สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

https://www.naewna.com/local/849515

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม  อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

สกู๊ปพิเศษ : ติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม อว.เปิดของขวัญปีใหม่ 2568 เรียนฟรี 600 หลักสูตร

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

Upskill – Reskill – Newskill ครั้งใหญ่กว่า 600 หลักสูตรครั้งแรกของประเทศ! คือ “ของขวัญปีใหม่ 2568” ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ภายใต้การนำของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อติดอาวุธทางปัญญา ขัดเกลาทักษะเดิม เพิ่มเติมทักษะใหม่
เรียนผ่านเกณฑ์ได้ใบรับรองใช้สมัครงานทันที โดยของขวัญปีใหม่ครั้งนี้ กระทรวง อว.ต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ ช่วยคนว่างงานให้ปรับเปลี่ยนทักษะกลับสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง

“ประเทศไทยกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ดังนั้น เพื่อทำให้กำลังคนของประเทศสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานคือสิ่งที่สำคัญที่สุด กระทรวง อว.จึงได้จัดเตรียมของขวัญปีใหม่ อว.เพื่อประชาชน ประจำปี 2568 ด้วยการเปิดให้คนไทยทุกคนได้เรียนฟรี กับหลักสูตร Upskill – Reskill – Newskill เพื่อขัดเกลาทักษะเดิม เพิ่มเติมทักษะใหม่ ซึ่งเรารวบรวมมากว่า 600 หลักสูตรจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยหลักสูตรเหล่านี้จะเป็นหลักสูตรระยะสั้นที่จะสร้างทักษะที่สอดคล้องกับยุคสมัยและอาชีพในปัจจุบันหรือรองรับการทำงานตามความถนัดและความสนใจได้หากเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับประกาศนียบัตรเพื่อนำไปใช้เป็นใบรับรองในการสมัครงาน คนที่ว่างงานก็จะสามารถปรับเปลี่ยนทักษะเพื่อกลับสู่ตลาดแรงงานได้อีกครั้ง” น.ส.ศุภมาส กล่าว

สำหรับการ “Upskill – Reskill – Newskill กว่า 600 หลักสูตร” จะแบ่งเป็น หมวดต่างๆ ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ ได้แก่ 1.หมวดดิจิทัล หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ เช่น การสร้าง AI : อุปกรณ์อัจฉริยะและระบบอัจฉริยะ Generative AI ที่ช่วยให้ First Jobber ทำงานง่ายขึ้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่ออนาคตด้วย Robotics and Automation สร้าง Mobile App. ด้วย React Native เส้นทางสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์พื้นฐาน, 2.หมวดธุรกิจและการบริหารจัดการ เช่น Steps เตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าของกิจการใน 7 วัน การระดมทุนของธุรกิจสตาร์ทอัพ การบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์, 3.หมวดอาหารและโภชนาการ เช่น ฝึกทักษะการเป็นผู้ประกอบการด้านผลิตภัณฑ์อาหาร นวัตกรรมการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม การผลิตแป้งทางเลือกสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ โครงการความเป็นเลิศด้านอาหารไทย

4.หมวดสุขภาพและการแพทย์ เช่น การดูแล พยาบาล และฟื้นฟูผู้ป่วยจากโรคต่างๆ การพยาบาลแบบประคับประคอง จิตวิทยาการปรึกษาสำหรับผู้เริ่มต้น สปาและโยคะเพื่อสุขภาพ, 5.หมวดเกษตรและสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นผู้ประกอบการด้านการเกษตรแบบดิจิทัลเชิงสร้างสรรค์ ศาสตร์แห่งการรับรู้ทางประสาทสัมผัสเพื่อการพัฒนานวัตกรรมเกษตรและอาหาร นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสำหรับผู้ประกอบการ (นวัตกรรมขายได้), 6.หมวดภาษา ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เช่น ภาษาอังกฤษ-จีน-ญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสาร
ในทุกระดับ การอบรมเชิงปฏิบัติการเชิงช่างศิลป์ล้านนา “การสร้างสรรค์งานไม้แกะสลักและการตกแต่งงานไม้ร่วมสมัย” นักพัฒนาการท่องเที่ยว การจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนวัตกรรม, 7.หมวดผู้สูงวัย เช่น อี-คอมเมิร์ซเบื้องต้นสำหรับผู้สูงอายุ งานยุคใหม่ของผู้สูงวัยและแรงบันดาลใจธุรกิจผลิตภัณฑ์สินค้า-บริการ การพัฒนาทักษะสำหรับผู้ดูแลในการสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุ, 8.หมวดทักษะชีวิตและการพัฒนาตนเอง เช่น ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ การเจรจาต่อรองแบบ Win-Win การจัดการกับความไม่แน่นอน การพัฒนาตนเอง การผลักดันการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม และ 9.หมวดอื่นๆ เช่น กฎหมายพื้นฐาน กฎหมายทั่วไปสำหรับประชาชน งานซ่อมบำรุงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางอากาศ เป็นต้น

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในยุคดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตลาดแรงงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย ขณะเดียวกันยังมีการเกิดขึ้นใหม่ของอาชีพที่หลากหลาย เราจึงจำเป็นต้องมองทักษะที่เหมาะสมและสอดคล้องกับอาชีพในปัจจุบัน เกือบทุกอาชีพต้องอาศัยทักษะที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก หากนักศึกษาจบใหม่ หรือผู้ว่างงานไม่มีทักษะเหล่านี้หรือปรับตัวไม่ทัน ปัญหาที่ตามมา คือการไม่สามารถรับมือกับงานที่เปิดรับได้ เพราะเกือบทุกอาชีพต่อไปนี้จะต้องพัฒนาทักษะทันสมัยและสอดคล้องกับหมวดอาชีพที่มี หากสามารถปรับตัว ปรับทักษะพร้อมใช้ นอกจากจะเป็นที่ต้องการของนายจ้าง มีอาชีพที่มั่นคง ได้ค่าตอบแทนสูงแล้ว เรายังสามารถใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างมีความสุขด้วย” น.ส.ศุภมาส กล่าวและว่า

“กระทรวง อว.อาจไม่ได้มีงบประมาณมากมาย แต่เราคือกระทรวงแห่งปัญญา โอกาสและอนาคต เรามีองค์ความรู้มีเทคโนโลยี มีนวัตกรรม ที่จะนำมาติดอาวุธทางปัญญาให้กับคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถไขว่คว้าโอกาสและกำหนดอนาคตด้วยมือของตนเองได้”

สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถสมัครหรือดูรายละเอียดของหลักสูตรทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ http://www.mhesi.go.th

CRA ร่วมพิธีรับมอบใบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ ‘Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony’

https://www.naewna.com/local/849514

CRA ร่วมพิธีรับมอบใบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย  คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ ‘Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony’

CRA ร่วมพิธีรับมอบใบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์-นักวิจัยไทย คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ ‘Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony’

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าร่วมพิธีรับมอบใบประกาศนียบัตรแสดงความยินดีแก่นักประดิษฐ์และนักวิจัยไทยที่คว้ารางวัลจากเวทีนานาชาติ Internationally Outstanding Inventors Awards Ceremony ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวรายงาน ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมทีมผู้บริหาร และนักวิจัยจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เข้าร่วมรับมอบประกาศเกียรติคุณและแสดงความยินดีกับทีมนักวิจัยที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ด้วย ณ โรงแรมอนันตราสยาม กรุงเทพมหานคร

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีผลงานที่ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ โดยศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ 60 ปีเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ได้ส่งนักวิจัยและผลงานสิ่งประดิษฐ์เข้าร่วมประกวดในเวทีนานาชาติ Seoul International Invention Fair 2024 (SIIF2024) ณ ศูนย์ประชุม COEX Convention & Exhibition Center ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2567 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี นับเป็นความภาคภูมิใจของ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์อีกวาระหนึ่ง ในการนำความเชี่ยวชาญ เข้าไปตอบโจทย์ พัฒนาต่อยอดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประจักษ์ในเวทีนานาชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ได้แก่ 1.รางวัลGold Prize ชื่อผลงาน CRA LungCheck : การใช้ปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพอากาศจากเทคโนโลยีอินเตอร์เนตของสรรพสิ่งเพื่อการคัดกรองและประเมินความผิดปกติของปอดพนักงานโรงงาน โดยทีมนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิริยะ มหิกุล, นายณฐนนท์ เทพตะขบ, นายไตรรัตน์ อารมฤทธิ์, นายภานุพงศ์ แก้วขาว, นางสาวญาณิศา เชื้อนพรัตน์ และ อาจารย์ ดร.แพทย์หญิงณัทญา ตรีภูริเดช, 2.รางวัล Gold Prize และ Special Prize : Korea Woman Inventors ชื่อผลงาน MammoPro Educator : หุ่นจำลองเต้านมสำหรับฝึกจัดท่าถ่ายเอกซเรย์เต้านมโดยทีมนักวิจัยสังกัดคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณิการ์ ขาววิเศษ, อาจารย์ ดร.ณภัทร ฤทธิ์ล้ำเลิศ, อาจารย์ ดร.สุทธิรักษ์ ตั้งเรืองเกียรติ และ นักวิจัยสังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกอบด้วย อาจารย์ ดร.แคน กอมณี, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรนันท์ คีรีสัตยกุล

3.รางวัล Gold Prize และ Special Prize : The Excellent invention จาก National Research Council of Thailand (NRCT) ชื่อผลงานอุปกรณ์ถ่างลิ้นสำหรับการตัดพังผืดใต้ลิ้นในทารกแรกเกิด (Disposable tongue retractor for neonatal frenotomy) โดย แพทย์หญิง ปวีวรรณ จิรวิสฐกุล นักวิจัยจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์, 4.Bronze prize และ Special Award : The Excellent invention จาก National Research Council of Thailand (NRCT) ชื่อผลงาน CRA SkinSense AI : ระบบวัดประเมินความหนาของเนื้อเยื่อผิวหนังชั้นนอกอัตโนมัติ สำหรับภาพถ่ายทางพยาธิภูมิคุ้มกันด้วยเทคโนโลยีการประมวลภาพดิจิตอลและปัญญาประดิษฐ์ โดยทีมนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัญมณี ฉัตรศิริศุภชัย, นายไตรรัตน์ อารมฤทธิ์, นางสาวพรพิชญ์พัณ เนียมหอม, นางสาวพิทยาภรณ์มูสิกะ และ นายฌานเมธ อัครกิตติ สังกัด วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี

อนึ่ง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มีภารกิจส่งเสริมการทำวิจัยและการคิดค้นนวัตกรรมตลอดจนสิ่งประดิษฐ์เพื่อสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและทิศทางการวิจัยของโลก การนำผลงานไปประกวดในเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นเวทีอันทรงเกียรติและได้รับความเชื่อถือจากนักวิจัยและนักประดิษฐ์ทั่วโลก จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง อันจะเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพสูงต่อไปนอกจากนี้ เวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์ในระดับนานาชาติยังจะเป็นเวทีในการแสวงหาความร่วมมือสำหรับการวิจัยเชิงนวัตกรรมต่อไปด้วย

ชมโมเดลจำลองสำรวจทรัพยากรไทย ในงาน ‘Space Night Festival 2024’

https://www.naewna.com/local/849513

ชมโมเดลจำลองสำรวจทรัพยากรไทย  ในงาน ‘Space Night Festival 2024’

ชมโมเดลจำลองสำรวจทรัพยากรไทย ในงาน ‘Space Night Festival 2024’

วันพุธ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดงาน “Space Night Festival 2024” โดยมี ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เป็นประธานและหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรเข้าร่วมงาน ณ Space Inspirium ภายในอุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ GISTDA อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

งาน Space Night Festival จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว โดยเปิดให้ประชาชนที่หลงใหลในสีสันแห่งอวกาศยามค่ำคืนได้สัมผัสมุมมองประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ GISTDA ได้รังสรรค์ให้ผู้มาเยือนครั้งนี้ได้พบกับ Highlight การจัดงานภายใต้ธีม “Path to Artemis : Igniting the Next Era of Exploration” โดยมี 3 ฐานกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ 1.Lunar Gateway ซึ่งเป็นสถานีอวกาศแห่งแรกในวงโคจรรอบดวงจันทร์และเป็นโครงสร้างสำคัญสำหรับภารกิจส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์ รวมถึงการมุ่งหน้าสู่ดาวอังคารและเป้าหมายอื่นในระบบสุริยะ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญภายใต้โครงการ Artemis 2.Evolution เป็นครั้งแรกที่ Space Inspirium นำโมเดลจำลองดาวเทียมสำรวจทรัพยากรของไทยมาจัดแสดงแบบเรียงต่อกัน จะได้เห็นถึงความแตกต่างในขนาดของดาวเทียม แต่ละฟังก์ชั่นการทำงานและศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และ 3.GISTDA Gateway จะเป็นการเข้าร่วมในโครงการ Artemis ซึ่งเป็นโครงการสำรวจอวกาศที่หลายประเทศทั่วโลกได้เข้าร่วม ปัจจุบันมีทั้งหมด 51 ประเทศ และไทยเราก็เป็น 1 ในนั้น เป็นนิทรรศการใหม่ที่เปิดตัวครั้งแรกในงานนี้

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานไฟพระฤกษ์สวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล

https://www.naewna.com/local/849443

'สมเด็จพระสังฆราช'ประทานไฟพระฤกษ์สวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล

‘สมเด็จพระสังฆราช’ประทานไฟพระฤกษ์สวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.02 น.

“สมเด็จพระสังฆราช” ประทานไฟพระฤกษ์สวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย-ทั่วโลก ต้อนรับศักราชใหม่ 2568

24 ธันวาคม 2567 เวลา 10.00 น. ณ พระวิหารวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นผู้เข้ารับการประทานไฟพระฤกษ์ให้กระทรวงวัฒนธรรมและถวายเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำหรับจุดในพิธีสวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับศักราชใหม่ 2568  

นางสาวสุดาวรรณ  หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม ได้รับพระเมตตาจากสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานไฟพระฤกษ์ให้แก่กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อจุดเทียนมงคลในพิธีสวดมนต์ข้ามปีในส่วนกลาง ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง  วัดอรุณราชวราราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และประทานกล่องไม้ขีดไฟประทับตราสมเด็จพระสังฆราช (ออป.) เพื่อมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ นำไปประกอบพิธีจุดเทียนมงคลในกิจกรรมดังกล่าว 

สร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมในพิธี และเป็นสิริมงคลในการเข้าสู่ศักราชใหม่ โดยกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ถวายพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ต้อนรับศักราชใหม่ 2568 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติธรรม สวดมนต์ต้อนรับปีใหม่และขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ได้เริ่มต้นปีด้วยความเป็นสิริมงคลในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ในช่วงเทศกาลวันปีใหม่ อันมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถือเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศให้มาเที่ยวในประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมทั้งกิจกรรมดังกล่าว ได้จัดขึ้นในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศอาเซียน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี หนองคาย นครพนม บึงกาฬ มุกดาหารศรีสะเกษ สุรินทร์ เลย ตราด ตาก เชียงราย แม่ฮ่องสอน ยะลา ระนอง สตูล สงขลา และนราธิวาส ซึ่งจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศที่มีวัฒนธรรมร่วมกัน อีกทั้ง กิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีฯ ยังเป็นการส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย Soft Power สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล Thailand Creative Content Agency (THACCA) ด้วยการนำทุนทางวัฒนธรรมในมิติศาสนา สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและแรงงานในท้องถิ่น โดยส่งเสริมให้ประชาชนสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยดอกไม้ธูปเทียน และจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกจากร้านค้าชุมชนโดยรอบวัด ตลอดจนการเดินทางไปสวดมนต์ตามสถานที่จัดกิจกรรมทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับผู้ประกอบการในการขายสินค้าและบริการต่าง ๆ ก่อให้เกิดรายได้ของประเทศในภาพรวมในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พุทธศักราช 2568

รมว.วธ. กล่าวทิ้งท้าย ว่า สำหรับประชาชนที่มาร่วมสวดมนต์ข้ามปี สามารถเข้ากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ที่ประดิษฐานบนมณฑป ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งเปิดให้ เข้ากราบสักการะ ตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสการครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ในปี 2568 เป็นกิจกรรมสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคล ลดความเสี่ยงจากอบายมุขและอุบัติเหตุในเทศกาลปีใหม่ ถือเป็นการทำบุญใหญ่ให้กับชีวิตทั้งทางกาย ทางจิตและทางปัญญา ส่งท้ายปีเก่าด้วยธรรมะ ต้อนรับปีใหม่ด้วยศีล เริ่มต้นชีวิตด้วยสิ่งที่เป็นสิริมงคลอันจะส่งผลให้ได้พบสิ่งที่เป็นมงคลตลอดทั้งปี รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เป็นเมืองพระพุทธศาสนาและมีประเพณีวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ควรค่าแก่การสืบทอดอย่างต่อเนื่องให้เกิดความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมเดินหน้าค้นหา ‘เด็กตกหล่น’ อย่างเข้มข้น

https://www.naewna.com/local/849255

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้  พร้อมเดินหน้าค้นหา ‘เด็กตกหล่น’ อย่างเข้มข้น

สพฐ.เร่งช่วยเหลือโรงเรียนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมเดินหน้าค้นหา ‘เด็กตกหล่น’ อย่างเข้มข้น

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ครั้งที่ 50/2567 โดยนำข้อสั่งการของ รมว.ศธ. แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมี นายพัฒนะ พัฒนทวีดล, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า วันนี้ตนได้เน้นย้ำผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เรื่องการดูแลช่วยเหลือโรงเรียนในภาคใต้ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 1,733 โรงเรียน ในพื้นที่ 10 จังหวัด 29 เขตพื้นที่ฯ และ 13 โรงเรียนการศึกษาพิเศษ โดยจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้ (14 จังหวัด) และได้สั่งการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ให้มีการเยียวยาในเบื้องต้น ทั้งการจัดส่งถุงยังชีพให้กับนักเรียนและครูที่ประสบภัย การจัดสรรเงินช่วยเหลือเบื้องต้น รวมถึงอนุญาตให้สถานศึกษาที่มีความพร้อมสามารถเปิดเป็นแหล่งพักพิงให้กับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่ได้ โดยประสานงานกับทุกภาคส่วนในจังหวัดทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ส่วนท้องถิ่นในการให้ความร่วมมือดูแลผู้ประสบภัย และหลังจากน้ำลดแล้วก็จะมีทีมฟื้นฟูลงไปเยียวยาช่วยเหลือ เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ในวันนี้กระทรวงศึกษาธิการนำโดย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้มีการเปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ทุกกรณี Teacher Rotation System (TRS) ซึ่งตนได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่ฯเตรียมพร้อมบุคลากรที่จะรองรับในเรื่องการใช้งานระบบนี้ เพื่อให้การย้ายครูดำเนินการด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ตามนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ของ รมว.ศธ. รวมถึงให้เขตพื้นที่และสถานศึกษา แจ้งให้ครูรับทราบว่ามีระบบ TRS แล้ว ขอให้ครูที่ประสงค์จะย้าย เข้ามาเรียนรู้การใช้งานระบบ ซึ่งจะช่วยลดภาระครูได้ อยู่ที่ไหนก็สามารถยื่นคำร้องได้ ไม่ต้องเดินทางไปยังเขตพื้นที่ฯ ช่วยลดภาระในการเดินทาง และทำให้ระบบมีความโปร่งใส เป็นธรรมอีกด้วย

“สุดท้ายคือ การติดตามเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา OBEC Zero Dropout “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ซึ่งในภาพรวมของ สพฐ. มีตัวเลขเด็กตกหล่นกว่า 6 แสนคน โดยจากการรายงานในที่ประชุม พบว่า สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 สามารถดำเนินการติดตามได้ครบ 100% เป็นต้นแบบให้กับเขตพื้นที่อื่นๆ ในการเร่งรัดติดตามเด็กในพื้นที่ของตนเองได้ ซึ่งขณะนี้ทุกเขตพื้นที่กำลังดำเนินการค้นหาเด็กที่ตกหล่นอย่างเข้มข้น เพื่อให้เด็กทุกคนได้กลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษา ตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ของรัฐบาล ซึ่งหากเด็กไม่กลับมาเรียน เราก็จะนำการเรียนไปให้น้อง เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมในทุกพื้นที่” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

https://www.naewna.com/local/848315

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดตัวระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) ในการประชุมสัมมนาเปิดการใช้งานระบบย้ายข้าราชการครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (Teacher Rotation System : TRS) เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศเนื่องในโอกาสวันครู ปี 2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ศธ. ได้ยึดนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้มีการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดคือครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศ จึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของครู อันจะส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน รวมถึงคุณภาพการจัดการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน จึงได้สั่งการให้นำระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) มาใช้กับการยื่นคำร้องขอย้ายทุกกรณีครอบคลุมการย้ายข้าราชการครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากจะเป็นการลดภาระงานด้านเอกสารทั้งจากตัวผู้ขอย้ายเอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการแล้ว การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการประมวลผลยังจะช่วยปิดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์ในการย้ายได้อีกด้วย

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) เป็นระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) ซึ่งเป็นระบบที่รองรับเฉพาะการย้ายสับเปลี่ยน โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำร่องเปิดใช้งานไปแล้ว 2 รอบ ในช่วงการย้ายประจำปี 2567และได้รับผลตอบรับในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะในเรื่องการช่วยลดขั้นตอนการดำเนินการย้าย ลดภาระงานด้านเอกสาร เพิ่มความสะดวกให้ครูในการดำเนินการย้ายอีกทั้งยังช่วยลดช่องว่างในการทุจริตระหว่างกระบวนการขอย้าย

สำหรับระบบ TRS จะเชื่อมโยงข้อมูลของคุณครูจากระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (HRMS) ระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) และระบบการบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (SCS) เพื่อให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูล และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน โดยต่อไปคุณครูที่ต้องการขอย้าย ทั้งกรณีปกติ กรณีพิเศษ และกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ จะต้องดำเนินการผ่านระบบ TRS เท่านั้น

ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบ TRS เรียบร้อยแล้ว และกระบวนการต่อจากนี้ทางสำนักงาน ก.ค.ศ. จะเร่งดำเนินการชี้แจง เพื่อให้ทางสำนักงานเขต/ส่วนราชการ ได้เข้าใจในทิศทางเดียวกันก่อนที่จะเปิดให้คุณครูได้ยื่นคำร้องขอย้ายในวันที่ 16 มกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ผ่านเว็บไซต์ https://trs.otepc.go.th ถือเป็นของขวัญวันครูที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มอบให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในปี 2568 และมั่นใจว่าจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงสร้างความโปร่งใส เป็นธรรมในกระบวนการย้ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848314

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษานายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ.นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สอศ. รวมทั้ง นายวิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ นายสรง เทา หัวหน้าฝ่ายสัญญาเชิงพาณิชย์ และนายบรูซ ฟาน รองประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ร่วมลงนามในครั้งนี้ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.มุ่งเน้นนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้ปกครองยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านแนวคิด 2 ประการ คือ การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต การลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับบริษัทหัวเว่ย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เห็นผลในเชิงประจักร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาให้ก้าวทันเทคโนโลยีและตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล โดยมีแผนพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรการศึกษา จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมด้านดิจิทัล 3 หลักสูตร ได้แก่ Datacom, Cloud Service และ AI Certification Training เพื่อเตรียมความพร้อมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะฯให้เผชิญความท้าทายในโลกดิจิทัล และพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มดำเนินการในกรุงเทพฯ และศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา พร้อมวางแผนขยายไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี

ขณะที่ นายวิลเลี่ยม จาง กล่าวเสริมว่า อาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังแรงงาน โดยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้คนรุ่นใหม่ หัวเว่ยเชื่อว่าการส่งเสริมทักษะดิจิทัลต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย จึงมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลในระบบอาชีวศึกษา ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Cloud, AI และ Big Data เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานดิจิทัล และพัฒนาโครงการฝึกอบรมที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาการศึกษาอาชีวศึกษาของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กระชับช่องว่างระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่ตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับนักเรียนอาชีวศึกษาในอนาคต

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848391

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’  ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสัมมนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ(Executive Forum for FosteringExcellence in Education) โดยมีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดและปาฐกถาพิเศษ โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.ผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน อาทิ นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายถาวรชลัษเฐียร รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางกิตติยา โตธนะเกษมผู้อำนวยการสถาบันธนาคารไทย เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษนโยบายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ตอนหนึ่งว่า ลำดับแรก ขอขอบคุณผู้บริหารภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาและเมื่อเร็วๆนี้ ศธ.ได้ MOU ร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่างๆ ในโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว 182 โรงเรียน ซึ่งในปี 2568 ตั้งเป้าจะให้เพิ่มขึ้นเป็น 1,800 โรงเรียน และให้ครบ 29,000 กว่าโรงเรียน รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีกกว่า 400 แห่ง ในยุคที่ตนยังเป็น รมว.ศึกษาธิการ ตั้งใจจะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เพิ่มทักษะครู ร่วมมือทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่าเมื่อเราทำงานร่วมกันทุกวินาทีคือการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันที่จัดโดย IMD (International Institute for Management Development) จะพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่อันดับที่ 25 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 5 อันดับ ขณะที่อันดับด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 67 ประเทศ คงที่จากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การยกระดับการศึกษา ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน

“ศธ.มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย เพื่อคนไทยมีความรู้ ทักษะ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งความก้าวหน้าในการพัฒนาการศึกษาของ ศธ. ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” คือ การมีความสุขในการเรียน การทำงาน และให้เด็ก เยาวชน มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime จึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา ทำให้เด็กฉลาดรู้ในสิ่งที่ควรรู้ และสิ่งควรทำ รู้ในสิ่งที่ยังไม่ได้รู้ และฉลาดคิด มีเหตุมีผลในการใช้ชีวิต อะไรไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปทำ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนจะเห็นถึงความตั้งใจของศธ. เพราะศธ.ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมออกแบบระบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากคนไทยฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ประเทศจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทำให้การศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติเป็นสิ่งที่จำเป็น สกศ.วิเคราะห์แล้วพบว่า ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) เป็นดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปรากฏเป็นตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ และแผนของประเทศไทยจำนวนมาก โดยการจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนแนวคิด ความต้องการของภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่ให้เน้นการคิดวิเคราะห์ ส่วนการจัดการเรียนการสอนของครู ให้เน้นการสอนตามมาตรฐานของ PISA นอกจากนี้จะไม่มีการตัดเสื้อโหลอีกต่อไป ให้แต่ละจังหวัดจัดทำแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้ได้บุคคลที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ พร้อมกับลดภาระครู โดยมีกระบวนการพิจารณาวิทยฐานะให้สอดคล้องกับวิชาชีพครู

ส่วน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการฯ กอศ. กล่าวว่าสอศ.มีการปรับหลักสูตร ลดทฤษฎี เน้นลงมือทำ เพิ่มทักษะการปฏิบัติงานมากขึ้น โดยเริ่มพัฒนาครูเป็นอันดับแรก ปรับหลักสูตร นอกจากนี้ จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี จัดการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หรือในรูปแบบที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นย้ำ คือ จัดการศึกษาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) พร้อมกับเปิดเวทีให้เด็กอาชีวะแสดงความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ต่อไป สอศ.จะพัฒนาเด็กให้มี 3 ทักษะ คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการใช้ชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป

ขณะที่ภาคเอกชน สะท้อนว่า ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความสัมพันธ์กัน เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องการคนที่มีสกิลที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบ STEM คือ การบูรณาการความรู้ระหว่าง 4 สาขาวิชา ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี,วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เท่านั้น นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรม ยังต้องการแรงงานทักษะสูง เช่น ทักษะด้าน AI, การต่างประเทศ ดังนั้น อาจจะต้องพัฒนาการศึกษาเพื่อการตอบโจทย์ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

https://www.naewna.com/local/848403

'ศุภมาส'เยี่ยมชม'สอวช.'หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ'SMART Green Office'

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.17 น.

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’ ชื่นชมเป็นมันสมอง-หัวใจของ’อว.-รัฐบาล’ ด้าน’สุรชัย’ชี้ภาพอนาคต สอวช. เป็นหน่วยงานชี้ทิศทางด้าน อววน. ของประเทศ 

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เดินทางมายัง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อเยี่ยมชม สอวช. หลังจากปรับปรุงสำนักงานใหม่ให้อยู่ในรูปแบบ “SMART Green Office” โดยนางสาวศุภมาส ได้กล่าวชื่นชม ว่าสามารถจัดสำนักงานได้อย่างร่มรื่น ทันสมัย ตอบโจทย์การทำงานในยุคปัจจุบัน  

น.ส.ศุภมาส ยังได้กล่าวขอบคุณ ผู้บริหาร บุคลากรของ สอวช. ตลอดจนหน่วยบริหารและจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในความตั้งใจ และการทุ่มเททำงานเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และดูแลพี่น้องประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ตั้งแต่วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้องถิ่น

“สอวช. เป็นหน่วยงานที่เป็นเสมือนหัวใจและมันสมอง รวมจอมยุทธที่ทรงพลัง ความน่าเชื่อถือสูง มีบุคลากรที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของ กระทรวง อว. และของรัฐบาล นอกจากนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างชาติจากงานวิจัย ตั้งแต่วิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงงานวิจัยเรื่องยาก ๆ เกิดการต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ ขอให้ทุกท่านภูมิใจว่าภารกิจที่ได้ร่วมกันทำ เป็นภารกิจที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกภาคส่วน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ด้านนายสุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของ สอวช. ต่อพนักงานว่า สอวช. เป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ทั้งในฐานะเจ้ากระทรวงฯ และประธานคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กอวช.) และในฐานะผู้อำนวยการ สอวช. ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร โดยมีหลักการทำงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. Lean office ให้ความสำคัญสูงสุดกับบุคลากร ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถทำงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้เป็นเครือข่ายเดียวกัน 2. Clean office คือการมีธรรมาภิบาลในสำนักงาน และ 3. Green office ใช้เทคโนโลยีสะอาด โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล พนักงานของ สอวช. ต้องมี work-life balance มีสุขภาพดี มีความมั่นคงและหลักประกันในชีวิตที่ดี มีความสุขในการทำงานมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นพนักงาน สอวช. 

นายสุรชัย กล่าวถึงภาพอนาคตของ สอวช. ที่อยากเห็น คือ เป็นหน่วยงานนโยบายที่ชี้ทิศทางด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เป็น Strategic Intelligence Unit ที่มีความสำคัญต่อรัฐบาล มีความน่าเชื่อถือ และเป็นอิสระทางวิชาการ นอกจากนี้ สอวช. ยังเป็นเลขานุการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นพันธมิตรร่วมดำเนินการกับหน่วยงานในระบบ อววน. และสิ่งที่ สอวช. ได้ดำเนินการมาตลอดคือ การทำให้ อววน. ไทย ก้าวไปสู่ระดับ World Class ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเชื่อมโยง กับบริบทประเทศ การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดอันดับและดำเนินการเพื่อให้สามารถเลื่อนอันดับทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวกับ อววน. ในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกัน สอวช. ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมในสาขาที่เป็นจุดแข็งของประเทศด้วย

ศุภมาส นำทีม GISTDA ลงนามฯ Artemis Accords เปิดศักราชใหม่…สู่การ ‘สำรวจอวกาศ’ ระดับโลก

https://www.naewna.com/local/849256

ศุภมาส นำทีม GISTDA ลงนามฯ Artemis Accords  เปิดศักราชใหม่...สู่การ ‘สำรวจอวกาศ’ ระดับโลก

ศุภมาส นำทีม GISTDA ลงนามฯ Artemis Accords เปิดศักราชใหม่…สู่การ ‘สำรวจอวกาศ’ ระดับโลก

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การสำรวจอวกาศระดับนานาชาติด้วยการลงนามเข้าร่วมข้อตกลง Artemis Accords ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านพลเรือนกับสหรัฐอเมริกาในการสำรวจอวกาศ ตามที่มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการลงนามข้อตกลง เมื่อวันอังคารที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่มีมติให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ซึ่งเป็นหน่วยลงนามและหน่วยประสานงานหลักของประเทศไทย (National Focal Point) ลงนามใน Artemis Accords อย่างเป็นทางการ ณ โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพมหานคร โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน Mr. Robert F. Godec เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ประธานกรรมการ สทอภ. ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ผู้แทนจาก NASA และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน

Artemis Accords เป็นข้อตกลงสำคัญที่มุ่งเน้นการสำรวจและใช้งานอวกาศอย่างสันติ โดยลงนามครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2563 ประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา อิตาลี ญี่ปุ่น ลักเซมเบิร์ก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหราชอาณาจักร ร่วมลงนามเป็นสมาชิก ปัจจุบัน ข้อตกลงดังกล่าวมีสมาชิกร่วมลงนามแล้วจาก 50 ประเทศ และประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 51 ของโลก สำหรับในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 2 ที่ร่วมลงนามใน Artemis Accords ต่อจากประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้Artemis Accords ยังทำหน้าที่เสริมสร้างความร่วมมือใน Artemis Program เพื่อการสำรวจดวงจันทร์และอวกาศร่วมกับ NASA ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระดับสากล เป็นโอกาสของประเทศไทยในการสร้างโอกาสในการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวถึงความสำคัญของการเข้าร่วมข้อตกลงนี้ว่า “การลงนามในข้อตกลง Artemis Accords ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการก้าวสู่เวทีอวกาศระดับโลก ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ และสร้างโอกาสให้กับนักวิจัย นักศึกษา และผู้ประกอบการไทยในการเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมเสริมศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน”

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า หลังจากนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคใหม่ของการสำรวจอวกาศอย่างเต็มตัว ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งศึกษาและร่วมหารือกับ NASA อย่างใกล้ชิด พร้อมกับตั้งทีมงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านกฎหมาย ด้านการต่างประเทศและด้านเทคนิค เพื่อนักวิจัยและหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนในประเทศไทยมีส่วนร่วมในโครงการ Artemis อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่ง“GISTDA จะทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลักให้กับประเทศ” และจะเสนอโครงการ Artemis Thailand ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ การลงนามครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งเสริมความก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศไทยในเวทีโลก ทั้งในด้านวิชาการและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศให้ก้าวสู่ยุคแห่งการสำรวจอวกาศอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน