ร่วมเชิดชู-เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากรประจำปี68

ร่วมเชิดชู-เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากรประจำปี68

ร่วมเชิดชู-เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากรประจำปี68

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.05 น.

ร่วมเชิดชู-เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากร ประจำปี 2568

วันที่ 6 กรกฎาคม 2568  ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดงานแถลงข่าว ‘เปิดตัวครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย และครูรางวัลคุณากร ประจำปี 2568’ โดยครูผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 6 ประจำปี 2568 ของประเทศไทย คือ ครูไพรวัลย์ ยาปัญ โรงเรียนบ้านกองม่องทะ (สาขาบ้านไล่โว่) อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และครูรางวัลคุณากร ได้แก่ ครูไพลรัตน์ สำลี วิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย และครูทอน บัวเรือง โรงเรียนบ้านดงน้ำเดื่อ จ.เพชรบูรณ์ 

การคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ดำเนินการตั้งแต่ปี 2558-2568 รวมแล้ว 6 รุ่น ปัจจุบันมีครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รวม 69 คน จาก 14 ประเทศ จากกลุ่มประเทศอาเซียน ติมอร์-เลสเต และในปี 2568 ได้เพิ่มเติมประเทศบังกลาเทศ ภูฏาน และมองโกเลีย ส่วนครูรางวัลคุณากร ครูยิ่งคุณ และครูขวัญศิษย์ จะเป็นการมอบให้กับครูไทยจากทุกสังกัดการศึกษา ไม่ว่าในระบบการศึกษา การศึกษาตามอัธยาศัย รวมไปถึงครูอาชีวศึกษา ทั้ง 77 จังหวัด ซึ่ง 6 รุ่นที่ผ่านมา มีผู้รับรางวัลรวมแล้วทั้งหมด 1,035 คน ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวจะมีการมอบในวันที่ 15 ต.ค. 2568  เพื่อยกย่องและเชิดชูครูผู้ ‘สร้างการเปลี่ยนแปลงชีวิตลูกศิษย์ และมีคุณูปการต่อวงการศึกษา’ 

นายไพรวัลย์ ยาปัญ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย ปี 2568 กล่าวว่า ตนเป็น ‘ครูอาสา’ และร่วมผลักดันให้เกิดการจัดตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านปิล๊อกคี่ โดยได้ตั้งปณิธานไว้ว่า อยากพัฒนาเด็กในถิ่นทุรกันดาร จึงตัดสินใจเดินทางมาที่บ้านกองม่องทะ ซึ่งต้องเดินเท้าเข้าพื้นที่ในขณะนั้น เพื่อเป็นครูอาสา ท่ามกลางสถานการณ์ที่ชาวบ้านกำลังหมดศรัทธาต่อการศึกษา เพราะครูอยู่ได้ไม่นานก็ย้ายออก ตนจึงเข้ามาสอนทุกวิชาและทุกระดับชั้น เป็นเวลา 17 ปี จากการผลักดันให้เกิดการจัดตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านปิล๊อกคี่ จากโรงเรียนชั่วคราวให้เป็นโรงเรียนในสังกัดกองตำรวจตระเวนชายแดนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ได้นั้น จึงนำมาพัฒนาให้ห้องเรียนสาขาบ้านไล่โว่ เป็นโรงเรียนสาขาบ้านไล่โว่  ทำให้นักเรียนที่จบประถมศึกษาตอนปลายไม่ต้องกลับมาเรียนซ้ำ ซึ่งการปฏิบัติต่อลูกศิษย์ทุกคนอย่างสม่ำเสมอเท่าเทียม โดยจัดการศึกษาเด็กเป็นรายบุคคลทั้งพื้นฐานความรู้ ทักษะชีวิต และความถนัดที่ต่างกัน ใช้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นสื่อการสอน จนเด็กอ่านเขียนภาษาไทยได้ ทำให้นักเรียนสามารถมีผลการทดสอบระดับชาติ O-Net ในวิชาภาษาไทยของนักเรียนชั้น ป.6 ที่สูงกว่าผลทดสอบระดับประเทศได้สำเร็จ รวมถึงริเริ่มกิจกรรม ‘ขายข้ามเขาออนไลน์ By Kongmongta School’ เพื่อบ่มเพาะให้เป็นผู้ประกอบการ และตั้งใจอุทิศตนทำหน้าที่ครูต่อไป ให้ลูกศิษย์ถึงฝั่งที่ฝันให้ได้มากที่สุด

นายไพลรัตน์ สำลี รางวัลคุณากร ครูจากวิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัยและครูรางวัลคุณากร กล่าวว่า ตนเกิดมาเป็นผู้พิการก่อนจะได้รับการรักษาจากแพทย์ และเริ่มต้นชีวิตครูอัตราจ้างที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งพนักงานราชการ ประเภทครูผู้สอน สังกัดวิทยาลัยการอาชีพศรีสัชนาลัย เป็นระยะเวลากว่า 26 ปี และอยากที่จะส่งต่อความรู้ ให้การช่วยเหลือลูกศิษย์ให้ได้รับโอกาสและพัฒนาตนเอง รวมถึงลูกศิษย์ที่ขาดโอกาสเป็นผู้พิการให้ได้รับการช่วยเหลือให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นพร้อมกับมีรายได้ เป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพราะลูกศิษย์คือเครือข่ายที่ดี ที่เอามันสมองของผมไปกระจายความรู้

นายทอน บัวเรือง รางวัลคุณากร ครูจากโรงเรียนบ้านดงน้ำเดือ จ.เพชรบูรณ์และครูรางวัลคุณากรกล่าวว่า คุณภาพการสอนของครูสามารถเปลี่ยนชีวิตลูกศิษย์ได้ แม้ลูกศิษย์ที่เรียนรู้ช้าหรือมีข้อจำกัดทางทรัพยากรระหว่างโรงเรียนในเมืองกับชนบท ครูต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง พยายามเชื่อมโยงบทเรียนเข้ากับชีวิตของนักเรียน ทำให้การเรียนมีความหมายและนำไปใช้ได้จริง โดยปรับวิธีการสอนอยู่เสมอ สังเกตการตอบสนองของนักเรียน วิเคราะห์ข้อดีข้อจำกัด และพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่หากครูมีใจรักและมุ่งมั่นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ความสำเร็จของลูกศิษย์ คือ ดอกไม้ที่หอมหวานที่สุดในสวนแห่งชีวิตครู และการศึกษาที่มีคุณภาพไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในเมือง ทุกพื้นที่ควรมีโอกาสเท่าเทียมกัน

‘นฤมล’สั่งสอบข้อเท็จจริง’ครูกาญจนบุรี’ร้องขอความเป็นธรรม หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

'นฤมล'สั่งสอบข้อเท็จจริง'ครูกาญจนบุรี'ร้องขอความเป็นธรรม หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

‘นฤมล’สั่งสอบข้อเท็จจริง’ครูกาญจนบุรี’ร้องขอความเป็นธรรม หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

‘นฤมล’สั่ง’สพฐ.-สพท.’สอบข้อเท็จจริง’ครูกาญจนบุรี’ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พร้อมเคียงข้างให้ความช่วยเหลือ เตรียมหารือทบทวนบทบาท-ภาระงานครู ลดงานที่ไม่เกี่ยวการสอน

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับรายงานกรณีข้าราชการครูผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรม ภายหลังถูกชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้นสังกัด แล้ว

“จากรายงาน พบว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยออกโดยเขตพื้นที่ฯ แต่อย่างใด สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป สพฐ. ได้จัดเตรียมนิติกรจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย และการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ได้อย่างเต็มที่ ยืนยันกระทรวงศึกษาธิการพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่ได้ร่วมกระทำความผิด พร้อมอยู่เคียงข้าง และสนับสนุนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ และเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างมั่นใจ“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุ

นางนฤมล กล่าวว่า ครู คือบุคคลสำคัญเป็นต้นแบบหรือแบบพิมพ์ที่ใช้หล่อหลอมนักเรียนให้เป็นคนดี และมีคุณภาพของสังคม หน้าที่หลักครูคือการถ่ายทอดความรู้ และอบรมสั่งสอนนักเรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และมีคุณธรรม

ทั้งนี้ ตนเองจะหารือกับผู้บริหาร ศธ. เพื่อทบทวนบทบาทภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะงานด้านการเงิน และพัสดุ ซึ่งมีความซับซ้อน และมีความเสี่ยงเชิงกฎหมายสูง เพื่อลดภาระให้กับครู ให้ครูทำหน้าที่อย่างเหมาะสมกับวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น

‘นฤมล’สั่ง’สพฐ.-สพท.’สอบข้อเท็จจริง ‘ครูเมืองกาญจน์’ขอความเป็นธรรม หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

‘นฤมล’สั่ง'สพฐ.-สพท.'สอบข้อเท็จจริง ‘ครูเมืองกาญจน์’ขอความเป็นธรรม  หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

‘นฤมล’สั่ง’สพฐ.-สพท.’สอบข้อเท็จจริง ‘ครูเมืองกาญจน์’ขอความเป็นธรรม หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

วันอาทิตย์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 09.14 น.

‘นฤมล’สั่งการ สพฐ.-สพท. สอบข้อเท็จจริง  ‘ครูกาญจนบุรี’ ร้องขอความเป็นธรรม  หลังถูกป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พร้อมเคียงข้างให้ความช่วยเหลือหากไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำผิด  เตรียมหารือทบทวนบทบาท-ภาระงานครู ลดงานที่ไม่เกี่ยวการสอน

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม  นางนฤมล  ภิญโญสินวัฒน์   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับรายงานกรณีข้าราชการครูผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรม ภายหลังถูกชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน  โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด แล้ว

 “จากรายงานพบว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยออกโดยเขตพื้นที่ฯ แต่อย่างใด  สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป สพฐ. ได้จัดเตรียมนิติกรจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ได้อย่างเต็มที่ ยืนยันกระทรวงศึกษาธิการพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่ได้ร่วมกระทำความผิด พร้อมอยู่เคียงข้างและสนับสนุนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิและเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างมั่นใจ“ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวย้ำว่า  ครูคือ บุคคลสำคัญเป็นต้นแบบหรือแบบพิมพ์ที่ใช้หล่อหลอมนักเรียนให้เป็นคนดี และมีคุณภาพของสังคม หน้าที่หลักครูคือการถ่ายทอดความรู้และอบรมสั่งสอนนักเรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และมีคุณธรรม ทั้งนี้ ตนเองจะหารือกับผู้บริหาร ศธ. เพื่อทบทวนบทบาทภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะงานด้านการเงินและพัสดุ ซึ่งมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงเชิงกฎหมายสูง เพื่อลดภาระให้กับครู ให้ครูทำหน้าที่อย่างเหมาะสมกับวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น

สพฐ.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ยกระดับครู บุคลากรทางการศึกษา

สพฐ.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ยกระดับครู บุคลากรทางการศึกษา

สพฐ.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ยกระดับครู บุคลากรทางการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.44 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ตามโครงการพัฒนาครูต้นแบบในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เพื่อพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาในการ “พลิกโฉมคุณภาพการศึกษาโดยพัฒนาครูให้มีศักยภาพสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21” โดยการร่วมพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เชิงระบบ GPAS 5 Steps ไปสู่การสร้างผู้เรียนให้เป็นนวัตกร อันเป็นกิจกรรมสำคัญ ตามโครงการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาด้วยรูปแบบ Active Learning สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (1 อําเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ) ระดับประถมศึกษา พร้อมกัน 6 จุด ในจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และร้อยเอ็ด โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมอบรมทั้งสิ้นจำนวน 650 คน

สำหรับการอบรมในจุดที่ 1 นางสาวปุณยนุช ดวงศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 4 ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 4 อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี

การอบรมในจุดที่ 2 นายวรวิทย์ โสภาพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1 ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรม ณ ห้องประชุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มาร่วมดำเนินการโครงการนี้จะเป็นกําลังสําคัญในการร่วมขับเคลื่อนการดําเนินงาน โปรดให้ความสนใจในสาระสําคัญและเทคนิคกระบวนการที่วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจะได้สร้างความตระหนักรู้ในความสําคัญของการพัฒนาครูตามโครงการนี้ ขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือเรียนรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการจนเกิดความเข้าใจในเทคนิคกระบวนการการเรียนรู้ด้วยการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และฝึกลงมือทําจนมีทักษะอย่างเพียงพอที่จะไปมีส่วนร่วมผลักดันการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นการพัฒนานวัตกรรมการสอนของครูให้ส่งผลถึงการสร้างนวัตกรรมของนักเรียน เน้นการเพิ่มพูนมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้วย Soft Power ให้เกิดผลจริงเป็นรูปธรรม จนมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นไปได้ที่จะเป็นผลงานนวัตกรรมที่เกิดจากการทำงานของครู และอะไรจะเป็นไปได้ที่จะเป็นนวัตกรรมของนักเรียนตามโครงการนี้  หากกิจกรรมการอบรมครั้งนี้สามารถส่งผลให้ครูนำไปพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมได้ตามเป้าหมายของโครงการฯ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูเหล่านั้นก็จะเป็นผลงานสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพครูได้เช่นกัน

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า การเรียนแบบเดิมที่เน้นการฟัง อ่าน ท่อง เพื่อสอบ เป็นเพียงการกระตุ้นความจำระยะสั้น ซึ่งลืมง่ายและไม่พัฒนาสมองในระยะยาวทำให้การเรียนรู้สูญเปล่าเมื่อเด็กโตขึ้น แต่หากเปลี่ยนมาใช้รูปแบบ Active Learning ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ที่ผู้เรียนได้ลงมือคิด ปฏิบัติ แก้ปัญหาด้วยตนเอง จะช่วยพัฒนาความจำระยะยาวและสมองได้อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่นักการศึกษาทั่วโลกย้ำมานานกว่าร้อยปีว่า “การเรียนรู้ต้องมาจากการลงมือทำ” ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพลิกโฉมการศึกษา ต้องเปลี่ยนทั้งระบบการเรียนรู้ เพื่อหยุดความสูญเปล่าทางการศึกษา

กองทัพอากาศไทยสุดแกร่ง! เปิดตัว’โดรนพลีชีพ’ ฝีมือคนไทย ยกระดับความมั่นคงชาติ

กองทัพอากาศไทยสุดแกร่ง! เปิดตัว'โดรนพลีชีพ' ฝีมือคนไทย ยกระดับความมั่นคงชาติ

กองทัพอากาศไทยสุดแกร่ง! เปิดตัว’โดรนพลีชีพ’ ฝีมือคนไทย ยกระดับความมั่นคงชาติ

วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.11 น.

วันที่ 5 กรกฎาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “ข่าวทหาร” ได้โพสต์ภาพโดรนพลีชีพ” (Kamikaze UAV) พร้อข้อความระบุว่า  “โดรนพลีชีพ” (Kamikaze UAV) ความสำเร็จสู่พลังอำนาจกำลังรบใหม่ของกองทัพอากาศ  Kamikaze UAV เป็นอากาศยานไร้คนขับที่ถูกออกแบบมาสำหรับพุ่งโจมตีแบบพลีชีพด้วยแรงระเบิดต่อเป้าหมายอย่างแม่นยำ  การวิจัยและทดสอบครั้งนี้ เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช  กรมสรรพาวุธทหารอากาศ และ ศวอ.ทอ. ซึ่งผ่านการทดสอบ ด้วยการโจมตีทำลายเป้าหมายพิสัยปานกลาง ด้วยหัวรบระเบิดอำนาจการทำลายล้างสูง โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนต่ำกว่า 5 เมตร (เป้าหมายถูกทำลาย)

ความสำเร็จครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมโครงการ Kamikaze UAV เข้าสู่สายการผลิต และบรรจุประจำการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้วยยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และความสงบสุขของพี่น้องประชาชนต่อไป

“ความมั่นคงของชาติ ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงินตรา แต่มาจากการพัฒนาด้วยมือของเราเอง”

“National security cannot be bought with money – it must be built by our own hands.”

‘วัชระ’ร้องรมช.มหาดไทย จี้เร่งพิจารณาสัญชาติไทยให้’บัณฑิตสาว’ไร้สัญชาติ

'วัชระ'ร้องรมช.มหาดไทย จี้เร่งพิจารณาสัญชาติไทยให้'บัณฑิตสาว'ไร้สัญชาติ

‘วัชระ’ร้องรมช.มหาดไทย จี้เร่งพิจารณาสัญชาติไทยให้’บัณฑิตสาว’ไร้สัญชาติ

วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.10 น.

อดีตสส.”วัชระ เพชรทอง ” ส่งหนังสือร้องเรียนถึง”เดชอิศม์”วอนเร่งติดตามคำร้องขอสัญชาติไทยของบัณฑิตสาววัย 23 ปี ที่ไร้สถานะทางทะเบียน แม้เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยในไทย แต่กลับถูกทอดทิ้งให้ใช้ชีวิตอย่าง “ไร้ตัวตน” มานานเกิน 2 ปี

5 ก.ค.68 นายวัชระ เพชรทอง อดีตสส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึง นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้เร่งรัดตรวจสอบและติดตามความคืบหน้ากรณีคำร้องขอสัญชาติไทยของ น.ส.ปนัดดา ครุฑสุวรรณ อายุ 23 ปี บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี คณะนานาชาติ สาขาการโรงแรม ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร

โดยน.ส.ปนัดดา ได้ยื่นคำร้องขอสัญชาติไทยต่อผู้ช่วยนายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2566 พร้อมพยานหลักฐานครบถ้วน รวมถึงมีหนังสือรับรองความเป็นบุคคลไร้รากเหง้า แต่จนถึงปัจจุบันได้ล่วงเลยมากว่า 2 ปีเต็ม ยังไม่ได้รับการพิจารณาใด ๆ

นายวัชระ ระบุในหนังสือว่า ความล่าช้าดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของน.ส.ปนัดดา ทั้งในด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และการประกอบอาชีพ ทั้งที่เป็นผู้ที่เติบโตและศึกษาในประเทศไทยโดยตลอด จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแจ้งผลให้ทราบภายใน 15 วัน

โดยนายวัชระได้แนบหลักฐานประกับคำร้องดังกล่าวประกอบด้วย 1) สำเนาหนังสือร้องเรียน ลงวันที่ 1 ก.ค. 2568, 2) หนังสือรับรองความเป็นคนไร้รากเหง้า, 3) สำเนาบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน และ 4) สำเนาใบรับคำร้องขอสัญชาติ

นายวัชระ ทิ้งท้ายว่า หากยังไม่มีการพิจารณาหรือเพิกเฉยต่อคำร้อง อาจจำเป็นต้องนำประเด็นนี้เข้าสู่การตรวจสอบในระดับสาธารณะ เพื่อปกป้องสิทธิของบุคคลที่ตกอยู่ในสภาวะ “ไร้ตัวตนในบ้านเกิดของตนเอง” อย่างไม่เป็นธรรม

บึงกาฬเปิดเเข่งขันวอลเลย์บอลเยาวชน PEA – DOMESTIC POWER ครั้งที่ 21

บึงกาฬเปิดเเข่งขันวอลเลย์บอลเยาวชน PEA – DOMESTIC POWER ครั้งที่ 21

บึงกาฬเปิดเเข่งขันวอลเลย์บอลเยาวชน PEA – DOMESTIC POWER ครั้งที่ 21

วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 09.50 น.

บึงกาฬเปิดเเข่งขันวอลเลย์บอลเยาวชน PEA – DOMESTIC POWER ครั้งที่ 21 

เมื่อวันที่ 4 ก.ค.68 ที่ผ่านมา เวลา 16.00 น.ที่หอประชุมสำราญรมย์ โรงเรียนบึงกาฬ (ยิมโรงเรียนบึงกาฬ) อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ร่วมกับ สมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย (TVA) สำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดบึงกาฬ (กกท.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดบึงกาฬ (PEA) สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดบึงกาฬ (SABK) สำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ จัดการแข่งขันวอลเลย์บอลเยาวชน PEA – DOMESTIC POWER ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 (ปีที่ 41) ประจำปี 2568 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รอบคัดเลือกภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน ระหว่างวันที่ 4-11 กรกฏาคม 2568 

โดยมีนายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันฯ มีนายมนัส มะเส ผู้อำนวยการสำนักงานการกีฬาแห่งประเทศไทย จังหวัดบึงกาฬ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ดร.กษมา ป้องกัน ผอ.สพม.บึงกาฬ นายพิชิต ศรีบุตรโคตร ผู้จัดการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดบึงกาฬ นายณรงค์ศักดิ์ คุรุพันธ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ นายธนาพงศ์ แสนสุภา นายกเทศมนตรีเมืองบึงกาฬ ดร.ชวนะ ทวีอุทิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนบึงกาฬ ครูผู้ฝึกสอน นักกีฬา และแขกผู้เกียรติร่วมในงานอย่างคับคั่ง

จังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดที่มีนักกีฬาและผู้สนใจก็ฬาวอลเลย์บอลในระดับต้นๆ ของประเทศ อีกทั้งยังมีศักยภาพ มีความพร้อมทั้งทางด้านสถานที่จัดการแข่งขัน การคมนาคม มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และเป็นเมืองที่มีเศรษฐกิจความเป็นอยู่ที่ที่ดีอีกด้วย ซึ่งทีมจากโรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วม แบ่งเป็น ประเภททีมชาย จำนวน 36 ทีม, ประเภททีมหญิง จำนวน 15 ทีม รวมจำนวนทั้งสิ้น 51 ทีม

‘สพฐ.’จัดทีมนิติกรช่วยครูการเงิน ติดร่างแหถูกชี้มูลร่วมลงชื่อเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน

‘สพฐ.’จัดทีมนิติกรช่วยครูการเงิน ติดร่างแหถูกชี้มูลร่วมลงชื่อเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน

‘สพฐ.’จัดทีมนิติกรช่วยครูการเงิน ติดร่างแหถูกชี้มูลร่วมลงชื่อเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน

วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.57 น.

‘สพฐ.’จัดทีมนิติกรช่วยครูการเงิน ติดร่างแหถูกชี้มูลร่วมลงชื่อเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน

5 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีข้าราชการครูผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรมภายหลังถูกชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด และยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยออกโดยเขตพื้นที่ฯแต่อย่างใด สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป สพฐ.ได้จัดเตรียมนิติกรจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ได้อย่างเต็มที่

เลขาธิการ กพฐ. ระบุว่า กรณีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องทบทวนบทบาทภาระงานของครูในภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะงานด้านการเงินและพัสดุ ซึ่งมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงเชิงกฎหมายสูง สพฐ.จึงอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบสนับสนุนภายในโรงเรียน เพื่อให้โครงสร้างงานสนับสนุนมีความเหมาะสมกับวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น

“ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตจะไม่ต้องเผชิญกระบวนการตามลำพัง สพฐ.พร้อมอยู่เคียงข้างและสนับสนุนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิและเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างมั่นใจครับ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากครูสาวโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี มีความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษปลดออกกับไล่ออก ภายใน 30 วัน ก่อนสิ้นเดือนนี้ เนื่องจากถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่ามีส่วนร่วมทุจริตเงินอาหารกลางวันเมื่อ 13 ปีก่อน แม้จะระบุว่าเพียงเซ็นเอกสารตามคำสั่งของผู้อำนวยการโรงเรียนเท่านั้น ไม่เคยถือเงินหรือใช้จ่ายเงินโรงเรียนแม้เพียงนิดเดียว

คุรุสภาเปิดสอบวิชาเอก 66 กลุ่มวิชา เตรียมตัวสมัคร 16 – 25 ก.ค.นี้

คุรุสภาเปิดสอบวิชาเอก 66 กลุ่มวิชา เตรียมตัวสมัคร 16 - 25 ก.ค.นี้

คุรุสภาเปิดสอบวิชาเอก 66 กลุ่มวิชา เตรียมตัวสมัคร 16 – 25 ก.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.53 น.

คุรุสภาเปิดรับสมัครการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู กลุ่มวิชา ปี 68 จำนวน 66 กลุ่มวิชา พร้อมเปิดให้ผู้มีสิทธิสอบทุกคนเข้าตรวจสอบสิทธิด่วน ตั้งแต่วันที่ 4 – 18 ก.ค. ก่อนสมัคร 16 – 25 ก.ค. นี้ “อมลวรรณ”ย้ำผู้สมัครทุกคนให้ตรวจสอบสิทธิการสอบก่อนเสียสิทธิ

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู กลุ่มวิชา ระบบกระดาษ ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยจะเปิดรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 16 – 25 กรกฎาคม 2568 และกำหนดจัดการทดสอบ วันที่ 30 สิงหาคม 2568  เวลา 13.00 – 16.00 น.  ขอย้ำก่อนการสมัครเข้ารับการทดสอบฯ ขอให้ผู้สมัครทุกคนเข้าตรวจสอบสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ ก่อน เพื่อจะได้ไม่เสียสิทธิและเสียเวลาในการสมัครฯ ซึ่งคุรุสภาจะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิฯ ตั้งแต่วันที่ 4-18 กรกฎาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ https://kspsubjects2568.thaijobjob.com

เลขาธิการคุรุสภา  กล่าวต่อไปว่า สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิ ให้กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน แล้วระบบจะแจ้งผลการตรวจสอบว่าเป็นผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ หรือเป็นผู้ไม่มีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ หากมีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ แต่ข้อมูลไม่ถูกต้องสามารถแก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้เฉพาะคำนำหน้านาม ชื่อ นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ อีเมล สัญชาติ  หากมีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ แต่ระบบแจ้งว่าไม่มีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบฯ สามารถยื่นคำร้องขอมีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบในวันที่ 6 – 18 กรกฎาคม 2568 และตรวจสอบผลการยื่นคำร้องหลังจากวันที่ยื่น 3 วันทำการ โดยเมื่อรับทราบผลแล้วให้ดำเนินการ ดังนี้ กรณีเป็นผู้ศึกษาในหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา หรือเทียบเท่าที่คุรุสภารับรองต้องติดต่อสถาบันอุดมศึกษาที่ตนเองศึกษา กรณีเป็นผู้ผ่านการรับรองความรู้ตามมาตรฐานวิชาชีพให้ติดต่อกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา  หลังจากตรวจสอบสิทธิแล้ว จะเริ่มรับสมัครทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ 66 กลุ่มวิชา ในวันที่ 16 – 25 กรกฎาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ https://kspsubjects2568.thaijobjob.com 

เลขาธิการคุรุสภา  กล่าวอีกว่า  เมื่อสมัครแล้วสามารถชำระค่าสมัครโดยนำรหัสคิวอาร์โค้ดที่ได้รับจากระบบรับสมัครสแกนชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารทุกแห่ง ก่อนเวลา 08.00 น. ของวันถัดไป หากไม่ชำระเงินตามเวลาที่กำหนดผู้สมัครจะต้องเลือกจังหวัดที่จะเข้ารับการทดสอบใหม่แล้วชำระเงินอีกครั้ง ทั้งนี้ผู้สมัครสามารถแก้ไขข้อมูลของตนเองได้อีกครั้งวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 และเข้ารับการทดสอบวันที่ 30 สิงหาคม 2568 จากนั้นประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ฯ วันที่ 17 ตุลาคม 2568ผ่านเว็บไซต์ https://www.ksp.or.th และ https://kspsubjects2568.thaijobjob.com  อย่างไรก็ตามคุรุสภาได้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้ารับการทดสอบทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยจัดแบบทดสอบทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และทุกสนามสอบจะใช้การทดสอบแบบกระดาษ เพื่อรองรับผู้เข้ารับการทดสอบได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้สมัครสามารถเลือกสถานที่เข้ารับการทดสอบได้ 1 จังหวัด เลือกกลุ่มวิชาที่ประสงค์จะทดสอบได้ 1 กลุ่มวิชา และเลือกแบบทดสอบได้ 1ภาษา โดยจังหวัดที่จัดการทดสอบฉบับภาษาไทยได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก กรุงเทพมหานคร  ขอนแก่น อุบลราชธานี ชลบุรี สงขลา และสุราษฎร์ธานี ส่วนจังหวัดที่จัดการทดสอบฉบับภาษาอังกฤษ ได้แก่ เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น และสงขลา

“สำหรับการชำระค่าสมัครเข้ารับการทดสอบชาวไทย หรือบุคคลที่มีบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน คนละ 500 บาท ส่วนชาวต่างประเทศ คนละ 1,000 บาท ชำระเงินได้ระหว่างวันที่ 16-25 กรกฎาคม 2568 โดยนำรหัส QR Codeที่ได้รับจากระบบรับสมัครสอบสแกนชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารทุกแห่ง หากไม่สามารถชำระเงินได้ให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่แจ้งในคู่มือ หรือ สอบถามศูนย์บริการข้อมูล โทร.0-2257-7159 ต่อ 3 หรือ ไลน์ไอดี @Thaijobjob เท่านั้น ทั้งนี้ผู้ที่สมัครและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สามารถแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลของตนเองได้ ระหว่างวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ยกเว้นข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนและวันเดือนปีเกิดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ จากนั้นตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบฯ และพิมพ์บัตรประจำตัวได้ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://kspsubjects2568.thaijobjob.com อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับการทดสอบติดต่อได้ที่ โทร. 0-2304-9899  Call Center โทร. 0-2257-7159 กด 3 หรือไลน์ไอดี @Thaijobjob ในวันราชการ” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

หมอดังเผยเคยไม่เข้าใจ ‘เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’ ทรงงานแม้พระอาการประชวร ก่อนป่วยมะเร็งเองจึงซึ้งพระทัย

หมอดังเผยเคยไม่เข้าใจ 'เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์' ทรงงานแม้พระอาการประชวร ก่อนป่วยมะเร็งเองจึงซึ้งพระทัย

หมอดังเผยเคยไม่เข้าใจ ‘เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’ ทรงงานแม้พระอาการประชวร ก่อนป่วยมะเร็งเองจึงซึ้งพระทัย

วันศุกร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.46 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 นพ.สมรส พงศ์ละไม แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นสมอง (TMS TPS) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า แต่ก่อนผมไม่เข้าใจเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ว่าทำไมท่านป่วยขนาดนั้น ยังทรงงาน ยังสร้างสถาบันจุฬาภรณ์ไปทำไม ท่านสามารถมีชีวิตอยู่ได้ไม่ลำบาก ท่านทำไปเพื่ออะไร ?

จนผมเป็นมะเร็งเอง ผ่าตัดไป 4 รอบ หมอๆเป็นห่วงอยากให้ “พักงาน” แต่ผมออกมาทำงานเร็วที่สุดที่ไหว คนไข้จะเห็นรอยแผนผ่าตัดสดๆ ของผมบ่อยๆ ผ่าตัดเสร็จก็ไปบรรยายงานระดับ Asia-Pacific ต่อ

แผลที่คอยังปิดกอซอยู่เลย สมรส “บ้างาน” ไปนะ ก็จริง แต่ผมแค่รู้สึกว่า คนไข้คนอื่นๆ ลำบากกว่าเรามากๆๆๆๆๆ และความรู้และประสบการณ์เฉพาะทางที่เรามี มันสามารถทำประโยชน์ให้คนและโลกนี้ได้อีกมหาศาล

เรามีศักยภาพที่จะเปลี่ยนชีวิตคนอีกมากมาย จุดประกายความคิดไอเดียให้หมอคนอื่นๆได้ แล้วจะอยู่เฉยๆทำไม? ถ้าร่างกายนี้ สังขารนี้พอไหว ก็จัดไป ใช้วิทยาศาสตร์และการแพทย์ปัจจุบัน ทำให้ดีที่สุด ตายก็แค่ตาย สุดท้ายคนไข้เรา ผลงานเรา จะอยู่ต่อไป

เวลามีคนถามผมเรื่องเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์
บางคนสงสัยว่าท่านสร้างภาพหรือเปล่า?
บางคนสงสัยว่า เป็นเรื่องการเมืองหรือเปล่า?

ผมจะชี้มาที่รอยแผลผ่าตัดที่คอ แล้วบอกว่า “เราเข้าใจท่านมากขึ้นแล้วล่ะ”

ทรงพระเจริญ 

วันคล้ายวันประสูติพระองค์ท่านนะครับ

นพ.สมรส พงศ์ละไม แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นสมอง (TMS TPS)