อนาคต “สิทธิประกันสังคม”…คนไทยทำงานในอาเซียน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371845?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อนาคต “สิทธิประกันสังคม”…คนไทยทำงานในอาเซียน

16 พฤษภาคม 2562 – 10:00 น.
มนุษย์เงินเดือน,สิทธิประกันสังคม
เปิดอ่าน 3,051 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

“มนุษย์เงินเดือน” ทั่วประเทศไทยมากกว่า 16 ล้านคน ควักกระเป๋าส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนๆ จนขณะนี้ยอดเงินสะสมมีไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านล้านบาท เงินเหล่านี้สมทบมาจากกระเป๋า 3 ฝ่าย คือ ลูกจ้างหรือผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล เพื่อจ่ายเป็นค่าสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในอนาคต

ล่าสุดมีการพยายามขอให้ “สิทธิประกันสังคม” ครอบคลุมไปถึงคนไทยที่ย้ายไปทำงานต่างประเทศด้วย!

เนื่องจากคนไทยเริ่มมีศักยภาพและมีโอกาสเดินทางไปทำงานยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในอาเซียนที่การเดินทางทำได้สะดวกรวดเร็ว บางคนบินไปทำงานมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรือสิงคโปร์ ได้สะดวกรวดเร็ว ยิ่งกว่าเดินทางไปทำงานในบางจังหวัดของประเทศไทย ในอดีตคนไทยกลุ่มนี้ไม่ค่อยให้ความสนใจสิทธิประโยชน์ใน “ระบบประกันสังคม” แม้ถูกนายจ้างหักเงินเดือน 500–750 บาท ทุกๆ เดือนตามกฎหมายกำหนดไว้

แต่ในวันนี้ สิทธิประโยชน์จาก “กองทุนประกันสังคม” เริ่มมีมากขึ้น เช่น ปีนี้เริ่มให้สิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะถึง 5 รายการ ได้แก่ ปลูกถ่ายหัวใจ ปอด ตับ ตับอ่อน และการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะมากกว่าหนึ่งอวัยวะพร้อมกัน เช่น หัวใจและปอด หัวใจและไต ตับ และไต ตับอ่อนและไต โดยค่ารักษาทั้งหมดสำนักงานประกันสังคมดูแลรับผิดชอบ ทั้งค่ารักษาผู้บริจาคอวัยวะและผู้รับบริจาค ค่าเตรียมการผ่าตัดผู้บริจาคที่สมองตาย ผู้บริจาคมีชีวิต หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายกรณีเข้ารับการผ่าตัดแล้วเกิดภาวะแทรกซ้อน รวมถึงเมื่อผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยยังดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่ายากดภูมิคุ้มกันที่ต้องกินตลอดชีวิตหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีก นั่นคือ การได้รับสิทธิผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา หากผู้ป่วยมีอาการที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคแผลเป็นที่กระจกตา โรคกระจกตาเป็นแผล โรคกระจกตาขุ่นเป็นฝ้าขาว กระจกตาผิดปกติแต่กำเนิดหรือผิดปกติทางพันธุกรรม หรือแม้กระทั่งผู้ทำงานใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมากๆ จนกระจกตาเสื่อม เพียงให้แพทย์ตรวจรักษาแล้วยืนยันว่าสมควรเปลี่ยนกระจกตา เพียงแค่นี้สำนักงานประกันสังคมก็ควักจ่ายให้ทันที !

สิทธิประโยชน์ข้างต้นเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เพราะสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เทคโนโลยีการแพทย์พัฒนาขึ้นทุกวัน สามารถช่วยรักษาอาการผิดปกติของร่างกายจนสามารถใช้ชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ขอเพียงมีสิทธิในการเบิกจ่ายค่ารักษา คนเจ็บป่วยก็ไม่ต้อนทนทรมานร่างกายเหมือนในอดีต

เมื่อสิทธิประโยชน์ในกองทุนประกันสังคมมีมากขึ้น กลุ่มคนไทยที่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานในประเทศต่างๆ ก็ควรได้รับสิทธิเหล่านี้ติดตัวไปด้วย เพียงแต่ที่ผ่านมายังติดปัญหาเรื่องข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งมีความซับซ้อนยิ่งนัก !?!

ข้อมูลจาก “ทีดีอาร์ไอ” สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ระบุว่า ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ มีแรงงานเคลื่อนย้ายไปมารวมกันประมาณ 9.8 ล้านคน สิ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มประเทศอาเซียนล้วนมี “ระบบสิทธิประกันสังคม” ดูแลมนุษย์เงินเดือนไม่ต่างจากกันมากนัก เพียงแต่แรงงานจากประเทศอื่นยังเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์จากระบบประกันสังคมของแต่ละประเทศได้อย่างเท่าเทียม เช่น แรงงานจากพม่า กัมพูชา ลาว ที่มาทำงานในไทย แม้ถูกบังคับหักเงินสมทบจ่ายค่าประกันสังคมทุกเดือน แต่ก็ไม่ได้สิทธิเท่าคนไทย หรือคนไทยที่เดินทางไปทำงานสิงคโปร์ก็ไม่ได้สิทธิเท่าเจ้าของประเทศนั้น

จากการศึกษาวิจัยของทีดีอาร์ไอ พบว่า ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่ระบบสิทธิประกันสังคมของบางประเทศจะเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนหรือเคลื่อนย้ายให้สิทธิระหว่างกันได้ในหลายกรณี เช่น ไทยกับฟิลิปปินส์ อาจแลกเปลี่ยนสิทธิกรณีชราภาพ ทุพพลภาพ หรือแม้กระทั่งถ้าบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการทำงาน ก็สามารถโอนเงินสะสมหรือสิทธิประโยชน์ที่มีให้แก่ทายาทได้ เพียงแต่ต้องมี ข้อตกลงในการส่งออกสิทธิประโยชน์ หรือ บันทึกความร่วมมือระหว่างหน่วยงานประกันสังคม ของทั้ง 2 ประเทศ

วันที่ 29 เมษายน 2562 “สำนักงานประกันสังคม” ร่วมกับ “ทีดีอาร์ไอ” จัดประชุมเสนอโครงการหัวข้อ “การเคลื่อนย้ายและคงสิทธิประกันสังคมสำหรับแรงงานข้ามชาติระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน” โดย ดร.บุญวรา สุมะโน เจนพึ่งพร ให้ข้อมูลตัวเลขสถิติเปรียบเทียบกลุ่มลูกจ้างทำงานแบบถูกกฎหมายในภูมิภาคอาเซียน พบมาเลเซียมีสัดส่วนลูกจ้างต่อจำนวนแรงงานทั้งหมดในประเทศสูงสุดถึงร้อยละ 73

อันดับที่ 2 คือ ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 60 อันดับ 3 คือประเทศไทยร้อยละ 45 คาดว่าผู้ประกันตนในไทยมากกว่า 11 ล้านคนที่จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายและคงสิทธิประโยชน์ประกันสังคม สำหรับประเทศที่มีการแลกเปลี่ยนกับแรงงานกับไทยมากที่สุดคือ มาเลเซีย

สำหรับตัวเลขสมาชิกกองทุนประกันสังคมในภูมิภาคอาเซียนนั้น สามารถเรียงอันดับได้ดังนี้ อินโดนีเซียมีจำนวนมากสุด 61 ล้านคน ฟิลิปปินส์ 25.2 ล้านคน เวียดนาม 23 ล้านคน ไทย 16 ล้านคน มาเลเซีย 10.6 ล้านคน ตัวเลขปี 2560 มีจำนวนแรงงานอาเซียนเคลื่อนย้ายมาทำงานในไทยประมาณ 1.88 ล้านคน

ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนสิทธิในสวัสดิการของสมาชิกกองทุนประกันสังคมแต่ละประเทศนั้น ต้องมีสัญญาหรือที่เรียกว่า “ข้อตกลงเอสเอสเอ” SSA หรือ “ความตกลงประกันสังคม” (Social Security Agreement –SSA) เพื่อเป็นข้อตกลงความร่วมมือระหว่างระบบประกันสังคมของ 2 ประเทศขึ้นไป ช่วยลดอุปสรรคสำหรับคนทำงานจากต่างชาติและครอบครัวให้มีสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบประกันสังคมประเทศปลายทางที่ย้ายไปทำงาน สรุปคือ การเคลื่อนย้าย (Portability) การคงไว้ (preserve) รักษา (maintain) และเคลื่อนย้ายถ่ายโอน (transfer) สิทธิประกันสังคมที่ต้องได้รับ โดยไม่ขึ้นอยู่กับสัญชาติ และประเทศที่มีถิ่นพำนัก

โดยมีหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ 1.การปฏิบัติอย่างเท่าเทียม 2.การส่งออกสิทธิประโยชน์เมื่ออยู่ต่างประเทศ 3.การพิจารณากฎหมายที่เหมาะสม 4.การนับรวมระยะเวลา 5.ความช่วยเหลือในการบริหารจัดการ โดยตัวอย่างจากประเทศฟิลิปปินส์ที่ทำข้อตกลงประกันสังคมเอสเอสเอมากถึง 13 ฉบับกับประเทศที่คนฟิลิปปินส์ย้ายไปทำงาน

ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ประกันสังคมในประเทศสมาชิกอาเซียน แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ สิทธิประโยชน์ “ระยะยาว” และ “ระยะสั้น” สิทธิประโยชน์ระยะยาว คือใช้ระยะเวลาสมทบเงินหลายๆ ปี กว่าจะได้สิทธินี้ เช่น เงินเกษียณอายุหรือที่เรียกว่า “สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ” สำหรับประเทศไทยกำหนดไว้ต้องส่งเงินสมทบอย่างน้อย 15 ปีขึ้นไปจึงได้สิทธิกรณีชราภาพหรือทุพพลภาพ ส่วนสิทธิประโยชน์ระยะสั้น เน้นระยะเวลาสมทบเงินไม่นาน เพียง 3-6 เดือน สามารถได้รับสิทธิประโยชน์แล้ว เช่น การบาดเจ็บจากการทำงาน รักษาพยาบาล คลอดบุตร ฯลฯ

ดร.บุญวรา ให้ข้อมูลว่า การทำข้อตกลงเอสเอสเอ มีประโยชน์หลายด้าน เช่น ลูกจ้างและนายจ้างไม่ต้องจ่ายประกันสังคมซ้ำซ้อนของทั้ง 2 ประเทศ และการเรียกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ไม่ต้องเดินทางกลับมายังประเทศต้นทาง จากข้อมูลปี 2560 มีคนไทยเดินทางไปทำงานในประเทศสมาชิกอาเซียนประมาณ 1.9 หมื่นคน คาดว่าในอนาคตจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเพราะการเดินทางที่สะดวก ส่วนลูกจ้างจากประเทศอื่นเดินทางเข้ามาทำงานในไทยก็จะได้ประโยชน์เช่นกัน โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ระยะยาว เช่น การสะสมเงินชราภาพ ไม่ต้องขาดการส่งหรือถูกตัดสิทธิไปเพราะจ่ายเงินสะสมไม่ต่อเนื่อง

“ประเทศไทยยังไม่เคยมีความตกลงเอสเอสเอ กับประเทศใดมาก่อน ตอนนี้ประเทศที่น่าจะทำกับไทยได้เลยคือฟิลิปปินส์ เพราะมีประสบการณ์ทำมาแล้วกับหลายประเทศ ส่วนมาเลเซียมีคนไทยไปทำงานเยอะ แต่อาจทำได้ยาก เพราะมาเลเซียค่อนข้างจะใช้หลายระบบ เชื่อว่าตอนนี้สำนักงานประกันสังคมของไทยเริ่มเห็นประโยชน์และค่อนข้างมีความตื่นตัวในการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ประเทศอื่นในประชาคมอาเซียน” ดร.บุญวรา กล่าว

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากรายละเอียด “สิทธิประโยชน์ประกันสังคมตามมาตรฐานสากล” พบว่า สมาชิกประเทศอาเซียนทุกประเทศไม่ได้มีครบถ้วนนัก อยู่ที่ว่าประเทศไหนให้ความสำคัญด้านใด เมื่อวิเคราะห์สิทธิประโยชน์ประกันสังคม สิทธิประโยชน์ 7 ด้านที่มีอยู่ในประเทศอาเซียนสามารถแยกย่อยได้ดังนี้

กรณีชราภาพ ทุกประเทศมีกำหนดไว้ในกฎหมาย แต่บางประเทศยังไม่บังคับใช้เช่น กัมพูชา พม่า และบางประเทศไม่ให้สิทธิแก่แรงงานข้ามชาติ เช่น บรูไน สิงคโปร์

กรณีทุพพลภาพ สิทธินี้มาเลเซียและสิงคโปร์มีข้อตกลงร่วมกันแล้ว ส่วนไทยกับฟิลิปปินส์มีแนวโน้มว่าจะสามารถเชื่อมโยงสิทธินี้ซึ่งกันและกันได้

สิทธิประโยชน์ที่ให้แก่ทายาทกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต เป็นสิทธิประโยชน์ระยะยาว เช่นเดียวกับกรณีชราภาพ และทุพพลภาพ กรณีนี้ไทยกับฟิลิปปินส์ก็มีแนวโน้มที่จะทำได้เช่นกัน

สิทธิรักษาพยาบาล แม้เป็นสิทธิประโยชน์ที่มีความสำคัญมากสำหรับแรงงานข้ามชาติ แต่ปัจจุบันไม่มีประเทศใดที่น่าจะทำร่วมกันได้ เนื่องจากเป็นสิทธิประโยชน์ที่มีความซับซ้อน ระบบสาธารณสุขในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน จึงต้องมีการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันว่าจะรับรองสถานพยาบาลอย่างไร

กรณีเจ็บป่วย การได้เงินทดแทนการขาดรายได้ ส่วนใหญ่หลายประเทศยกให้เป็นสิทธิประโยชน์ที่นายจ้างต้องรับผิดชอบ ถือเป็นสิทธิประโยชน์ระยะสั้น โดยส่งเงินสมทบหรือทำงานไม่เกิน 6 เดือนก็ได้รับสิทธินี้แล้ว

กรณีตั้งครรภ์หรือคลอดบุตร เป็นอีกสิทธิประโยชน์หนึ่งที่หลายประเทศกำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ให้เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของนายจ้างเช่นกัน แต่บางประเทศอย่างบรูไนและสิงคโปร์มีเงื่อนไขแรงงานข้ามชาติได้รับไม่เท่ากับแรงงานท้องถิ่น

กรณีการบาดเจ็บจากการทำงาน ถือเป็นสิทธิที่ส่งเงินสมทบไม่นานก็ได้รับ แต่กรณีบาดเจ็บถาวรอาจต้องใช้การพิจารณาในหลายประเด็น ทั้งเรื่องของโรค รวมไปถึงการพิสูจน์ว่าการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานในต่างประเทศจริงๆ ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงสิทธินี้ได้ คือ ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย

โครงการศึกษาข้างต้น ได้สรุปรูปแบบการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ประกันสังคมที่เหมาะสมของประเทศสมาชิกอาเซียน ที่น่าจะทำได้เลยคือ ไทยกับฟิลิปปินส์ สามารถเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ กรณีชราภาพ ทุพพลภาพ สิทธิประโยชน์ให้แก่ทายาท และการบาดเจ็บจากการทำงาน

ส่วนไทยกับมาเลเซียสามารถทำข้อตกลงกรณีสิทธิประโยชน์การบาดเจ็บจากการทำงาน

“อำพันธ์ ธุววิทย์” รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึงการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอาเซียนที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลปี 2560 มีการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติภูมิภาคอาเซียนประมาณ 9.8 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.5 ของจำนวนประชากรในภูมิภาคทั้งหมด โดยร้อยละ 90 เป็นแรงงานไร้ทักษะ ทำให้เกิดปัญหาการเข้าไม่ถึงสิทธิสวัสดิการของภาครัฐ รวมถึงปัญหาข้อจำกัดด้านกฎหมายหรือแนวปฏิบัติของประเทศต่างๆ

“สำนักงานประกันสังคมเห็นความจำเป็นที่จะต้องมีการวิจัยเพื่อศึกษาหาข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบประกันสังคมรองรับแรงงานที่โยกย้ายถิ่นฐานในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมทั้งเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสิทธิและคงสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ด้วยกลไกประสานและเชื่อมระบบประกันสังคมของแต่ละประเทศเพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์สูงสุด เช่นเมื่อไปทำงานในต่างประเทศและเดินทางกลับมาทำงานในประเทศก็สามารถนำอายุงานกลับมาต่อยอดสิทธิประกันสังคมเดิมได้โดยไม่สูญเปล่า”

จากข้อความข้างต้น แสดงว่า “สำนักงานประกันสังคม” เริ่มตื่นตัวเห็นประโยชน์ในการช่วยลูกจ้างคนไทยและแรงงานจากเพื่อนบ้านเกือบ 2 ล้านคน

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “ข้อตกลงเอสเอสเอ ฉบับแรกของไทย” จะถูกเร่งรัดให้เกิดในเร็ววันนี้ โดยเฉพาะกับประเทศที่ย้ายมาทำงานในไทย หรือคนไทยย้ายไปทำงานด้วยจำนวนมาก เช่น มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์

เปิดเทอมใหม่รับฤดูฝนโปรดช่วยกันดูแลลูกหลานของท่าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371702?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดเทอมใหม่รับฤดูฝนโปรดช่วยกันดูแลลูกหลานของท่าน

16 พฤษภาคม 2562 – 09:50 น.
อ๊อด เทอร์โบ,เปิดเทอม,ฤดูฝน,ขึ้นทะเบียนกัญชา
เปิดอ่าน 420 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ระยะเวลานี้เข้าสู่ช่วงเวลาเปิดเทอมใหญ่แล้วพร้อมๆ กับที่เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ

กรมอุตุนิยมวิทยาเตรียมประกาศการเข้าสู่ฤดูฝนของไทยอย่างเป็นทางการในช่วงสัปดาห์หน้า ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการวันที่ 26 พฤษภาคม 2561

เนื่องจากในช่วงระหว่างนี้เป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาลทำให้สภาพอากาศในปัจจุบันมีสภาพแปรปรวน แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ลักษณะอากาศจะเป็นระเบียบและชัดเจนขึ้น คาดว่าปริมาณฝนปีนี้จะลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย อยู่ที่ 10-20%

จึงเตือนให้ประชาชนรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร

ลักษณะอากาศเช่นนี้จะมีผลต่อการเดินทางไปโรงเรียน โดยเฉพาะในเขต กทม.และต่างจังหวัด

จึงขอให้พ่อแม่ครูผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ทุกคนดูแลเด็กนักเรียนลูกหลานของท่านด้วย

โดยคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ เป็นประการสำคัญที่สุด
อ๊อด เทอร์โบ


ปัญหาเรื่องกัญชายังถกเถียงและมีความไม่ชัดเจนมากมายว่าผิดกฎหมายหรือไม่และหากจะปลูกกัญชาจะต้องทำอย่างไร

จึงขอนำประกาศจาก อย. มาแจ้งให้ทราบเพื่อผู้ครอบครองกัญชาจะได้แจ้งให้ทันภายใน 21 พฤษภาคมนี้

ช่วงหาเสียงมีพรรคการเมืองประกาศนโยบายกัญชาและเวลานี้ประชาชนเข้าใจว่ากัญชาเป็นยาสารพัดโรค

มีรัฐบาลใหม่แล้วจะทราบแน่นอนกว่านี้และทำอย่างไรประชาชนจะได้รับประโยชน์จากนโยบายกัญชา
อ๊อด เทอร์โบ


 ขึ้นทะเบียนกัญชาถึง 21 พ.ค.นี้
 ทางการพร้อมอำนวยความสะดวก

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แจ้งว่าขณะนี้มีผู้มาแจ้งครอบครองกัญชาแล้วเกือบ 10,000 ราย ซึ่งสามารถแจ้งได้ถึงวันที่ 21 พฤษภาคม และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มาแจ้งครอบครองได้ทันเวลาที่กำหนด

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จึงมีนโยบายให้ อย.และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พิจารณาเพิ่มเวลาการรับแจ้งครอบครองในวัน 18-19 พฤษภาคม และเพิ่มสถานที่การรับแจ้งด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ต้องการมาแจ้งครอบครองในการจดแจ้งนั้นขอให้เตรียมเอกสารหลักฐานให้พร้อม ได้แก่ บัตรประชาชน เอกสารแจ้งการมีกัญชา เอกสารรับรองอาการเจ็บป่วยจากแพทย์ และนำกัญชาที่ใช้ในการรักษาไปด้วย

หากมีปริมาณมาก สามารถใช้รูปถ่ายได้ หากกลุ่มผู้ป่วยมีจำนวนมากสามารถติดต่อหรือโทรศัพท์ประสานกับ อย. หรือ สสจ. เพื่อแจ้งชื่อ นามสกุล กำหนดรับ เวลานัดที่จะเดินทางไปแจ้งการครอบครองได้ โดยกรอกแบบการแจ้งครอบครองเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว และนำยากัญชาหรือน้ำมันสกัดกัญชาที่ใช้ในการรักษาโรคพร้อมเอกสารต่างๆ ไปแจ้งครอบครองตามที่ได้มีการนัดหมายไว้

สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยใช้สารสกัดกัญชารักษาโรคมาก่อนก็ไม่จำเป็นต้องรีบหาผลิตภัณฑ์กัญชาเพื่อมาแจ้งครอบครองเพราะการใช้สารสกัดกัญชาในการรักษาอาการใดๆ ก็ตาม ควรได้รับการวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนจากแพทย์เพราะอาจได้รับอันตรายได้ และขณะนี้มีหลายหน่วยงานกำลังวิจัยเพื่อผลิตสารสกัดจากกัญชาที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยจากการใช้ยามากขึ้น

อย.พบว่ามีการแชร์เรื่องการปลูกกัญชาในสื่อออนไลน์และระบุว่าให้ประชาชนสามารถขอปลูกกัญชาได้ หรือกล่าวถึงโรคต่างๆ แล้วให้นำใบรับรองแพทย์ไปขอปลูกกัญชาเพื่อรักษาโรคนั้น   อย.ขอย้ำว่า การรับแจ้งที่ อย. หรือ สสจ. เป็นการแจ้งครอบครองกัญชาเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ หรือใช้รักษาโรคเท่านั้น ไม่ใช่การอนุญาตให้ปลูกกัญชาแต่อย่างใด

เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถปลูกกัญชาได้ ต้องเป็นเกษตรกรที่รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร ซึ่งจดทะเบียนตามกฎหมายและร่วมกับหน่วยงานของรัฐ

ประชาธิปัตย์-ลีลา & เงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371829?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ประชาธิปัตย์-ลีลา & เงื่อนไขเข้าร่วมรัฐบาล

16 พฤษภาคม 2562 – 09:40 น.
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์,รักแผ่นดิน,พรรคประชาธิปัตย์
เปิดอ่าน 9,437 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

เสร็จศึกชิงหัวหน้าพรรค ที่ลงเอยด้วยการมีมติให้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นผู้นำคนใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ในรอบ 73 ปี

ภารกิจเร่งด่วนสำคัญ คือการตัดสินใจของหัวหน้าและกรรมการบริการพรรคชุดใหม่ ว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ที่ประกาศสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ

ภารกิจเร่งด่วนของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 8 และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ คือการตัดสินใจที่จะเข้าร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล

แม้คำตอบจะคาดหมายได้ว่า ท้ายที่สุด ประชาธิปัตย์ อาจจะตัดสินใจเข้าร่วมเพราะเป็นตัวแปรสำคัญ หากคิดแบบ “ทารกทางการเมือง” เป็นฝ่ายค้านอิสระ รังแต่จะทำให้ประเทศเข้าสู่ทางตัน และเกิดวิกฤติการเมืองรอบใหม่ได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ประชาธิปัตย์จะกลายเป็น “จำเลย”ทางการเมือง

แต่ให้ดูลีลา หรือจังหวะก้าวทางการเมืองต่อการเข้าร่วมของประชาธิปัตย์ ที่จะร่วมรัฐบาล จะต้องมีเงื่อนไขที่มิใช่เรื่องการต่อรอง “ตำแหน่ง”ทางการเมือง เพราะนั่น “ธรรมดาเกินไป” สำหรับพรรคเก่าแก่ทางการเมืองที่สุดซึ่งมีนักการเมือง “ชั้นเซียน” อยู่เต็มพรรค

จะเป็นการเข้าร่วมที่พร้อม “ถอนตัว”ตลอดเวลา หากไม่ทำตามสัญญาก่อนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเงื่อนไข ต้องจัดการไม่ให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในรัฐบาลใหม่ ซึ่งเคยเป็นเงื่อนไขที่ประชาธิปัตย์ประกาศถอนตัวในรัฐบาล “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ของรัฐบาลสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อปี 2533 มาแล้ว

หรืออาจมีการขอสัตยาบันต่อกัน ในการ “แก้รัฐธรรมนูญ 2560” ซึ่งถูกวิจารณ์มากว่า มีหลายจุดที่ “ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ” แลกกับ “ความชอบธรรม” ที่ประชาธิปัตย์จะสามารถอธิบายกับแฟนคลับที่เหลืออยู่ 3.9 ล้านเสียง และฟื้นฟูกอบกู้ศรัทธาพรรคกลับคืนมา

แต่การอยู่ข้างนอก เป็นฝ่ายค้านอิสระ “ดีแต่พูด”ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ไม่ได้กอบกู้ภาพลักษณ์ “เก่งแค่ปาก” ทำงานไม่เป็น ที่ถูกตีตราไว้อย่างยาวนานได้

“ฝ่ายค้านอิสระ” คือ “วาทกรรม” ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นของกลุ่มที่พิสูจน์แล้วว่า “ล้มเหลว” ทางการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์

เปิดรายชื่อ250สมาชิกวุฒิสภา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371704?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดรายชื่อ250สมาชิกวุฒิสภา

15 พฤษภาคม 2562 – 12:45 น.
สมาชิกวุฒิสภา
เปิดอ่าน 1,503 ครั้ง

เปิดรายชื่อ250สมาชิกวุฒิสภา

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 269 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้

1.พล.อ.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา 2.นายกรรณภว์ ธนภรรคภวิน 3.พล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ 4.นายกล้านรงค์ จันทิก 5.นายกษิดิศ อาชวคุณ 6.นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา 7.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ 8.นายกำพล เลิศเกียรติดำรงค์ 9.นายกิตติ วะสีนนท์ 10.นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ 11.นายกูรดิสถ์ จันทร์ศรีชวาลา 12.นายเกียว แก้วสุทอ 13.นายไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ 14.นายขวัญชาติ วงศ์ศุภรานันต์ 15.นายคำนูณ สิทธิสมาน 16.นายจเด็จ อินสว่าง 17.นายจรินทร์ จักกะพาก 18.พล.ท.จเรศักณิ์ อานุภาพ 19.พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา 20.พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง 21.นางจินตนา ชัยยวรรณาการ 22.นายจิรชัย มูลทองโร่ย 23.นางจิรดา สงฆ์ประชา 24.พล.อ.จิรพงศ์ วรรณรัตน์ 25.พล.อ.จีระศักดิ์ ชมประสพ

26.นายเจตน์ ศิรธรานนท์ 27.นายเจน นำชัยศิริ 28.นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร 29.พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข 30.พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ 31.นายเฉลา พวงมาลัย 32.พล.อ.ต.เฉลิมชัย เครืองาม 33.นายเฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ 34.นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน 35.นายเฉลียว เกาะแก้ว 36.นายชยุต สืบตระกูล 37.พล.อ.ชยุติ สุวรรณมาศ 38.นายชลิต แก้วจินดา 39.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ 40.พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน 41.พล.ร.อ.ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร 42.นายชาญวิทย์ ผลชีวิน 43.พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ 44.พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ 45.พล.อ.ชูศักดิ์ เมฆสุวรรณ์ 46.พล.อ.เชวงศักดิ์ ทองสลวย 47.ว่าที่ ร.ต.เชิดศักดิ์ จำปาเทศ 48.นายเชิดศักดิ์ สันติวรวุฒิ 49.นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล 50.พล.ร.อ.ฐนิธ กิตติอำพน

51.พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย 52.นายณรงค์ รัตนานุกูล 53.นายณรงค์ สหเมธาพัฒน์ 54.นายณรงค์ อ่อนสอาด 55.พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ 56.พล.อ.ดนัย มีชูเวท 57.นางดวงพร รอดพยาธิ์ 58.น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ 59.นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม 60.นายดุสิต เขมะศักดิ์ชัย 61.พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา 62.พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย 63.พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง 64.นายตวง อันทะไชย 65.พล.อ.ไตรโรจน์ ครุธเวโช 66.นายถนัด มานะพันธุ์นิยม 67.นายถวิล เปลี่ยนศรี 68.นายถาวร เทพวิมลเพชรกุล 69.พล.อ.อ.ถาวร มณีพฤกษ์ 70. นายทรงเดช เสมอคำ 71.พล.อ.ทวีป เนตรนิยม 72.นายทวีวงษ์ จุลกมนตรี 73.นางทัศนา ยุวานนท์ 74.ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ 75.พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์

76.พล.อ.ธงชัย สาระสุข 77.พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร 78.พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร 79.นายธานี สุโชดายน 80.นายธานี อ่อนละเอียด 81.พล.อ.ธีรเดช มีเพียร 82.นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ 83.พล.ร.อ.นพดล โชคระดา 84.พล.อ.นพดล อินทปัญญา 85.พล.อ.นาวิน ดำริกาญจน์ 86.นายนิพนธ์ นาคสมภพ 87.พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน 88.นางนิสดารก์ เวชยานนท์ 89.นายนิอาแซ ซีอุเซ็ง 90.นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ 91.นายบรรชา พงศ์อายุกูล 92.พล.อ.บุญธรรม โอริส 93.นายบุญมี สุระโคตร 94.นายบุญส่ง ไข่เกษ 95.พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ 96.นางเบญจรัตน์ จริยธาราสิทธิ์ 97.ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล 98.พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง 99.นายประดิษฐ์ เหลืองอร่าม 100.นางประภาศรี สุฉันทบุตร

101.นายประมนต์ สุธีวงศ์ 102.นายประมาณ สว่างญาติ 103.ร.อ.ประยุทธ เสาวคนธ์ 104.นางประยูร เหล่าสายเชื้อ 105.พล.อ.ประสาท สุขเกษตร 106.นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ 107.พล.ต.ต.ปรัชญ์ชัย ใจชาญสุขกิจ 108.พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา 109.นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ 110.นายปัญญา งานเลิศ 111.พล.อ.ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ 112.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ 113.น.ส.ปิยฉัฏฐ์ วันเฉลิม 114.นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ 115.พล.อ.โปฎก บุนนาค 116.นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ 117.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ 118.พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี 119.นายพรเพชร วิชิตชลชัย 120.นายพลเดช ปิ่นประทีป 121.พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป 122.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ 123.นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ 124.นายพิทักษ์ ไชยเจริญ 125.พล.อ.พิศณุ พุทธวงศ์

126.นายพิศาล มาณวพัฒน์ 127.พล.ต.ท.พิสัณห์ จุลดิลก 128.พล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร 129.นายพีระศักดิ์ พอจิต 130.นางเพ็ญพักตร์ ศรีทอง 131.พล.อ.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ 132.นายไพฑูรย์ หลิมวัฒนา 133.นายไพโรจน์ พ่วงทอง 134.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย 135.น.ส.ภัทรา วรามิตร 136.นายภาณุ อุทัยรัตน์ 137.นายมณเฑียร บุญตัน 138.พล.อ.อ.มนัส รูปขจร 139.นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ 140.พล.อ.มารุต ปัชโชตะสิงห์ 141.พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ 142.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ 143.พ.ต.อ.ยุทธกร วงเวียน 144.นายยุทธนา ทัพเจริญ 145.นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล 146.นายระวี รุ่งเรือง 147.น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร 148.นายลักษณ์ วจนานวัช 149.พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ 150.พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช

151.พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ 152.ว่าที่ ร.ต.วงศ์สยาม เพ็งพานิชภักดี 153.พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร 154.นางวรารัตน์ อติแพทย์ 155.พล.อ.วราห์ บุญญะสิทธิ์ 156.พล.อ.วลิต โรจนภักดี 157.พล.อ.วสันต์ สุริยมงคล 158.พล.อ.วัฒนา สรรพานิช 159.นายวันชัย สอนศิริ 160.นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ 161.พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ 162.นายวิทยา ผิวผ่อง 163.พล.อ.วินัย สร้างสุขดี 164.พล.ต.ท.วิบูลย์ บางท่าไม้ 165.น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ 166.นายวิรัตน์ เกสสมบูรณ์ 167.น.ส.วิไลลักษณ์ อรินทมะพงษ์ 168.นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร 169.นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ 170.นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล 171.นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ 172.นายวีระศักดิ์ ภูครองหิน 173.พล.อ.วีรัณ ฉันทศาสตร์โกศล 174.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ 175.นายศรีศักดิ์ วัฒนพรมงคล

176.นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย 177.นายศักดิ์ไทย สุรกิจบวร 178.พล.ร.อ.ศักดิ์สิทธิ์ เชิดบุญเมือง 179.พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร 180.นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา 181.พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ 182.นายศุภชัย สมเจริญ 183.พล.อ.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ 184.พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ 185.พล.อ.สกล ชื่นตระกูล 186.ม.ล.สกุล มาลากุล 187.นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 188.พล.ร.ท.สนธยา น้อยฉายา 189.พล.อ.สนธยา ศรีเจริญ 190.พล.อ.สนั่น มะเริงสิทธิ์ 191.นายสม จาตุศรีพิทักษ์ 192.พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม 193.นายสมชาย ชาญณรงค์กุล 194.นายสมชาย เสียงหลาย 195.นายสมชาย แสวงการ 196.นายสมชาย หาญหิรัญ 197.นายสมเดช นิลพันธุ์ 198.พล.ต.ท.สมบัติ มิลินทจินดา 199.นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ 200.นายสมพล เกียรติไพบูลย์

201.นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ 202.พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข 203.พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ 204.พล.อ.สราวุฒิ ชลออยู่ 205.นายสวัสดิ์ สมัครพงศ์ 206.พล.อ.สสิน ทองภักดี 207.นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ 208.นายสัญชัย จุลมนต์ 209.นายสาธิต เหล่าสุวรรณ 201.นายสำราญ ครรชิต 211.พล.อ.สำเริง ศิวาดำรงค์ 212.พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร 213.พล.อ.อ.สุจินต์ แช่มช้อย 214.นายสุชัย บุตรสาระ 215.นายสุธี มากบุญ 216.นางสุนี จึงวิโรจน์ 217.นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล 218.นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย 219.พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ 220.นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ 221.พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ 222.พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ 223.นายสุรสิทธิ์ ตรีทอง 224.นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ 225.นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์

226.นางสุวรรณี สิริเวชชะพันธ์ 227.นายเสรี สุวรรณภานนท์ 228.พล.อ. อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ 229.พล.อ.อ.อดิศักดิ์ กลั่นเสนาะ 230.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว 231.พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ 232.นายอนุมัติ อาหมัด 233.นายอนุศักดิ์ คงมาลัย 234.นายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล 235.นางอภิรดี ตันตราภรณ์ 236.พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ 237.นายอมร นิลเปรม 238.นายออน กาจกระโทก 239.พล.อ.อักษรา เกิดผล 240.นายอับดุลฮาลิม มินซาร์ 241.พล.อ. อาชาไนย ศรีสุข 242.พล.ท.อำพน ชูประทุม 243.นายอำพล จินดาวัฒนะ 244.พล.ร.อ.อิทธิคมน์ ภมรสูต 245.นายอุดม คชินทร 246.นายอุดม วรัญญูรัฐ 247.พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ 248.นายอุปกิต ปาจรียางกูร 249.พล.อ.อู้ด เบื้องบน 250.พล.ต.โอสถ ภาวิไล

พี่สภาสูง น้องสภาล่าง ไม้ประดับสภาไทย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371694?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พี่สภาสูง น้องสภาล่าง ไม้ประดับสภาไทย

15 พฤษภาคม 2562 – 10:57 น.
สว,สส,สมาชิกวุฒิสภา,คสช,สภาสูง,สภาล่าง,สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร,มณเฑียร สงฆ์ประชา,นันทนา สงฆ์ประชา
เปิดอ่าน 3,469 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันที่ 15 พ.ค.2562

*******************

ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อมีการประกาศรายชื่อ ส.ว.แต่งตั้งจำนวน 250 คน เพราะส่วนใหญ่เป็นบุคคลในเครือข่าย คสช. และจะมีสาย “นักเลือกตั้ง” แทรกเข้ามาบ้างในสัดส่วนที่น้อยนิด

อดีต ส.ส. และอดีต ส.ว.เลือกตั้ง ที่หลุดเข้ามาอยู่ในสภาสูงเที่ยวนี้ มาจากกระบวนการคัดเลือก ส.ว.ทั่วประเทศ ที่เป็นการเลือกกันเองจากผู้สมัคร 10 กลุ่มอาชีพ โดย คสช.เป็นผู้เคาะรายชื่อในขั้นตอนสุดท้าย

อย่างไรก็ตามในแวดวงการเมืองรู้ดีว่ามีอดีต สนช.กี่คน ที่แอบหนุนผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และได้รับแต่งตั้งกลับมาเป็น ส.ว.อีกครั้ง

ทายาท “เจ้าพ่อหันคา”

ส.ว.หญิงป้ายแดงที่คนรู้จักมากหน่อย เพราะนามสกุล “สงฆ์ประชา” นั่นคือ จิรดา สงฆ์ประชา” อดีตนายก อบจ.ชัยนาท

“จิรดา” เป็นบุตรสาวของบุญธง สงฆ์ประชา อดีต ส.ส.ชัยนาท ที่มีฐานธุรกิจอยู่ใน ต.ไพรนกยูง อ.หันคา โดยบุญธงเป็นส.จ.ครั้งแรกปี 2490 ก่อนจะได้เป็นส.ส.สมัยแรกปี 2526 และสร้างฐานมวลชนไว้แน่น จนได้ฉายา “เจ้าพ่อหันคา”

จิรดา สงฆ์ประชา

“เจ๊อ้อย” จิรดา เป็นพี่สาวใหญ่ ดูแลกงสีบริษัทธงไทยหันคา ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบุญธง และเคยดำรงตำแหน่งนายก อบจ.ชัยนาท 2 สมัย

          เลือกตั้ง 2562 “แดง ชัยนาท” มณเฑียร สงฆ์ประชา น้องชายจิรดา ลงสมัคร ส.ส.เขต ชัยนาท สังกัดพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.อีกสมัย คู่กับ “เสี่ยแฮงก์” อนุชา นาคาศัย เขต 1

มณเฑียร สงฆ์ประชา

ส่วน “มันแกว” นันทนา สงฆ์ประชา แยกทางไปเป็นเลขาธิการพรรคประชาภิวัฒน์ และพรรคนี้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่งคือ สมเกียรติ ศรลัมพ์ หัวหน้าพรรค

นันทนา สงฆ์ประชา

วันก่อน นันทนา สงฆ์ประชา เพิ่งพาสมเกียรติไปร่วมแถลงข่าว 11 พรรคเล็กหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

          สรุปว่าตระกูลสงฆ์ประชา พี่สาวอยู่สภาสูง น้องชายอยู่สภาล่าง และน้องสาวอีกคนกำกับพรรคจิ๋วหนุนลุงตู่

 ลูกสาว “เจ้าพ่อโรงสี”

เห็นรายชื่อผู้สมัครส.ว. กลุ่มอุตสาหกรรม/เอสเอ็มอี/การท่องเที่ยว ที่หลุดเข้ามาสภาสูงอีกรายหนึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน อ้อ” ภัทรา วรามิตร อดีตส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทยนั่นเอง

ภัทรา วรามิตร

ภัทรา วรามิตร เป็นบุตรสาวของสมบัติ วรามิตร อดีต ส.ว.กาฬสินธุ์ และชะม้อย วรามิตร อดีตนายก อบจ.กาฬสินธุ์

         ตระกูล “วรามิตร” เป็นเจ้าของธุรกิจโรงสีข้าวใหญ่ใน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ ตั้งแต่ “อ้อ ภัทรา” ย้ายค่ายจากเครือข่ายทักษิณ ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นก็สอบตกทั้งในสีเสื้อพรรคชาติไทย และพรรคภูมิใจไทย

เลือกตั้ง 2562 ตระกูลวรามิตร ส่ง “โด่ง” ชานุวัฒน์ วรามิตร ลูกชายคนโตลงสมัครส.ส.เขต 2 กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชารัฐ แต่ก็พ่ายแชมป์เก่า

          แม้พี่ชายจะชวดเข้าสภาล่างแต่น้องสาวก็ได้รับเลือกเป็น ส.ว.สมใจป้าชะม้อย

สายนักการเมืองเก่า

นักแต่งตั้งป้ายแดงอีกส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มอดีต ส.ว.เลือกตั้ง เริ่มจาก พิกุลแก้ว ไกรฤกษ์” อดีตส.ว.พิษณุโลก เป็นบุตรสาวของโกศล ไกรฤกษ์ และเป็นพี่สาวของจุติ ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

“บุญส่ง ไข่เกษ” อดีตส.ว.ตราด ปี 2549 และเคยเป็น ส.ส.ตราด ปี 2544 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์

“อมร นิลเปรม” เป็นส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งชุดแรก ปี 2543 โดยเข้าสภาสูงในฐานะส.ว.อุบลราชธานี ซึ่งตระกูลนิลเปรม ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและเล่นการเมืองท้องถิ่นมายาวนาน

อมร นิลเปรม

ญาติของอมร คือ อดุลย์ นิลเปรม ก็เคยลงสมัคร ส.ส.อุบลฯ ตั้งแต่สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน จนมาถึงพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็สอบตก

“สุรสิทธิ์ ตรีทอง” อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายก อบจ.แม่ฮ่องสอน และเป็นหลานชายของบุญชู ตรีทอง อดีต ส.ส.ลำปาง

อดุลย์ นิลเปรม

บังเอิญกลางปีที่แล้วกลุ่มสามมิตรเคยเปิดตัวสุรสิทธิ์ ตรีทอง ในนามตัวแทนของพลังประชารัฐ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจไปสมัคร ส.ว. โดยมี ปัญญา จีนาคำ อดีต ส.ส.แม่ฮ่องสอน 5 สมัย ลงสนามและได้รับชัยชนะ

เปรียบเทียบจำนวน ส.ว.แต่งตั้ง ที่มาจากนักการเมืองเก่านั้น มีจำนวนแค่หยิบมือเดียวท่ามกลางนักแต่งตั้งขาประจำหลายร้อยคน

เลี้ยงโต๊ะจีน…แบบไร้เมนู

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เลี้ยงโต๊ะจีน…แบบไร้เมนู

15 พฤษภาคม 2562 – 10:30 น.
ชิงขั้วตั้งรัฐบาล,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,อนุทิน ชาญวีรกุล,พรรคเพื่อไทย,พรรคพลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ลุงตู่,ภูมิใจไทย
เปิดอ่าน 16,667 ครั้ง

โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

การชิงขั้วตั้งรัฐบาลจากนี้ไปนั้น การขับเคี่ยวจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในทางการเมืองนั้น ลุงตู่กับพลังประชารัฐยังคุมเกมได้เหนือกว่าขั้วต้านลุงตู่นิดๆ แต่ต้องรอแน่ๆ ว่าจะไปกันทางไหนในช่วงวันที่ 20 พฤษภาคม เป็นต้นไป

บิ๊กเนมในค่ายเพื่อไทยยอมรับว่ายามนี้ขั้วต้านลุงตู่เปิดทุกเงื่อนไขให้พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินมาร่วมงาน และจะไม่ต่อรองใดๆ ขอเพียงว่าอย่าไปแตะมือกับขั้วหนุนลุงตู่เท่านั้น

“หากได้สองพรรคจะดีที่สุด อย่างน้อยได้พรรคใดพรรคหนึ่งมา จบ” บิ๊กเนมค่ายยักษ์ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ระบุถึงความหวังในการเตะตัดขาสกัดความหวังของพลังประชารัฐ แม้จะยากยิ่งในความจริง…

เกมนี้ไฟเขียวต้องได้รับอนุมัติจากคนไกลบ้านเสียก่อนจึงจะเคลื่อนได้ และท่าทีตอนนี้จากคนไกลบ้านคล้ายว่าต้องกลืนเลือดยอมเสียเนื้อชิ้นโตให้คู่แค้นวันวาน ซึ่งลูกทีมของคนไกลบ้านไปกล่อมเจ้านายว่า แม้จะต้องยอมเสียไป แต่มันดีกว่าจะยื่นให้คู่แข่งในวันนี้มิใช่หรือ…

แว่วว่า…ดีลนี้บิ๊กเนมในเพื่อไทยยิงข้อเสนอไปยังแกนนำสองพรรคข้างต้น โดย “ประชาธิปัตย์” นั้นมีการประสานไปยังผู้ใหญ่คนหนึ่งในพรรคที่หลายคนยังนับถือ แต่พรรคสีฟ้านี้รายละเอียดในการมาแตะมือกับเพื่อไทยค่อนข้างยากมากที่สุด เพราะระบอบทักษิณที่พรรคสีฟ้าสู้กันมาในช่วงสิบปีเศษนั้น อยู่ๆ จะให้เลี้ยวกลับไปแตะมือแบบไร้เหตุผลที่จะชี้แจงต่อสังคมให้คลายข้องใจมันก็ยากอยู่

แม้กระทั่งให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก้าวขึ้นเป็น สร.1 เจ้าภาพโต๊ะจีนที่ชื่อว่าเพื่อไทยก็ยินยอม…

อย่าลืมว่าศึกในของ ปชป.นั้นใช่ย่อย เพราะสี่แคนดิเดตที่สมัครเป็นหัวหน้าพรรคนั้น เงื่อนไขของแต่ละคนในการไปแตะมือกับใครในการตั้งรัฐบาลก็มีมากอยู่…แม้ตอนนี้จะเหลือแค่สองชีวิตแล้วที่มีลุ้นว่าใครจะนั่งประมุขพรรคต่อจาก “เดอะ มาร์ค” โดยหนึ่งในนั้นเพื่อไทยมองว่าง่ายกว่าอีกคนหนึ่งหากจะได้ทำหน้าที่กุมบังเหียนพรรคสีฟ้า

แต่ในความจริงมันยากยิ่งนักที่เพื่อไทยจะสมหวังกับพรรคสีฟ้า

ขณะที่ “ภูมิใจไทย” นั้น ทราบว่า คนโตแดนอีสานใต้เป็นคนคุมเกมต่อรองด้วยตัวเอง โดยที่เสี่ยหนูแทบไม่มีบทบาทใดๆ ในการร่วมเคาะสูตรฟอร์มรัฐบาล ซึ่งเพื่อไทยหวังว่าอำนาจเต็มที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถือไว้ตามกฎหมายนั้นจะพลิกไปคนละมุมจากที่คนโตแดนอีสานใต้วางไว้ในช่วงท้าย

พรรคสีน้ำเงินนั้นรู้กันดีว่าคนโตแดนอีสานใต้คือผู้จัดการตัวจริงของพรรคนี้ รายชื่อว่าที่เสนาบดีจากภูมิใจไทยนั้น คนโตแดนอีสานใต้จะเป็นคนเคาะว่าใครเหมาะสมไปทำอะไร เงื่อนไขนี้เองที่เพื่อไทยมองว่ามันคือรอยปริที่เสี่ยหนูอาจยอมหักดิบกับคนโตแดนอีสานใต้ และหวังว่าสัมพันธ์ที่เสี่ยหนูมีไว้กับคนไกลบ้านนั้นจะยังพันผูกและยอมมาร่วมงาน

แต่มันก็ยากยิ่งเช่นกัน เพราะหากหักดิบแบบนั้นรับรองเลยว่า เร็ววันนี้เสี่ยหนูโดนคัดชื่อออกจากทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งที่หนึ่งบุรีรัมย์ แบบไม่รู้ตัวเป็นแน่แท้

แม้แต่การจ่อดูดงูเห่าจากอาคารปานศรี เพราะคนในเพื่อไทยรู้ดีว่าสารพัดก๊กในพลังประชารัฐนั้นต่างทวงโควตาหลักกันแล้ว และบางคนส่อแววว่าไม่ได้ดั่งหวัง โดยเริ่มที่เกมชิงเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติที่มีการชิงดำระหว่าง วิรัช รัตนเศรษฐกับ สุชาติ ตันเจริญ นั้น เรตราคาต่อรองในช่วงนี้แว่วว่าพ่อมดดำยังตามหลังผักสวนครัว โดยเพื่อไทยก็พร้อมที่จะตลบหลังหนุนคนที่พ่ายเกมนี้ของ พปชร. รวมทั้งยังหวังไปดูดคนใน พปชร. ที่น่าจะพลาดเก้าอี้ รมต.ด้วย โดยให้เจ้าตัวเลือกเลยว่าอยากทำงานตรงไหน เพื่อไทยพร้อมเต็มที่

ดีลทั้งหมดนี้เพื่อไทยคงรู้ว่า หากใครบางคนยินยอมหนุนลุงตู่อาจไม่สมหวังเพราะลุงตู่จะคอนโทรลทุกอย่างด้วยตัวเอง ธรรมชาติของคนการเมืองนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่ยินยอมเท่าใดนักหากต้องทำงานในแนวทางนี้ เพื่อไทยน่าจับจุดนี้ออกจึงเปิดดีลดังกล่าวออกมา

การเคลื่อนเกมแบบนี้คล้ายว่าเพื่อไทยเป็นเจ้าภาพเปิดเลี้ยงโต๊ะจีนโดยให้แขกรับเชิญ โดยเฉพาะแขกระดับสุดพิเศษที่ใส่เสื้อสีฟ้าและสีน้ำเงิน รวมทั้งบางชีวิตจากย่านรัชโยธิน สั่งอาหารสุดหรูด้วยตัวเองแบบไม่มีข้อจำกัด ขอเพียงว่าอย่าไปกินโต๊ะกับอีกขั้วหนึ่งเป็นพอ

โต๊ะจีนที่เพื่อไทยเป็นเจ้าภาพซึ่งไร้เมนู หากแต่แขกรับเชิญที่จะมาเยือน หวังที่จะชิมลิ้มรสสิ่งใดใต้หล้า เจ้าภาพจะเร่งสรรหามาให้ได้สัมผัสแบบสุดพิเศษ

ขอเพียงว่าแขกรับเชิญต้องมาตามเทียบเชิญ…เป็นพอ

แต่แลซ้ายชำเลืองขวาแล้วนั้น…เทียบเชิญดังกล่าวยังไม่มีคำตอบส่งกลับมายังเจ้าภาพในขณะที่เวลางวดเข้ามาทุกที…แบบนี้การที่เจ้าภาพตั้งโต๊ะและแต่งตัวรอนั้น…จะเก้อหรือไม่ ติดตามกันต่อ…

จากคลิปใบขับขี่ถึงเป่าคดีหนุ่มรมควัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371689?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จากคลิปใบขับขี่ถึงเป่าคดีหนุ่มรมควัน

15 พฤษภาคม 2562 – 10:05 น.
จากคลิปใบขับขี่ถึงเป่าคดีหนุ่มรมควัน,ใบขับขี่,รมควัน,สิงห์นักบิด
เปิดอ่าน 2,168 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

ช่วงนี้ต้องบอกว่าสีกากีงานเข้า นอกจากเรื่องที่สืบเนื่องจากคลิปฉาวเรียกตรวจใบขับขี่ชายวัยกลางคนที่อ้างว่าเป็นอธิบดีศาล จน ผกก.สภ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช หวุดหวิดจะถูกเด้งแล้ว ก่อนหน้านั้นไม่นานยังมีกรณีหนุ่มร้อยเอ็ดฆ่าตัวตาย แล้วเขียนจดหมายลาตายพาดพิงตำรวจเรียกเงินทำคดี 5,000 บาท หลังเข้าแจ้งความที่สน.โชคชัย ให้ติดตามรถที่นำไปจำนำแล้วถูกยักยอกไปด้วย

กรณีคลิปฉาวตำรวจเรียกตรวจใบขับขี่แล้วผู้ถูกตรวจไม่ยอมให้ตรวจ แถมอ้างตัวเป็นอธิบดี จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โตนั้น มีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจว่า ตกลงตำรวจมีอำนาจเรียกตรวจใบขับขี่ หรือเรียกตรวจรถที่ไม่ได้กระทำความผิดได้หรือไม่

คุณผู้อ่านที่ขับรถยนต์ส่วนตัว หรือเป็นสิงห์นักบิด ขับรถอยู่ดีๆ จู่ๆ ถูกตำรวจเรียกตรวจรถ หรือต้องขับเข้าด่าน แล้วตำรวจขอดูใบขับขี่ คงเคยคิดว่าในเมื่อไม่ได้ทำผิดอะไรจะเรียกตรวจทำไม เหตุใดไม่ไปจับโจร หรือหาข่าวมาให้ชัดว่ารถคันไหนทำผิด

จากการตรวจสอบ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 140 ยังพบว่าตำรวจมีอำนาจเรียกตรวจรถ และเรียกตรวจใบขับขี่ รวมถึงยึดใบขับขี่ได้ เฉพาะเมื่อพบการกระทำความผิด ทำให้มีการตีความตามตัวอักษรว่า ถ้าไม่พบการกระทำความผิดก็น่าจะเรียกตรวจรถไม่ได้ เพราะกระทบสิทธิ์ประชาชน

แต่เมื่อไปตรวจสอบพ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 66 จะพบบทบัญญัติว่า ผู้ใดขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ และสำเนาภาพถ่ายใบคู่มือจดทะเบียนรถ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท นี่เองที่เป็นอำนาจของตำรวจจราจรในการตรวจใบขับขี่ และถ้าผู้ขับขี่ไม่แสดงก็ต้องถูกดำเนินคดี มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ฉะนั้นชายวัยกลางคนในคลิปเมื่อถูกเรียกตรวจใบขับขี่แม้ไม่ได้กระทำผิดอะไรมาก็มีหน้าที่ต้องแสดงใบขับขี่ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ หากไม่มี หรือไม่ได้พกมา ก็ต้องยอมถูกปรับ ไม่ใช่อ้างตำแหน่งหน้าที่ราชการเพื่อให้พ้นผิด หรือถ้าจะเจรจาขอผ่อนผัน แล้วนำหลักฐานอื่นมาแสดงว่าตนเป็นเจ้าของรถจริงไม่ได้ไปก่ออาชญากรรมมา ก็น่าจะลดหย่อนผ่อนโทษได้

ส่วนการเป่าคดีหนุ่มร้อยเอ็ดแถมเรียกเงินเป็นค่าหยอดน้ำมัน จนเป็นต้นเหตุของการตัดสินใจรมควันฆ่าตัวตายนั้น พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ ในฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า เรื่องของการเรียกรับเงินเป็นค่าสืบคดีของตำรวจบางกลุ่มบางนายนั้น หากว่ากันตามจริงแล้วตำรวจไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรทั้งนั้น เพราะเป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวนสอบสวนคดี แม้ผู้เสียหายจะให้เงินเพื่อเป็นสินน้ำใจก็ไม่สามารถรับได้ เพราะอาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับสินบน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 โทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต

แต่ที่ผ่านมาประเด็นการเรียกรับเงินเพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบสวนสอบสวนคดีมีให้เห็นมานานพอสมควร ถือเป็นพฤติกรรมของตำรวจบางนาย ส่วนใหญ่จะใช้วิธีพูดแบบ “หมาหยอกไก่” เช่น อ้างว่าไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางบ้าง ไม่มีค่าน้ำมันรถบ้าง ทั้งที่ค่าใช้จ่ายพวกนี้หน่วยงานต้นสังกัดมีงบประมาณเตรียมไว้ให้อยู่แล้ว (ปีงบประมาณปัจจุบัน 2562 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับจัดสรรงบ 117,617 ล้านบาท) และหากตำรวจคนไหนไม่มีงบประมาณในการทำงานจริงๆ ก็ควรไปแจ้งให้ผู้บังคับบัญชา ตั้งแต่ระดับผู้กำกับการ หรือผู้บังคับการทราบ เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ไปขอเงินจากประชาชน

สำหรับช่องทางการทุจริตและเรียกรับผลประโยชน์ของตำรวจบางกลุ่มบางพวกนั้นมีอยู่ 4 ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เรียกว่า “4 สายสูบ” คือ

“สายสืบสวน” ส่วนใหญ่เรียกรับเงินจากบ่อนการพนันที่เปิดแบบผิดกฎหมาย และสถานบันเทิงที่เปิดเกินเวลา

“สายปราบปราม” เรียกรับเงินจากการติดตั้งตู้แดงตามบ้าน หรือห้างร้านต่างๆ ซึ่งบางโรงพักใช้การติดตั้งตู้แดงเป็นการเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการดูแลตรวจตรา นอกจากนั้นก็มีการเรียกรับเงินจากผู้ต้องหา แลกกับการไม่ถูกจับ

“สายจราจร” เรียกรับเงินตามท้องถนน หรือบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดมากๆ เพื่อเรียกรับผลประโยชน์ หรือออกใบสั่งและหวังส่วนแบ่งค่าปรับ

“สายสอบสวน” เรียกรับผลประโยชน์จากการล้มคดี หรือเคลียร์คดี อย่างคดีของลูกชายบริษัทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดังที่ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่มีการเคลียร์คดี

อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ ยังแสดงความกังวลว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดในขณะนี้คือ ตำรวจไม่อยากรับเรื่องร้องทุกข์ให้เป็นคดีความ เพราะเมื่อรับแล้ว ออกเลขคดีแล้ว จะเข้าสู่สารบบคดีอาญา ต้องสืบสวนสอบสวนทำสำนวนวุ่นวาย และหากคดีมีการฟ้องขึ้นสู่ศาลก็ต้องไปเป็นพยานในชั้นศาลด้วย ทำให้ปัจจุบันมีการรับแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ แต่ไม่ออกเลขคดี ไม่ทำคดี ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนและไม่มีหน่วยงานไหนตรวจสอบได้

โดยถ้าออกเลขคดี จะมีระยะเวลาการทำงานทุกขั้นตอน เช่น ต้องส่งสำนวนให้อัยการภายในกี่เดือน ถ้าหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ ก็ต้องแจ้งอัยการ “งดสอบสวน” หรือที่เรียกว่า “ฟ้องสำนวนขาว” คือจะมีการตรวจสอบถ่วงดุล check and balance ทุกขั้นตอน แต่เมื่อไม่ออกเลขคดี ก็จะไม่มีขั้นตอนเหล่านี้ในการตรวจสอบ

ขณะที่ภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดูดี เพราะสถิติอาชญากรรมไม่สูงมาก เนื่องจากไม่มีการออกเลขคดี!

เปิดใจ “ไผ่ ดาวดิน” 2 ปี 5 เดือนกับชีวิตหลังกำแพงคุก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371687?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ “ไผ่ ดาวดิน” 2 ปี 5 เดือนกับชีวิตหลังกำแพงคุก

15 พฤษภาคม 2562 – 09:00 น.
ไผ่ ดาวดิน,จตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา,นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายเพื่อประชาชนคนรุ่นใหม่,คุก
เปิดอ่าน 8,715 ครั้ง

โดย… สุมาลี สุวรรณกร

“บางอย่างผู้คุมบางคนก็ใช้อำนาจมากเกินไป อาจจะเป็นเพราะเขาทำมานานและทำจนไม่รู้สึกว่าผิด แต่จริงๆ มันผิด เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง และที่ผ่านมาผู้ต้องขังก็ปล่อยให้ถูกกระทำเพราะคิดว่าผู้คุมทำได้ แต่จริงๆ เขาทำไม่ได้ ผมก็ไปอธิบายและบอกเล่าให้ฟัง ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น”

ชื่อของ ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายเพื่อประชาชนคนรุ่นใหม่ ที่ได้เคลื่อนไหวเป็นปากเสียงให้แก่ประชาชนที่ด้อยโอกาส ทั้งปัญหาป่าไม้ ที่ดิน ปัญหาการถูกแย่งชิงทรัพยากรระหว่างท้องถิ่นกับนายทุน จนกระทั่งถูกจับกุมดำเนินคดี และควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดขอนแก่น และได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนอยากรู้ว่า ชีวิตภายหลังกำแพงเหล็กนั้นเป็นอย่างไร และจากนี้ไปเมื่อได้รับอิสรภาพแล้วเขามีแผนชีวิตอย่างไร

ไผ่ ในเช้าวันที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และมีอิสรภาพพ้นออกจากการคุมขัง สภาพร่างกายสมบูรณ์ขึ้น โดยเจ้าตัวบอกว่า “ไม่ได้สูบบุหรี่” ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากเรือนจำมีโครงการ “เรือนจำสีขาว” ทำให้อะไรหลายอย่างในชีวิตเปลี่ยน

ส่วนกิจวัตรประจำวันหลังกำแพงคุก เขาบอกว่า แต่ละวันไม่มีอะไรมากนัก ทุกอย่างเหมือนเดิมซ้ำๆ กัน ตื่นแต่เช้า 05.30 น. สวดมนต์ไหว้พระ ทำกิจวัตรประจำวัน เข้าแถว กินข้าว และทำงานประจำที่ได้รับมอบหมาย โดยไผ่ได้อยู่ในส่วนของหน่วยพยาบาล ทำให้ได้ช่วยทำเอกสาร เพราะเขาสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็น รู้เรื่องเอกสาร ช่วยดูแลคนเจ็บป่วยและพอมีเวลาว่างก็ได้อ่านหนังสือ เขาบอกว่าชีวิตในนั้น 2 ปีเศษได้อ่านหนังสือเยอะมาก

“ผมอ่านหนังสือเยอะมาก น่าจะเกือบ 50-60 เล่มได้ อ่านหมด ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ ทุกอย่างที่มีอยู่ในห้องสมุด หนังสือดีๆ มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น แด่หนุ่มสาว, ปีศาจ, จนกว่าเราจะพบกันอีก, ลูกอีสาน, ข้างหลังภาพ, หนังสือการเมือง, หนังสือสังคม ฯลฯ หนังสือเยอะนะแต่ยังไม่พอต่อความต้องการ เพราะในคุกเวลามีเยอะมาก หนังสือและสิ่งบันเทิงต่างๆ จึงจำเป็นมาก สำหรับคนที่อ่านหนังสือออก หนังสือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด บางคนไม่ชอบดูทีวี ก็หากิจกรรมทำ ซึ่งการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่นักโทษชอบที่สุด” ไผ่เล่า

ในเรือนจำยังมีโทรทัศน์ให้ดู ทำให้ได้ดูซีรีส์ดีๆ แต่โทรทัศน์ก็จะถูกควบคุมโดยผู้คุม จะเปิดเฉพาะสิ่งที่อยากจะให้ดู อันไหนที่ไม่อยากให้ดูก็จะไม่มีสิทธิ์ดู โดยจะได้ดูทั้งละครไทย และซีรีส์เกาหลี ซีรีส์จีน ไม่ว่าจะเป็นละครอย่าง ทองเอกหมอยาท่าโฉลง ซีรีส์เกาหลี เรื่อง “เลขาฯ คิม” “ชีวิตเพื่อชาติหัวใจเพื่อเธอ” ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการฆ่าเวลาได้อย่างดีมาก

ส่วนการใช้จ่ายนั้น ในคุกสามารถใช้เงินได้วันละ 300 บาท จะซื้ออะไรก็ได้ โดยไผ่บอกว่า กับข้าวของทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นอร่อยที่สุด อาหารกินอิ่มไม่มีอด และหากใครไม่อยากกินอาหารที่เรือนจำจัดให้อยากจะซื้ออาหารเพิ่มเติมจากที่มีแจกก็สามารถซื้อได้ที่ร้านค้าสวัสดิการในเรือนจำ ราคาอาหารทั่วไปถุงละ 30 บาท ซึ่งชีวิตของเขาเคยติดคุกอยู่ 3 เรือนจำด้วยกันคือ ที่เรือนจำกรุงเทพฯ เรือนจำอำเภอภูเขียว และเรือนจำจังหวัดขอนแก่น โดยหากจะให้คะแนนเขาบอกว่า “เรือนจำขอนแก่นกับข้าวอร่อยที่สุด อยู่ดีกินดีที่สุด”

และด้วยความที่เขาเรียนกฎหมาย สู้เรื่องสิทธิมนุษยชนตั้งแต่อยู่นอกเรือนจำ พอเข้าไปอยู่ในนั้นก็ได้มีโอกาสช่วยเหลือนักโทษบางคนที่ไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิของตนเอง ด้วยการบอกให้ฟังว่าเขาควรจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง และได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คุมที่บางทีทำเกินกว่าเหตุว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นการละเมิดสิทธิและผู้ต้องขังสามารถฟ้องร้องได้ ทำให้หลายเรื่องที่เคยรุนแรงในเรือนจำเริ่มคลี่คลายและเข้าใจกันดีขึ้น

“บางอย่างผู้คุมบางคนก็ใช้อำนาจมากเกินไป อาจจะเป็นเพราะเขาทำมานานและทำจนไม่รู้สึกว่าผิด แต่จริงๆ มันผิด เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง และที่ผ่านมาผู้ต้องขังก็ปล่อยให้ถูกกระทำเพราะคิดว่าผู้คุมทำได้ แต่จริงๆ เขาทำไม่ได้ ผมก็ไปอธิบายและบอกเล่าให้ฟัง ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น” ไผ่เล่าในสิ่งที่เขามีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง ในการทำประโยชน์เพื่อคนในนั้น

ส่วนการถูกเลือกให้เป็นผู้นำกล่าวปฏิญาณตนก่อนออกจากเรือนจำ สำหรับผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ไผ่บอกว่า ปกติเวลามีกิจกรรมอะไรในเรือนจำเขามักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะว่ากล้าพูด และได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในนั้น ในวันที่ได้รับอิสรภาพเขาจึงเป็นคนที่ถูกเลือกให้พูด โดยเนื้อหาที่พูดทั้งหมดเขาเป็นคนคิดเอง และพูดเอง

สำหรับชีวิตในเรือนจำ ให้บทเรียนแก่เขามากมาย ในฐานะนักกฎหมายได้เห็นความไม่ยุติธรรม ทำให้มุมมองเรื่องสิทธิกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่สิทธิทางการเมือง สิทธิทั่วไป แต่เรื่องสิทธิอื่นๆ ที่ถูกละเมิดก็ได้เห็นกว้างขึ้นเพราะการอยู่ข้างในเห็นชัดว่ามีการละเมิดสิทธิ หน่วยงานหลายแห่งผลักภาระให้เรือนจำ จนมีคำพูดที่พูดติดปากของนักโทษในเรือนจำว่า “สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน รับสารภาพติดพอประมาณ” ซึ่งสะท้อนกระบวนการทางยุติธรรมได้ชัดเจนมากว่า “ถ้ารับสารภาพทุกปัญหาก็จบ”

นอกจากนั้นบทเรียนที่เขาได้รับจากเรือนจำคือ การมองคน หรือตัดสินคน อย่าตัดสินจากแค่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะบางคนมีลายสักเต็มตัวแต่พอดูหนังแล้วร้องไห้ก็มี บางคนดูหน้าตาโหดร้ายแต่เป็นคนอ่อนโยน ถูกจับกุมเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี

และเมื่อพ้นโทษมาแล้ว ในฐานะนักกฎหมาย เขาบอกว่า จะเอาบทเรียนในนั้นมาปรับใช้เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยมองว่ากระบวนการยุติธรรมต้องแก้ทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมละเมิดสิทธิอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อไปอยู่ในคุก เจ้าหน้าที่ไม่เคยแจ้งสิทธิเลยว่ามีสิทธิอะไรบ้าง และการสอบสวนที่เอาผู้ต้องสงสัยไปฝากขังเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะเขายังไม่ได้มีความผิด การจะคุมขังคนได้จะต้องถูกพิพากษาแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะเอาคนไปเข้าคุกเพื่อทดแทนเงินค่าปรับที่ไม่มีจ่ายก็ไม่ควรจะทำเหมือนกัน

ส่วนเรื่องการเมืองนั้น เขาบอกว่า คงต้องเล่น เพราะหากไม่เล่น การเมืองก็เล่นเขาอยู่แล้ว อาจจะไม่ใช่การเล่นในรูปแบบการเมืองแบบตัวแทน แต่จะเล่นในแบบของตนเอง อาจจะเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยบนท้องถนนแบบที่เคยทำมา และยืนยันในการยืนอยู่ฝั่งความถูกต้อง อะไรไม่ดี ไม่ถูกก็จะไม่ยอม เพื่อรักษาเอาไว้ซึ่งสิทธิที่ประชาชนพึงมี และจะไม่ยอมก้มหัวให้แก่ความอยุติธรรมทั้งปวง และจะยังเคลื่อนไหวเหมือนเดิม

ส่วนนักศึกษารุ่นใหม่นั้น ไผ่มองว่า ยังสนใจปัญหาของสังคมน้อย อยากจะให้นักศึกษารุ่นใหม่สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคมบ้าง หรือแม้แต่สิทธิของตนเองก็ควรจะใส่ใจ สนใจ อย่าให้ใครมาละเมิด อีกทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร แค่เป็นตัวเอง อันไหนไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องยอม และลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรม แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับเด็กรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้

งานหินต้อนรับรัฐบาลใหม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งานหินต้อนรับรัฐบาลใหม่

15 พฤษภาคม 2562 – 08:52 น.
โดนัลด์ ทรัมป์,ภาษี,จีน,งานหินต้อนรับรัฐบาลใหม่
เปิดอ่าน 558 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ. คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 15 พฤษภาคม 2562

ส่งแรงสะท้านสะเทือนกันไปทั้งโลก หลังจากที่จีนประกาศมาตรการตอบโต้สหรัฐในสงครามการค้าสองประเทศมหาอำนาจของโลก ด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% เป็น 25% ในวงเงิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.896 ล้านล้านบาท โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ โดยที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนจาก 10% เป็น 25% นับเป็นมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.320 ล้านล้านบาท ส่วนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันควันก็คือ ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรง มูลค่าหุ้นหายไป 1 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 31.675 ล้านล้านบาท อย่างกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่น แอปเปิ้ล และเทสลา ดัชนีหุ้นลดลงไปกว่า 5%

กระทรวงการคลังของจีนให้ข้อมูลว่า มีสินค้าจากสหรัฐจำนวน 2,493 รายการจะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่ปรับเป็น 25% อีก 1,078 รายการจะถูกเรียกเก็บในอัตรา 20% ส่วนที่จะเก็บในอัตรา 10% มีอยู่จำนวน 974 รายการ และอีก 595 รายการจะถูกเรียกเก็บ 5% ขณะที่มาตรการของสหรัฐส่งผลกระทบต่อสินค้าจีน 5,745 รายการ มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ที่ส่งออกจากท่าเรือและสนามบินของจีนเข้าไปยังสหรัฐตั้งแต่หลังเที่ยงคืนวันที่่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งสินค้าที่จะได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นสินค้าจำพวกอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ส่งข้อมูลต่างๆ อุปกรณ์แสงสว่างและเครื่องใช้ในครัวเรือน กระทรวงพาณิชย์ของจีนแถลงว่า นับเป็นการสร้างความผิดหวังอย่างยิ่งให้แก่รัฐบาลปักกิ่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนจะมีมาตรการตอบโต้ตามความเหมาะสม

สำหรับผลกระทบประเทศไทยนั้น ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า เมื่อการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก ทำให้จีดีพีของโลกเหลือเพียง 3% ก็จะส่งผลกระทบถึงไทยแน่นอน จากที่เคยคาดไว้ว่า การส่งออกของไทยจะขยายตัวในระดับ 3.2-4.6% จะลดลงทันที 1% เพราะการส่งออกของไทยไปจีนในปีนี้ขยายตัวเพียง 0.5% ขณะที่เมื่อปีก่อนขยายตัว 2.3% ส่วนการส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐจะขยายตัวเพียง 1% เช่นกัน หรือหากในกรณีเลวร้าย การส่งออกของไทยปีนี้อาจขยายตัวเหลือเพียง 0.5% นั่นก็เท่ากับว่า จีดีพีของไทยจะเติบโตต่ำกว่าประมาณการ หรือน้อยกว่า 3% ปัจจุบันสัดส่วนการค้าของไทยกับจีนและสหรัฐมีมูลค่าการค้ารวมกันถึง 25% และเมื่อกำลังซื้อของจีนลดลง คำสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อนำไปใช้ผลิตสินค้าในภาคอุตสาหกกรรมของจีนเพื่อส่งไปขายสหรัฐก็จะลดลงตามไปด้วย

สำหรับความพร้อมในการรับมือกับสงครามการค้าโลกครั้งนี้ สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรมก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลและทีมงานเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพ สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่นักลงทุนได้ และพร้อมผลักดันนโยบายใหม่ที่เท่าทันเกมระดับโลก เพราะนับจากนี้โจทย์ปัญหาเศรษฐกิจจะแก้ยากขึ้นอีกหลายเท่า เมื่อมูลค่าการส่งออกของไทยไป 2 ประเทศมีจำนวนมหาศาลต้องหดตัวลงและส่งผลกระทบต่อการส่งออกถึง 1% ขณะที่การหันหน้าไปพึ่งพิงเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวอื่นอย่างเช่น การท่องเที่ยว ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างจีนที่จะมีกำลังซื้อลดลง เป้าหมายที่ว่าจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนจากเดิม 10 ล้านคนเป็น 11 ล้านคนในปีนี้ก็น่าวิตก ขณะเดียวกันก็มีคำเตือนจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้เฝ้าระวังการระบายสินค้าจากสองประเทศที่มีปัญหามายังประเทศไทยด้วย นี่คืองานโหดหินที่รอรัฐบาลใหม่เข้ามาแสดงฝีมือ

สนามบิน ‘ต้าซิง’ใหญ่ที่สุดของจีนสร้างแค่ 3 ปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สนามบิน ‘ต้าซิง’ใหญ่ที่สุดของจีนสร้างแค่ 3 ปี

15 พฤษภาคม 2562 – 08:29 น.
อ๊อด เทอร์โบ,สนามบิน,สนามบินต้าซิง,เครื่องบินไฟไหม้
เปิดอ่าน 1,831 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ณ เวลานี้จำนวนผู้โดยสารเดินทางโดยทางเครื่องบินเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนยักษ์ใหญ่ที่กำลังเป็นมหาอำนาจโลก ทั้งเศรษฐกิจการค้าและทางทหาร

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอนำข้อมูลที่น่าสนใจมาแจ้งให้ทราบว่า นครหลวงกรุงปักกิ่งของจีน กำลังจะเปิดใช้สนามบินขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง สนามบินแห่งนี้จะมีอาคารผู้โดยสารแบบอาคารหลังเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก “สนามบินต้าซิง” จะรอรับผู้โดยสารกว่า 100 ล้านคนต่อปี มี 2 ชั้น สำหรับการเดินทางขาเข้าและขาออก ซึ่งอาคารนี้มีพื้นที่ 1 ล้านตารางเมตร

รัฐบาลจีนได้ศึกษารอบคอบแล้วจากการประเมินขั้นต่ำภายในปี 2025 จำนวนผู้โดยสารรวมในกรุงปักกิ่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 170 ล้านคน

สนามบินป้ายแดง ‘ต้าซิง’ ของนครปักกิ่งจะทำทีเดียวครบวงจร โดยจะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูงสำหรับการเดินทางระหว่างเมืองและรถไฟใต้ดิน ในการเดินทางเข้าปักกิ่ง การก่อสร้างเพิ่งเริ่มปี 2016 สนามบินแห่งนี้มีจุดเด่นด้านประหยัดพลังงานหลายเรื่อง เช่น การกักเก็บน้ำฝนได้ 100% พื้นที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และยานพาหนะที่ใช้พลังงานสะอาด จะเปิดใช้งานในเดือนก.นยายนนี้

สรุปว่าสนามบินใหญ่ที่สุดในโลก ‘ต้าซิง’ จีนใช้เวลาสร้างเบ็ดเสร็จใช้งานได้ในเวลาเพียง 3 ปี เปรียบเทียบกับสนามบินสุวรรณภูมิของเราที่ใช้เวลานานกว่า 40 ปี

นี่คือความมหัศจรรย์เขย่าโลกที่จีนกำลังทำและจะมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างตามมา
อ๊อด เทอร์โบ


‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายที่มีประโยชน์ ซึ่งแนะนำวิธีอพยพหนีออกจากเครื่องบินที่ไฟไหม้ ซึ่งมีเวลาเพียงเล็กน้อย

จึงขอเป็นสื่อกลางนำมาให้ทราบและขอบคุณข้อความจากคุณ ‘แอร์’ ซึ่งน่าจะเป็นพนักงานต้อนรับหรือแอร์โฮสเตรสสายการบินแห่งหนึ่ง

เวลานี้การโดยสารเครื่องบินเป็นเรื่องปกติเพราะใครๆ ก็บินได้ตามสโลแกนของ ‘แอร์เอเชีย’ ซึ่งผู้โดยสารเครื่องบินกำลังจะมีมากกว่ารถไฟ หรือ บขส. อยู่แล้ว
อ๊อด เทอร์โบ


 หนีตายจากเครื่องบินไฟไหม้
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ผมได้รับข้อความออนไลน์จากเพื่อนคนหนึ่งส่งมา และเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ได้ทราบ

ระยะนี้มีอุบัติเหตุทางเครื่องบินบ่อย ล่าสุดก็สายการบินของรัสเซียที่เสียชีวิตหลายสิบคน เพราะอะไรโปรดรับทราบสาเหตุ และรับรู้วิธีการหนีตายไว้
วศิน (พญาไท)


 วิธีหนีออกจากเครื่องบินไฟไหม้
 รักษาชีวิตได้อย่างไร

1.เมื่อขึ้นเครื่อง สังเกตจุดที่เรานั่ง ว่าห่างจากทางออกฉุกเฉินหน้าหลัง ซ้ายขวา ฝั่งไหนใกล้สุด และให้ลองนับแถวไปเลยว่าห่างจากจุดที่เรานั่งกี่แถว จดจำเอาไว้ อย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะหากเกิดเหตุกลางคืนมันมืดจริงๆ หรือไฟไหม้ หมอนควันหนาดำ มองไม่เห็นทาง คุณอาจมองไม่เห็นแถบเรืองแสงตรงพื้น เพราะอาจมีคน/สิ่งของ/สิ่งกีดขวางกองกันอยู่ ทำให้เราอาจต้องใช้การคลำเก้าอี้เอา หรือบางคนก็เหยียบเก้าอี้ออกไปเลย นาทีชีวิตคงไม่มาต่อแถวอย่างเรียบร้อยตรงทางเดินหรอก

2.เก็บเอกสารและของมีค่าไว้กับตัว เช่น พาสปอร์ต กระเป๋าตังค์ ไว้ในกระเป๋าเสื้อหรือสะพายที่ไม่ใหญ่มาก เกิดอะไรขึ้นก็ไปแต่ตัวหรืออย่างน้อยที่สุดกระเป๋าสะพายนั้นไม่ได้ใหญ่จนเป็นอุปสรรคกีดขวางการอพยพ หากกรณีฉุกเฉินและต้องอพยพ ให้รอสัญญาณจากกัปตันหรือลูกเรือก่อน เช่น “Evacuate, Evacuate” (ออกเสียงว่า อีแวคคิวเอท) เมื่อได้ยินแล้วก็ตั้งสติ ไปต่ออย่ารอเลยค่ะ สัมภาระที่เหลือทิ้งไปเลย ชีวิตสำคัญกว่าสมบัติ ถ้าเห็นใครพยายามเอากระเป๋า คุณชนหรือผลักมันออกไปหาทางออกก่อนเลย ไม่ต้องสน เป็นการพาหมู่คนให้เดินไหลไปข้างหน้าหาทางออก

3.หากเป็นการอพยพที่ความเสี่ยงสูงไม่สามารถต่อบันไดจากภาคพื้นดินได้ จำเป็นต้องกางสไลด์อพยพ หากมีสิ่งของที่สามารถทำอันตรายกับแพยางสไลด์ เช่น รองเท้าส้นสูง เข็มกลัด หรืออะไรก็ตามที่เป็นของมีคมแหลม พวกชอบใส่แจ็กเก็ต หรือกางเกงใส่กระดุม หนาม ให้เอาทิ้งไป อย่าใส่ลงสไลด์ สไลด์รั่วคุณเองก็อาจไม่ถึงพื้นอย่างปลอดภัย ความสูงจากสไลด์บนเครื่องห่างจากพื้นดินมากนะคะ อย่างน้อยๆ ไม่ต่ำกว่า 1.8 เมตร ยิ่งพวกเครื่องบินใหญ่ๆ ยิ่งสูงมากกว่านั้นอีก หล่นลงมามีสิทธิ์บาดเจ็บสาหัสถึงตายได้เลย

       วิธีสไลด์ออกจากประตู
รอให้ลูกเรือเปิดประตู และแน่ใจว่าสไลด์กางให้เรียบร้อยก่อน รอสัญญาณจากแอร์ค่อยกระโดด เคยมีคนใจร้อน ผลักแอร์ออกหรือกระโดดลงไปเองก่อน บาดเจ็บสาหัสตายได้นะคะ ต้องรอสไลด์สูบลมก่อนประมาณ 6 วินาทีจึงจะโดดได้ คำสั่งลูกเรือจะบอกเราว่า “Jump and slide” จะไม่โดดก็ได้ คือให้นั่งกอดอกโน้มตัวลงไปข้างหน้าสไลด์ลงไป ถ้าโดดก็ท่าเดียวกัน มีสามท่า

1.ท่ากอดอกแบบหลวมๆ โน้มตัวลง ทำท่าเหมือนกอดตัวเอง ไม่เอามือซุกใต้รักแร้ มือต้องกางออกได้ทัน หลังเท้าแตะพื้น
2.ท่านยื่นแขนออกมาแบบผีจีนกองกอย โน้มตัวลงข้างหน้าด้วยเช่นกันเวลาสไลด์จะได้ไม่ต้านลม ช่วงสไลด์ได้เร็วขึ้นด้วยแรงโน้มถ่วง

3.ท่านอนหงายราบ กอดอกด้วย แต่จะลำบากตอนลุกวิ่งตรงปลายสไลด์ ค่อนข้างอันตรายหากลุกไม่ทัน แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็ช่าง ออกจากเครื่องไปก่อนด้วยท่าอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ท่าเอาหน้าลงแบบซูเปอร์แมน คิดสภาพดูเอาหากปักลงพื้นตรงปลายสไลด์แล้วคนอื่นตามหลังมาอันตรายถึงชีวิต

4.เมื่อสไลด์ออกไปได้แล้ว ให้วิ่งทันทีที่เท้าแตะพื้น อย่าหยุดตรงปลายสไลด์ เพราะคนที่สไลด์ตามหลังคุณจะมากองทับถมตรงปลาย ใครโดนทับอาจบาดเจ็บสาหัส กระดูกหักได้ นึกภาพขบวนคนหนีตายสไลด์ลงมาเร็วๆ แรงๆ แล้วทับกันตรงปลาย ดังนั้นเท้าแตะพื้นให้วิ่งออกไปทันที

5.วิ่งไปทางเหนือลม มองหาที่กว้างที่ปลอดภัย หากมีเปลวไฟมาจะได้ปลอดภัยไม่ติดไฟที่ปลิวตามลมและวิ่งไปให้ไกลที่สุด เผื่อไฟไหม้เครื่องแล้วระเบิด

6.สำรวจอาการบาดเจ็บของตัวเอง หรือของผู้อื่นแล้วรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือตามความสำคัญ อย่ามัวแต่เป็นมนุษย์กล้องจนไม่สนใจช่วยเหลือผู้อื่น หรือความปลอดภัยของตัวเอง

7.“สติ” เท่านั้นที่ช่วยคุณได้ ดังนั้นหากเป็นไปได้เวลาขึ้นเครื่องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเป็นอุปสรรคกับตัวคุณได้ยิ่งดี เช่น ของมีค่าไม่ต้องพกพาไปมาก นอกจากตัวท่านเองและเงิน หรือพาสปอร์ต พวกกระเป๋าสัมภาระที่หนักหรือพะรุงพะรังมากจนเกินไปมันทำให้ท่านลังเลได้ ควรตัดใจทิ้ง หากเกิดเหตุฉุกเฉิน