ผ่าไส้ใน “13 พรรคจิ๋ว” หนุนหรือต้าน “ลุงตู่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผ่าไส้ใน “13 พรรคจิ๋ว” หนุนหรือต้าน “ลุงตู่”

9 พฤษภาคม 2562 – 11:55 น.
พรรคหนุน,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,สืบทอดอำนาจ,คสช,ผลการเลือกตั้ง,รับรอง สส,กกต,สสแบบบัญชีรายชื่อ
เปิดอ่าน 6,206 ครั้ง

คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก

*******************

ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยึดแนวทางการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามสูตรของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะมีพรรคการเมืองที่มีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคะแนน ส.ส. 1 คน ได้รับการจดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 13 พรรคการเมือง

ในจำนวน พรรคจิ๋ว” เหล่านี้ ปรากฏว่า พรรคพลังปวงชนไทย ได้ไปแสดงตัวอยู่ทางขั้วเพื่อไทยแล้ว ส่วนที่เหลือประกอบด้วย พรรคพลังชาติไทย พรรคประชาภิวัฒน์ พรรคพลังไทยรักไทย พรรคไทยศรีวิไลย์ พรรคประชานิยม พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคประชาธรรมไทย พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลเมืองไทย พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคพลังธรรมใหม่ และพรรคไทรักธรรม ลองมาไล่เรียงดูว่าพรรคเหล่านี้มีจุดยืนอย่างไร?

กลุ่ม พรรค เสียง

ก่อนสงกรานต์ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้นัดพรรคขนาดเล็ก 8 พรรค ไปปรึกษาหารือกันที่โรงแรมแห่งหนึ่ง และที่ประชุมได้ตั้งกลุ่ม “1 พรรค 1 เสียง” โดยมอบให้ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย เป็นหัวหน้ากลุ่ม

ถ้ายังจำกันได้ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์” อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ ของ คสช. ได้เปิดตัวพรรคพลังชาติไทยอย่างครึกโครมมาตั้งแต่ปี 2559 ทำเอาสื่อมวลชนนึกว่าเป็น “พรรคทหาร” หรือพรรคการเมืองของฝ่าย คสช. แต่ตอนหลัง “ผู้ใหญ่” ใน คสช.ออกมาเบรก จึงค่อยๆ ลดบาทลง

พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์

“มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ มีบทบาทตรวจสอบการทุจริตในนาม “ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ” มานานนับสิบปี และสนิทสนมกับ “ผู้การไก่” พ.อ.(พิเศษ) ธนศักดิ์ มิตรภานนท์ นายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา

มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์

“พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์” หัวหน้าพรรคประชานิยม อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เคยประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ อีกครั้ง

พล.ต.อ.ยงยุทธ เทพจำนงค์

“ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์” ลูกสาวเสี่ยติ่ง สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ เป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 ของพรรคพลเมืองไทย เสี่ยติ่งเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า รู้จักมักคุ้นกับแกนนำพรรคพลังประชารัฐเป็นอย่างดี คงอยากอยู่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าฝ่ายค้าน

ศิลัมพา เลิศนุวัฒน์

ส่วนพรรคไทรักธรรม ก็อยู่ในกลุ่ม 1 พรรค 1 เสียง ที่มีมงคลกิตติ์ เป็นผู้ประสานงาน ไม่น่าจะแหกวงล้อมไปยืนอยู่ขั้วเพื่อไทย

สรุปว่า “กลุ่ม 1 พรรค เสียง” สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ภาค อย่างแน่นอน

ขั้วไม่เอาระบอบทักษิณ

ในจำนวนพรรคจิ๋ว 1 ที่นั่ง มีอยู่ 2 พรรค ที่มีจุดยืนชัดเจนเรื่องไม่เอาระบอบทักษิณคือ พรรคประชาชนปฏิรูป และพรรคพลังธรรมใหม่

“ไพบูลย์ นิติตะวัน” หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ที่มีนโยบายน้อมนำคำสอนพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนให้ประชาชนอย่างยั่งยืน ได้แสดงจุดยืนหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาแต่ไหนแต่ไร

ไพบูลย์ นิติตะวัน

ส่วนพรรคพลังธรรมใหม่ นพ.ระวี มาศฉมาดล” เคยร่วมก่อตั้งกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ และกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย ก็ไม่น่าจะไปอยู่ฝั่งตรงข้ามขั้วพลังประชารัฐ

สองผู้นำ “ไพบูลย์-หมอระวี” ได้เข้าสภาเที่ยวนี้ รับประกันจิ๋วแต่แจ๋วแน่นอน

นพ.ระวี มาศฉมาดล

พรรคครึ่งบกครึ่งน้ำ

สำหรับพรรคจิ๋วอีก 5 พรรค น่าจับตามอง เพราะผู้นำพรรคต่างมีสายสัมพันธ์อันดีกับขั้วอำนาจเก่า แต่ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอาจเปลี่ยนใจก็ได้

พรรคประชาภิวัฒน์มี สมเกียรติ ศรลัมพ์” เป็นหัวหน้าพรรค โดยส่วนตัวสมเกียรติเป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย แต่เลขาธิการพรรคคือ นันทนา สงฆ์ประชา” น้องสาวของบุญธง สงฆ์ประชา ส.ส.ชัยนาท พรรคพลังประชารัฐ

พรรคประชาธิปไตยใหม่ที่เคยได้ส.ส. 1 ที่นั่งจากการเลือกตั้ง 2554 และได้ร่วมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สำหรับเลือกตั้งหนนี้ สุรทิน พิจารณ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ได้เข้าสภาสมใจ

สมเกียรติ ศรลัมพ์

พรรคพลังไทยรักไทย หัวหน้าพรรคชื่อไม่คุ้น คฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล แต่ประธานยุทธศาสตร์พรรคคือ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิสรางกูร ณ อยุธยา” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม รัฐบาลทักษิณ

พรรคประชาธรรมไทย มี พิเชษฐ สถิรชวาล” อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้าพรรค และเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ

พรรคครูไทยเพื่อประชาชน มี “ปรีดา บุญเพลิง” อดีตเลขานุการคุรุสภา เป็นหัวหน้าพรรค ในอดีตปรีดาเป็นผู้นำครูหัวก้าวหน้า รุ่นเดียวกับสุชน ชาลีเครือ ที่มาช่วยงาน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ในเวลานี้

เชื่อว่าน่าจะมี 3 พรรค เสียงในกลุ่มนี้ตัดสินใจหนุน “ลุงตู่” ในนาทีสุดท้าย

ฝ่ายค้านอิสระ = หนุนทักษิณ!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371004?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ฝ่ายค้านอิสระ = หนุนทักษิณ!

9 พฤษภาคม 2562 – 10:00 น.
กกต,ประชาธิปัตย์,ทักษิณ ชินวัตร,พริษฐ์ วัชรสินธุ,ไอติม,พลังประชารัฐ,ลุงตุ่
เปิดอ่าน 34,030 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท  ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งในระบบเขตและระบบบัญชี (ปาร์ตี้ลิสต์) อย่างเป็นทางการ การช่วงชิงการจัดตั้งรัฐบาลของทั้งสองขั้วการเมือง คือ ขั้ว “ลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ “ขั้วแม้ว” ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง จนกว่าจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น

แม้นักวิเคราะห์ทางการเมืองฟันธง ตรงกันว่า โหวตนายกฯ จะเป็นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบ “นอนมา” เพราะมี 250 ส.ว.ร่วมโหวตให้ด้วย แต่ถึงแม้เป็นนายกรัฐมนตรีได้ แต่อาจบริหารประเทศไม่ได้ หากไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร “เกินกึ่งหนึ่ง” ท่ามกลางเสียงที่ปริ่มน้ำทั้งสองขั้ว

จำเป็นอย่างยิ่งที่ ลุงตู่ ต้องรวบรวมเสียงให้มากที่สุด โดยเฉพาะ จากซีกที่ไม่เอา “ทักษิณ” ในขณะที่ขั้ว “ทักษิณ”พยายามมัดกันแน่น ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่าย ทำทุกมาตรการที่ไม่ให้เกิดเหตุ “งูเห่า”กลับหลังหันไปสนับสนุน “ลุงตู่” ส่วนพลังประชารัฐ ยังไม่มั่นใจในการเจรจาว่า ทุกพรรคในซีกที่ “ไม่เอาทักษิณ” จะมาร่วมกับ “ลุงตู่” อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ด้วยท่าทีของประชาธิปัตย์ ที่อยู่ในระหว่างแข่งขันกันภายในเพื่อชิง “หัวหน้าพรรค” ยังไม่ชัดเจนว่า จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับลุงตู่ หรือ ยึดแนวคิด “ฝ่ายค้านอิสระ” ที่พยายามสร้างกระแสขึ้นภายในพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม

แนวคิด ”ฝ่ายค้านอิสระ” ถูกจุดพลุมาโดยกลุ่ม New Dem ในพรรคประชาธิปัตย์ โดย “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งพยายามชี้ชวนให้คนในพรรคเห็นว่า แนวคิดนี้จะสามารถรักษาเสียง 3.9 ล้านที่สนับสนุนประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้และสร้างประชาธิปัตย์ ให้กลับมายิ่งใหญ่ในอนาคต โดยคัดค้านการจะไปร่วมสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

“คบเด็กสร้างบ้าน” เป็นสุภาษิตไทยโบราณ ที่ควรจะเตือนสติ คนในพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างดี กับความล้มเหลวทางการเมืองของ กลุ่ม New Dem ต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา และ คลิป ”ชัดพอไหม” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนทำให้ประชาธิปัตย์ พ่ายอย่างไม่เป็นท่า

สถานการณ์ ทางการเมืองขณะนั้น “แนวคิดฝ่ายค้านอิสระ” ไม่ต่างอะไรกับการสนับสนุน เครือข่ายทักษิณ ชินวัตร ให้ กลับเข้ามามีอำนาจและสร้าง “วงจรอุบาทว์”ทางการเมือง เหมือนช่วง 2 ทศวรรษ ที่ผ่านมา เพราะหากประชาธิปัตย์ เลือกแนวคิดดังกล่าว ทำให้ขั้ว “ลุงตู่” ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็ทำให้ขั้ว “ทักษิณ” อาจจะตั้งรัฐบาลได้ หรือเกิด “ทางตัน” อันเป็นวิกฤติการณ์ ทางการเมืองอีกครั้ง

หัวเลี้ยวหัวต่อนี้ จึงเป็นภาระของประชาธิปัตย์ ที่จะเลือก หนุนลุงตู่ หรือ หนุนทักษิณ เท่านั้น ฝ่ายค้านอิสระ ไม่มีอยู่จริง เป็นแต่ “มโนของทารกการเมือง” เท่านั้น!

“เดอะตู่” ลาบ้านเก่า ฮึดสู้ตั้ง “พรรคใหม่”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370854?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“เดอะตู่” ลาบ้านเก่า ฮึดสู้ตั้ง “พรรคใหม่”

8 พฤษภาคม 2562 – 10:13 น.
ตู่ จตุพร,จตุพร พรหมพันธ์ุ,พรรคเพื่อชาติ,แกนนำ นปช,นปช,คนเสื้อแดง,เลือกตั้ง 2562,ธิดา ถาวรเศรษฐ์,พีซทีวี,ช่องแดง,นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ,อารี ไกรนรา,เจ๋ง ดอกจิก,ทักษิณ ชินวัตร
เปิดอ่าน 13,471 ครั้ง

คอลัมน์ ท่องยุทธภพ โดย ขุนน้ำหมึก หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก

วันมหามงคลของคนไทยทั้งชาติผ่านพ้นไปโดยความสงบเรียบร้อย และเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. พร้อมด้วย อารี ไกรนรา, วิโชติ วัณโณ, ยศวริศ ชูกล่อม และแกนนำ นปช.อีกหลายคน ในฐานะจิตอาสาเฉพาะกิจ ได้รับหน้าที่ในหมวดงานพระราชพิธี โดยประจำจุดบริเวณถนนเฟื่องนคร ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึง 3 ทุ่ม จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน

อารี ไกรนรา จตุพร และเจ๋ง ดอกจิก

ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ห้องประชุมอภิวันท์ วิริยะชัย อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 5 นปช.สายจตุพร มีการจัดงานสงกรานต์บานฉ่ำ เป็นการอำลาที่มั่นคนเสื้อแดงเก่า ด้วยความอาลัยอาวรณ์ของมวลชน นปช.

เพื่อชาติของ “ติยะไพรัช”

ในที่สุด พรรคเพื่อชาติ ที่เริ่มก่อการจากร้านกาแฟพีซ คอฟฟี่ แอนด์ไลบรารี่ ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยผู้ชายสามคนคือ จตุพร พรหมพันธุ์สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และ ยงยุทธ ติยะไพรัช ก็ถึงวันที่ต้องแยกทางกัน

หลังรู้ผลคะแนนเบื้องต้น สงครามและยงยุทธ ไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพันธมิตร โดยไม่ปรึกษาหารือ “ตู่” จตุพร แสดงออกกันแบบนี้ ภาษานักเลงก็ว่า “อยู่ด้วยกันยาก”

ยงยุทธ ติยะไพรัช

“จตุพร-สงคราม” นั้นร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานนับ 10 ปี แต่ “ยงยุทธ” เพิ่งโผล่เข้ามาที่อิมพีเรียล เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยมาทำรายการฉุกคิดทางสถานีทีวีดาวเทียม “พีซทีวี”

สงคราม กิจเลิศไพโรจน์

ฉากสุดท้าย “ยงยุทธ” เก๋าเกมกว่า ยึดพรรคเพื่อชาติไปเรียบร้อย แถมลูกสาว “โฮม” ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย กับพี่สาว-บุศริณธญ์ วรพัฒนานันน์ ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติด้วย

          ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 คนของเพื่อชาติ อยู่ในกำมือยุทธ แม่จัน คน..แค่นี้ก็รู้ว่าใครเจ้าของพรรค?

ไม่แตก..แต่แยกบ้านกันอยู่

พูดกันตามตรง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พ.ศ.นี้ แกนนำแต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปทำมาหากินตามวิถีทางของตัวเอง

สายที่เป็นนักเลือกตั้งก็ขยับไปอยู่พรรคพลังประชารัฐบ้าง พรรคอนาคตใหม่บ้าง และส่วนหนึ่งก็ยังอยู่พรรคเพื่อไทย

“เดอะตู่” ได้ย้ำอีกครั้งว่าแกนนำนปช.ไม่ได้มีความแตกแยก ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนี้ สภาพการณ์ของ นปช.เหมือนทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นทหารประชาชน บาดเจ็บ ล้มตาย ถูกคุมขัง ถูกจับเป็นเชลยสารพัด

“เราคบกันมานาน เรารู้ว่าทองแท้เป็นอย่างไร เรารวมกันเพราะเรามีอุดมการณ์เดียวกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม”

ภาพในอดีต แกนนำ นปช. วันเปิดช่องพีซทีวี

ดังนั้น นปช.สายเดอะตู่ พ่วงด้วย ยศวริศ ชูกล่อม, อารี ไกรนรา, วิโชติ วัณโน และศักดิ์ระพี พรหมชาติ ไปไหนก็ไปด้วยกัน

ส่วน นปช.สายป้าธิดา ก็จะมี วีระกานต์ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, เหวง โตจิราการ และสมหวัง อัสราษี ก็ย้ายรังไปอยู่แถวห้างเก่าสี่แยกแคราย

          นปช.วันนี้ไม่ใช่กองกำลังสู้รบ และที่สำคัญสปอนเซอร์หลักถอนตัว จำต้องแยกบ้านกันอยู่เพื่อจะยืนระยะให้ได้นานที่สุด

พรรคใหม่” ของเดอะตู่

ชัดเจนว่าภายในเดือนมิถุนายนนี้ จตุพร จะต้องอพยพเพื่อนพ้องน้องพี่ “พีซทีวี” ไปอยู่บ้านหลังใหม่ คาดว่าน่าจะย้ายไปอยู่แถวย่านวัชรพล

“ไม่ใช่ว่าเจ้าของห้างเขาไล่ เพียงแต่เราเองไม่อยากเป็นภาระมากขึ้น ก็ต้องหาสถานที่ให้มันเล็กลง” จตุพร บอกกล่าวแฟนคลับ

“เรายังจะต้องมีภารกิจที่ต้องเดินหน้าต่อไป เพียงแต่ว่าเราเองก็ต้องปรับวิธีการให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริง เราต้องยอมรับความจริงให้ได้ แล้วเราจึงจะเดินได้”

          คำว่า “ภารกิจที่เราจะยังต้องเดินหน้าต่อไป” ของจตุพรคือ การสร้างพรรคการเมืองใหม่ พรรคของมวลชนอย่างแท้จริง

พิธีกรสาวๆ ของพีซทีวี จะต้องย้ายบ้าน

สถานการณ์การเมืองในวันข้างหน้าหากมีการเลือกตั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” จะมีบทบาทน้อยลง ผู้คนที่รักและศรัทธาเริ่มยอมรับว่า “ยังไง ทักษิณก็ไม่ได้กลับบ้าน”

ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยจะอยู่ในภาวะขาลง ตรงกันข้ามพรรคอนาคตใหม่ ยิ่งจะมีอนาคตที่ดีกว่า และการสร้างพรรคทางเลือกให้ประชาชนก็เป็นภารกิจที่ท้าทาย

          นัยว่า “ตู่” ไม่ได้คิดทำพรรคตามลำพัง หากยังมีนักการเมืองระดับพระเอกใหญ่ แม่ยกเพียบ และพระเอกดาวรุ่ง แม่ยกตรึม! มาร่วมคิดร่วมสร้างด้วย

พระเอกใหญ่และพระเอกดาวรุ่งอกหักจากพรรคเกิดใหม่หรือยานลูกที่เพิ่งถูกยุบไป ครั้นจะกลับยานแม่ก็เกรงตกเป็นเบี้ยล่างเจ๊ใหญ่ เลยไปตายดาบหน้าดีกว่า

          จริงๆ แล้ว เรื่องคิดอ่านตั้งพรรคนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก..แต่เหตุที่ยังไปต่อไม่ได้ก็เป็นเรื่องทุนรอนนั่นเอง

“นายกฯ คนกลาง” การเมืองไทยถึงทางตันแล้วหรือ ?

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370711?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“นายกฯ คนกลาง” การเมืองไทยถึงทางตันแล้วหรือ ?

7 พฤษภาคม 2562 – 11:45 น.
นายกฯ คนกลาง,คำนวณสูตร สสบัญชีรายชื่อ,กกต,คะแนนเลือกตั้ง,เลือกตั้ง 2562,ผลการเลือกตั้ง,สสเขต,รัฐธรรมนูญ,รัฐประหาร,ประชาธิปไตย,พลอเปรม ติณสูลานนท์
เปิดอ่าน 1,819 ครั้ง

คอลัมน์ กระดานความคิด โดย บางนา บางปะกง

********************

นับแต่ช่วงหยุดยาวสงกรานต์ มาจนถึงต้นเดือนพฤษภาคม ข่าวลือ “นายกฯ คนกลาง” ยังมีการโจษขานกันผ่านสื่อโซเชียลไม่หยุด สืบเนื่องจากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ และยังไม่มีความชัดเจนจาก กกต. กรณีคำนวณสูตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ

          กระบวนการปั่นข่าวอ้างว่า สองขั้วการเมือง มีเสียงสนับสนุน “ปริ่มน้ำ” ไม่มีขั้วใดขั้วหนึ่งชนะเด็ดขาด จึงเกิดการเมืองเดดล็อก หมายถึงการจัดตั้งรัฐบาล ผ่านสภาผู้แทนราษฎรท่าจะไปไม่รอด จึงต้องมี “นายกฯ คนกลาง”

          แม้พรรคพลังประชารัฐ แสดงเจตจำนงจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ด้วยจำนวนเสียงที่เชื่อว่า ไม่ปริ่มน้ำ แต่คนกลุ่มหนึ่งยังไม่เชื่อ จึงปล่อยข่าวรัฐบาลปรองดอง และนายกฯ คนกลางอย่างต่อเนื่อง

          จะว่าไปแล้ว ระบอบประชาธิปไตยบ้านเรา แตกต่างจากชาติตะวันตก แม้จะมีการเลือกตั้ง ส.ส. แต่ก็มีนายกฯ คนกลางมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ยกตัวอย่างสมัยที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2523-2531

          ลักษณะพิเศษของ รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 ได้ปรากฏรูปแบบวิธีการตามระบอบประชาธิปไตยคือ มีรัฐธรรมนูญกฎหมายเลือกตั้งพรรคการเมือง ระบบรัฐสภา และการถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ แต่นายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

          นับตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ 2521 เป็นต้นมา รัฐบาลมีข้ออ้างสำหรับความชอบธรรมในระดับหนึ่งว่า การปกครองในระบอบนี้เป็นของประชาชน กล่าวคือ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและมีรัฐสภาทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ อีกทั้งได้ดำเนินการปกครองเพื่อประชาชน

          แม้ พล.อ.เปรม ก็ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่พรรคการเมืองได้รวบรวมเสียงสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีมาสามสมัย

          “นายกฯ คนกลาง” ในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า เราคงเคยได้ยินได้ฟังเรื่อง “ประชาธิปไตยแบบไทย” มานานแล้ว ซึ่งเป็นแนวคิดที่หมายถึง รูปการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเหมาะสมกับวัฒนธรรมประเพณีของชาติไทยและสอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย

          แท้จริงแล้ว แนวคิดประชาธิปไตยแบบไทย เริ่มมาจาก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะทหารทำรัฐประหาร ในวันที่ 20 ตุลาคม 2501

          จอมพลสฤษดิ์ ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยแบบไทย จึงมุ่งหมาย “ยกเลิกระบอบประชาธิปไตยที่นำมาจากต่างประเทศทั้งดุ้นเสีย และเสนอว่าจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับลักษณะพิเศษและสภาวการณ์ของไทย จะสร้างประชาธิปไตยของไทย ประชาธิปไตยแบบไทย”

          รัฐธรรมนูญตามแบบตะวันตก มักจะให้อำนาจแก่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนมากเกินไป ซึ่งไม่เหมาะกับประเทศไทยเลย และได้เสนอว่ารูปแบบของการปกครองที่เหมาะสมของประเทศไทย ควรจะเป็นไปในรูปแบบที่รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายรัฐบาลจะต้องมีอำนาจสูงสุด เป็นรัฐบาลของชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นรัฐบาลของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งพรรคใดโดยเฉพาะ

          พูดง่ายๆ ฝ่ายทหารมักมองว่า หากพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากและยึดกุมสภาผู้แทนฯ ย่อมก่อให้เกิด “เผด็จการรัฐสภา”

          นายทหารใหญ่ที่ก่อการรัฐประหาร 2500 จึงให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยในแง่เนื้อหาสาระเป้าหมาย เช่น ความเหมาะสมกับลักษณะพิเศษของชาติไทย และการสนองความต้องการของประชาชนมากกว่าการให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยในความหมายที่เป็นสากลในแง่รูปแบบวิธีการ

          แนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยอีกอย่างคือ การมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ โดยที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการยอมรับว่าดำรงอยู่ในฐานะอันสูงสุดของชาติ ซึ่งผู้ใดจะละเมิดมิได้

ศึกแม่บ้าน ปชป. “กุมารจีน” ปะทะ “ต่อพิฆาต”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370707?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ศึกแม่บ้าน ปชป. “กุมารจีน” ปะทะ “ต่อพิฆาต”

7 พฤษภาคม 2562 – 11:40 น.
พรรค ปชป,แกนนำพรรค ปชป,สนามเมืองตาก,ผลการเลือกตั้ง สสปี 2554,เลือกตั้ง 2562,กรณ์ จาติกวณิช,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์,อภิรักษ์ โกษะโยธิน,กรรมการบริหาร ปชป,กรรมการบริหาร,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เปิดอ่าน 11,061 ครั้ง

ศึกแม่บ้าน ปชป. “กุมารจีน” ปะทะ “ต่อพิฆาต” : คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

***************

มีความชัดเจนมากขึ้น สำหรับ 4 ผู้เข้าชิงตำแหน่งประมุข ปชป. คือ กรณ์ จาติกวณิช, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, อภิรักษ์ โกษะโยธิน และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

เต็งจ๋าก็หนีไม่พ้น “กรณ์-จุรินทร์” โดยค่ายหล่อโย่ง เปิดตัว ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” ว่าที่ ส.ส.ตาก ชิงเลขาธิการพรรค ส่วนค่ายอู๊ดด้า ก็เปิดตัวคนหน้าเก่า “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” อดีตเลขาธิการพรรค กลับมาท้าชิงแม่บ้านพรรคอีกหน

กรณ์ จาติกวณิช

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

สิ้นยุค “ไชยนันทน์”

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 สนามเมืองตาก พรรค ปชป.เคยยึดเก้าอี้ ส.ส. 3 ที่นั่ง แต่เที่ยวนี้ เหลือแค่ 1 ที่นั่งคือ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ที่เขต 2 ส่วน เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ เขต 1 และ ธนิตพล ไชยนันทน์ เขต 3 พ่ายคู่แข่งจากพรรคพลังประชารัฐ

ความพ่ายแพ้ของธนิตพล ทายาท “เทอดพงษ์ ไชยนันทน์” นักการเมืองอาวุโสแห่งเมืองตาก ส่งสัญญาณถึงความราโรยของตระกูลนักเลือกตั้งเก่าแก่

ธนิตพล ไชยนันทน์

30 กว่าปีที่แล้ว การต่อสู้บนสังเวียนเลือกตั้งที่เมืองตาก ก็สู้กันอยู่ 2 ตระกูลคือ เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ (ประชาธิปัตย์) กับ อุดร ตันติสุนทร (สังกัดหลายพรรค)

ตระกูล ไชยนันทน์” ผูกติดกับ ปชป.มายาวนาน ตั้งแต่รุ่นพ่อ “ปู่เทียม” ที่เริ่มต้นการเมืองที่ตรอกจีน ในตัวเมืองตาก ส่วน “อุดร” นั้นปักหลักอยู่ฝั่งแม่สอด อาศัยที่เป็นลูกเขยตระกูล “พงศ์เรขนานนท์” จึงได้เป็น ส.ส.มาหลายสมัย

“พงศ์เรขนานนท์” สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนรุ่นแรกที่มาบุกเบิกสร้างเมืองแม่สอด พูดถึง “บ้านใหญ่” สำหรับคนแถวนั้น ก็หมายถึงเครือข่ายธุรกิจของตระกูลพงศ์เรขนานนท์

          “ชัยวุฒิ” นักการเมืองท้องถิ่น ได้ช่วยหาเสียงให้อุดรมาทุกสมัย จนฝ่าย “ตันติสุนทร” วางมือ จึงก้าวสู่สนามใหญ่ในสีเสื้อประชาธิปัตย์

กุมารจีน” แห่งแม่สอด

ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เล่นการเมืองท้องถิ่น เป็น ส.จ.ตาก เขตแม่สอด ในปี 2536 และการเลือกตั้งทั่วไปปี 2539 ชัยวุฒิได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยแรกในสีเสื้อ ปชป.

ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์

เล่ากันว่า ชัยวุฒิ ลูกชายจักคิ้ม แซ่ตั้ง ประธานแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศล ก็เติบโตมาจากกลุ่มบ้านใหญ่ “พงศ์เรขนานนท์” มีพื้นฐานการศึกษาดี อ่อนน้อมถ่อมตน ช่วยเหลืองานสังคมอย่างต่อเนื่องจนมีฉายาว่า กุมารจีน”

สมัยเล่นการเมืองระดับเทศบาลแม่สอด ชัยวุฒิแสดงภาวะความเป็นผู้นำ ได้ทั้งบุ๋นและบู๊

ชัยวุฒิเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ระยะหลัง กุมารจีนแห่งแม่สอดขยายบารมีครอบคลุม จ.ตาก ทั้งฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก ทางพรรค ปชป. จึงตั้งให้เขาเป็น “รองแม่ทัพภาคเหนือ”

          สมัยนกหวีดกู้ชาติ “ชัยวุฒิ” เป็นแกนนำ กปปส. ที่ “ลุงกำนัน” ไว้วางใจที่สุดอีกคนหนึ่ง

เสี่ยต่อ” ขอสู้อีกยก

แม้ว่า เสี่ยต่อ” เฉลิมชัย ศรีอ่อน จะพ่ายแพ้แก่ “นายกบัง” พรเทพ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ พรรคเพื่อไทย 106 คะแนน ก็ไม่ออกมาฟูมฟายอะไร เพราะเจ้าตัวเหมือนรู้ล่วงหน้าว่า สนามเมืองสามอ่าวเที่ยวนี้ มีอะไรผิดปกติหลายอย่าง จึงเรียกร้องให้ กกต.เข้ามาตรวจสอบหน่อย

สำหรับคนนอก อาจรู้สึกแปลกใจที่ “บ้านใหญ่ปราณบุรี” พ่ายนักการเมืองท้องถิ่น เพราะนับแต่ปี 2544 เป็นต้นมา การเมืองประจวบฯ ก็อยู่ในมือกลุ่ม 16 (หมายถึง 16 ส.จ.) ได้แก่ เฉลิมชัย ศรีอ่อน, มนตรี ปาน้อยนนท์ และ ประมวล พงศ์ถาวราเดช

เฉลิมชัย ศรีอ่อน

เสี่ยต่อสร้าง “ประจวบโมเดล” การเมืองระดับชาติผูกพันอยู่กับระดับท้องถิ่น ด้วยสโลแกน “คำไหน คำนั้น” ไม่แก่งแย่งตัดแข้งตัดขา มีแต่เกื้อหนุนกัน

          เครื่องหมายการค้าของ “เสี่ยต่อ” เฉลิมชัยคือ “ใจถึง พึ่งได้” มีเครือข่ายธุรกิจมูลค่านับพันล้านบาท จึงเป็นกำลังสำคัญให้แก่ ปชป.ภาคกลางมาโดยตลอด

ในการเลือกตั้งกรรมการบริหาร ปชป. เมื่อ 6 สิงหาคม 2554 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคอีกสมัย และเลขาธิการพรรคเปลี่ยนจากสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเฉลิมชัย ศรีอ่อน ก่อนที่จะลาออกในปี 2556

การเลือกตั้ง 2562 “เสี่ยต่อ” ตั้งกองบัญชาการ “กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย” อยู่ที่ร้านอาหารบ้านดาวล้อมเดือน ถนนราชพฤกษ์ โดยเสี่ยต่อรับอาสาดูแลผู้สมัคร ส.ส.ภาคกลาง แต่อดีต ส.ส.เหล่านั้น ก็ประสบความพ่ายแพ้เสียเป็นส่วนใหญ่

          เสี่ยต่อขออาสาเป็นแม่บ้านพรรคอีกรอบ ก็ต้องลุ้น 15 พฤษภาคมนี้

ทางสองแพร่ง”พรรคสีฟ้า” ทางเลือก”กรณ์ จาติกวณิช”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370690?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ทางสองแพร่ง”พรรคสีฟ้า” ทางเลือก”กรณ์ จาติกวณิช”

7 พฤษภาคม 2562 – 03:09 น.
กรณ์ จาติกวิณิช
เปิดอ่าน 1,851 ครั้ง

 “อิ่ม”หรือ”หิว” ทางสองแพร่ง”พรรคสีฟ้า” ทางเลือก”กรณ์ จาติกวณิช”          

งวดเข้ามาทุกทีสำหรับการคั่วตำแหน่งผู้นำพรรคสีฟ้า “ประชาธิปัตย์” ที่จะมีการโหวตกันในวันที่ 15 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ ล่าสุดยืนยันออกมาแล้วว่ามีผู้ร่วมชิงชัยในครั้งนี้ 4 คนด้วยกัน ได้แก่ กรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรค จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รักษาการรองหัวหน้าพรรค และทำหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรค อภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตรองหัวหน้าพรรค และอดีตผู้ว่าฯ กทม. และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กรณ์ จาติกวณิช ว่าที่ผู้สมัครหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โชว์ผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิบรรจุถุงแบรนด์”อิ่ม”

หากดูหน่วยก้านแต่ละคนต่างมีจุดเด่นไม่แพ้กัน ดีคนละแบบ  เก่งคนละด้าน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองว่าพรรคต้องการใช้คนแบบไหน !

“การเลือกผู้นำพรรค นัั่นหมายถึงการเลือกผู้นำประเทศด้วย ยุคนี้ต้องสู้กันด้วยเรื่องเศรษฐกิจ สู้กันด้วยปากท้องชาวบ้าน ชาวบ้านต้องอิ่มท้องก่อน ประเทศจึงจะเดินหน้าไปได้” แหล่งข่าวระดับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์วิเคราะห์ให้ฟัง

จึงไม่แปลกที่การเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คราวนี้ทุกคนต่างจับจ้องไปที่ “กรณ์ จาติกวณิช” มีือเศรษฐกิจของพรรค ผ่านประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจการคลังมาอย่างโชกโชน เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รั้งตำแหน่งซีอีโอสถาบันการเงินมาไม่ต่ำกว่า 20 บริษัท เป็นหนุ่มนักเรียนนอกที่มีความพร้อมด้านเศรษฐกิจมากที่สุด เมื่อเทียบกับว่าที่ผู้สมัครอีก 3 คน

แม้กรณ์จะมีความช่ำชองในเรื่องเศรษฐกิจ แต่หลายคนมองว่าเขาเก่งกาจเฉพาะเศรษฐกิจมหภาค แต่เศรษฐกิจระดับรากหญ้าวิชาของกรณ์ยังติดลบ ซึ่งเจ้าตัวเองก็รู้ดีและพยายามปิดจุดบอดตรงนี้ให้ได้

การก้าวขึ้นมารั้งตำแหน่งประธานโครงการเกษตรเข้มแข็งของพรรค ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพยายามรับรู้ปัญหาของชาวบ้านในระดับรากหญ้า ด้วยการลงพื้นที่คลุกอยู่กับชาวนาไม่ต่ำกว่า 5 ปี จนมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในระดับชุมชน จนลบคำครหาที่ว่า “หนุ่มนักเรียนนอกตีนไม่ติดดิน”

“อิ่ม” แบรนด์ข้าวหอมมะลิอินทรีย์บรรจุถุงแห่งทุ่งกุลาร้องไห้ของชุมชนบ้านหนองหิน ต.โคกก่อ อ.เมือง จ.มหาสาคาม 1 ใน 5 จังหวัดของพื้นที่ทุ่งกุลาฯ ที่ผลิตข้าวหอมมะลิชั้นดีที่สุดในประเทศไทย โดยกรณ์ได้เข้าไปช่วยเหลือและพยายามปลุกปั้นจนประสบความสำเร็จ เขาใช้เวลากว่า 5 ปีในช่วงว่างเว้นงานการเมืองลงพื้นที่สำรวจปัญหาของชาวนาในพื้นที่ทุ่งกุลาฯ เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จนพบทางออกของปัญหาชาวนาคือด้านการตลาดและการกู้หนี้นอกระบบมาลงทุน

“ทำมา 5 ปีที่แล้วเริ่มตั้งแต่ช่วง คสช.ยึดอำนาจ ช่วงนั้นมีเวลาว่าง ลงพื้นที่ตลอด ไปๆ มาๆ กรุงเทพฯ มหาสารคาม ทำให้รู้ว่าการแก้ปัญหาชาวนาไม่ใช่เรื่องง่าย มันมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องการตลาดและการกู้หนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ส่วนระบบการผลิตของเขาไม่มีปัญหา ที่จริงเขาอยากทำข้าวอินทรีย์ แต่กลับผลผลิตน้อย ไม่มีตลาดรองรับ ราคาขายก็ไม่ต่างจากข้าวเคมี พ่อค้าที่รับซื้อก็ไม่ได้แยกชัดเจนระหว่างข้าวอินทรีย์กับข้าวเคมี ทางแก้ก็คือต้องให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันแปรรูปเพิ่มมูลค่าดีกว่าขายเป็นข้าวเปลือก” กรณ์เผยในวงสนทนากับสื่อมวลชน

กรณ์ ย้ำว่าอันที่จริงชาวบ้านหนองหินนั้นมีแนวคิดที่จะเลิกพึ่งพาสารเคมีและต้องการฟื้นฟูพันธุ์ข้าวท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่ก็ยังคงติดปัญหาตรงที่กลัวได้ผลผลิตน้อยจนทำให้ขายข้าวไม่ได้ราคา ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการเกษตรเข้มแข็ง ที่ตนเองเป็นประธานก็มีแนวคิดตรงกันว่า

“ถ้าสามารถเลือกพันธุ์ข้าวท้องถิ่น มาพัฒนาด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี พร้อมกับเพิ่มมูลค่าด้วยการทำแพ็กเกจและแบรนด์ดีๆ ก็น่าจะสามารถยกระดับข้าวท้องถิ่นของที่นี่ให้เป็นสินค้าระดับพรีเมียมได้ นำพาให้ ชาวบ้านขายข้าวได้ราคามากขึ้น และมีความกินดีอยู่ดีตามไปด้วย โดยใช้หลักคิด “From Farm to Fork” หรือ “จากนาสู่จาน”

หลังแก้ปัญหาเรื่องการตลาดจนสำเร็จไปอีกขั้นสำหรับข้าวหอมมะลิอินทรีย์บรรจุถุงภายใต้แบรนด์ “อิ่ม” จากนั้นมาลุยแก้ปัญหาการกู้หนี้นอกระบบ โดยผ่านโครงการเกษตรเข้มแข็ง หลังจากวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตแล้วทำให้รู้ว่าต้นทุนการทำนาจริงอยู่ที่ไร่ละไม่เกิน 4,000 บาท จึงปล่อยให้ชาวนาในหมู่บ้านกู้ยืมไปลงทุนก่อนโดยไม่คิดดอกเบี้ยแล้วค่อยหักจากรายได้จากการจำหน่ายข้าวถุง ซึ่งปรากฏว่าข้าว 1 ไร่ ทำรายได้เยอะมากเมื่อนำมาแปรรูปบรรจุถุงจำหน่าย  ส่วนข้าวหักหรือข้าวตกเกรดจะจำหน่ายให้แก่ผู้มีจิตศรัทธาถวายแด่วัดพระบาทน้ำพุ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประทานข้าวหอมชั้นดี

“ข้าวหอมปลูกได้ปีละครั้งเหมือนกับข้าวพันธุ์พื้นเมืองทั่วไป ต่างจากข้าวขาวทั่วๆ ไปที่ปลูกได้ปีละ 2-3 ครั้ง ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง เมื่อเขาปลูกได้ปีละครั้งก็ควรจะขายได้ในราคาที่สูงให้สมกับเป็นสุดยอดข้าวหอมมะลิของไทย จึงต้องนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า ข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ก็เช่นกัน อย่างข้าวสังข์หยดหรือมะพร้าวน้ำหอม เป็นต้น” กรณ์ให้มุมมอง

บ้านหนองหินคือตัวอย่างความสำเร็จในการบริหารจัดการเรื่องการตลาดและการแก้ปัญหาหนี้สินนอกระบบ ผ่านโครงการเกษตรเข้มแข็งและยังเป็นต้นแบบให้แก่หมู่บ้านหรือชุมชนอื่นๆ อีกหลายชุมชน ที่ไม่เพียงแค่ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาเท่านั้น หากแต่ข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ เขามองว่าน่าจะใช้ในรูปแบบเดียวกันกับข้าวหอมทุุ่งกุลาฯ ไม่ว่าข้าวสังข์หยดหรือข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นที่ปลูกยากและเป็นที่ต้องการของตลาด โดยข้าวเหล่านี้ควรจะแยกออกจากข้าวขาวทั่วไป  เนื่องจากเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่า และที่สำคัญชาวนาก็จะมีรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

“ไม่ใช่แค่ข้าวหอมทุ่งกุลานะ  ข้าวสังข์หยดพัทลุงก็ควรจะแยกออกจากข้าวขาวทั่วไปให้ชัดเจน แล้วก็ต้องยกให้เป็นข้าวเกรดพรีเมียม รวมไปถึงการส่งออกต่างประเทศด้วย ไม่เช่นนั้นผู้บริโภคจะสับสน เห็นเป็นข้าวหอมก็คิดว่าเหมือนๆ กัน ที่จริงไม่ใช่ ถ้าเป็นข้าวหอมทุ่งกุลาจะหอมกรุ่นมาก เวลาหุงกลิ่นจะหอมมาแตไกล เป็นกลิ่นหอมเฉพาะของข้าวทุ่งกุลานะ”

นอกจากนี้ ตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนการแปรรูปเพิ่มมูลค่าข้าวหอมนั้น ควรเป็นกลุ่มสหกรณ์ที่ทุกคนเป็นสมาชิก เพราะกำไรที่ได้ก็จะตกถึงมือชาวนาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งยอมรับว่าทุกวันนี้มีหลายสหกรณ์ที่มีความพร้อมในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าข้าวและทำตลาดได้เองแล้ว

“ข้าวประเภทนี้ควรให้กลุ่มสหกรณ์เขาดูแลจัดการกันเอง เพราะปริมาณมีไม่มากเมื่อเทียบกับข้าวขาวทั่วๆ ไป พ่อค้าหรือบริษัทค้าข้าวเอกชนควรจะไปดูข้าวอื่นๆ ซึ่งมีปริมาณที่มากกว่า” ประธานเกษตรเข้มแข็งให้ความเห็น

ไม่ใช่แค่เพียงการแปรรูปเพิ่มมูลค่าข้าวเท่านั้น แต่กรณ์ยังลงลึกในการนำทุกส่วนของข้าวมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำเอาซังข้าวหลังเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วมาประดิษฐ์เป็นกระเป๋าถือและตะกร้าเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์แทนที่จะเป็นเศษวัสดุเหลือทิ้ง จากนั้นก็เติมแต่งด้วยเครื่องประดับก็จะทำให้มีมูลค่าขึ้นมาทันที ซึ่งในส่วนนี้ภรรยาของเขาจะเป็นคนรับผิดชอบ

“ซังข้าวหลังเก็บเกี่ยวแทนที่จะทิ้งหรือทำลายก็นำมาใช้ประโยชน์ได้นะ  ภรรยาผมเขาก็นำเอามาทำกระเป๋าถือ ลองเปิดขายทางออนไลน์ดูปรากฏว่ามีคนสนใจเยอะมาก ส่วนราคาขายไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับความพอใจระหว่างคนซื้อกับคนขาย” กรณ์เผยพร้อมโชว์รูปกระเป๋าถือจากซังข้าวฝีมือภรรยา

การลงลึกสู่เศรษฐกิจรากหญ้าเพื่อศึกษารายละเอียดของปัญหาเป็นอีกมิติหนึ่งในการเตรียมความพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำ ภายใต้สโลแกน “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” หากเป็นไปตามที่วาดหวังจะมีการรีแบรนด์ครั้งใหญ่เพื่อให้พรรคแม่ธรณีบีบมวยผมกลับมายิ่งใหญ่และได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอีกครั้ง

“กระแสมันแรงจริง ทั้งๆ ที่ผู้สมัครของพรรคแต่ละคนลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนมาตลอด แต่ช่วง 2-3 เดือนก่อนเลือกตั้งมีกระแสการแบ่งขั้วการเลือกข้าง กระแสโซเชียลมาแรงมาก คนก็เลือกไปตามกระแส ซึ่งอันนี้เห็นผลชัดเจนมาก” กรณ์กล่าวยอมรับ พร้อมจะนำสิ่งเหล่านี้มาปรับใช้ในพรรคต่อไป โดยเฉพาะการใช้สื่อโซเชียล ซึ่งเขาเป็นบุคคลแรกๆ ของพรรคที่หันมาเล่นสื่อประเภทนี้ เห็นได้จากมีคนติดตามทวิตเตอร์ กรณ์ จาติกวณิชย์ มากถึง 6 แสนคนในปัจจุบัน

“ต่อไปจะต้องใช้ทีมสื่อโซเชียลมาเป็นตัวหลักในการสื่อสาร ทีมโฆษกเป็นแค่ตัวประกอบไม่ใช่ตัวหลัก เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงง่ายในเวลาที่รวดเร็ว” กรณ์วาดหวังหากก้าวสู่การเป็นผู้นำพรรค พร้อมกับคำมั่นสัญญาว่าจะต้องสลายขั้วในพรรคและจะรวมทีมเป็นหนึ่งเดียวให้ได้ โดยเขาย้ำอย่างชัดเจนว่า

“ถ้าสลายขั้วในพรรคไม่ได้ อย่าคิดเลยว่าจะสลายขั้วในสังคมได้” กรณ์ยืนยัน ส่วนพรรคจะร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น เขาสงวนท่าทีบอกเป็นสิทธิ์ของคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เป็นผู้พิจารณา แต่ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะเลือกเดินทางไหน สำหรับเขามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว

…………………………………………

เมื่อสองหนุ่มนักเรียนนอกจากเมืองผู้ดี มีกีฬาอยู่ในหัวใจ  เมื่อคู่หู “หล่อใหญ่” อดีตหัวหน้าพรรค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แฟนพันธุ์แท้นิวคาสเซิล “หล่อโย่ง” อย่างกรณ์ก็เป็นแฟนพันธุ์อดีตทีมดังอย่าง “ลีดส์ ยูไนเต็ด” มาตั้งแต่อายุ 19  ตั้งแต่ยุคลีดส์รุ่งเรืองในปี 1973 แม้วันนี้ทีมในดวงใจจะตกชั้นไปอยู่แชมเปี้ยนชิพ แต่แฟนพันธุ์แท้อย่างเขาก็ยังเหนียวแน่นกับ “ลีดส์ ยูไนเตฺ็ด” เช่นเดิม

ความพยายามของ “ลีดส์ ยูไนเต็ด” ในการก้าวขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกฉันใด ไม่ต่างจากการนำพา “ประชาธิปัตย์” ก้าวสู่ระดับแถวหน้าการเมืองไทยอีกครั้ง

นี่คือความหวังและความตั้งใจของลูกผู้ชายที่ชื่อ “กรณ์ จาติกวณิช” 

ปัญหา”กองเงิน5พันล้าน”ดูแลสุขภาพคนท้องถิ่น”.!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370516?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปัญหา”กองเงิน5พันล้าน”ดูแลสุขภาพคนท้องถิ่น”.!

3 พฤษภาคม 2562 – 11:20 น.
บัตรทอง รักษาทุกโรคฟรี,ประกันสุขภาพ,สปสช
เปิดอ่าน 647 ครั้ง

โดย… ทีมข่าวรายงานพิเศษ

คนไทยหากเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีเงินหลายกองทุนจากหลายกระทรวงมาช่วยดูแล แต่ที่คุ้นเคยและรู้จักกันดีคือ “บัตรทอง รักษาทุกโรคฟรี” จากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่รัฐเหมาค่าจ่ายรายหัวให้ปีนี้คนละ 3,427 บาท จำนวน 48.57 ล้านคน บางคนก็พอใจ บางคนก็ไม่พอใจกับการบริการที่ได้รับ…แต่น้อยคนที่รู้ว่านอกจากเงินก้อนนี้ พวกเรายังมี กองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า กองทุนสุขภาพท้องถิ่น ตอนนี้เหลือเงินสะสมเกือบ 5 พันล้านบาท

ย้อนไปเมื่อปี 2545 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาตรา 47 ระบุให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องเข้ามาร่วมกันดูแลสุขภาพชาวบ้านในพื้นที่โดยร่วมทำโครงการต่างๆ เช่น “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด” มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือคนพิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้อยู่ในระยะจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู ให้ได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึง แม้อาศัยอยู่ต่างอำเภอหรือในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ใดก็ตาม

โดยแบ่งกิจกรรมกองทุนเป็น 5 ประเภท คือ 1.การจัดหน่วยบริการหรือสถานบริการสาธารณสุข 2.สนับสนุนการจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของกลุ่มประชาชนหรือหน่วยงานต่างๆ 3.จัดตั้งศูนย์บริการสาธารณสุขให้แก่เด็กเล็ก ผู้สูงอายุหรือหรือคนพิการในชุมชน 4.กรณีเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติในพื้นที่ต้องช่วยสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณสุขตามความจำเป็น เหมาะสม และข้อสุดท้ายคือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการทำงานให้อปท.ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินรายรับกองทุน
ดูจากวัตถุประสงค์ของกิจกรรมข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอยากให้ชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น เด็กเล็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ได้มีเงินหรือกองทุนเฉพาะที่จะนำมาทำกิจกรรมส่งเสริมดูแลรักษาสุขภาพไม่ต้องไปขอเศษส่วนแบ่งมาจากงบประมาณอื่นๆ ของจังหวัด อำเภอ หรือตำบล
ตัวอย่างโครงการที่นำเงินไปใช้ได้ เช่น โครงการฝึกอบรมความรู้สู้ยาเสพติด โครงการว่ายน้ำปลอดภัย โครงการลดใช้ภาชนะโฟมบรรจุอาหาร โครงการควบคุมไข้เลือดออกเชิงรุกในชุมชน โครงการคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก โครงการอบรมให้ความรู้และตรวจสุขภาพประชาชน โครงการส่งเสริมการออกกำลังกายเต้นแอโรบิก หรือแม้กระทั่งการแจกหน้ากากอนามัยหรือการให้ความรู้ป้องกันฝุ่นควันและป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพได้จากฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ก็สามามารถนำเงินกองทุนส่วนนี้ไปใช้ได้เช่นกัน

โดยเม็ดเงินกองทุนท้องถิ่นข้างต้นมาจาก 2 ส่วนหลักคือ “งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ที่เรียกสั้นๆ กันว่า “งบสปสช.” ตอนนี้จ่ายให้ 45 บาทต่อคนรวมกับเงินสมทบจาก “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่แบ่งเงินช่วยสะสม 3 ระดับด้วยกัน ได้แก่
1.มีรายได้ต่ำกว่า 6 ล้านบาท สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
2.มีรายได้ 6–20 ล้านบาท สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 40
3.มีรายได้สูงกว่า 20 ล้านบาท สมทบเงินไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
ทั้งนี้โครงสร้างการปกครองท้องถิ่นของไทยไทยปัจจุบันแบ่งเป็น อปท.เป็นระดับจังหวัด หรือ อบจ. 76 แห่ง ระดับเทศบาลเมืองและตำบล 2,442 และระดับตำบล หรือ อบต. 5,332 รวมกับส่วนย่อยพิเศษอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 7,852 แห่ง โดย “อปท.” เกือบทั้งหมด ทั่วทุกภูมิภาคจำนวน 7,767 แห่ง ขอสมัครเข้าร่วม

ส่วนตัวอย่างโครงการระดับท้องถิ่นที่ใช้เงินกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัดไปทำโครงการสำเร็จไปแล้ว เช่น อบจ.จังหวัดนครราชสีมา เปิด “ธนาคารกายอุปกรณ์” เป็นศูนย์สาธิตและยืมอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการฟื้นฟูสมรรถภาพที่บ้าน ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน 35 แห่ง ใช้งบประมาณกว่า 11 ล้านบาท รองรับคนพิการ 8 หมื่นกว่าคน ผู้สูงอายุ 4.3 แสนคน นอกจากนี้ยังรองรับผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง หรือผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย
เช่นเดียวกับอบจ.ชัยภูมิ ที่จัดตั้ง “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดชัยภูมิ” ตั้งแต่ปี 2556 เพื่อกระจายงบประมาณให้โรงพยาบาลผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยแพทย์แผนไทย โครงการป้องกันผู้สูงอายุพลัดตกหกล้ม โครงการป้องกันความพิการในเด็กธาลัสซีเมีย โครงการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุและผู้ป่วยเรื้อรัง ฯลฯ จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าองค์กรท้องถิ่นหลายแห่งนำเงินกองทุนไปบริหารจัดทำกิจกรรมอย่างเป็นประโยชน์

แต่ปัญหาใหญ่ที่พบขณะนี้คือ อปท.เกือบทั่วประเทศทั้งระดับจังหวัดและตำบลสมัครเข้ามาร่วมแต่ไม่มีโครงการหรือทำกิจกรรมจริงจัง
ตัวเลขปี 2562 มี อปท.สมัครเข้าร่วมกองทุนทั้งหมด 7.7 พันแห่ง ประมาณว่าเกือบทุกอปท.ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยสมัครเข้ามาแล้วแต่จัดทำโครงการจริงจังหรือกิจกรรมจริงมีเพียงส่วนน้อยเพียง 1,912 โครงการเท่านั้น
จนทำให้เงินสะสมเพิ่มขึ้นปีละหลายร้อยล้านบาท เพราะไม่มีใครเบิกจ่ายไปทำโครงการ ข้อมูลปีงบประมาณ 2560 พบว่าเงินในกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นสะสมอยู่กว่า 7 พันล้านบาท และล่าสุดปี 2562 ก็ยังเหลืออีก 4.8 พันล้านบาท
ล่าสุดข้อมูลจากเว็บไซต์ สปสช.www.nhso.go.th ตัวเลขเดือน เมษายนปี 2562 มีเงินคงเหลือในกองทุน 4,839 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 78 มีการเบิกไปใช้ทำกิจกรรมต่างๆ เพียง 1,460 ล้านบาท หรืแค่ร้อยละ 22 เท่านั้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร? มีเงินแต่ทำไมไม่มีใครอยากใช้?
หนึ่งในปัญหาที่ทำให้อปท.ส่วนใหญ่ไม่กล้าเสนอโครงการ เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดทำระเบียบเบิกจ่ายเงินกองทุนยังไม่ชัดเจน เคยมีปัญหาสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบบางโครงการแล้วทักท้วงว่าไม่ตรงกับหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินกองทุนท้องถิ่น ซึ่งต้องยึดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย!

หมายความว่าระเบียบกองทุนที่ดูแลโดยสปสช. กับระเบียบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลเงิน อปท.ยังไม่สอดคล้องกันว่าเงินทำกิจกรรมเหล่านี้สามารถเบิกจ่ายอะไรได้บ้าง แม้เคยมีประกาศให้ดำเนินการตามระเบียบของ สปสช.แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ยังเคยมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับ “นิยามกลุ่มเป้าหมาย” เช่น คำว่าคนพิการหมายถึงพิการด้านใดบ้าง หรือความหมายของผู้ป่วยในระยะพึ่งพิงหมายถึงระยะใด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีปัญหาการจัดทำบัญชีที่ไม่ได้มีมาตรฐานกำหนดไว้ชัดเจน
ปัญหาต่างๆ ข้างต้น ทำให้ อปท.ที่ไม่ได้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในการใช้เงินกองทุนของสปสช. เลือกใส่เกียร์ว่าง รอดูว่าโครงการของจังหวัดอื่นหรืออปท.อื่นๆ ทำอย่างไร มีปัญหาการถูกตรวจสอบการเบิกจ่ายใช้เงินของโครงการย้อนหลังหรือไม่

ปัญหาการบริหารจัดการและการประสานงานกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ แม้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ทำให้โครงการดีๆ ที่มีเงินกองทุนรอให้เบิกจ่ายหยุดชะงัก นับเป็นเรื่องน่าเสียดายและเสียโอกาสของเด็ก คนชรา คนพิการ ที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นห่างไกล แล้วไม่อาจนำเงินกองทุนนี้มาช่วยพัฒนาฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายได้เต็มที่
“นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา” เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รับทราบและรับรู้ดีว่าปัญหาข้างต้นต้องรีบแก้ไข ล่าสุดมีการประกาศให้ปรับปรุงรายละเอียดของกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน 5 ประการ ได้แก่

1.กำหนด “นิยาม” ความหมายของกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน โดยเฉพาะคำว่าคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วย หมายถึงใครบ้าง 2.จัดทำระเบียบปฏิบัติที่กำหนดให้ อบจ.เป็นผู้ดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนชัดเจนมากยิ่งขึ้น 3. กำหนดการจัดทำบัญชีและรายงานกองทุนตามรูปแบบที่ สปสช.กำหนด

4.เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเพิ่มคณะกรรมการกองทุนจาก 18 คนเป็น 21 คน จากตัวแทนแพทย์ประจำจังหวัด ผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชนและผู้แทนเครือข่ายคนพิการ และ 5.จัดทำระเบียบการใช้จ่ายเงินกองทุนภายใต้ความเห็นชอบของคณะกรรมการกองทุน
เชื่อกันว่าหากร่างแก้ไข หรือชื่อเต็มว่า “ร่างประกาศคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเรื่อง หลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพระดับจังหวัด พ.ศ. ….” จัดทำสำเร็จเมื่อไร จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและช่วยเปิดทางให้อปท.เข้ามาเสนอโครงการต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายให้คนในท้องถิ่นมากขึ้น

หากใครติดตามนโยบายหาเสียงของ “การเลือกตั้ง” ที่ผ่านมา จะเห็นว่าหลายพรรคเน้นการหาเสียด้วย “นโยบายสาธารณสุข” หรือนโยบายด้านสุขภาพและการดูแลรักษาอาการเจ็บป่วย
เช่น พรรคเพื่อไทย ประกาศสร้างหลักประกันสุขภาพเพื่อคนไทยทุกคน เน้นปรับระบบลดการรวมศูนย์กลางอำนาจ เปลี่ยนเป็นการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การกระจายบุคลากรสาธารณสุขมูลฐานในพื้นที่ชนบท การกระจายงบประมาณไปท้องถิ่น หรือ “พรรคพลังประชารัฐ” เสนอแนวคิดพัฒนาระบบสาธารณสุขด้วยโมเดล “ปรับเปลี่ยน เชื่อมโยง ยกระดับ ขับเคลื่อน” โดยเฉพาะการเชื่อมโยง ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน และ พรรคอนาคตใหม่ เสนอให้พัฒนาความรู้ของอาสาสมัครสาธารณสุขในชุมชน และปรับโครงสร้างการกระจายอำนาจให้โรงพยาบาลสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ในการบริหารทรัพยากร หรือผลิตยาได้เอง

มีการวิเคราะห์กันว่าเมื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่สำเร็จลงเมื่อไร แล้วรู้แน่ชัดว่าพรรคไหนเข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล ในวันนั้น กองทุนหรือกองเงินที่เกี่ยวกับสุขภาพของคนไทยทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะ กองทุนดูแลสุขภาพระดับท้องถิ่น เพราะมีเงินสะสมหลายพันล้านรอให้เอาไปใช้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คณะกรรมการกองทุนที่มีภาคประชาชนเข้ามาเพิ่ม จะช่วยกันผลักดันและตรวจสอบการใช้เงินก้อนนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างแท้จริง

ไม่หลงกลลวง หัวคะแนนเสียงผู้มีอิทธิพลในชุมชนที่ชอบเอาเงินไปทำกิจกรรมแบบหวังเก็บตุนแต้มคะแนนเสียง รอการเลือกตั้งครั้งต่อไป!

แกนนำส้มหวาน อบอุ่นกลางดง RED USA

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370520?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แกนนำส้มหวาน อบอุ่นกลางดง RED USA

3 พฤษภาคม 2562 – 10:40 น.
แกนนำพรรคอนาคตใหม่,ชำนาญ จันทร์เรือง,จอม เพชรประดับ,พรรคส้มหวาน,สุนัย จุลพงศธร,พรรคอนาคตใหม่,แดงฮาร์ดคอร์,สุรชัย แซ่ด่าน,สมยศ พฤกษาเกษมสุข
เปิดอ่าน 3,301 ครั้ง

คอลัมน์… ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

**********************

พ.ศ.นี้ เสียงโฆษณาปลุกระดมจากวิทยุใต้ดิน ฝั่งลาว เงียบหายไป ก็เหลือแต่กลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ที่อยู่ในสหรัฐ, ฟิลิปปินส์ และยุโรป ที่ยังส่งเสียงทางยูทูบ และเฟซบุ๊ค

ผู้ที่ขยันจัดรายการวิเคราะห์การเมืองเวลานี้คือ สุนัย จุลพงศธร” อดีต ส.ส.นครสวรรค์ และอดีตแกนนำกลุ่ม “3 ส.ตาสว่าง” ที่เดินสายขายแนวคิด “ล้มอำมาตย์” ไปทั่วประเทศ

“สุนัย” เริ่มเคลื่อนไหวใต้ดินมาตั้งแต่ต้นปี 2549 โดยเข้าร่วมประชุมขยายวงระดมความคิดในการจัดตั้ง “พรรคทางเลือกของประชาชน” ที่ร้านอาหาร 13 เหรียญ สาขาถนนรัตนาธิเบศร์ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

สุนัย จุลพงศธร

การประชุมครั้งนั้น สุนัย อดีตสหายแห่งเขตงานตาก และอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย ได้รับเชิญมาบรรยายเรื่องสถานการณ์การเมืองให้อดีตสหายจากเขตงานต่างๆ ที่มาถกเรื่องจัดตั้งพรรค เสียงส่วนหนึ่งอยากให้เป็น “พรรคเปิด” อีกจำนวนไม่น้อยขอเป็น “พรรคปิด” เป็นองค์กรใต้ดินแบบเก่า

ช่วงที่มีปรากฏการณ์แดงทั้งแผ่นดิน สุนัยได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกับ “กลุ่มแดงอิสระ” หรือ “ปีกซ้าย” ของขบวนการเสื้อแดง โดยแกนนำปีกนี้ได้แก่ สุรชัย แซ่ด่าน และสมยศ พฤกษาเกษมสุข

          ปี 2552 สุรชัย แซ่ด่าน ,สุนัย จุลพงศธร และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินสายทำกิจกรรม “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” เปิดเวทีอภิปรายเรียกร้องให้แก้ไข ม.112 เรียกตัวเองว่า “กลุ่ม ส.ตาสว่าง” หลังจากสุรชัยและสมยศ ถูกจับในคดีหมิ่นเบื้องสูง การเคลื่อนไหวของ “3 ส.ตาสว่าง” ก็หยุดไป

สุนัยออกจากเมืองไทยไปพร้อมจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ โดยทั้งคู่ร่วมก่อตั้งองค์การเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย สุนัยช่วยเชียร์อยู่พักหนึ่ง ก็หมดแรง เลยหันไปทำรายการวิทยุใต้ดินของตัวเอง

ชำนาญ จันทร์เรือง

หลังสงกรานต์ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ “จอม เพชรประดับ” กับสุนัย ร่อนการ์ดเชิญคนไทยในแคลิฟอร์เนียภาคใต้ สหรัฐฯ มาร่วมฟังการบรรยาย พรรคอนาคตใหม่ กับความเป็นไปในการเมืองไทย” จาก “ชำนาญ จันทร์เรือง” รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในวันที่ 22 เม.ย.2562 เวลา 12.00 น. ที่ร้าน Thai Nakorn Restuarent ลอสแองเจลิส

จอม เพชรประดับ และชำนาญ จันทร์เรือง ในร้านอาหารคนไทย

เมื่อถึงวันนัดหมาย “ชำนาญ” ก็ไปปรากฏตัวที่ร้านดังกล่าว ท่ามกลางคนไทยกลุ่มหนึ่งที่รอต้อนรับ และวันนั้น สุนัยได้ไลฟ์แฟนเพจเฟซบุ๊ค sunaifanclub โดยมีจอม เพชรประดับ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ โดยอาจารยฺชำนาญ จันทร์เรือง ได้บอกเล่าสถานการณ์การเมืองก่อนและหลังเลือกตั้ง ฟังจากการไลฟ์สดก็ไม่มีการพูดจาที่สุ่มเสี่ยง และล่อแหลม

ส่วนการพูดคุยในวงปิด ไม่มีใครทราบได้ว่า มีเรื่องใดบ้าง แต่ก็เชื่่อว่า ไม่ธรรมดาหรอก เมื่อมีทั้งสุนัย และจอม เป็นคนเปิดประเด็นร้อนๆ

          กรณีรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั่งกลางวงแดงฮาร์ดคอร์ อาจารย์ชำนาญอาจไม่คิดอะไรมาก และเอฟซีแดงยูเอสเอตีปีกดีใจ ที่สามารถดึงพรรคส้มหวานมาเป็นแนวร่วมได้

“กษัตริย์นักบินพระองค์แรก” แห่งราชวงศ์จักรี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370523?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“กษัตริย์นักบินพระองค์แรก” แห่งราชวงศ์จักรี

3 พฤษภาคม 2562 – 10:19 น.
เจ้าฟ้านักบิน,กษัตริย์นักบินพระองค์แรก,ราชวงศ์จักรี
เปิดอ่าน 3,862 ครั้ง

“กษัตริย์นักบินพระองค์แรก” แห่งราชวงศ์จักรี

ตลอดระยะเวลาที่คนไทยได้ชื่นชมพระบารมีของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร นับแต่ทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ภาพที่ปวงชนชาวไทยเห็นจนเจนตา คือภาพที่ทรงฉลองพระองค์ในเครื่องแบบทหารอากาศ และฉลองพระองค์นักบิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทรงพระปรีชาสามารถทางด้านการบินเป็นเอกอุ

สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้คือ ณ ช่วงเวลานั้น พระองค์ยังทรงได้รับการถวายพระสมัญญา “เจ้าฟ้านักบินพระองค์แรก” แห่งราชวงศ์จักรี และเช่นเดียวกันที่จะนับว่า ณ วันนี้พระองค์ทรงเป็น “กษัตริย์นักบิน” ของปวงชนชาวไทยอีกด้วย

แต่ทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น หากว่าพระองค์มิได้สนพระราชหฤทัยเรื่องการบินอย่างจริงจัง โดยทรงมุ่งมั่นทุ่มเทในการศึกษาเล่าเรียนด้านนี้มาตลอดตั้งแต่พระชนมายุเพียง 11 พรรษา จากครั้งที่เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ของกองทัพอากาศ จากนั้นจึงทรงศึกษาฝึกฝนศาสตร์ด้านการบิน จนทรงพระปรีชาสามารถด้านการบินในทุกรูปแบบ

สำหรับเส้นทางแห่ง “เจ้าฟ้านักบิน” เริ่มต้นอย่างจริงจังหลังจากที่่ได้ทรงศึกษาต่อทางด้านวิชาทหาร พระองค์ทรงศึกษาในสถาบันชั้นนำระดับโลก ทั้งที่โรงเรียนคิงส์ ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และในระดับปริญญาตรีสาขาอักษรศาสตร์ (ด้านการทหาร) จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อ พ.ศ. 2519

เมื่อทรงรับการศึกษาทางด้านการทหารจากประเทศออสเตรเลียแล้ว ยังทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติม และทรงศึกษางานทางการทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนกระทรวงกลาโหม โดยทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ หลักสูตรการทำลายและยุทธวิธีรบนอกแบบ หลักสูตรต้นหนชั้นสูง หลักสูตรการลาดตระเวนและต้นหนชั้นสูง หลักสูตรส่งทางอากาศ และยังทรงเข้าการศึกษาหลักสูตรต่างๆ ทางด้านการบินอีกมากมาย ทำให้ทรงมีพระประสบการณ์และทรงพระปรีชาสามารถด้านการบินในระดับสูงมาก

พลอากาศเอกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเริ่มทำการบินตามหลักสูตรการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์ของโรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2522, พระองค์เริ่มทำการบินเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช-1 เอช และเฮลิคอปเตอร์แบบยูเอช-1 เอ็น จำนวน 54.4 ชั่วโมง และเฮลิคอปเตอร์แบบ ยูเอช-1เอ็น จำนวน 134.8 ชั่วโมงบิน

เมื่อสำเร็จตามหลักสูตร เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2535 ทรงรับพระราชทานประดับเครื่องหมายแสดงความสามารถในการบินของกองทัพอากาศ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชบิดา เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2523 ณ โรงเรียนนายเรืออากาศดอนเมือง

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2523 ขณะตามเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐฯ ทรงเข้ารับการฝึกบินเฮลิคอปเตอร์แบบ ยูเอช-1 เอช ของกองทัพบกสหรัฐฯ ที่ ฟอร์ท แบรก นอร์ทแคโรไลนา ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 3 เมษายน 2523 จำนวน 31.4 ชั่วโมงบิน

จากนั้นทรงเข้ารับการฝึกบินหลักสูตรเฮลิคอปเตอร์โจมตีติดอาวุธ (GUNSHIP) ของกองทัพบก ในระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2523 สำเร็จตามหลักสูตร มีชั่วโมงบิน 54.8 ชั่วโมง

ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2523 พระองค์ยังทรงฝึกบินเปลี่ยนแบบกับเครื่องบินใบพัดแบบ มาร์คเคตตี้ (MARCHETTI) ของฝูงบินฝึกขั้นปลายโรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ และสำเร็จตามหลักสูตร เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2524 มีชั่วโมงฝึกกับเครื่องบินแบบนี้ 142.3 ชั่วโมง

จากนั้น ทรงฝึกบินเปลี่ยนแบบกับเครื่องบินไอพ่น ที-37 ฝูงบินฝึกขั้นปลาย โรงเรียนการบินกองทัพอากาศ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ถึง 10 กรกฎาคม 2524 มีชั่วโมงบินกับเครื่องบินไอพ่นแบบ ที-37 รวม 206.4 ชั่วโมง

ตามด้วย ทรงฝึกบินในหลักสูตรนักบินพร้อมรบขั้นพื้นฐานกับเครื่องบินไอพ่น ที-33 ของกองบิน 1 ฝูงบิน 101 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2524 และทรงสำเร็จหลักสูตรเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2525 มีชั่วโมงบินกับเครื่องบินไอพ่นแบบ ที-33 จำนวน 189 ชั่วโมง และทรงฝึกบินหลักสูตรนักบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูงแบบ เอฟ-5 อีเอฟ ของกองบิน 1 ฝูงบิน 102 เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2525 ไปถึงเดือนตุลาคม 2525 มีชั่วโมงบินในหลักสูตรนี้ 200 ชั่วโมง

ระหว่างปลายปี พ.ศ.2525 ถึงปลายปี พ.ศ.2526 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปฝึกศึกษาด้านการบินกับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ เอฟ-5 อี/เอฟ ที่ฐานทัพอากาศ วิลเลียม รัฐแอริโซนา ในหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นพื้นฐาน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2525 ถึงเดือนพฤษภาคม 2526 มีชั่วโมงบินตามหลักสูตร 97.5 ชั่วโมง และหลักสูตรการบินขับไล่ขั้นสูง ระหว่างเดือนมิถุนายน 2526 ถึง กันยายน 2526 มีชั่วโมงบินตามหลักสูตร 41.8 ชั่วโมง

เมื่อเสด็จนิวัตประเทศไทย ทรงเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรการบินรบขั้นสูง (Advance Fighter 
Course) กับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง เอฟ-5 อี/เอฟ ที่กองบิน 1 ฝูง 102 อีก จนจบหลักสูตร

ครั้งหนึ่งพระองค์ยังได้ทรงแสดงพระปรีชาชาญในวิทยาการด้านการบินทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยทรงเข้าร่วมการแข่งขันการใช้อาวุธทางอากาศ ณ สนามฝึกใช้อาวุธทางอากาศชัยบาดาล จ.ลพบุรี และทรงชนะเลิศการแข่งขัน เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2530

หลังจากนั้นยังทรงฝึกศึกษาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบ เอฟ 5 อี/เอฟ และทรงเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรการบินรบชั้นสูง (Advance Fighter 
Course) กับเครื่องเอฟ 5ดี/เอฟ อย่างสม่ำเสมอ  จนทรงพร้อมรบ และครบชั่วโมงบินทุกประเภทรวมกันกว่า 1,000 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2532

อีกทั้งยังทรงเข้าร่วมการแข่งขันใช้อาวุธทางอากาศประจำปี โดยทรงทำคะแนนได้สูงตามกติกา กองทัพอากาศจึงทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องหมายความสามารถในการใช้อาวุธทางอากาศชั้นที่ 1 ประเภทอาวุธระเบิดสี่ดาว อาวุธจรวดสี่ดาว และอาวุธปืนสี่ดาว

พระองค์ทรงมีชั่วโมงฝึกบินอย่างต่อเนื่องสูงมาก และถือว่าเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักบินทั่วโลกจะทำได้ ยังทรงพระกรุณาปฏิบัติหน้าที่ครูการบินแก่นักบินขับไล่ของกองทัพอากาศ แบบ เอฟ 5  อี/เอฟ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของกองทัพไทย และปวงชนชาวไทย

และด้วยพระวิริยอุตสาหะ พลอากาศเอกสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจการบินกับเครื่องบินแบบนี้ อย่างสม่ำเสมอ จนทรงมีชั่วโมงบินเฉพาะแบบถึง 2,000 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2540 ซึ่งทางบริษัท นอร์ธรอป ประเทศสหรัฐฯ บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงแบบเอฟ 5 อี/เอฟ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเกียรติบัตรการบิน ทรงทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ไอพ่นสมรรถนะสูงแบบ F-5 E/F ครบ 2,000 ชั่วโมง

ไม่เพียงเท่านั้นตลอดมา ชาวไทยยังได้เห็นอีกมุมของพระปรีชาสามารถทางด้านการบินอีกหลายครั้งหลายครา โดยเฉพาะกับการทรงขับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ในเที่ยวบินมหากุศลหลายวาระด้วยกัน อาทิ

ในปี พ.ศ. 2552 ทรงปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 เครื่องบินโบอิ้ง 737–400 ในเที่ยวบินสายใยรักแห่งครอบครัว ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาอุปกรณ์ด้านการแพทย์ สำหรับโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (เที่ยวบินที่ ทีจี 8870 (กรุงเทพมหานครถึงจังหวัดเชียงใหม่) และเที่ยวบินที่ ทีจี 8871 (จังหวัดเชียงใหม่ถึงกรุงเทพมหานคร) โดยมีผู้โดยสารวีไอพีจำนวน 80 คน เป็นผู้ร่วมบริจาคเงินสำหรับภารกิจดังกล่าวรายละ 1 ล้านบาท มียอดบริจาคทั้งสิ้น 80 ล้านบาท

ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ทรงนำคณะพุทธศาสนิกชนจำนวน 123 คน กราบสักการะพุทธสังเวชนียสถาน สถานที่ตรัสรู้ ณ ตำบลพุทธคยา สาธารณรัฐอินเดีย เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การก่อตั้งบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเป็นเที่ยวบินที่ทีจี 8842 และทีจี 8843 เครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-อินเดีย

โดยทรงทำการบินในตำแหน่งนักบินที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายบัตรที่นั่งละ 5 แสนบาท และผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเพื่อร่วมกุศลโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย สมทบมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมทบกองทุนพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ (เพื่อผู้ประสบภัยพิบัติ) มียอดบริจาคทั้งสิ้น 50.5 ล้านบาท

จากนั้นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมพรรษา 5 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2555 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ ทรงรับเป็นนักบินที่ 1 ในเที่ยวบินพิเศษมหากุศล นำคณะพุทธศาสนิกชนเดินทางไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดป่าวิเวกธรรม อ.เมือง จ.ขอนแก่น เป็นการบินไป-กลับ ในเส้นทางกรุงเทพฯ-ขอนแก่น จำหน่ายบัตรโดยสารในราคาที่นั่งละ 5 แสนบาท จำนวน 100 ที่นั่ง รายได้สมทบมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)

เที่ยวบินมหากุศลครั้งนี้ ใช้เครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เที่ยวบินทีจี 8866 และทีจี 8867 มีผู้โดยสาร 113 คน โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำรายได้จากเที่ยวบินมหากุศลขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมทบมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.) โดยมียอดเงินบริจาคกว่า 50 ล้านบาท

นับเป็นกษัตริย์นักบินพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรีอย่างแท้จริง…

คู่มือการเดินทางร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/370514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คู่มือการเดินทางร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

3 พฤษภาคม 2562 – 10:05 น.
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก,คู่มือเดินทาง,แผนที่,คู่มือการเดินทางร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เปิดอ่าน 1,181 ครั้ง

รายงานหน้า…

เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่จะมีขึ้นครั้งนี้ มีการตั้ง กองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัย และการจราจรงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก (กอ.ร.) ตลอดจนเตรียมแผนความพร้อมเรื่องเส้นทางจราจร และการจัดพื้นที่รองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในห้วงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เกี่ยวกับเรื่องดูแลจัดการจราจรและอำนวยความสะดวกประชาชน พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กอ.ร.ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดูแลการจัดการจราจรและเรื่องต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมติดตามการข่าวอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแนวทางแก้ปัญหาและปรับแผนงานปฏิบัติตลอด 24 ชั่วโมง จะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์ สมพระเกียรติ เป็นไปตามพระราชประสงค์ พร้อมเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานพระราชพิธีครั้งนี้ ซึ่งกองอำนวยการร่วมถวายความปลอดภัยการจราจรงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก

ขณะที่ พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รองผบช.น.) อธิบายว่า ข้อสรุปว่าจะมีการปิดถนน ระหว่างวันที่ 2-6 พฤษภาคม 2562 จำนวน 47 เส้นทาง เบื้องต้นตั้งแต่เวลาประมาณ 11.00 น. และเปิดจุดคัดกรองตั้งแต่เวลา 12.00 น. ประชาชนที่จะไปร่วมพิธีสามารถนำรถไปจอดได้ที่จุดที่ทางการจัดไว้ 4 มุมเมือง 27 แห่ง รองรับรถได้ประมาณ 3,000 คัน อาทิ ทิศเหนือที่เมืองทองธานี, ห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต, สโมสรตำรวจ, ทิศใต้ พุทธมณฑลสาย 4 ห้างเซ็นทรัลพลาซา ศาลายา, ทิศตะวันออก ห้างเมกา บางนา ไบเทค บางนา, ทิศตะวันตก ห้างเซ็นทรัลพลาซา เวตส์เกต และสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ ถนนรัชดาภิเษก ทุกจุดจะมีรถรับ-ส่ง ทั้งของ ขสมก. และรถชัตเติลบัส จำนวน 900 คัน วิ่งเข้าไปรอบบริเวณพิธี ส่วนเรื่องอาหารจะมีการตั้งโรงครัวพระราชทานให้บริการแจกจ่ายอาหารที่จุดพักคอยเพื่อรอเข้าสู่จุดคัดกรองที่มีทั้งหมด 21 จุด ทั้งนี้ขอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมและวางแผนการเดินทางในห้วงเวลาดังกล่าวด้วย

โดยในช่วงพระราชพิธีเบื้องกลาง ระหว่างวันที่ 2-6 พฤษภาคมนั้น จะปิดถนนดังเส้นทางต่อไปนี้ วันที่ 2 พฤษภาคม เริ่มปิดการจราจร เวลา 00.00 น. เป็นต้นไปในถนน 8 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 ถนนหน้าพระลานตลอดสาย เส้นทางที่ 2 ถนนหน้าพระธาตุ จากหน้าสามเหลี่ยมประตูวิเศษไชยศรี ถึงแยกพระจันทร์ เส้นทางที่ 3 ถนนราชดำเนินใน จากแยกผ่านพิภพถึงแยกป้อมเผด็จ เส้นทางที่ 4 ถนนสนามไชยจากแยกป้อมเผด็จถึงแยกท้ายวัง วงเวียนรด. เส้นทางที่ 5 ถนนหับเผย เส้นทางที่ 6 ถนนหลักเมือง เส้นทางที่ 7 ถนนกัลยาณไมตรีถึงสะพานช้างโรงสี และ เส้นทางที่ 8 ซอยสราญรมย์ ส่วนการจัดการเดินรถทางเดียว 5 สาย คือ 1.ถนนพระจันทร์ จากแยกพระจันทร์ถึงท่าพระจันทร์ 2.ถนนมหาราช จากท่าพระจันทร์ถึงซอยเศรษฐการ 3.ถนนท้ายวัง จากท่าเตียนถึงแยกท้ายวัง 4.ถนนเชตุพน จากถนนมหาราชถึงถนนสนามชัย 5.ซอยเศรษฐการ จากถนนมหาราชถึงถนนสนามชัย

นอกจากนี้การจัดการจราจรบริเวณรอบพระลานพระราชวังดุสิต จะปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 10.00 น. ในถนน 5 สาย ได้แก่ 1.ถนนอู่ทองใน จากแยกอู่ทองใน ถึงแยกพระลานพระราชวังดุสิต 2.ถนนราชดำเนินนอก จากแยกพระลานพระราชวังดุสิตถึงแยกมัฆวาน 3.ถนนศรีอยุธยา จากพล.1 ถึงแยกวัดเบญจมบพิตร 4.ถนนพิษณุโลก จากแยกวังแดงถึงแยกพาณิชยการ และ 5.ถนนลูกหลวง จากแยกประชาเกษมถึงแยกเทวกรรม โดยเปิดจุดคัดกรองเวลา 12.00 น. เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ขณะเดียวกันการจัดการด้านจราจรในวันที่ 2 พฤษภาคม บริเวณปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า ปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 10.00 น. ในถนน 4 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถนนตรีเพชร จากแยกพาหุรัด ถึงสะพานพระพุทธยอดฟ้า 2.ถนนสะพานพระพุทธยอดฟ้า (ถนนใต้สะพานพุทธยอดฟ้า) 3.ถนนจักรเพชร จากปากคลองตลาด (สะพานเจริญรัช) ถึงทางร่วมหน้าการไฟฟ้านครหลวง (วัดเลียบ) 4.สะพานพระพุทธยอดฟ้า จากฝั่งธนบุรีถึงฝั่งพระนคร โดยเจ้าหน้าที่จะเริ่มเปิดจุดคัดกรองประชาชน เวลา 12.00 น.

ในส่วน วันที่ 3 พฤษภาคม การจัดการจราจรบริเวณพระบรมมหาราชวัง ปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยขยายปิดการจราจรชั้นในเพิ่มเติม เพื่อรองรับจุดคัดกรองในถนน 6 สาย ดังนี้ 1.ถนนราชินีจากแยกผ่านพิภพถึงใต้สะพานพระปิ่นเกล้า 2.ถนนสนามไชย จากแยกท้ายวังถึงแยกตัดถนนพระพิพิธ 3.ถนนหน้าพระธาตุตลอดสาย 4.ถนนพระจันทร์ตลอดสาย 5.ถนนมหาราชจากแยกท่าพระจันทร์ถึงซอยเศรษฐการ และ 6.ถนนท้ายวัง ซึ่งจะมีการเปิดจุดคัดกรองให้ประชาชนเข้าพื้นที่เวลา 06.00 น.

ต่อมา วันที่ 4 พฤษภาคม จะปิดการจราจรต่อเนื่องจากวันที่ 3 พฤษภาคม จำนวน 6 เส้นทาง คือ 1.ถนนราชินี จากแยกผ่านพิภพถึงใต้สะพานพระปิ่นเกล้า 2.ถนนสนามไชย จากแยกท้ายวังถึงแยกตัดถนนพระพิพิธ 3.ถนนหน้าพระธาตุตลอดสาย 4.ถนนพระจันทร์ตลอดสาย 5.ถนนมหาราช จากท่าพระจันทร์ถึงปากซอยเศรษฐการ และ 6.ถนนท้ายวัง โดยจะปิดถนนถึงเวลา 24.00 น. เปิดจุดคัดกรองเวลา 06.00 น.

สำหรับ วันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งมีการเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค จะปิดถนนทั้งหมด 34 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถนนราชดำเนินนอก จากแยกจปร. ถึงแยกผ่านฟ้า 2.ถนนนครสวรรค์ จากแยกผ่านฟ้าถึงแยกจักรพรรดิพงษ์ 3.ถนนหลานหลวง จากแยกผ่านฟ้าถึงแยกหลานหลวง 4.ถนนมหาชัย จากแยกป้อมมหากาฬถึงแยกสำราญราษฎร์ 5.ถนนดินสอ จากแยกกทม. ถึงแยกวันชาติ 6.ถนนประชาธิปไตย จากแยกวันชาติถึงแยกวิสุทธิกษัตริย์ 7.ถนนตะนาว จากวงเวียนสิบสามห้างถึงสี่กั๊กเสาชิงช้า 8.ถนนสิบสามห้าง 9.ถนนข้าวสาร 10.ถนนรามบุตรี 11.ถนนตานี 12.ถนนไกรสีห์ 13.ถนนพระสุเมรุ 14.ถนนสามเสน จากแยกบางขุนพรหมถึงแยกบางลำพู 15.ถนนจักรพงษ์ 16.สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าถึงแยกผ่านพิภพ 17.ถนนบุญศิริ จากถนนอัษฎางค์ถึงถนนบูรณศาสตร์

18.ถนนราชบพิธ 19.ถนนบำรุงเมือง จากสี่กั๊กเสาชิงช้าถึงแยกศิริพงษ์ 20.ถนนเจริญกรุง จากสี่กั๊กพระยาศรีถึงแยกเฉลิมกรุง 21.ถนนบ้านหม้อ จากสี่กั๊กพระยาศรี ถึงแยกบ้านหม้อ 22.ถนนอัษฎางค์ จากแยกสะพานมอญถึงแยกพระพิทักษ์ 23.ถนนราชินี จากแยกผ่านพิภพถึงแยกพระพิทักษ์ 24.ถนนพระพิพิธ จากถนนสนามไชยถึงแยกพระพิทักษ์ 25.ถนนพาหุรัด 26.ถนนมหาราช จากท่าพระจันทร์ถึงแยกปากคลองตลาด 27.ถนนท้ายวัง 28.ถนนเชตุพน 29.ซอยเศรษฐการ 30.สะพานพุทธยอดฟ้า 31.ถนนตรีเพชร 32.ถนนตรีทอง 33.ถนนใต้สะพานพระพุทธยอดฟ้า และ 34.ถนนจักรเพชร จากปากคลองตลาด ถึงหน้าวัดเลียบ ทั้งนี้จะปิดการจราจรตั้งแต่เวลา 00.01 น. วันที่ 5 พฤษภาคม เป็นต้นไป

จากนั้น วันที่ 6 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ยังพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท แล้วเสด็จออก ณ สีหบัญชร เพื่อให้ประชาชนเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล จะลดระดับการปิดการจราจรลงเหลือ 33 สาย ได้แก่ 1.ถนนราชินี จากแยกผ่านพิภพถึงใต้สะพานพระปิ่นเกล้า 2.ถนนราชดำเนินใน จากแยกผ่านพิภพถึงแยกป้อมเผด็จ 3.ถนนสนามชัย 4.ถนนหน้าพระธาตุ 5.ถนนพระจันทร์ 6.ถนนหน้าพระลาน 7.ถนนมหาราช 8.ถนนท้ายวัง 9.ถนนหับเผย 10.ถนนหลักเมือง 11.ถนนกัลยาณไมตรี 12.ซอยสราญรมย์ 13.สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าถึงแยกผ่านพิภพ 14.ถนนราชดำเนินกลาง จากแยกผ่านพิภพถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 15.ถนนราชบพิธ 16.ถนนบำรุงเมือง จากสี่กั๊กเสาชิงช้าถึงแยกศิริพงษ์

17.ถนนเจริญกรุง จากสี่กั๊กพระยาศรีถึงแยกเฉลิมกรุง 18.ถนนบ้านหม้อ จากสี่กั๊กพระยาศรีถึงแยกบ้านหม้อ 19.ถนนอัษฎางค์ จากแยกสะพานมอญถึงแยกพระพิทักษ์ 20.ถนนตะนาว จากแยกคอกวัวถึงสี่กั๊กเสาชิงช้า 21.ถนนเฟื่องนคร 22.ถนนราชินี จากแยกผ่านพิภพถึงแยกพระพิทักษ์ 23.ถนนพระพิพิธ จากถนนสนามไชยถึงแยกพระพิทักษ์ 24.ถนนมหาราช จากท่าพระจันทร์ถึงแยกปากคลองตลาด 25.ถนนท้ายวัง 26.ถนนเชตุพน 27.ซอยเศรษฐการ 28.ถนนพาหุรัด 29.สะพานพระพุทธยอดฟ้า 30.ถนนตรีเพชร 31.ถนนตรีทอง 32.ถนนใต้สะพานพระพุทธยอดฟ้า และ 33.ถนนจักรเพชร จากปากคลองตลาดถึงหน้าวัดเลียบ

อย่างไรก็ตามในวันเดียวกันนี้จะจัดการเดินรถทางเดียว 3 สายด้วยกัน ได้แก่ 1.ถนนจักรพงษ์ จากแยกบางลำพูถึงแยกผ่านพิภพ 2.ถนนเจ้าฟ้าจากแยกผ่านพิภพ ถึงถนนพระอาทิตย์ และ 3.ถนนพระอาทิตย์ จากใต้สะพานพระปิ่นเกล้าถึงแยกบางลำพู โดยจะปิดการจราจรในเวลา 06.00 น. และประตูคัดกรองเปิดเวลา 08.00 น.

พล.ต.ต.จิรสันต์ บอกอีกว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ประสานภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมงานทั้ง ทางรถ ทางราง และ ทางเรือ โดยทางรถจัดจุดจอดรถไว้ 27 จุด อาทิ เมืองทองธานี เซ็นทรัลพระราม 2 เซ็นทรัลศาลายา ลานพุทธมณฑลสาย 4 สโมสรตำรวจ เซ็นทรัลเวสต์เกต ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ฯลฯ สามารถรองรับรถจำนวน 35,400 คัน ประชาชนสามารถขับรถมาจอดได้ตามจุดเหล่านี้ รวมถึงจุดจอดรถบัสและรถตู้สำหรับประชาชนที่มาเป็นหมู่คณะ 7 จุด ประกอบด้วย ถนนพุทธมณฑลสาย 1, 2 3, และ 4 ถนนกาญจนาภิเษก ฯลฯ ที่รองรับได้จำนวน 3,400 คัน จากนั้นนั่งรถชัตเติลบัสเข้ามายัง 6 จุดพื้นที่รอบนอกงานพระราชพิธี ได้แก่ บ้านมนังคศิลา บ้านพิษณุโลก สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สะพานพระราม 8 วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารและสะพานพุทธฝั่งกรุงเทพมหานครเพื่อเดินเท้าเข้ามา ทั้ง 6 จุดนี้จะเป็นจุดพักของประชาชนและเป็นที่ตั้งโรงเลี้ยงพระราชทานในการพระราชทานอาหารแก่ประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย

สำหรับ ทางราง หรือ รถไฟ จัดจุดบริการประชาชนไว้ 3 ทิศ ได้แก่ ทิศเหนือและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงทิศตะวันออกและทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ลงสถานียมราช และทิศใต้ลงสถานีธนบุรี ส่วน ทางเรือ จัดบริการไว้ 2 ทิศ ได้แก่ ทิศเหนือ ลงที่ท่าเรือธนบุรีหรือท่าเรือกระทรงพาณิชย์ มาขึ้นที่ท่าเรือบางลำภูหรือท่าเรือปิ่นเกล้า ทิศใต้ลงที่ท่าเรือสาทรและท่าเรือวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร มาขึ้นที่ท่าเรือสะพานพุทธ ท่าเรือยอดพิมาน และท่าเรือปากคลองตลาด อีกทั้งสามารถใช้คลองแสนแสบมาขึ้นที่ท่าเรือผ่านฟ้าหรือคลองผดุงกรุงเกษม และจากหัวลำโพงมาขึ้นที่ท่าเรือ วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร แล้วเดินเท้าเข้าสู่เขตพื้นที่จัดงานพระราชพิธี

ทั้งนี้ทั้งนั้นจะขยายการปิดการจราจรชั้นนอกเพื่อรองรับประชาชนที่มาเข้าร่วมพระราชพิธีและรอเฝ้าฯ รับเสด็จในเส้นทางเพิ่มเติมอีก 10 สาย คือ 1.ถนนราชดำเนินนอก จากแยกจปร. ถึงแยกพระรูป ร.5 2.ถนนศรีอยุธยา จากแยกพล.1 ถึง แยกวัดเบญจ 3.ถนนพิษณุโลก จากแยกวังแดง ถึงแยกยมราช 4.ถนนลูกหลวง จากแยกประชาเกษมถึงแยกสะพานขาว 5.ถนนกรุงเกษม จากแยกเทเวศร์ถึงแยกกษัตริย์ศึก 6.คู่ขนานลอยฟ้า จากทางลงสิรินธร ข้ามสะพานพระราม 8 ถึงแยกวิสุทธิกษัตริย์ 7.ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ตลอดสาย 8.ถนนจักรพรรดิพงษ์ จากแยก จปร. ถึงแยกแม้นศรี 9.ถนนหลานหลวง จากแยกหลานหลวง ถึงแยกยมราช และ 10.ถนนนครสวรรค์ จากแยกจักรพรรดิพงษ์ ถึงแยกนางเลิ้ง โดยจะจัดเดินรถทางเดียวในถนนสวรรคโลก จากแยกยมราชไปแยกเสาวนีย์

รถไฟฟ้าให้บริการฟรี
บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถโดยสารด่วนพิเศษบีอาร์ที ฟรีตลอดเส้นทาง ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ส่วนบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) เปิดให้บริการรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) และรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ฟรี ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. อีกทั้งยังมีชัตเติลบัส เชื่อมต่อ ณ เอ็มอาร์ที สถานีหัวลำโพง สถานีเพชรบุรี สถานีลาดพร้าว และสถานีตลาดบางใหญ่ ระหว่างวันที่ 2-6 พฤษภาคม 2562 นอกจากนี้แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ยังร่วมอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนที่จะเข้าร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเปิดให้ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 05.30-24.00 น.