“อู๊ดด้า” อเวนเจอร์ “สะตอสามัคคี” รีแบรนด์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/372144?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“อู๊ดด้า” อเวนเจอร์ “สะตอสามัคคี” รีแบรนด์

18 พฤษภาคม 2562 – 08:45 น.
จุรินทร์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,พรรคประชาธิปัตย์,เลือกหัวหน้าพรรค,หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์,พรรคสะตอ,คนในข่าว,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 10,522 ครั้ง

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับ วันเสาร์อาทิตย์ ที่ 18-19 พ.ค.2562

**************

 ประชาธิปัตย์ยุคอเวนเจอร์ ทั้ง “ทศวรรษใหม่-ผลัดใบ” ร่วมใจ ดัน “เดอะอู๊ดด้า” เป็นกัปตัน นำนาวาสีฟ้าลำนี้ฝ่าวิกฤติศรัทธา จะร่วมรัฐบาลลุงตู่ 2 หรือไม่ ? เรื่องจริงกับเรื่องฝัน บางเวลากองเชียร์อาจต้องทำใจ 

**************

ยืนยันความเป็นพรรคอนุรักษนิยม สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผลการโหวตเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ ออกมาเป็น “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์”

จะเพราะคนพรรคนี้ยังให้ความสำคัญกับระบบอาวุโส ขั้วอำนาจเก่า นายหัวชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค รวมถึงอดีตหัวหน้าพรรคอีกตั้งสองคน ทั้งรุ่นทศวรรษใหม่และรุ่นผลัดใบอย่าง บัญญัติ บรรทัดฐาน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

หรือจะเพราะที่จุรินทร์เน้นย้ำอุดมการณ์เลือดสีฟ้าที่ว่า “ซื่อสัตย์ สุจริต และมีประสบการณ์การบริหารงานแบบนักบริหารรัฐกิจมืออาชีพ”

หรือทั้งหมด จะมาจากการที่คนประชาธิปัตย์ดีดลูกคิดแล้ว มาทางนี้น่าจะปลอดภัยไว้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันที่หลังก็ตามแต่

วันนี้พรรคนี้มีคนชื่อจุรินทร์นั่งประมุขพรรคเรียบร้อยแล้ว

 จุรินทร์วัยต้น

จะว่าไป เหตุผลที่เลือก อู๊ดด้า” จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนที่ 8 ด้วยคะแนนรวมกว่า 50.59% คงไม่ได้มีแค่นั้น แต่ทุกอย่างที่รวมเป็นเขา ย่อมมีส่วนในการตัดสินใจทั้งสิ้น

จุุรินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2499 บ้านเกิดแดนสะตอของแท้ ที่ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา บิดาคือ วีระ เจ้าของเหมืองแร่ดีบุกแห่งหนึ่งในพังงา มารดาคือ สุรางค์ อดีตนางงามสงกรานต์

อู๊ด หรือ อู๊ดด้า เป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง 9 คน น้องชายคนสุดท้องคือ จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ นักการเมืองพรรคเดียวกัน

จุรินทร์ ใช้ชีวิตวัยเด็กที่ท้ายเหมือง จบประถมจากโรงเรียนศิริราษฎร์วิทยา เรียนเก่งระดับสอบได้ที่ 1 ของจังหวัด พอจบ ป.7 ก็มาสอบเข้าเป็นลูกชมพู-ฟ้า ที่  “สวนกุหลาบวิทยาลัย”

เด็กสวน osk 88

ในหนังสือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ชีวิตเหมือนปลูกต้นไม้” เรียบเรียงโดย สุธานี” เล่าว่า จุรินทร์พักที่หอซึ่งเป็นบ้านเดี่ยวซอยแบ่งห้องให้เช่าในหมู่บ้านพิบูลวัฒนา เยื้องโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ละแวกเดียวกับ “พรรคประชาธิปัตย์”

โดยที่ย่านนี้ยังเป็นแหล่งของคนท้ายเหมือง พังงา ที่จะแวะเวียนมาพักอาศัยชั่วคราวยามขึ้นมาทำกิจธุระในเมืองกรุง หนึ่งในนั้นมี สัมพันธ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ส.ส.พังงา รุ่นนายหัวชวน ที่มาพักที่เดียวกันอยู่เนืองๆ จะนับว่าหนุ่มจุรินทร์ได้สัมผัสการเมืองเบาๆ นับจากจุดนั้นก็ได้

จุรินทร์วัยฝัน

พอถึงวันที่ OSK88 ต้องเลือก แม้จะเรียนทางวิทยาศาสตร์ แต่เลือกเป็น สิงห์แดง” รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และต่อมายังไปจบปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อีกด้วย

ที่รั้วยูงทอง จุรินทร์หารายได้เสริมด้วยการเขียนการ์ตูนการเมืองให้แก่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 1 โดยใช้นามปากกาว่า “อู๊ดด้า” ที่คนไทยเรียกติดปากมาจนทุกวันนี้

อีกมุม เขาก็ทำกิจกรรมกับรุ่นพี่นักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าแห่งรั้วแม่โดมด้วยเนืองๆ เป็นเฟรชชี่หัวกิจกรรมพอๆ กับ อ.ยิ้ม รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” ที่กอดคอมาด้วยกันตั้งแต่รั้วชมพูฟ้า และเคยร่วมกันตะลุยราตรีมาแล้วตั้งแต่ช่วงเรียน ม.ศ.5 กับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ในค่ำคืนก่อนวันเกิดเหตุ เขาและเพื่อน ส.ก. รวมตัวกันเดินขบวนไปสมทบกับกลุ่มนักศึกษาที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อฟังปราศรัย อยู่ที่นั่นทั้งคืนจนรุ่งเช้าจึงแยกย้ายกลับ ก่อนจะมีเหตุร้ายตามมาในวันนั้น

เยี่ยมเพื่อนยามป่วย ก่อนที่ อ.ยิ้มจะจากไป ในปี 2560 

ปี 2519 อย่างที่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์ใหญ่ คือ 6 ตุลาคม 2519 คืนก่อนเกิดเหตุ จุรินทร์กลับบ้านไปก่อน เพื่อเตรียมต้นฉบับการ์ตูนส่งสำนักพิมพ์ในรุ่งเช้า แต่เหตุการณ์ได้นำพาเพื่อนของเขาให้เข้าป่าไปเป็น “สหายสมพร” ของพี่น้องผองเพื่อน

อู๊ดด้าหายจากหน้ากระดาษปอนด์พักใหญ่ เพราะเหตุผลการเมือง จากนั้นก็กลับมาช่วงเรียนปี 4 ที่หน้ากระดาษของสยามรัฐ พอเรียนจบก็ย้ายมาที่มติชน โดยมีผลงานเขียนเป็นหนังสือท่องเที่ยวในเครือสำนักพิมพ์มติชน ชื่อ อู๊ดด้าจับปากกาพาเที่ยว” และเคยเป็นผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์มติชนอีกด้วย

 กระทั่งช่วงปี 2529 เริ่มหันหน้าเข้าสู่ถนนการเมือง หลังสัมผัสความเป็น “ยุวประชาธิปัตย์” มาได้สักพัก เขาก็เลือกที่จะสังกัดพรรคนี้

จุรินทร์วัยลุย

แรกเริ่มช่วงปี 2524 เขาได้เป็นประธานสาขาพรรค จ.พังงา ยุคที่มีหัวหน้าพรรค ชื่อ พิชัย รัตตกุล”

ช่วงคาบเกี่ยวกันนั้นเอง ปี 2526 อู๊ดด้าแต่งงานกับ “อรอนงค์ ลักษณวิศิษฏ์” เพื่อนร่วมคณะที่ มธ. จากนั้นลูกสาวคนโตก็คลอดในปี 2528 (บุตรสาวคนสุดท้องคลอดในปี 2540)

ลูกเพิ่งย่างขวบปี จุรินทร์ก็เจอปีทองทางการเมือง ได้ลงเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกปี 2529 จากการผลักดันของทั้ง “ชวน หลีกภัย และ “บัญญัติ บรรทัดฐาน

และสองใหญ่ก็มองขาด เพราะอู๊ดด้าลงปุ๊บก็ได้เป็น ส.ส.พังงาเลย เอาชนะแชมป์เก่า 10 สมัย อย่าง บรม ตันเถียร” นักการเมืองชื่อดังของพังงาอีกด้วย

ส.ส.สมัยแรก

เข้าสภาไป สื่อมวลชนสายรัฐสภา ก็ยกเขาเป็น “ส.ส.ดาวรุ่ง” ซึ่งหลังจากนั้นฝีปากในสภาก็ไม่เป็นรองใคร ซักฟอกคนในหลายรัฐบาลจนหงายเงิบมาแล้วมากมาย

ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางการเมืองมากมาย อยู่ในจุดแถวหน้าของพรรค ทั้งเป็นทีมยุทธศาสตร์และนโยบายของพรรคมานาน แต่ก็ไม่ทิ้งพื้นที่ พบปะชาวบ้านต่อเนื่อง

กับนายหัวชวน ผู้นี้ก็คือ “อาจารย์ทางการเมือง” ด้วยตามติดเป็นเลขานุการมายาวนาน ตั้งแต่นายหัวเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ตามมาถึงรัฐบาลชวน 1 ปี 2535 อู๊ดด้าก็เป็น รมช.พาณิชย์ และ รมช.เกษตรฯ

พอถึง “ชวน 2” อู๊ดด้าก็ยังนั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รวมถึงเก้าอี้ รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.สาธารณสุข ในรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์อีกด้วย

ปี 2544 (ยุคที่ไทยรักไทยแจ้งเกิด) เขาขยับไปลงสมัครระบบบัญชีรายชื่อ และให้น้องชายคนเดียว “จุฤทธิ์” ลงสมัคร ส.ส.เขต แทน

ต่อมาปี 2546 เขาได้ขึ้นรองหัวหน้าพรรค จนมาถึงการเลือกตั้งปี 2550 (ยุคที่พรรคพลังประชาชนยังครองเก้าอี้ในสภา) เขาลงเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วน เขต 8 ในลำดับที่ 4 และได้รับการเลือกตั้ง

ตอนนั้นพรรคสีฟ้าเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว และจัดตั้ง “รัฐบาลเงา” ในปี 2551 อู๊ดด้าก็ทำหน้าที่รัฐมนตรีพลังงาน “เงา”

จนมานั่งรักษาการหัวหน้าพรรคเมื่อไม่นานมานี้ หลังหัวหน้ามาร์คประกาศลาออก โทษที่ไม่สามารถนำพาพรรคไปถึงดวงดาว ถึงขั้นพ่ายแพ้ยับเยิน !

กัปตันจุรินทร์

อย่างที่รู้ ทุกอย่างมาถึงวันนี้ จุรินทร์ได้รับความไว้วางใจได้รับเสียงโหวตให้นั่งหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ต่อจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอาชนะ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, กรณ์ จาติกวณิช และ อภิรักษ์ โกษะโยธิน

พรรคประชาธิปัตย์ในยุคสมัยของ “กัปตันอู๊ดด้า” ด่านชัยหัวหน้าพรรค ถึงไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก แต่ความยากยิ่งกว่า คือด่านการตัดสินใจเลือกขั้วข้างทางการเมือง

เรื่องนี้คนไทยรอดูอยู่แทบไม่หายใจ เพราะแทบจะมีดีลใหม่ๆ บวกกระแส “งูเห่า” ออกมาในหน้าสื่อทุกต้นชั่วโมง ตามแทบไม่ทัน

เช่น 1.ประชาธิปัตย์อาจร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ เพราะการจะตัดสินร่วมไม่ร่วมไม่ได้ขึ้นกับหัวหน้าพรรคคนเดียว แต่ขึ้นกับการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับ ส.ส.

มุมนี้มีการวิเคราะห์กันว่าแนวโน้มมีโอกาสสูง แม้เสียงจะก้ำกึ่ง แต่พอโหวตเลือกนายกฯ อาจมีคนสำคัญบางคนในพรรคไม่ยกมือ ตามสไตล์พรรคนี้ที่จะมีทางออกไม่ให้เสียหล่อ ยังไงก็ต้องแอ็กชั่นรักษาคำพูดต่อ 3.9 ล้านเสียงที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ไว้ก่อน

แต่ถ้าจะมาทางนี้ไม่ให้บัวช้ำน้ำขุ่น ก็ต้องวางแผนการต่อรองกับขั้ว พปชร.อย่างดีที่สุด

ส่วนทางที่ 2 เลือกเป็นฝ่ายค้านอิสระ แว่วมาว่าตอนแรกฟังดูหล่อ แต่ตอนหลังหนทางนี้เงียบๆ ไปแล้ว

ส่วนอีกทาง เพื่อไม่ให้เสียคะแนนจากกลุ่ม “ไม่เอาทักษิณ” ก็ตัดชอยส์รวมกับฝ่ายเพื่อไทยทิ้งไป สอดคล้องกับที่ฝ่ายเพื่อไทยเพิ่งแถลงสยบลือการจัดตั้งรัฐบาลขั้วที่ 3 ร่วมกับภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์ไปแล้วเมื่อช่วงวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

เหลือก็แต่การรวมพลังอเวนเจอร์กับ คนเคยรัก-พรรคภูมิใจไทย” ถ้าทำจริงก็กลายเป็นสองพรรคขั้วตัวแปรที่พลังต่อรองมากพอสมควรในการร่วมกันโหวตเลือกนายกฯ ที่อาจไม่ใช่ใครเลยในตัวเลือกที่เห็นก็ได้ !

แต่ระหว่างนี้ อะไรก็ไม่นิ่ง บางที นาทีนี้ก็อาจเปลี่ยนไปอย่างอื่นได้อีก รอดูวันที่ 24 พฤษภาคม วันรัฐพิธีเปิดประชุมสภานัดแรก น่าจะรู้ทิศรู้ทางกันมากขึ้น

“ฮิโนกิแลนด์”วิถีญี่ปุ่น คุณค่าเพื่อคนไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ฮิโนกิแลนด์”วิถีญี่ปุ่น คุณค่าเพื่อคนไทย

18 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
ฮิโนกิแลนด์,วิถีญี่ปุ่น,บ้านไม้หอมฮิโนกิ,แหล่งท่องเที่ยว,วัฒนธรรมไทย,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 1,901 ครั้ง

ภาพจาก เฟซบุ๊ก  Hinoki land -BannmaihomHinoki บ้านไม้หอมฮิโนกิ

ถ้าพูดถึงวัฒนธรรมไทย แน่นอนคนไทยนึกออกว่าประมาณไหน

แต่กับ “ฮิโนกิแลนด์” ที่เพิ่งติด 1 ใน 10 แหล่งวัฒนธรรมที่ต้องไปของ “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” กระทรวงวัฒนธรรม นั้น กระแสสังคมไทยยังรู้สึกค้านสายตาอยู่มาก

โดยเฉพาะคนเชียงใหม่ที่มองว่าสถานที่แห่งนี้ไม่สะท้อนถึงรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมล้านนา จนส่งผลให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรมต้องนำข้อท้วงติงเพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณาทบทวนอีกครั้ง

วัฒนธรรมกับเส้นแบ่ง?

หลังจากช่วงวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้เปิดเผยรายชื่อ 10 แหล่งวัฒนธรรมที่ต้องไป และมี “ฮิโนกิแลนด์” อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ติดโผมาด้วยจนส่งผลให้เกิดเสียงคัดค้าน

ถึงขนาดที่ เฉลิม สารแปง นายกเทศมนตรีตำบลเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ระบุอาจยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองให้ถอนรายชื่อ ฮิโนกิแลนด์ ออกจากประกาศดังกล่าว เพราะเชียงใหม่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น ดอยสุเทพ หอคำหลวง ฯลฯ

ทั้งยังระบุว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนวัฒนธรรมของไทยเป็นหลัก ไม่ควรใช้เกณฑ์คัดเลือกว่าเป็นวัฒนธรรมของชาติใดก็ได้ ควรส่งเสริมวัฒนธรรมของไทยเท่านั้น แต่หากเรื่องดังกล่าวนี้เป็นการดำเนินการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ฮิโนกิแลนด์จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปเมื่อมาเยือนเชียงใหม่ ก็จะมีความเหมาะสมมากกว่า

ต่อมาทางกระทรวงวัฒนธรรมได้ออกมาชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ที่อธิบายได้ว่าเหตุใดสถาปัตยกรรมรูปแบบญี่ปุ่นอย่าง “ฮิโนกิแลนด์” ถึงเป็นหนึ่งในนั้น

โดยโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊ก “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” ระบุว่า ฮิโนกิแลนด์ มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่ท้าทาย มีอาคารสถาปัตยกรรมที่สร้างจากไม้หอมฮิโนกิ ตกแต่งด้วยโคมแดง เป็นแหล่งเรียนรู้และแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตของญี่ปุ่น หากผู้สนใจสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมแทนการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นได้ และมีศักยภาพสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง

โดยมีเกณฑ์การคัดเลือก อาทิ เป็นสถานที่ที่มีตัวอาคารมั่นคงถาวร เป็นที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์, มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้แก่บุคคลทั่วไปได้ และมีการนำเสนอแนวทางการดำเนินการแบบวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (Creative Economy) หรือเปิดให้บริการเป็นประจำแก่เด็ก เยาวชน และผู้สนใจทั่วไปให้เข้าไปศึกษา หาความรู้ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวไทย และชาวต่างชาติ ฯลฯ

โดย 10 แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการคัดเลือก คือ 1.ดอยตุง จ.เชียงราย 2.ฮิโนกิแลนด์ จ.เชียงใหม่ 3.จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จ.นครราชสีมา 4.ปราสาทสัจธรรม จ.ชลบุรี 5.สวนนงนุช จ.ชลบุรี 6.หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี 7.วู้ดแลนด์ เมืองไม้ จ.นครปฐม 8.เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ 9.สยามนิรมิต กรุงเทพมหานคร และ 10.ภูเก็ต แฟนตาซี จ.ภูเก็ต

ทั้งนี้ แม้ว่าอีก 9 รายชื่อแหล่งท่องเที่ยวที่เหลือ ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สะท้อนวัฒนธรรมของไทยในแง่มุมต่างๆ แต่ก็น่าคิดว่าหลักเกณฑ์ข้างต้น มิได้ระบุชี้ชัดกำหนดขอบเขตตายตัวว่าต้องเป็น “ไทย” เท่านั้น

ดังนั้น หากว่ากันตามตัวอักษร “ฮิโนกิแลนด์” จึงถือว่าเข้าข่ายสามารถพิจารณาได้ตามเกณฑ์ข้างต้น แต่หากว่ากันตามความเหมาะสมเชื่อว่าหลายคนคงมีคำตอบ

  ฮิโนกิแลนด์ ยังไงก็น่าไป

อย่างไรก็ดี มุมหนึ่งเรื่องนี้ได้ทำให้ “ฮิโนกิแลนด์” มีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีก หลังจากที่เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2561

แต่ไม่ใช่เพราะดราม่าที่ลามไกลถึงบทบาทหน้าที่ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม หากเป็นเพราะข่าวได้ทำให้เราอยากรู้จักที่แห่งนี้มากขึ้น กระทั่งได้พบว่าที่นี่ไม่ธรรมดา มันกำเนิดขึ้นจากคำว่า “แพชชั่น” โดยแท้

เพราะเจ้าของคือ อนิรุทธ์ จึงสุดประเสริฐ ประธานกรรมการ บริษัท บ้านไม้หอม ฮิโนกิ ไชยปราการ จำกัด ผู้หลงใหลในวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น หลังจากไปใช้ชีวิตที่นั่นอยู่นานเกือบสองทศวรรษ

และไม่ใช่เพียงแค่ ความอยากมี ความชอบ แต่ทั้งหมดเขายังออกแบบ เขียนแบบ และเลือกพื้นที่เองทุกอย่าง

บนพื้นที่ 83 ไร่ ที่นี่ไม่ได้จำลองของจริง แต่เป็นการสร้างของจริงขึ้นมา โดยเลียนแบบปราสาทและหมู่บ้านโบราณแบบญี่ปุ่นทุกตารางนิ้ว โดยเฉพาะปราสาทฮิโนกิที่สร้างขึ้นด้วยทุน 96 ล้านบาท ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

ใครที่เคยไปจะต้องไม่พลาด เก็บภาพสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของที่นี่ อย่าง “เสาโทริอิสีแดง” หรือซุ้มประตูแบบญี่ปุ่น 88 คู่ ตามความเชื่อที่ว่า อาณาเขตเบื้องหลังเสาโทริอิเป็นอาณาเขตของเทพเจ้า เสาโทริอินี้ สามารถพบได้ตามศาลเจ้าชินโตตลอดจนวัดพุทธบางแห่งในประเทศญี่ปุ่น

ขณะที่ภายในยังตกแต่งด้วยดอกซากุระแท้จากญี่ปุ่น มีการจัดสวนแบบญี่ปุ่น มีร้านค้าของที่ระลึก มีผู้คนพากันมาเที่ยวชม และกิจกรรมอีเวนท์ที่จัดต่อเนื่องไม่ขาด

โดยเฉพาะการใช้ “ไม้ฮิโนกิ” เป็นตัวอาคาร เนื่องจากเจ้าของนั้นทำธุรกิจนำเข้าไม้หอมชนิดนี้อยู่ก่อนแล้ว แถมบ้านพักของเขาก็คือ “บ้านไม้หอมฮิโนกิ” อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ที่เคยเป็นข่าวดังอยู่ช่วงหนึ่ง ด้วยเป็นบ้านที่สร้างจากความชื่นชอบพระราชวังอิมพีเรียล ที่สร้างด้วยไม้ฮิโนกิอย่างดี

ไม้หอมฮิโนกิได้ชื่อว่าเป็นไม้เพื่อสุขภาพ เป็นต้นไม้จำพวกสน ลำต้นตรง ทนความชื้น คุณสมบัติในเนื้อไม้มียางที่ช่วยป้องกันแมลงและเชื้อรา และยางนี้ยังนำมาสกัดเป็นน้ำมัน ที่่ช่วยรักษาอาการระคายเคืองต่างๆ ได้ ขณะที่กลิ่นของเนื้อไม้ก็เป็นผลดีต่อระบบทางเดินหายใจ ยารักษาภูมิแพ้ หืดหอบ ลดอาการคัดจมูก และช่วยลดความเครียด

ทางหนึ่ง อนิรุทธิ์ได้สร้างบ้านไม้หอมของตนเองขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากไม้หอมฮิโนกิ โดยเป็นการรวมกลุ่มของสตรีแม่บ้านในชุมชน ผลิตจนสร้างรายได้ให้สมาชิกพอเพียงต่อการดำรงชีวิตอย่างดี

แต่วันนี้ เขายังต่อยอดมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสไตล์ญี่ปุ่น ด้วยรู้จริตของคนไทยที่ชื่นชอบวัฒนธรรมแดนปลาดิบอย่างสุดจิตสุดใจ ทั้งอาหารการกิน วิถีชีวิต ไปจนถึงบันเทิงที่เรียกว่า เจ-ป๊อป ที่นี่ จึงเหมือนเอาญี่ปุ่นมาวางไว้ที่เชียงใหม่ ให้คนไทยไปเยี่ยมเยือน เอื้อมถึงได้ไม่ยาก

อย่างที่รู้ ฮิโนกิแลนด์ได้รับคัดเลือกเป็น 10 แหล่งวัฒนธรรมที่ต้องไป จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ท่ามกลางพายุคำถามจากคนไทยส่วนใหญ่

แต่เรื่องนี้ อนิรุทธ์ จึงสุดประเสริฐ ยืนยันว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนเห็นต่าง แต่ก็เห็นด้วยกับแง่มุมที่ว่า หากการคัดเลือกมาจากเงื่อนไขคือ “วัฒนธรรมไทย” ผลงานของเขาย่อมไม่เข้าเกณฑ์แน่น่อน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่อุปสรรคที่ฮิโนกิแลนด์จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยควรไปเยือน โดยไม่ต้องมีเงื่อนไข

เช็กชื่อว่าที่ครม.ลุงตู่ 2แกนนำมุ้งใดจะเข้าวิน…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กชื่อว่าที่ครม.ลุงตู่ 2แกนนำมุ้งใดจะเข้าวิน…

17 พฤษภาคม 2562 – 09:35 น.
พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,อุตตม สาวนายน,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,สุวิทย์ เมษินทรีย์,กอบศักดิ์ ภูตระกูล
เปิดอ่าน 12,029 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

พรรคพลังประชารัฐกับ 135 ส.ส.ในสังกัดเมื่อบวกกับ 250 ส.ว. รวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง ประชาชนปฏิรูป 1 เสียง และพรรคจิ๋ว 11 พรรค ก็เพียงพอในขั้นต้นแล้วว่าจะส่ง พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา ขึ้นฝั่งที่ทำเนียบรัฐบาลคำรบที่สองได้ในช่วงเวลาไม่นานนี้ แม้เบื้องต้นจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

          แต่พปชร.วางหมากเดินทีละขั้น เพราะตอนนี้เสียงที่จะเลือกและหนุนลุงตู่พอแล้วที่จะเดินตามแผนงานที่วางไว้ จากนั้นคือเจรจากับคนในพรรคและพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะแบ่งสรรเก้าอี้รัฐมนตรีกันแบบใดให้ลงตัว

“เราเป็นพรรคแกนนำ กระทรวงหลักควรอยู่ในการดูแลของพรรค” คีย์แมนอันดับต้นๆ ของ พปชร. ระบุให้พอทราบจังหวะการเคลื่อนเกม

“หากพรรคที่จะมาร่วมตั้งรัฐบาลกับ พปชร. ต้องการทำงานในกระทรวงหลักที่พรรคควรจะทำหน้าที่ (มหาดไทย กลาโหม คลัง คมนาคม เกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ อุตสาหกรรม) ก็ต้องมาคุยกันว่า ใคร คุณสมบัติและประสบการณ์การทำงานของบุคคลที่พรรคต่างๆ จะเสนอชื่อมาเป็นอย่างไร ย้ำว่ายังไม่มีการคุยแบบเป็นทางการ และจะเริ่มในเร็วๆ นี้” คีย์แมน พปชร.ระบุ

“คนนอกหรือเทคโนแครตน่าจะไม่มีการทาบทามมาร่วมรัฐบาล เพราะบุคลากรใน พปชร.มีหลายคนที่มีความเหมาะสม” คีย์แมน พปชร.ระบุ

แบบนี้คือคำตอบปิดตายว่า ครม.ชุดใหม่ที่นำทีมโดยลุงตู่และ พปชร.นั้น โควตานี้ไม่มีในแผนของ พชปร.

          ทราบว่า พรรคขนาดกลาง เช่น ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย จะได้โควตาไปพรรคละกี่เก้าอี้และต้องมาดูว่ากระทรวงใดบ้างที่พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินต้องการ โดยต้องดูว่าโควตาใดบ้างที่ พปชร.จะยอมแบ่งให้เพื่อนได้ ต้องรออีกนิด…

ส่วนพรรคอื่นๆ ที่ยังไม่ตอบรับว่าจะมาหรือไม่นั้น คนวงใน พปชร.ยิ้มแล้วว่า ชาติไทยพัฒนา, ชาติพัฒนา มาแน่นอน และแบ่งอัตรา ครม.ไปให้แล้ว ส่วนพรรคจิ๋วๆ สิบกว่าพรรคนั้น ทราบแล้วว่าไม่ขอเก้าอี้ ครม. แต่ประธาน กมธ. รวมทั้งตำแหน่งอื่นๆ ในรัฐสภา, ผู้ช่วยรัฐมนตรี, ประธานและบอร์ดรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งงบประมาณการบริหารราชการแผ่นดินนั้น พรรคจิ๋วๆ เหล่านี้จะรับไป

และยังไม่รู้ว่างูเห่าสารพัดสีที่เคยมีข่าวว่าจะย้ายค่าย เบอร์เดิมจากพรรคต้านลุงตู่นั้นจะมีกี่คน และหากมาแตะมือกับขั้วนี้จริงแล้วนั้น ต้องมีอะไรต่อรองกันอีก…ฉะนั้นน้ำหนักการตั้งรัฐบาลและ ครม. ที่คนใน พปชร.ต้องหารือไปพร้อมๆ กับการเจรจากับว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลว่า ตำแหน่งใดควรที่จะอยู่ในการบริหารงานของพรรคใดนั้นน่าคิด…

หากฝันของ พปชร.และลุงตู่ส่อเค้าความจริง ครม.ชุดหน้าที่ต้องเริ่มทำงานในเดือนมิถุนายน โควตาตรงของลุงตู่นั้น ต้องดูว่า ครม.ปัจจุบันมีกี่ชีวิตที่จะได้ไปต่อ แต่ทราบว่าหลายคนในวันนี้ ลุงตู่ทาบทามไว้แล้วแต่จะทำงานที่เดิมหรือย้ายไปกระทรวงอื่นๆ แว่วว่าลุงตู่ยังอุบไว้

และรอดูบิ๊กเนมที่อยู่แวดล้อมลุงตู่ว่า จะมีกี่ชีวิตที่ต้องทำหน้าที่ใดบ้างตามที่ลุงตู่มอบหมาย เพราะต้องกุมยุทธศาสตร์และแผนงานที่ คสช.และรัฐบาลนี้ไปสานต่อให้บรรลุ

          “สี่กุมาร” คือ อุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สุวิทย์ เมษินทรีย์ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล ต้องมีเก้าอี้แน่นอน แต่จะได้กี่ตัวและใครจะคว้าไปนั้น รอดูผลการเกลี่ยสัดส่วนที่จะต้องชั่งน้ำหนักทั้งจากในพรรคเองและดูข้อเสนอของคนที่จะมาร่วมงาน

เพราะแว่วว่ากระทรวงเกรดเอที่สี่กุมารหวังไว้นั้น ใครต่อใครทั้งในและนอก พปชร.ก็อยากส่งคนในพรรคไปนั่งทำงานเช่นกัน

ส่วนระดับภาคต่างๆ เริ่มจากภาคเหนือ โควตาเสนาบดีของกลุ่มต่างๆ ที่สร้างผลงานไว้นั้น มีการคาดว่า “สันติ พร้อมพัฒน์” ที่ดูแลเพชรบูรณ์, “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่บริหารหลายเขตในภาคนี้ “วราเทพ รัตนากร” จากเมืองชากังราว และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ปักธงไว้พอตัว

ส่วนภาคอีสาน ที่นำโดย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แห่งกลุ่มสามมิตร ที่สามารถปักธงรบสู้กับเพื่อไทยและภูมิใจไทย “วิรัช รัตนเศรษฐ” แห่งโคราช แม้ผลที่ออกมาจะต่ำกว่าที่คาดไว้ แต่อย่าลืมว่าเบียดเข้ามาได้แบบเหนื่อยไม่น้อย

สำหรับภาคกลางและ กทม. “อนุชา นาคาศัย” และ “ตระกูลนิติกาญจนา” แห่งเมืองโอ่งที่สังกัดกลุ่มสามมิตร “สุชาติ ตันเจริญ” แกนนำกลุ่มพ่อมดดำ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” และ “พุทธิพงศ์ ปุณณกันต์” ที่ดูแลอดีตส.ส.พรรคสีฟ้าที่ย้ายมาและคนหน้าใหม่ “อิทธิพล คุณปลื้ม” จากหัวเมืองตะวันออก

ในส่วนภาคใต้ “ทวี สุระบาล” และ 13 ส.ส.จากปลายด้ามขวาน ที่ออกมาทวง 2 เก้าอี้จากแกนนำพรรค โดยอ้างว่าแกนนำพรรคแทบจะไม่ได้รับการเหลียวแลเลย หากไม่มีคนใกล้ตัวลุงตู่มาช่วยกำกับดูแลแล้วนั้น พปชร.คงมิอาจจะแย่งพื้นที่จากพรรคสีฟ้ามาครองได้ในวันนี้เป็นแน่แท้ และไหนจะมีอดีต ส.ส.และคนการเมืองที่ย้ายค่ายมาแต่สอบตก

ประเมินคร่าวๆ “เก้าอี้เสนาบดี” ที่อยู่ในการดูแลของลุงตู่และ พปชร.นั้น น่าจะเกินหรืออยู่ในระดับกึ่งหนึ่งของ ครม.ทั้งชุด แต่รายชื่อเบื้องต้นที่ปรากฏมาจากหน้าสื่อทั้งของ พปชร.และว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลนั้น ทะลุจำนวน ครม.ตามที่กฎหมายระบุไว้แล้ว

          ฉะนั้นจากนี้ไปการเจรจาแบบเข้มข้นจะบังเกิด รวมทั้งการโยนหินถามทางรายวัน ที่จะปูดทางหน้าสื่อหลากแขนงจะบังเกิดแบบต่อเนื่อง

สภาพรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำและมีหลากพรรคมาร่วมงานนั้น ตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมาใครต่อใครมองกันออกว่า อายุคงไม่ยืดและแรงต่อรองต่างๆ นานาที่จะปูดมาเนืองๆ จนอาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลใหม่

ใครบางคนใน พปชร.ยอมรับว่า อายุของรัฐบาลใหม่น่าจะอยู่ในช่วงหนึ่งถึงสองปี ฉะนั้นห้วงเวลาจากนี้ไปไม่มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เพราะรับหน้าที่เมื่อใดก็ลุยงานทันควัน เว้นเสียแต่ว่าลุงตู่จะขันนอตรัฐนาวาลำใหม่จนแน่นเครื่องไม่รวน รวมทั้งเป็นที่คาดหวังของสังคมได้

          แต่ถึงที่สุดแล้ว คนในและคนที่มาร่วมงานนั่นเองที่จะทำให้รัฐนาวาลำนี้ภายใต้การนำของลุงตู่เดินหน้าลำบากและอาจไม่ถึงฝั่งฝัน !

ร่วมด้วยช่วยกันอย่างมีสติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371990?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมด้วยช่วยกันอย่างมีสติ

17 พฤษภาคม 2562 – 08:55 น.
ร่วมด้วยช่วยกันอย่างมีสติ,รัฐบาลลุงตู่
เปิดอ่าน 274 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2562

เกิดเป็นคนไทยในช่วงนี้คงต้องทำใจปล่อยวางไปกับข่าวการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองต่างๆ และคงต้องหนักแน่น อย่าหวั่นไหว เพราะหากเก็บเอาทุกข่าวมาคิดคงต้องอกแตกตายเป็นแน่แท้…สถานการณ์การจับขั้วรัฐบาลในตอนนี้ดูเหมือนจะมะรุมมะตุ้มยุ่งเหยิงกันจนแยกไม่ออกว่า ข่าวไหนจริง ข่าวไหนเท็จ…เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่ก็เอาเถอะคงต้องให้เวลากันบ้าง ตอนนี้ก็คงต้องขอให้กองเชียร์ กองแช่งใจเย็นๆ กันหน่อย เพราะเชื่อว่าอีกไม่เกินสองสัปดาห์เราจะได้เห็นหน้าค่าตานายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อจากรัฐบาลลุงตู่ และ คสช.กันแล้ว… แม้ยามนี้จะมีข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปลอม หลากรูปแบบที่เผยแพร่กันในหลายวิธีจนบางฝ่ายตื่นตระหนก ส่งผลลบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของคนไทยและชาวต่างชาติกับข่าวการเมืองไทยในยามนี้ก็ตาม

ความจริงนั้นข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปล่อย ข่าวปลอมเกิดขึ้นมานานนม แเละมีหลายวิธีที่นำมาใช้ เพียงแต่ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า ทำให้การแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็วเร็ว และยิ่งทรงพลังกว่ายุคที่ผ่านมา โดยผู้ส่งสารเพียงแค่นำข้อมูลข่าวสารเข้าสู่ระบบแล้วกดปุ่มส่งจากอุปกรณ์การสื่อสารหลากชนิดเพียงชั่วพริบตาผู้รับสารก็จะได้สิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการไปแล้ว และที่สำคัญมันอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงหากคนรับสารส่งต่อแบบเป็นทอดๆ ออกไปยังผู้รับสารคนอื่นๆ หากข้อมูลข่าวสารนั้นๆ เป็นสิ่งที่สังคมสนใจในเวลานั้น

ตอนนี้กระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลกำลังเป็นที่สนใจของสังคมไทยและนานาชาติ เพราะข่าวดังกล่าวมีผลผูกพันกับทิศทางและอนาคตของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อบวกกับเทคโนโลยีสมัยนี้ที่ทำให้ใครต่อใครอ้างตัวเองว่าเป็นสื่อมวลชนแล้วเผยแพร่ข่าวสารออกไปสู่สังคม โดยหลายครั้งขาดความรับผิดชอบและไร้ที่มาของข่าวโดยแท้ ดังนั้นสังคมควรใช้สติในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ก่อนที่จะเชื่อถือ หรือกระจายข้อมูลต่อไป เพราะการส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่สร้างความสับสนอาจทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงเสียหายได้ ปัจจุบันแม้รัฐบาลจะมีกฎหมายบังคับใช้มาระยะหนึ่งเกี่ยวกับการที่บุคคลไม่หวังดีปล่อยข้อมูลข่าวสาร “ลือ ลวง เท็จและปลอม” ออกมาในหลากจุดประสงค์ และมีการจับกุมลงโทษตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่วันนี้เรายังพบการกระทำในลักษณะดังกล่าวออกมาเป็นระยะ โดยไม่มีท่าทีว่า ใครจะเกรงกลัวกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด

แม้เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องเข้มงวดและจับกุมบุคคลไม่หวังดีเหล่านี้มาลงโทษให้ได้โดยเร็วและเด็ดขาด นอกจากนี้ในส่วนของนักการเมืองต้องพึงสังวร มีจิตสำนึก รู้ดี รู้ชอบ เพราะท่านถือเป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมืองโดยตรง ดังนั้นการให้ข่าวต่างๆ ควรให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็น สิ่งใดที่เป็นข้อมูลเท็จ หรือไม่ใช่ความจริง ควรเร่งออกมาปฏิเสธข่าวสารเหล่านั้น เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน เรื่องใดที่มีความคืบหน้าและชัดเจนก็ควรรีบออกมาบอกกล่าว เพื่อคลายความคลุมเครือ และสร้างความเชื่อมั่นอีกทางหนึ่ง และที่สำคัญสื่อมวลชนต้องมีวิจารณญาณในการตรวจสอบ ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปล่อย และข่าวปลอมต่างๆ ว่ามีแหล่งที่มาจากไหน รวมถึงต้องตรวจสอบลงลึกไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยทุกด้านของข่าวดังกล่าวว่ามีเจตนา หรือหวังผลเช่นใด ทั้งนี้หากทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกันต่างรู้หน้าที่อันพึงมีต่อประเทศชาติ และประชาชนแล้ว “กลุ่มบุคคลใดๆ หรือขบวนการลวงโลกต่างๆ” จะไม่สามารถสร้างผลกระทบในเชิงลบให้แก่ประเทศไทยได้อย่างแน่แท้…

วันวิสาขบูชาห้ามขายเหล้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371885?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันวิสาขบูชาห้ามขายเหล้า

17 พฤษภาคม 2562 – 08:45 น.
วันวิสาขบูชา,อ๊อด เทอร์โบ,ห้ามขายเหล้า,ระวังน้ำท่วม
เปิดอ่าน 3,025 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พรุ่งนี้ตรงกับ “วันวิสาขบูชา” เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ขอแจ้งให้ทราบทั่วกันว่าห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยตำรวจทุกหน่วยจะร่วมมือกับทุกหน่วยงานเข้มงวดกวดขันจับกุมผู้กระทำผิดฝ่าฝืน

กรณีนี้น่าจะเป็นจิตสำนึก ขอร้อง-ขอความร่วมมืองดดื่ม-งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

ที่ผ่านมามีผู้ฝ่าฝืนถูกตำรวจจับหลายราย-หลายท้องที่ จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 ทุกคนต้องมีจิตสำนึก-ร่วมมือ
วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคมนี้ และในโอกาสวันสำคัญดังกล่าวสำนักนายกรัฐมนตรีมีประกาศเรื่องกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ยกเว้นการขายเฉพาะร้านค้าปลอดอากรภายในอาคารท่าอากาศยานนานาชาติ ในปีที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขสุ่มตรวจสถานประกอบการ พบการฝ่าฝืนในหลายพื้นที่

ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านค้า งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดทั่วราชอาณาจักรตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 17 พฤษภาคมจนถึงเวลา 24.00 น. คืนวันที่ 18 พฤษภาคมนี้


 ระวังน้ำท่วม เตรียมป้องกันด่วน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ทุกๆ ปีโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนจะประสบปัญหาภัยแล้งมาโดยตลอด อีกทั้งได้ยินได้ฟังนโยบายหรือคำแถลงของนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาอย่างสวยหรู เท่ากับเป็นการหลอกลวง โกหกประชาชน

ฤดูฝนของทุกปี ฝนจะตก-ตกมากและบางทีถึงขนาดมีพายุเข้าหลายๆ ลูก ถึงขนาดทำให้เกิดน้ำท่วมก็เคยปรากฏมาแล้ว แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาได้สำเหนียกในหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชนไม่ เพราะข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานดังกล่าวมีพร้อมและมีเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

นอกจากแม่น้ำสายหลัก 25 สายแล้ว ยังมีลำห้วย หนอง คลอง บึง อยู่ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย แต่ลำห้วย หนอง คลอง บึงเหล่านี้ โดยภาพรวมแล้วเหือดแห้งไม่มีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภคหรือเพื่อเกษตรกรรมหรืออื่นๆ ทั้งๆ ที่โดยกฎหมายแล้วในการปกครองระดับล่างเป็นอำนาจและหน้าที่โดยตรงของนายอำเภอ-กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ในเรื่องสาธารณประโยชน์ เมื่อเกิดเหตุขึ้นเป็นประจำตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ย่อมหนีไม่พ้นในความรับผิดชอบของนายอำเภอ-กำนัน และผู้ใหญ่บ้านที่ดูแลประชาชน

เข้าฤดูฝนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะมีแผนและโครงการขุดลอกลำห้วย หนอง คลอง บึง และจัดทำฝายน้ำล้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี ไม่ใช่ใช้โวหารพูดจาสวยหรู ดีแต่พูด แต่ไม่มีผลงาน ไม่กระทำ จึงต้องเข้มงวดการงานด้วย
บุญส่ง (โคราช)

ตอบคุณ ‘บุญส่ง’ โคราช
ผมติดตามข่าวรายงานอากาศ ขอแจ้งว่ากรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้วและเมื่อได้มาอ่านจดหมายของท่านจึงขอเป็นสื่อกลางให้ทุกหน่วยงานโปรดวางแผนป้องกันระวังน้ำท่วมด้วย

ทุกปีที่ผ่านมาหลายรัฐบาล ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งเป็นปัญหาโลกแตก แก้ไขไม่ได้สักที และใช้เงินทอง งบประมาณมหาศาล

ช่วงนี้กำลังเปลี่ยนถ่ายอำนาจตั้งรัฐบาล-ตั้งรัฐมนตรีคนใหม่ พอเสร็จแล้วโปรดรับมือน้ำท่วมรับฤดูฝนด่วน
อ๊อด เทอร์โบ


‘อ๊อด เทอร์โบ’ มีข่าวดีส่งท้ายมาเรียนให้ทราบ เรื่องกรมเจ้าท่ากำลังจะใช้เรือไฟฟ้าวิ่งบริการคลองแสนแสบ

ถ้าหากทำสำเร็จแล้วขอให้เป็น ‘คลองแสนแสบโมเดล’ ในเส้นทางอื่นๆ ด้วย และเป็นทางเลือกของประชาชนที่จะได้รับความสะดวกรวดเร็ว หนีการจราจรติดขัดบนเส้นทางท้องถนน กทม.

ขอเรียนว่าจะต้องคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ ไว้ก่อน ไม่ใช่เฉพาะบนเรือแต่รวมถึงท่าน้ำและแผนการช่วยเหลือหากมีอุบัติเหตุไม่คาดฝัน
อ๊อด เทอร์โบ


 เรือไฟฟ้าคลองแสนแสบ
 ทดลอง ‘ฟรี’ ประตูน้ำ-ผ่านฟ้า

กรมเจ้าท่ากำลังจัดระเบียบเรือโดยสารคลองแสนแสบที่มีผู้ใช้บริการ 60,000 คนต่อวัน โดยจะจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วงเงิน 19 ล้านบาท ให้ดำเนินโครงการจัดหาระบบเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบในคลองแสนแสบ คาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2563

ในเดือนธันวาคมนี้ จะนำเรือไฟฟ้าต้นแบบมาทดลองใช้บริการจริงพร้อมทั้งเก็บข้อมูลการให้บริการนำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพ และความคุ้มทุน รวมถึงกำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า

เส้นทางทดลองใช้เรือไฟฟ้าอยู่ในเส้นทางประตูน้ำ–ผ่านฟ้า โดยเปิดให้ประชาชนใช้บริการฟรี หากพบว่าสามารถตอบโจทย์เรื่องวิ่งแล้วเกิดคลื่นน้อย ไม่มีเสียง ควันมลพิษ

ถ้าหากมีประชาชนให้การตอบรับที่ดีก็จะนำแผนเรือต้นแบบไฟฟ้าเสนอให้ผู้ประกอบการเรือคลองแสนแสบนำไปพิจารณา ปรับเปลี่ยนเรือจากเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเรือไฟฟ้าทั้งหมด ใช้เงินลงทุนลำละ 15 ล้านบาท พร้อมประสานกับสถาบันการเงินให้เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษในการปรับเปลี่ยนเรือให้เอกชน

ไขปริศนา’ชายชุดดำ’กลางสมรภูมิพฤษภา 53

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไขปริศนา’ชายชุดดำ’กลางสมรภูมิพฤษภา 53

17 พฤษภาคม 2562 – 07:58 น.
ชูธงกระแสทวน,ชายชุดดำ,จอม ไฟเย็น,โกตี๋,สุรชัย แซ่ด่าน
เปิดอ่าน 24,572 ครั้ง

คอลัมน์…  ชูธงกระแสทวน   โดย…  พรานข่าว

 วาระแห่งการรำลึกเหตุการณ์พฤษภา 2553 เวียนมาถึง แกนนำ นปช. และมวลชนคนเสื้อแดงก็จัดงานรำลึกตามอัตภาพ

ว่ากันตามจริง สถานการณ์การเมืองท้องถนน ระหว่าง 14-19 พฤษภาคม 2553 ยังมี “ความลับ” ซุกซ่อนอยู่มากมาย นับแต่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้เปิดยุทธการ “กระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์” เพื่อยุติการชุมนุมของ นปช.และคนเสื้อแดง ที่เรียกร้องให้ยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ตัวละคร “ชายชุดดำ” พร้อมอาวุธ ได้เข้ามาแทรกซึมอยู่กับการชุมนุมของมวลชนนั้น ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ เมื่อแกนนำ นปช.ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่า ไม่มีชายชุดดำ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายประชาชน

ขณะที่ขั้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า มีกองกำลังชายชุดดำ แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งการข่าวของฝ่ายความมั่นคงระบุว่า ชายชุดดำเหล่านี้ มีทั้งอดีตทหารพราน และอดีตทหารป่า

โกตี๋ หรือสหายหมาน้อย ร่วมกับสหายเผด็จ สหายยังบลัด ฝึกกองกำลัง

หากใครเคยฟังวิทยุใต้ดินจากฝั่งลาว จะทราบดีว่า ข้อมูลเรื่องชายชุดดำ มีการเปิดเผยผ่านรายการสามทหารเสือทางช่องยูทูบสหพันธรัฐไท ของ “กลุ่มลุงสนามหลวง” มาแล้ว

ผู้ที่เล่าเรื่องชายชุดดำ ที่มีบทบาทในการต่อสู้บนท้องถนน ตั้งแต่ปี 2551-2557 คือ สหายเผด็จ และสหายยังบลัด (กฤษณะ ทัพไทย)

          สหายเผด็จ เป็นนักศึกษาเทคนิคโคราช เคยเข้าป่าอีสานใต้หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งสมัยที่มีการชุมนุมต้านเผด็จการยุคแรกๆ ที่ท้องสนามหลวง สหายเผด็จได้จัดตั้ง “กองกำลังใต้ดิน” มีหน้าที่เป็นการ์ดของฝ่ายประชาชน และก่อกวนฝ่ายตรงข้าม

โกตี๋ หรือสหายหมาน้อย ร่วมกับสหายเผด็จ สหายยังบลัด ฝึกกองกำลัง

สำหรับสหายยังบลัดนั้น กำลังตกเป็นข่าวว่า อาจถูกอุ้มหายไปพร้อมกับลุงสนามหลวง และสหายข้าวเหนียวมะม่วง หลังพวกเขาถูกตำรวจเวียดนามจับ ข้อหาถือพาสปอร์ตปลอม

“จอม ไฟเย็น” ที่ยังซ่อนตัวอยู่ในลาว ได้บอกเล่าเรื่องราวของสหายยังบลััด ผ่านเฟซบุ๊ก Nithiwat Wannasiri ว่า “เขาเป็นสหายพิทักษ์ของ สหายสมชาย(ลุงสนามหลวง) เป็นนักรบ พคท. ที่รอดมาจากเขตงานอีสานใต้ เขตงานบูรพา เขาเป็นคนสุขุมเยือกเย็น แต่แน่วแน่มุ่งมั่นทำตามสิ่งที่เขาเชื่อ ไม่ว่าอุปสรรคข้างหน้าคืออะไร ส.เลือด(ชื่อจัดตั้งในป่า) เป็นคนพื้นเพจังหวัดสุรินทร์ เป็นนักรบฝ่ายซ้ายชาวสะเร็นตัวเป็นๆ ที่รอดชีวิตมาหลายสงคราม”

สหายยังบลัด หรือสหายเลือด ที่ถูกจับคา ตม.เวียดนาม

สหายยังบลัดหรือสหายเลือด เข้าป่าอีสานใต้ ตั้งแต่ปี 2519 และเมื่อคืนสู่เมือง ได้มาประกอบอาชีพทำป้ายโฆษณาอยู่แถวโคราช รู้จักมักคุ้นกับสหายเผด็จเป็นอย่างดี

หลังรัฐประหาร 2557 สหายเผด็จ หรือชื่อรหัสว่า “สน เครือข่ายวังน้อย” ถูกจับกุม สหายเผด็จมีหน้าที่แจกจ่ายอาวุธเช่น เอ็ม 79 ระเบิดอาร์จีดี 5 ให้บุคคลต่างๆ ไปเพื่อสร้างความวุ่นวายแก่ประชาชนในช่วงที่มีการชุมนุมของ กปปส. ส่วนสหายยังบลัด ก็ถูกออกหมายจับข้อหามีอาวุธสงคราม พร้อมกับ “อดีตนายพล” คนดัง

          สหายเผด็จยังเล่าเบื้องหลังกองกำลังใต้ดินผ่านช่องยูทูบสนามหลวงว่า การทำงานช่วงปี 2556-57 ได้รับการช่วยเหลือจาก “อดีตนายทหาร” ที่รับผิดฝ่ายความมั่นคง(รัฐบาลเก่า) แถมสหายเผด็จยังได้เล่าวีรกรรมแหกคุกทหาร โดยเผ่นหนีไปอยู่กัมพูชาปีเศษ ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่เมืองลาว 

สมัยที่โกตี๋ ยังร่วมก๊วนจัดวิทยุใต้ดิน ก็เคยประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยมีสหายเผด็จ และสหายยังบลัด เป็นครูฝึกด้านการทหาร

ห้องส่งกระจายเสียงของลุงสนามหลวง ในฝั่งซ้าย

หลังเกิดกรณี “โกตี๋” ถูกอุ้มหาย “สุรชัย แซ่ด่าน” และพวก ถูกลักพาตัวออกจากบ้านพัก กระทั่ง “ลุงสนามหลวง” หนีตายจากลาวไปถูกจับที่เวียดนาม ปรากฏว่า สหายเผด็จยังกบดานเงียบอยู่ในเมืองลาว

          ผู้ใดสนใจใคร่รู้เรื่อง “ชายชุดดำ” ที่บอกเล่าโดยสหายเผด็จหรือสหายสน เครือข่ายวังน้อย ก็เข้าไปค้นหาย้อนหลังฟังในยูทูบได้

ดราม่าตู้คีบตุ๊กตา..มอมเมาหรือเข้าใจผิด!?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371884?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดราม่าตู้คีบตุ๊กตา..มอมเมาหรือเข้าใจผิด!?

17 พฤษภาคม 2562 – 00:00 น.
สายตรวจระวังภัย,ดราม่าตู้คีบตุ๊กตา,มอมเมา,ตุ๊กตา
เปิดอ่าน 7,315 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวอาชญากรรม

เชื่อว่าหลายต่อหลายคนที่เข้าไปเดินในห้างสรรพสินค้าต่างๆ แทบทุกห้างจะมีโซนสวนสนุกสำหรับเด็ก ที่มีบริการหยอดเหรียญหรือซื้อคูปอง และเครื่องเล่นอย่างหนึ่งที่สะดุดตาเป็นที่นิยมของเด็กและวัยรุ่นคงหนีไม่พ้น “ตู้คีบตุ๊กตา”

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดกระแส “ดราม่า” บนโลกออนไลน์ เกี่ยวกับตู้คีบตุ๊กตาภายในห้างสรรพสินค้า จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวผู้ปกครองเด็กใน จ.เชียงใหม่ ร้องเรียนว่า มีตู้คีบตุ๊กตามอมเมาเยาวชนเกลื่อนเมืองเชียงใหม่ในลักษณะที่เป็นการเล่นการพนัน ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าไปใช้บริการเพื่อหวังที่จะได้ตุ๊กตา หรือของรางวัลภายในตู้คีบตุ๊กตาดังกล่าว อันเป็นการกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ส่งผลให้เป็นที่สนใจของสังคม โดยเฉพาะผู้ปกครองชาวเชียงใหม่ กระทั่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าตู้คีบตุ๊กตาเหล่านี้เป็นสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ จนทำให้ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (บก.ภ.จว.เชียงใหม่) ต้องสั่งตรวจสอบอย่างเร่งด่วน

สำหรับเรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก ตู้คีบตุ๊กตาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นการพนันหรือไม่ ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายรายชี้แจงมาว่าตู้คีบตุ๊กตา หรือที่เรียกว่า “เครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ” เปิดให้บริการตามแนวหนังสือตอบข้อหารือของ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยกลุ่มผู้ประกอบการได้ยึดเป็นแนวปฏิบัติในการให้บริการแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ คือ 1.สินค้าที่อยู่ในเครื่องจำหน่ายสินค้าต้องมีราคาเท่ากันทั้งหมด และมีการติดป้ายราคาที่ชัดเจนบริเวณด้านหน้าเครื่องจำหน่ายสินค้า 2.สินค้าที่อยู่ในเครื่องจำหน่ายสินค้าต้องมีลักษณะ ขนาด รูปร่าง และสี เหมือนกันทั้งหมด 3.เครื่องสินค้าจะเริ่มทำงาน เมื่อลูกค้าได้ชำระค่าสินค้าครบถ้วนตามราคาสินค้าที่กำหนดไว้ ด้วยวิธีการหยอดเหรียญลงในช่องหยอดเหรียญ 4.หลังจากที่เครื่องจำหน่ายสินค้าเริ่มทำงานลูกค้าสามารถเลือกหยิบสินค้า โดยไม่มีการกำหนดระยะเวลา และ 5.เครื่องจำหน่ายสินค้าจะไม่หยุดทำงานจนกว่าลูกค้าจะได้รับสินค้า

ถ้าหากผู้ประกอบการดำเนินการตามวิธีดั้งกล่าวข้างต้นก็ถือว่าเป็นเพียงเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ ไม่ใช่การพนันแต่อย่างใด แต่เนื่องจากมีผู้ประกอบการบางราย “หัวหมอ” หวังสร้างรายได้เพิ่มขึ้นโดยการฉวยโอกาสพลิกแพลงวิธีการเล่น ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนตามมา

ประเด็นที่สอง นอกจากการพิสูจน์ว่าตู้คีบตุ๊กตาเป็นการพนันหรือไม่นั้น ต้องดูว่าเป็นการมอมเมาเยาวชนหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ได้สอบถามจากผู้ปกครองเด็กหลายราย ได้ให้ความเห็นว่า อย่าไปมองที่ตู้คีบตุ๊กตาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองว่าตู้คีบตุ๊กตาบางแห่งตั้งอยู่ในสวนสนุกบนห้าง มีเครื่องเล่นต่างๆ มากมาย อาทิ บ้านบอล ระบายสี ปั้นดินน้ำมัน สอนทำขนม เกมเสริมเชาว์ปัญญาต่างๆ เป็นต้น พ่อแม่บางรายพากันมาเดินห้างก็พาลูกมาเล่นสวนสนุกพักผ่อนระหว่างรอช็อบปิ้ง ซึ่งหลายคนมองว่าสวนสนุกเหล่านี้ทำให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านกิจกรรมต่างๆ มีโอกาสพบปะเพื่อนใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ ฝึกสมองประลองไหวพริบ แต่อย่างไรก็ตามสำหรับเด็กเล็กผู้ปกครองเองควรให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยตนเอง

ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติซึ่งได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวดังกล่าว ได้ออกมาชี้แจงว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่นอกพื้นที่ห้างสรรพสินค้า นำตู้คีบตุ๊กตามาเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดตามกฎหมายการพนัน ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการที่สุจริตและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ด้วยการดำเนินธุรกิจตามแนวนโยบาย ข้อกำหนด และข้อกฎหมายที่ประกาศมาโดยตลอด ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

กลุ่มผู้ประกอบการเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติระบุด้วยว่า หลายประเทศที่พัฒนาแล้วมองว่าสวนสนุกที่มีตู้คีบตุ๊กตาเช่นนี้ เป็นสิ่งที่สร้างสีสันให้แก่การมาเดินห้างในช่วงวันหยุด ต่างจากประเทศไทยเรายังจ้องจับผิดว่าเป็นการพนัน ทั้งๆ ที่กฎหมายบางอย่างบางฉบับอย่างพ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มีมาจะครบร้อยปีแล้ว ควรจะแก้กฎหมายให้เข้ากับยุคสมัยหรือไม่

‘ศาล รธน.’ กับ ‘3 เรื่องสำคัญ’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371831?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ศาล รธน.’ กับ ‘3 เรื่องสำคัญ’

16 พฤษภาคม 2562 – 13:35 น.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง,กกต,ศาลรัฐธรรมนูญ,สส
เปิดอ่าน 3,746 ครั้ง

กระดานความคิด ร่มเย็น

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศรับรองผลทั้ง ส.ส. เขตและส.ส.บัญชีรายชื่อไปเรียบร้อยแล้ว  เป็นการทำไปตามกรอบของกฎหมายที่ต้องรับรองภายในวันที่ 9 พฤษภาคม ส่วนเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งว่าไม่ชอบ หรือผู้สมัครส.ส. ขาดคุณสมบัติ  สามารถดำเนินการได้ต่อไปภายใน 1 ปี “สอยเอาทีหลัง”

สำหรับในเรื่องที่ร้องว่าผู้สมัคร ส.ส.ขาดคุณสมบัติ  ที่เป็นที่สนใจของสาธารณชน ก็คือ เรื่องผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อ ซึ่งถูกร้องกันระนาวกว่า 40 ราย กระจายอยู่ในหลายพรรคการเมือง คือ เพื่อไทย อนาคตใหม่ เสรีรวมไทย เพื่อชาติ พลังปวงชนไทย ประชาชาติ พลังประชารัฐ

และเส้นทางของคดีถือหุ้นสื่อนับแต่นี้ไปจะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ไปจบที่ศาลฎีกาเหมือนตอนที่ยังเป็นผู้สมัคร ส.ส.  เนื่องจากผู้ถูกร้องเรียนมีสถานะเป็น ส.ส. แล้ว

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้เคยมีคำสั่งศาลฎีกาวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับการถือหุ้นสื่อของผู้สมัครส.ส. ว่าหากบริษัทหรือนิติบุคคลนั้นมีวัตถุประสงค์เกี่ยวการทำสื่อ และผู้สมัครส.ส. เข้าไปเป็นเจ้าของหรือผู้ประกอบกิจการหรือถือหุ้น  ผู้สมัคร ส.ส.ขาดคุณสมบัติ ซึ่งวัตถุุประสงค์ของบริษัทหรือนิติบุคคล ศาลดูจากแบบฟอร์มตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรือนิติบุคคลนั้นๆ ซึ่งก็คือหนังสือบริคณฑ์สนธิว่ามีการระบุว่าทำสื่อหรือไม่  หากมีการระบุว่าทำสื่อผู้สมัคร ส.ส.ก็ขาดคุณสมบัติ แม้ว่าในความจริงบริษัทหรือนิติบุคคลนั้นไม่ได้ทำสื่อ เพียงแต่จดเผื่อไว้ เพราะว่าผู้ที่ก่อตั้งบริษัทหรือนิติบุคคลมักได้รับคำแนะนำจากนักกฎหมายว่าให้แจ้งการประกอบกิจการให้ครอบจักรวาลเอาไว้ก่อน เพื่อที่ว่าในอนาคตหากทำกิจการใดเพิ่มจะได้ไม่ต้องขออนุญาตเพิ่มเติมอีก เป็นการลดความยุ่งยากและลดค่าใช้จ่ายในการตั้งบริษัท ซึ่งนิยมทำกัน

แต่นับจากนี้ไป “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะเข้ามาทำหน้าที่วินิจฉัยเกี่ยวกับกรณี ส.ส. ถือหุ้นสื่อแทนซึ่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” อาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ขึ้นมาเกี่ยวกับส.ส.ถือหุ้นสื่อก็ได้  เพราะวิธีการคิดของศาลรัฐธรรมนูญจะแตกต่างจากศาลฎีกาเพราะศาลรัฐธรรมนูญเวลาวินิจฉัยคดีจะมีทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์  ซึ่งต่างจากศาลฎีกาที่ตีความเคร่งครัดตามตัวบทกฎหมายบัญญัติ ดังนั้นกรณีส.ส.ถือหุ้นสื่อขาดคุณสมบัติ อาจจะจบที่ศาลรัฐธรรมนูญแบบมีคำวินิจฉัยที่แตกต่างออกไปจากศาลฎีกาก็เป็นได้  เช่นดูว่าบริษัทหรือนิติบุคคลนั้น ในความจริงได้ทำสื่อหรือไม่ด้วย แม้ว่าในหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทหรือนิติบุคคลนั้นๆจะระบุว่าทำสื่อก็ตาม  ซึ่งคงทำให้ส.ส.หลายคน หายใจได้โล่งอกมากขึ้น เพราะตอนนี้หากถือเอาตามบรรทัดฐานของศาลฎีกาคงโดนกันระนาว

อีกทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแตกต่างกันได้ ซึ่งในกรณีที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแตกต่างกันข้างต้น ผู้สมัครส.ส.ที่เคยถูกคำสั่งศาลฎีกาให้ขาดคุณสมบัติและถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะเรียกร้องอะไรไม่ได้ เพราะถูกตัดสิทธิตั้งแต่เป็นผู้สมัครส.ส. ยังไม่ได้เป็น ส.ส. และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผลย้อนหลัง

เรื่องที่สอง เกี่ยวกับการนับคะแนนคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์  แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเคยวินิจฉัยไปแล้วว่า พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. มาตรา 128 ซึ่งเกี่ยวกับวิธีการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ  แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ลงลึกไปถึงวิธีคำนวณจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อว่าต้องเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้กกต.วินิจฉัยเองว่า ให้ใช้สูตรพรรคการเมืองที่ีได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อส.ส. บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง มีสิทธินำมาคำนวณเพื่อจัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อได้ด้วย หรือที่เรียกกันว่า “แจกพรรคเล็ก”

หลังจากกกต.ได้ตัดสินใจใช้สูตรดังกล่าวทำให้พรรคการเมืองใหญ่ อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่  ไม่พอใจ ประกาศยื่นฟ้อง กกต. ว่าวินิจฉัยไม่ถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้จะไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ  ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ว่าสิ่งที่ กกต.ทำถูกหรือผิด ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต.ทำถูกต้องแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรตามมา เดินหน้าต่อได้ แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากกต.ทำผิด  โดยพรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ไม่มีสิทธิได้รับการจัดสรรส.ส.บัญชีรายชื่อ  กกต.จะต้องกลับมาคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่และประกาศผลเลือกตั้งใหม่ให้ตรงกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งนั่นหมายความว่าหลายคนที่ได้รับการรับรองจากกกต.ไปแล้ว ต้องพ้นจากเป็นส.ส.  แต่สิ่งที่คนเหล่านี้ทำไปแล้วในฐานะส.ส. ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ไม่โมฆะเสียไป

ดังนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กกต.ใช้วิธีคำนวณ ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ไม่ถูกต้อง เกิดขึ้นหลังจากที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีไปแล้ว การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านไปแล้ว ถือว่าชอบด้วยกฎหมายเพราะเกิดขึ้นก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย  แต่หากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นก่อนโหวตนายกฯ ก็จะมีผลต่อเสียงส.ส.ของขั้วการเมืองและส่งผลต่อการตัดสินใจโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ดังนั้นต้องลุ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยออกมาอย่างไรในเรื่องนี้  เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีผลเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่จะมีผลต่อเนื่องไปอีกไกล เป็นการสร้างบรรทัดฐานเกี่ยวกับวิธีคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของประเทศนี้ด้วย

เรื่องที่สาม  เกี่ยวกับส.ว. สรรหา จำนวน 194 คน  สืบเนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จากการที่คณะราษฎรไทยแห่งชาติ ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว. โดยอ้างว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคสช. ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาส.ว. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รวมทั้งกรรมการ มีความเกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐ​ และแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 269 (1) ที่กำหนดให้หัวหน้าคสช.ต้องตั้งคณะกรรมการสรรหา ส.ว ที่ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ในด้านต่างๆ และมีความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งแม้ว่าในเรื่องส.ว.จะมีการประกาศแต่งตั้งเป็นทางการไปแล้ว แต่เรื่องนี้ยังอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญและยังไม่ได้วินิจฉัยออกมาว่ารับหรือไม่รับ หรือวินิจฉัยออกมาในทางใด ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ในภายหลังว่ากรรมการสรรหาที่ได้รับการแต่งตั้งขัดกับรัฐธรรมนูญ ก็อาจส่งผลกระทบว่าต้องมีการตั้งคณะกรรมการสรรหารวมทั้งต้องเลือกส.ว.จำนวน 194 คน กันใหม่

“แดงในลาว” กลัวตาย “ไฟเย็น” ดิ้นลี้ภัยฝรั่งเศส

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371843?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“แดงในลาว” กลัวตาย “ไฟเย็น” ดิ้นลี้ภัยฝรั่งเศส

16 พฤษภาคม 2562 – 10:31 น.
แดงฮาร์ดคอร์,สุรชัน แซ่ด่าน,ลุงสนามหลวง,ชูชีพ ชีวะสุทธิ์,ดีเจซุนโฮ,อิทธิพล สุขแป้น,โกตี๋,วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ,ภูชนะ,ข้าวเหนียวมะม่วง,แยม ไฟเย็น,ขุนทอง ไฟเย็น,แดงใต้ดิน,แดงในลาว,วิทยุใต้ดิน,วิยุแดง
เปิดอ่าน 30,959 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 16 พ.ค. 2562         

*************************

          กรณี “ลุงสนามหลวง” และสหายคู่ใจสองคนล่องหนหายตัวไป ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนไหวทวงถามผู้มีหน้าที่รับผิดชอบช่วยไขความจริงให้กระจ่าง

          นับแต่รัฐประหาร 2557 มีคนเสื้อแดงหลบภัยเข้าไปอยู่ในลาวนับร้อยคน แต่มีผู้ที่จัดรายการวิทยุใต้ดินไม่เกิน 20 คน และคนในจำนวนนี้คาดว่าถูก “อุ้มหาย” ไปแล้ว คน ได้แก่ “ดีเจซุนโฮ” อิทธิพล สุขแป้น, “โกตี๋” วุฒิพงษ์ กชธรรมคุณสุรชัย แซ่ด่าน, “ภูชนะ” ชัชชาญ บุปผาวัลย์, “กาสะลอง” ไกรเดช ลือเลิศ, “ลุงสนามหลวง” ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, “สหายยังบลัด” กฤษณะ ทัพไทย และ “ข้าวเหนียวมะม่วง” สยาม ธีรวุฒิ

          3-4 ปีที่แล้ว สุรชัย แซ่ด่าน เคยพูดว่าฝั่งซ้ายเป็นแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยที่สุด เพราะ “พรรคพี่น้องช่วยเหลือพวกเรา” แต่วันนี้กลุ่มไฟเย็นสรุปว่า “อยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัยแม้แต่วันเดียว”

ไฟเย็น” หนีสุดชีวิต

          หลังจากกลุ่มสุรชัย แซ่ด่าน และกลุ่มลุงสนามหลวง ตกเป็นเหยื่อ “นักล่านิรนาม” ไปหมดแล้ว ก็ยังเหลือ “กลุ่มไฟเย็น” ที่ยังหลบซ่อนตัวอยู่แถวเขตรอบนอก นครหลวงเวียงจันทน์

          เมื่อ 12 พฤษภาคม 2562 “แยม ไฟเย็น” และ “ขุนทอง ไฟเย็น” ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ jom voice ของ จอม เพชรประดับ ที่ออกอากาศทางยูทูบจากสหรัฐ

จอม เพชรประดับ

          แยม ไฟเย็น” มั่นใจว่า กลุ่มลุงสนามหลวง ประสบชะตากรรมเดียวกันกับกลุ่ม สุรชัย แซ่ด่าน เพราะเธอได้รับการแจ้งข่าวจาก “บุรุษนิรนาม” ว่า พวกนั้นไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เหมือนที่ครั้งคนคนนี้เคยบอกว่า สุรชัยและพวกตายแล้ว

          ขณะนี้กลุ่มไฟเย็นได้ทำเรื่องขอลี้ภัยไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส โดยการช่วยเหลือของคนไทยกลุ่มหนึ่ง 

 จรรยา ยิ้มประเสริฐ

          วันเดียวกัน จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักเคลื่อนไหวแรงงานสากล ได้โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก Junya Yimprasert ว่า “เราต้องช่วยไฟเย็นออกมาจากพื้นที่เสี่ยงกันให้ได้ เราจะไม่ยอมให้ใครถูกอุ้มหาย ตอนนี้ไฟเย็นต้องการผู้รับรอง คนจากฝรั่งเศส ใครที่อยู่ฝรั่งเศสและมีสัญชาติฝรั่งเศสติดต่อแยมมี่โดยด่วน”

          กลุ่มไฟเย็นต้องการโฮสต์ (ครอบครัวอุปถัมภ์)..แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย โอกาสที่จะไปอยู่ฝรั่งเศสมีแค่ 30% เท่านั้น

ไฟเย็น” เป็นใคร?

          ช่วงปี 2554-2556 เป็นปีทองของคนเสื้อแดง ประหนึ่งว่า มวลชนได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน นปช.มีกิจกรรมมากมาย ทั้งเวทีปราศรัยใหญ่ และโรงเรียนการเมือง

          วงไฟเย็น เป็นการรวมตัวของคนรักดนตรีกลุ่มหนึ่ง ชอบเล่นเพลงเสียดเย้ยและท้าทายความเชื่อของคนไทย

          แกนนำแดงฮาร์ดคอร์คนหนึ่งกล่าวว่า บทเพลงของวงไฟเย็นเป็นเพลง “เชิงรุก” และการรุกแบบนี้ซึมลึกถึงแก่น เจาะกันถึงรากเหง้าความเชื่อกันเลยทีเดียว โดยเพลงเหล่านี้ในทางกฎหมาย ไม่มีใครเอาผิดได้ เพราะมันเป็นอุปมาอุปไมย และรู้กันเฉพาะคอการเมือง

          แกนนำวงไฟเย็นคือ ไตรรงค์ สินสืบผล หรือ “ขุนทอง ไฟเย็น” และนิธิวัฒน์ วรรณศิริ หรือ “จอม ไฟเย็น”

ขุนทอง ไฟเย็น

          หลังรัฐประหาร 2557 สมาชิกวงไฟเย็นประมาณ คน ข้ามโขงไปหลบภัยอยู่ทางฝั่งซ้าย โดยระยะแรกหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านคนลาว

          ปี 2559 “ขุนทอง ไฟเย็น” ริเริ่มใช้สื่อโซเชียลปลุกระดมข้ามโขงและจัดรายการวิทยุใต้ดินผ่านยูทูบ เมื่อลุงสนามหลวง และโกตี๋มาร่วมงานด้วยกัน ขุนทองจึงมีฐานะโปรดิวเซอร์วิทยุใต้ดิน 

          เมื่อคนอีโก้จัดมารวมตัวกันได้ไม่นาน..ลุงสนามหลวงดันทะเลาะโกตี๋จนบ้านแตก

แจ้งเกิด “แยมมี่” 

          การจัดรายวิทยุใต้ดินทางฝั่งลาวทำให้เกิดดาวรุ่งดวงใหม่คือ “แยม ไฟเย็น” หรือ รมย์ชลี สมบูรณ์รัตนกูล ที่มีแฟนคลับฝั่งไทยมากมาย

          แยมมี่ หรือ แยม ไฟเย็น เป็นชาว อ.บ่อไร่ จ.ตราด มาเข้าร่วมทำกิจกรรมทางการเมืองร่วมวงดนตรีไฟเย็นและหนีข้ามโขงไปอาศัยอยู่ในลาว เธอมีชื่อเสียงในแวดวง “วิทยุใต้ดิน” จากการร้องเพลง “ขันแดงแสลงใจ”

แยม ไฟเย็น

          ยุคทองของวิทยุใต้ดินในลาวคือ ช่วงที่พวกเขาผนึกกำลังเป็น ทหารเสือ มีลุงสนามหลวงและโกตี๋ เป็นจุดขาย มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากยูทูบ และการบริจาคจากคนไทย นัยว่ามีเงินไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

          กระทั่งกลุ่มไฟเย็นไม่พอใจท่าทีแข็งกร้าวแถมกะล่อนของโกตี๋ ตอนนั้น แยมจึงออกมาแฉว่า โกตี๋เป็นนักต้มตุ๋น 

          1.หลอกแม่ยกว่า ตัวคนเดียว เดินทางมาขอทำงานร่วมกับลุงสนามหลวง ทั้งที่เมียของโกตี๋นั้น ทำงานอยู่สถานีโทรทัศน์เอกชนของลาว 2.หลอกแม่ยกว่า จะจัดตั้งกองกำลัง 700-800 คน ทั้งที่ไม่มีกองกำลัง 3.หลอกแม่ยกว่า จะตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม

          แยม ไฟเย็น จึงเป็นโฆษกกลุ่มไฟเย็น และวันนี้พวกเขายังหวังที่จะหนีออกจากลาวให้เร็วที่สุด 

‘บิ๊กป้อม’คัมแบ็ก เพราะ ‘ประยุทธ์’อยู่ไม่ได้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371830?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘บิ๊กป้อม’คัมแบ็ก เพราะ ‘ประยุทธ์’อยู่ไม่ได้

16 พฤษภาคม 2562 – 10:10 น.
พลอประวิตร วงษ์สุรรณ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,บิ๊กป้อม,นาฬิกาหรู,ถอดรหัสลายพราง,บิ๊กตู่
เปิดอ่าน 24,681 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

หากไม่นับ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม คือ อดีตทหารที่เติบโตจากผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับผู้บังคับหมวด, ผู้บังคับกองร้อย, ผู้บังคับกองพัน, ผู้บังคับการกรม, ผู้บัญชาการกองพล, แม่ทัพภาค, ผู้บัญชาการทหารบก จนมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตที่หล่อหลอมให้ร่างกาย-จิตใจ แข็งแกร่งพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ช่วงการเมืองกำลังวุ่นๆ และอยู่ระหว่างการจับขั้วตั้งรัฐบาล กระแสข่าวพรรคร่วมแอนตี้ “บิ๊กป้อม” ถูกกระพืออย่างต่อเนื่อง ส่วนข้อเท็จ-จริง เป็นประการใดไม่มีใครรู้ชัด แม้ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ออกมาปฏิเสธข่าวไม่มีมูล แต่โบราณว่าไว้ ‘มีควันย่อมมีไฟ’ คาดว่าน่าจะคุยกันในกลุ่มการเมืองเล็กๆ

กับภาพลักษณ์ “บิ๊กป้อม” ที่ไม่สวยงามเท่าไร และอาจส่งผลให้รัฐบาลชุดใหม่ไปไม่รอด ทั้งเรื่องการสืบทอดอำนาจ หลังเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกวุฒิสภา (สว.) มีชื่อคนใกล้ชิดทั้งในรัฐบาล และ คสช. รวมถึงประเด็นที่ยังคาใจสังคม ทั้งนาฬิกาเพื่อน-แหวนแม่ ยังไม่นับรวมคำพูดและการกระทำหยอกล้อสื่อมวลชนระหว่างให้สัมภาษณ์ ที่ถูกนำไปขยายความกลายเป็นประเด็นโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน

ประโยคเดียวกันที่ “บิ๊กตู่” เคยบอกประชาชนในระหว่างประชุม ครม. จ.จันทบุรี เมื่อกุมภาพันธ์ 2561 ในขณะนั้น “บิ๊กป้อม” ถูกกระแสกดดันให้ลาออกจากกรณีนาฬิกาหรูบนข้อมือที่ไม่ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช. “อย่ารักผมคนเดียว รักรองนายกรัฐมนตรีของผมด้วย ประยุทธ์คนเดียว อยู่ไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยกันทั้งหมด” ถูกถ่ายทอดไปสู่พรรคร่วมรัฐบาล เป็นอันว่าเรื่องนี้ได้ข้อยุติ

มาว่ากันต่อหาก “บิ๊กป้อม” ยอมวางมือจากการเมืองจริง เหตุผลไม่ใช่อื่นใด นอกจากปัญหาสุขภาพ ต้องยอมรับว่า การทำหน้าที่ตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต้องควบคุมกำกับงานหลายกระทรวงในห้วง 5 ปี บั่นทอนสุขภาพและจิตใจพอสมควร โดยเฉพาะอุบัติเหตุจักรยานล้มเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ส่งผลกระทบต่อกำลังขามาจนถึงทุกวันนี้

“บิ๊กกี่” พล.อ.นพดล อินทปัญญา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อนรัก “บิ๊กป้อม” บอกว่า “สภาพร่างกายและจิตใจป้อมตอนนี้โอเคนะ แข็งแรงดี ยังช่วยงาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้สบาย ยังเดินได้ คิดเป็น สติปัญญา ความจำ การตัดสินใจยังดีอยู่ ไม่น่ามีปัญหาอะไร ป้อมเป็นอดีตนายทหารที่ทำงานเก่ง ผ่านเรื่องอะไรมามากมาย ถึงได้อึดขนาดนี้ เราก็คุยตามประสาเพื่อนฝูง คุยเรื่องประเทศชาติบ้าง ซึ่งผมมองแล้วว่า ที่ผ่านมารัฐบาล  คสช.ทำงานดี ไม่มีปัญหา

ผมยืนยันได้เลยสุขภาพของป้อมดีหมดแล้ว ยกเว้นกำลังขานิดเดียว ถ้าขยันออกกำลังกายก็หาย แต่ป้อมทำงานหนัก เวลาพักผ่อน ออกกำลังกายมีน้อย ผมห่วงเรื่องสุขภาพ เคยบอกให้ป้อมหยุดพักผ่อนบ้าง แต่ป้อมบอกว่า งานเขายังไม่เรียบร้อย ยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ หลังเลือกตั้งงานของป้อมจะเสร็จหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้” พล.อ.นพดล พูดแบบนี้ พอจะเดากันได้แล้วว่า รัฐบาลหน้าจะมีชื่อ “บิ๊กป้อม” หรือไม่ ??

หันไปเช็กงานด้านความมั่นคง ที่เป็นปัจจัยต้องอาศัยคนที่มีประสบการณ์สูงเข้ามาดูแล เพราะไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศเท่านั้น เรื่องภายนอกประเทศล้วนสำคัญ ในปีนี้ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งจะมีการประชุมระดับนานาชาติหลายครั้ง และที่ขยับใกล้เข้ามา คือการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ที่กรุงเทพมหานคร เดือนมิถุนายนนี้

นั่นหมายความว่า การจัดระเบียบดูแลรักษาความปลอดภัยต้องเข้มข้น เพราะจะมีผู้นำจากชาติต่างๆ เดินทางมาร่วมประชุม แม้ว่า ‘ไทย’ จะไม่ใช่เป้าหมาย แต่การเป็นประเทศท่องเที่ยว ทำให้สุ่มเสี่ยงถูกแทรกแซงจากกลุ่มก่อการร้าย ที่มีศักยภาพการก่อเหตุ กระทำต่อเป้าหมายหลายรูปแบบ โดยมีปัจจัยจากการเมือง ศาสนา เช่น เหตุระเบิด โบสถ์และโรงแรม ศรีลังกา เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2562 รวมถึงกลุ่มประเทศยุโรป

ขณะภายในประเทศ ลองมองเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความพยายามทุกวิถีทางปลุกระดม ล่าสุดกลุ่มอ้างเป็นพลังต่อต้านสืบทอดอำนาจเผด็จการ คสช. ชักชวนนิสิต นักศึกษา ผู้รักประชาธิปไตย เข้าร่วมชุมนุมทุกวัน แต่เมื่อแกนนำปรากฏตัวเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม กลายเป็นกลุ่มนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว กลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยศึกษา (NDM) และกลุ่มพลเมืองโต้กลับ พร้อมด้วยสมาชิกกลุ่ม startup people ร่วมกันจัดกิจกรรมเปิดตัวแคมเปญ “ปิดสวิตช์ สว.ไม่โหวตนายกฯ”

ถามว่า กลุ่มหน้าเดิมๆ นี้ มีศักยภาพแค่ไหน ระยะใกล้ไม่น่าห่วง แต่ในอนาคตสามารถก่อกวน ดิสเครดิตรัฐบาลได้ โดยเฉพาะการประชุมระดับนานาชาติ กำลังจะเกิดขึ้นใน ‘ไทย’ เร็ววันนี้ ต้องไม่ลืมว่าในอดีตเคยมีเหตุกลุ่มชุมนุมป่วน ประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา ชลบุรี พังไม่เป็นท่ามาแล้ว แม้ความกังวลนี้ เหมือนกระต่ายตื่นตูม แต่ท่ามกลางการเมืองซับซ้อน ทุกอย่างสามารถเกิดซ้ำได้

ประสบการณ์ 5 ปี กับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ 8 ปี ตำแหน่ง รมว.กลาโหม ของ “บิ๊กป้อม” เป็นผลงาน ‘การันตี’ งานความมั่นคงในประเทศ ที่กำกับดูแลทหาร ตำรวจ เดินบนเส้นเดียวกันไม่มีนอกแถว ส่วนนอกประเทศ ความสัมพันธ์กับผู้นำประเทศอาเซียนถือว่าแนบแน่น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ก็ยังยกนิ้วให้

          เชื่อเถอะว่า หาก “บิ๊กตู่” ยังคงเป็นพระจันทร์ส่องสว่างยามค่ำคืน “บิ๊กป้อม” ก็ต้องเป็นพระอาทิตย์ ให้แสงสว่างในตอนเช้า สองสิ่งนี้ไม่มีวันแยกจากกันได้