สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

สกู๊ปพิเศษ : ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน ฝึก Soft Skills นิสิตแพทย์ พร้อมช่วยชีวิตผู้ป่วยทันกาล

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คิดค้น ER-VIPE เกมจำลองสถานการณ์ห้องฉุกเฉิน สร้างซีนปฏิบัติการยุคโควิด กู้ชีพหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยคับคั่ง อุบัติเหตุผู้สูงอายุ เพื่อให้นิสิตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ เรียนรู้การทำงานร่วมกัน เพิ่มทักษะความคิดและชีวิต พร้อมสำหรับการดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์จริง

ในห้องเรียนวิชาการประสานความร่วมมือระหว่างวิชาชีพเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ที่ศูนย์ฝึกทักษะการแพทย์เสมือนจริง ชั้น 11 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นิสิตแพทย์ชั้นปี 5 กำลังจดจ่ออยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่นเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉินชื่อว่า ER-VIPE หรือ Emergency Room – Virtual Interprofessional Education

ครั้งนี้ เกมเป็นซีน (scene) จำลองห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่ง นิสิตแพทย์รวมกันเป็นทีม แต่ละคนเลือกรับบทบาทต่างๆ ผ่าน avatar 5 วิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ – ใครจะทำอะไรและจะทำงานร่วมกันอย่างไรภายใต้แรงกดดันของเวลา เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่ง ทั้งเคสหนัก ปานกลาง และเบา

หมอที่ดีต้องมีความเป็นผู้นำและต้องสื่อสารเพื่อให้คนอื่นในทีมทำงานต่อไปได้ ผศ.พญ.ขวัญศิริ นราจีนรณ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวกับนิสิตแพทย์ และชวนทุกคนถอดบทเรียนประสบการณ์การเล่นเกมจำลองก่อนที่จะลองเล่นใหม่อีกครั้ง

แพทย์ จุฬาฯ เก่งไม่เป็นสองรองใคร แต่ในเรื่องการร่วมกันคิดร่วมกันทำ ยังเป็นปัญหาซึ่งมีเหมือนกันทั่วโลก ถ้าเราไม่คุยกัน ต่างคนทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มองภาพใหญ่ว่าผู้ป่วยคนไหนต้องดูก่อนดูหลัง ไม่รู้ว่าผู้ป่วยและญาติต้องการอะไร ไม่มีโอกาสที่จะคุยกันเตือนกันจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวและว่า ER-VIPE หรือเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉินได้รับการสนับสนุนจากทุนศตวรรษที่ 2 (Second Century Fund หรือ C2F ของจุฬาฯ) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 โดยการออกแบบโปรแกรมมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในสหสาขาวิชาทางการแพทย์เรียนรู้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ ที่เรียกว่า IPE (Interprofessional Education)

แพลตฟอร์มสร้างขึ้นมาเพื่อให้นิสิตและนักศึกษา 5 วิชาชีพมาเรียนด้วยกัน คือ แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักรังสีเทคนิค และนักเทคนิคการแพทย์ เราใช้ TeamSTEPPS โปรแกรมการฝึกอบรมที่มุ่งเน้นการปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและการสื่อสารในสภาพแวดล้อมด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยและประสิทธิภาพในการดูแลมาเป็นหัวใจสำคัญของการเรียน

TeamSTEPPS (Team Strategies & Tools to Enhance Performance and Patient Safety) ซึ่งพัฒนาโดย AHRQ (Agency for Healthcare Research and Quality) ประกอบด้วยภาวะผู้นำ (Leadership) การสื่อสาร (Communication) การเฝ้าระวังสถานการณ์ (Situation Monitoring) และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน (Mutual Support) เหล่านี้เป็น Soft Skills ที่สหสาขาวิชาควรนำมาใช้เพื่อการดูแลคนไข้ได้อย่างปลอดภัย

ถ้าฝึกนิสิตสหสาขาวิชาได้เรียน ER-VIPE ก่อน พอไปเจอโลกจริงก็จะมั่นใจมากขึ้น เราทำวิจัยค้นพบว่า ER-VIPE สามารถลดความเครียดให้กับนิสิตด้วย นิสิตเก่งมากแต่โลกแห่งความจริงมีโอกาสพลาด ลาออก ทำร้ายตัวเองก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เขา เป็นวัคซีนอย่างหนึ่ง ทำให้ลดความเครียด มี growth mindset ทำให้โอกาสหมดไฟในการทำงานน้อยลง เราต้องใส่ภูมิคุ้มกันอันนี้เข้าไป ให้ทีมที่เราสร้างมาทำงานอย่างมีความสุขและช่วยคนให้ได้มากที่สุด ผศ. พญ.ขวัญศิริ กล่าว

การเขียนโปรแกรม ER-VIPE ได้รับความร่วมมือจากคณะต่างๆ ตั้งแต่อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มาเดินดูแผนกฉุกเฉินเพื่อเขียนแบบจำลอง หลังจากนั้นเป็นอาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์มาเขียน code และพัฒนาเป็นโปรแกรมจำลอง และได้ทีมจากคณะนิเทศศาสตร์มาประสานงานเพื่อให้ฝั่งพัฒนาโปรแกรมและฝั่งแพทย์ได้สื่อสารกันเข้าใจมากขึ้น เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โปรแกรมเกมสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉิน ER-VIPE ถูกพัฒนาขึ้นเป็นซีนแรกเพื่อให้นิสิตสหสาขาวิชาได้เรียนรู้การปฏิบัติงานการรักษาโรคทางเดินหายใจในภาวะวิกฤต

อาจารย์เห็นนิสิตแพทย์ปี 5 และปี 6 ไม่ได้ดูผู้ป่วยในสถานการณ์จริงเพราะเกิดการระบาดโรคโควิด-19 ต้องมาเรียนออนไลน์ 100% พอเรียนจบต้องไปดูผู้ป่วยโควิด-19 ต้องไปใส่ชุด PPE ทำงานร่วมกันกับวิชาชีพอื่นแล้วจะปฏิบัติงานได้อย่างไร เพราะไม่เคยลองทำ จึงเป็นที่มาของเกมในซีนแรก นิสิตได้เรียนรู้ สถานการณ์เป็นผู้ชายวัยกลางคนป่วยด้วยโรคโควิด-19 มีอาการหายใจล้มเหลว และให้สหสาขาวิชาได้เรียนรู้ด้วยกัน เช่น การฝึกรายงานค่าวิกฤต การซักประวัติการแพ้ยา การระบุตัวตนผู้ป่วย และการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยที่คาดว่าจะมีความยากลำบากในการจัดการทางเดินหายใจ

ระหว่างการเรียนรู้ผ่านเกมนำร่องในซีนแรก ผศ. พญ.ขวัญศิริ ก็ทำวิจัยเพื่อประเมินผลการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของนิสิตด้วย เราเอาคลิปวิดีโอมาวิเคราะห์พฤติกรรมก่อน-หลัง ผลปรากฏว่าทีมเวิร์คเขาดีขึ้น สื่อสารได้ดีขึ้น การปฏิบัติงานดีขึ้นในทุกวิชาชีพ เราเอาน้ำเสียงที่ใช้ในการเล่นเกมจำลองมาให้อาจารย์คณะอักษรศาสตร์วิเคราะห์ พบว่ามีน้ำเสียงสุภาพขึ้น นอกจากนี้ซีนนี้ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดอื่นๆ ได้อีกในอนาคต

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในประเทศไทย ซีน 2 จึงเป็นซีนผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดที่ต้องกู้ชีพและให้ยา ซีน 2 พัฒนาขึ้นเพื่อดูว่าทีมสหสาขาวิชาจะสามารถช่วยเหลือผู้ป่วยได้ทันท่วงทีหรือไม่ เพราะถ้าฝึกกับคนไข้จริงอาจจะมีความเสี่ยง ต้องมีประสบการณ์ก่อน เรามีการทำวิจัยคู่ขนานเพื่อสร้างเครื่องมือวัดการเฝ้าระวังต่อสถานการณ์หรือ Situation Monitoring การสังเกตผู้ป่วย อาการคนไข้เป็นอย่างไร ทีมทำงานเป็นอย่างไร

การจัดทำซีนนี้เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยรอดมากที่สุด และใส่ใจเพื่อนร่วมงานด้วยว่างานหนักไปหรือเปล่า ความเป็นผู้นำที่ดีต้องกระจายงาน และทำงานที่เหมาะกับตัวเขาหรือเปล่า รวมถึงการติดตามตรวจสอบประเมินผล” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวและว่า ตอนจบการเล่นเกมก็มาถอดบทเรียนว่าที่เราปฏิบัติงานเป็นอย่างไร ขาดอุปกรณ์อะไร สื่อสารกันดีหรือเปล่า เราจะทำอย่างไรให้ครั้งหน้าดีขึ้น ลักษณะเป็น Team Training ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน มีแต่ Individual Training แต่ละคนเก่งมาก แต่พอหน้างานไม่คุยกัน บางทีก็มีลำดับชั้น คุยกันคนละภาษา คนละคณะ ไม่กล้าเตือนหมอ เกรงใจหมอ หรือเตือนแล้วหมอไม่ฟัง พอมีการฝึกก็จะสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กรที่เหมาะสม

ซีน 3 เป็นซีนปัจจุบันที่นำมาใช้ในการเรียนการสอน ER-VIPE ออกแบบให้เข้าใจง่ายและสนุกมากขึ้น เป็นสถานการณ์จำลองห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยมีทั้งเคสหนัก ปานกลาง และเบา ผู้ป่วยเข้ามาแล้วต้องถูกคัดกรอง ซักประวัติ ติดป้ายชื่อเพื่อระบุตัวตน ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หมอตรวจร่างกาย พยาบาลเจาะเลือด ส่งผลแล็บให้เทคนิคการแพทย์ เภสัชกรจ่ายยาที่ไม่แพ้ให้คนไข้ได้ถูกต้อง รังสีเทคนิคทำการฉาย x-ray วินิจฉัยคนไข้ได้ปลอดภัย ดูแลคนไข้หลายคนให้สามารถกลับบ้านหรือต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

เกมนี้ออกแบบให้เหมือนปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉินจริงๆ เล่นได้สูงสุดพร้อมกัน 6 คน และเล่นอย่างน้อย 1 คน มีการ์ตูน avatar 5 วิชาชีพ คือ แพทย์ 1 คน พยาบาล 2 คน เภสัชกร 1 คน นักรังสีเทคนิค 1 คน และนักเทคนิคการแพทย์ 1 คน เพื่อให้สามารถเรียนรู้กับบทบาทวิชาชีพอื่นได้มากสุด

ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวต่อไปว่า นิสิตเรียนได้ตั้งแต่ pre clinic ยังไม่ได้ดูผู้ป่วยก็เล่นได้แล้ว น้องมัธยมปลายก็สามารถเล่นได้ และเคยให้เกมเมอร์ระดับประเทศลองเล่นก็ชอบ เพียงแต่ต้องสอนเขาว่ามีอุปกรณ์ทางการแพทย์คืออะไร ซีนนี้สอนได้ตั้งแต่นิสิตชั้นปริญญาตรีตั้งแต่ปี 5 หรือปีท้าย ๆ ที่จะจบวิชาชีพแล้ว จบทำงานแล้วเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล จนถึงผู้บริหารก็เล่นได้

“เวลาที่ไปเรียนกับสหสาขาวิชาอื่นๆ อาจารย์ที่ดูหลักสูตรของแต่ละวิชาชีพจะต้องวางแผนล่วงหน้าว่าเทอมนี้จะเริ่มเรียนด้วยกันวันไหน จัดสรรอาจารย์ที่จะมาสอนร่วมกันได้ และกำหนดวันล่วงหน้าที่ว่างตรงกัน และเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมต่อการเรียน ทำให้ทุกคนได้เรียนอย่างเท่าเทียมเหมือนกัน

ผศ.พญ.ขวัญศิริ บอกอีกว่า ปีที่แล้ว เราได้รับความอนุเคราะห์ยืมสถานที่จากสถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เราจัดกลุ่มให้มีนิสิตนักศึกษาสหสาขาวิชาชีพ 4 โรงพยาบาล โดยในแต่ละโรงพยาบาลมี 3 ทีมย่อย แข่งขันกันเพื่อให้ได้ทีมที่ชนะ เรานำทีมที่ชนะเลิศมาเล่นมาเป็นเคสเดโมให้ทุกคนดูว่าทำไมเขาถึงทำได้ดีกว่า และให้นิสิตมาถอดบทเรียนว่าเขามีกลยุทธ์อย่างไร ใครเป็นผู้นำ เคล็ดลับคืออะไร จะได้เข้าใจว่าทำไมทีมนี้ถึงทำได้ดีกว่าทีมอื่นอย่างไร โดยนำเอาหลักการ TeamSTEPPS มาสอนและสามารถเอาไปใช้ในโลกจริงได้ อาจารย์ที่ประสบการณ์สูงแต่ละวิชาชีพจะยกตัวอย่างให้เห็นว่าชีวิตจริงเขาจะเจออะไร จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ต้องพูดอย่างไรในชีวิตจริง

การเรียนการสอน ER-VIPE ไม่ได้สอนในหลักสูตรปริญญาตรีเท่านั้น แต่ยังนำไปสอนกับนิสิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีและระดับอาจารย์เป็นระยะเวลา 2 ปีมาแล้ว โดย ผศ.พญ.ขวัญศิริ บอกว่า เราต้องการเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวิชาชีพ จึงนำหลักสูตร ER-VIPE ไปสอนนิสิตระดับสูงกว่าปริญญาตรีและอาจารย์ เพราะเขาคือผู้นำต้นแบบสามารถสอนนิสิตต่อไปได้เร็วขึ้น ตอนนี้เลยมุ่งสร้างอาจารย์ที่สามารถสอนสถานการณ์จำลองและแทรกทักษะเหล่านี้เข้าไปได้

ปีที่แล้วเป็นปีแรกที่เรานำแพทย์ประจำบ้านปีที่ 1 ทั้งหมด 280 คน ทั้งโรงพยาบาลจุฬาฯ ไม่ว่าจะอยู่แผนกอะไร มาเรียนร่วมกัน พบว่าทีมมีการคิดเชิงระบบ แทนการคิดแยกส่วน รวมถึงการสื่อสารทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพดีขึ้น ลดความผิดพลาดการตรวจรักษาอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปีนี้จะนำหมอผู้ใช้ทุน 3 ปี แพทย์ประจำบ้านฉุกเฉิน มาเรียนรู้ร่วมกับพยาบาล เภสัช รังสีเทคนิค และเทคนิคการแพทย์ที่เพิ่งจบมาและเริ่มมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเพื่อดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ทั่วโลกยอมรับการสาธารณสุขของไทยตั้งแต่โควิด-19 เราอยากให้สาธารณสุขไทยไปได้ไกลกว่านี้ ทักษะการทำงานเป็นทีมหรือ Soft Skills เป็นเรื่องสำคัญ อยากให้กระจายไปโรงพยาบาลชนบท สถาบันเพิ่มพูนผลิตแพทย์เพื่อชนบท ได้ให้ความสนใจเชิญทีมของเราไปแบ่งปันองค์ความรู้และแนวทางการเรียนการสอนรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อทีมงาน ทั้งยังเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าในการสนับสนุนภารกิจของคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกำลังสำคัญในการผลิตแพทย์เพื่อชนบท หากความร่วมมือนี้บรรลุผลสำเร็จ ย่อมจะช่วยเสริมศักยภาพการผลิตแพทย์ให้มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น และส่งผลต่อการพัฒนาระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ชนบทอย่างยั่งยืน” ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าว

ทั้งนี้ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉินฯ กล่าวเสริมอีกว่า ตอนนี้ได้ขอทุนนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์จากจุฬาฯ เพื่อพัฒนาซีนอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ มีประเด็นเรื่องจริยธรรม ขออนุญาตรับเลือดให้เลือด ช่วยคนไข้ให้รอดปลอดภัย เราจะเน้นเรื่อง Team Clinical Reasoning ทีมช่วยกันแก้ปัญหา วินิจฉัยได้ไม่ผิดพลาดและทันท่วงที วัด Soft Skill ให้เป็นรูปธรรม อะไรที่วัดได้เชื่อว่าจะพัฒนาได้ และจะเป็นที่แรกของโลกที่พัฒนาสถานการณ์จำลองเรื่องอุบัติเหตุในผู้สูงอายุเพื่อฝึกทีมสหสาขาวิชาชีพ

ซีน 4 คาดว่าจะเสร็จปลายปีนี้ และจะใช้ AI ในการวัดผลเรื่อง Soft Skill ให้เป็นฐานข้อมูลเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางสาธารณสุขให้ประเทศไทยต่อไป 

หลังจากนิสิตแพทย์เล่นเกมซีนจำลองห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยคับคั่งครั้งแรกเสร็จด้วยคะแนน 600 ผศ. พญ.ขวัญศิริ นำนิสิตถอดบทเรียนว่า มีอะไรที่นิสิตปฏิบัติการในห้องฉุกเฉินจำลองผิดพลาดหรือไม่ เช่น รักษาผู้ป่วยไม่ทันท่วงที ให้ผู้ป่วยรอนาน ผู้ป่วยมีอาการแพ้ยา ผู้ป่วยติดเชื้อ เตือนบุคลากรด้วยกันให้ห่างจากรังสีเอ็กซ์เรย์

เราเรียนรู้จากความผิดพลาด เราจะไม่ต่อว่ากัน เราจะดูที่พฤติกรรมคำพูดแล้วเราจะมาถอดบทเรียนกัน จะทำใหม่คิดใหม่อย่างไรให้ดีกว่าเดิม เราไม่ได้คาดหวังให้นิสิตต้องสมบูรณ์แบบ แต่ขอให้เก่งขึ้นจากเดิมก็พอ ผศ.พญ.ขวัญศิริ กล่าวปิดท้าย

มมส โชว์ศักยภาพ ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ‘THE WUR By Subject 2026’

มมส โชว์ศักยภาพ ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ‘THE WUR By Subject 2026’

มมส โชว์ศักยภาพ ติดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ‘THE WUR By Subject 2026’

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับการจัดอันดับจาก THE World University Rankings by Subject 2026 โดย Times Higher Education (THE) ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ สะท้อนถึงศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน การวิจัย ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย

ในการจัดอันดับครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้รับการจัดอันดับในหลายสาขาวิชาที่สำคัญ ได้แก่Medical and Health Sciences อยู่ในช่วงอันดับ 1001+ ของโลก , Education Studies อยู่ในช่วงอันดับ 601–800 ของโลก ซึ่งเป็นปีแรกที่สาขานี้ได้รับการจัดอันดับ , Engineering อยู่ในช่วงอันดับ 1251+ ของโลก , Life Sciences อยู่ในช่วงอันดับ 1001+ ของโลก , Physical Sciences อยู่ในช่วงอันดับ 1001–1250 ของโลก , Social Sciences อยู่ในช่วงอันดับ 1001+ ของโลก ซึ่งเป็นปีแรกที่ได้รับการจัดอันดับเช่นเดียวกัน

การติดอันดับเป็นปีแรกของสาขา Education Studies และ Social Sciences นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญ สะท้อนถึงการพัฒนาคุณภาพด้านวิชาการและงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหาสารคามอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศักยภาพของคณาจารย์ นักวิจัย และระบบสนับสนุนทางวิชาการที่มีความพร้อมในระดับสากล

ทั้งนี้ การจัดอันดับ THE World University Rankings by Subject พิจารณาจากตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ คุณภาพการเรียนการสอน คุณภาพและผลกระทบของงานวิจัย สภาพแวดล้อมด้านการวิจัย รายได้จากภาคอุตสาหกรรม และความเป็นนานาชาติ

ความสำเร็จดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ มมส ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการวิจัยสู่เวทีนานาชาติ พร้อมมุ่งมั่นพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์การพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน

คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568

คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568

คุรุสภา ชวนศึกษาข้อบังคับใหม่ มาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ.2568

วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว  คุรุสภาชวนศึกษารายละเอียดข้อบังคับใหม่ ยกระดับการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

1 กุมภาพันธ์ 2569 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาได้ออกข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการจัดทำข้อบังคับดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยและบริบทการจัดการศึกษาพิเศษที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการยกระดับคุณภาพและกำหนดแนวทางสำหรับครูที่สอนนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษโดยเฉพาะ อีกทั้งเป็นการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้ชัดเจนสำหรับครูการศึกษาพิเศษที่ครอบคลุมมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน เพื่อให้ครูการศึกษาพิเศษมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้และดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษได้ดีและมีคุณภาพยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาระสำคัญของข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยการกำหนดคุณวุฒิผู้ประกอบวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ ต้องมีคุณวุฒิปริญญาทางการศึกษาพิเศษ หรือเทียบเท่าที่คุรุสภารับรอง หรือมีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีและผ่านการอบรมที่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพรับรอง และในส่วนของมาตรฐานความรู้ จะต้องมีความรอบรู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกและสังคม แนวคิดของการจัดการศึกษาพิเศษและแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีจิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการให้คำปรึกษา และจิตวิทยาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ โดยคำนึงถึงสุขภาวะทางกายและจิตของผู้เรียนแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ  หลักสูตรการจัดการศึกษาพิเศษ ศาสตร์การสอน การพัฒนาและการฟื้นฟูสมรรถภาพ  การสอนซ่อมเสริม  เทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ มีการวัดประเมินผลการเรียนรู้และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งมีการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาพิเศษ   ในส่วนมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพนั้นต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า มาตรฐานการปฏิบัติงานมี 3 ส่วนสำคัญ คือการปฏิบัติหน้าที่ครู การจัดประสบการณ์เรียนรู้ และความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครอบครัวของผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและผู้เรียนอื่น ชุมชน ฝ่ายต่าง ๆ ในสถานศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทีมสหวิชาชีพ ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ครูการศึกษาพิเศษนั้นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ส่งเสริมพัฒนาการ การเรียนรู้เอาใจใส่ สร้างแรงบันดาลใจและยอมรับความหลากหลายของผู้เรียนและมุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนทุกคนอย่างเสมอภาค ใฝ่เรียนรู้ พัฒนาตนเองและประพฤติปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นแบบอย่างที่ดี และการจัดประสบการณ์เรียนรู้ จะต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาส่งเสริมหลักสูตรสถานศึกษา ออกแบบและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ มีการจัดกิจกรรม ติดตาม กำกับ ดูแล ช่วยเหลือผู้เรียน และบูรณาการความรู้และศาสตร์การสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน และส่วนสุดท้ายในด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง ครอบครัวของผู้เรียนและผู้เกี่ยวข้อง เช่น การส่งเสริมความร่วมมือ สร้างเครือข่ายกับผู้ปกครอง เข้าถึงบริบทของชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนเข้าใจในผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ส่งเสริม อนุรักษณ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น

“อีกส่วนที่สำคัญคือด้านมาตรฐานการปฏิบัติตน โดยครูการศึกษาพิเศษทุกคนต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ในการมีจรรยาบรรณต่อตนเอง วิชาชีพ ผู้รับบริการ ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ และสังคม ซึ่งจะต้องประพฤติตนตามจรรยาบรรณและแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูการศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2568 ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวิชาชีพครูโดยคุรุสภา ที่กำหนดขึ้นเพื่อยกระดับการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและส่งเสริมให้ครูการศึกษาพิเศษมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนรู้ และดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนสถาบันการศึกษา ครูการศึกษาพิเศษ และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ศึกษารายละเอียดของข้อบังคับใหม่ฉบับนี้ เพื่อจะได้มีความเข้าใจและสามารถนำไปปรับปรุงหลักสูตรที่ใช้จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกัน โดยสามารถเข้าศึกษาข้อมูลที่เว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา สำนักมาตรฐานวิชาชีพ โทร. 0-2280-0048” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จัดพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร 100 วัน เพื่อน้อมอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.28 น.

วันที่ 31 มกราคม 2569  นางจงกลนี แก้วสด รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายวันชัย ตันวัฒนะ รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (สายอนุรักษ์และวิจัย) นางสมรัก บุษปธำรง รองผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย (สายปฏิบัติการและพัฒนาธุรกิจ)  นำคณะผู้บริหาร  พนักงาน และลูกจ้างองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร ในวาระครบรอบ 100 วัน  ซึ่งตรงกับวันนี้ (31 มกราคม) แห่งการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์  จำนวน 10 รูป จากวัดแก้วฟ้าจุฬามณี  เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ สำนักงานองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย 

‘พระแม่สกลสงเคราะห์’โชว์ล้ำ! เปิดตัว ‘Cryonix ลดปวด-เครื่องตรวจลืมเด็กในรถ’

‘พระแม่สกลสงเคราะห์’โชว์ล้ำ! เปิดตัว ‘Cryonix ลดปวด-เครื่องตรวจลืมเด็กในรถ’

‘พระแม่สกลสงเคราะห์’โชว์ล้ำ! เปิดตัว ‘Cryonix ลดปวด-เครื่องตรวจลืมเด็กในรถ’

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

‘พระแม่สกลสงเคราะห์’โชว์ล้ำ! เปิดตัวนวัตกรรมช่วยชีวิต ‘Cryonix ลดปวด-เครื่องตรวจลืมเด็กในรถ’ ฝีมือนักเรียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนพระแม่สกลสงเคราะห์ คุณพ่อยอห์น บัปติสต์ สำรวย กิจสำเร็จ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ‘วันวิชาการ ประจำปีการศึกษา 2568’ โดยมี คุณครูกัญนิภัทธิ์ ภัคนันท์ธรรม์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงผลงานนวัตกรรมและนิทรรศการจาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้อย่างรอบด้าน

ในโอกาสนี้ เซอร์มาร์กาเร็ต รัตนวงศ์ไชยา ได้ให้เกียรติมอบเกียรติบัตรแก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่น ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและชื่นชมความมุ่งมั่นตั้งใจของนักเรียน ก่อนจะเข้าสู่การแสดงชุดพิเศษ ‘แผ่นดินไทยคือแผ่นดินทอง’ จากตัวแทนนักเรียนที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ไทย

ไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก คือการแสดงผลงานจากหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนักเรียนได้เรียนรู้และพัฒนาร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทเอ็มม่า อลิส โดยผลงานที่โดดเด่นประกอบด้วย เครื่องตรวจสอบการลืมเด็กในรถ: นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยเชิงป้องกัน , เครื่องอบหมวกกันน็อค และเครื่องบดกระป๋อง: เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน และเครื่อง Cryonix (นวัตกรรมเด่น): เครื่องบรรเทาและลดอาการปวดอักเสบแบบพกพาต้นทุนต่ำ โดยใช้หลักการปล่อยแสงสีแดง (Red Light Therapy) เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ มีจอแสดงผลระยะเวลาที่เหมาะสม และรองรับการชาร์จผ่าน USB Type-C ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการรักษาอาการอักเสบโดยตรงในราคาที่เข้าถึงได้

ทางโรงเรียนได้จัดสรรเวลาให้นักเรียนทุกระดับชั้นเข้าศึกษาเรียนรู้ตามฐานกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นกระบวนการคิดวิเคราะห์และการเรียนรู้นอกห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมนักเรียนสู่โลกแห่งอนาคต

//////////////////-026

พระราชวงศ์ องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์ องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์ องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

พระราชวงศ์ องคมนตรี เสด็จไป และไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพด้วยความอาลัย

วันที่ 31 ม.ค.2569 เวลา 06.49 น. หม่อมเจ้า ศรีสว่างวงศ์ ยุคล เสด็จไปในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ  จากวัด ระฆังโฆสิตาราม และ วัดสระเกศ และเวลา 10.49 น. นายอำพน กิตติอำพน องคมนตรี เป็นประธาน ในการบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรม ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ ซึ่งเป็นพระพิธีธรรม จากวัดสุทัศนเทพวราราม และวัดบวรนิเวศวิหาร 

นอกจากนี้ มีผู้แทนจากกระทรวงคมมาคม , สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) , สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย , บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด , สมาคมสตรีไทยแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ , ทายาท พล.ต.อ.ประเสริฐ-คุณหญิงน้อย รุจิวงศ์, คณะประชาชน จากตำบลห้วยปริก อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 

ทั้งนี้ ในเวลา 17.00 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร 100 วัน  ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
 

นายกฯนำคณะรัฐมนตรีบำเพ็ญกุศลสตมวาร ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯนำคณะรัฐมนตรีบำเพ็ญกุศลสตมวาร ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯนำคณะรัฐมนตรีบำเพ็ญกุศลสตมวาร ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระพันปีหลวง ณ ทำเนียบรัฐบาล

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.04 น.

นายกฯ อนุทิน นำคณะรัฐมนตรี บำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร และร่วมกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี”

วันที่ 31 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) และกิจกรรมแสดงความอาลัย “รวมพลังแห่งความภักดี”

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป ขึ้นนั่งอาสน์สงฆ์ นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นเจ้าหน้าที่อาราธนาศีล พระสงฆ์ให้ศีล และสวดพระพุทธมนต์ นายกรัฐมนตรีถวายเครื่องไทยธรรมสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร และถวายผ้าไตร จำนวน 10 ไตร พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำ และกราบลาพระรัตนตรัย นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ฯ จากนั้นนายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีตักบาตร ณ บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี โดยพระสงฆ์เดินออกรับบิณฑบาต จำนวน 93 รูป 

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีตักบาตร นายกรัฐมนตรีและนางสาวธนนนท์ นิรามิษ พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี และผู้ร่วมพิธี เข้าร่วมกิจกรรม “รวมพลังแห่งความภักดี” ณ สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรีถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ และกล่าวแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ความว่า

“ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คู่สมรส ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ต่างน้อมจิตมั่น ร้อยรวมดวงใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งขวัญและกำลังใจของพสกนิกรชาวไทยทั้งชาติ เป็นแบบอย่างแห่งการทรงงาน ด้วยพระราชวิริยะอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถอันหาที่เปรียบมิได้ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทรงริเริ่ม ได้ก่อเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎรในทุกภูมิภาค ทั้งด้านความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพ และการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ไทยให้ธำรงไว้ และยังคงผลิดอกออกผล ยังประโยชน์ยิ่งแก่ผืนแผ่นดินไทย จวบจนกาลปัจจุบัน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ทรงมีต่อปวงประชาประดุจดั่ง “พระแม่ของแผ่นดิน” ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักขอสืบสานพระราชปณิธาน ด้วยความจงรักภักดี และจะยึดมั่นในการปฏิบัติดี เพื่อสร้างสรรค์คุณประโยชน์ แก่ประเทศชาติ และประชาชนสืบไป

วันที่ 31 มกราคม พุทธศักราช 2569 เป็นวาระครบ 100 วัน สตมวาร แห่งการเสด็จสวรรคต รัฐบาลจึงกำหนดจัดพิธีบำเพ็ญกุศล และกิจกรรมแสดงความอาลัย “รวมพลังแห่งความภักดี” เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ในโอกาสนี้ ขอให้ผู้ที่ชุมนุมกัน ณ สถานที่แห่งนี้ และสถานที่ต่าง ๆ พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และขอเทิดทูนพระองค์ไว้ เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ตราบนิจนิรันดร์”

จากนั้นนายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมพิธียืนสงบนิ่งถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นเวลา 1 นาที ก่อนถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ เป็นอันเสร็จพิธี

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมพิธี ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรี และคู่สมรส หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการในทำเนียบรัฐบาล และผู้นำ 4 ศาสนา (คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู ซิกข์) ประมาณ 900 คน

ระวังหมอกหนา-ฝุ่นพุ่ง! กรมอุตุฯ เผยไทยตอนบนอากาศแปรปรวน รับมือกุมภาฯ หนาวอีกระลอก

ระวังหมอกหนา-ฝุ่นพุ่ง! กรมอุตุฯ เผยไทยตอนบนอากาศแปรปรวน รับมือกุมภาฯ หนาวอีกระลอก

ระวังหมอกหนา-ฝุ่นพุ่ง! กรมอุตุฯ เผยไทยตอนบนอากาศแปรปรวน รับมือกุมภาฯ หนาวอีกระลอก

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.58 น.

31 ม.ค.69 กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางระลอกใหม่ได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศจีนตอนใต้แล้ว คาดว่าจะแผ่ปกคลุมถึงประเทศเวียดนามและลาวตอนบนภายในวันนี้ หลังจากนั้นจะแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนต่อไป ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส และมีอากาศเย็นถึงหนาว ส่วนภาคอื่นๆ ยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่งในภาคตะวันออก ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย
สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนน้อยเนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังอ่อน พัดปกคลุมอ่าวไทยตอนล่าง และภาคใต้ตอนล่าง ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูง 1-2 เมตร อ่าวไทยตอนบนและทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 1-4 ก.พ. 69 ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลง เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางระลอกใหม่จากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้

ฝุ่นละอองในระยะนี้ ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออกมีการสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์อ่อนถึงไม่ดี 

สำหรับพยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06:00 น. วันนี้ ถึง 06:00 น. วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ

อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 14-19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-13 องศาเซลเซียส  ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 14-19 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

ภาคกลาง

อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และมีหมอกหนาบางพื้นที่ โดยอุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 18-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ภาคตะวันออก

อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า และอุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ส่วนมากตามแนวชายฝั่ง อุณหภูมิต่ำสุด 20-23 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส  ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) 

อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส  ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ลมตะวันออก ความเร็ว 15–30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ลมตะวันออก ความเร็ว 15–35 กม./ชม.  ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร 

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก)

อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส  ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร

กรุงเทพและปริมณฑล

อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และอุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส  ลมตะวันออก ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ม.แม่ฟ้าหลวง จัดแข่งขัน ‘พยาบาลเกมส์’ พัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อสุขภาวะทางปัญญา

ม.แม่ฟ้าหลวง จัดแข่งขัน ‘พยาบาลเกมส์’ พัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อสุขภาวะทางปัญญา

ม.แม่ฟ้าหลวง จัดแข่งขัน ‘พยาบาลเกมส์’ พัฒนาทักษะแห่งอนาคต เพื่อสุขภาวะทางปัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ (School of Nursing) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดโครงการพยาบาลเกมส์ The Nursing Cup: Pulse of champions การแข่งขันกีฬาของนักศึกษาพยาบาลทั้ง 4 ชั้นปี รวมทั้งนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (Indoor Stadium) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง การจัดกิจกรรมพยาบาลเกมส์ในครั้งนี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่บูรณาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถนำทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการเรียน การใช้ชีวิตและการประกอบวิชาชีพพยาบาลในอนาคตได้อย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ คือ กิจกรรมละลายพฤติกรรม กิจกรรมเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคต กิจกรรมกีฬามหาสนุก และกิจกรรรมพี่น้องร่วมใจเชื่อมสายสัมพันธ์

โดยวัตถุประสงค์ของโครงการ จัดขึ้นเพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตเพื่อสุขภาวะของนักศึกษาใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. “สุขภาวะทางปัญญา” โดยมุ่งเน้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม มีวิจารณญาณ และความปลอดภัย 2.“สุขภาวะทางความคิด” เพื่อเสริมสร้างเจตคติที่ดี ความมุ่งมั่น ความยืดหยุ่นทางจิตใจ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การยอมรับความผิดหวัง รวมถึงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นและการมีจิตอาสา และ 3.“สุขภาวะทางสังคม” โดยส่งเสริมการทำงานเป็นทีม การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ความเป็นผู้นำและการเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม รวมถึงการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความแตกต่างของผู้อื่น ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญของวิชาชีพพยาบาล

ผศ.ดร.ชมพูนุช โสภาจารีย์ คณบดีสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มฟล. (Asst. Prof. Dr. Chompunut Sopajaree Dean, School of Nursing, MFU) ประธานในพิธีเปิดกิจกรรม กล่าวว่า โครงการพยาบาลเกมส์ The Nursing Cup: Pulse of Champions เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนานักศึกษาควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตร เพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งอนาคตเพื่อสุขภาวะที่ดี (Future Skills for Well-being) ให้แก่นักศึกษาพยาบาลและนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยพยาบาล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นบุคลากรทางการพยาบาลที่มีคุณภาพในอนาคต

“กิจกรรมพยาบาลเกมส์ มิได้มุ่งเน้นเพียงการแข่งขันหรือการแสดงศักยภาพทางกายเท่านั้น แต่เป็นเวทีการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การทำงานเป็นทีม การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการมีทัศนคติที่ดี ความมีวินัย และความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะที่จำเป็นต่อวิชาชีพพยาบาล ดิฉันขออวยพรให้นักศึกษาทุกคน ได้ใช้โอกาสจากกิจกรรมครั้งนี้ในการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ขอให้ทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมด้วยความตั้งใจ เคารพกติกา เคารพซึ่งกันและกัน และมีความสุขกับการเรียนรู้ร่วมกันในวันนี้” คณบดี กล่าว

เปิดปฐมบทสนทนาครีเอทีฟข้ามพรมแดน ร่วมออกแบบ ‘Creative Playbook ฉบับใหม่’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงเอเชียสู่เวทีโลก

เปิดปฐมบทสนทนาครีเอทีฟข้ามพรมแดน ร่วมออกแบบ ‘Creative Playbook ฉบับใหม่’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงเอเชียสู่เวทีโลก

เปิดปฐมบทสนทนาครีเอทีฟข้ามพรมแดน ร่วมออกแบบ ‘Creative Playbook ฉบับใหม่’ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงเอเชียสู่เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมบันเทิงโลกที่ต้นทุนการผลิตคอนเทนต์พุ่งสูงและการแข่งขันในเศรษฐกิจความสนใจทวีความรุนแรง วิกฤตดังกล่าวกลับเปิดพื้นที่ของ “โอกาส” สำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงเอเชียในการก้าวสู่บทบาทใหม่ จากการเป็นเพียงฐานการผลิตหรือผู้ตามเทรนด์ตะวันตก สู่การเป็น ผู้กำหนดภาษาครีเอทีฟและโมเดลการสร้างคอนเทนต์ระดับโลกด้วยตัวเอง

และเมื่อเร็วๆนี้ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้จัดเวทีสนทนาครีเอทีฟระดับนานาชาติในงาน CREATIVE SPARK 2026: THE FIRST TAKE – Bangkok University Edition: Redefining Entertainment Content Creation as a Global Experience” โดยผู้สร้างคอนเทนต์ระดับโลกจากญี่ปุ่นร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึกแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และถอดรหัส “Creative Playbook ฉบับใหม่ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงเอเชียสู่เวทีโลก

ซึ่งเวที CREATIVE SPARK 2026 ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ หากแต่ทำหน้าที่เป็นเวทีสนทนาครีเอทีฟข้ามพรมแดนระหว่างญี่ปุ่นและประเทศไทย ทว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกระหว่างสองอุตสาหกรรมบันเทิงหลักของเอเชียในครั้งนี้ ได้ตอกย้ำประเด็นสำคัญของโลกยุคดิจิทัลอย่างชัดเจนว่า ยิ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำมากเท่าใด ความเรียบง่าย ความจริงใจ และความเป็นมนุษย์ จะยิ่งกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงมากขึ้นเท่านั้น และนี่คือจุดตั้งต้นของการร่วมออกแบบ Creative Playbook ฉบับใหม่ ที่เอเชียกำลังใช้สื่อสารกับผู้ชมทั่วโลกด้วยเสียงและคุณค่าของตนเอง

Makoto Uchida โปรดิวเซอร์ของ THE FIRST TAKE ชี้ให้เห็นว่า เมื่ออุตสาหกรรมดนตรีเคลื่อนจากยุค ดาวน์โหลด สู่ สตรีมมิ่ง สิ่งที่ผู้คนแสวงหาไม่ใช่แค่เพลงที่ฟังเพราะ แต่คือ วิดีโอและเรื่องราว ที่ทำให้เพลงถูกจดจำและรู้สึกผูกพัน การสื่อสารการตลาดจึงเปลี่ยนจากการเร่งให้เพลงฮิตในช่วงสั้นๆ ไปสู่ Long-tail Promotion ที่ค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวผ่าน Sub-content อย่าง audio, lyric หรือ animation เพื่อขยายโลกของเพลงหลักให้ลึกและมีมิติมากขึ้น ภายใต้บริบทนี้ THE FIRST TAKE จึงถูกออกแบบให้เป็นคอนเทนต์ดนตรีรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่รายการเพลงทีวี ไม่ใช่มิวสิกวิดีโอที่ตัดต่อจนสมบูรณ์แบบ และไม่ใช่ไลฟ์ที่เน้นโชว์เทคนิค หากเป็น ช่วงเวลาแห่งความจริง ที่ผู้ชมย้อนกลับมาสัมผัสได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยยืนอยู่บน 3 แก่นหลัก ได้แก่ UNPREDICTABLE เพราะดนตรีทรงพลังที่สุดเมื่อคาดเดาไม่ได้และทำซ้ำไม่ได้ REALITY เพราะความจริงของการแสดงสดที่อาจไม่สมบูรณ์แบบ มักส่งแรงสั่นสะเทือนมากกว่างานที่ถูกผลิตอย่างประณีตแต่ขาดความเป็นธรรมชาติ และ HUMANITY เพราะความเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าในขณะนั้น คือสิ่งที่ไม่อาจปรุงแต่งให้เหมือนเดิมได้ทุกครั้ง แนวคิดทั้งหมดถูกแปลงเป็นกฎการผลิตแบบ ตั้งใจไม่ทำ” เช่น no retake, no direction, no filter, no promotion เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความไม่สมบูรณ์แบบทำงาน สร้างพลัง สร้างความเชื่อใจ และดึงผู้ชมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าผ่านคอมเมนต์และชุมชนบน YouTube จน THE FIRST TAKE ถูกมองว่าเป็นสารคดีสั้นในเทคเดียวที่ทำให้เราได้เห็นตัวตนของศิลปินอย่างใกล้ชิดที่สุด

ขณะที่ Kazuki Nagayama Director of Photography และผู้ออกแบบการถ่ายทำแบบ One Take ถ่ายทอดว่า ภาษาภาพของ THE FIRST TAKE ถูกสร้างบนหลัก Less is more, less but better ด้วยการตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้ความสำคัญกับ ศิลปินและช่วงเวลาที่เกิดขึ้นตรงหน้า วิดีโอจึงถูกออกแบบให้เหมือน ภาพถ่ายที่มีเวลาไหลผ่าน” โดยถ่ายทำแบบ Musical portrait เชิงสารคดีในเทคเดียว ด้วยกล้องตำแหน่งคงที่ ลดการกำกับ ลดการเคลื่อนกล้อง และจัดฉากสตูดิโอสีขาวให้เกิดความว่างและความโดดเดี่ยวอย่างตั้งใจ เพื่อให้ตัวตนของศิลปินค่อยๆปรากฏโดยไม่ถูกสิ่งรบกวนดึงสายตา การเลือก Side-angle framing รวมถึงการออกแบบแสงเงา ถูกกำหนดล่วงหน้าอย่างละเอียดเพื่อรักษาความหมายตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกัน งาน Post-production ถูกวางบทบาทให้เป็นเพียงการ ถ่ายทอด มากกว่าการ ปรุงแต่ง เพื่อเก็บรายละเอียดเล็กๆของความเป็นมนุษย์ให้ครบถ้วน แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาต่อยอดเป็นระบบคอนเทนต์ทั้ง Ecosystem ตั้งแต่การออกแบบ Thumbnail เสมือน ปกนิตยสารยุคดิจิทัล ไปจนถึงกลยุทธ์คัดเลือกศิลปินและการติดตามเสียงสะท้อนจากผู้ชมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานที่สม่ำเสมอ และทำให้ความเรียบง่ายที่ซื่อตรงต่อช่วงเวลาจริงสามารถขยายผลสู่ผู้ชมทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน

ในมุมของ ผศ.ดร. อริชัย อรรคอุดม คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ บทเรียนจากฟอร์แมต One Take Only ชี้ชัดว่า ยิ่งเทคโนโลยีก้าวล้ำ ความเรียบง่าย ความจริงใจ และความเป็นมนุษย์ ยิ่งกลายเป็นคุณค่าหลักของคอนเทนต์ยุคใหม่ และการที่ BUCA ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่กลางของบทสนทนาครีเอทีฟระดับนานาชาติ คือบทบาทเชิงรูปธรรมของสถาบันการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ในฐานะ Creative Living Laboratory ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ ทดลอง แลกเปลี่ยน และตกผลึกมาตรฐานใหม่ร่วมกัน โดยปี 2569 BUCA จะขับเคลื่อนการยกระดับอุตสาหกรรมผ่าน BUCA Trend Radar 2026 5 แกน ได้แก่ “Experience-first Storytelling การพัฒนาทักษะด้านการสร้างประสบการณ์สดและการเชื่อมโยงทางอารมณ์ Cultural IP Reboot การรีบูตมรดกวัฒนธรรมให้ร่วมสมัย Stage & Stream Convergence การออกแบบคอนเทนต์สำหรับการผสมผสานข้ามเวทีจริงและแพลตฟอร์มดิจิทัล Human–AI Ethics in Communication การตอกย้ำคุณค่าความเป็นมนุษย์และการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และ Data-backed Creativity การขับเคลื่อนงานสร้างสรรค์ด้วยข้อมูลและ social listening” เพื่อสร้างครีเอเตอร์ที่ทำงานได้จริงในโลกสื่อร่วมสมัย ทั้งทรงพลังทางอารมณ์ รับผิดชอบ และขยายสู่มาตรฐานสากลได้อย่างเป็นระบบ

พร้อมกันนี้เวที CREATIVE SPARK 2026 ยังสะท้อนว่าเอเชียกำลังขยับจาก ผู้ตาม สู่ ผู้ร่วมกำหนดมาตรฐาน ของการเล่าเรื่องและการผลิตคอนเทนต์ จากญี่ปุ่นสู่ไทย และจากเอเชียสู่เวทีโลก ด้วย Creative Playbook ใหม่ที่ยึดโยงวัฒนธรรม ความจริงใจ ความเป็นมนุษย์ และความยั่งยืนของครีเอเตอร์ เพื่อสื่อสารกับผู้ชมทั่วโลกด้วยเสียงและตัวตนของเอเชียเองอย่างภาคภูมิ