คณะการท่องเที่ยวฯ DPU พัฒนาหลักสูตร ปั้น ‘บัณฑิตรักษ์โลก’ สู่เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/849253

คณะการท่องเที่ยวฯ DPU พัฒนาหลักสูตร  ปั้น ‘บัณฑิตรักษ์โลก’ สู่เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน

คณะการท่องเที่ยวฯ DPU พัฒนาหลักสูตร ปั้น ‘บัณฑิตรักษ์โลก’ สู่เป้าหมายการท่องเที่ยวยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเน้นการบูรณาการแนวคิด Sustainability Trends เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (STGs) เข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด High Value Added Services

ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Develop ment Goals (SDGs) ที่จัดตั้งโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อแก้ปัญหาระดับโลกใน 17 เป้าหมายสำคัญในมิติต่างๆ เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น โดยมีเป้าหมายหลักให้สำเร็จภายในปี 2573 ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ( Artificial Intelligence) เข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูลและเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ แต่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล ฯลฯ

ดร.ยุวรี โชคสวนทรัพย์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกวงการ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ดังนั้น ทางคณะฯ จึงได้ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับแนวโน้มดังกล่าว โดยเน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้นักศึกษานำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบูรณาการแนวคิด SDGs สอดแทรกไปในทุกรายวิชา เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้การจัดการท่องเที่ยวที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน

หลักสูตรการเรียนมีทั้งหมด 3 สาขา ประกอบด้วย 1.สาขาการท่องเที่ยวและธุรกิจอีเว้นท์ ได้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดรับกับรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ปรับเป็นการจัดทัวร์แบบกลุ่มเล็ก เพื่อลดมลภาวะ ทั้งยังพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ โดยให้มีการจัดตั้งบริษัททัวร์จำลอง เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้การจัดทัวร์ในรูปแบบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีรายวิชาที่ส่งเสริมการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน เช่น การสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่นนักศึกษายังได้เรียนรู้การเป็นมัคคุเทศก์ที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนจะก้าวไปเป็นเจ้าของธุรกิจนำเที่ยวในอนาคต

จากการขึ้นทะเบียน อุทยานธรณีโลก UNESCO (UGGP) ของประเทศไทย 2 แห่ง คือ อุทยานธรณีโลกสตูล และ อุทยานธรณีโลกโคราช รูปแบบการท่องเที่ยวในพื้นที่เหล่านี้ เน้นจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เพื่อรักษาสมดุลธรรมชาติ โดยรูปแบบการท่องเที่ยวแบบใหม่ถูกนำมาสอดแทรกกับรายวิชาการท่องเที่ยวลดมลภาวะ ที่ผ่านมาคณาจารย์ของทางคณะฯ ได้ทำวิจัย หัวข้อ “การสำรวจศักยภาพในการจัดกิจกรรมดูนกเพื่อการเรียนรู้โดยใช้พื้นที่สถานศึกษาขนาดกลางในเขตเมือง กรณีศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” พบว่า มีนกรวม 39 ชนิดในมหาวิทยาลัย งานวิจัยดังกล่าวถูกนำมาใช้ในการสอนในรายวิชาท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ผ่านการเรียนรู้กิจกรรมดูนก โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมดูนกมาร่วมเป็นวิทยากร รวมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านโครงการรีไซเคิลที่นักศึกษาจะต้องคิดค้นร่วมกับอาจารย์ผู้สอน เช่น การเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยการรวบรวมฝาขวดน้ำมอบให้กับบริษัท Qualy เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากพลาสติก พร้อมกับเชิญผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรมาบรรยายความรู้ เพื่อให้เห็นความสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนจากวัสดุเหลือใช้

นอกจากนี้ ยังได้รับนโยบายจากมหาวิทยาลัย โดยทางคณะฯ ได้ดำเนินการตาม SDGs เป้าหมายที่ 15 Life on Land ด้านการปกป้องและฟื้นฟูระบบนิเวศบนบก โดยกิจกรรมที่ผ่านมา นักศึกษาร่วมกับอาจารย์ทำโครงการอนุรักษ์ที่ ศูนย์อนุรักษ์นกน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ผ่านกิจกรรมปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและในปีต่อมา คณะฯ ได้ขยายกิจกรรมไปยัง ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า จ.นครนายก โดยนักศึกษาได้ร่วมกิจกรรมทำความสะอาดและปรับปรุงกรงเสือ ซึ่งกิจกรรมลักษณะนี้ถูกบูรณาการเข้าไปในหลักสูตรตั้งแต่ปี 1 เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์สัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เริ่มต้นการศึกษา

2.หลักสูตรสาขาการโรงแรมและธุรกิจอาหาร ได้ร่วมมือกับโรงแรม 5 ดาว เช่น เครือแมริออท ผ่านโครงการ CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกงานในสถานประกอบการจริง และยังได้เรียนรู้แนวคิด Green Hotel ผ่านโครงการนำ Food Waste หรือเศษอาหารเหลือใช้มาแปรรูปให้เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ นักศึกษายังนำแนวคิดนี้มาต่อยอดเป็น Project ของการฝึกงานในสถานประกอบการ ภายใต้โครงการ “การศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากขยะอาหารจากอาหารมื้อเช้าโรงแรม” โดยมีแนวทางแก้ไขโดย นำอาหาร Food Waste มาแปรรูปเป็นคุกกี้เบคอนสำหรับสุนัข ซึ่งได้รับรางวัลชมเชยประเภทโปสเตอร์จากโครงการ CWIE
ปีการศึกษา 2566

ทั้งนี้ ก่อนฝึกงาน นักศึกษาได้เรียนรู้แนวคิด Green Hotel จากการเรียนการสอนที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับ โรงแรมขนาดเล็กและโฮมสเตย์ โดยเรียนรู้จากการได้ฝึกประสบการณ์จริงในโรงแรม DPU Park Hotel ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของคณะฯ และเปิดให้บริการกับบุคคลทั่วไป อีกทั้งยังได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาของอาจารย์ในหลักสูตร ที่มีการลงพื้นที่ชุมชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอาชีพด้านการโรงแรมและการบริการ รวมถึงแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงที่พักให้ได้มาตรฐาน ให้เหมาะสมกับแนวคิดการท่องเที่ยวยั่งยืน

และ 3.สาขาวิชาศิลปะการประกอบอาหาร นักศึกษาจะได้ฝึกทักษะระดับเชฟในโรงแรมและร้านอาหารมิชลินสตาร์ โดยนอกจากเรียนรู้การทำอาหารแล้ว ยังต้องเข้าใจการจัดการ Food Waste ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะอาหารและสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบเหลือทิ้ง เพื่อลดมลพิษจากขยะอินทรีย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางสนับสนุน SDGs เป้าหมายที่ 12 Responsible Consumption and Production ด้านการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน

ในปีการศึกษา 2567 ทางคณะฯ รับนโยบายจากมหาวิทยาลัย และ Academic Group 1 กำหนดให้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุนการเรียนการสอน เช่น นำ ChatGPT มาช่วยจำลองสถานการณ์บริการในงานโรงแรมและการท่องเที่ยว โดยมีที่ปรึกษาด้านไอทีคอยแนะนำการเขียน ChatGPT Prompts เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ โดยคาดหวังให้นักศึกษาสามารถออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว สร้างโปรแกรมนำเที่ยว และตอบคำถามของลูกค้าได้เสมือนจริง สำหรับ AI ในงานบริการ ยังมีบทบาทสำคัญในโรงแรม เช่น การเก็บข้อมูลประวัติลูกค้า เพื่อนำไปใช้วางแผนบริการที่ตรงใจลูกค้ามากขึ้น โดยในภาคเรียนถัดไปจะเริ่มนำ AI เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม

“ทั้งนี้ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรมยังเน้นปลูกฝังแนวคิด High Value Added Services หรือ การบริการมูลค่าสูง ให้กับนักศึกษา โดยมุ่งสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงแค่มีความรู้ด้านงานบริการ แต่ยังสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ร่วมกับการให้บริการมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการที่เปลี่ยนแปลงตามเทรนด์ของโลก” ดร.ยุวรี กล่าวในตอนท้าย

เพิ่มพูุน-ผู้บริหารเซ็นทรัลฯ ร่วมเปิดกิจกรรม เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส นักเรียน เยาวชน ร่วมโชวความสามารถคึกคัก

https://www.naewna.com/local/849313

เพิ่มพูุน-ผู้บริหารเซ็นทรัลฯ ร่วมเปิดกิจกรรม เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส นักเรียน เยาวชน ร่วมโชวความสามารถคึกคัก

เพิ่มพูุน-ผู้บริหารเซ็นทรัลฯ ร่วมเปิดกิจกรรม เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส นักเรียน เยาวชน ร่วมโชวความสามารถคึกคัก

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.08 น.

“เพิ่มพูุน-ผู้บริหารเซ็นทรัลฯ” ร่วมเปิดกิจกรรม “เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส” นักเรียน เยาวชน ร่วมโชวความสามารถคึกคัก

วันที่ 23 ธันวาคม 2567 พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  เป็นประธาน Kick off เปิดกิจกรรม “เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส” ของขวัญปีใหม่กระทรวงศึกษาธิการ กับเครือเซ็นทรัลพัฒนา โดยมี นายปริญญ์ จิราธิวัฒน์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทเซ็นทรัล และ น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)พร้อมคณะผู้บริหารเซ็นทรัล ร่วมแถลงความร่วมมือ และมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. , นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ., นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี นายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัด ศธ., นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร., นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. เข้าร่วมงาน และมี ฟิล์ม ธนภัทร , ผิงผิง สรวีย์ เดอะโกลเดนซอง มาร่วมส่งพลังหนุนกิจกรรมเยาวชนในโครงการ “เรียนดี มีความสุขสู่อนาคตที่สดใส”  ณ ลานเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ 

โอกาสนี้ พล.ต.อ. เพิ่มพูน กล่าวถึงความร่วมมือและกล่าวขอบคุณกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ได้สนับสนุนการเปิดเวทีแสดงความสามารถ และเปิดโอกาสเส้นทางอาชีพให้กับนักเรียน นักศึกษา ได้มาเรียนรู้ประสบการณ์สร้างทักษะชีวิตเพื่อส่งเสริมให้สำเร็จมีประโยชน์ต่อการศึกษามากยิ่งขึ้น ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาฯได้ดำเนินการต่าง ๆ สำหรับปีนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล และเซ็นทรัลพัฒนา ในการดำเนินการด้านการศึกษาซึ่งซึ่งสอดรับกับแนว “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” มิติของการจับมือแล้วไปด้วยกัน จะทำให้เกิดพลังในการทำงานให้สัมฤทธิ์ผล ซึ่ง ในโอกาสเปิดกิจกรรมในช่วงปีใหม่นี้ ก็ถือว่าเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับน้องๆนักเรียนที่ทางกลุ่มเซ็นทรัลได้มอบให้ และเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการอยากให้เกิดขึ้น 

พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้กล่าวทักทายให้กำลังใจกับนักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ ผ่านออนไลน์ระบบ Zoom meeting และกล่าวชื่นชมนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆที่ได้มาร่วมโชว์การแสดงในพิธีเปิดครั้งนี้  ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมการแสดงของนักเรียนจากโรงเรียนสังกัด สพฐ. และสังกัด สช. ที่มาร่วมสร้างความสุขและโชว์ทักษะความสามารถ โดยการบรรเลงเพลงและการแสดงที่หลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางขุนเทียน โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ สังกัด สพม.กทม. เขต 1 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย สังกัด สพม.กทม. เขต 2 โรงเรียนพญาไท สังกัด สพป.กทม. และโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย สังกัด สช. ณ ลาน

ด้าน น.ส.วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในนามบริษัทเซ็นทรัลจำกัด (มหาชน)  รู้สึกยินดี อย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านสู่การเปิดกิจกรรมภายใต้โครงการ “เรียนดี มีความสุข อนาคตที่สดใส “ ซึ่ง เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับเซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มบริษัทเซ็นทรัลภายใต้แนวคิด ”เปิดเวที เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และเปิดเส้นทางอาชีพ“ ในวันนี้เราได้เริ่มต้นสนับสนุนเปิด”พื้นที่“ จัดกิจกรรมแรกของโครงการ ฉลองคริสต์มาสที่แลนด์มาร์กใจกลางเมือง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์แห่งแห่งนี้ เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้เปิดเวทีให้เยาวชนรุ่นใหม่จากโรงเรียนต่างๆแสดงศักยภาพโชว์การแสดงที่หลากหลายรวมถึงเวทีการประกวดต่างๆและการสนับสนุนการจัดงานและเปิดโอกาสทางธุรกิจให้น้องน้องนักเรียนนักศึกษาอาชีวะจัดซุ้มขาย เค้กปีใหม่ในโซน Food Park  19 สาขาสาขาทั่วประเทศ นอกจากนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศยังพร้อมที่จะร่วมส่งมอบประสบการณ์การเรียนรู้ให้น้องๆ เยาวชน อีก 3 กิจกรรม ได้แก่  เปิดโลกฉายภาพยนตร์รอบพิเศษให้แก่นักเรียนกลุ่มพิเศษ เปิดประสบการณ์เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้ทดลองลงสนามจริงเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิต และเปิดเส้นทางเส้นทางอาชีพ ให้โอกาสได้ทดลองทำงานจริงทมีรายได้จริง ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศประเทศ  ซึ่งบริษัทเซ็นทรัลพัฒนามุ่งมั่นในการพัฒนาศูนย์กลางการใช้ชีวิตและเป็นพื้นที่ที่จะอำนวยความสะดวกประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วนตามวิสัยทัศน์  Imagining better futures for all เพื่ออนาคตที่ดีและยั่งยืนของทุกคน

สำหรับโครงการ “เรียนดี มีความสุข สู่อนาคตที่สดใส” เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กับกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิดเปิดเวที เปิดโลก เปิดประสบการณ์ และเปิดเส้นทางอาชีพ โดยเซ็นทรัลพัฒนา จะสนับสนุนพื้นที่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั่วประเทศ เพื่อเป็นเวทีสร้างสรรค์ให้เยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ได้แสดงศักยภาพทางด้านวิชาการ วิชาชีพ และการแสดงออกในทุกมิติ ผ่าน 4 ไฮไลต์ ได้แก่ 1. เปิดเวที ให้เยาวชนแสดงความสามารถ เช่น การแสดงดนตรีและเวทีประกวด 2. เปิดโลก ฉายภาพยนตร์รอบพิเศษให้กลุ่มนักเรียนพิเศษ 3. เปิดประสบการณ์ ทดลองขายสินค้าและบริการ พร้อมแข่งขันโชว์ผลงาน และ 4. เปิดเส้นทางอาชีพ ทดลองทำงานจริง สอดคล้องกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาศูนย์กลางการใช้ชีวิตและเป็นพื้นที่ที่จะอำนวยประโยชน์ให้กับทุกภาคส่วน นับได้ว่าเป็นประโยชน์กับนักเรียนทั่วประเทศอย่างแท้จริง
 

ยะลาเปิดโครงการตาดีกาสัมพันธ์ส่งเสริมเด็กเยาวชนเรียนรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา

https://www.naewna.com/local/848973

ยะลาเปิดโครงการตาดีกาสัมพันธ์ส่งเสริมเด็กเยาวชนเรียนรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา

ยะลาเปิดโครงการตาดีกาสัมพันธ์ส่งเสริมเด็กเยาวชนเรียนรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.06 น.

นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลาเขต 3 พรรคประชาชาติ เปิดโครงการตาดีกาสัมพันธ์ ประจำปี 2567 ส่งเสริมการเรียนรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา

วันที่ 22 ธันวาคม 2567 ที่ตาดีการาวฎอตุ้ลญันนะห์ ตำบลธารน้ำทิพย์ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลาเขต 3 พรรคประชาชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการตาดีกาสัมพันธ์ ประจำปี 2567 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลยะรม สมาชิกสภาเทศบาลตำบลธารน้ำทิพย์ ผู้นำศาสนา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน เด็ก เยาวชน ในพื้นที่เข้าร่วม

นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลาเขต 3 พรรคประชาชาติ กล่าวว่า ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดหรือตาดีกา นั้นเป็นสถานที่อบรมเด็กเยาวชนมุสลิม มีระบบการจัดการศึกษาของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน เน้นการเรียนการสอนที่เกี่ยวกับความรู้และหลักปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้เด็กและเยาวชนมุสลิมสามารถเติบโตบนพื้นฐานคำสอนของอิสลามมีระเบียบแบบแผน ในการดำเนินชีวิต และสามารถประพฤติตนให้ถูกต้องตามกลักศาสนา โดยชมรมตาดีกาเครือข่ายตำบลยะรม ได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้

ทั้งนี้เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถพัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นกีฬา การอ่าน การเขียน ตลอดจนทักษะในด้านการแสดงออกอย่างมั่นใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานราชการ มัสยิด โรงเรียน ชุมชนตำบลยะรม และชุมชนข้างเคียงสืบต่อไป

‘ผอ.โรงพยาบาลศิริราช-นศ.ปธพ.5’มอบทุนรร.ตชด.-หนุนอุปกรณ์บก.กฝ.บช.ตชด.

https://www.naewna.com/local/848961

‘ผอ.โรงพยาบาลศิริราช-นศ.ปธพ.5’มอบทุนรร.ตชด.-หนุนอุปกรณ์บก.กฝ.บช.ตชด.

‘ผอ.โรงพยาบาลศิริราช-นศ.ปธพ.5’มอบทุนรร.ตชด.-หนุนอุปกรณ์บก.กฝ.บช.ตชด.

วันอาทิตย์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 09.17 น.

‘ผอ.โรงพยาบาลศิริราช-นศ.ปธพ.5’มอบทุนรร.ตชด.-หนุนอุปกรณ์บก.กฝ.บช.ตชด.

นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผอ.โรงพยาบาลศิริราช และ นายเอนก จงเสถียร ประธานรุ่นคณะนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.5 ) ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ปิยะ สอนตระกูล และคุณโยธิน ดำเนินชาญวนิชย์ นำคณะนักศึกษาหลักสูตร ปธพ.5  ไปร่วมกันจัดกิจกรรมดีๆตอบแทนสังคม (CSR) โดยได้มอบอุปกรณ์การศึกษา การกีฬา พร้อมทุนการศึกษา อาหารกลางวันให้กับน้องๆ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนเรศวรป่าละอู ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และมอบถุงยังชีพเครื่องอุปโภคบริโภค ปันน้ำใจให้แก่พี่น้องประชาชนในชุมชนใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง และสถานการณ์โควิด

พร้อมทั้งมอบเครื่องปรับอากาศและเครื่องขยายเสียงลำโพงเคลื่อนที่ให้กับ  บก.กฝ.บช.ตชด. ไว้เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการต่อไป

‘ประเสริฐ’เผย‘รัฐบาล’เร่งเครื่องแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา

https://www.naewna.com/local/848883

‘ประเสริฐ’เผย‘รัฐบาล’เร่งเครื่องแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา

‘ประเสริฐ’เผย‘รัฐบาล’เร่งเครื่องแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.57 น.

“ประเสริฐ”เผย”รัฐบาล”เร่งเครื่องแก้ปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา เร่งพัฒนาแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ ยกระดับทักษะดิจิทัล รองรับ Learn to Earn เรียนรู้มีรายได้ สร้างอาชีพระหว่างศึกษา

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2567 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยลงการลงพื้นที่และการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ระดับชาติ ณ โรงเรียนหนองน้ำใส ต.หนองน้ำใส อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 พร้อมมีการประชุม Online อบรมเชิงปฏิบัติการการใช้งานระบบสารสนเทศ Thailand Zero Dropout ณ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ที่มีทุกภาคส่วนในจังหวัดนครราชสีมา และท้องถิ่นทั้ง 333 แห่ง ว่า การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาของชาติอย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง หรือ THAILAND ZERO DROPOUT เน้นการแก้ปัญหาใน 4 ประเด็น ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ได้แก่ 1.การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา 2.การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานโดยใช้พื้นที่เป็นฐานเพื่อลุยดูแลกลุ่มเป้าหมาย 3.การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามโจทย์ชีวิตของเด็กและเยาวชนแต่ละคน และ 4.การสร้างรายได้ไปพร้อมกับการเรียนรู้

นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังจัดทำโครงการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางภาครัฐ เพื่อรองรับการพัฒนาทักษะดิจิทัล เรียนรู้มีรายได้ เรียนรู้ง่ายตลอดชีวิต ผ่านรูปแบบ Learn to Earn โดยจะมีการจัดเก็บข้อมูลด้านการศึกษา การฝึกอบรม การจัดหางาน ความต้องการตลาดแรงงาน และเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยการเรียนรู้ และการจับคู่ตำแหน่งงาน Job Matching นอกจากนี้ รัฐบาลยังบูรณาการการทํางานร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทาง การศึกษา (กสศ.) และ แพลตฟอร์ม EWE (E-workforce ecosystem) ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) ในการพัฒนากําลังคนด้วยมาตรฐานอาชีพให้เป็นมืออาชีพ เพื่อความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงระบบการเทียบโอนสมรรถนะที่มีประสิทธิภาพ และเที่ยงตรงเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกําลังคน เพื่อรองรับการช่วยเหลือกลุ่มที่ หลุดจากระบบการศึกษา

นายประเสริฐ กล่าวว่า นโยบายลดความเหลื่อมล้ำเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ณ ตรงจุดที่อยู่นี้มี ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ที่พร้อมร่วมขับเคลื่อนนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาให้โรงเรียนและชุมชน เช่น การ ให้บริการนักเรียนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับการค้นคว้าหาข้อ มูล และองค์ความรู้ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทุกคน รวมถึงการใช้ อินเทอร์เน็ตนอกเวลาเรียน

“ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งสําคัญที่จะทําให้มาตรการเหล่านี้สําเร็จ คําตอบอยู่ที่การดําเนินงาน ระดับพื้นที่จังหวัด อําเภอ ตําบล และหมู่บ้าน “เราทุกคนเป็นเจ้าของเรื่องนี้ร่วมกันครับ” การแก้ปัญหา THAILAND ZERO DROPOUT ต้องอาศัยทุกคนในชุมชน ทุกอําเภอ ทุกตําบล ทุก หมู่บ้าน ช่วยกันดูแลเด็กและเยาวชนของเรา เพราะพวกเขาคืออนาคตของประเทศไทย จังหวัด นครราชสีมา หรือโคราชเป็นเมืองที่มีศักยภาพและเปี่ยมไปด้วยโอกาสมากมาย การที่จะพัฒนา ไปข้างหน้าได้ ต้องมีรากฐานกําลังคนที่เข้มแข็ง เราต้องไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสีย เด็กและ เยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว เพราะเด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคํา เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน สร้างโอกาสให้เด็ก และเยาวชนทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ” นายประเสริฐ กล่าวย้ำ

โลกเปลี่ยนไว!‘ดร.วรวรงค์’เผย‘มหิดลวิทย์’ถอดบทเรียนการใช้AIเพื่อการศึกษา เน้นพัฒนาต่อเนื่อง

https://www.naewna.com/local/848879

โลกเปลี่ยนไว!‘ดร.วรวรงค์’เผย‘มหิดลวิทย์’ถอดบทเรียนการใช้AIเพื่อการศึกษา เน้นพัฒนาต่อเนื่อง

โลกเปลี่ยนไว!‘ดร.วรวรงค์’เผย‘มหิดลวิทย์’ถอดบทเรียนการใช้AIเพื่อการศึกษา เน้นพัฒนาต่อเนื่อง

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.32 น.

โลกเปลี่ยนไว! AIเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ‘ดร.วรวรงค์’เผย‘มหิดลวิทย์’ถอดบทเรียนการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษา เน้นพัฒนาต่อเนื่อง ทั้งระดับบุคคลและสถาบันการศึกษา

21 ธันวาคม 2567 ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) เปิดเผยว่า จากกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิด 2568 โอกาสไทย ทำได้จริง เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาและวางรากฐานเพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย พร้อมกับการผลักดันให้คนไทยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล นั้น โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ในฐานะโรงเรียนวิทยาศาสตร์ต้นแบบของรัฐ ได้ถอดบทเรียนการดำเนินการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ AI และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานประชุมวิชาการ Thailand-Japan Education Leaders Symposium (TJ-ELS 2024) ครั้งที่ 3 ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล

ดร.วรวรงค์ กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความสามารถในการเรียนรู้และให้เหตุผลคล้ายกับมนุษย์ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนรายบุคคลได้ การบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ และช่วยลดเวลาและภาระครู เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนได้ แต่ก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มาก ไม่มีรูปแบบสำเร็จรูป และปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ซึ่งบุคลากรทางการศึกษายังต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน และถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาทั้งในระดับบุคคลและสถาบันการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

“MWIT เริ่มใช้ AI ตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวเมื่อ 2 ปีก่อน และดำเนินการทดลองใช้ทั้งโรงเรียนในสามมิติ คือ การจัดการเรียนการสอน การทำโครงงานวิจัย และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร โดยมุ่งเน้นการค้นหารูปแบบและวิธีการเรียนรู้ที่เพิ่มคุณภาพการเรียนรู้ระหว่างครูและผู้เรียน เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน การนำ AI ทั้ง Machine Learning และ Deep Learning มาเป็นส่วนหนึ่งของการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานในองค์กร ตามลำดับ ซึ่งเราได้ถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่องในองค์กร” ดร.วรวรงค์ กล่าว

ดร.สาโรจน์ บุญเส็ง หัวหน้าฝ่ายบริหารการเรียนรู้และระบบโรงเรียนประจำ และครูผู้สอนวิชาเคมีโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้นำเสนอผลการถอดบทเรียนของ MWIT ในงาน TJ-ELS 2024 เรื่อง “AI in Action: Transforming Education at a Science High School, MWIT” โดยเล่าถึงตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในการสร้างหลักสูตรของโรงเรียนโดยค้นหาแนวทางการประเมินสมรรถนะผู้เรียนโดยการสังเกตพฤติกรรม การสร้างคำถามเพื่อนำมาสู่การอภิปรายในชั้นเรียน การสร้างโค้ดเพื่อนำเสนอข้อมูลกราฟและสมการ การปรับปรุงคุณภาพเนื้อหา การให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล และการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการรายวิชา การสืบค้นข้อมูลและสนับสนุนการเขียนโครงงานวิจัยของนักเรียน

ดร.สาโรจน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโรงเรียน เราได้ใช้งาน AI ทำงานที่หลากหลาย เช่น การเขียนโครงการ การสร้างขั้นตอนการทำงาน (Flow Chart) การตอบอีเมล์ ร่างจดหมายราชการ การสร้างกำหนดการกิจกรรม การตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การสร้างสคริปต์ของพิธีกร ซึ่งเทคโนโลยี AI ช่วยให้บุคลากรในโรงเรียนประหยัดเวลาในการทำงานที่ซับซ้อน สร้างคุณค่าของการทำงานได้มากขึ้น ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของนักเรียน แต่ยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาเชิงรุกในยุคดิจิทัล

ตั้ง 6 ผู้ทรงคุณวุฒินั่งบอร์ด‘กอวช.’ชุดใหม่ ‘สอวช.’โชว์ผลงานปี67 นำประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

https://www.naewna.com/local/848873

ตั้ง 6 ผู้ทรงคุณวุฒินั่งบอร์ด‘กอวช.’ชุดใหม่ ‘สอวช.’โชว์ผลงานปี67 นำประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

ตั้ง 6 ผู้ทรงคุณวุฒินั่งบอร์ด‘กอวช.’ชุดใหม่ ‘สอวช.’โชว์ผลงานปี67 นำประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.26 น.

ตั้ง 6 ผู้ทรงคุณวุฒิ นั่งบอร์ด‘กอวช.’ชุดใหม่ ‘ศุภมาส’เป็นประธานประชุมนัดแรก ด้าน‘สอวช.’และหน่วยบริหารจัดการทุน นำเสนอผลงานประจำปี 2567 มุ่งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจ ยกระดับประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 8/2567 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม และมีประเด็นนำเสนอสำคัญต่อที่ประชุมคือ การแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. ชุดใหม่ และการรายงานผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดการประเมินผลการปฏิบัติงานของ สอวช. และหน่วยบริหารจัดการทุน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้นำเสนอต่อที่ประชุม เรื่องการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. ชุดใหม่ ตามคำสั่งสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ ที่ 4/2567 ประกอบด้วย 1. ศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย 2. ศาสตราจารย์ (วิจัย) ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต 3.รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม 4. นายนฤตม์ เทิดสถิรศักดิ์ 5.นายชนะภูมี และ 6. นายธีระวัฒน์ ลิมปิบันเทิง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2567 และมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี

จากนั้น ดร.สุรชัย ได้รายงานผลการดำเนินงานของ สอวช. ในปีงบประมาณ 2567 ว่า สอวช. ได้ออกแบบนโยบายและกลไกด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญของประเทศเพื่อยกระดับไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ มีเป้าหมายสำคัญคือ ยกระดับธุรกิจนวัตกรรม ผลักดันผู้ประกอบการธุรกิจฐานนวัตกรรม 1,000 ล้าน 1,000 ราย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำด้วย อววน. 1 ล้านคน สนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และเพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูงขึ้นเป็น 25% ให้ทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้ว

ดร.สุรชัย กล่าวอีกว่า ในปีที่ผ่านมา สอวช. มีผลการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่

1. ยกระดับประเทศไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง โดยการสร้างแพลตฟอร์มยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการสเกลอัพสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

2. เตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยลดระยะเวลาเข้าสู่ตลาดของ Future Food นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม 500,000 ล้านบาทในปี 2570 และได้สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ พร้อมโปรแกรมการเตรียมกำลังคนรองรับการลงทุนมูลค่า 50,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันให้เกิดมาตรฐานและการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV-Conversion) นำไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์เพื่อเป็น EV hub ของโลก โดย สอวช. เป็นประธานขับเคลื่อนจัดทำมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง และได้ร่วมก่อตั้งสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงไทยด้วย

3. นโยบายนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฐานราก โดยจัดทำโจทย์วิจัยสำหรับพื้นที่สูง เพื่อบรรจุในแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) รวมทั้งพัฒนา Social Enterprise Incubation Platform เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้ประกอบการเพื่อสังคม ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และยังได้จัดทำกลไกนวัตกรรมการศึกษา เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา

4. นโยบายลดก๊าซเรือนกระจก 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยการสร้างระบบนิเวศส่งเสริมกลไก อววน. มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 1 พื้นที่นำร่องของประเทศไทย และสร้างแพลตฟอร์มสนับสนุน 50 มหาวิทยาลัย สู่เป้าหมาย Net Zero 

5. เพิ่มสัดส่วนแรงงานทักษะสูง เพิ่มขึ้นเป็น 25% โดยสร้างแพลตฟอร์มพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง สนับสนุนการพัฒนากำลังคนร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนใช้มาตรการ Thailand Plus Package พันฒนาทักษะแรงงาน STEM 10,189 ตำแหน่ง จาก 186 บริษัท และได้ผลิตหลักสูตร STEM 1,157 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังได้สำรวจความต้องการบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมรายอุตสาหกรรม พ.ศ. 2568 – 2572

6. University Transformation เกิดต้นแบบการผลิตคนสมรรถนะสูง ผ่านกลไก Higher Education Sandbox ร่วมกับเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม และทดลองผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองความต้องการในระยะเร่งด่วน โดยปัจจุบันมีหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์รวม 16 หลักสูตร ตั้งเป้าหมายการผลิตกำลังคน 26,045 คน และ

7. เพิ่มประสิทธิภาพระบบ อววน. จากระบบการจัดสรรงบประมาณรูปแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์การวิจัยตามพันธกิจและเป้าประสงค์ของแต่ละกระทรวง เกิดแนวนโยบายบูรณาการ การนำเข้าและเชื่อมโยงข้อมูลด้าน อววน. เพื่อความเป็นเอกภาพของข้อมูลระบบ อววน. แบบไร้รอยต่อ

ดร.สุรชัย กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สอวช. ยังได้จัดทำข้อริเริ่มเชิงนโยบาย โดยนำ อววน. เข้าสนับสนุนเป้าหมายระดับชาติ ได้แก่ 1. การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการนวัตกรรม 2. เตรียมความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 3. นโยบายนวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฐานราก 4. ระบบนิเวศส่งเสริมกลไก อววน. มุ่งเป้าสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) 5. พัฒนาแพลตฟอร์มบูรณาการมาตรการและกลไกสนับสนุนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง และ 6. ปรับระบบการอุดมศึกษาให้เพิ่มคุณภาพชีวิตบัณฑิต

ด้านหน่วยบริหารและจัดการทุน ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) 2. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ 3. หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ก็ได้นำเสนอผลงาน ประจำปีงบประมาณ 2567 ด้วยเช่นเดียวกัน โดย บพค. ได้นำเสนอถึงการสนับสนุนทุนตลอดปีงบประมาณ 2567 จำนวน 965.32 ล้านบาท ให้กับ 46 หน่วยงาน โดยมีผลงานเด่น ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการพัฒนากำลังคนทุกช่วงวัยตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และสร้างเครือข่ายและขับเคลื่อนงานวิจัยด้านการพัฒนากำลังคนทักษะสูง

ด้าน บพท. นำเสนอผลงานการยกระดับฐานะทางสังคมด้วยการจัดทำแพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำระดับจังหวัด (PPAP) โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ในส่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ได้จัดทำแพลตฟอร์ม Local Enterprises เพื่อเป็นโมเดลต้นแบบอาชีพ เกิดการพัฒนาและยกระดับ “คน ของ และตลาด” ในส่วนของ บพข. ปีงบประมาณ 2567 สามารถยกระดับนวัตกรรมพร้อมเข้าสู่เชิงพาณิชย์ 185 รายการ ยกระดับผู้ประกอบการ 133 ราย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับงานวิจัยตามมาตรฐานสากล 123 รายการ สร้างกำลังคนทักษะสูง 833 คน เพิ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง 8,049 คน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจกว่า 4,800 ล้านบาท

‘ศุภมาส’ ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ

https://www.naewna.com/local/848816

'ศุภมาส' ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ

‘ศุภมาส’ ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 08.42 น.

รัฐมนตรีศุภมาส ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ ส่งทีมผู้พันวิทย์ อว. กรมวิทย์ฯ บริการติดตั้งเครื่องกรองน้ำ พร้อมปล่อยขบวนรถคาราวานลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

วันที่ 19 ธันวาคม 2567 ณ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว. เพื่อประชาชน” กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมคณะผู้บริหารหน่วยงาน ร่วมปล่อยขบวนรถคาราวานลำเลียงสิ่งของเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ พร้อมมอบหมายหน่วยปฏิบัติการ “ผู้พันวิทย์ อว.” กรมวิทยาศาสตร์บริการ นำทีมโดย นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ลงพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการแก้ไขปัญหา เช่น แก้ไขปัญหาเพื่อให้มีน้ำดื่มสะอาดปลอดภัย โดยบริหารจัดการในพื้นที่ ให้มีการติดตั้งเครื่องกรองน้ำดูแลน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัยในสภาวะวิกฤตจำเป็นเร่งด่วน ในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดชุมพร ก่อนจะกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมทุกที่พื้นที่ประสบอุทกภัย ให้ทันต่อสถานการณ์และมีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือ  ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานในสังกัด อว. ลงพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ในจังหวัดชุมพร และ ลงพื้นที่ โดยคาราวานรถลำเลียงสิ่งของจำเป็นนี้จะเดินทางตรงไปยัง จ.ชุมพร 

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ส่งผลให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจำนวนมาก และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเรื่องน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภค โดยที่ผ่านมา กระทรวง อว. ได้ส่งรถคาราวานลำเลียงสิ่งของลงไปพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง จังหวัดสงขลา เพื่อกระจายความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเร่งด่วนในพื้นที่ 3 จังหวัด  และครั้งนี้เกิดวิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ต่อเนื่องส่งผลกระทบพี่น้องปะชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตนจึงเร่งสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด อว. ระดมให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งมอบหมายให้หน่วยปฏิบัติการ “ผู้พันวิทย์ อว.” กรมวิทย์ฯ บริการ ดูแลเรื่องระบบน้ำดื่มในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเพื่อให้มีระบบน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย โดยนำเครื่องกรองน้ำที่กรมวิทย์ฯ บริการ ได้พัฒนาให้สามารถกรองสนิมเหล็ก ตะกอน กลิ่น คลอรีน หินปูนหรือความกระด้างในน้ำที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้ ซึ่งเครื่องกรองน้ำนี้ สามารถกรองน้ำได้ถึง 500 ลิตรต่อชั่วโมง เป็นเครื่องกรองน้ำคุณภาพดี ประสิทธิภาพสูง ราคาประมาณ 50,000 บาทเท่านั้น การดูแลรักษาทำได้ง่าย โดยพี่น้องประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาปีละประมาณ 1,000 บาท  ทำให้ชุมชนมีระบบน้ำดื่มคุณภาพสะอาดปลอดภัยอย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้ หน่วยงาน อว. ได้นำสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นไปส่งมอบให้ผู้ประสบภัย ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เช่น เจลล้างมือแอลกอฮอล์ ครีมทากันยุง ยาหมองน้ำ และสิ่งของจำเป็นตามความต้องการ เช่น น้ำดื่ม นมกล่อง ขนม อาหารกระป๋อง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นต้น

สำหรับภารกิจการฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลดนั้น  กระทรวง อว. จะดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วนและหน่วยงานในพื้นที่ ในการนำองค์ความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรม  แก้ไขปัญหา บรรเทาผลกระทบและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ หากผู้ใดประสงค์จะร่วมสนับสนุนปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้ สามารถติดต่อนำสิ่งของมาร่วมบริจาคได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการสถานการณ์น้ำท่วม “อว.เพื่อประชาชน ” อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โทรศัพท์ Call center 1313
 

‘คุรุสภา’เปิดธีมงานวันครู ครั้งที่ 69 ปี 68

https://www.naewna.com/local/848746

'คุรุสภา'เปิดธีมงานวันครู ครั้งที่ 69 ปี 68

‘คุรุสภา’เปิดธีมงานวันครู ครั้งที่ 69 ปี 68

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 19.08 น.

“อมลวรรณ” เผย ธีมงานวันครู ครั้งที่ 69 ปี 2568 ชูหัวข้อ “เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็กฉลาดรู้  ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ชวนร่วมกิจกรรมระลึกถึงพระคุณครู และกิจกรรมวิชาการเพื่อพัฒนาวิชาชีพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า วันที่ 16 มกราคมของทุกปี เป็น “วันครู” สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้กำหนดจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 ภายใต้หัวข้อ “เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็กฉลาดรู้  ฉลาดคิด ฉลาดทำ” โดยจัดพร้อมกันทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ มีกิจกรรมที่หลากหลาย ในรูปแบบผสมผสานทั้ง Onsite และ Online เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งประชาชนทั่วไป ได้ร่วมกันระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์, ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน ตลอดจนส่งเสริมยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประกอบคุณงามความดี หรือทำคุณประโยชน์ต่อวงการศึกษาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า การจัดงานวันครูวันที่ 16 มกราคม 2568 ในส่วนกลาง ณ หอประชุมคุรุสภากระทรวงศึกษาธิการ ได้เรียนเชิญ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีงานวันครู มีการคารวะครูอาวุโสของนายกรัฐมนตรี โดยถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) และ Online ทางยูทูปและฟซบุ๊กแฟนเพจคุรุสภา กิจกรรมวันครูนั้น จะเริ่มตั้งแต่ภาคเช้า ในพิธีทำบุญตักบาตรวันครู พิธีบูชาบูรพาจารย์ และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี จากนั้นมีพิธีมอบรางวัลของคุรุสภาและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้มีการปาฐกถาพิเศษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 การเสวนาทางวิชาการ การอภิปรายเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาคุณภาพการศึกษา และพัฒนาวิชาชีพครู ขณะที่การจัดงานในส่วนภูมิภาค มีการจัดกิจกรรมที่สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สถานที่ที่เหมาะสม และมีการจัดกิจกรรมสัปดาห์วันครู ระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 2568 ด้วย

“สำหรับธีมงานวันครู พ.ศ. 2568 “เรียนดี มีความสุข : ครูไทยร่วมใจ ปฏิวัติการศึกษา สร้างเด็กฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” มีแนวคิดมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างเด็กที่ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ผ่านการผสมผสานเทคโนโลยี ความร่วมมือของครู และบรรยากาศการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความสุข ความคิดสร้างสรรค์ และความก้าวหน้า เพื่ออนาคตที่ดียิ่งขึ้นของประเทศ ขอเชิญชวนทุกคนเข้าร่วมกิจกรรมวันครู ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ส่งบัตรคารวะครูออนไลน์ และตักบาตรออนไลน์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการเสวนาทางวิชาการ ชมนิทรรศการวิชาการออนไลน์ของผู้ได้รับรางวัลของคุรุสภา และรางวัลอื่นๆ การอบรมผ่านหลักสูตรออนไลน์เพิ่มพูนสมรรถนะเพื่อการปฏิบัติงานของผู้ประกอบวิชาชีพ จำนวน 2 หลักสูตร และบทเรียนจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา โดยติดตามรายละเอียดและเข้าร่วมได้ทาง http://wankru.ksp.or.th ระหว่างวันที่ 15 มกราคม – 30 เมษายน 2568 หรือ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.ksp.or.th ” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว. 

‘เสมา 1’พร้อม’สพฐ.’เปิดงาน TJ-SIF 2024 ผลักดันเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น พัฒนานวัตกรรมไอซีที

https://www.naewna.com/local/848731

'เสมา 1'พร้อม'สพฐ.'เปิดงาน TJ-SIF 2024 ผลักดันเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น พัฒนานวัตกรรมไอซีที

‘เสมา 1’พร้อม’สพฐ.’เปิดงาน TJ-SIF 2024 ผลักดันเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น พัฒนานวัตกรรมไอซีที

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 16.58 น.

“เสมา 1″พร้อม”สพฐ.”เปิดงาน TJ-SIF 2024 ผลักดันเยาวชนไทย-ญี่ปุ่น พัฒนานวัตกรรมไอซีทีสู่การขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์ไอซีทีสำหรับนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น Thailand-Japan Student ICT Fair 2024 (TJ-SIF 2024) โดยมีนายโอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เป็นผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่น นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารการศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา คณะครูและนักเรียน เข้าร่วม ณ โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล

โอกาสนี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยกับหน่วยงานการศึกษาของญี่ปุ่น จนสามารถจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรมไอซีทีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความสามารถ สร้างสรรค์ผลงาน และพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือทางการศึกษาและวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น เพื่อเตรียมความพร้อมกำลังคนทางด้าน STEM สู่การขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำให้เยาวชนตระหนักถึงการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยกระทรวงศึกษาธิการพร้อมให้การสนับสนุนนักเรียนได้เรียนในสิ่งที่ชอบตามความถนัดและสนใจ อย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาแบบ Anywhere Anytime

“ขอชื่นชมนักเรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สตูล ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเฉพาะการนำปัญหาของคนในชุมชนเรื่องการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดสตูลที่สามารถเก็บเกี่ยวได้เฉพาะหน้าร้อน มาศึกษาวิธีการเพาะเลี้ยงให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาระบบควบคุมการเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนกด้วยระบบ IoT เช่น ระดับความเค็ม แสง การไหลเวียนน้ำ สารอาหาร โดยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และการขยายผลสู่ชุมชน สอดคล้องตามแนวนโยบาย Learn to earn เพื่อเสริมสร้างทักษะการสร้างอาชีพ การมีรายได้ระหว่างเรียน สร้างชุมชนการค้าที่เข้มแข็งภายในโรงเรียน สนับสนุนการเรียนรู้ด้านการประกอบธุรกิจและส่งเสริมให้นักเรียนมีประสบการณ์ในการจัดการธุรกิจด้วยตนเองต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ทางด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา กล่าวว่า งานมหกรรมสิ่งประดิษฐ์ทางด้านไอซีทีของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 ธันวาคม 2567 เกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย กับกลุ่มโรงเรียนในโครงการ Super Science High Schools และสถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (MEXT) องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางด้านไอซีที ของนักเรียนไทยและนักเรียนญี่ปุ่น รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จัดการเรียนรู้ของครู และการแข่งขัน Game Programming Hackathon ภายใต้การเป็นที่ปรึกษาของมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โดยมีกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย 18 แห่ง สถาบันการศึกษาที่เน้นการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 18 แห่ง กลุ่มโรงเรียนในโครงการ Super Science High Schools ประเทศญี่ปุ่น 14 แห่ง และ สถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น 11 แห่ง จำนวนกว่า 1,000 คน เข้าร่วมงาน

สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย 1. การนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์ไอซีทีจำนวน 137 ผลงาน ในรูปแบบ Poster Presentation และ Oral Presentation 2. นิทรรศการสิ่งประดิษฐ์ไอซีทีและหุ่นยนต์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย 3. การบรรยายด้าน ICT โดยนักวิทยาศาสตร์ไทยและญี่ปุ่น 4. ICT Workshop สำหรับนักเรียน 5. การศึกษาแหล่งเรียนรู้ด้าน ICT ในจังหวัดสตูล 6. การประชุมวิชาการผู้นำทางการศึกษาระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น (TJ-ELS 2024) ในหัวข้อ AI for Education

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีผลงานสิ่งประดิษฐ์ไอซีทีของนักเรียนที่น่าสนใจ อาทิ หุ่นยนต์อัตโนมัติสำหรับสวนโกโก้ ที่ใช้ GPS ในการอ้างอิงตำแหน่งของตัวเอง ตรวจจับและทำนายโรคของผลโกโก้จากภาพที่ถ่าย การส่งข้อมูลและการควบคุมผ่านเว็บแอปพลิเคชันจากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช การพัฒนาแอปพลิเคชันที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการแชร์รูปภาพบนโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล โดยนักศึกษา Hachinohe KOSEN ประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น โดยผู้ที่สนใจสามารถชมนิทรรศการออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ https://tj-sif2024.pcshsst.ac.th/member/ex_proj.php

– 006