ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติ

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติ

ในหลวง ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.10 น.

“ในหลวง” ทรงมีพระราชสาส์นอำนวยพร ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ส่งข้อความพระราชสาส์นอำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มีนาคม 2569 ความว่า

ฯพณฯ นางอีเลียนา อีโอโตวา ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐบัลแกเรีย กรุงโซเฟีย

ในโอกาสวันชาติของสาธารณรัฐบัลแกเรีย ข้าพเจ้าขอส่งคำอำนวยพรและความปรารถนาดีด้วยใจจริง เพื่อท่านประธานาธิบดีมีพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงและประสบแต่ความสุขสวัสดี ทั้งเพื่อความก้าวหน้ารุ่งเรืองของประเทศและประชาชนชาวบัลแกเรีย
     
ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษของความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีต่อกัน ประเทศไทย และสาธารณรัฐบัลแกเรียมีความสัมพันธ์ฉันมิตรอันใกล้ชิดมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ดังกล่าวกอปรกับความร่วมมือที่มีระหว่างกันได้พัฒนาก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจ ข้าพเจ้าจึงเชื่อมั่นว่า มิตรภาพที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศของเราทั้งสองจะดำเนินรุดหน้าต่อไป ทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จยิ่งขึ้นของความร่วมมือระหว่างกันในทุกระดับ โดยเฉพาะในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการศึกษา เพื่อประโยชน์สุขร่วมกันในภายภาคหน้า
     
(พระปรมาภิไธย)  มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

วธ.ขยายเครือข่ายหนุนศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่สากล

วธ.ขยายเครือข่ายหนุนศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่สากล

วธ.ขยายเครือข่ายหนุนศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่สากล

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.10 น.

วธ.โดย สศร.-กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยขยายเครือข่ายศิลปะร่วมสมัย ผนึกสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา-Cheongju Craft Biennale ร่วมเอ็มโอยูเสริมทัพ ชู 6 พันธมิตรรวมพลังดันศิลปะร่วมสมัยไทยก้าวสู่ระดับสากล เผยปี 61 – 69 กองทุนฯส่งเสริม 367 โครงการ จัดสรรเงินอุดหนุนกว่า 116 ล้านบาท

26 กุมภาพันธ์ 2569 นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 และพิธีร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนางานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยระหว่างสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยกับเครือข่ายด้านศิลปะร่วมสมัย โดยมี คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สศร.ร่วมแถลงข่าว และมี นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ผู้ได้รับการส่งเสริมจากกองทุนฯ ผู้แทนเครือข่ายด้านศิลปะร่วมสมัย แขกผู้มีเกียรติ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ สศร.เข้าร่วม ณ ห้องแกลเลอรี 2 ชั้น G อาคารหอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ

นายประสพ เรียงเงิน ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีภารกิจและหน้าที่ในการส่งเสริมงานเกี่ยวกับศิลปะ ศาสนาและวัฒนธรรม รวมทั้งต่อยอดพัฒนางานศิลปะให้มีความร่วมสมัยโดยมีสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เป็นหน่วยงานหลักในการทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่กิจกรรมสร้างสรรค์และต่อยอดงานศิลปะร่วมสมัย ซึ่งในการดำเนินการได้บูรณาการความร่วมมือเชิงรุก ระหว่าง สศร. กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย เครือข่ายศิลปะร่วมสมัยและภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การสนับสนุนศิลปินและผู้ประกอบการด้านศิลปะร่วมสมัยเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดในการเปลี่ยนต้นทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ สืบสาน สร้างสรรค์และนำวัฒนธรรมไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด ไท ไทย ซึ่งมุ่งเน้นการนำรากเหง้าแห่งภูมิปัญญา วัฒนธรรม ศิลปะหรืออัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดด้วยความคิดสร้างสรรค์ช่วยสร้างอาชีพและรายได้สู่ศิลปิน ประชาชนและชุมชนเพื่อขับเคลื่อนวัฒนธรรมไทยให้เป็นรากฐานพัฒนาเศรษฐกิจของชาติให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย สศร.กล่าวว่า กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2551 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย พ.ศ.2551 ตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา กองทุนฯได้สนับสนุนการทำงานของศิลปินและองค์กรทางศิลปวัฒนธรรมครอบคลุมศิลปะทุกสาขา ซึ่งนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 – 2569 กองทุนฯได้ส่งเสริมโครงการไปแล้วทั้งหมด 367 โครงการ และจัดสรรเงินสนับสนุนรวมกว่า 116 ล้านบาท โดยในปี พ.ศ.2569 มีโครงการที่ได้รับการส่งเสริมทั้งหมด 44 โครงการ ซึ่งครอบคลุม 9 สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์ , วรรณศิลป์, ดนตรี, ศิลปะการแสดง, ภาพยนตร์, สถาปัตยกรรม, มัณฑนศิลป์, เรขศิลป์ , ออกแบบเครื่องแต่งกาย ซึ่งทุกโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากกองทุนฯ ล้วนมีความโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตนเองและวธ.โดยสศร. กองทุนฯ ผู้ให้การสนับสนุน เครือข่ายศิลปิน เครือข่ายศิลปะร่วมสมัยและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนต่างรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมศิลปินและเครือข่ายศิลปะร่วมสมัยให้สามารถพัฒนาองค์ความรู้และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานศิลปะร่วมสมัยของไทย ไปสู่ระดับชาติและระดับนานาชาติ

คุณหญิงปัทมา กล่าวอีกว่า กองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย มุ่งมั่นขับเคลื่อนภารกิจในการส่งเสริมและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านศิลปะร่วมสมัยทั้ง 9 สาขาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความร่วมมืออันดีจากภาคีเครือข่ายที่สำคัญตลอดมา ได้แก่ 1.ไอคอนสยาม 2.ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) 3.กลุ่ม Chat Lab และ 4.มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ขณะเดียวกันในวันนี้ได้มีการขยายฐานความร่วมมือสู่ระดับสถาบันการศึกษาและระดับนานาชาติ ระหว่างสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยกับเครือข่ายด้านศิลปะร่วมสมัย ได้แก่ สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา และ Cheongju Craft Biennale โดย Cheongju Craft Biennale Organizing Committee ซึ่งการลงนาม MOU ในครั้งนี้ ทำให้การบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมการสร้างสรรค์ การพัฒนาและเผยแพร่ผลงานศิลปะร่วมสมัยให้มีความเข้มแข็งและก้าวไปสู่ระดับนานาชาติมากขึ้น

– 006

เปลี่ยนห้องเรียนสู่ ‘สนามธุรกิจขนาดย่อม’ รร.ท่าสองยางวิทยาคม ปลูกผักสร้างทักษะอาชีพ

เปลี่ยนห้องเรียนสู่ ‘สนามธุรกิจขนาดย่อม’ รร.ท่าสองยางวิทยาคม ปลูกผักสร้างทักษะอาชีพ

เปลี่ยนห้องเรียนสู่ ‘สนามธุรกิจขนาดย่อม’ รร.ท่าสองยางวิทยาคม ปลูกผักสร้างทักษะอาชีพ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โรงเรียนท่าสองยางวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เปิดโครงการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ภายในโรงเรียน สร้างโมเดลการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่จับต้องได้จริง เปลี่ยนห้องเรียนสู่ “สนามธุรกิจขนาดย่อม” ให้เด็กมัธยมได้ลงมือทำทุกขั้นตอน

นายสุทิน คำน่าน ผู้อำนวยการโรงเรียนท่าสองยางวิทยาคม เปิดเผยว่า โรงเรียนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง ควบคู่ความรู้ทางวิชาการ โดยใช้โครงการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เป็นฐานการเรียนรู้ บูรณาการวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การงานอาชีพ และทักษะชีวิตเข้าด้วยกัน

ภายในโรงเรือน นักเรียนเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการเพาะเมล็ด การควบคุมระบบน้ำและธาตุอาหาร การดูแลคุณภาพผลผลิต ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวอย่างถูกวิธี ก่อนต่อยอดสู่ขั้นตอนคัดแยก บรรจุถุง ติดฉลาก และวางจำหน่ายให้ครู ผู้ปกครอง และชุมชนใกล้เคียง ที่สำคัญ โครงการนี้มีรายได้หมุนเวียนจริง นักเรียนต้องร่วมกันคำนวณต้นทุน กำไร วางแผนการผลิตตามความต้องการตลาด ฝึกการบริหารจัดการและการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ

“เราอยากให้เด็กเรียนแล้วนำไปใช้ได้จริง มีทักษะอาชีพติดตัว และเข้าใจหลักการบริหารจัดการตั้งแต่ยังเรียนอยู่” นายสุทิน กล่าว

ทั้งนี้ ภาพนักเรียนยืนถือผักสดสีเขียวสดใสกลางโรงเรือน กลายเป็นสัญลักษณ์ของการศึกษายุคใหม่ที่ไม่หยุดอยู่แค่ตำรา แต่สร้างประสบการณ์ตรง สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เรียน ดังนั้น โรงเรียนท่าสองยางวิทยาคมจึงไม่ได้เพียงปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ หากแต่กำลังปลูก “อนาคตที่มั่นคง” ให้เยาวชนเติบโตอย่างแข็งแรงในโลกความจริง

‘นฤมล’ ไฟเขียวเห็นชอบหลักเกณฑ์สรรหาอาจารย์อาชีวะ เปิดเส้นทางก้าวหน้า ‘ผศ. – ศ.’ ดันมาตรฐานเทียบ ก.พ.อ.

‘นฤมล’ ไฟเขียวเห็นชอบหลักเกณฑ์สรรหาอาจารย์อาชีวะ เปิดเส้นทางก้าวหน้า ‘ผศ. – ศ.’ ดันมาตรฐานเทียบ ก.พ.อ.

‘นฤมล’ ไฟเขียวเห็นชอบหลักเกณฑ์สรรหาอาจารย์อาชีวะ เปิดเส้นทางก้าวหน้า ‘ผศ. – ศ.’ ดันมาตรฐานเทียบ ก.พ.อ.

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธาน ก.ค.ศ. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 2/2569 ว่าได้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอาชีพและสร้างเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจนให้กับข้าราชการครู

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ลงพื้นที่เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงพื้นที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการอาชีวศึกษา ใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ และได้นำข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะมาใช้เป็นแนวทางในการจัดทำหลักเกณฑ์ให้เป็นไปบนพื้นฐานของข้อมูลตามบริบทจริงที่หลากหลายและรอบด้าน เพื่อให้สามารถสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะและความชำนาญในการสอนตรงตามความต้องการของสถานศึกษา และสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในสถาบันการอาชีวศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะต่อไป

ในด้านการพัฒนาเส้นทางความก้าวหน้าของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันการอาชีวศึกษา รัฐมนตรีกล่าวว่า “ที่ประชุมได้อนุมัติ (ร่าง) ประกาศ ก.ค.ศ. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ในสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ

การอาชีวศึกษา (ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์) เนื่องจากมีข้าราชการครูที่ยื่นคำขอตำแหน่งทางวิชาการและจะมีคุณสมบัติที่จะขอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งคณาจารย์ที่สูงขึ้นจึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันกับ ก.พ.อ. เพื่อใช้ในการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้นต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเพื่อทำการใด ๆ แทน ก.ค.ศ. เพิ่มเติมอีกหนึ่งคณะ คือ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เพื่อทำหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ”

ด้าน ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. และเลขานุการการประชุม กล่าวเพิ่มเติมว่า  นอกจากวาระพิจารณาทั้งหมดในวันนี้ ยังได้มีการรายงานความคืบหน้าการพิจารณารางวัลจากผลงานเชิงประจักษ์ฯ ซึ่ง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญฯ เพื่อพิจารณารางวัล ได้ประชุมหารือครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยเมื่อกำหนดกรอบของรางวัลชัดเจนแล้ว จะประกาศรายละเอียดให้ส่วนราชการทราบเพื่อเสนอรางวัล เข้ามาพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ. จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

“มติที่สำคัญในวันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการสนับสนุนให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในสายอาชีวะ มีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศในระยะยาวต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

‘Play to Learn – Learn to Sell by Shopee’ ปั้นครูยุคใหม่ เสริมทักษะการเงิน – อีคอมเมิร์ซ ต่อยอดความรู้ สร้างรายได้จริงสู่ชุมชน

‘Play to Learn - Learn to Sell by Shopee’ ปั้นครูยุคใหม่ เสริมทักษะการเงิน - อีคอมเมิร์ซ ต่อยอดความรู้ สร้างรายได้จริงสู่ชุมชน

‘Play to Learn – Learn to Sell by Shopee’ ปั้นครูยุคใหม่ เสริมทักษะการเงิน – อีคอมเมิร์ซ ต่อยอดความรู้ สร้างรายได้จริงสู่ชุมชน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ ได้แก่ Garena, Shopee และ Monee ผนึกกำลัง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ยกระดับทักษะครูยุคดิจิทัล ผ่านโครงการ “Play to Learn” และ “Learn to Sell by Shopee” ให้แก่ครูในสังกัด สกร. จำนวนกว่า 600 คน ภายในปี 2569 มุ่งเสริมทักษะการเงินและอีคอมเมิร์ซ เพื่อให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้และต่อยอดสู่การสร้างรายได้จริงในชุมชนทั่วประเทศ โดยจัดขึ้น ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์     

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า โลกยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานอย่างรวดเร็ว การพัฒนาคนในปัจจุบันจึงต้องมุ่งสร้าง ทักษะที่ใช้ได้จริง ควบคู่กับความรู้ทางวิชาการ เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและยืนหยัดได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น ภารกิจของ สกร. จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมอบคุณวุฒิทางการศึกษา แต่ครอบคลุมถึงการเสริมสร้างวินัยทางการเงิน ความสามารถในการวางแผนชีวิต และทักษะการสร้างรายได้ที่สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทั้งในระดับครัวเรือนและชุมชน การพัฒนาครูให้มีองค์ความรู้และเครื่องมือที่เหมาะสมถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้เป็นรูปธรรม เพราะเมื่อบุคลากรเหล่านี้สามารถถ่ายทอดความรู้ด้านการเงินและการสร้างรายได้ในแบบที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนตนเองได้อย่างแท้จริง ย่อมนำไปสู่การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ เป็นการวางรากฐานเชิงโครงสร้างเพื่ออนาคต เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และศักยภาพของครู สกร. เข้ากับการพัฒนาประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อให้สามารถก้าวทันโลกดิจิทัลได้อย่างสมดุลและมั่นคง

ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า Sea (ประเทศไทย) ใช้ความเชี่ยวชาญและแพลตฟอร์มดิจิทัลของเราเป็นเครื่องมือหลัก เราร่วมมือกับพันธมิตรด้านการศึกษาเพื่อยกระดับทักษะการเงินและอีคอมเมิร์ซของครูและบุคลากรทางการศึกษา ผ่านกิจกรรมที่กระตุ้นการต่อยอดการเรียนรู้ ไปสู่การลงมือทำ และการสร้างรายได้จริง โดยคาดหวังผลลัพธ์ 2 ระดับ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเอง และ การประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนและกระจายองค์ความรู้สู่ชุมชนโดยมีครูต้นแบบจากโครงการฯ เป็นผู้นำความเปลี่ยนแปลงในชุมชน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกแบบทวีคูณ ภายในปี 2569 เราตั้งเป้าพัฒนาครูอย่างน้อย 600 คนทั่วประเทศ ผ่านเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ สกร. เพื่อทำให้ความรู้ด้านการเงินและการทำธุรกิจยุคดิจิทัลเป็นทรัพยากรที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมยิ่งขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ

 โดยกิจกรรมภายใต้โครงการฯ จะแบ่งเป็น 2 แกนหลักที่สอดรับกับวิถีชีวิตยุคดิจิทัล ได้แก่ 1. Play to Learn เปลี่ยนห้องสมุดชุมชน เป็นพื้นที่บ่มเพาะความรู้ทางการเงินผ่านบอร์ดเกม โดยการพัฒนาครูบรรณารักษ์ 100 คนทั่วประเทศ ผ่านหลักสูตรออนไลน์ Money for Teen ซึ่งจัดทำโดย The Money Coach ควบคู่กับการใช้บอร์ดเกมการเงิน “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” ซึ่งจัดทำโดย Sea (ประเทศไทย) ย่อยเรื่องการเงินส่วนบุคคลให้สนุกและเข้าใจง่าย เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมและการวางแผนทางการเงินที่ใช้ได้จริงในชุมชน พร้อมพัฒนาห้องสมุดชุมชนให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้านการเงินผ่านรูปแบบ Active Learning

2. Learn to Sell by Shopee โครงการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการดิจิทัลสำหรับครูในสังกัด สกร.  จำนวน 500 คน ผ่านหลักสูตร Shopee University และการอบรมออนไลน์ครอบคลุมเนื้อหาการรู้เท่าทันภัยออนไลน์ การเปิดร้านบน Shopee การหารายได้ผ่าน Shopee Affiliate และการตลาดดิจิทัล เพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซรอบด้าน นอกจากนี้ ครูที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 100 ท่าน จะได้รับการอบรมเชิงลึกด้านการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการบริหารจัดการร้านค้าเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันทำธุรกิจออนไลน์บน Shopee โดยมีเงินรางวัลรวมมูลค่า 35,000 บาท

ความร่วมมือในโครงการ “Play to Learn” และ “Learn to Sell by Shopee” แสดงให้เห็นบทบาทของภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันพัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริง ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจและสังคมไทย โดยมุ่งขยายผลจากห้องเรียนสู่ชุมชน เพื่อสร้างโอกาสและความพร้อมให้คนไทยในระยะยาว   

สืบสานศรัทธา ‘ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด’ ชูอัตลักษณ์อีสานสู่พลังแห่งความสามัคคี

สืบสานศรัทธา ‘ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด’ ชูอัตลักษณ์อีสานสู่พลังแห่งความสามัคคี

สืบสานศรัทธา ‘ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด’ ชูอัตลักษณ์อีสานสู่พลังแห่งความสามัคคี

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ตอกย้ำภาพลักษณ์ “มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” ด้วยการจัดงานประเพณี “ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด ประจำปีงบประมาณ 2569” ณ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีการจำลองมณฑลพิธีให้กลายเป็นป่าหิมพานต์ตามคติความเชื่อ เพื่อสืบสานประเพณี “ฮีต 12 คอง 14” ของชาวอีสานให้คงอยู่

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดี มมส เปิดเผยว่า การจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและส่งเสริมพระพุทธศาสนา โดยปัจจัยที่ได้จากการร่วมบุญจะนำไปบำรุงวัดในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย กิจกรรมนี้ยังเป็นศูนย์รวมใจให้คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ได้ร่วมกันแต่งกายด้วยชุดผ้าไทย แสดงออกถึงความพร้อมเพรียงและพลังแห่งความสามัคคีในองค์กร

ด้านข้อมูลทางวัฒนธรรม ว่าที่ร้อยตรีอาทิตย์ อนุสรณ์ หัวหน้างานพิธีการและกิจการพิเศษ อธิบายว่า “บุญผะเหวด” หรือบุญมหาชาติ คือประเพณีการทำทานครั้งยิ่งใหญ่ผ่านการฟังเทศน์เรื่องราวพระเวสสันดรชาดก โดยเชื่อว่าหากสดับพระธรรมเทศนาครบทั้ง 13 กัณฑ์ จะได้รับอานิสงส์มหาศาล มหาวิทยาลัยจึงได้จัดเตรียมเครื่องบูชาคาถาพันตามแบบโบราณอย่างครบถ้วน ทั้งธูปพันดอก เทียนพันเล่ม หมากเมี่ยงพันคำ และข้าวตอกดอกโน พร้อมขบวนแห่อันตระการตาจากนิสิตวงกลองยาวศิลป์อีสาน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์

ไฮไลต์สำคัญเริ่มต้นตั้งแต่วันแรกด้วยพิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากน้ำ และขบวนแห่ผะเหวดเข้าเมือง ส่วนในวันที่สองเป็นพิธี “ตักบาตรข้าวพันก้อน” ซึ่งนิสิตและบุคลากรต่างร่วมกันปั้นข้าวเหนียววางตามทิศทั้ง 8 และหน้าหอพระอุปคุต เพื่อรำลึกถึงการบำเพ็ญมหาทานบารมี ตลอดทั้งวันมีการเทศน์ 1,000 พระคาถา โดยมีกุศโลบาย “การสาดข้าวสาร-ข้าวตอก” เมื่อจบแต่ละกัณฑ์ เพื่อจำลอง “ฝนโบกขรพรรษ” หรือฝนทิพย์ที่ตกลงมาในสมัยพุทธกาลนอกจากพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว ยังมีกิจกรรม “แห่กัณฑ์หลอน” เพื่อระดมปัจจัยถวายพระสงฆ์ และการตั้งโรงทานจากหน่วยงานต่างๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและอิ่มบุญ

งาน “ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด ประจำปี 2569” ไม่เพียงแต่เป็นความสำเร็จในการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งของชุมชนวิชาการ ที่เชื่อมโยงเข้ากับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งชาวไทยและต่างชาติ สมดังเจตนารมณ์ในการรักษาไว้ซึ่งรากเหง้าของชาวอีสานสืบไป

โฆษกศาลฯ เผย ศาลเยาวชนฯ 4 แห่งภาคเหนือตอนล่างร่วมมือจัดค่าย ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน

โฆษกศาลฯ เผย ศาลเยาวชนฯ 4 แห่งภาคเหนือตอนล่างร่วมมือจัดค่าย ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน

โฆษกศาลฯ เผย ศาลเยาวชนฯ 4 แห่งภาคเหนือตอนล่างร่วมมือจัดค่าย ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.10 น.

โฆษกศาลฯ เผย ศาลเยาวชนฯ 4″แห่งภาคเหนือตอนล่างร่วมมือจัดค่าย “ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน” เปิดโอกาสเยาวชนที่กระทำผิดกลับคืนสังคม ใช้มาตรการพิเศษแทนพิพากษา ไร้มลทิน-ลบประวัติอาชญากรรม สนองนโยบาย ปธ.ศาลฎีกา

วันที่ 2  มีนาคม2569 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม    เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 19 – 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา  ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมกับ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเพชรบูรณ์ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิจิตร และ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นศาลเยาวชนฯ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ร่วมกันจัดโครงการ ค่าย “ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน”  โดยค่ายดังกล่าวเป็นการนำเยาวชนที่เคยกระทำผิดเเละมีคดีในศาลเยาวชนฯ ทั้ง 4 จังหวัดกว่า 40 คน ที่เห็นควรได้เข้าโครงการฟื้นฟูฯปรับปรุง ก่อนที่จะมีคำพิพากษามาอบรม  7 วันหากศาลเห็นว่า มีพฤติกรรมดี ศาลก็จะสั่งยุติคดี–ลบประวัติ เป็นการเปิดโอกาสเริ่มต้นใหม่อย่างแท้จริง

โดยโครงการนี้มีศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์เป็นหน่วยงานหลัก เยาวชนทั้งหมดจะถูกส่งไปศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติที่ ศูนย์การเรียนรู้ภูทอง โครงการทหารพันธุ์ดี โดยได้รับความอนุเคราะห์สถานที่และชุดครูฝึกจาก มณฑลทหารบกที่ 31 ค่ายจิรประวัติ สนับสนุนการฝึกระเบียบวินัยและกิจกรรมภาคสนามอย่างเข้มข้น

“ตลอดระยะเวลา 7 วัน ที่เยาวชนอยู่ในค่ายมีการจัดหลักสูตรอย่างหลากหลาย ทั้งภาคบรรยายและการฝึกปฏิบัติ แบ่งกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน อาทิ การให้ความรู้ด้านกฎหมาย  โทษภัยของยาเสพติด ,การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยชีวิต (CPR) ,การป้องกันอัคคีภัยและการรับมือภัยพิบัติ ,กิจกรรมพัฒนาความสัมพันธ์และการใช้ชีวิต ,การฝึกระเบียบวินัยโดยชุดครูฝึกทหาร”

สำหรับวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการ เพื่อให้เด็กและเยาวชน 

1.ฝึกระเบียบวินัยและความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม

2.ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมเชิงบวก

3.ไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ

4.มองเห็นศักยภาพของตนเอง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

โดยมีเป้าหมายหลัก ให้เด็กและเยาวชนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำภายหลังผ่านกระบวนการฟื้นฟู สำหรับเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ ศาลมีคำสั่งใช้ “มาตรการพิเศษแทนการพิพากษาคดี” โดยกำหนดเงื่อนไขให้รายงานตัวเพื่อติดตามผล จำนวน 4 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี หากเด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมดีขึ้น ปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วน และไม่กระทำผิดซ้ำ ศาลจะมีคำสั่งยุติคดี และลบข้อมูลการกระทำความผิดออกจากกองทะเบียนประวัติของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้เริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่ติดประวัติอาชญากรรม กลไกดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เชิงฟื้นฟู ที่มุ่งแก้ไขพฤติกรรมควบคู่กับการให้โอกาส มากกว่าการลงโทษเพียงอย่างเดียว

ด้านนางเกสสุดา มุสิกะปาน วัสสานนท์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนฯจังหวัดนครสวรรค์กล่าวว่า   หนึ่งในภารกิจของศาลเยาวชนก็คือการแก้ไขบําบัดฟื้นฟูเยียวยาสงเคราะห์เด็กที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม  ไม่ได้มุ่งเน้นการนําคนผิดมาลงโทษ แต่เน้นการ สร้างคนดีให้เยาวชนกลับตัวเป็นคนดี คืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพไม่เป็นภาระสังคม สอดคล้องกับนโนยายประธานศาลฎีกา ข้อ 1 คุณธรรมนำทาง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน

มจพ. แถลงข่าวมอบทุนศึกษาต่อหลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเทคนิคไทย-เยอรมัน

มจพ. แถลงข่าวมอบทุนศึกษาต่อหลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเทคนิคไทย-เยอรมัน

มจพ. แถลงข่าวมอบทุนศึกษาต่อหลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเทคนิคไทย-เยอรมัน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

2 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ. ศาสตราจารย์ ดร. ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นสักขีพยานในพิธีแถลงข่าวมอบทุนให้กับนักเรียน ม.3 หลักสูตรโรงเรียน–โรงงาน รูปแบบเทคนิคไทย-เยอรมัน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ธานินทร์ ศิลป์จารุ อธิการบดี มจพ. เป็นประธานในพิธีแถลงข่าว พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์  พีระศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตปราจีนบุรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎากร บุดดาจันทร์ คณบดีคณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณินทร์ กิจกล้า คณบดีคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนี เจริญ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวประกาศทิศทางการยกระดับสมรรถนะผู้เรียน โดยเชื่อม “โรงเรียน–โรงงาน” อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกำลังคนทักษะสูงเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของประเทศ และพัฒนาสู่กำลังคนทักษะสูงในกลุ่ม First S-Curve และ New S-Curve โดยเชื่อมโยงการเรียนรู้ในสถานศึกษากับประสบการณ์ทำงานจริงในสถานประกอบการตั้งแต่ปีแรกของการศึกษา ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวเปิดรับสมัครนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) หรือเทียบเท่า เข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี 

โดยมหาวิทยาลัยได้ประกาศมาตรการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนของชาติ โดยมอบทุนการศึกษาแบบ Partial Scholarship ร้อยละ 50 ของค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร 5 ปี ให้แก่นักศึกษารุ่นแรก ประจำปีการศึกษา 2569 จากอัตราค่าเล่าเรียนปกติภาคการศึกษาละ 14,000 บาท มหาวิทยาลัยให้ทุน 7,000 บาท คงเหลือภาคการศึกษาละ 7,000 บาท ตลอดระยะเวลาศึกษา เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาสายอาชีพคุณภาพสูงและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้เรียนและผู้ปกครองในยุคเศรษฐกิจพลิกผัน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นมหาวิทยาลัยติดอันดับ Top10 ของประเทศ เปิดหลักสูตรอนุปริญญา 4 สาขา ซึ่งเป็นสาขาขาดแคลนของประเทศ ได้แก่ สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องกลสมัยใหม่ (TIMM) สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (TIEE) สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการโลจิสติกส์และดิจิทัล (TILM) และสาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมุนไพรและความงาม (TIHB) ซึ่งพัฒนาบนแนวคิดระบบทวิภาคี (Dual System) ของประเทศเยอรมัน โดยการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ ตลอดเส้นทางการศึกษา 5 ปี (3+2) เพื่อผลิตนักเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตามความต้องการของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมสาขาต่าง ๆ ของประเทศ

ทั้งนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎากร บุดดาจันทร์ คณบดีคณะเทคโนโลยีและการจัดการอุตสาหกรรม กล่าวว่า สาขาวิชา TIMM และ TIEE เน้นการปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ปีแรก ครอบคลุมเครื่องกลสมัยใหม่ ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และไฟฟ้าอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้เรียน  พร้อมเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทันทีหลังสำเร็จการศึกษา ส่วนผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รณินทร์ กิจกล้า คณบดีคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ ชี้ว่า สาขาวิชา TILM เน้นระบบโลจิสติกส์ในยุคดิจิทัล ครอบคลุมการจัดการคลังสินค้า การขนส่ง และซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.รัชนี เจริญ คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตรดิจิทัล กล่าวทิ้งท้ายว่า สาขาวิชา TIHB มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เข้าใจการผลิต ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม รวมทั้ง การบริหารจัดการธุรกิจแบบครบวงจร ผ่านการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ เพื่อให้สามารถทำงานในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมหรือประกอบอาชีพอิสระของตนเองได้

หลักสูตรทั้ง 4 สาขา บูรณาการทักษะปฏิบัติและความรู้เชิงทฤษฎีอย่างเข้มข้น ผู้เรียนจะได้สร้างพอร์ตผลงานจากงานจริง ควบคู่กับการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม วินัย และกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตในสายอาชีพด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน หลังจากจบการศึกษาระดับอนุปริญญา และทำงานกับสถานประกอบการมาแล้ว 2 ปี สามารถเทียบโอนหน่วยกิตจากประสบการณ์ทำงานจริงในบริษัท/โรงงานได้ เพื่อมาศึกษาต่อปริญญาตรี (ภาคค่ำ และภาคเสาร์-อาทิตย์) ณ มจพ. อีกประมาณ 1 ปี – 1 ปีครึ่ง

เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 4-24 มีนาคม 2569 ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 065-934-9469 หรือ https://www.admission.kmutnb.ac.th/  ข้อมูลรายละเอียดหลักสูตร

TIMM – TIEE       : https://www.fitm.kmutnb.ac.th/openhouse

TILM                      : https://www.bas.kmutnb.ac.th/

TIHB                       : https://agro.kmutnb.ac.th/

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ หลวงปู่ศิลา – หลวงปู่เวิน

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ หลวงปู่ศิลา - หลวงปู่เวิน

โปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ หลวงปู่ศิลา – หลวงปู่เวิน

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

วันที่ 2 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 2 รูป ดังนี้

1.พระราชวัชรธรรมโสภณ หรือ “หลวงปู่ศิลา” เจ้าอาวาสวัดพระธาตุหมื่นหิน จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น พระเทพวัชรธรรมโสภณ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 5 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูวินัยธร 1 พระครูสังฆรักษ์ 1พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2 พระครูโสภณวินัยวัฒน์ หรือ “หลวงปู่เวิน” เจ้าอาวาสวัดบูรพาโคกเครือ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น พระราชวัชราจารโสภณ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 2 มี.ค. 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

เดินหน้าโครงการ ‘Innovator Journey’ ปี 2 ปูทางการฝึกปฏิบัติงานจริง

เดินหน้าโครงการ ‘Innovator Journey’ ปี 2 ปูทางการฝึกปฏิบัติงานจริง

เดินหน้าโครงการ ‘Innovator Journey’ ปี 2 ปูทางการฝึกปฏิบัติงานจริง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับ 9 เครือข่ายหลักสูตรการเรียนการสอนในลักษณะร่วมผลิตระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการ (Cooperative and Work Integrated Education; CWIE) เดินหน้าพัฒนาความสามารถด้านนวัตกรรมและระบบบริหารจัดการในกลุ่มเครือข่ายพัฒนาเยาวชนต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ในการสร้างนวัตกรรมและแนวคิดสีเขียวผ่านหลักสูตร STEAM4INNOVATOR” 4 ขั้นตอน และประยุกต์ใช้องค์ความรู้ผ่านการฝึกงานกับสถานประกอบการ ฟอร์มทีมเสมือนเป็น Innovation Unit เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ธุรกิจสีเขียว ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานระหว่าง เยาวชน สถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า ที่ผ่านมา NIA ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมทักษะและแนวคิดแบบนวัตกร ผ่านหลักสูตร STEAM4INNOVATOR อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.เยาวชนสามารถต่อยอดสู่โอกาสการจ้างงานหลังจากจบโครงการ 2.โครงการหรือนวัตกรรมที่เยาวชนพัฒนาจากโจทย์จริงสามารถนำไปใช้งานและต่อยอดได้ในบริษัทหรือองค์กร และ 3. การปลูกฝังแนวความคิดด้านธุรกิจและนวัตกรรมในระยะยาว ที่จะผลักดันให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมได้ในอนาคต

โครงการ Innovator Journey จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อร่วมกันสร้าง Innovation Workforce ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย โดยใช้หลักสูตรกระบวนการสร้างนวัตกรรม STEAM4INNOVATOR เสริมด้วยแนวคิดธุรกิจสีเขียว สำหรับพัฒนาองค์ความรู้และทักษะเบื้องต้นของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการให้พร้อมต่อการฝึกปฏิบัติงานจริงเสมือนเป็น Innovation Unit ในองค์กรเพื่อแก้โจทย์ด้านธุรกิจสีเขียวในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นเทรนด์ธุรกิจที่น่าจับตา โดยคาดหวังที่จะเห็นโครงการของเยาวชนที่ทำร่วมกับผู้ประกอบการถูกนำไปใช้จริง เยาวชนถูกรับเข้าทำงาน หรือมีแรงบันดาลใจในการประกอบธุรกิจนวัตกรรมในอนาคต ซึ่งในปีที่ผ่านมามีหลายผลงานถูกนำไปใช้จริงในองค์กร เช่น Interactive Website เครื่องดักจับฝุ่น PM2.5 รูปแบบการสื่อสารเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการเงินสีเขียว หรือเครื่องย่อยเศษอาหารภายในโรงงานให้เป็นปุ๋ยเพื่อเอาไปใช้ประโยชน์ต่อ และมีนักศึกษาได้เข้าทำงานในสถานประกอบการที่ตนเองฝึกงานด้วย

สำหรับความพิเศษของโครงการ Innovator Journey ในปีนี้ นอกจากการทำงานร่วมกับเครือข่าย CWIE ศูนย์หลักของแต่ละภูมิภาคทั้ง 9 แห่งแล้ว ได้มีแนวทางกระจายความร่วมมือ และเผยแพร่โครงการไปยังสถาบันการศึกษาที่อยู่ภายใต้เครือข่ายหลักของแต่ละภาคทั่วประเทศอีกด้วย โดยระยะเวลาโครงการจะถูกแบ่งเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงที่ 1 Open Stage เปิดรับสมัครเยาวชนและผู้ประกอบการจากทั่วประเทศ (ตั้งแต่วันนี้ – 13 มีนาคม 2569) ช่วงที่ 2Knowledge Stage เยาวชนและสถานประกอบการที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมอบรมกระบวนการพัฒนานวัตกรรมผ่านหลักสูตรเข้มข้นเพื่อเตรียมความรู้และทักษะที่จำเป็นก่อนการทำงานจริง ช่วงที่ 3 Real-Experience Stage เยาวชนและบริษัทจะผ่านการจับคู่เพื่อร่วมฝึกประสบการณ์ภายใต้โจทย์การเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ธุรกิจสีเขียว แต่ละทีมจะได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในระหว่างการพัฒนาโครงการทั้งด้านการพัฒนาชิ้นงาน การพัฒนาแผนธุรกิจ การนำเสนอผลงาน การให้คำปรึกษา และการปรับปรุงผลงาน และยังได้เข้าร่วมรับฟังการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว และช่วงที่ 4 Innovator Journey Showcase ของ 5 ผลงานต้นแบบนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดใช้ในองค์กรได้จริง ภายในงาน STEAM4INNOVATOR’s Day 9.9 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 9 กันยายน 2569 อย่างไรก็ตาม NIA มั่นใจว่ารูปแบบและเครือข่ายสนับสนุนของโครงการจะสามารถสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรมให้กับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้อย่างเข้มแข็ง การทำงานร่วมกันเชิงเครือข่ายระหว่างเยาวชน สถาบันการศึกษาและสถานประกอบการจะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมสีเขียวที่สามารถนำไปต่อยอดสู่ธุรกิจที่ยั่งยืนได้จริง” ดร. กริชผกา กล่าวสรุป

สำหรับนิสิต นักศึกษา และสถานประกอบการ ที่สนใจร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อธุรกิจสีเขียว สามารถสมัครเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 13 มีนาคม  2569 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Innovator Journey