“ป้าดอกไม้ อินอ้น” ปลูกชะอมไร้หนาม พืชสร้างรายได้ดีตลอดทั้งปี (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ป้าดอกไม้ อินอ้น” ปลูกชะอมไร้หนาม พืชสร้างรายได้ดีตลอดทั้งปี (ตอนจบ)

การตัดแต่งกิ่งชะอม

ชะอม เป็นไม้พุ่มหนาแน่น จำเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งบ้าง เพราะถ้าไม่ตัดแต่งกิ่งจะทำให้ชะอมมีทรงพุ่มแน่นทึบและไม่ค่อยแตกยอด

การตัดแต่งกิ่งชะอมซึ่งมีความสำคัญนอกจากจะลดปัญหาการแน่นทึบของทรงพุ่มแล้ว ยังเป็นการลดที่อยู่อาศัยของโรคและแมลงอีกด้วย และที่สำคัญคือจะทำให้ชะอมมีการแตกยอดอ่อนมากขึ้น

การควบคุมความสูงของต้นชะอมไร้หนามเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวยอดและไม่ปวดหลังในขณะที่เก็บเกี่ยว เนื่องจากเกษตรกรจะต้องใช้เวลายืนเก็บยอดชะอม อย่างน้อย 3 ชั่วโมง ในทุกๆ เช้า

ควรควบคุมให้ต้นชะอมมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 1-1.20 เมตร โดยขึ้นอยู่กับเกษตรกรว่าจะตัดแต่งต้นชะอมให้ต้นสูงเท่าไหร่ เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บหรือตัดยอดโดยคนเก็บไม่ต้องก้มหรือเงยมากจนเกินไป

ป้าดอกไม้ เล่าว่า มักจะพบการระบาดของหนอนและด้วงกินใบชะอมบ้าง ถ้าพบไม่มาก จะใช้วิธีจับทำลาย แต่ถ้าพบมากและมีความจำเป็นที่จะต้องฉีดพ่นสารฆ่าแมลงจะเลือกใช้สารกำจัดแมลงที่ผลิตจากสมุนไพรที่ใช้สำหรับการฆ่าหนอนและแมลง

แต่ถ้าพบการระบาดมากๆ ก็จะต้องเลือกฉีดพ่นด้วยยาป้องกันและกำจัดแมลง เช่น ยากลุ่มคาร์บาริล (เซฟวิน 85, เอส-85) ซึ่งสามารถคุมได้ทั้งหนอนและแมลงได้แบบกว้างๆ

ในแต่ละปีจะมีการฉีดสารฆ่าแมลงเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น และสิ่งที่ป้าดอกไม้ยึดมาตลอดคือ หลังจากที่ฉีดพ่นสารฆ่าแมลงไปแล้ว จะต้องเว้นระยะของการเก็บยอด อย่างน้อย 10-15 วัน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

บำรุงรักษาและใส่ปุ๋ย

ใน 1 รอบปีนั้น ป้าดอกไม้ จะมีการใส่ปุ๋ยคอก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของดิน และจะมีการใส่ปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อย่างน้อย 3 เดือน ต่อ 1 ครั้ง หรือแบ่งใส่น้อย แต่บ่อยครั้ง ซึ่งสามารถใส่เดือนละ 1 ครั้ง ก็ได้ จะดูจากสภาพต้นและการแตกยอดของชะอมประกอบ

การใส่ปุ๋ยยูเรียนั้น จะช่วยบำรุงต้นชะอมไร้หนามให้มีความสมบูรณ์ขึ้น แตกยอดเก่ง ยอดอ้วน

แต่เพื่อนเกษตรกรท่านอื่นอาจจะสลับด้วยปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16, 19-19-19 เป็นต้น นั้นต้องพิจารณาจากสภาพต้นและการแตกยอดชะอมของสวนตัวเอง

ในกรณีต้นชะอมไร้หนามที่มีอายุต้นมากและมีความสูงของต้นมากๆ หรือต้นแก่ จะสังเกตได้ว่าต้นชะอมไม่ค่อยแตกยอด แตกยอดน้อยลง ป้าดอกไม้แนะนำให้ตัดต้น เหลือเพียงตอสูงจากพื้นสัก 10-30 เซนติเมตร เพื่อให้ต้นชะอมมีการแตกพุ่มมาใหม่ เหมือนกับการทำสาวของไม้ผล เกษตรกรไม่จำเป็นจะต้องรื้อต้นทิ้งและปลูกใหม่แต่อย่างใด

ถือว่า ชะอม เป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถเก็บยอดนานนับ 10 ปีทีเดียว

การเก็บเกี่ยว

วิธีตัดยอดขายจะต้องเหลือใบรองยอดไว้ จะช่วยให้ชะอมแตกยอดใหม่อีก การเก็บชะอมจะเก็บได้ทุก 3-4 วัน หรือวันเว้นวัน แล้วแต่ความยาวของยอด

ป้าดอกไม้ บอกว่าในแต่ละวันจะออกเก็บชะอมกันแต่เช้า แล้วจะเลิกเก็บกันช่วง 09.00 น. ในทุกๆ วันเพราะ

หนึ่ง ชะอมเมื่อเก็บช่วงแดดแรง ยอดชะอมจะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวเข้มคล้ำ ซึ่งสียอดชะอมไม่สวย ตลาดไม่ต้องการ เมื่อแสงแดดแรงเกษตรกรจะเลิกเก็บชะอม

เกษตรกรบางคนที่มีความขยันมาก อาจจะออกมาเก็บชะอมตั้งแต่เช้ามืด โดยติดไฟฉายไว้ที่หัวเพื่อส่องไฟเก็บยอดชะอมกันก็มี

ปกติเกษตรกรจะเก็บได้คนละ 10 กิโลกรัม ต่อคน (ประมาณ 50 กำ) ในช่วงเวลาเช้าของทุกวัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความชำนาญและความพร้อมของยอดชะอมจะมีให้เก็บมากหรือน้อย

สอง ต้องรีบเอาชะอมมาเข้ากำ เพื่อรอพ่อค้าแม่ค้ามารับไปยังตลาดปลายทาง ซึ่งจะต้องขนส่งภายในวันนั้น เพื่อความสดของชะอม

การเข้ากำชะอม

เมื่อตัดยอดชะอมเสร็จ จะต้องนำมาเก็บรักษาไว้ในที่ร่ม จะต้องพรมน้ำหรือนำยอดชะอมมาจุ่มน้ำสะอาดแล้วไว้ในที่ร่ม

วิธีนี้จะช่วยรักษาความสดของยอดชะอมเมื่อไปถึงปลายทางโดยไม่เหี่ยว

ในการเตรียมเข้ากำชะอม เกษตรกรจะต้องแบ่งยอดชะอมมาชั่ง เพื่อให้ได้น้ำหนัก 200 กรัม (2 ขีด) ต่อกำ ถ้ามีใบชะอมแก่ติดมาในยอดก็ใช้มือเด็ดทิ้งไป

จากนั้นเอาหยวกกล้วยที่ผ่าเตรียมไว้แล้วมาหนีบส่วนโคนก้านยอดชะอมแล้วมัดด้วยตอกให้แน่น

ยอดชะอมที่เข้ากำเรียบร้อยแล้ว จะนำมาบรรจุลงตะกร้าพลาสติก 1 ตะกร้า จะบรรจุเรียงยอดชะอมไร้หนามได้ 40 กำ รอพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับที่กลุ่มในช่วงบ่ายของทุกวัน พ่อค้าแม่ค้าจะเอาไปจำหน่ายที่ตลาดสี่มุมเมืองต่อไป

ในแต่ละวันที่บ้านของป้าดอกไม้ จะต้องรวบรวมยอดชะอมไร้หนามจากสมาชิกที่มีกว่า 50 คน แต่จะแบ่งให้เก็บหมุนเวียนกันไป เพื่อส่งให้พ่อค้าแม่ค้า วันละ 40-50 ตะกร้า (บรรจุตะกร้าละ 40 กำ) หรือยอดชะอมไร้หนาม ประมาณ 2,000 กำ

สมาชิกในกลุ่มทุกคนจะส่งยอดชะอมมารวมกันก่อนบ่ายโมง เมื่อพ่อค้าแม่ค้ามารับชะอมจะจ่ายเงินสดทุกครั้งทันที

ชะอมไร้หนาม

ได้ 200 บาท ต่อวัน

ป้าดอกไม้ บอกว่า ยอดชะอมที่เก็บขายในแต่ละวันนั้นเหมือนกับพืชสวนครัวชนิดอื่นๆ คือ มีช่วงราคาถูกแพง ราคายอดชะอมจะแพงที่สุดคือ ช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ เคยขายได้ถึง กำละ 10 บาท ก็มี

ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้นส่วนใหญ่ต้นชะอมจะมีการแตกยอดน้อย แต่ละครัวเรือนจะเก็บยอดได้เพียง 20-40 กำ เท่านั้น

ในช่วงฤดูร้อนเดือนมีนาคม-เมษายน ราคายอดชะอมจะเฉลี่ยอยู่ที่ กำละ 3-5 บาท ยอดชะอมจะมีราคาถูกที่สุดในช่วงฤดูฝน ราคาเฉลี่ย กำละ 2-3 บาท เท่านั้น

ในช่วงฤดูฝน ถึงแม้ชะอมจะมีราคาถูก แต่เกษตรกรก็สามารถเก็บยอดได้จำนวนมากในแต่ละวัน โดยเฉพาะหน้าฝนชะอมจะแตกยอดเป็นจำนวนมากมาทดแทนราคาที่ถูกลง

ซึ่งเฉลี่ยทั้งปีแล้วในพื้นที่การปลูกชะอมไร้หนาม จำนวน 3 ไร่ จะมีรายได้เฉลี่ย 200 บาท ทุกวันจากการเก็บยอดขายต่อครัวเรือน

แต่ถ้าใครมีพื้นที่ปลูกมาก มีความขยัน มีแรงงานช่วยเก็บ ก็สามารถสร้างรายได้สูงตามมา

ยกตัวอย่าง สมาชิกบางคนมีรายได้จากการเก็บชะอม โดยใช้แรงงานคนในครอบครัว 2-3 คน มีพื้นที่ปลูก 1-3 ไร่ สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย คนละ 100-300 บาท ทีเดียว

สำหรับสมาชิกในกลุ่มผู้ปลูกชะอมไร้หนามบ้านคลองข่อย จะมีความสามารถในการเก็บเกี่ยวยอดชะอมได้ประมาณ 10 กิโลกรัม ต่อคน และจะเก็บเกี่ยวยอดชะอมในช่วงเวลาเช้าเท่านั้น พอถึงเวลา 09.00-10.00 โมง หรือแสงแดดเริ่มแรงจะหยุดเก็บ เนื่องจากยอดชะอมเมื่อได้รับแสงแดดแล้ว สีของยอดจะเปลี่ยนสีจากสีเขียวอ่อนมาเป็นสีเขียวเข้ม ที่เกษตรกรเรียกว่า “ยอดดำ”

สำหรับป้าดอกไม้ จะมีรายได้จากการเก็บยอดชะอมไร้หนามทุกวัน มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท ต่อคน หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับราคาในแต่ละฤดูกาลด้วย

ปัจจุบัน ป้าดอกไม้เองมีพื้นที่ปลูกมากขึ้นถึง 6 ไร่ ใช้แรงงานลูกหลานในครอบครัวช่วยกัน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวเช่นกัน

นอกจากนั้น ป้าดอกไม้ จะมีรายได้จากการขายยอดชะอมไร้หนามในช่วงฤดูฝนไม่มากเท่าช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้ง เพราะยอดชะอมทุกชนิดทั้งมีหนามและไม่มีหนามออกสู่ตลาดมากทุกปี แต่ป้าดอกไม้มีรายได้เสริมจากการขายกิ่งตอนชะอมไร้หนาม กิ่งละ 10 บาท เป็นประจำทุกปี

บางปีมีรายได้จากการขายกิ่งพันธุ์ชะอมไร้หนามนับ 100,000 บาท ก็เคยมีแล้ว

เหตุผลที่กิ่งพันธุ์ขายได้ทุกปี เพราะเมื่อเกษตรกรนำเอาต้นชะอมไร้หนามไปปลูกแล้วทราบดีว่าเป็นพันธุ์ที่ไม่มีหนาม สะดวกต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต และมีรสชาติไม่แตกต่างจากชะอมที่มีหนาม

สนใจกิ่งพันธุ์ชะอมไร้หนาม หรือปรึกษาเรื่องการปลูกชะอมไร้หนามเพิ่มเติม ติดต่อ ป้าดอกไม้ อินอ้น บ้านเลขที่ 31/6 หมู่ที่ 6 บ้านคลองข่อย ซอย 13 ตำบลไผ่หลวง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (083) 624-9030, (081) 740-0237 หรือผ่าน facebook : ชะอมไร้หนาม-สวนป้าดอกไม้

ราคาชะอม ตลาดสี่มุมเมือง

ราคาเฉลี่ยรายเดือน ประจำปี 2557

ราคา ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

เฉลี่ย 32.45 14.68 9.68 8.82 10.52 8.33 7.98 5.44 5.38 8.00 9.80 15.90

สูงสุด 40.00 40.00 14.00 15.00 13.00 10.00 15.00 6.00 6.00 12.00 16.00 22.00

ต่ำสุด 10.00 8.00 8.00 5.00 6.00 7.00 5.00 5.00 4.00 4.00 7.00 8.00

ราคาเฉลี่ยรายเดือน ประจำปี 2558

ราคา ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

เฉลี่ย 22.45 13.21 8.02 8.66 8.08 11.13 7.15 5.26 6.36 7.81 10.17 13.31

สูงสุด 30.00 24.00 10.00 13.00 10.00 15.00 12.00 8.00 8.00 12.00 12.00 20.00

ต่ำสุด 12.00 7.00 6.00 5.00 5.00 7.00 5.00 4.00 5.00 6.00 7.00 10.00

ราคาเฉลี่ยรายเดือน ประจำปี 2559

ราคา ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค.

เฉลี่ย 14.05 16.23 10.27 11.23 12.45 9.14 – – – – – –

สูงสุด 20.00 25.00 12.00 18.00 16.00 10.00 – – – – – –

ต่ำสุด 10.00 8.00 8.00 8.00 6.00 8.00 – – – – – –

สถิติราคาชะอมในตารางดังกล่าว อาจจะให้เกษตรกรดูราคาสูงสุดและต่ำสุดในรอบปี เพื่อนำมาช่วยในการวางแผนการผลิตชะอมออกสู่ตลาด โดยเฉพาะช่วงที่มีราคาแพง

เกษตรกรโคราช ปลูกดาวเรืองลูกผสม “เทวี” ปลดหนี้ รายได้งาม กำไรไร่ละแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

ไม้ดอกไม้ประดับ

ธัญวรัตน์ คงถาวร

เกษตรกรโคราช ปลูกดาวเรืองลูกผสม “เทวี” ปลดหนี้ รายได้งาม กำไรไร่ละแสน

คุณสุภิญโญ ใจมั่น อายุ 49 ปี ชาวโคราช เกษตรกรผู้ปลูกดาวเรือง ในพื้นที่หมู่ที่ 15 บ้านปางหัวช้าง ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 20 ไร่ ปลูกมาแล้วราว 15 ปี

คุณสุภิญโญ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยทำงานในโรงงานหินอ่อน และเป็นพ่อค้าขายมะม่วงมาก่อน แต่ด้วยปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตมะม่วงเสียหาย ทำให้ตนมีหนี้สินหลายล้าน จุดเปลี่ยนที่ทำให้มาปลูกดาวเรืองเกิดจากการชักชวนของเพื่อน เนื่องจากตลาดดอกดาวเรืองยังเติบโต ซึ่งก่อนที่จะประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ ได้ลองผิดลองถูก ทดลองซื้อเมล็ดจากหลากหลายที่ หลายพันธุ์มาปลูก เป็นเวลาราว 1 ปี แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้ลองเปลี่ยนมาทดลองปลูกดาวเรืองลูกผสมพันธุ์เทวี ของ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ตรา “ศรแดง” ซึ่งให้ผลผลิตดี ดอกสีทองเข้ม ดอกดกและมีขนาดใหญ่ ให้ดอกต่อเนื่องไม่ขาดรุ่น

“เคยลองปลูกมาหลายพันธุ์ หลายยี่ห้อแล้ว จนศรแดงเขาเอาเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเทวี มาให้ทดลองปลูก ก็เห็นความแตกต่าง ต้นแตกแขนงเยอะ ให้ดอกเยอะ ดอกใหญ่ ออกดอกตลอดไม่ขาดรุ่นด้วย” คุณสุภิญโญ กล่าวถึงจุดเด่นของเมล็ดพันธุ์ที่ใช้

วิธีการปลูก และดูแล

คุณสุภิญโญ เล่าว่า ในพื้นที่ 20 ไร่ ที่ตนปลูกนี้ จะใช้เมล็ดพันธุ์ 4,000 เมล็ด ต่อไร่ ซึ่งราคาเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ เมล็ดละ 80 สตางค์ การเพาะเมล็ดจะใช้ถาดเพาะขนาด 200 หลุม เมื่อต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 15-18 วันหลังจากวันเพาะ จะนำมาลงในแปลงปลูก รองด้วยปุ๋ยคอก โดยแต่ละต้นจะทิ้งระยะห่าง 40 เซนติเมตร 1 แปลงจะปลูก 3 แถว ความยาวขึ้นอยู่กับช่วงน้ำ ที่วางระบบไว้ แต่ละแปลงจะมีไม้ไผ่ปักเป็นหลักเอาไว้ทั้ง 4 มุม และขึงด้วยเชือกฟาง ป้องกันต้นดาวเรืองล้ม และใช้ปุ๋ยสูตรเสมอทุกๆ ครึ่งเดือน

เมื่อต้นเริ่มแตกแขนง จะตัดแขนงออกให้เหลือเพียง 4 แขนง แต่ละแขนงจะแตกเป็นแขนงย่อยอีก 8 แขนง รวมเวลาตั้งแต่เพาะประมาณ 60 วัน จึงจะสามารถเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ซึ่งใน 1 รอบการผลิตใช้เวลาทั้งสิ้น 4 เดือน ปลูก 2 รอบ ต่อปี หลังจากปลูกรอบที่ 1 จะพักดิน 4 เดือน ปลูกผักและพืชไร่ อย่างข้าวโพดแทน จากนั้นไถกลบ ก่อนจะปลูกดาวเรืองรอบที่ 2 ต่อ

การให้น้ำ และป้องกันศัตรูพืช

การรดน้ำ จะรดทั้งช่วงเช้าและเย็น โดยใช้ระบบสปริงเกลอร์ ดาวเรืองเป็นพืชที่ต้องการน้ำพอสมควร แต่หากมากไปอาจทำให้เกิดเชื้อรา จนต้องถอนทิ้งยกแปลงได้ การใช้ยากำจัดแมลงจะใช้ 2 ช่วง คือพ่นตอนเพาะเมล็ด และช่วงที่ออกดอกตูม ป้องกันแมลงกัดเจาะดอก

ด้านการตลาด

คุณสุภิญโญ เล่าว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการปลูกดาวเรืองตัดดอกขาย คือการหาตลาดให้ได้ก่อน ซึ่งตนเองก่อนปลูกได้ทำการติดต่อแม่ค้าที่ปากคลองตลาดไว้ก่อนที่จะมีผลผลิตไปส่งด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ส่งดอกดาวเรืองเองถึงที่ ราคาจะแตกต่างกันไปตามขนาด ซึ่งจะแบ่งเป็นเกรด คือ เกรดเอ ขนาดจัมโบ้ใหญ่พิเศษ ราคาขายส่งอยู่ที่ 1.60 บาท เกรดบี ขนาดใหญ่ ราคา 1.20 บาท และเกรดซี ขนาดปกติ ที่ขายทั่วไปราคาดอกละ 80 สตางค์ ซึ่งในช่วงที่ตลาดมีความต้องการมาก เช่น วันพระใหญ่ หรือฤดูหนาว ราคาเกรดเอจะสูงถึง ดอกละ 1.80 บาท ซึ่งจากการหักลบต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว 1 รอบการผลิต คุณสุภิญโญ เปิดเผยว่า ได้กำไรถึงไร่ละ 1 แสนบาท เลยทีเดียว

คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ตราศรแดง กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดใหญ่ของดาวเรือง คือตลาดจำหน่ายเพื่อการพาณิชย์เป็นดาวเรืองตัดดอกร้อยละ 90 ซึ่งในแต่ละปีจะมีเมล็ดพันธุ์อยู่ที่ 290 กิโลกรัม มูลค่าตลาดเมล็ดพันธุ์ในตลาดตัดดอกนี้อยู่ที่ 80 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งเมล็ดดาวเรือง 1 กิโลกรัม มี 3 แสนเมล็ด และใน 1 เมล็ด จะให้ดอกไปขายได้ประมาณ 25 ดอก เมื่อคำนวณแล้วจะได้ดอกดาวเรืองถึง 2,175 ล้านดอก ต่อปี เมื่อนำไปขายที่ปากคลองตลาด ราคาจะอยู่ที่ดอกละ 70-80 สตางค์ มูลค่าดอกดาวเรืองจึงอยู่ที่ประมาณเกือบ 2,000 ล้านบาท ซึ่งดอกดาวเรืองที่เข้าสู่ปากคลองตลาดจะอยู่ที่ 10 ล้านดอก ต่อวัน และกว่า 98% ใช้ในประเทศสำหรับร้อยพวงมาลัยและไหว้พระ ที่เหลือส่งออกต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งนำไปใช้สำหรับกิจกรรมทางศาสนาเช่นเดียวกับไทย

“สำหรับท่านที่มีความสนใจปลูกดอกดาวเรือง อันดับแรกที่ต้องทำคือ การหาตลาด และเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ น้ำ ดาวเรืองชอบน้ำ แต่ต้องให้พอสมควร มากเกินไปก็เกิดเชื้อรา ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีใจรัก” คุณสุภิญโญ กล่าวพร้อมใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุภิญโญ ใจมั่น หมายเลขโทรศัพท์ (084) 962-1649

พฤกษาดั่งพญาหงส์ เหินฟ้าลง มาเข้าพรรษา…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาดั่งพญาหงส์ เหินฟ้าลง มาเข้าพรรษา…

หงส์เหม-ราชเอย สง่าผ่าเผยงามสคราญ

ณ แดนหิมพานต์ หวงตัวรักวงศ์วาน

หิมพานต์สถาน สำราญมา

หงส์ร่อนผกเผิน บินดั้นเมฆเหิรเกินปักษา

กางปีกกวักลมท่วงทีสมสง่า เหิรลมล่องฟ้า นภาลัย

หงส์ทรงศักดิ์เรืองยามเจ้าย่างเยื้องงามกระไร

สวยงามวิไล สวยเกินนกใดใด เยื้องไปแห่งไหน สวยสอางค์

หงส์ลงเล่นธาร ต้องสระสนาน ธารสุรางค์

ลงสระอโนดาษชำระร่าง ไซร้ขนปีกหาง สรรพางค์กาย

ทรงหงส์ อ่อนงอน ปกปิดซ้อน เชยฉอ้อน ช้อนโอบกาย

เคล้าคู่กันผันเรียงราย พร้อมกันว่ายแหวกธาร ว่ายน้ำฉ่ำกาย

ต่างผันผาย พากันว่ายฟ้าเบิกบาน

เหิรสู่แดนแสนสราญ ถึงหิมพานต์อันสุขใจ

(คำร้อง โดย แก้ว อัจฉริยะกุล ทำนอง โดย เวส สุนทรจามร บันทึกเสียงครั้งแรก พ.ศ. 2494)

เป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนองสง่างามดั่งพญาหงส์เยื้องย่าง ได้ยินแล้วแทบจะไม่ต้องจินตนาการ เพราะให้รู้สึกว่ามีโอกาสนั่งอยู่ ณ ขอบสระอโนดาต หย่อนเท้าแช่น้ำเล่นกับฝูงหงส์ ที่ลงมาสรงสนาน จวนจะลืมแดนหิมพานต์สถานตน

บทเพลงอายุมากกว่า 65 ปี ที่คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ขับร้องไว้ ยังคงเป็นหงส์ตัวเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงความไพเราะ หรือบ่งบอกถึงนัยยะแห่งความล้าสมัย ทั้งๆ ที่ท่านผู้ขับร้องได้ผ่านแดนหิมพานต์ไปสู่สัมปรายภพ ณ แดนสุขาวดีแล้ว

ได้ฟังบทเพลง “หงส์เหิร” ด้วยความซาบซึ้งใจ จังหวะ ทำนอง น้ำเสียง และเนื้อหาที่บ่งบอกความสง่างาม มีศักดิ์ศรี ชวนให้จินตนาการถึงดอกไม้ช่อหนึ่งที่เคยผ่านใจและติดตา ยามที่ลมพัดช่อดอกแกว่งไกว กิ่งก้าน และกลีบดอก ดั่งหงส์ที่ขยับปีกเยื้องกราย เมื่อก้านช่อดอกส่ายเล่นลมก็ดั่งว่าจะเหิรฟ้า หรือเหิรลงมาดิน ทุกสีสันที่ช่อดอกบานออกสะพรั่ง เมื่อกวัดแกว่งมารวมกลุ่มก็เป็นเหมือนฝูงหงส์ที่รวมตัวเล่นน้ำ กางปีกโอบกอดหมุนส่ายตามสายคลื่นน้ำขึ้นลง

ตามหาช่อดอกไม้สง่างาม พบว่า มีชื่อ “ดอกหงส์เหิน” แต่อีกชื่อได้ยินว่า “ดอกเข้าพรรษา” ก็น่าสนใจยิ่ง ค้นหาเรื่องราวเผื่อจะสอดคล้องกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา เทศกาลเข้าพรรษา ก็พบว่า เป็นดอกไม้ที่เขานิยมใช้ตักบาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อดอก มีเรื่องราวของดอกเข้าพรรษาที่ท่าน อาจารย์องอาจ ตัณฑวณิช กล่าวถึงตำนานรอยพระพุทธบาท และตำนานตักบาตรดอกไม้ ในเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 507 : 15 กรกฎาคม 2554 และ อาจารย์พัฒนา นรมาศ กล่าวถึงเลือกดอกหงส์เหินตักบาตรดอกไม้วันเข้าพรรษาในเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับที่ 531 : 15 กรกฎาคม 2555 จึงขออนุญาตนำมาสรุปเรื่องราวของดอกไม้แห่งพุทธธรรม เป็นอักษรพฤกษา ปวารณาบูชาในโอกาสวันเข้าพรรษา เพื่อภาวนาบุญร่วมกัน

อาจารย์องอาจ ตัณฑวณิช ได้กล่าวถึงตำนานรอยพระพุทธบาท โดยยกบทต้นของนิราศพระบาท ซึ่งท่านสุนทรภู่ พรรณนาไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เนื่องจากช่วงนั้นพระเจ้าแผ่นดิน หรือพระบรมวงศานุวงศ์มักจะเสด็จไปนมัสการรอยพระพุทธบาทที่สระบุรีเป็นประจำ ท่านสุนทรภู่ ได้ติดตามเสด็จเจ้านายพระองค์หนึ่งไปด้วย จึงได้รจนาเป็นนิราศพระบาท “ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท จำนิราศร้างนุช สุดสงสาร ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดาฯ”

ตำนานรอยพระพุทธบาท มีมาตั้งแต่สมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา ในช่วงพุทธศักราช 2163-2171 มีภิกษุชาวสยาม เดินทางไปสักการะพระพุทธบาท ณ เขาสุมนกูฏ ลังกาทวีป ซึ่งภิกษุสงฆ์ชาวลังกากำลังสืบหารอยพระพุทธบาทที่ปรากฏในตำนาน 5 แห่ง คือเขาสุวรรณมาลิก เขาสุมนกูฏ เขาสุวรรณบรรพต เมืองโยนกบุรี และชายฝั่งลำน้ำนัมทานที และภิกษุชาวลังกาได้แจ้งแก่ภิกษุชาวสยามว่า มีรอยพระพุทธบาทที่อยู่บนเขาสุวรรณบรรพตบนแผ่นดินสยาม ภิกษุสยามจึงมาทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และทรงโปรดให้หัวเมืองกรุงศรีอยุธยาทั้งหมดค้นหารอยพระพุทธบาท และเขาสุวรรณบรรพต ความมาเปิดเผยพบรอย เมื่อมีนายพรานคนหนึ่ง ชื่อ พรานบุญ ติดตามเนื้อที่เนื้อที่ถูกยิงบาดเจ็บหนีขึ้นไปบนเขา และเห็นเนื้อตัวนั้นวิ่งลงมาในสภาพที่ไม่บาดเจ็บ จึงตามเข้าไปสำรวจ พบเห็นรอยเท้าคนขนาดใหญ่ มีน้ำขังอยู่เต็ม นำน้ำมาลูบเนื้อตัว กลาก เกลื้อน หายไปหมด จึงนำความแจ้งเจ้าเมืองสระบุรี ทราบถึงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จึงเสด็จทอดพระเนตรเห็นรอยพระพุทธบาทสมบูรณ์ ต่อมาโปรดให้สร้างเป็นพระมณฑปสวมรอยพระพุทธบาท และทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลา อุทิศเป็นสังฆารามสำหรับพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา และถวายพื้นที่เป็นพุทธเกษตร เพื่อนำผลิตผลจำหน่ายเป็นค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาพระพุทธบาท ตลอดสมัยมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ก็ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

ในตำนานตักบาตรดอกไม้ มีเรื่องราวของนายมาลาการ ทำหน้าที่นำดอกมะลิสด วันละ 8 กำมือ ถวายพระเจ้าพิมพิสาร วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตรผ่านมา นายมาลาการมองเห็นฉัพพรรณรังสีรอบวรกายพระพุทธองค์ เกิดศรัทธา จึงนำดอกมะลิทั้งหมดถวายแด่พระพุทธเจ้า ซึ่งความจริงมีความผิดถึงถูกประหารชีวิต แต่พระเจ้าพิมพิสารกลับพอพระทัยปูนบำเหน็จความชอบ ด้วยอานิสงส์การถวายดอกมะลินี้ คือถือเอาวันเข้าพรรษาของทุกปี ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันตักบาตรดอกไม้ โดยชาวบ้านจะถวายดอกไม้ให้พระสงฆ์ที่เดินขึ้นไปอุโบสถเพื่อปวารณาเข้าพรรษา มีดอกไม้ถวายรอยพระพุทธบาท ชาวบ้านก็จะพลอยรับผลบุญไปด้วย ชาวบ้านพระพุทธบาทสระบุรีจึงปฏิบัติบูชาตลอดมานาน

แต่เมื่อปี พ.ศ. 2544 เนื่องจากมีพุทธศาสนิกชนหลั่งไหลมาปฏิบัติบูชาเป็นจำนวนมาก จังหวัดสระบุรีจึงได้เพิ่มวันตักบาตรดอกไม้ จาก 1 วัน เป็น 3 วัน เพื่อให้ประชาชนได้ทำบุญทั่วถึง โดยในพิธีนั้นในช่วงเช้าจะมีขบวนแห่รถบุปผชาติ และบางวันจะมีพิธีตักบาตรดอกไม้ ทั้งเวลา 10.00 น. และ 15.00 น. นอกจากนั้น ในพิธีการหลังจากพระสงฆ์ถวายดอกไม้แด่รอยพระพุทธบาทแล้ว เมื่อขากลับลงมาชาวพุทธมามกะก็จะนำน้ำสะอาดมาล้างเท้าภิกษุ ซึ่งถือว่าเป็นเสมือนรับบุญและชำระบาปตัวเอง

มีคำถวายดอกไม้ ธูป เทียน บูชาพระโดยทั่วไป เผยแพร่ไว้ในสื่อออนไลน์

อิมานิ มะยัง ภันเต ทีปะธูปะ บุปผะ วะรานิ

ระตะนัตตะ ยัสเสวะ อภิปู เชมะ

อัมหากัง ระตะนัตตะ ยัสสะ ปูชา ทีฆะรัตตัง

หิตะสุขาวะหาโหตุ อาสะวักขะ ยัปบัตติยา

อาจารย์พัฒนา นรมาศ ได้กล่าวถึงดอกหงส์เหิน ทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับการตักบาตรดอกไม้ และวิชาการด้านพฤกษศาสตร์ ซึ่งทำให้ดอกไม้ที่ออกดอกมาอวดสายตาปีละครั้งเดียว แต่ผู้คนที่สนใจจะคอยชื่นชมดอก เฝ้าคอยทั้งปีถึงช่วงกลางปี อาจจะเป็นปลายเดือนกรกฎาคม หรือต้นเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ แล้วแต่ปีไหนจะมีเดือนแปดสองหนตามวิธีนับ มีพิธีกรรมทางพุทธศาสนา จากวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา และวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ที่ตรงกับวันเข้าพรรษา ก็มีประเพณีที่ทรงคุณค่าของชาวพุทธที่จะได้ธำรงธรรมเนียมปฏิบัติบูชา ร่วมกันอุ้มลูกจูงหลานเข้าวัด ทำบุญตักบาตรถวายเทียนพรรษา บำรุงพุทธศาสนา เป็นสิริมงคลชีวิตและครอบครัว

ดอกหงส์เหิน หรือดอกเข้าพรรษา เป็นดอกไม้ที่เจริญเติบโตและออกดอกในช่วงเข้าพรรษานี้ จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้บูชาพระ เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้พื้นบ้านที่พบได้เกือบทุกภาค แต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น จังหวัดลำพูน เรียกว่า กล้วยจ๊ะก่าหลวง จังหวัดเลย เรียกว่า ว่านดอกเหลือง จังหวัดสระบุรี เรียกดอกเข้าพรรษา เป็นที่นิยมชมชื่นอย่างยิ่งโดยเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ที่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

ดอกเข้าพรรษา หรือดอกหงส์เหิน (Globba winiti) เป็นพืชในวงศ์ขิง ลักษณะคล้ายกับต้นกระชาย หรือขมิ้น แต่ออกดอกเป็นช่อ โดยจะแทงออกมาจากยอดของลำต้น ช่อจะโค้งห้อยลงมาอ่อนช้อยดังคอหงส์โค้ง สะบัดปากไซร้ปีกเช่นดอกบานกวัดไกวแกว่งยามต้องลม ก้านดอกย่อยเรียงอยู่โดยรอบประกอบด้วยดอกจริง มีกลีบประดับที่แตกต่างกันหลายรูปทรง และหลากสีงดงาม มีทั้งสีเหลือง สีขาว ส่วนดอกสีม่วงแดงจะค่อนข้างหายาก ดอกมักจะบานช่วงต้นเข้าพรรษา เมื่อดอกโรยจะมีหัวเล็กๆ สีขาวเติบโตเป็นต้น สามารถนำไปปลูกขยายพันธุ์ได้ ก้านดอกจะยาวขึ้นตามช่วงอายุ แล้วแตกกลีบดอกและเกสร ถ้าร่วงโรยแล้วจะเหลือเมล็ดไว้ ช่อก้านดอกที่ตัดไปปักแจกันจะมีความคงทนไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ จึงเป็นที่นิยมปลูก หรือหาจากป่าธรรมชาติบริเวณเชิงเขา สำหรับชาวบ้านแถบวัดพระพุทธบาท มักจะหาตัดดอกต้นเข้าพรรษาจากบริเวณเขา หรือพื้นที่สาธารณะใกล้เคียง แม้ว่าปัจจุบัน ต้นเข้าพรรษาจะเริ่มหายาก หรืออาจจะเข้าไปตามสวนผลไม้เก่าๆ หรือพื้นที่ป่าละเมาะ ก็จะพบต้นเข้าพรรษาขึ้นอยู่ตามบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่แผ่ร่มเงาบังไม่ให้ต้นเข้าพรรษาโดนแดดโดยตรง ชาวบ้านบางส่วนจะถอนต้นเข้าพรรษามา แล้วตัดดอกออกไปมัดรวมกับธูป เทียน เพื่อจำหน่าย โดยให้เหลือโคนต้นประมาณ 1 คืบ แล้วนำมาปลูกในถุงชำ โดยใช้ดินใส่ปุ๋ยหมัก ในช่วงนี้ก็พรางแสงให้มาก รดน้ำเช้า-เย็น จนกระทั่งมีต้นใหม่แตกออกมา แต่จะไม่มีการออกดอก และช่วงต่อมาปลายฤดูฝน ต้นก็จะยุบตัวหายไป โดยมีการสร้างหัวขึ้นใหม่ในดิน ในช่วงนี้ไม่ต้องรดน้ำขณะที่พักหัวตามธรรมชาติ เมื่อผ่านไปถึงปลายฤดูร้อน ย่างเข้าฤดูฝนถัดไป ต้นก็จะงอกออกจากหัวใต้ดิน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ต้นเข้าพรรษาก็จะออกดอกสะพรั่ง ทันช่วงเทศกาลเข้าพรรษาตัดดอกจำหน่ายหรือบูชาพระได้

ต้นหงส์เหิน เป็นพืชที่มีลำต้นใต้ดิน เรียกว่า เหง้า รากทำหน้าที่สะสมอาหาร ลักษณะอวบน้ำคล้ายกระชาย เรียงอยู่รอบหัวและส่วนของลำต้นเหนือดิน มีใบเรียงตัวกันแน่น จะเจริญเติบโตเป็นกลุ่มกอ มีความสูงไม่เกิน 1 เมตร เนื่องจากใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะเรียวยาว ออกเรียงสลับซ้าย ขวา เป็น 2 แถว ในระนาบเดียวกัน

การขยายพันธุ์ หงส์เหินสามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ด และการแยกเหง้าปลูก ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกโดยการขุดเหง้า หรือหัวใต้ดินในระยะพักตัวช่วงฤดูแล้ง นำมาปลิดแยกเป็นหัวๆ ปลูกโดยฝังในดินลึก ประมาณ 5 เซนติเมตร ระยะห่าง 20-30 เซนติเมตร ดูแลรักษาโดยสร้างร่มรำไร หรือพรางแสง คลุมแปลงด้วยหญ้าแห้งหรือฟาง ให้ความชุ่มชื้น แต่ไม่ให้น้ำขังแฉะ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักหว่านแปลง

ในแปลงปลูกที่หวังผลเชิงเศรษฐกิจ ควรมีการตัดแต่งเมื่อขึ้นปีที่ 2 ถ้าจำนวนต้น จำนวนใบแน่นหนาอาจเกิดโรคได้ ทำให้มีดอกขนาดเล็ก จึงต้องตัดแต่งให้ต้นโปร่ง โดยตัดต้นไม่สมบูรณ์ หรือตัดใบทิ้งบ้าง ในแปลงปลูกที่มีอายุเกิน 3 ปี ควรหลีกเลี่ยงโรคแมลง โดยย้ายแปลงใหม่หรือปลูกพืชอื่นหมุนเวียน เนื่องจากแมลงศัตรูที่สำคัญอาจจะพบหนอนและแมลงที่กัดกินกลีบประดับ

สำหรับการเก็บเกี่ยวดอกหงส์เหิน ควรเลือกตัดดอกที่บานเต็มที่ แต่ไม่แก่เกินไป คือกลีบดอกประดับบานไม่ถึงปลายช่อ มีสีสด ไม่เหี่ยวโรย โดยการใช้กรรไกรตัดก้านช่อดอก หรือตัดต้นเหนือผิวดิน ประมาณ 2 นิ้ว แต่งใบออกให้เหลือใบบนไว้เพียง 1 ใบ จับมัดรวมเป็นกำ ประมาณ 10 ก้าน นำไปแช่น้ำไว้ในที่ร่ม ถ้าต้องบรรจุกล่องควรผึ่งไว้ในที่ร่มให้แห้ง แล้ววางช่อดอกตามแนวนอนเรียงสลับหัวท้ายให้เป็นระเบียบ ปิดฝากล่องไม่ให้กดทับแน่นเกินไป ส่งระยะทางไกลได้

ขึ้นชื่อว่า “หงส์” ไม่ว่าพืชหรือสัตว์ ก็ให้ความรู้สึก สืบศรีสูงศักดิ์ สง่างาม ใครๆ ได้ชื่นชมก็ภูมิใจเป็นบุญตา ว่าสิ่งนั้น “เหิรฟ้ามาสู่ดิน”

เพลง วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษาชาวพุทธมาจดจำ

เป็นวันแรม ในแรม 1 ค่ำ

เป็นวันแรม ในแรม 1 ค่ำ

เดือนแปดนั้นจำอย่าทำลืมนักเชียว

พระต้องอยู่วัด หนึ่งพรรษาที่เดียว

ไม่แลเหลียวเป็นเวลา 3 เดือน

ไม่ไปค้างแรม ไม่ไปนอนค้างคืน

ไม่ไปที่อื่น อยู่ที่วัดที่เดียว

เพราะเข้าหน้าฝน ข้าวกำลังเริ่มเขียว

พอถึงวันเกี่ยวก็ครบเวลา 3 เดือน

เพลง อาสาฬหบูชา และ วันเข้าพรรษา

อาสาฬหบูชา วันพระศาสดาทรงแสดงพระธรรม

จักกัปปวัตตนสุนำ โปรดปัญจวัคคีย์ที่มฤคทายวัน

พระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านได้บรรลุซึ่งพระโสดาบัน

เป็นพระสงฆ์องค์แรกอัน ที่พระพุทธะประกาศพระศาสนา

รุ่งขึ้นวันแรมค่ำนึง วันนี้แล้วถึงเข้าบุริมพรรษา

สมเด็จพระศาสดา ให้อยู่จำพรรษาเป็นเวลาชั่วคราว

อุ่นธรรมคร่ำไป จัดเจ็บจับไม่ เหยียบไร่นาข้าว

ชายหญิงไม่นิ่งอยู่เหย้า ต่างเข้าวัดนั่งฟังพระเทศนา

พุทธศาสนิกชนชาวไทย เราเทิดทูนไว้ซึ่งพระศาสนา

เข้าวัดเราจะพัฒนา ให้พระศาสนาของเรารุ่งเรือง

*ซ้ำ

น้ำเต้าไดโนซอ และพืชพรรณชั้นยอด บ้านสวนต้นกล้า ลำพูน ตัวอย่างการแบ่งปันและแลกเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

น้ำเต้าไดโนซอ และพืชพรรณชั้นยอด บ้านสวนต้นกล้า ลำพูน ตัวอย่างการแบ่งปันและแลกเปลี่ยน

ในการติดต่อสื่อสาร การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ งานสื่อสารมวลชนในปัจจุบันนี้แทบจะเรียกได้ว่าการติดต่อสื่อสารในระบบอินเตอร์เน็ต หรือสื่อออนไลน์ สื่อเฟซบุ๊ก สื่อไลน์ กำลังมีบทบาทอย่างมากในสังคม จนมีการขนานนามว่า สังคมก้มหน้า เพราะความรวดเร็ว ความก้าวหน้า ทำให้ได้รับทราบหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านการเกษตร ได้มีการรวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่ม เป็นชมรม เพื่อเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเกษตร การซื้อขายเมล็ดพันธุ์พืช ปัจจัยการผลิต การติดต่อสอบถามปัญหาการเกษตรของแต่ละคน แต่ละฟาร์ม ฯลฯ

ดังเช่น บ้านสวนต้นกล้า ได้ลงภาพหรือภาษาสื่อออนไลน์ว่า โพสต์ภาพพืชแปลกใหม่ น้ำเต้าไดโนซอ ผู้เขียนได้รับการประสานงานจาก คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่ามีแหล่งปลูกน้ำเต้าไดโนซอ พืชแปลกใหม่ที่คนทั่วไปยังไม่รู้จัก น่าสนใจนำมาเผยแพร่อยู่ที่จังหวัดลำพูน ผู้เขียนจึงได้ติดต่อประสานงานกับแหล่งข่าวพื้นที่อยู่อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน ระยะทางจากตัวจังหวัดลำพูน ประมาณ 120 กิโลเมตร

เมื่อเดินทางไปถึงที่บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 11 ตำบลตะเคียนปม อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน ได้พบกับ คุณสำอาง บุญมาก วัย 61 ปี อดีตข้าราชการกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และ คุณคนึงนิตย์ บุญมาก วัย 59 ปี รับราชการกรมควบคุมโรค ประจำอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เมื่อทั้งสองท่านได้รับทราบวัตถุประสงค์ของผู้เขียนว่า มาขอทราบข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกน้ำเต้าไดโนซอ

คุณคนึงนิตย์ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่สวนอยู่ 10 ไร่ ตั้งแต่สมัยที่รับราชการอยู่ที่อำเภอทุ่งหัวช้าง ได้ตั้งชื่อสวนนี้ว่า “บ้านสวนต้นกล้า” ระยะแรกๆ ปลูกลำไย มะขามหวาน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีความรู้ด้านการเกษตรมาก่อนเลย ต่อมาตนเองและสามีด้วยความที่เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือเกษตรกร มีอะไรที่เขาเดือดร้อนจะช่วยทันทีในทุกด้าน ทั้งงานสังคม งานบุญ งานบวช เรียกว่าเป็นคนที่มีจิตอาสาเพื่อสังคม ได้เกิดแนวคิดโครงการแบ่งปันกันปลูก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องการเมล็ดพันธุ์พืชที่มีจำหน่ายในท้องตลาดราคาแพง อีกทั้งเป็นการใช้พื้นที่ในสวนให้เกิดประโยชน์ทุกตารางนิ้ว วางระบบน้ำเพื่อใช้น้ำอย่างประหยัด ได้โค่นล้มไม้ใหญ่บางส่วนออก เพื่อให้มีแสงแดดสาดส่องถึงพื้นดิน เพื่อใช้ปลูกพืชผักหลายชนิด ปลอดสารพิษ ไม่ใช้สารเคมีไว้บริโภคในครัวเรือน ส่วนที่เหลือจากการบริโภคจึงนำไปจำหน่ายที่ตลาดในท้องถิ่น พืชหลายชนิดที่เป็นพืชสมุนไพรจะนำไปจำหน่ายที่ศูนย์สมุนไพร จังหวัดลำปาง พืชผักบางส่วนจะปล่อยให้มีดอกและติดฝักแก่เต็มที่เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ หลังจากนั้น จะแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชให้เพื่อนบ้านนำไปปลูก โดยมีคติประจำใจของครอบครัวว่า เมื่อเราเป็นฝ่ายให้เขาก่อน นานๆ เข้าเขาเหล่านั้นก็จะกลับมาเป็นฝ่ายให้เราบ้าง

คุณคนึงนิตย์และสามีได้ปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลา 23 ปีแล้ว พร้อมทั้งได้เปิดเว็บไซต์ “บ้านสวนต้นกล้า” จนบัดนี้ที่บ้านสวนต้นกล้ามีเมล็ดพันธุ์พืชหลากหลายชนิด มีทั้งไม้ผล พืชผัก ผักพื้นบ้านท้องถิ่น พืชสมุนไพร ไม้ดอกไม้ประดับ ที่มีมากที่สุดคงจะเป็นพืชชนิดที่แปลกๆ หาดูได้ยาก พืชบางชนิดที่มีโอกาสจะสูญพันธุ์ทางบ้านสวนต้นกล้าจะปลูกเพื่อการอนุรักษ์ พืชหลายชนิดที่มีผู้สนใจติดต่อขอมา ก็จะส่งเมล็ดพันธุ์ให้ทางไปรษณีย์นำไปปลูก

ขณะนี้ บ้านสวนต้นกล้า มีเมล็ดพันธุ์พืชผัก พืชสมุนไพร ไว้แจกจ่ายโดยไม่คิดมูลค่า เช่น น้ำเต้าไดโนซอ ชุมเห็ดเทศ ผักเสี้ยว ถั่วแปบ มะอึกลูกใหญ่ มะขามหวานฝักดาบ มะขามสีทอง มะขามพันธุ์แสงอาทิตย์ เมล็ดผักเชียงดา เพกาหรือลิ้นฟ้าพื้นเมือง บวบหอมกลม พริกเผ็ดขาว ส้มด่าง สมุนไพรชำมะเลียง ถั่วพู ถั่วแระต้น น้ำเต้าหงส์ น้ำเต้าลาย กระเจี๊ยบพื้นเมือง กระเจี๊ยบแดงยักษ์ มะเขือการ์ตูน เมล็ดสมุนไพรกระดอม ผักชีลาว มะแว้งต้น ถั่วฝักยาวลายพรางทหาร ชะเอมเถา ฟักข้าว ทานตะวัน ฝรั่งไส้แดง ค้างคาวดำ ผักตั้งหลวง ฯลฯ

บ้านสวนต้นกล้า มีสมาชิกจำนวนมากได้เห็นภาพพันธุ์ไม้แปลกใหม่หลายชนิด ได้เขียนจดหมายขอเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ไปปลูก บางคนบางกลุ่มที่มีไม้แปลกใหม่ก็ส่งมาให้เป็นการแลกเปลี่ยนกัน มีสมาชิกอยู่ทั่วไปทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ เช่น กลุ่มรวมพลคนเกษตรพอเพียง-ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโคกพะยอม สงขลา กลุ่มชุมชนคนแบ่งปัน กลุ่มคนกันเอง ไร่ชุตินธร เกษตรพอเพียง สวนลุงพัน เกษตรธรรมชาติ กลุ่มร่วมกันปลูกผักทานนะ และเกษตรกรเป็นรายบุคคล 1,000 กว่าราย มีเกษตรกรเข้าเยี่ยมชมบ้านสวนต้นกล้าแล้ว ประมาณ 2,000 กว่าคน

คุณคนึงนิตย์ เล่าต่อไปว่า สำหรับน้ำเต้าไดโนซอนั้น ได้รับเมล็ดพันธุ์มาจากต่างประเทศ เริ่มปลูกมาได้ประมาณ 2 ปี ที่ผ่านมา แต่การกระจายเมล็ดพันธุ์ยังไม่กว้างขวางมากนัก มีผู้สนใจติดต่อขอเมล็ดพันธุ์มา ประมาณ 1,000 ราย รายละ 5 เมล็ด

น้ำเต้าไดโนซอ ขณะผลอ่อนเนื้อแน่น หวาน มัน และเหนียว รับประทานอร่อยมาก ผลแก่จะเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์และแสดงความแปลกใหม่ที่ไม่เหมือนน้ำเต้าทั่วไป วิธีการปลูกน้ำเต้าไดโนซอก็เหมือนกับการปลูกพืชตระกูลฟักทองทั่วไป ปลูกแบบขึ้นค้างหรือเลื้อยบนดินก็ได้ แต่ปลูกแบบเลื้อยบนดินจะดีกว่า เพราะตามข้อปล้องที่เลื้อยไปตามผิวดินจะมีรากฝอยเจาะลงในดิน ได้ผลผลิตมากกว่าและอัตราการตายน้อยกว่าปลูกแบบขึ้นค้าง แต่สีผิวที่ผลจะไม่สม่ำเสมอ ด้านที่อยู่ติดผิวดินจะซีดกว่าด้านบน ควรหาวัสดุรองผลน้ำเต้าและกลับด้านบนลงล่างเพื่อสีผิวจะได้สม่ำเสมอทั่วทั้งผล อายุการปลูก เมื่อปลูกได้ 2 เดือน จะเริ่มแตกเถาและขึ้นค้าง ประมาณ 6-8 เดือน ผลจะแก่เต็มที่

ผู้ที่สนใจต้องการเมล็ดพันธุ์พืช ขอให้ส่งซองจดหมายติดแสตมป์ จ่าหน้าซองถึงตนเอง พร้อมกับซองพลาสติกแบบซิปไปด้วย จ่าหน้าซองถึง คุณคนึงนิตย์ บุญมาก บ้านเลขที่ 37/1 บ้านศรีดงเย็น หมู่ที่ 11 ตำบลตะเคียนปม อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูน 51160 หรือ โทร. (084) 740-5486 หรือติดต่อทาง Facebook : บ้านสวนต้นกล้า สำหรับท่านที่ได้รับเมล็ดพันธุ์พืชแต่ละชนิดและนำไปปลูกแล้ว แต่ละรายจะได้ประมาณ 4-5 เมล็ด เท่านั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อการขยายพันธุ์และกระจายพันธุ์ ได้ผลเป็นอย่างไร กรุณาถ่ายภาพและแจ้งให้ทราบทางสื่อออนไลน์ด้วย เพื่อให้บ้านสวนต้นกล้ามีความประทับใจ ภาคภูมิใจในการแบ่งปัน ผู้รับเองก็ประสบความสำเร็จในการปลูกเพื่อการกระจายพันธุ์ไปสู่เกษตรกรรายอื่นในโอกาสต่อไป

พริก อาศัยน้ำฝน บ้านหนองขาว ผลักดันก้าวสู่การผลิตแบบชีวภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีการเกษตร

รันตี วงศ์ตะนาวศรี

พริก อาศัยน้ำฝน บ้านหนองขาว ผลักดันก้าวสู่การผลิตแบบชีวภาพ

สวัสดีค่ะ พริก กับคนไทยเป็นของคู่กันมาช้านาน ในสำรับกับข้าวของคนไทยจึงไม่เคยขาดอาหารจานเผ็ด ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง แม้แต่ของทอดยังต้องมีน้ำจิ้มรสเผ็ดเป็นของคู่กัน แต่ในวันนี้วันที่คนกินหวาดหวั่นพรั่นพรึงกับสารเคมีที่ปะปนอยู่กับผลผลิตเกษตร พริกที่คนไทยกินใช้กันเยอะก็ถูกตั้งข้อกังขาไปด้วย ดังนั้น ฉบับนี้รันตีจึงขอนำท่านบุกเข้าไปในแนวป่า ฝ่าถนนลูกรัง ลัดตัดหลังทุ่งเพื่อมุ่งหน้าไปหาสวนพริกที่กาญจนบุรี สวนพริกที่นี่พยายามจะใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ลดสารเคมีให้น้อยลง อยู่ในระดับที่สมดุลเพื่อไม่ให้ตกค้างมาถึงคนกินอย่างเราท่าน เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่นี่มีดีอย่างไร จึงทำให้รันตีต้องพาหนังหน้าสวยๆ ไปตากแดด ตากลม ก้นระบมกับการนั่งรถ เดี๋ยวจะได้รู้กันค่ะ

ปลูกพริกอาศัยน้ำฝน

พาท่านมาพบกับ คุณสมยศ นิลเขียว เกษตรกรผู้ปลูกพริกที่บ้านโป่งกะอิฐ ตำบลหนองขาว อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี คุณสมยศ เล่าว่า มีพื้นที่ปลูกพริกอยู่ 3 ไร่ ในแต่ละปีจะปลูกพืชหมุนเวียนคือ ปลูกผักชีสลับกับพริก โดยจะหว่านผักชีก่อนในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากหว่านแล้ว 45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผักชีได้ จากนั้นจึงตัดหญ้าโดยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย ตัดหญ้าออกให้หมดก่อนที่จะปลูกพริกต่อไป สำหรับพริกที่คุณสมยศปลูกจะใช้พริกพันธุ์ดวงมณี ซึ่งเป็นพริกพันธุ์เบา ข้อดีของพริกพันธุ์นี้คือ ออกผลผลิตได้ก่อนพันธุ์อื่นๆ มีต้นเตี้ย แต่มีปัญหาอยู่บ้างคือ พริกพันธุ์นี้ไม่ค่อยทนต่อโรค คุณสมยศ บอกว่า การปลูกพริกของเกษตรกรในเขตนี้จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก โดยจะเริ่มต้นปลูกพริกช่วงเดือนเมษายน เกษตรกรจะใช้ต้นกล้าพริกที่เพาะไว้ ซึ่งมีอายุประมาณ 1 เดือน ปลูกเป็นแถว ระยะห่างประมาณ 30×30 เซนติเมตร หลังจากปลูกแล้วจะให้ปุ๋ยหมักชีวภาพ ที่มีสูตร ขี้หมู น้ำหมักหมู (ขี้หมู ผสมน้ำแช่เศษผัก 1 คืน) ฉีดพ่น ในส่วนวัชพืช หญ้าต่างๆ ก็จะใช้วิธีถอนเอา แทนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช

ใช้เคมีผสมอินทรีย์

เก็บผลผลิตได้เกือบ 7 เดือน

คุณสมยศ เล่าต่อไปว่า “ผมพยายามเรียนรู้และสนับสนุนให้เกษตรกรในเขตนี้หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น โดยตัวของผมเองได้พยายามนำมาใช้ก่อน เพื่อให้คนอื่นๆ เห็นผล ใช้อินทรีย์ชีวภาพผสมกับปุ๋ยเคมีซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ” วิธีการดูแลแปลงพริกของคุณสมยศมีดังนี้ ก่อนพริกออกดอกจะให้ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 หรือ ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอก็ได้ ให้ในอัตรา ไร่ละ 5 กิโลกรัม โดยโรยปุ๋ยใต้ทรงพุ่มพริก ส่วนสารเคมีฆ่าหญ้า กำจัดวัชพืชนั้น คุณสมยศจะไม่ใช้ แต่ใช้การถอนเป็นหลัก พริกที่ปลูกคุณสมยศจะเก็บครั้งแรกหลังจากปลูกไปได้ประมาณ 3 เดือน ก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้จนถึง 7 เดือน คือสิ้นสุดที่เดือนธันวาคม ผลผลิตก็จะลดลงจนไม่คุ้มค่าจ้างเก็บเกี่ยว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับฝนด้วย หากปีไหนฝนดีก็อาจจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานกว่านั้นด้วย

ผลผลิต ไร่ละ 1 ตัน

คุณสมยศ บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเก็บได้น้อยหน่อย แต่หลังจากนั้นผลผลิตจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การเก็บเกี่ยวจะเลือกเก็บเฉพาะพริกเมล็ดแดง หรือแบบที่ชาวบ้านเรียกว่า มันปู หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกแล้วก็จะเก็บเกี่ยวได้อีกทุกสัปดาห์ ปริมาณผลผลิตที่เก็บได้คือ ครั้งละประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ในช่วงที่พริกให้ผลผลิตคุณสมยศจะฉีดน้ำหมักหมูทุกสัปดาห์ และจะต้องหมั่นตรวจสอบโรคระบาดในแปลงพริกอย่างสม่ำเสมอ จะต้องคอยตรวจดูว่ามีโรคระบาดในแปลงข้างเคียงหรือไม่ ระบาดในแปลงของเราหรือไม่ หากมีโรคแอนแทรกโนสระบาดให้ใช้เคมีป้องกันกำจัด แต่คุณสมยศบอกว่าเรื่องโรคระบาดของพริกในพื้นที่โซนนี้มีไม่มากนัก โรคระบาดไม่หนัก ในส่วนแมลงศัตรูพืชก็ยังมีน้อย มีปัญหาไส้เดือนฝอยระบาดอยู่บ้าง แต่ก็แก้ไขได้โดยต้องทิ้งดินไว้สักระยะก่อนจะปลูกใหม่ ไส้เดือนฝอยก็จะหายไป ส่วนหนอนมีการระบาดบ้างแต่ยังไม่ถึงกับเสียหายมากนัก ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากมีการปลูกพืชหมุนเวียนหลายชนิดในพื้นที่ จึงทำให้ศัตรูพืชต่างๆ ยังไม่รุนแรง สำหรับปริมาณผลผลิตพริกของคุณสมยศ ตั้งแต่เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้จนถึงต้นพริกตาย จะได้ผลผลิตประมาณ ไร่ละ 1 ตัน

เกษตรกรปรับตัว

ขานรับอินทรีย์ชีวภาพ

พาท่านมาพบกับ คุณสุกัญญา อำนวย เกษตรกรผู้ปลูกพริกอีกท่านหนึ่งที่หันมาสนใจการผลิตพริกแบบอินทรีย์ชีวภาพควบคู่กับการใช้เคมีในแบบที่เหมาะสม คุณสุกัญญา เล่าว่า หันมาใช้ปุ๋ยแบบอินทรีย์ชีวภาพ ควบคู่กับการใช้เคมีมาหลายปีแล้ว พบว่าปริมาณผลผลิตก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และยังลดต้นทุนได้อย่างดี ก็เพราะเราปลูกพริกแบบอาศัยน้ำฝน หากปีใดฝนดี ผลผลิตเราก็ดีไปด้วย หากช่วงที่ฝนหมดไปยังมีความชื้นสูง พริกของเราก็ยังได้ความชื้นจากน้ำค้างมาช่วย แต่หากปีไหนฝนน้อย ความชื้นต่ำ ผลผลิตพริกก็มีน้อย ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนของลมฟ้าอากาศที่เรากำหนดไม่ได้ แต่เรายังสามารถกำหนดต้นทุนได้จากการปรับเปลี่ยนไปใช้สารอินทรีย์ชีวภาพเพิ่มขึ้น ก็เป็นการลดต้นทุนลงได้เป็นอย่างดี

เพิ่มการใช้สาร

อินทรีย์ชีวภาพ

ลดต้นทุนลงได้ 60%

คุณสมยศ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับผลผลิตพริกในเขตนี้จะมีคนซื้อคือ พ่อค้าคนกลาง ซึ่งจะมาพร้อมคนงานเก็บผลผลิต ผลผลิตส่วนใหญ่จะส่งไปที่ตลาดไทและส่งโรงงาน ราคาผลผลิตจากไร่แต่ละปีจะต่างกันไป ตั้งแต่ราคาค่อนข้างต่ำ ที่กิโลกรัมละ 25 บาท ไปจนถึงราคาสูงที่สุดที่เคยขายได้ อยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท คุณสมยศนั้นปลูกพริกมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ขายผลผลิตรวมได้ไร่ละประมาณ 50,000 บาท ต่อปี ตัวเลขนี้คุณสมยศยืนยันว่ามาจากการที่พยายามใช้สารอินทรีย์ชีวภาพให้มากขึ้น ผสมผสานกับการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี เท่าที่จำเป็น คุณสมยศ บอกว่า จากการทดลองทำอย่างนี้มาหลายปี พบว่าผลผลิตพริกที่ได้มีปริมาณไม่แตกต่างจากการผลิตแบบใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี อย่างเดียว แต่ต้นทุนการผลิตแบบใช้สารอินทรีย์ชีวภาพต่ำกว่ามาก นอกจากนั้น เมล็ดพันธุ์ที่ใช้คุณสมยศยังเลือกใช้พริกสายพันธุ์ธรรมชาติ ไม่ใช้พันธุ์ลูกผสม จึงสามารถเก็บเมล็ดตากแห้งไว้ทำพันธุ์ได้ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี

รันตีว่านี่เป็นการเกษตรวิถีที่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ปฏิเสธสารเคมี ไม่บ้าจี้แต่เรื่องชีวภาพ เอาทั้ง 2 ทางแบบพอดี พอเหมาะ เป็นวิถีการเกษตรของคนรุ่นใหม่ที่สนใจในความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ รอบตัว ใครอ่านแล้วสนใจใคร่เรียนรู้ อยากสอบถามพูดคุยกับ คุณสมยศ นิลเขียว โทร.ไปได้ที่ (087) 082-9088 ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้ว ขอลากันไปก่อน สวัสดีค่ะ

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชฯ ที่ ศวพ. ตรัง ต้นแบบการขยายผล เพื่อเป็นอาหารและสร้างรายได้เสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เทคโนโลยีการเกษตร

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชฯ ที่ ศวพ. ตรัง ต้นแบบการขยายผล เพื่อเป็นอาหารและสร้างรายได้เสริม

ในภาวะที่สินค้าเกษตรหลายชนิดมีราคาตกต่ำ เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิถีการทำเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้เกิดรายได้อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างในพื้นที่ภาคใต้ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกยางพารา แต่เมื่อราคายางตกต่ำ รายได้ที่เคยรับก็ลดลง ในขณะที่รายจ่ายยังเท่าเดิม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก

ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง หน่วยงานในสังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร จึงได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกพืชร่วมยางขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละราย เน้นพืชท้องถิ่นที่ตลาดต้องการและผู้บริโภคนิยม

คุณอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.8) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง หรือ ศวพ. ตรัง เป็นหน่วยงานของกรมวิชาการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยรับผิดชอบเป็นตัวแทนของกรมในพื้นที่จังหวัดตรัง ภายใต้การกำกับของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร มีหน้าที่ศึกษาวิจัยพัฒนาและทดสอบพืช ต่อเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่ ผลิตพันธุ์คัด พันธุ์หลัก และพันธุ์ขยายเมล็ดหรือท่อนพันธุ์พืช และกระจายพันธุ์พืช ให้บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตในพื้นที่ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ตรวจสอบรับรองปัจจัยการผลิต และสินค้าเกษตรมีคุณภาพได้มาตรฐาน และรับผิดชอบโครงการพิเศษและโครงการในพระราชดำริ (คลินิกเกษตรเคลื่อนที่) ในพื้นที่จังหวัดตรัง

“ในสถานการณ์ที่ยางพารามีราคาตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางพาราและนำไปสู่ความเดือดร้อนของเกษตรกร ศวพ. ตรัง จึงได้จัดทำศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกพืชร่วมยาง เพื่อเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรชาวสวนยางได้ศึกษาเรียนรู้นำไปปรับใช้ในการเพิ่มรายได้และปรับความเป็นอยู่ให้พอเพียงในการดำรงชีพ” คุณอนันต์ กล่าว

ด้าน คุณบรรเทา จันทร์พุ่ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง กล่าวเสริมว่า ทางศูนย์ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจำนวน 1 แห่ง ปลูกพืชผักหลากหลายชนิดหมุนเวียนกันไป ทั้งผักเหลียง ต้นขาไก่ ผักหวานป่า กะเพรา โหระพา แมงลัก ผักชีฝรั่ง มะเขือเปราะ มะเขือยาว ฟักทอง ชะมวง มันปู กระทือ ชะอม ส้มป่อย มะกรูด ถั่วฝักยาว ขมิ้น ตะไคร้ ข่า มะเม่า กระชาย ต้นหัศคุณ ชำมะเลียง บวบงู แฟง มะระจีน มะระขี้นก น้ำเต้ากลม ข้าวโพดหวาน พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน ดีปลี กล้วย มะนาว มะละกอ ข้าวไร่ ข้าวเหนียวดำ เดือย และพืชอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด

ส่วนศูนย์การเรียนรู้การปลูกพืชร่วมยาง มี 3 แปลงต้นแบบ คือ การปลูกผักเหลียงร่วมยาง การปลูกต้นขาไก่ร่วมยาง และการปลูกสะละร่วมยาง โดยการดำเนินกิจกรรมเน้นการปลูกพืชผักท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ที่บริโภคพืชผักเหล่านี้อยู่แล้ว

สำหรับพืชผักที่เกษตรกรในพื้นที่นิยมปลูก ประกอบด้วย

ผักเหลียง การขยายพันธุ์ผักเหลียง สามารถขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และการใช้ต้นจากรากแขนง วิธีที่นิยมกันมากในปัจจุบันคือ การปลูกด้วยกิ่งตอนจะได้ทรงพุ่มดี ให้ผลผลิตมาก และรวดเร็ว

การเตรียมพื้นที่ปลูกผักเหลียง : ระยะปลูก 3×3 เมตร ต้นพันธุ์ที่ใช้ต้องเป็นพันธุ์ที่แข็งแรง วางต้นพันธุ์ให้เอียง 45 องศา ในหลุมที่ขุดแล้วกลบดินแต่พอแน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใช้ไม้หลักปักผูกเชือกให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันลม

ทั้งนี้ ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝนหรือช่วงฝนตกจะช่วยให้ไม่เสียเวลาและแรงงาน ในการรดน้ำ

การให้ปุ๋ยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน ใช้ปุ๋ยสูตร 15-7-18, 15-15-15 ผสมกับปุ๋ยสูตร 12-5-14 อัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี

กรณีปลูกร่วมในสวนยาง ในสวนไม้ผล ในช่วงต้นฤดูฝน ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี

การเก็บเกี่ยวผักเหลียง : เริ่มเก็บเกี่ยวเมื่อต้นผักเหลียงมีอายุ 2 ปีขึ้นไป เก็บเกี่ยว 15-30 วัน ต่อครั้ง เก็บยอดอ่อนถึงยอดเพสลาด ควรเด็ดให้ชิดข้อ ไม่เด็ดกลางข้อหรือตัด เพราะจะทำให้การแตกยอดอ่อนในครั้งต่อไปจะช้า เมื่อเก็บแล้วอย่าให้ใบหรือยอดอ่อนนั้นถูกแสงแดดและลม ควรพรมน้ำแต่พอชุ่ม สามารถเก็บได้นาน ประมาณ 5-6 วัน

ต้นขาไก่ มีลักษณะต้นทรงพุ่มคล้ายต้นผักเหมียงในภาคใต้ แต่รสชาติหวาน หอม และมัน มีคลอโรฟิลสูง ช่วยระบบขับถ่าย บำรุงสายตา บำรุงโลหิต เด็ดยอดรับประทานสดๆ หรือปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนู ทั้งแกงเลียง ผักลวกจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอยและอื่นๆ

ปัจจุบันมีเกษตรกรนิยมปลูกกันมากที่สุด ในตำบลหนองบ่อ อำเภอย่านตาขาว

การขยายพันธุ์ต้นขาไก่ สามารถขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และการปักชำ ปลูกง่าย โตเร็ว 6-8 เดือน ก็เก็บยอดอ่อนขายได้ตลอดทั้งปี อายุต้นละไม่ต่ำกว่า 20 ปี ไม่มีโรคและแมลงรบกวน จึงไม่ต้องใช้สารเคมี

พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน การขยายพันธุ์พริกไทยพันธุ์ปะเหลียน สามารถขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี คือ การเพาะเมล็ด การปักชำไหล และการปักชำแขนง การตอน วิธีการที่นิยมในปัจจุบันคือการปักชำไหล เพื่อทำเป็นพริกไทยค้าง และการปักชำแขนง เพื่อทำเป็นพริกไทยพุ่ม

ระยะปลูก 2.25×2.25 เมตร หรือ 2.25×2.50 เมตร ส่วนการปักค้างพริกไทย ควรใช้ค้างไม้แก่นหรือค้างปูนซีเมนต์ ขนาด 4x4x4 เมตร ฝังลึก 50-60 เซนติเมตร กลบดินให้แน่น หลังจากนั้น ขุดหลุมขนาด 40×50 เซนติเมตร ลึก 40 เซนติเมตร ค้างละ 1 หลุม ห่างจากโคนค้าง 15 เซนติเมตร ผสมดินกับปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา (ดิน) 3 : 1 แล้วใส่ในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำยอดพันธุ์ที่เตรียมไว้ปลูกหลุมละ 2 กิ่ง ให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้าง กลบดินให้แน่น รดน้ำให้ชุ่ม ใช้วัสดุพรางแสง ประมาณ 3-4 เดือน หรือจนกว่าพริกไทยจะตั้งตัวได้

การดูแลรักษา การตัดแต่ง ปีที่ 1 เหลือยอดที่สมบูรณ์ไว้ ค้างละ 4-6 ยอด ใช้เถาวัลย์หรือเชือกฟางผูกยอด ให้แนบติดกับค้างโดยผูกข้อเว้นข้อ จนกระทั่งพริกไทยอายุ 1 ปี ตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตร จากระดับผิวดิน ปีที่ 2 ตัดแต่งเช่นเดียวกับปีแรก จนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไปประมาณ 30 เซนติเมตร ให้ผูกไว้บนยอดค้างและใช้เชือกไนลอนผูกทับเถาวัลย์เดิมเป็นเปลาะๆ ห่างกัน 40-50 เซนติเมตร ปีที่ 3 ตัดไหลและปรางบริเวณโคนต้น ปลิดใบที่ลำต้นออก เพื่อให้โคนโปร่ง

ถ้าพริกไทยยังไม่ถึงยอดค้าง เด็ดช่อดอกออกให้หมด เพราะจะทำให้พริกไทยเจริญเติบโตช้า

การใส่ปุ๋ย ช่วงแรกใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปีละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 400-500 กรัม ต่อค้าง แบ่งใส่เดือนละ 1 กำมือ ต่อต้น

ในกรณีที่ดินมีสภาพเป็นกรด ให้ผสมสารปรับสภาพดิน ไดนาไมท์ ชนิดน้ำ สามารถปล่อยไปกับการให้น้ำ อัตรา 500 ซีซี ต่อ 2 ไร่ ทุกๆ 2-3 เดือน ช่วงที่ 2 ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 500 กรัม (3 กำมือ) ต่อค้าง ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ช่วงที่ 3 สูตร 15-15-15 อัตรา 100-200 กรัม ต่อค้าง + ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 400 กรัม (2-3 กำมือ) ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม

หลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน เมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ ลดเหลือ 2-3 วัน ต่อครั้ง พริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้วควรให้ 3-4 วัน ต่อครั้ง ตามสภาพดินฟ้าอากาศ

มะนาวแป้นพิจิตร 1 มะนาวแป้นพิจิตร 1 สามารถปลูกได้ในบ่อซีเมนต์ โดยการเตรียมดินปลูกมะนาวและขนาดของวงบ่อซีเมนต์ จะใช้ขนาดวงเส้นผ่าศูนย์กลาง 80-100 เซนติเมตร ใช้ฝาวงบ่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างกว่า 10 เซนติเมตร เพื่อป้องกันรากแทงทะลุลงดิน

ดินผสมที่จะใช้ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ จะใช้วัสดุปลูกหลัก 3 ชนิด คือ หน้าดิน 3 ส่วน ขี้วัวเก่า 1 ส่วน และเปลือกถั่วเขียว 2 ส่วน (ถ้าไม่มี ใช้แกลบดิบแทน) ผสมคลุกเคล้ากัน การใช้เปลือกถั่วเขียวจะช่วยให้สภาพดินมีการระบายน้ำที่ดี ถ้าใช้แค่หน้าดินผสมกับขี้วัวจะทำให้ดินปลูกแน่น เวลาให้น้ำไป 3-4 วัน น้ำยังไม่ถึงข้างล่างของวงบ่อ

เทคนิคในการผสมวัสดุปลูก จะต้องปูพื้นด้วยหน้าดินเป็นขั้นแรก หลังจากนั้น ใส่ขี้วัวเก่าเป็นชั้นที่ 2 แล้วตามด้วยเปลือกถั่วเขียวเป็นชั้นบนสุด หลังจากนั้น ใช้เครื่องตีพรวนติดรถไถจะเร็วกว่าใช้แรงงานคน

การใส่วัสดุปลูกลงบ่อซีเมนต์มีเทคนิค โดยจะต้องใส่ให้พูนเป็นภูเขาเลย และที่จะต้องเน้นเป็นพิเศษขณะที่ใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อนั้นคือ จะต้องขึ้นเหยียบวัสดุปลูกขอบๆ วงบ่อ บริเวณตรงกลางไม่ต้องเหยียบ การใส่วัสดุปลูกให้เป็นภูเขาจะช่วยในเรื่องดินยุบลงมาเสมอวงบ่อได้นานถึง 1 ปี ซึ่งเป็นการลดปัญหาเรื่องโรคโคนเน่าได้

หลังจากที่ใส่วัสดุปลูกลงในบ่อซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว ให้ขุดเปิดปากหลุมขนาดเท่ากับขนาดของถุงที่ใช้ชำต้นมะนาว รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16 อัตราประมาณ 1 กำมือ ถอดถุงดำปลูกต้นมะนาวให้พอดีกับระดับดินเดิม กลบดินแล้วใช้เท้าเหยียบรอบๆ ต้น เพื่อไม่ให้โยกคลอน ปักไม้เป็นหลักกันลมโยกและใช้เชือกฟางมัดต้นมะนาวไว้กับหลัก

หลังจากปลูกเสร็จให้เดินท่อ PE เจาะหัวมินิสปริงเกลอร์และวางท่อ PE พาดไปกับวงบ่อเลยเพื่อสะดวกต่อการทำงาน

การปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ปลูกไปแล้วนับไปอีก 8 เดือน สามารถบังคับให้ต้นออกดอกได้ ถ้าจะบังคับให้มะนาวออกฤดูแล้งในรุ่นแรก ให้ปลูกต้นมะนาวในช่วงเดือนมกราคม ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ในปีเดียวกันบังคับต้นให้ออกดอกได้โดยใช้หลักการเหมือนกับที่ปลูกลงดิน

ผลผลิตมะนาวฤดูแล้งจะไปแก่และเก็บผลผลิตขายได้ราคาแพงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของปีถัดไป เท่ากับว่าการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ใช้เวลาปลูกเพียงปีเศษเท่านั้น สามารถเก็บมะนาวฤดูแล้งขายได้ ตัดแต่งกิ่งมะนาวในวงบ่อซีเมนต์อย่างหนัก ทุกๆ 3 ปี ในช่วงปีที่ 1-2 จะตัดแต่งบ้างแต่ไม่มากนัก

“ศวพ. ตรัง จัดทำศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชผสมผสานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกพืชร่วมยาง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรที่เคยผลิตพืชเชิงเดี่ยว เช่น ยางพารา ข้าว หรือพืชไร่ชนิดใดชนิดหนึ่ง มาทำการเกษตรแบบผสมผสาน การปลูกพืชร่วมยาง และการปลูกพืชแซมยาง รวมถึงการผลิตไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ดอก ไม้ประดับ การเลี้ยงสัตว์ และการประมง โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดภายในประเทศและความสอดคล้องกับทรัพยากรของพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก และเจ้าหน้าที่ของ ศวพ. ตรัง จะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้และคำแนะนำทางเลือกในการประกอบอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรตัดสินใจ ปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายภายในครอบครัวเกษตรกร” คุณบรรเทา กล่าวทิ้งท้าย

หากสนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อแนะนำต่างๆ ในการปลูกพืชของศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการปลูกพืชร่วมยาง ติดต่อได้โดยตรงที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง เบอร์โทรศัพท์/โทรสาร (075) 203-123

ผักออร์แกนิก ห้วยขุนราม ลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักออร์แกนิก ห้วยขุนราม ลพบุรี

ธรรมชาติได้จัดสรรต้นไม้และระบบนิเวศไว้อย่างสมดุลดีแล้ว เราจึงควรให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างเหมาะสม และหาหนทางที่จะอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นไว้ให้คงอยู่ตลอดไป แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เกษตรกรได้ใช้สารปราบศัตรูพืช โรคพืชและปุ๋ยเคมีกันอย่างกว้างขวาง ส่งผลเสียต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

ปัจจุบันเราเริ่มเรียนรู้จากการใช้สารเคมีในการปลูกพืชอย่างเกินความจำเป็นว่ามีบทเรียนอย่างไรทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค คนส่วนหนึ่งตระหนักในสิ่งนี้และพยายามขวนขวายที่จะหาพืชผักที่ไร้สารเคมีมาทดแทนในการบริโภคประจำวัน เราจะเห็นข่าวคนใกล้ตัวเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งด้วยวัยเพียงยี่สิบกว่าปีกันบ่อย ทั้งที่เมื่อก่อนคนสูงวัยจึงมักจะเป็นโรคนี้เนื่องจากการสะสมของสารพิษต้องใช้เวลานาน แต่ปัจจุบันการก่อตัวของโรคมะเร็งในร่างกายใช้เวลาไม่นาน เป็นเพราะเราใช้สารพิษในพืชผักมากขึ้นทำให้ระยะเวลาของการสะสมสารพิษสั้นลง

เมื่อเดือนมิถุนายน มีการเปิด “ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบลห้วยขุนราม” อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณสุจิตรา ฉ่ำเพชร หรือ ป้าอร หญิงเหล็กของวงการผักอินทรีย์จังหวัดลพบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2551 ป้าอรได้มีโอกาสอบรมเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์รุ่นแรก ของมูลนิธิ MOA และได้ยืนหยัดทำเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่คนร่วมรุ่นเลิกรากันไปหมดแล้ว

ป้าอร บอกว่า การอบรมครั้งนี้คิดว่าจะเป็นการให้ความรู้เรื่องการปลูกพืชเท่านั้น จากความคิดเดิมที่คิดว่าการปลูกพืชจะทำได้เฉพาะเชิงเดี่ยวเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีการปลูกพืชแบบผสมผสานก็ได้ นอกจากนี้ ยังไม่ให้มีการใช้ยาปราบศัตรูพืชและปุ๋ยเคมีด้วยจะทำได้อย่างไร โดยที่ตัวเองไม่มีความรู้เรื่องเกษตรเลย แต่ก็มั่นใจว่าแนวทางนี้น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า เนื่องจากไม่มีสารพิษใช้ในกระบวนการทั้งหมด ก็กลับบ้านมาปลูกแฟง กล้วย ฟักทอง ซึ่งพืช 3 อย่างนี้ มูลนิธิ MOA จะเป็นผู้รับซื้อทั้งหมด เนื่องจากสถานที่ของป้าอรห่างจากมูลนิธิฯ จึงต้องเป็นพืชผลที่ทนทานต่อการขนส่ง ช่วงนั้นสวนป้าอรไม่มีทั้งน้ำทั้งไฟฟ้า ผลผลิตที่ได้สมบูรณ์จึงเป็นการปลูกในช่วงที่มีฝนดีเท่านั้น ส่วนในฤดูร้อนผลผลิตเสียหาย ไม่มีจำนวนมากนัก อย่าว่าแต่น้ำที่จะมารดต้นไม้เลย น้ำที่จะอุปโภคบริโภคก็แร้นแค้น แต่ด้วยความเป็นคนสู้จึงทำให้มูลนิธิฯ เห็นในความตั้งใจ จึงมีการประสานกับหน่วยงานกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขอความช่วยเหลือเรื่องนี้ในช่วงปี พ.ศ. 2552 จนมีการอนุมัติงบประมาณมาเมื่อปี พ.ศ. 2556 จำนวน 16 บ่อ แต่ไม่มีน้ำจำนวน 4 บ่อ ใช้ได้จำนวน 12 บ่อ เป็นบ่อที่ใช้ในงานตรวจสอบของกรมเอง 2 บ่อ จึงเหลือบ่อที่ใช้บริโภคอุปโภคในตำบลห้วยขุนรามจริงๆ 10 บ่อ ครอบคลุมจำนวน 70 กว่าครัวเรือน ใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท

ป้าอร เล่าว่า “ไม่มีใครคิดว่าจะได้บ่อน้ำ เพราะป้าอรเองไม่ได้เป็นคนรู้หนังสือ อ่านและเขียนไม่ได้ วันที่รถเจาะบาดาลของกรมทรัพย์ฯ เข้ามา ชาวบ้านมารุมดูเพราะไม่เชื่อว่าใครจะทำได้ แต่ป้าอรก็ได้ทำให้เห็นว่าความพยายามจะต้องสำเร็จได้ จากพื้นที่ที่ไม่มีน้ำและไฟฟ้า ในปี 56 ชาวบ้านได้ใช้ทั้งน้ำและไฟฟ้า แต่ในส่วนไฟฟ้าของป้าอรได้ใช้ไม่นาน มีคนมาลักตัดสายไฟเข้าบ้าน ไม่ได้ใช้ไฟฟ้ามาหลายปีจนกระทั่งมีนายกฯ อบต. ท่านหนึ่ง เอาแผงโซลาร์เซลล์มาให้ใช้เป็นไฟแสงสว่าง”

ส่วนมุ้งนั้น ป้าอรได้ไปอบรมเกษตรเมื่อปี พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นโครงการของจังหวัดร่วมกันระหว่าง 4 จังหวัดภาคกลางตอนบน คือ ชัยนาท ลพบุรี อ่างทอง และสิงห์บุรี ก็ได้สนับสนุนจากจังหวัดลพบุรีและเกษตรจังหวัดลพบุรี จำนวน 2 โรงเรือน มีความกว้าง 5 เมตร ยาว 30 เมตร รวมถึงอินทรียวัตถุและปัจจัยการผลิตอื่นๆ อีกด้วย

ในปีนี้เองป้าอรได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ออร์แกนิกไทยแลนด์ มีผักในสวน 6 อย่าง อาทิ ผักชีไทย ผักชีลาว คะน้า หน่อไม้ฝรั่ง และตะไคร้ โดยมีบริษัท แนชเชอรัล แอนด์ พรีเมี่ยม ฟู๊ด จำกัด เป็นผู้รับซื้อทั้งหมด แต่ปัจจุบันป้าอรได้เพิ่มผักโขมแดงลงไปอีกอย่าง เนื่องจากต่างประเทศโดยเฉพาะเยอรมนีต้องการมาก รถของบริษัทจะมารับซื้อที่หน้าสวนทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ โดยบริษัทต้องการผลผลิตให้มากขึ้น แต่ป้าอร บอกว่า ด้วยศักยภาพ 2 คน กับลูกชายทำได้เพียงแค่นี้ ส่วนฟักทอง กล้วย มะละกอ ทางมูลนิธิ MOA จะมารับสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับผักอย่างอื่นที่ปลูกในบริเวณเดียวกันที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ก็สามารถจำหน่ายได้ทั่วไป โดยผู้ซื้อเชื่อถือว่าผลผลิตจากสวนนี้ทุกอย่างไม่ได้ใช้สารเคมีแน่นอน

ปรับปรุงดินให้ดี ผลผลิตก็จะดี

เคล็ดลับในการทำเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผลผลิตที่ดี ป้าอร บอกว่า “ดินเป็นปัจจัยการปลูกที่สำคัญ เกษตรอินทรีย์เน้นที่การเตรียมดินให้สมบูรณ์ เนื่องจากที่สวนเลี้ยงหมูป่าไว้ ก็จะเอาฉี่ของหมูป่านี่แหละมาใส่ถังไว้ในถัง 20 ลิตร ส่วนมูลหมูป่าตัดใส่ถุงปุ๋ยปิดปากถุง นำมาใส่ในถังนี้ด้วย ใส่ พด.1 ไป 1 ซอง เติมฉี่หมูไปเรื่อยๆ จนเต็มถัง ปิดฝาไว้ในร่มไว้ประมาณ 1 เดือน ก็จะนำมาใช้ได้ อัตราการใช้ 1 กระป๋องปลากระป๋อง ต่อน้ำ 20 ลิตร รวมจุลินทรีย์หน่อกล้วย 1 กระป๋อง และน้ำส้มควันไม้อีก 2-3 กระป๋อง ของทั้ง 3 อย่างรวมกันแล้วนำมาราดบนดิน แล้วใช้จอบพรวนดินให้เข้ากันก็สามารถหว่านเมล็ดผักได้เลย ส่วนมูลหมูในถุงก็เอามาหว่านในแปลงเช่นกัน สำหรับเมล็ดพันธุ์ของผักซองที่ซื้อมาให้ล้างด้วยน้ำเปล่าลงในโถส้วมเพื่อไม่ให้สารที่เคลือบเมล็ดมาปะปนในแหล่งน้ำหรือในดินของเราอีก ส่วนเมล็ดที่มีขนาดเล็ก เช่น ผักขม ผักสลัด ผักชีลาวไม่ต้องล้าง”

น้ำลายปลวก

ทุกๆ ครั้งที่มีการเก็บผักก็จะทำเช่นนี้กับแปลงในมุ้ง เมื่อเก็บผักได้ 2 รอบ ก็จะนำน้ำลายปลวกซึ่งป้าอรได้ทำไว้ โดยเอาเศษกิ่งไม้มาวางกองไว้เรื่อยๆ จนกองสองประมาณ 1.5 เมตร ก็จะทำกองใหม่เป็นหย่อมๆ ไว้ ใช้ พด.1 ผสมน้ำราดไว้ หมั่นดูแลอย่าให้กองแห้งมาก ก็จะมีปลวกเข้ามากัดกินเนื้อไม้จนผุกร่อนเป็นผงหล่นลงมาใต้กองไม้ก็จะตักเอาส่วนนี้มาโรยลงในแปลงเพื่อเป็นการเพิ่มความสมบูรณ์ของดิน ผักชีไทยซึ่งปกติใช้เวลา 45 วัน ถ้าทำแปลงให้สมบูรณ์อย่างนี้จะใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็สามารถถอนผักชีขายได้แล้ว การใช้จุลินทรีย์และน้ำส้มควันไม้นี้ทำให้แปลงผักของป้าอร แทบจะไม่ต้องพักแปลงเลยเนื่องจากมีความสมดุลของธรรมชาติ

ยุทธศาสตร์ของจังหวัดลพบุรี

คุณเจริญ พิมพ์ขาล หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า “เป็นวิสัยทัศน์ของจังหวัดลพบุรีที่จะมีการส่งเสริมให้ทำเกษตรอินทรีย์ โดยการสนับสนุนมุ้งและปัจจัยการผลิต อินทรียวัตถุ และเมล็ดพันธุ์ สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 20 กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นผักกินใบ ทานตะวันงอก ส่วนหนึ่งของผักจะถูกส่งไปต่างประเทศ โดยมีบริษัทเอกชนมารับถึงแปลงเกษตรกร กลุ่มที่เป็นเกษตรอินทรีย์เต็มตัวแล้วด้วยการมีหน่วยงานราชการรับรอง 10 ราย ส่วนที่เหลืออีก 10 ราย อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน การทำการเกษตรอินทรีย์ถือเป็นนโยบายสำคัญของจังหวัดลพบุรี”

มุ้งที่มีการสนับสนุนให้เกษตรกรนี้ ผู้เขียนเห็นครั้งแรกที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เข้าใจว่าเป็นการสนับสนุนของหน่วยงานส่วนกลางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สอบถามไปทางเกษตรจังหวัดอื่น ก็ได้ทราบข้อมูลว่าไม่มีการสนับสนุนและไม่เคยพบเห็น พอมาวันนี้สอบถามคุณเจริญ จึงได้ทราบว่า “โรงเรือนมุ้งสำหรับเกษตรอินทรีย์นี้ ได้เริ่มทำกันอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันได้จัดทำไปแล้ว 40 โรงเรือน งานนี้เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ของจังหวัดลพบุรี ไม่ใช่ส่วนราชการส่วนกลาง โดยจะมีเกษตรกรในเครือข่ายมาขึ้นทะเบียนกับเกษตรจังหวัดเพื่อขอความสนับสนุนซึ่งจะต้องมีผู้ซื้อที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรีก็จะพิจารณาเป็นรายๆ ไป โดยคำนึงถึงความพร้อมของทั้งสองฝ่าย”

ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม หรือซื้อผลผลิต สอบถามได้ที่ คุณสุจิตรา ฉ่ำเพชร หรือ ป้าอร โทร. (084) 706-1995

เปิดไอเดีย “ภานุ แย้มศรี” ผู้ว่าฯ เมืองลิง ทำลพบุรี เป็นศูนย์กลางตลาดแพะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

รายงานพิเศษ แพะเมืองละโว้

สุจิต เมืองสุข

เปิดไอเดีย “ภานุ แย้มศรี” ผู้ว่าฯ เมืองลิง ทำลพบุรี เป็นศูนย์กลางตลาดแพะ

จังหวัดลพบุรี เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ภูมิประเทศของจังหวัดลพบุรี แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ที่ราบลุ่ม และพื้นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขา มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน คือ แม่น้ำป่าสัก มีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพื่อกักเก็บน้ำ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวจังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งยังมีแม่น้ำลพบุรีไหลผ่านทางฝั่งตะวันตกของจังหวัด รวมทั้งมีระบบคลองชลประทานที่เป็นประโยชน์ในทางเกษตรกรรม สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบร้อนชื้น อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และยังได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นและพายุไต้ฝุ่นอีกด้วย

ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดลพบุรี ประกอบอาชีพด้านการเกษตรทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การผลิตปศุสัตว์ที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคนม โคเนื้อ ทั้ง 4 ชนิดสัตว์สามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดลพบุรีไม่น้อยกว่า 19,917 ล้านบาท ต่อปี

และแม้ว่าที่ผ่านมา แพะ จะไม่ได้จัดอยู่ในปศุสัตว์ที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี แต่จากตัวเลขการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ พบว่า จำนวนแพะในจังหวัดลพบุรีมีมากเป็น อันดับ 1 ของภาคกลาง และติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ ทำให้จังหวัดลพบุรี ให้ความสำคัญกับแพะ ยกระดับให้แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน 2 (ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง) ซึ่งปัจจุบัน มีความต้องการจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอัตราความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบัน การผลิตแพะยังถือว่ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัจจัยดังกล่าว ทำให้จังหวัดลพบุรีนำข้อมูลมาเป็นตัวตั้ง ผนวกกับสภาพอากาศ ภูมิประเทศ วัตถุดิบอาหารสัตว์ มีความพร้อมรองรับ เพื่อพัฒนารูปแบบการเลี้ยงแพะให้เป็นระบบที่ดีและมีความพร้อม

แม้ว่าจำนวนการผลิตแพะของจังหวัดลพบุรีมีมากเป็น อันดับ 1 ของภาคกลาง แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่เคยได้เผยแพร่ออกสู่สื่อสาธารณะให้เป็นที่รับทราบ ทำให้วันนี้ ทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จึงต้องขอความอนุเคราะห์ข้อมูลจากคุณภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัด และ นายสัตวแพทย์จรูญ ชูเกียรติวัฒนา ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ให้ข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

คุณภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในจังหวัดลพบุรี เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในปัจจุบันมีผู้เลี้ยงแพะมากเกือบ 400 ราย จำนวนแพะทั้งหมด 20,433 ตัว จำนวนแพะเนื้อมีมากกว่า 18,000 ตัว มีแพะนมบ้างไม่มากนัก จากเดิมเริ่มมีการส่งเสริมการเลี้ยงแพะในจังหวัดลพบุรีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 โดยจังหวัดเห็นความสำคัญในการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ จัดสรรงบประมาณจัดซื้อพ่อแม่พันธุ์มาแจกจ่ายให้กับเกษตรกร เป็นต้นแบบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้มีคุณภาพ แต่สิ่งสำคัญของการส่งเสริมเกษตรกรในการเลี้ยงแพะ ไม่ใช่เพียงการพัฒนาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ให้มีคุณภาพเพียงอย่างเดียว ปัจจัยแวดล้อมในการเลี้ยงแพะก็เป็นสิ่งจำเป็น

“สภาพภูมิประเทศที่มีความเหมาะสมของจังหวัดลพบุรี เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรที่เลี้ยงแพะรู้สึกได้ว่า มีฐานความพร้อมในการผลิตที่เหมาะสม ซึ่งไม่เฉพาะสภาพภูมิประเทศ ที่เป็นที่ดอน โคก ที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของแพะ และยังมีบางพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำไร่ได้ผลผลิตอย่างเหมาะสม แต่ด้วยความผันแปรของสภาพอากาศ ส่งผลให้ภาวะแล้งเข้าใกล้ตัวเกษตรกรมากขึ้น การทำไร่ ทำนา ของเกษตรกรหลายรายที่ทำเกษตรเชิงเดี่ยวได้รับผลกระทบ จังหวัดจึงอยากให้เกษตรกรมีทางเลือกอื่นเข้ามาเสริมการเกษตรหลักที่ทำอยู่ เช่น การแบ่งพื้นที่บางส่วนของการเกษตรสำหรับเลี้ยงแพะ และผลผลิตที่เหลือจากการเกษตร ก็เป็นวัตถุดิบที่ดีพอสำหรับอาหารแพะ เท่ากับเกษตรกรมีต้นทุนการเลี้ยงแพะอยู่แล้ว จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรในการทำการเกษตร โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม”

แม้ว่าจังหวัดจะเห็นความสำคัญ ส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โดยการซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาแจกจ่ายให้กับเกษตรกร ตั้งแต่ พ.ศ. 2553 แล้วก็ตาม แต่การส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งในการทำการเกษตร ไม่ใช่เพียงการซื้อให้แล้วเท่านั้น การติดตามผลและปิดช่องโหว่ให้การดำเนินงานสำเร็จยังเป้าหมาย เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี อธิบายว่า การจัดงานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1 เมื่อ วันที่ 8-9 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา เป็นการจัดงานครั้งแรกของจังหวัดลพบุรีที่เกี่ยวกับแพะ แม้จะเป็นที่รู้กันว่า แพะในจังหวัดลพบุรีมีจำนวนมาก แต่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย การจัดงานแพะเมืองละโว้ขึ้นก็เพื่อให้เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า จังหวัดลพบุรีมีความสามารถในการผลิตแพะได้ตามที่ตลาดต้องการ เพราะปัจจุบันผลผลิตแพะของจังหวัดลพบุรี นอกจากมีจำนวนที่สามารถป้อนออกสู่ตลาดแพะได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะฟาร์มผลิตแพะได้มาตรฐานของกรมปศุสัตว์มีหลายฟาร์ม ร้อยละ 80 ของจำนวนฟาร์มทั้งหมด อีกทั้งการปรับปรุงพันธุ์แพะที่ส่งเสริมมาก่อนช่วยให้เนื้อแพะที่ได้จากฟาร์มในจังหวัดลพบุรีมีคุณภาพดี ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาดแพะเนื้ออย่างมาก

การปรับปรุงพันธุ์แพะให้มีคุณภาพ จัดเป็นเป้าประสงค์หลักของการส่งเสริมและการจัดการระบบฟาร์มแพะในจังหวัดลพบุรี ซึ่งเมื่อ คุณภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัด เห็นแนวทางการส่งเสริมจึงจัดสรรงบประมาณยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดให้ซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ในปี 2557 จำนวน 84 ตัว แบ่งเป็น พ่อพันธุ์ 12 ตัว แม่พันธุ์ 72 ตัว เพื่อยกระดับสายเลือดพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งเดิมพันธุ์พื้นเมืองเดิมจะตัวเล็ก ให้ลูกน้อย น้ำหนักน้อย อัตราแรกเนื้อต่ำ เมื่อนำมาผสมเพื่อคุมฝูง สายเลือดที่ได้จะเป็นแพะลูกผสม อัตราให้ลูกดก อัตราแรกเนื้อสูง โตเร็ว ในการส่งเสริมครั้งนั้น ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเห็นชัดว่า หากมีการปรับปรุงสายพันธุ์ ให้อาหารตามหลักวิชาการ แพะเนื้อจะเจริญเติบโตดี ระยะเวลาเพียง 5 เดือน ก็สามารถขายได้ ราคาเนื้อแพะ กิโลกรัมละ 100-110 บาท น้ำหนักต่อตัวไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม

เมื่อปี 2557 ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์แพะ เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ ได้รับคำแนะนำส่งเสริมเรื่องอาหารและการเลี้ยงจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการเลี้ยงแพะสูงขึ้น จังหวัดจึงอนุมัติงบประมาณและจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด เพื่อจัดซื้อพ่อพันธุ์ 20 ตัว แม่พันธุ์ 120 ตัว เพื่อนำไปปรับปรุงพันธุ์ โดยผสมกับพันธุ์พื้นเมือง นำไปคุมฝูง เมื่อประเมินว่าประสบความสำเร็จ จึงอนุมัติงบประมาณและจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด ในปี 2559 ต่อเนื่อง เพื่อซื้อพ่อพันธุ์เลือดร้อย 6 ตัว และแพะคุมฝูงอีก 40 ตัว

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี บอกว่า การเจริญเติบโตของตัวเลขผลผลิตจำนวนแพะที่มากขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่บอกได้ว่า การส่งเสริมและปรับปรุงพันธุ์แพะของจังหวัดประสบความสำเร็จ แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายหลักที่จังหวัดต้องการ เพราะการเพิ่มปริมาณการผลิตมากขึ้นและขยายวงกว้างออกไปนั้น ข้อกังวลของการเติบโตในจำนวนแพะต้องดำเนินไปอย่างไม่ไร้จุดหมาย ทำให้จังหวัดลพบุรีจำเป็นต้องเดินหน้าในทุกทาง เพื่อให้คุณภาพแพะเป็นที่รู้จักของตลาด ซึ่งตลาดต้องเดินเข้ามาหา นอกจากนั้น ยังวางเป้าหมายไว้ให้แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกประเภทหนึ่ง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงเพิ่ม เป็นรายได้เสริมจากการทำการเกษตรหลักเดิม หรือหากไปได้ดีก็อาจเป็นรายได้หลักในการยังชีพได้

“โชคดีที่วัตถุดิบในเรื่องของอาหารในพื้นที่ลพบุรี มีมากพอ และเป็นส่วนที่เหลือจากผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งปลูกเป็นรายได้หลักอยู่แล้ว ทำให้ต้นทุนการผลิตในเรื่องของอาหารแพะเป็นต้นทุนที่ถูกลง”

ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี กล่าวอีกว่า ในอดีตการเลี้ยงแพะของจังหวัดลพบุรี เป็นการเลี้ยงแบบไล่ทุ่งแพะเนื้อพันธุ์ลูกผสมในพื้นที่ว่างเปล่า เมื่อเกษตรกรต้องการใช้เงิน ก็จะแจ้งให้พ่อค้ามารับซื้อแพะในราคาที่ถูกกำหนดโดยพ่อค้า ซึ่งได้ราคาถูก ประมาณ 50-60 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อจังหวัดเริ่มส่งเสริม ในปี 2553 แพะก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในจังหวัดลพบุรีเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อได้รับการส่งเสริมอย่างจริงจัง ด้วยการปรับเป็นแผนยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด

ปัจจุบัน จังหวัดลพบุรี มีเกษตรกรเลี้ยงแพะ จำนวน 391 ราย จำนวนแพะ 19,523 ตัว แบ่งเป็นแพะเนื้อ 18,602 ตัว เกษตรกร 372 ราย และแพะนม 921 ตัว เกษตรกร 20 ราย ซึ่งถือว่าจังหวัดลพบุรี มีปริมาณมากที่สุดในพื้นที่ เขต 1 การเลี้ยงแพะกระจายอยู่ในพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดลพบุรี และจากนโยบายการส่งเสริมของกรมปศุสัตว์ที่ต้องการให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะมีความเข้มแข็ง จึงได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนเครือข่ายการผลิตและการตลาดแพะ ผ่านกระบวนการจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงแพะในพื้นที่ของแต่ละอำเภอ อีกทั้งยังมีการกำหนดให้มีการก่อตั้งชมรมแพะ แกะ จังหวัดลพบุรีอีกด้วย ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักของชมรม

ในส่วนของการเลี้ยงแพะของเกษตรกรในปัจจุบัน มีการเลี้ยงการจัดการแบบประณีตเพิ่มมากขึ้นจากเดิม เกษตรกรให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงพันธุ์ การจัดการฟาร์ม การให้อาหาร การควบคุมป้องกันโรค ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ในด้านของการปรับปรุงพันธุ์นั้น ตลาดมีความต้องการแพะเนื้อลูกผสมพันธุ์บอร์ เพราะเป็นแพะที่มีน้ำหนักแรกคลอด อัตราการเจริญเติบโต และเปอร์เซ็นต์ซากสูง เกษตรกรจึงดำเนินการปรับปรุงพันธุ์แพะในฟาร์มของตนเองโดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากจังหวัดลพบุรี จัดซื้อพ่อพันธุ์แพะเนื้อพันธุ์ดังกล่าวเข้ามาคุมฝูง และบางรายดำเนินการปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีการผสมเทียม ซึ่งใช้น้ำเชื้อแพะพันธุ์แท้ของกรมปศุสัตว์ ในส่วนของการจัดการฟาร์ม เกษตรกรมีการจัดแบ่งโรงเรือนเลี้ยงแพะออกเป็นสัดส่วนตามประเภทของแพะเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการฟาร์ม

ด้านการให้อาหารนั้น เกษตรกรจังหวัดลพบุรีถือว่ามีความโชคดีอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดมีปริมาณของอาหารสัตว์ทั้งที่เกิดจากการปลูกสร้างได้เอง หรือจากการจัดหาได้ในท้องถิ่น ตลอดจนมีโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรที่มีผลพลอยได้ทางการเกษตร ซึ่งสามารถนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ได้ในปริมาณที่เพียงพอ เกษตรกรเลี้ยงแพะส่วนใหญ่ ใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาปรับปรุงคุณภาพร่วมกับใบกระถินซึ่งมีโปรตีนสูงและสามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่นใช้เลี้ยงแพะ บางรายมีการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สำหรับใช้เลี้ยงแพะทั้งในรูปแบบสดและหมักร่วมกับใบกระถิน

ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะของจังหวัดลพบุรี ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพแพะให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค โดยการพัฒนาปรับปรุงฟาร์มให้ปลอดโรค และเป็นฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ซึ่งปัจจุบันจังหวัดลพบุรีมีฟาร์มแพะปลอดโรค ระดับ B จำนวน 7 ฟาร์ม ฟาร์มปลอดโรค ระดับ A จำนวน 15 ฟาร์ม มีฟาร์มแพะมาตรฐาน จำนวน 26 ฟาร์ม

ส่วนตลาดจำหน่ายแพะเนื้อส่วนใหญ่เป็นตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลาดภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นตลาดทางภาคใต้ ส่วนตลาดต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะส่งไปจำหน่ายเวียดนาม ลาว จีน เป็นต้น ราคาแพะเนื้อเพศผู้ขุนที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายได้ในปัจจุบัน กิโลกรัมละ 105-110 บาท ทั้งนี้เกษตรกรต้องเลี้ยงแพะให้ได้น้ำหนัก ตัวละไม่ต่ำกว่า 25 กิโลกรัม แต่ต้องไม่เกิน 42 กิโลกรัม

การรวบรวมแพะให้มีปริมาณเพียงพอกับการที่ผู้รับซื้อจะมาจับในแต่ละครั้งในปัจจุบันไม่เป็นปัญหา เพราะเกษตรกรรวมกลุ่มกันเลี้ยง นำเข้าแพะรุ่นมาขุน ครั้งละ 40-50 ตัว ต่อราย ขุนนานประมาณ 3-4 เดือน เมื่อได้น้ำหนักตามที่ต้องการของตลาด ก็จะแจ้งให้พ่อค้าเข้ามารับซื้อ เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อโดยเฉลี่ยหากเลี้ยงขุนแพะ ครั้งละ 40-50 ตัว จะมีรายได้สุทธิต่อปี 100,000 บาท

เมื่อถามถึงกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงแพะนม ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี บอกว่า การเลี้ยงแพะนมในจังหวัดลพบุรีถือว่ายังมีปริมาณไม่มากนัก โดยเกษตรกรที่เลี้ยงแพะนมจะรีดนมและส่งจำหน่ายให้กับตลาดรับซื้อในจังหวัดใกล้เคียง หรือบางส่วนรีดนมเพื่อทำกิจกรรมป้อนนมแพะในสวนสัตว์ หรือตามสถานที่จัดงานเทศกาลต่างๆ ของจังหวัด โดยทั่วไปแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนมจะประกอบอาชีพการเลี้ยงแพะนมเป็นอาชีพเสริม หากรีดแพะนม จำนวน 20 ตัว จะมีรายได้สุทธิ เดือนละ 8,000 บาท

ทั้งนี้ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของตลาดแพะในปัจจุบันคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะและผู้บริโภคส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ไม่มีความนิยมในการบริโภคเนื้อและนมแพะ ซึ่งหากหวังเพียงตลาดภายนอกและไม่มีมาตรการในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร อาชีพการเลี้ยงแพะก็อาจไม่ราบรื่นตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม การจัดงานแพะเมืองละโว้ ครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา ก็ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี และคาดว่าน่าจะช่วยเปิดตลาดแพะได้ทั้งตลาดภายในและตลาดภายนอก เพื่อให้การเลี้ยงแพะของเกษตรกรในจังหวัดลพบุรีมีความเข้มแข็งขึ้น

ด้าน นายสัตวแพทย์จรูญ ชูเกียรติวัฒนา ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ให้ข้อมูลถึงการจัดการเลี้ยงดูแพะของเกษตรกรในจังหวัดลพบุรี ที่มีการจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ทำให้แพะเนื้อมีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะส่วนใหญ่ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีเลี้ยงแพะเนื้อ พันธุ์ที่เลี้ยงกันมากคือ ลูกผสมแองโกลนูเบียน ซึ่งเป็นแพะลูกผสมระหว่างแพะพันธุ์พื้นเมืองกับพันธุ์แองโกลนูเบียน โดยแพะพันธุ์พื้นเมืองจะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ไม่เกิน 30 กิโลกรัม มีสีต่างๆ กัน เช่น สีน้ำตาลแดง สีดำ หน้าตรง หูตั้ง มีเขาทั้งเพศผู้และเพศเมีย เพศเมียให้ลูกดก มักจะคลอดลูกแฝด เต้านมและหัวนมมีขนาดเล็ก ขาสั้น หากินเก่ง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมดี

ส่วนแพะพันธุ์แองโกลนูเบียนเป็นแพะกึ่งเนื้อ กึ่งนม มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ในประเทศอังกฤษ มีขนาดใหญ่ มีลักษณะของแพะอินเดีย คือ หูตูบใหญ่ หน้าและจมูกโค้ง มีหลายสี ที่มักพบคือ สีดำ น้ำตาลแดง ทนร้อนได้ดี ให้น้ำนม 2-3 ลิตร ต่อวัน น้ำนมมีไขมันสูงกว่าแพะยุโรป เพศผู้ที่โตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 76 กิโลกรัม เพศเมียมีน้ำหนักประมาณ 64 กิโลกรัม แพะลูกผสมพันธุ์ดังกล่าวจะได้รับลักษณะที่ดีของแพะพันธุ์แองโกลนูเบียนในด้านขนาด น้ำหนักตัว รวมทั้งมีปริมาณน้ำนมสำหรับเลี้ยงลูกแฝดได้อย่างเพียงพอ แต่ลักษณะในด้านเปอร์เซ็นต์ซาก และอัตราการเจริญเติบโตยังไม่ดีเพียงพอกับความต้องการของผู้เลี้ยงและตลาดผู้บริโภค

ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี บอกด้วยว่า เกษตรกรในจังหวัดลพบุรีเริ่มให้ความสำคัญกับการปรับปรุงพันธุ์แพะที่เลี้ยง เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้เลี้ยงและตลาด คือน้ำหนักแรกคลอดสูง อัตราการเจริญเติบโตสูง เปอร์เซ็นต์ซากสูง โดยพันธุ์แพะที่สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ คือ แพะพันธุ์บอร์

แพะบอร์ เป็นแพะเนื้อ มีลำตัวสีขาวเป็นพื้น บริเวณหัวและคอมีสีน้ำตาล หน้าโค้ง หูตูบ มีเขา ให้ลูกดก มีขนาดใหญ่ แพะเพศผู้ตอนมีน้ำหนักได้สูงถึง 100 กิโลกรัม เปอร์เซ็นต์ซากประมาณ 45-55 เปอร์เซ็นต์

จังหวัดลพบุรี ได้เห็นความสำคัญดังกล่าว จึงได้อนุมัติให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอโคกเจริญ จัดซื้อแพะพันธุ์บอร์เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ฝูงแพะในพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้ปรับปรุงพันธุ์แพะดังกล่าวด้วยวิธีการผสมเทียมอีกด้วย อำเภอที่มีแพะบอร์พันธุ์แท้มากที่สุดในขณะนี้คือ อำเภอโคกเจริญ มีจำนวนทั้งสิ้น 68 ตัว แบ่งเป็น เพศผู้ 7 ตัว เพศเมีย 61 ตัว

ส่วนพันธุ์แพะนมนั้น ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ซาแนน ซึ่งเป็นแพะพันธุ์นมในเขตอบอุ่น มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ให้น้ำนมสูง อาจถึง 5 ลิตร ต่อวัน มีสีขาวล้วน หน้าตรง หูตั้ง ขนาดตัวใหญ่ เพศผู้มีน้ำหนักประมาณ 75 กิโลกรัม สูงประมาณ 80-85 เซนติเมตร เพศเมียมีน้ำหนักประมาณ 65 กิโลกรัม สูงประมาณ 74-75 เซนติเมตร มีเต้านมใหญ่ ตัวที่ให้น้ำนมดีที่สุดให้ได้มากถึง 3,506 กิโลกรัม ในระยะการให้น้ำนม 365 วัน มีทั้งพวกที่มีเขาและไม่มีเขา มักมีติ่งที่ใต้คอ โดยอำเภอที่มีแพะพันธุ์นี้คือ อำเภอเมือง และพัฒนานิคม ปริมาณน้ำนมที่รีดได้ต่อวัน ประมาณ 2-3 กิโลกรัม

“แพะที่เลี้ยงสำหรับรีดนมอีกสายพันธุ์หนึ่ง คือ แพะพันธุ์นมในเขตร้อน พันธุ์ชามิ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของแพะนมที่จัดอยู่ในกลุ่มแพะอินเดีย ถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ในประเทศซีเรีย เลบานอน และไซปรัส แพร่เข้าไปในอียิปต์และซูดาน ส่วนมากจะไม่มีเขา มีขนยาว หน้าโค้ง หูตูบ มีสีแดงและน้ำตาล น้ำนมที่รีดได้เฉลี่ย 3-4 ลิตร ต่อวัน เพศผู้น้ำหนักตัวประมาณ 60-80 กิโลกรัม เพศเมียน้ำหนักตัวประมาณ 40-60 กิโลกรัม สำหรับแพะพันธุ์นี้ซึ่งเลี้ยงในพื้นที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ให้น้ำนมสูงสุด 4-5 ลิตร ต่อวัน”

สำหรับโรงเรือนเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดลพบุรี มีทั้งแบบยกพื้นสูง และไม่ยกพื้นสูง มีทั้งแบบที่คงทนถาวรนาน 10-20 ปี และแบบชั่วคราว (เลี้ยงได้ประมาณ 1-2 ปี) ขึ้นอยู่กับทุน วัตถุประสงค์การเลี้ยง สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

อาหารเลี้ยงแพะ จังหวัดลพบุรี มีอาหารหลักสำหรับเลี้ยงแพะคือ อาหารหยาบ ซึ่งได้แก่ ใบกระถิน หญ้า ถั่ว ใบไม้ โดยใบกระถินได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนำมาใช้เลี้ยงแพะ เพราะต้นทุนต่ำมาก เกษตรกรสามารถตัดกระถินสดได้ทั่วไปในทุกพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเลี้ยงเสริมด้วยหญ้าสด หญ้าหมัก และวัตถุดิบอาหารสัตว์ และผลพลอยได้ทางการเกษตร ซึ่งหาซื้อได้ง่ายในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและจังหวัดใกล้เคียง

แม้ว่าแพะนมจะมีปริมาณการเลี้ยงน้อย แต่เพื่อต่อยอดให้สินค้าเพิ่มมูลค่าขึ้น ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี บอกด้วยว่า จังหวัดได้ประสานกับวิทยาลัยเกษตรกรรมลพบุรี และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาโคกสำโรง ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงการระดมนักวิชาการที่ชำนาญการด้านการเลี้ยงแพะมาหารือร่วมกัน เพื่อพัฒนาการแปรรูปนมแพะให้เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพเพิ่มมูลค่าสินค้าให้ตรงตามความต้องการของตลาด

นับว่าเป็นความโชคดีของจังหวัดลพบุรี ที่นอกจากจะมีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมในการเลี้ยงแพะแล้ว วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนประกอบอาหารแพะก็ยังมีมาก และเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น จึงมีการส่งเสริมให้ผสมอาหารสัตว์เป็นอาหารสัตว์เข้มข้น TMR โดยมีหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งจังหวัดอนุมัติงบประมาณในการจัดซื้อเครื่องผสมอาหารสัตว์มอบให้กับสหกรณ์โคนมพัฒนานิคม อำเภอพัฒนานิคม เพื่อเป็นหน่วยงานในการผลิตหญ้าอาหารสัตว์และรับซื้อหญ้าอาหารสัตว์ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างสหกรณ์โคนมพัฒนานิคม จำกัด โดย คุณพิบูล โพธิ์ศรี ประธานกรรมการสหกรณ์ และ คุณพิชัย เสมอชาติ ตัวแทนสมาชิกสหกรณ์ผู้ปลูกหญ้าอาหารสัตว์ ทั้งนี้ สมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีจำนวนทั้งสิ้น 30 ราย มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น 590 ไร่

เคล็ดลับการผลิตกากมันหมักยีสต์

เพื่อเป็นอาหาร โคเนื้อ โคนม แพะ แกะ และสัตว์ปีก

คุณอภินันท์ จินพละ เจ้าพนักงานสัตวบาลชำนาญงาน สำนักงานปศุสัตว์อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในการผลิตอาหารสัตว์ ที่ได้จากวัตถุดิบเหลือใช้ในพื้นที่ คุณภาพสูง ต้นทุนต่ำ

กากมันหมักยีสต์ เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ราคาถูกและคุณภาพสูง ที่ผลิตจากวัตถุดิบเศษเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมแป้งมัน คือ กากมันสำปะหลังเปียก (กากเปียก) และนำมาแปรรูปหมักร่วมกับน้ำหมักยีสต์ เพื่อช่วยเพิ่มคุณค่าโภชนะโปรตีน-พลังงาน และโภชนะอาหารอื่นๆ ตามความต้องการของสัตว์ ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตใช้ได้เองในฟาร์มและสามารถช่วยแก้ปัญหาวิกฤตอาหารสัตว์ราคาแพงในปัจจุบัน

กระบวนการผลิตกากมันหมักยีสต์

วัสดุและอุปกรณ์

1. ยีสต์ขนมปัง (Barker Yeast)

2. น้ำตาลทรายแดง และกากน้ำตาล

3. ถังพลาสติก ขนาดบรรจุ 200 ลิตร จำนวน 1 ใบ และ ขนาดบรรจุ 20 ลิตร จำนวน 2 ใบ

4. ปั๊มน้ำไดโว่ ขนาด 1 นิ้ว

5. พลาสติกไวนิล ขนาด 2×3 เมตร

6. ถังพลาสติก สำหรับใส่กากมัน ขนาด 1,000 ลิตร

7. น้ำสะอาด

8. ปุ๋ยยูเรีย

9. กากมันสำปะหลังสด ประมาณ 1 ตัน

ขั้นตอนการผลิตกากมันหมักยีสต์

1. ชั่งน้ำตาลทรายแดง จำนวน 0.6 กิโลกรัม ผสมในน้ำสะอาด ปริมาตร 6.5 ลิตร ละลายให้เข้ากัน (ภาชนะบรรจุควรมีขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า 20 ลิตร)

2. เติมผงยีสต์ จำนวน 0.3 กิโลกรัม ลงในสารละลายน้ำตาลทรายแดงและผสมขยี้ให้เป็นเนื้อเดียวกัน ปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลา 10 นาที

3. เตรียมสารละลายกากน้ำตาล+ยูเรีย เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงยีสต์ ดังนี้ ให้เติมน้ำสะอาดลงในถังพลาสติกที่เตรียมไว้ จำนวนปริมาตร 150 ลิตร จากนั้นชั่งยูเรีย จำนวน 6.6 กิโลกรัม+กากน้ำตาล จำนวน 8.3 กิโลกรัม เทลงในถังพลาสติก ขนาด 200 ลิตร ที่เตรียมไว้ และผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน

4. เมื่อครบกำหนด 10 นาที ให้เทหัวเชื้อน้ำยีสต์ที่เลี้ยงไว้ ลงในถังพลาสติก ขนาด 200 ลิตร และใช้ปั๊มลมเพื่อเติมออกซิเจน หรือใช้ไม้กวนบ่อย เพื่อให้ยีสต์กระจายทั่วอาหารเลี้ยงเชื้อ เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที

5. บ่อหมักที่เตรียมไว้ สามารถบรรจุกากมันสำปะหลัง ประมาณ 1,000 กิโลกรัม เมื่อครบเวลาที่กำหนด ใช้ปั๊มน้ำไดโว่ดูดน้ำหมักยีสต์ที่เตรียมไว้ ฉีดพ่นลงในกากมันในบ่อหมัก และผสมให้เข้ากัน โดยพยายามกระจายน้ำหมักให้ทั่วบ่อหมัก

6. ปิดด้วยพลาสติกไวนิลให้สนิท และหมักไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 10 วัน และเมื่อครบเวลากำหนดแล้ว สามารถนำไปเลี้ยงสัตว์ได้ต่อไป

สูตรอาหารแพะ แกะ ขุน โดยใช้กากมันหมักยีสต์

1. กากมันหมักยีสต์ จำนวน 20 กิโลกรัม

2. ปลายดอกหญ้า (ปลายข้าว) จำนวน 2 กิโลกรัม

3. กระถินหมัก จำนวน 5 กิโลกรัม

4. เกลือ จำนวน 1 กำมือ

5. กากน้ำตาล+สารอีเอ็ม จำนวน 50+50 ซีซี (ผสมน้ำ 2.5 ลิตร)

การผสมจะผสมวัตถุดิบ ลำดับที่ 2-4 ก่อน แล้วจึงผสมกากมันหมักยีสต์และสารผสมอีเอ็ม ลงไปทีหลัง

เกษตรกรโคกเจริญ เลี้ยงแพะหนีแล้ง รายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

รายงานพิเศษ แพะเมืองละโว้

ธัญวรัตน์ คงถาวร

เกษตรกรโคกเจริญ เลี้ยงแพะหนีแล้ง รายได้งาม

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี เกิดจากการรวมตัวของผู้เลี้ยงแพะ แกะ ในพื้นที่ ปัจจุบัน มีสมาชิก 38 ราย มีพ่อพันธุ์ 31 ตัว แม่พันธุ์ 1,331 ตัว แยกเป็นแพะขุน 211 ตัว ที่เหลือจะเป็นแกะ และแพะเล็ก 420 ตัว รวมแพะทั้งกลุ่มทั้งสิ้น 1,995 ตัว

โดยการเลี้ยงแพะของกลุ่ม สามารถแบ่งประเภทการเลี้ยงได้ 2 ประเภท คือ 1. เลี้ยงเพื่อขุน และ 2. เลี้ยงเพื่อเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์

คุณศักดา พานสายตา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ กล่าวว่า หลังจากเกิดวิกฤตภัยแล้งในพื้นที่ ส่งผลให้สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้ เกษตรกรในอำเภอโคกเจริญส่วนใหญ่ทำอาชีพหลัก คือการปลูกพืชไร่ อาทิ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง

แต่ด้วยวิกฤตภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตพืชไร่ไม่ดี จึงหันมาเลี้ยงแพะเป็นรายได้เสริม

“นอกจากแพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายแล้ว สภาพพื้นที่ของอำเภอโคกเจริญยังมีความเหมาะสม เพราะมีสภาพที่แห้งแล้ง ซึ่งแพะชอบและสามารถเจริญเติบโตได้ดี”

“ก่อนหน้านี้มีเกษตรกรในพื้นที่เพียง 2 ราย เท่านั้น ที่เลี้ยงแพะอยู่แล้ว เมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งจึงได้เชิญชวนเพื่อนบ้านให้เลี้ยงแพะดู เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ทนแล้งได้ดี เลี้ยงง่าย กินง่าย และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ อีกทั้งการเลี้ยงแพะยังทำให้เกษตรกรมีเวลาว่าง สามารถทำไร่ควบคู่กันได้” คุณศักดา กล่าว

ข้างต้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกษตรกรโคกเจริญปรับเปลี่ยนมาทำอาชีพเสริมเลี้ยงแพะกันมากขึ้น ปัจจุบัน เกษตรกรในอำเภอโคกเจริญมีทั้งที่เลี้ยงแพะอย่างจริงจัง และมีคุณภาพ จึงเสียงตอบรับจากผู้ซื้อที่มาซื้อแพะของทางกลุ่ม ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อแพะมีคุณภาพ

การประกอบอาชีพการเลี้ยงแพะของเกษตรกรในพื้นที่ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากสำนักงานปศุสัตว์ อำเภอโคกเจริญ และสำนักงานปศุสัตว์ จังหวัดลพบุรี นอกจากนี้ ยังได้รับความเห็นชอบและความร่วมมือจากอำเภอโคกเจริญ ให้การสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการยุทธศาสตร์อำเภอในการจัดหาพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์แพะมาเลี้ยงทั้งสิ้น 165 ตัว แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 15 ราย

สำหรับสมาชิก ช่วงเริ่มแรกของการเลี้ยงจะได้รับทุนจากกลุ่ม เป็นแพะพ่อพันธุ์ จำนวน 1 ตัว และแม่พันธุ์ 10 ตัว เมื่อให้ลูกตัวแรกสมาชิกต้องคืนลูกแพะให้กับกลุ่ม เพื่อเป็นทุนให้กับสมาชิกท่านอื่นรับเลี้ยงต่อไป

สมาชิกต้องเลี้ยงแพะอย่างน้อย 2 ปี แพะจึงจะตกเป็นของผู้เลี้ยงรายนั้น

นอกจากนี้ คุณศักดา ยังเล่าว่า ช่วงที่เริ่มต้นเลี้ยงเพื่อจำหน่ายนั้น สมาชิกจะเลี้ยงแพะจนกระทั่งมีน้ำหนักประมาณ 16-17 กิโลกรัม แล้วจะส่งขายให้เกษตรกรที่อื่นขุนต่อ แต่ปัจจุบัน ทางกลุ่มได้ปรับเปลี่ยนและส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแพะในรูปแบบต้นน้ำและกลางน้ำ คือการผลิตแม่พันธุ์และลูกแพะเพื่อป้อนสมาชิกขุนในพื้นที่ ซึ่งจะได้ราคาเพิ่มขึ้น กิโลกรัมละ 5 บาท และใช้เวลาในการขุนเพิ่มขึ้นอีก 2 เดือน เป็นการเพิ่มรายได้ให้สมาชิกมากขึ้น

อาหารสำหรับแพะส่วนใหญ่แล้วเป็นพืชที่หาได้ทั่วไปในพื้นที่อย่างกระถินเป็นหลัก โดยเป็นพืชอาหารที่ขึ้นอยู่มากในพื้นที่ รวมถึงหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ที่มีการส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่ และมันสำปะหลังสับ เสริมมื้อเย็น ล้วนแล้วเป็นพืชที่มีอยู่ทั่วไป และเป็นพืชไร่ที่เกษตรกรทำควบคู่กับการเลี้ยงแพะนั่นเอง

สำหรับในช่วงฤดูแล้ง จะพบปัญหา คือ อาหารหลักของแพะอย่างกระถินไม่เพียงพอ ทำให้เกษตรกรต้องไปหาไกล บางครั้งต้องเดินทางไปต่างอำเภอ เกษตรกรผู้เลี้ยงจะต้องรับมือแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการเตรียมอาหารไว้ โดยเกษตรกรที่อำเภอโคกเจริญจะหมักหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ไว้สำหรับให้แพะกินในหน้าแล้ง

ส่วนปัญหาด้านโรคต่างๆ ในการเลี้ยงแพะของกลุ่ม คุณจรินทร สุขประเสริฐ เจ้าพนักงานสัตวบาล สำนักงานปศุสัตว์ อำเภอโคกเจริญ กล่าวว่า ในช่วงเริ่มเลี้ยงเมื่อเกิดปัญหาแล้วมีความยากลำบากในการแก้ไข เนื่องจากประสบการณ์และความรู้ของเกษตรกรในการเลี้ยงแพะที่ไม่มากพอ ไม่รู้ว่าแพะต้องดูแลอย่างไร มีโรคติดต่ออะไรบ้าง

ปัญหาแรกที่พบคือ โรคแท้งติดต่อ

แต่ด้วยความมุ่งมั่นของเกษตรกรผู้เลี้ยงที่ช่วยกันแก้ไขปัญหา ด้วยการเจาะเลือดตรวจ

โดยในภายหลังมีนโยบายว่า เมื่อตรวจพบว่าแพะเป็นโรคแท้งติดต่อ จะต้องมีการทำลายทิ้ง และการเลือกซื้อแพะที่เข้าเลี้ยง ควรมาจากฟาร์มของเกษตรกรที่ปลอดโรคเป็นหลัก จึงเป็นที่มาของการทำฟาร์มปลอดโรคของกลุ่ม

โดยกลุ่มตั้งเป้าให้สมาชิกทุกรายที่เลี้ยงแพะต้องมีฟาร์มเลี้ยงแพะที่ปลอดโรค ส่งเสริมอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ปัจจุบัน สมาชิกในกลุ่มมีฟาร์มปลอดโรคระดับเอ ทั้งสิ้น 19 ราย ระดับบี 7 ราย มาตรฐานฟาร์ม 9 ราย และกำลังยื่นขอระดับบี อีก 5 ราย

เมื่อฟาร์มแพะมีคุณภาพแพะปลอดโรค จึงส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่โดยรอบมาขอซื้อแพะของกลุ่มไปทำฟาร์มปลอดโรค อีกทั้งยังเป็นผลดีต่อสมาชิกในกลุ่ม ในการแลกเปลี่ยนพ่อพันธุ์ เกิดความมั่นใจทั้งกับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะภายในกลุ่มเอง เกษตรกรภายนอกที่มาซื้อแพะรวมทั้งพ่อค้าที่มาซื้อแพะเพื่อนำไปจำหน่ายต่อด้วย

หนึ่งในประสบการณ์เกี่ยวกับโรคระบาดเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาของการเลี้ยงแพะที่ทางกลุ่มเจอ คือโรคพยาธิในเลือด เกิดจากการที่เกษตรกรปล่อยแพะเลี้ยงในพื้นที่เดิมซ้ำๆ ปัญหานี้ทำให้แพะที่เลี้ยงในฟาร์มขนาดใหญ่ตายมากกว่า 100 ตัว

จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงนำมาระบบการจัดการฟาร์มตามหลักวิชาการมากขึ้น

“เมื่อเกิดปัญหา เกษตรกรภายในกลุ่มไม่นิ่งเฉย ได้ติดต่อให้สถาบันสุขภาพสัตว์มาตรวจและเจาะเลือดแพะ ซึ่งโรคพยาธิในเลือดอาการของแพะจะคล้ายคลึงกับท้องเสียมาก ทำให้เกษตรกรไม่ทราบว่าแพะป่วยเป็นโรคอะไร เมื่อทางจังหวัดมาให้ความรู้ ทำให้สามารถสังเกตได้ว่า แพะเป็นพยาธิในเลือด หรือท้องเสีย”

“เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ในการเลี้ยงแพะ โรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับแพะที่เกษตรกรเลี้ยง ทางกลุ่มจะติดต่อประสานงานกับทางจังหวัดทันทีทุกครั้ง เพื่อมาให้ความรู้ วิธีการแก้ไขปัญหา การให้ยา” คุณจรินทร กล่าว

ด้านตลาดซื้อ-ขาย แพะ ถือว่ามีความสดใส เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตของกลุ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ซื้อ ทั้งในและต่างประเทศ โดยล่าสุดมีผู้ซื้อประเทศเวียดนาม แจ้งเข้ามาว่า มีความต้องการแพะมากถึง 2,000 ตัว ต่อเดือน

ปัจจุบัน กำลังการผลิตของกลุ่มอยู่ที่เดือนละ 100 ตัว เท่านั้น ดังนั้น ทางกลุ่มได้ตั้งเป้าผลิตแพะในอนาคตไว้ที่ 900 ตัว คือขุน 3 รอบ ต่อปี เพิ่มเป็นรอบละ 300 ตัว

“ส่วนหนึ่งของควาวมสำเร็จในทุกวันนี้ เกิดจากการกระจายข่าวสารระหว่างกัน ทั้งจากทางจังหวัดและชมรม ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะของโคกเจริญมีความรู้ รวมทั้งทราบข้อมูลราคาแพะที่ตลาดทั่วไปซื้อ-ขายกัน ทำให้เกษตรกรไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรรับรู้ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อน การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ การตั้งกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในสังคมออนไลน์ มีส่วนช่วยไม่น้อยที่ทำให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญประสบความสำเร็จ” คุณศักดา กล่าว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณศักดา พานสายตา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ หมายเลขโทรศัพท์ (062) 216-1295

บ้านบ่อน้ำ แหล่งเลี้ยงแพะแกะดี แห่งเมืองละโว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066150759&srcday=2016-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 627

รายงานพิเศษ แพะเมืองละโว้

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

บ้านบ่อน้ำ แหล่งเลี้ยงแพะแกะดี แห่งเมืองละโว้

“แต่ก่อนทำไร่ ทำนากันเป็นหลัก ต่อมาได้เลี้ยงแพะแกะเป็นอาชีพเสริม เพราะเห็นว่าตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแพะแกะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย แพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว สามารถเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัวและสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี”

คุณน้ำอ้อย เพชรคง ประธานกรรมการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ตั้งอยู่เลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองยายโต๊ะ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี บอกกล่าวถึงจุดเริ่มต้นในอาชีพการเลี้ยงแพะแกะที่วันนี้ได้กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ และสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้

ชุมชนบ้านบ่อน้ำ มีประชากรอาศัยอยู่ในพื้นที่ทั้งหมด 4,099 คน พื้นที่ดินส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่มและดอน ประชากรส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพอาชีพเกษตรกรรมทำไร่เป็นหลัก และเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม

จากวันเริ่มต้นในอาชีพการเลี้ยงแพะแกะของเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้มีมานานกว่า 10 ปี อันเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างสมประสบการณ์และองค์ความรู้ต่างๆ และเป็นรากฐานสำคัญของการก้าวมาสู่ความสำเร็จ ที่ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ กลายเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะในระดับแถวหน้าของจังหวัดลพบุรี

ผสานกับการทำงานเชิงรุกของหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง อย่างสำนักงานปศุสัตว์อำเภอชัยบาดาล และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี ที่เข้ามาส่งเสริมพัฒนาและสนับสนุนในด้านต่างๆ ตามหน้าที่รับผิดชอบ จนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้

“แรกๆ พวกเราจับกลุ่มกันแบบธรรมชาติคือ ใครเลี้ยงแพะแกะอยู่จะมาพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และปัญหาต่างๆ ไม่ว่า ด้านการตลาด ราคาขาย และปัญหาสุขภาพ เนื่องจากการเลี้ยงในแต่ละครัวเรือนยังน้อยตัว เมื่อมีโอกาสได้พบปะสนทนาในวงการเดียวกัน ทำให้เริ่มมีการแบ่งปันประสบการณ์ในทุกๆ ด้าน เป็นผลให้เกิดการรวมตัวอย่างจริงจัง” ประธานกรรมการกลุ่ม กล่าว

จากกลุ่มธรรมชาติ ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอชัยบาดาล จนสามารถจดทะเบียนจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 มีสมาชิกแรกตั้งจำนวน 9 ราย พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มยังได้ขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กับกรมปศุสัตว์

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ ความร่วมมือร่วมใจ เกิดความรักใคร่สามัคคีในชุมชน สืบสานภูมิปัญญาการเลี้ยงแพะแกะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ อีกทั้งร่วมกันแสดงหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งความรู้อื่นๆ เพื่อส่งเสริมอาชีพทำให้การซื้อขายเป็นไปตามกลไกการตลาดอย่างแท้จริง

มาถึงวันนี้ กลุ่มดังกล่าวได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 12 ราย และได้เป็นสมาชิกร่วมกับชมรมแพะแกะจังหวัดลพบุรี

นอกจากนี้ ยังสามารถขยายการสร้างเครือข่ายไปยังเกษตรกรที่สนใจ ทั้งในจังหวัดลพบุรีและพร้อมทั้งจังหวัดใกล้เคียง

สำหรับปริมาณแพะแกะที่เลี้ยงของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำในวันนี้ มีจำนวนแพะแกะที่เป็นพ่อแม่พันธุ์จากสมาชิกหลัก ทั้งสิ้น 446 ตัว และแพะขุนเพศผู้ 460 ตัว รวมจำนวน 906 ตัว คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยตัวละ 3,500 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,1717,000 บาท

อีกสิ่งที่เป็นผลพลอยได้คือ การจำหน่ายมูลแพะแกะของสมาชิกที่เหลือจากการนำไปใส่แปลงหญ้าและพืชไร่ของสมาชิกเอง เฉลี่ยจำนวน 3,000 ถุง ต่อปี

สิ่งที่ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำมีความโดดเด่นและถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มตัวอย่างของความสำเร็จในอาชีพ คือความร่วมมือร่วมใจ และทุ่มเทอย่างเต็มที่ของสมาชิกทุกคน จนผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับและกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของผู้สนใจจากจังหวัดต่างๆ เข้ามาศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

“หากพูดถึงความต้องการของตลาดแล้ว ปัจจุบันปริมาณแพะแกะที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ มีเท่าไรไม่พอขาย เพราะพ่อค้าที่เข้ามาซื้อบอกว่า คุณภาพของเราดีมาก” ประธานกรรมการกลุ่ม กล่าว

จุดแข็งสำคัญที่ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด นั่นคือ สมาชิกที่มีความแน่วแน่และร่วมมืออย่างเต็มที่ ในปัจจุบันสมาชิกได้มีการให้ความร่วมมือในกิจกรรมในส่วนของบทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อกลุ่มมากมาย ไม่ว่า สมาชิกได้เข้าร่วมประชุมเป็นประจำทุกๆ เดือน หรือตามที่ประธานมีเรื่องเร่งด่วน มีการประชุมใหญ่ประจำปี เพื่อให้สมาชิกได้พิจารณาผลงานและวางแผนการทำงานในรอบปี ร่วมตรวจสอบเอกสารหลักฐานทางบัญชี การปิดงบประมาณประจำปี งดดุล งบกำไรขาดทุน เพื่อจัดสรรเงินปันผล ปรึกษาหารือแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม รวมถึงการปรับแก้ไขระเบียบข้อบังคับประจำปี เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ตลอดจนรับทราบประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เสริมสร้างความร่วมมือของสมาชิกให้มีความเอื้ออาทร สามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีการจดบันทึกการประชุมทุกครั้ง

อีกทั้งทางกลุ่มได้จัดให้มีการทำกิจกรรมการทำงานร่วมกัน โดยสมาชิกมีบทบาทและให้ความร่วมมือในการกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การปรับปรุงพันธุ์แพะแกะของสมาชิกภายในกลุ่ม, ร่วมกันทำก้อนเกลือแร่ เพื่อปรับใช้ภายในกลุ่ม, สมาชิกมีการเข้ารับการฝึกอบรมและร่วมศึกษาดูงานที่จัดขึ้นร่วมกับส่วนราชการต่างๆ, สมาชิกร่วมกันจัดจำหน่ายมูลแพะแกะของสมาชิกเอง, สมาชิกให้ความร่วมมือในการจัดเตรียมแพะเข้าร่วมการประกวดในงานประกวดแพะแห่งชาติ, สมาชิกให้ความร่วมมือในการจำหน่ายแพะแกะของกลุ่ม ให้ความร่วมมือและช่วยเหลือกันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกแพะขุนเข้าเลี้ยง รวมไปถึงการจัดจำหน่าย, สมาชิกร่วมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ในเทศกาลต่างๆ

ด้านการจัดการของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ มีความน่าสนใจอย่างมาก เริ่มตั้งแต่ด้านการจัดการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ได้ยึดแนวทางปฏิบัติของกรมปศุสัตว์ ซึ่งส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวจัดตั้งเป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เลี้ยงแพะแกะแบบลดต้นทุน และส่งเสริมการออมเงิน สร้างความสามัคคีภายในกลุ่มและชุมชน

ดังนั้น ทางวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ จึงมีการจัดการดังนี้

1. สมาชิกมีพ่อพันธุ์ที่ดีไว้จำหน่าย และแลกเปลี่ยนหมุนเวียนภายในกลุ่ม

2. สมาชิกปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เพื่อเป็นอาหารคุณภาพดีสำหรับเลี้ยงแพะแกะ

3. สมาชิกมีการถือหุ้นและฝากเงินออมไว้กับกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการออมและสำรองฉุกเฉิน

4. จัดให้มีการปันผลสมาชิกตามระเบียบที่ได้ร่วมกันจัดทำ โดยจ่ายทุกปีหลังคำนวณกำไรขาดทุนของกลุ่มเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน

ในส่วนด้านการพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะของสมาชิกในกลุ่ม ได้มีการผลักดันให้เกิดฟาร์มปลอดโรคระดับ A และฟาร์มาตรฐานเพื่อการพัฒนาทางด้านสายพันธุ์ทั้งพ่อแม่พันธุ์และลูกแพะที่เกิดมาให้มีคุณภาพ ปลอดโรค ส่งผลให้สุขภาพดีทั้งผู้เลี้ยงและแพะแกะที่เลี้ยง

พร้อมกันนี้ ยังปรับปรุงการเลี้ยงให้เป็นระบบ ยกระดับคุณภาพโดยพัฒนาคุณภาพทั้งด้านสายพันธุ์ เช่น การส่งเสริมแพะของสมาชิกเข้าร่วมการประกวดในงานแพะแห่งชาติ

ด้านปรับปรุงอาหารแพะแกะให้มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และส่งตัวอย่างอาหารที่กลุ่มใช้ไปตรวจวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการเพื่อนำมาใช้พัฒนาคุณภาพแพะขุนและแพะเนื้อ

ด้านการตลาด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบ่อน้ำ ได้ร่วมกันดำเนินการติดต่อแหล่งรับซื้อที่มีความสามารถในการรับซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้ในแต่รอบการผลิตในราคายุติธรรม ทั้งนี้ มีผู้ซื้อจากประเทศเพื่อนบ้านและเขตปลอดโรคในเขตภาคใต้ เป็นผู้ซื้อสินค้าทั้งหมด

พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดคอกกักสัตว์เอกชนขึ้นภายในกลุ่ม โดยแยกตามสมาชิกที่ขุนแพะเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในด้านการตลาด ทั้งการเคลื่อนย้ายข้ามเขตปลอดโรค เช่น ในภาคใต้ และการเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไม่ให้ติดปัญหาด้านการตลาด เกิดความสะดวกทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

ด้านการผลิตวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ ได้มีการพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง อาทิ

– สมาชิกพัฒนาการเลี้ยงแพะแกะให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงจากสายพันธุ์ลูกผสมทั่วไป โดยใช้พ่อพันธุ์เลือดสูงมาคุมฝูง เพื่อให้ได้ลูกแพะโครงสร้างดี น้ำหนักดี มีคุณภาพ ซึ่งสามารถจำหน่ายลูกแพะได้ทั้งสายพันธุ์ และส่งขุนในกลุ่มสมาชิก

– ในด้านการผลิตแพะขุนของกลุ่ม คณะผู้บริหารร่วมกันดำเนินการจัดซื้อแพะแกะหย่านมจากสมาชิกและเครือข่ายในราคายุติธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของสมาชิก และผลกำไรจากการประกอบการเป็นสำคัญ

– เมื่อได้แพะแกะหย่านมจากการจัดซื้อแล้ว จะนำมาลงให้กับสมาชิกที่มีความสามารถในการผลิตแพะแกะเนื้อคุณภาพ โดยต้องสามารถผลิตให้ได้ตามเป้าหมายการเจริญเติบโตและมีอัตราแลกเนื้อ (FCR) ที่ดี ทั้งนี้ ดูจากประสบการณ์ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เป็นสำคัญ

– ในการดำเนินการด้านการผลิตนั้น สมาชิกทุกคนจะต้องให้ความสำคัญต่อคุณภาพเนื้อ โดยจัดหาวัตถุดิบคุณภาพดี ราคาประหยัด เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยแต่ละรอบของการขุนสมาชิกจะร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์ในการจัดการแต่ละคอก เพื่อช่วยกันแก้ไขจุดอ่อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกๆ รอบการผลิต โดยมีการประชุมร่วมกันทุกๆ เดือน

แผนการผลิตและการตลาดในอนาคต นอกจากผลิตแพะเนื้อให้มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว

แต่หากอนาคตไม่สามารถส่งออกได้ ดังนั้น จึงควรสนับสนุนให้มีการบริโภคภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

โดยปัจจุบันทางจังหวัดลพบุรีมีชมรมแพะแกะของจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นเครือข่ายอยู่ ได้ทดลองทำลูกชิ้นเนื้อแพะเพื่อจัดจำหน่าย โดยทางกลุ่มได้ประสานส่งเนื้อแพะให้ทางชมรมแพะแกะลพบุรี จัดการเรื่องการแปรรูปต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการบริโภคภายในประเทศมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้คือ อีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จของคนเลี้ยงแพะแห่งเมืองละโว้ที่น่าสนใจ หากต้องการเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ โทร. (081) 364-7190 หรือที่ เฟซบุ๊ก : วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงแพะแกะบ้านบ่อน้ำ