,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ทักษิณ ชินวัตร,ภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 24,530 ครั้ง

คอลัมน์… กวาดบ้านกวาดเมือง โดย… ลมใต้ปีก

ล้มแผนดัน “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เพื่อไปท้าชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับพรรคเพื่อไทย และพับแผนส่งชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นมาชิงแทนตามข้อเสนอของ “คนแดนไกล”

ด้วยเหตุความไม่สำเร็จในการรวบรวมเสียงทั้งให้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร (251 เสียง) หรือรวบรวมเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี 376 เสียงได้

แผนต่อมาให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เล่นบทตัวเอก ประกาศอาสาเป็น “ทูต” ประชาธิปไตย ไปเจรจากับภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ ถึงขั้นเอาเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภามาล่อภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ ให้กลับหัวหันมารวมขั้วเพื่อไทย พรรคต้นเหตุโกงจำนำข้าวที่ประชาธิปัตย์ขึงพืดมาตลอด 7 ปี

คนในพรรคเพื่อไทยก็หาได้ละอายไม่ กลับตอบรับแนวคิดนี้ แต่ได้รับปฏิเสธจากทั้งภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์

เพราะการเมืองมิใช่การเล่น “ขายขนมครก” ทั้งภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ไม่ใช่เด็กอมมือ รู้อยู่เต็มอก แค่พลังประชารัฐมีเสียงเกิน 126 เสียง ก็โหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้อยู่แล้วเมื่อผนึกกับ 250 ส.ว. ดังนั้นการไปอยู่ขั้วเพื่อไทย-อนาคตใหม่ มันเกิดขึ้นไม่ได้บนโลกความจริง

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เปิดเกมใหม่ ประกาศเสนอตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี สอดรับกับท่าทีพรรคเพื่อไทยที่ยอม “กลืนน้ำลาย” ไม่ต้องเป็นพรรคอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาลก่อน ยอมยกให้อันดับ 3 อย่างอนาคตใหม่ หรือพรรคลำดับ 5 อย่างภูมิใจไทย พรรคไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ “ลุงตู่” นี่คือหลักการใหม่ของขั้ว “ทักษิณ-ธนาธร”

แต่แม้จะงัดกลยุทธ์ต่างๆ นานาแล้ว ดูเหมือนว่าก็ไม่ได้รับแรงตอบรับจาก ส.ส.เกินครึ่งของสภา ไม่ต้องพูดถึง ส.ว. ที่หนุ่มห้าวอย่างธนาธรประกาศปิดสวิตช์ ไม่สังฆกรรมด้วย ยิ่งทำให้ทุกยุทธวิธีของ “ทักษิณ-ธนาธร” ไม่ถึงฝั่งฝัน

จนเห็น “กามิกาเซ่” ระเบิดพลีชีพของธนาธร ที่เปิดประเด็น คนในพรรคพลังประชารัฐติดต่อมารดาของเขา (สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ) ของูเห่าสีส้ม จากอนาคตใหม่ 20 เสียง แลกกับการยุติการดำเนินคดีทั้งหมดต่อตัวเขา

เปิดประเด็นทันที ทุกสายตาแอบพุ่งตรงไปที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้เป็นอา แต่คนละอุดมการณ์ ทว่าสามมิตรในพรรคพลังประชารัฐก็โต้ทันควันด้วยการปฏิเสธและประกาศฟ้องร้องธนาธร

ธนาธรมีหน้าที่พิสูจน์ว่าสิ่งที่พูดมีมูลความจริง หากพิสูจน์ไม่ได้ก็เท่ากับเป็น “เด็กเลี้ยงแกะ” ระเบิดพลีชีพที่จะทำลายล้างทางการเมืองผู้อื่น จะปลิดวิญญาณทางการเมืองของหนุ่มห้าวคนนี้ไปฉับพลัน

ก่อนประกาศความพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นกับประชาชนว่า “ว่าที่ผู้นำของประเทศจะไม่พูดความเท็จ”

สองเรื่องที่จะพิสูจน์ว่า ธนาธร เป็นผู้นำที่เหมาะสม หรือเป็น “เด็กเลี้ยงแกะ” คือ หนึ่ง กรณีการติดต่องูเห่าในพรรคอนาคตใหม่ 20 เสียง และกรณีการถือครองหุ้นสื่อที่วันนี้ กกต.ทั้ง 7 มีมติเอกฉันท์แล้วว่า ธนาธรมีคุณสมบัติต้องห้าม ผิดกับที่ธนาธรอธิบายต่อสังคม

    รอศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นชั้นสุดท้าย

มหรสพสมโภชพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372263?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

มหรสพสมโภชพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

20 พฤษภาคม 2562 – 08:11 น.
อ๊อด เทอร์โบ,มหรสพสมโภชพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 1,293 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขอบใจลงมาถึงประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมถึงพลเรือนตำรวจ ทหาร ที่มีส่วนร่วมในการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ ดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นระเบียบ สง่างาม แสดงให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอันดีงามและทรงคุณค่าของประเทศไทย

รับสั่งให้มีการจัดเลี้ยงขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ภาคเอกชน จิตอาสาต่างๆ

รัฐบาลกำลังวางแผนในการจัดเลี้ยงก่อนวันที่ 24 พฤษภาคม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในส่วนนี้

อนึ่ง รัฐบาลได้จัดการแสดงมหรสพสมโภชเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร จัดมหรสพสมโภชขึ้นวันที่ 22–28 พฤษภาคม รวมถึงส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด โดยมีสาธิต รำโคน โขน หุ่นหลวง และกลองยาว เป็นการแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมไทย

ในส่วนการแสดงดนตรีสากลภายใต้ชื่อ มหาดุริยางค์สากลรวมใจภักดิ์ ชุด “ทศราชันขวัญหล้า” วันที่ 23 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 18.30–21.30 น. ที่เวทีสนามหลวง ด้านทิศใต้ฝั่งพระบรมมหาราชวัง เป็นการบรรเลงวงมหาดุริยางค์สากล วงดุริยางค์สากล และวงบิ๊กแบนด์จากเหล่าศิลปินนักแสดงการแสดงจะร้อยเรื่องราวพระราชประวัติในห้วงเวลาตั้งแต่ทรงพระเยาว์

พระราชกรณียกิจต่างๆ และพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ดังพระปฐมบรมราชโองการ


 ช่องว่างระหว่างคนกรุงกับชนบท
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

มีปัญหามาโดยตลอด ที่ประชาชนไม่สามารถได้รับการดูแลเข้าถึงในด้านการบริหารของโรงพยาบาลในแทบจะทุกแห่งของประเทศไทย ประชาชนเจ็บป่วย จะต้องออกจากบ้านไปรอพบหมอที่โรงพยาบาลตั้งแต่ตี 3 ตี 4 เพื่อให้หมอได้ตรวจรักษาไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระมงกุฎ โรงพยาบาลสงฆ์ เป็นต้น หรือแม้แต่โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอต่างๆ ยิ่งโดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์

นอกจากจะเจ็บป่วยทางกายแล้ว ยังจะต้องเจ็บป่วยทางใจด้วย เพราะต้องรอการตรวจรักษาจากหมอเป็นเวลานานมาก

รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าทุกคนเสมอภาคกันทางกฎหมาย แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏด้านสุขภาพหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะคนต่างจังหวัดเจ็บป่วยก็จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อพบหมอดี เก่ง ที่เชี่ยวชาญ มีเครื่องมือทันสมัย เป็นตัวช่วยในการรักษาพยาบาลมันมีที่ใดในโลกรัศมี 1 กิโลเมตร มีโรงพยาบาลมากกว่า 4 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลสงฆ์

ส่วนชาวชนบทเมื่อเจ็บป่วย ก็เดินทางเข้าตัวเมือง โดยเฉพาะโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อการรักษาพยาบาลที่ดีกว่า พฤติกรรมของผู้บริหารในรัฐบาลคงจะมีแนวความคิดในลักษณะศูนย์รวมมากกว่าที่จะกระจาย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนผู้เจ็บป่วยไม่ได้รับการบริการที่ดีจากโรงพยาบาล ทั้งทำให้เกิดความเดือดร้อน และเสียหายจากการเดินทางไปกลับ และเสียเวลา
วิเชียร (เพชรบูรณ์)

ตอบคุณ ‘วิเชียร’ เพชรบูรณ์
จดหมายของคุณเป็นการบ้านสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะต้องพยายามลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนให้น้อยลง ไม่ใช่ห่างกันเหมือนฟ้ากับเหวเหมือนอย่างเวลานี้ ซึ่งแสดงว่าการกระจายได้ล้มเหลว

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวการจัดอันดับคนรวยของประเทศไทย ปรากฏว่า อภิมหาเศรษฐีเหล่านั้นมีเงินเป็นแสนๆ ล้านบาท แต่ไม่มีใครทราบว่าคนจนนั้นไม่มีสักบาท เรียกว่าชีวิตติดลบเพราะมีหนี้สิน

ทำอย่างไรจะทำให้คนจนมีรายได้พอเลี้ยงชีพได้หรือพอมีพอกิน ทำมาหากินเลี้ยงชีพได้ ส่วนคนรวยก็ไม่ต้องทำอะไรเพราะจะยิ่งรวยไปไม่รู้จบ
อ๊อด เทอร์โบ


 โอกาสทองวิศวกรไทย
 กฎหมายกำหนดให้มีใบอนุญาตประเภทวิชาชีพ

ตามที่กฎหมายโรงงานฉบับใหม่จะมีผลใช้บังคับปลายเดือน ตุลาคมนี้ มีผลต่อวิชาชีพวิศวกรรรมและสภาวิศวกรจะมีบทบาทร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ในฐานะผู้ดูแลและให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม

ทั้งนี้ ในกฎหมายโรงงานฉบับใหม่ดังกล่าว กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานต้องปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องเสนอรายงานผลการปฏิบัติการ และต้องได้รับการรับรองจากผู้ตรวจสอบเอกชนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

ผู้ตรวจสอบเอกชนต้องเป็นวิศวกรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาโยธา เครื่องกล ไฟฟ้า อุตสาหการ สิ่งแวดล้อม และเคมี ของสภาวิศวกร ให้เป็นผู้ตรวจสอบโรงงาน และเครื่องจักรในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม

ได้แก่ อาคารโรงงาน เครื่องจักรกล ระบบไฟฟ้า การวางผังโรงงาน ถังปฏิกิริยาทางเคมี ตลอดจนระบบบำบัดมลพิษโรงงาน รวมไปถึงของเสียอันตราย

กฎหมายกำหนดให้ผู้ตรวจสอบเอกชนดังกล่าวต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมที่ยังไม่หมดอายุและต้องไม่ถูกพักใช้ใบอนุญาตจากสภาวิศวกรเท่านั้น และยังต้องยื่นขอรับใบอนุญาตตรวจสอบหรือรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรมก่อน

พร้อมกับกำหนดบทลงโทษวิศวกรที่ตรวจสอบหรือรับรองด้วยว่า หากกระทำโดยไม่มีใบอนุญาต หรือกระทำในขณะที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต หรือรายงานที่เป็นเท็จ จะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร
เลขาธิการ สภาวิศวกร

‘หนู เซราะกราว’ ใต้เงา ‘ชิดชอบ’ หนีไม่พ้น ‘3 ป.’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372147?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘หนู เซราะกราว’ ใต้เงา ‘ชิดชอบ’ หนีไม่พ้น ‘3 ป.’

18 พฤษภาคม 2562 – 09:15 น.
พรรคภูมิใจไทย,อนุทิน ชาญวีรกูล,เนวิน ชิดชอบ,3 ป,พรรคพลังประชารัฐ,ร่วมรัฐบาล,จัดตั้งรัฐบาล,ขั้วที่ 3,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 17,134 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 18-19 พ.ค.2562

*******************

พรรคภูมิใจไทยวางบทบาทเป็น “พรรคขั้วกลาง” ช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เพราะต้องการเสียงสนับสนุนจากคนทุกกลุ่ม หลังเลือกตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” จึงแบกรับความกดดันมากกว่าครั้งที่บิดา ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นหัวหน้าพรรค

ไม่บ่อยครั้งที่ “อนุทิน” จะได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมืองใหญ่ แต่ภาพ “เสี่ยหนู” เข็นรถให้ “ชัย ชิดชอบ” ในวันรายงานตัว ส.ส.ที่อาคารรัฐสภาใหม่ อาจเป็นคำตอบว่า เหตุใดทายาทยักษ์ใหญ่รับเหมาก่อสร้าง ไม่กระโดดรับข้อเสนอสุดแสนพิเศษนั้น

นับแต่วันแรกที่ “อนุทิน” ตัดสินใจเล่นการเมือง ก็ได้ย้ายชื่อในทะเบียนราษฎร์จากกรุงเทพฯ มาอยู่ที่บ้านศิลาชัย หมู่ 15 ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

อนุทิน ชาญวีรกูล เข็นรถให้ “ชัย ชิดชอบ”

“ผมมีความรักต่อพี่ชายสุดหัวใจคือ พี่เนวิน ชิดชอบ แม้หลายคนสงสัยคบกันมาได้อย่างไร 10 กว่าปี เพราะเปรียบเหมือนพี่ชาย เป็นครูคอยชี้แนะ และบอกผมทุกวันว่าหากทำงานการเมือง ให้รักประชาชนมากกว่ารักตัวเอง ดังนั้น จ.บุรีรัมย์ จึงเป็นเหมือนบ้านผม บ้านเกิดพ่อ บ้านเกิดพี่ชาย” นี่เป็นคำประกาศของอนุทินในวันปราศรัยใหญ่กลางเมืองบุรีรัมย์

แม้ “เนวิน ชิดชอบ” จะบอกเป็นครั้งที่ร้อยว่าไม่ยุ่งเรื่องการเมือง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ เมื่อน้องชายสุดรัก “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ยังรั้งเก้าอี้เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

ฉะนั้น การปฐมนิเทศ ส.ส. และการประชุมกรรมการบริหารพรรค จึงจัดที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคมนี้ และน่าจะมีความชัดเจนเรื่องแนวทางการร่วมรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย

ไม่มีขั้วไม่มีค่าย

ผลการเลือกตั้ง 2562 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.ทั้งสองระบบ 51 คน และปฏิเสธไม่ได้ว่า คะแนนนิยมที่ดีขึ้นกว่าการเลือกตั้ง 2554 ที่ได้แค่ 34 ที่นั่ง ก็มาจากกลยุทธ์การตลาดการเมือง ที่วางแบรนดิ้งของพรรคให้เป็น “พรรคขั้วกลาง”

สังเกตได้จากการที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค ออกเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อ และไปร่วมเวทีดีเบตช่วงหาเสียง จะพยายามสลัดภาพเดิมคือ “พรรคขั้ว 3 ป.” ออกไป รวมถึงการใช้คอนเนกชั่นส่วนตัวของเสี่ยหนู ดึง “เอกชัย ไชยนุวัติ” นักวิชาการด้านกฎหมาย และ “จุลภาส(ทอม) เครือโสภณ” ดีลเมกเกอร์ธุรกิจการเมืองมาช่วยงานหาเสียง

ทั้ง เอกชัย ไชยนุวัติ นั้น มีจุดยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยชัดเจน ได้เข้ามาช่วยทำรายการ “Ringside การเมือง” ที่เผยแพร่ทางยูทูบ และเฟซบุ๊ก ซึ่งรายการ “Ringside การเมือง” เป็นช่องทางการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ส่วน “จุลภาส หรือทอม” ช่วยเปิดประเด็นกัญชาเสรี จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์

ศักดิ์สยาม-เนวิน ชิดชอบ, อนุทิน ชาญวีรกูล

ทั้งหมดเป็นกลยุทธ์ลบภาพแบรนด์เดิมคือ ยืนเคียงข้างกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” โดยสร้างแบรนด์ใหม่ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายไหน พร้อมจะเป็นมิตรกับทุกพรรค ขณะที่ในทางลึก “ผู้มีบารมีของพรรค” ยังแนบแน่นอยู่กับ “พี่ใหญ่” ค่ายบูรพาพยัคฆ์

ย้อนไปดูการเดินทางไปเยือนถิ่นปราสาทสายฟ้า ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ วันที่ 7-8 พฤษภาคม 2561

เนวิน ชิดชอบ และพลพรรค “เพื่อนเนวิน” ได้จัดการต้อนรับนายกฯ ประยุทธ์ อย่างยิ่งใหญ่ และผู้คนย่อมมองไปไกลถึง “ดีลการเมือง” ร้อนถึง “เสี่ยหนู” ต้องรีบมาแก้ข่าว “ดีลการเมืองไม่มีจริงในช่วงก่อนเลือกตั้ง”

รอสัญญาณ “ป.”

ความสับสนและไม่ลงตัวเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำนั้น อาจมาจากโครงสร้างพรรคที่ประหลาดๆ คือ มีทั้งขั้วนักเลือกตั้ง, ขั้วดรีมทีมเศรษฐกิจ(กลุ่ม 4 ยอดกุมาร) และขั้วพี่น้องบูรพาพยัคฆ์ จึงมีข่าวปล่อย “โผสูตรรัฐบาลผสม” รวมถึงการวางตัวประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

อย่างเช่นกรณีพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย มี ส.ส. 51-52 ที่นั่ง จะได้โควตารัฐมนตรี พรรคละ 7 ที่นั่ง และพรรคชาติไทยพัฒนา มี ส.ส. 10 ที่นั่ง จะได้โควตารัฐมนตรี 2 ที่นั่ง

ด้าน “ป.พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ไม่ยอมหลุดปากพูดเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล แม้จะถูกนักข่าวสายทำเนียบและสายทหารรุกฆาต ถามเช้า ถามบ่าย

กระทั่งเที่ยงวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2562 เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล พร้อมเปิดใจในหลายๆ เรื่อง สรุปได้ว่า มีความคืบหน้าเรื่องรัฐบาลผสม 20 พรรค โดย 4 กระทรวงหลักคือ กลาโหม, มหาดไทย, คลัง และพาณิชย์ จะอยู่ในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ

จังหวะก้าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ขยับมาเปิดใจกับนักข่าวครั้งนี้ ย่อมแสดงถึงความมั่นใจว่า การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล โดยพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ตอบรับการเข้าร่วมรัฐบาลแล้ว

หากจับสังเกตการให้สัมภาษณ์ของอนุทิน ก็พอคาดเดาได้ว่า พรรคภูมิใจไทยได้ตกลงปลงใจไปนานแล้ว เพียงแต่การสร้างแบรนด์ “พรรคขั้วกลาง” ไว้ในช่วงหาเสียง จึงต้องเผชิญกับกระแสเรียกร้องจากกองเชียร์สีน้ำเงินบางปีก

“ปัจจุบันการเมืองถูกแบ่งขั้วออกเป็น 2 ฝ่าย คือทั้งฝ่ายเผด็จการ และฝ่ายประชาธิปไตย ทำให้พรรคสายกลางอย่างเราต้องมีความกดดัน ผมจึงอยากขอให้ยุติการแบ่งฝ่ายกันเสียที เพราะทุกอย่างถือว่าจบลงแล้วเพราะผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน และทุกพรรคควรจะต้องหันมาพึ่งพากัน”

บังเอิญ อนุทินโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ไปทางนี้แหละไม่มีหลงทาง” ดันมาตรงกับคำขวัญของกองทัพบก เลยทำให้กองเชียร์ตีความกันยกใหญ่