ปส.เดินหน้าพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ เสริมทักษะนิวเคลียร์-รังสี สร้างความรู้ควบคู่ความผาสุกในการทำงาน

ปส.เดินหน้าพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ เสริมทักษะนิวเคลียร์-รังสี สร้างความรู้ควบคู่ความผาสุกในการทำงาน

ปส.เดินหน้าพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ เสริมทักษะนิวเคลียร์-รังสี สร้างความรู้ควบคู่ความผาสุกในการทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) นำทีมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ปส. รุ่นใหม่ ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร ปส. ทางด้านนิวเคลียร์และรังสี” รุ่นที่ 7 ณ ห้องประชุมใหญ่ ปส. และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานนิวเคลียร์และรังสี บทบาทและภารกิจของ ปส. ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการทำงานแบบบูรณาการ

นพ.รุ่งเรือง เปิดเผยว่า การพัฒนาศักยภาพบุคลากรถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจของ ปส. ซึ่งมีบทบาทหลักในการกำกับดูแลความมั่นคงปลอดภัยด้านพลังงานนิวเคลียร์และรังสีของประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล การอบรมครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจในภารกิจขององค์กร ตลอดจนพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน เพื่อให้บุคลากรมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อันจะนำไปสู่ความปลอดภัยของประชาชน สิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะการทำงานแบบบูรณาการ อาทิ การทำงานเป็นทีม การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การให้บริการที่ดี การคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การบริหารจัดการเวลา รวมถึงการเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อการทำงานและการอยู่ร่วมกันในองค์กร เพื่อส่งเสริมความผาสุก ความผูกพัน และความสมดุลระหว่างการทำงานและคุณภาพชีวิตของบุคลากร

“การฝึกอบรมในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ ปส. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนควบคู่กับการสร้างองค์กรแห่งความสุข เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีความรู้ ความสามารถ คุณธรรม และความผาสุกในการทำงาน พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศอย่างมั่นคง ยั่งยืน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม” นพ.รุ่งเรือง กล่าว

Silklife ยกระดับไหมไทย จากงานฝีมือสู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล

Silklife ยกระดับไหมไทย จากงานฝีมือสู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล

Silklife ยกระดับไหมไทย จากงานฝีมือสู่วัสดุการแพทย์ระดับสากล

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มิติใหม่ ไหมไทย นักวิจัยคณะวิศวฯ จุฬาฯ พัฒนาโปรตีนไหมเป็นแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ตั้งแต่แผ่นแปะบรรเทาปวด เนื้อเยื่อเทียม ไปจนถึงเจลฉีดข้อ ช่วยในการรักษาผู้ป่วย ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

ในห้วงเวลาที่อุตสาหกรรมการแพทย์ของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เรายังต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศ ทีมนักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพยายามค้นหาศักยภาพของวัสดุท้องถิ่น และได้ค้นพบมิติใหม่ของ ไหมไทย มรดกทางวัฒนธรรมที่คนไทยรู้จักดีในฐานะผ้าไหมสีทอง ที่วันนี้กำลังจะกลายเป็นวัสดุทางการแพทย์ระดับสากล เช่น “วัสดุทันตกรรม” “เจลฉีดข้อ และ แผ่นแปะช่วยนอนหลับ

รศ.ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Silklife กล่าวว่า ตนตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์ของไทย เพราะมองว่าอุตสาหกรรมการแพทย์ของประเทศมีความสำคัญและเติบโตขึ้น แต่วัสดุที่นำมาใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มักต้องพึ่งพาวัสดุจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนหรือไฮยาลูรอนิกแอซิด ในขณะที่วัสดุท้องถิ่นเกรดการแพทย์หาได้ยาก

ประเทศไทยเรามีทรัพยากรธรรมชาติและสมุนไพรที่มีมูลค่ามหาศาล การวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ผลงาน แต่ควรจะถูกนำไปใช้ได้จริง ดังนั้น การทำวิจัยจึงต้องมองให้ครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับคุณภาพโดยยึดมาตรฐานสากล ตั้งแต่แปลงหม่อนในจังหวัดราชบุรี โรงเรือนเลี้ยงหม่อน กระบวนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ใช้กับผู้ป่วย” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวและว่า

ไหมประกอบด้วยโปรตีน 2 ชนิดหลัก ได้แก่ ไฟโบรอิน ซึ่งเป็นเส้นใยไหมส่วนเดียวกับที่นำไปทำผ้าไหม และเซริซิน ที่เป็นกาวไหมซึ่งมักถูกล้างออกหรือนำไปใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง แต่ส่วนที่ทีม Silklife ให้ความสำคัญคือไฟโบรอินที่นำมาประยุกต์เป็นเนื้อเยื่อเทียมและระบบนำส่งยา

ไหมไทยมีคุณสมบัติเฉพาะตัวหลายประการที่โดดเด่นกว่าไหมจากต่างประเทศคือ ไหมไทยเป็นไหมชนิดเดียวในโลกที่มี รังสีเหลืองทอง” มีโครงสร้างโมเลกุลที่ไม่ชอบน้ำ ซึ่งแตกต่างจากไหมอิตาลีหรือไหมญี่ปุ่น คุณสมบัติพิเศษนี้ทำให้สามารถจับกับสารออกฤทธิ์ที่ไม่ชอบน้ำได้ดี เหมาะสำหรับการนำส่งยาบางประเภท รศ.ดร.จุฑามาศ อธิบาย

นอกจากนี้ เส้นใยไหมยังมีความแข็งแรงซึ่งเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติ หนอนไหมสร้างโปรตีนเป็นเส้นใยเพื่อห่อหุ้มตัวเองในช่วงที่กำลังจะเปลี่ยนจากดักแด้เป็นผีเสื้อ ดังนั้นโปรตีนนี้จึงมีความแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อปกป้องดักแด้ คล้ายกับใยแมงมุมที่มีความเหนียวเพื่อดักจับเหยื่อ

คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการคือความปลอดภัยต่อร่างกาย ไฟโบรอินเป็นโปรตีนธรรมชาติ เมื่อย่อยสลายในร่างกาย จะกลายเป็นกรดอะมิโนที่ปลอดภัย ร่างกายสามารถกำจัดออกได้ง่าย ไม่เหลือสารตกค้างอันตราย แตกต่างจากโพลิเมอร์สังเคราะห์บางชนิด” รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวและอ้างอิงการทดสอบในสัตว์ทดลองทั้งหนู กระต่าย และสุนัข ที่พบว่าโปรตีนไหมมีความเป็น “Inert” (อินเนิร์ท) หรือไม่ค่อยมีปฏิกิริยากับร่างกาย (low immunogenicity) ซึ่งดีกว่าคอลลาเจนที่มักเกิดปฏิกิริยาเมื่อฝังเข้าไปในร่างกาย

โครงการ Silklife ไม่ได้มองการวิจัยเฉพาะในห้องแล็บ แต่มองภาพรวมและผลสะเทือนที่จะเกิดขึ้นกับทั้งระบบการผลิตที่เกี่ยวข้องในโครงการวิจัย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

รศ.ดร.จุฑามาศ เล่าว่า ทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบการเลี้ยงหนอนไหมแบบอินทรีย์บนพื้นที่ 5 ไร่ใน จ.ราชบุรี และได้รับการรับรองมาตรฐาน มกษ. 9000 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สำหรับแปลงหม่อน

กระบวนการอินทรีย์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องควบคุมทุกปัจจัยตั้งแต่ดินที่ปราศจากการปนเปื้อน มีแนวกันชนล้อมรอบแปลงเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอก การใช้ปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่มีปุ๋ยเคมีเลย ไปจนถึงการเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีสารปนเปื้อนอันตราย

นอกจากนี้ รศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวว่า โรงเรือนเลี้ยงหนอนก็ต้องเป็นระบบปิด มีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ตลอดทั้งปี เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอตามฤดูกาล ทั้งนี้ โรงเรือนของโครงการ Silklife ได้รับมาตรฐาน มกษ. 8203 เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย และกลายเป็นต้นแบบให้กับกรมหม่อนไหมอีกด้วย 

ปรีติ สับแหลก TOR พิมพ์แบบเรียน 69 ยัดปมขัด กม.จัดซื้อฯ เย้ยข้อตกลงคุณธรรม

ปรีติ สับแหลก TOR พิมพ์แบบเรียน 69 ยัดปมขัด กม.จัดซื้อฯ เย้ยข้อตกลงคุณธรรม

ปรีติ สับแหลก TOR พิมพ์แบบเรียน 69 ยัดปมขัด กม.จัดซื้อฯ เย้ยข้อตกลงคุณธรรม

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.05 น.

‘ปรีติ’ สับแหลก TOR พิมพ์แบบเรียน 69 ยัดปมขัด กม.จัดซื้อฯ เย้ย ‘ข้อตกลงคุณธรรม’ ส่อเจตนาล้ม E-Bidding จี้ ‘บัญชีกลาง’ เข้มห้ามใช้วิธีพิเศษ

‘ปรีติ เจริญศิลป์’ อดีต กมธ.ป.ป.ช. ชำแหละ TOR พิมพ์แบบเรียน 2569 งบฯพันล้าน ลอกปีก่อน ทั้งกรอบเวลายื่นราคาออนไลน์ บังคับต้องครบ 150 รายการ แถมยัดปมขัด พ.ร.บ.จัดซื้อฯ ที่ ‘บัญชีกลาง’ ฟันแล้ว ไม่สะท้าน ‘ข้อตกลงคุณธรรม’ ปูด กก.รวบรัดร่าง TOR ทั้งที่ยังมีคนแย้ง อ้างแก้ตามหมดกลัวไม่ทันเปิดเทอม ดักคอหาช่องล้มประมูล จี้ ‘บัญชีกลาง’ เข้มห้ามใช้วิธีพิเศษ ลั่นหากได้กลับเข้าสภาฯ จะตรวจสอบแบบกัดไม่ปล่อย

นายปรีติ เจริญศิลป์ ผู้สมัคร สส. เขต 5 จ.นนทบุรี พรรคประชาชน ในฐานะอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้ทราบความคืบหน้าของโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนประจำปีการศึกษา 2569 จำนวน 150 รายการ วงเงิน 1,010 ล้านบาท ขององค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) ที่เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ได้มีประกาศเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมการประกวดราคาจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569 โดยกำหนดยื่นเสนอราคาทางระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) หรือ E-Bidding ในวันที่ 4 ก.พ. 69 ระหว่างเวลา 09.00 – 12.00 น. ซึ่งจากการศึกษาร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR) รวมถึงรูปแบบการดำเนินการ ก็พบว่า ยังมีประเด็นที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาเหมือนหลายปีที่ผ่านมา แม้จะทราบว่า ในปีนี้ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้คัดเลือกและนำ ข้อตกลงคุณธรรม มาใช้สำหรับ โครงการ ดังกล่าว ซึ่งจะมีคณะผู้สังเกตการณ์ จากกรมบัญชีกลาง, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในทุกขั้นตอนของโครงการแล้วก็ตาม

นายปรีติ กล่าวต่อว่า เท่าที่ศึกษารายละเอียดการดำเนินการ รวมถึง TOR ของโครงการฯ ขอตั้งข้อสังเกตในเบื้องต้น 3 ประเด็น ตั้งแต่ ประเด็นแรก การยื่นเสนอราคา E-Bidding ผ่านระบบออนไลน์ของ กรมบัญชีกลาง ในวันที่ 4 ก.พ. 69 ระหว่างเวลา 09.00 – 12.00 น. นั้น เป็นรูปแบบเดียวกับที่เคยดำเนินการมาแล้วเมื่อโครงการฯ ปีการศึกษา 2568 ที่ปรากฏว่า มีผู้เสนอราคาผ่านระบบ e-GP สำเร็จเพียงรายเดียว เนื่องจากผู้เสนอราคารายอื่นไม่สามารถกรอกข้อมูลที่กำหนดว่าต้องสำเร็จทั้ง 145 รายการของโครงการฯ ได้ภายในเวลาที่กำหนดไว้เพียง 3 ชั่วโมง กระทั่งต้องยกเลิกผลการประกวดราคา และปรับรูปแบบจัดซื้อจัดจ้างเป็นวิธีคัดเลือก ที่มีความรัดกุมในแง่การตรวจสอบน้อยกว่า ส่งผลให้มีการร้องเรียน และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียนของกรมบัญชีกลาง ได้วินิจฉัยว่า มีการดำเนินการขัดต่อมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ) ลักษณะกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรมหลายกรณี รวมทั้งเป็นเหตุให้กรมบัญชีกลาง ต้องกำชับให้องค์การค้าฯ หลีกเลี่ยงการใช้วิธีคัดเลือก หรือเฉพาะเจาะจงในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และให้ประกาศเชิญชวนทั่วไปในการประกวดราคา E-Bidding ที่มีความโปร่งใสมากกว่า

“กมธ.ป.ป.ช. เคยเชิญผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง มาให้ข้อมูลและสอบถามกรณีปัญหาโครงการฯ ปีการศึกษา 2568 ที่ผู้ประกอบการหลายรายกรอกข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ e-GP ไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งทางกรมฯ ชี้แจงว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากระบบ แต่เพราะในโครงการฯ มีแบบเรียนถึง 145 รายการ ที่เอกชนทุกรายต้องกรอกให้ครบทุกรายการ ซึ่งกรมฯ มองว่าจำนวนที่เหมาะสมในการยื่นราคาออนไลน์ที่แยกรายการลักษณะนี้ ไม่ควรเกิน 60 รายการสำหรับเวลา 3 ชั่วโมง แต่ในปีนี้องค์การค้าฯ แม้จะมีแบบเรียนเพิ่มเป็น 150 รายการ แต่ก็ไม่ได้ปรับเพิ่มเวลา หรือปรับลดจำนวนรายการแบบเรียนให้เหมาะสม โดยอาจจะไม่ต้องบังคับให้ทุกรายต้องยื่นครบทั้ง 150 รายการ จึงเกรงว่าจะเกิดปัญหาซ้ำเดิมอีก” นายปรีติ ระบุ

นายปรีติ กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 ใน TOR ที่ประกาศออกมานั้น ซึ่งทราบว่ามีการผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์มาแล้ว 2 ครั้ง แต่คณะกรรมการจัดทำ TOR ขององค์การค้าฯ ได้แก้ไขเพียงบางประเด็นที่มีการท้วงติงเข้ามาเท่านั้น อีกหลายประเด็นที่ไม่แก้ไขระบุว่า ไม่สามารถแก้ไขตามที่เสนอเข้ามาได้ทั้งหมด เพราะหากแก้ไขทุกๆ ประเด็นตามที่มีผู้เสนอแนะมา จะทำให้การดำเนินโครงการฯ ปีนี้ไม่ทันตามกำหนด โดยได้บันทึกไว้เป็นข้อสังเกตสำหรับโครงการฯ ในปีถัดๆ ไป เท่ากับว่า TOR ฉบับแก้ไขปรับปรุงจากการประชาพิจารณ์ 2 ครั้งนั้น ถูกนำมาใช้ประกาศเชิญชวนทันที ทั้งที่ยังมีประเด็นที่มีผู้ติดใจ อาจเป็นผลให้มีการร้องเรียน หรืออุทธรณ์ผลการประกวดราคาในภายหลังได้ โดยในรายละเอียด TOR ที่คณะกรรมการฯ ระบุว่า ผ่านการแก้ไขมาแล้ว 2 ครั้งตามประชาพิจารณ์ พบว่า หลายประเด็นสำคัญเป็นการ คัดลอก มาจากโครงการฯ ปีการศึกษา 2568 รวมถึงปีก่อนหน้านั้น ที่ล้วนแล้วแต่มีประเด็นถูกร้องเรียน และคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ ก็ได้วินิจฉัยว่าขัดต่อมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ มาแล้ว

“เท่ากับว่า TOR ที่ประกาศใช้ในปีนี้ องค์การค้าฯ ก็ยังคงคำนึงถึงระเบียบที่อ้างว่า ต้องผลิตและจัดส่งแบบเรียนให้ทันวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษานั้นๆ หรือต้องถึงมือนักเรียนและสถานศึกษาก่อนวันที่ 16 พ.ค. ของทุกปี มากกว่าความถูกต้องชอบธรรมของ TOR และเมื่อประกาศใช้ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้การดำเนินการในปีก่อนหน้านี้ไม่รัดกุม จนถูกร้องเรียน และพบความไม่ชอบมาพากลต่างๆ จนเชื่อว่าปีนี้ก็คงไม่พ้นจะถูกร้องหรืออุทธรณ์ในภายหลัง ทั้งที่จริงๆ แล้ว องค์การค้าฯ ก็รู้ดีว่า หากตัวเองดำเนินการไม่ทันวันเปิดเทอม ก็มีแบบเรียนจากแหล่งอื่นรองรับ เพียงพออยู่แล้ว” นายปรีติ กล่าว

ในส่วนของประเด็นที่ 3 นายปรีติ ได้ยกตัวอย่างประเด็นใน TOR ของโครงการฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่เคยถูกร้องเรียน และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ ของกรมบัญชีกลาง เคยวินิจฉัยแล้วว่า ขัดต่อมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ และเป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบการเกินความจำเป็นมาแล้ว อาทิ 1.การจัดเตรียมกระดาษพิมพ์โดยมีเอกสารยืนยันรับรองจากผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ที่เท่ากับว่าผู้ประกอบการต้องสั่งซื้อ หรือสั่งจองกระดาษ ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ยังไม่ได้รับงาน, 2.การกำหนดบังคับให้ผู้รับจ้างต้องใช้เครื่องพิมพ์ที่ยื่นเสนอราคาในการดำเนินงานพิมพ์แบบเรียน โดยไม่สามารถนำเครื่องพิมพ์ดังกล่าวไปพิมพ์งานอื่นได้ จนกว่าจะแล้วเสร็จตามสัญญา ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการรายนั้นๆ สูญเสียรายได้ที่จะไปพิมพ์งานอื่น และ 3.การกำหนดให้ผู้เสนอราคาต้องยื่นราคาแบบเรียนทั้ง 150 รายการ แม้ว่าผู้ประกอบการอาจไม่มีศักยภาพเพียงพอในการดำเนินการทั้ง 150 รายการ หรือสนใจเสนอราคาเพียงบางรายการเท่านั้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องทำรายละเอียดในรายการที่ไม่สนใจเสนอราคา และอาจส่งผลให้ไม่สามารถยื่นเสนอราคาได้ทันเวลา 3 ชั่วโมงที่กำหนด เหมือนโครงการฯ ในปีการศึกษาก่อนหน้านี้ รวมถึงภาระในการสั่งจองกระดาษที่กล่าวไปแล้วด้วย

“ก็แปลกใจว่า เหตุใดยังคงมีประเด็นที่ถูกชี้ว่า ขัดต่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ อยู่ใน TOR ทั้งที่ในคณะผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม ที่ต้องตรวจสอบกลั่นกรองทุกขั้นตอน ก็มีผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งน่าจะมีข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ ร่วมอยู่ด้วย และทำการทักท้วงให้แก้ไขก่อนประกาศใช้ แต่กลับปล่อยให้ยังมีประเด็นที่ทางกรมฯ วินิจฉัยแล้วว่าขัดกฎหมายออกมา” นายปรีติ ระบุ

นายปรีติ กล่าวย้ำว่า สำหรับโครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าฯ เป็นโครงการหนึ่งที่ได้ติดตามตรวจสอบมาตลอดขณะดำรงตำแหน่งใน กมธ.ป.ป.ช. ของสภาผู้แทนราษฎรสมัยที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า การดำเนินการหลายปีการศึกษาที่ผ่านมา ได้ถูกวินิจฉัยว่ามีการกระทำการขัด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ หลายกรณี ซึ่งเชื่อว่าอาจเป็นเหตุที่ให้องค์การค้าฯ ประสบภาวะขาดทุนสะสมมาตลอด ต้องเสียงบประมาณในการจัดพิมพ์แบบเรียนแต่ละปีแพงเกินจริง รวมทั้งทำให้เด็กนักเรียนทั่วประเทศได้รับแบบเรียนที่ไม่ได้คุณภาพหรือไม่ โดยได้มีการส่งข้อสังเกตของ กมธ.ป.ป.ช. ไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง รมว.ศึกษาธิการ แต่ก็ไม่พบว่ามีการดำเนินการสอบสวนหรือเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องแต่อย่างไร ก็อาจเป็นเหตุให้องค์การค้าฯ ยังคงดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะเดิม ซึ่งผลลัพธ์ก็คงออกมาไม่แตกต่างจากเดิม

“มีโอกาสสูงมากที่การจัดซื้อจัดจ้างในครั้งแรกนี้ต้องถูกยกเลิกเหมือนปีก่อนๆ อีก หากเกิดขึ้นจริงก็ขอฝาก กรมบัญชีกลาง ในการยืนหลักการให้ องค์การค้าฯ ต้องประกาศเชิญชวนทั่วไปในการประกวดราคา E-Bidding ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างครั้งใหม่ ป้องกันไม่ให้นำวิธีพิเศษ ทั้งคัดเลือก หรือเฉพาะเจาะจง มาใช้เหมือนปีก่อนๆ โดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นการเพิ่มปัญหาให้กับองค์การค้าฯ ไม่จบสิ้น” นายปรีติ กล่าว

ในช่วงท้าย นายปรีติ กล่าวด้วยว่า แม้จะยังติดภารกิจหาเสียงเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.69 นี้อยู่ แก็จะติดตามตรวจสอบโครงการจัดจ้างพิมพ์แบบเรียน ปีการศึกษา 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินโครงการถูกต้องชอบธรรมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านๆ มา และหากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน เขต 5 จ.นนทบุรี ให้กลับเข้าไปทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร ก็จะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างขององค์การค้าฯ เป็นไปอย่างโปร่งใสได้มาตรฐาน เพื่อที่น้องๆ นักเรียนทั่วประเทศจะได้ใช้แบบเรียนที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถลดการสูญเสียงบประมาณเกินจริงขององค์การค้าฯ อันจะนำไปสู่หนทางหลุดพ้นภาวะขาดทุนซ้ำซาก รวมทั้งแก้ไขปัญหาหนี้สินของหน่วยงาน ให้สามารถดำเนินภารกิจหลักในการส่งเสริมสวัสดิการ ดูแลสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ.

พว.ผนึก 12 โรงเรียนคาทอลิก นำโมเดล GPAS 5 Steps พัฒนาสมรรถนะเด็กนักเรียน

พว.ผนึก 12 โรงเรียนคาทอลิก นำโมเดล GPAS 5 Steps พัฒนาสมรรถนะเด็กนักเรียน

พว.ผนึก 12 โรงเรียนคาทอลิก นำโมเดล GPAS 5 Steps พัฒนาสมรรถนะเด็กนักเรียน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

’พว.‘ ผนึก ‘12 โรงเรียนคาทอลิก’ นำโมเดล ‘GPAS 5 Steps’ พัฒนาสมรรถนะ ‘เด็กนักเรียน’ พลิกโฉมการศึกษาไทย

’พว.-12 โรงเรียนคาทอลิก’ เซ็น MOU ดันใช้โมเดล GPAS 5 Steps ยกระดับห้องเรียนสู่มาตรฐานสากล ปรับบทบาท ‘ครู’ อำนวยความสะดวก หวัง ‘เด็กนักเรียน’ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น มั่นใจพัฒนาสมรรถนะเต็มที่ตามหลัก Active Learning จนสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) คณะซิสเตอร์จาก 12 โรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขนแห่งจันทบุรี และโรงเรียนภาคีเครือข่าย ได้แก่ โรงเรียนเซนต์นิโกลาส (พิษณุโลก), โรงเรียนดรุโณทัย (ตรัง),  โรงเรียนเทวรักษ์ (ปราจีนบุรี),  โรงเรียนปัญจทรัพย์ (ดินแดง),  โรงเรียนมารดานุสรณ์ (ตราด),  โรงเรียนมารีวิทยากบินทร์บุรี, โรงเรียนมารีวิทยาปราจีนบุรี, โรงเรียนมารีวิทยาศรีมโหสถ, โรงเรียนยอแซฟพิจิตร, โรงเรียนยอแซฟวิทยา (จันทบุรี), โรงเรียนลัมแบรต์พิชญาลัย และโรงเรียนสตรีมารดาพิทักษ์  ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และวางแนวทางภายใต้แนวคิด “การพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน” มุ่งยกระดับห้องเรียนสู่มาตรฐานสากล พร้อมร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ยกระดับห้องเรียนคุณภาพด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS 5 Steps) เพื่อพัฒนาสมรรถนะการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวถึงแนวทางนโยบายและทิศทางการศึกษา ว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ระดับห้องเรียน การนำกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มาใช้ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนบทบาทครูให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการสร้างความรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาสมรรถนะ  จนสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง (Active Learning) ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

“ในโลกปัจจุบันภาคธุรกิจและประเทศเราต้องการคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีศักยภาพรอบด้าน ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการเรียนแบบบูรณาการด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เพราะฉะนั้นเด็กต้องทำความเข้าใจในศาสตร์ทุกศาสตร์ผ่านกระบวนการคิด เพื่อให้ตกผลึกที่สมองแบบฝังลึก เมื่อไปทำกิจกรรมอะไรหลังจากนั้นการบูรณาการจะเกิดขึ้นได้เองจากความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในสมองโดยไม่รู้ตัว ทำให้เกิดเป็นชิ้นงานที่เหนือกว่าคนอื่น”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า ในการจัดการศึกษาเราอยากให้เด็กได้เรียนรู้  ได้ลงมือทำ และ ต้องอยู่กับคนอื่นได้  ที่สำคัญต้องเลือกอนาคตของตนเองได้ ซึ่งการจัดเกิดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ครูจะต้องจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นแนวทางการปฏิรูปการศึกษารูปแบบหนึ่ง เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสคิด ได้ทำ ได้นำเสนอ ประเมิน และได้พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องโดยมีครูเป็นโค้ช  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาตามลำดับ เพราะ สพฐ.เห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญ และการพัฒนาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดอยู่กับที่ การที่กลุ่มโรงเรียนคาทอลิกเห็นความสำคัญของการพัฒนานี้ก็คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นความท้าทายที่จะสร้างความก้าวหน้าและความเข้มแข็งให้กับเด็กและโรงเรียน  ซึ่งตนมองว่าเป็นการเดินมาถูกทางแล้ว เพราะเป็นการเตรียมครูเพื่อนำไปสู่การเตรียมนักเรียนให้มีความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วมในการทำงาน พัฒนานวัตกรรมที่จะต่อยอดไปในอนาคตได้ และสุดท้ายผลที่เกิดกับเด็ก คือ เด็กคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น

ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรา สุขพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมารีวิทยา ปราจีนบุรี กล่าวว่า การที่กลุ่มโรงเรียนสังกัดคณะรักกางเขน แห่งจันทบุรี ลงนาม MOU ร่วมกับ พว.วันนี้ ไม่ถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะเมื่อ 15 ปี ที่ผ่านมา ได้เคยเซ็น MOU กับ พว.มาแล้ว ซึ่งขณะนั้น ดร.ศักดิ์สิน ก็พยายามพูดถึง GPAS  5 Steps มาตลอด และตลอดระยะเวลาที่พอช่วยเหลือกลุ่มโรงเรียนมา ทำให้วันนี้ทางกลุ่มโรงเรียนมีพื้นฐานเกี่ยวกับ Active Learning พอสมควรแล้ว ดังนั้นการ MOU ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนโรงเรียนเอกชนสู่มาตรฐานสากล โดยเน้นการพัฒนาที่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน เชื่อว่าจะทำให้การดำเนินการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนมีพัฒนาการมากขึ้น และจะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้น เพราะเด็กได้ลงมือทำ ได้เล่าเรื่อง ได้ค้นคว้า และวิจัย

“เท่าที่ทำมาก็เข้าใจดีว่า การสร้างคนต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้นถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงชั้นสูงสุดของโรงเรียนและเด็กสามารถนำกระบวนการที่ได้ไปศึกษาต่อ หรือไปประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ถือเป็นความท้าทายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าตัวผู้ปกครองที่ต้องยอมรับว่า เด็กจะต้องเล่นปนเรียน เรียนไปทำไป ซึ่งเป็นมิติใหม่ที่ไม่ใช่แค่เชิงวิชาการอย่างเดียว ขณะที่ครูก็ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน และตัวนักเรียนก็ต้องพัฒนาตัวเองจะปล่อยไปวัน ๆ ไม่ได้แล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้นักเรียนมีความสุขมากขึ้นเป็นความสุขที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนามากขึ้น” ซิสเตอร์ ดร.อัจฉรา ระบุ.

ก้าวสู่ปีที่ 67 มจพ.ชวนร่วมงาน ‘วันคล้ายวันสถาปนา พระจอมเกล้าพระนครเหนือ’

ก้าวสู่ปีที่ 67 มจพ.ชวนร่วมงาน ‘วันคล้ายวันสถาปนา พระจอมเกล้าพระนครเหนือ’

ก้าวสู่ปีที่ 67 มจพ.ชวนร่วมงาน ‘วันคล้ายวันสถาปนา พระจอมเกล้าพระนครเหนือ’

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครบรอบ 67 ปี  ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00-21.30 น. โดยใช้ชื่องาน “67 ปี มจพ. พลังเทคโนโลยีสร้างชาติ นวัตกรรมก้าวไกล น้อมดวงใจรำลึกพระพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัย ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้เกษียณอายุราชการ คณาจารย์ บุคลากร เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ รวมทั้งเผยแพร่ผลงาน ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย พร้อมกับประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่น บุคคลเกียรติยศ มจพ. และบุคลากร/นักศึกษา ที่มีผลงานที่สร้างชื่อเสียงในระดับชาติและนานาชาติให้แก่มหาวิทยาลัยและประเทศชาติด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน ช่วงเช้า เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 19 รูป ณ ลานเฉลิมพระเกียรติ คณะผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร และผู้ร่วมงาน ร่วมกันทำบุญตักบาตรอาหารแห้งพร้อมกันบริเวณลานเฉลิมพระเกียรติ

ช่วงสาย 09.30 น. พิธีรำลึกถึงทวาปูชนียาจารย์ ศาสตราจารย์ ดร.บุญศักดิ์ ใจจงกิจ และ Dipl. Ing Kart Stutzle ณ ลานทวาปูชนียาจารย์ ณ หน้าอาคารบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธรไทย-เยอรมัน คณะผู้บริหารและบุคลากรของส่วนงาน วางกระเช้ากล้วยไม้รำลึกถึงอาจาริยคุณ

ช่วงบ่าย 13.00 น. พิธีเชิดชูเกียรติประดู่แดงแห่งเกียรติยศ ณ ห้องประชุม Cloud 9 ชั้น 9 สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (รอบที่ 1 นักศึกษา) รางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น และนักศึกษาที่มีผลงานดีเด่นสร้างชื่อเสียงในระดับชาติและระดับนานาชาติ (รอบที่ 2 บุคลากร) ศาสตราจารย์ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ รางวัลนักวิจัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กลุ่มวิจัยเฉพาะทาง/ศูนย์วิจัยเฉพาะทางที่มีผลงานดีเด่น ผู้ปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2568 บุคลากรดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2569 และบุคลากรที่มีผลงานดีเด่น สร้างชื่อเสียงในระดับชาติและระดับนานาชาติ

ภาคค่ำ เวลา 17.00 น. ณ ลานเฉลิมพระเกียรติ มจพ. ชมการขับร้องและบรรเลงดนตรี โดยวงดุริยางค์ราชนาวี พิธีเปิดงาน “67 ปี มจพ. พลังเทคโนโลยีสร้างชาติ นวัตกรรมก้าวไกล น้อมดวงใจรำลึกพระพันปีหลวง” กิจกรรมประกอบด้วย ขบวนเกียรติยศ ชมวีดิทัศน์ 67 ปี มจพ. การแสดงโดยนักศึกษาชมรมศิลปะการแสดง มจพ. พิธีพระกาศเกียรติคุณ “บุคคลเกียรติยศ มจพ.” โดย พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี มอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคคลเกียรติยศ มจพ. ประจำปี 2568 การแสดงจาก Thailand’s Got Talent การขับร้องเพลง โดยศิลปินรางวัลแผ่นเสียงทองคำ และศิลปินระดับประเทศ และรับประทานอาหารร่วมกัน

มจพ. ขอเชิญชวนคณาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้เกษียณอายุราชการ แขกผู้มีเกียรติ เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ ร่วมงานวันรวมน้ำใจชาว มจพ. ประจำปี 2569 “67 ปี มจพ. พลังเทคโนโลยีสร้างชาติ นวัตกรรมก้าวไกล น้อมดวงใจรำลึกพระพันปีหลวง” ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00-21.30 น. ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรุงเทพฯ

ผู้สนใจซื้อบัตร (โต๊ะจีน) ศิษย์เก่าราคาโต๊ะละ 4,000 บาท ติดต่อสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือในพระบรมราชูปถัมภ์ (มจพ.) โทรศัพท์ 098-741-1178  หน่วยงานภายใน โต๊ะละ 3,000 บาท ติดต่อกองกิจการนักศึกษา โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 1151 กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ ต่อ 1121, 1166 หรือ http://www.kmutnb.ac.th

ยกระดับมาตรฐานพืชเศรษฐกิจ – การแพทย์ ชูเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิจัยพัฒนา ‘กัญชา-เห็ดขี้ควาย’

ยกระดับมาตรฐานพืชเศรษฐกิจ - การแพทย์ ชูเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิจัยพัฒนา ‘กัญชา-เห็ดขี้ควาย’

ยกระดับมาตรฐานพืชเศรษฐกิจ – การแพทย์ ชูเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ วิจัยพัฒนา ‘กัญชา-เห็ดขี้ควาย’

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.พงศธร  ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ให้การต้อนรับและประชุมหารือร่วมกับ นายศิริสุข ยืนหาญ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส) พร้อมคณะทำงานจากสำนักยุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด สถาบันสำรวจและควบคุมพืชเสพติด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางในการบูรณาการองค์ความรู้ ด้านการคัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์พืชเสพติดที่มีศักยภาพทางการแพทย์ ได้แก่ กัญชา และเห็ดขี้ควาย

กรอบในการหารือมุ่งเน้นนำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ซึ่ง วว. มีความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ มาใช้ในการขยายพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่แข็งแรง ปลอดโรค และมีสารสำคัญที่คงที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และเภสัชกรรมอย่างมีมาตรฐานและปลอดภัยต่อไป 

โอกาสนี้คณะผู้บริหารและนักวิจัย วว. ร่วมต้อนรับและประชุมด้วย ได้แก่ ดร.ฮงทัย แซ่ต้น และ ดร.ชนิญญา ชัยสุวรรณ ที่ปรึกษา วว. นายมนตรี แก้วดวง รักษาการ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) นางสาวอุบล ฤกษ์อ่ำ ผู้เชี่ยวชาญวิจัย และนักวิจัยที่เกี่ยวข้องจาก ศนก.  เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุม กวท. อาคาร RD1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

เห็ดขี้ควาย หรือ เห็ดวิเศษ (Magic mushroom) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psilocybe cubensis อยู่ในวงศ์ Strophariaceae เป็นเห็ดที่มีฤทธิ์กับระบบประสาท  ขึ้นอยู่ตามกองมูลควายแห้ง สีของเห็ดจะมีสีเหลืองซีดคล้ายสีฟางแห้ง เห็ดชนิดนี้มีขึ้นอยู่ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศไทย ลักษณะของเห็ดตัวสมบูรณ์และโตเต็มที่ ตรงบริเวณหมวกจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6.5 – 8.8 เซนติเมตร ความสูงของลำต้นประมาณ 5.5 – 8.0 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.8 – 1.0 เซนติเมตร  ผู้ที่รับประทานเห็ดขี้ควาย จะมีอาการมึนเมา ประสาทหลอน ไม่สามารถลำดับทิศทาง เห็นภาพ แสง สีต่างๆ ลวงตา มีความคิดและอารมณ์เปลี่ยนแปลงคล้ายแอลเอสดี ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ควบคุมสติไม่อยู่ เกิดประสาทหลอนอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน อาจเสียชีวิตได้เพราะหายใจติดขัด คนที่เคยใช้มานานๆ จะเพลินต่อความรู้สึกต่างๆ ร่างกายจะเกิดการต้านยา ต้องเพิ่มขนาดการใช้ขึ้นเรื่อยๆ อาการที่เกิดจากการกินเห็ดขี้ควายขึ้นอยู่กับปริมาณ และสภาพของร่างกายของแต่ละบุคคล

มก.ชวนเที่ยวงาน ‘เกษตรแฟร์ 2569’ จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน

มก.ชวนเที่ยวงาน ‘เกษตรแฟร์ 2569’ จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน

มก.ชวนเที่ยวงาน ‘เกษตรแฟร์ 2569’ จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายกว่า 23 หน่วยงาน เตรียมจัดกิจกรรม ภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อส่งเสริมอาชีพ ในงาน “เกษตรแฟร์” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชวนคนไทยมาอัปสกิลทักษะอาชีพ และดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ภายใต้ธีม “ล้านนาตะวันออก: จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน” เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายครอบคลุม 3 มิติการเรียนรู้ ได้แก่ การแพทย์และพยาบาล อาหารและความเป็นอยู่ และมิติทางด้านการเกษตร

รศ.ดร.วีระเกษตร สวนผกา ผอ.สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มก. กล่าวว่า สำนักฯ ได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ให้เป็นแหล่งพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชน มีบทบาทในการบริการวิชาการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนากำลังคนทุกช่วงวัย ซึ่งในงานเกษตรแฟรปีนี้ นำเสนอแนวคิดหลัก คือ “ล้านนาตะวันออก: จากพระปณิธาน สู่เกษตรสร้างสรรค์ สุขภาพยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.วรัทยา ธรรมกิตติภพ รองผู้อำนวยการด้านพัฒนาคุณภาพและงานวิจัย ในฐานะประธานอนุกรรมการฝ่ายนิทรรศการสาขาการถ่ายทอดเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อส่งเสริมอาชีพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ขยายความถึงความหมายของล้านนาตะวันออก ว่า ล้านนาตะวันออก คือ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และ น่าน เป็นดินแดนอาณาจักรล้านนาในอดีตที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น แรงบันดาลใจของการจัดกิจกรรมนี้เพื่อเป็นการน้อมนำพระปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการส่งเสริมอาชีพและสุขอนามัยของราษฎร มาเป็นธงนำในการจัดงาน จากพระปณิธาน คืองานที่น้อมนำแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระพันปีหลวง ในเรื่องการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและการยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎร สู่เกษตรสร้างสรรค์ คือการนำงานฝีมือดั้งเดิมที่พระองค์ทรงส่งเสริม เช่น ผ้าหม้อห้อม (แพร่) และ ผ้าซิ่น (น่าน) มาพัฒนาต่อยอดด้วยนวัตกรรมและดีไซน์ร่วมสมัย ให้กลายเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบัน สุขภาพยั่งยืน สะท้อนถึงพระเมตตาที่ทรงห่วงใยสุขอนามัยของราษฎร มหาวิทยาลัยจึงนำองค์ความรู้จากคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ มาให้บริการประชาชนเสมือนการสืบสานพระราชปณิธานด้านสาธารณสุข

ภายในงานเชิญสัมผัส Soft Power ล้านนา “หม้อห้อม” จากแพร่ “ผ้าซิ่น” จากน่าน และ “เกลือภูเขา” สำหรับธุรกิจสปา พร้อมตื่นตาตื่นใจกับ Fashion Show ผ้าพื้นเมืองโดยนิสิต มก. นวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพองค์รวม Virtual Anatomy การดูร่างอาจารย์ใหญ่เสมือนจริง เทคนิคการดูแลเข่าเสื่อมแบบไม่ต้องผ่าตัด และวิทยาศาสตร์การย้อนวัย บริการสุขภาพฟรีสำหรับประชาชน ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรี เฉพาะวันที่ 1, 3, 5 และ 7 กุมภาพันธ์ 2569 บริการตรวจพื้นฐาน วัดความดันโลหิต และตรวจมวลกระดูกฟรี

เรียนรู้ และเวิร์กช็อปสร้างอาชีพ KU MOOC แนะนำคอร์สอบรมออนไลน์ฟรีมากกว่า 100 หลักสูตร พร้อมรับใบประกาศ  Short-term Vocational Training: กว่า 40 วิชาชีพระยะสั้น เริ่มต้นวิชาละ 120 บาท ใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง เช่น ทำสบู่ออร์แกนิก งานควิลท์ งานคราฟต์ งานเซรามิก วาดภาพ ทำเกษตรอินทรีย์ รวมถึงสูตรลับอาหารเหนืออย่างไส้อั่วเพื่อสุขภาพ น้ำเงี้ยว และขนมหวานให้เลือกเรียน ยกระดับสินค้าชุมชน: การแสดงผลงานฉลาก KU Quality Label เพื่อรับรองคุณภาพสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย

สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารวิทยบริการ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยลงทะเบียนเข้าร่วมงาน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต โทร 0 2942 8822 website: https://llldo.ku.ac.th/ facebook: สำนักพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ซาบีดา Kick Off อย่างเป็นทางการ นโยบายรัฐหนุน ภาพยนตร์ไทย – ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

ซาบีดา Kick Off อย่างเป็นทางการ นโยบายรัฐหนุน ภาพยนตร์ไทย - ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

ซาบีดา Kick Off อย่างเป็นทางการ นโยบายรัฐหนุน ภาพยนตร์ไทย – ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

“ซาบีดา” Kick Off อย่างเป็นทางการ 2 มาตรการใหญ่ ครั้งแรกกับนโยบายรัฐหนุนเต็มรูปแบบ ภาพยนตร์ไทย – ดิจิทัลคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ประกาศคืนเงินสูงสุด 30% หนุนหนังไทยโกอินเตอร์ สนับสนุน 20% ดึงต่างชาติจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ในไทย พร้อมเปิดหลักเกณฑ์ชัด เพิ่มสิทธิประโยชน์ Theme วัฒนธรรมไทย “เทศกาล–ประเพณี–อาหาร–ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม” รับเงินคืนสูงสุด 30% หนุนภาพยนตร์ไทย

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 19.00 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีประกาศ Kick Off การใช้อย่างเป็นทางการ 2 มาตรการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ของประเทศ ได้แก่ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ และมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ โดยมี นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์ ผู้บริหารสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ/ผู้แทนสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ผู้แทนสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์/ผู้แทนสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย ผู้แทนอุตสาหกรรมเพลง ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกสไทย/ผู้แทนสมาคมดิจิทอลคอนเทนท์ไทย ศิลปินดารา นักร้อง เข้าร่วมงาน ณ SCBX Next Stage ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน 

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ 2 มาตรการสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์ไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้ การจ้างงาน และผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ มิวสิกวีดิโอ และดิจิทัลคอนเทนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ทั้งในมิติการสร้างรายได้ การจ้างงาน การพัฒนาทักษะ และการส่งออกทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก โดยมาตรการทั้ง 2 ด้านนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย สร้างโอกาสการจ้างงาน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ เป็นมาตรการที่สนับสนุนผู้ประกอบการไทยโดยตรง ครั้งแรกของประเทศไทย ในลักษณะการคืนเงินสนับสนุน ร้อยละ 15 – 30 ของค่าใช้จ่ายในการผลิตต่อเรื่อง โดยกำหนด สิทธิประโยชน์หลักร้อยละ 15 สำหรับการผลิตที่มีวงเงิน ตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป และมี สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ตามหลักเกณฑ์ ได้แก่
1. กรณีผลงานมีเนื้อหาหรือ Theme เชิงสร้างสรรค์ตามที่กำหนด เพิ่มร้อยละ 5 (เทศกาล ประเพณี อาหารไทย และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม)
2. กรณีมีงบการผลิตต่อเรื่องตั้งแต่ 40 ล้านบาทขึ้นไป รับเพิ่มตามช่วงงบ (40–<50 ล้านบาท เพิ่มร้อยละ 2.5 และตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป เพิ่มร้อยละ 5)
3. กรณีผลงานได้รับการเผยแพร่ในต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๔ ประเทศ หมายถึง ผลงานภาพยนตร์ต้องมีการเผยแพร่หรือฉายในต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๔

ประเทศ โดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) ฉายในโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ หรือ
(๒) ออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๔ ประเทศ หรือ
(๓) เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งจำนวน ๑ แพลตฟอร์ม ซึ่งต้องมีการเผยแพร่ในต่างประเทศไม่น้อยกว่า ๔ ประเทศ โดยอย่างน้อย ๑ ประเทศต้องอยู่นอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ สามารถยื่นขอรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เพิ่มร้อยละ ๕
  มาตรการดังกล่าวมุ่งหวังให้เกิดการผลิตคอนเทนต์ไทยที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีทุนสร้างระดับสากลมากขึ้นและสร้างความต่อเนื่องด้านการจ้างงานในอุตสาหกรรม พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว การบริการ การขนส่ง และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ไม่ต่ำกว่า 4,600 ล้านบาทต่อปี

มาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของต่างชาติ เป็นมาตรการดึงดูดผู้ประกอบการและบริษัทต่างชาติให้เข้ามาจ้างผู้ประกอบการไทยผลิตงานดิจิทัลคอนเทนต์ในประเทศ ครอบคลุมงาน แอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ และงานหลังการผลิต (Post-production) โดยภาครัฐสนับสนุน ร้อยละ 20 ของเงินค่าจ้างตามสัญญา สำหรับบริษัทต่างชาติที่จ้างผู้ประกอบการไทย และกำหนดวงเงินสัญญา ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปต่อสัญญา

  มาตรการนี้จะช่วยสร้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยเฉพาะนักศึกษาและผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ ให้มีโอกาสเรียนรู้การทำงานจริงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับสากล เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตระดับโลก ช่วยลดการไหลออกของแรงงาน เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของโลก โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นราว 10% หรือกว่า 2,500 ล้านบาท ในปี 2570

“ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์และดิจิทัลคอนเทนต์ไทยให้ก้าวไกลสู่เวทีโลกไปด้วยกัน เพราะชื่อว่ามาตรการทั้ง 2 ด้านสะท้อนความมุ่งมั่นของภาครัฐในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และเพิ่ม การจ้างงานรวมถึงส่งผลบวกต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การท่องเที่ยว การบริการ การขนส่ง และธุรกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นแหล่งผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และมาตรฐานสากล ที่สำคัญจะสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวซาบีดา กล่าว

อว.เปิดตัว ‘e-Testing Center’ ยกระดับ Thai MOOC สู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา’

อว.เปิดตัว 'e-Testing Center' ยกระดับ Thai MOOC สู่ 'โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา'

อว.เปิดตัว ‘e-Testing Center’ ยกระดับ Thai MOOC สู่ ‘โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

อว. พลิกโฉมการศึกษาไทย เปิดตัว “e-Testing Center” มาตรฐานสากล พร้อมยกระดับ Thai MOOC สู่ “โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญา” ปูพรม AI Literacy และ Credit Bank เต็มรูปแบบ

ดร.วันนี นนท์ศิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ให้เป็นประธานเปิดศูนย์สอบความร่วมมือ (e-Testing Center) และประชุมระดับนโยบายเพื่อวางรากฐาน Thai MOOC Ecosystem ปี 2569 ผนึกกำลังมหาวิทยาลัยชั้นนำและภาคเอกชน มุ่งสร้างทักษะ AI และระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อคนไทยทุกคน โดยมี ศ.ดร.จินตวีร์ คล้ายสังข์ ผู้อำนวยการโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ดร.เจษฎา อานิล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และ ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าร่วม ณ อาคารศูนย์เรียนรวม 1 (อาคารอินทรีจันทรสถิตย์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ดร.วันนี กล่าวว่า ศูนย์สอบออนไลน์ e-Testing Center มาตรฐานสากลนี้ เกิดจากความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย (TCU) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อนรายวิชาออนไลน์ด้านความเข้าใจปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนของประเทศใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1. AI for Education 2. AI Workforce Development และ 3. AI Innovation ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และรองรับการเทียบโอนหน่วยกิตผ่านระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.วันนี กล่าวต่อว่า ความร่วมมือแบบบูรณาการ (Synergetic Collaboration) ในครั้งนี้ คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะยกระดับ Thai MOOC จากการเป็นเพียงแพลตฟอร์มการเรียนรู้ สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานแห่งปัญญาของประเทศ” โดยดำเนินการผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1. การทลายกำแพงวิชาการ (National Credit Bank) เชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษากว่า 40 แห่ง เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นพันธมิตร เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและเปิดกว้างให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตข้ามสถาบันได้อย่างไร้ขีดจำกัด 2. การเชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม (Micro-credentials) ดึงภาคเอกชนร่วมเป็น “ผู้ร่วมออกแบบ” (Co-designer) หลักสูตร เพื่อให้ใบประกาศนียบัตรจาก Thai MOOC เป็นเครื่องยืนยันสมรรถนะที่ภาคธุรกิจยอมรับและพร้อมทำงานได้ทันที 3. นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อความเท่าเทียม (AI-Driven Learning) ยกระดับจากการเรียนผ่านวิดีโอทั่วไป สู่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน (Learning Analytics) ที่แนะนำบทเรียนตามศักยภาพรายบุคคล ลดความเหลื่อมล้ำและเปิดโอกาสให้คนไทยทุกพื้นที่เข้าถึงความรู้มาตรฐานเดียวกับคนในเมืองหลวงได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง และ 4. ความร่วมมือระดับสากล (Global Partnership) ขยายเครือข่ายกับ MOOC ระดับโลก อาทิ JMOOC (ญี่ปุ่น) และ K-MOOC (เกาหลีใต้) เพื่อยกระดับมาตรฐานรายวิชาของไทยสู่เวทีสากล

“แม้การขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้จะมีความท้าทายทั้งด้านกฎระเบียบและเทคนิค แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความคุ้มค่ามหาศาล เมื่อคนไทยเข้าถึงแหล่งความรู้คุณภาพได้ไร้ขีดจำกัด เศรษฐกิจฐานรากจะเข้มแข็ง และนวัตกรรมจะเกิดขึ้นจากทุกมุมของประเทศ ขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา มาร่วมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีวันเกษียณ เพื่อให้ Thai MOOC เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อย่างแท้จริง” ดร.วันนี กล่าว

-(016)

มช.โชว์ศักยภาพระดับเอเชีย 3 ผลงาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ‘THE Awards Asia 2026’

มช.โชว์ศักยภาพระดับเอเชีย 3 ผลงาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 'THE Awards Asia 2026'

มช.โชว์ศักยภาพระดับเอเชีย 3 ผลงาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ‘THE Awards Asia 2026’

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.46 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) สร้างความภาคภูมิใจบนเวทีการศึกษาเอเชียอีกครั้ง หลังผลงานทางวิชาการและโครงการพัฒนาสังคมของมหาวิทยาลัยได้รับการคัดเลือกจาก Times Higher Education (THE) ให้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้าย (Shotlist) การพิจารณารางวัล THE Awards Asia 2026 จำนวน 3 ผลงาน ใน 3 ประเภทรางวัล สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นานาชาติ การดูแลนักศึกษา และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืน พร้อมตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับภูมิภาคสู่เวทีเอเชีย

ผลงานแรกที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายคือรางวัล International Strategy of the Year จากผลงาน “CMU’s International Strategy: A Multi-Tiered Architecture for Global Impact” โดยศูนย์บริหารพันธกิจสากล ซึ่งสะท้อนแนวทางการวางยุทธศาสตร์ความร่วมมือระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ มุ่งยกระดับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จากความร่วมมือเชิงนามธรรมไปสู่การดำเนินงานที่สร้างผลลัพธ์จริงและยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับฐานรากจนถึงพันธมิตรชั้นนำระดับโลก

รางวัล Outstanding Support for Students เป็นผลงานของกองพัฒนานักศึกษา ภายใต้ชื่อ “Token to Care – No Money No Hunger” โครงการนวัตกรรมด้านสวัสดิการที่มุ่งช่วยเหลือนักศึกษาซึ่งประสบปัญหาการเงินฉุกเฉิน ผ่านระบบคูปองอาหารดิจิทัล พร้อมทั้งเชื่อมโยงนักศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเข้าสู่โอกาสด้านทุนการศึกษา ที่พักอาศัย และการทำงาน เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการศึกษาอย่างรอบด้าน

ในด้านการพัฒนาภูมิภาค ผลงานที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในรางวัล Outstanding Contribution to Regional Development ได้แก่ “SMART BEE SDGs – Enhancing Food Security and Beekeeper Livelihoods in the Mekong Region” โดยรองศาสตราจารย์ ดร.เทิด ดิษยธนูวัฒน์ คณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เลี้ยงผึ้งในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

ความสำเร็จจากการผ่านเข้ารอบสุดท้ายทั้ง 3 ประเภทรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการบูรณาการการศึกษา งานวิจัย นวัตกรรม และการทำงานเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชียที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

ทั้งนี้ Times Higher Education (THE) มีกำหนดประกาศผลผู้ชนะและจัดพิธีมอบรางวัล THE Awards Asia 2026 ในวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง

-(016)