OKMD + CMDF ปลื้ม Fin Lab สำเร็จเกินคาด มั่นใจติดปีกเยาวชนมีความรู้ด้านการเงินลงทุน

https://www.naewna.com/local/848649

OKMD + CMDF ปลื้ม Fin Lab สำเร็จเกินคาด มั่นใจติดปีกเยาวชนมีความรู้ด้านการเงินลงทุน

OKMD + CMDF ปลื้ม Fin Lab สำเร็จเกินคาด มั่นใจติดปีกเยาวชนมีความรู้ด้านการเงินลงทุน

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 08.37 น.

OKMD + CMDF ปลื้ม Fin Lab สำเร็จเกินคาด เด็กเยาวชนร่วมกิจกรรมทะลุเป้า มั่นใจได้รับการติดปีกความรู้ด้านการเงินและการลงทุน และสามารถพัฒนาสู่นักลงทุนที่มีศักยภาพในอนาคต

19 ธ.ค.67 ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ  OKMD แถลงผลสำเร็จตลอดปี 2567 ของ โครงการ Fin Lab : คาราวานความรู้ตลาดทุนรุกสู่ภูมิภาค และบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ (New Gen) เข้าสู่ตลาดทุน ร่วมกับ นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้อำนวยการ  กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ผู้สนับสนุนหลักของโครงการ นายเศรษฐพล ธรรมจินดา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ นายชนินทร์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองเทคโนโลยีการศึกษา สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า โครงการดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่องค์ความเผยแพร่องค์ความรู้ทางการเงินผ่านตลาดทุนให้กับเด็กเยาวชน และคนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 13-18 ปี ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในด้านการเงินการลงทุนผ่านตลาดทุน สร้างทัศนคติการลงทุนที่ดี รวมทั้งพัฒนาให้เป็นคนต้นแบบ ที่สามารถขยายผลองค์ความรู้ดังกล่าวไปสู่คนรอบข้างและครอบครัว อันนำไปสู่การเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต ซึ่งมีเครือข่ายพันธมิตรเข้าร่วมโครงการกว่า 70 หน่วยงาน โดยสามารถนำองค์ความรู้ทางการเงินการลงทุนไปขยายผลในรูปแบบต่างๆ หลากมิติ ทั้งมุมความรู้ในเชิงกว้าง และมุมความรู้ในเชิงลึก

“ความรู้ในเชิงกว้าง” ได้แก่ (1) Online Platform ที่เด็กทุกคนสามารถใช้เครื่องมือเข้าถึงข้อมูลจากคลิปองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงวัยทั้ง 6 ด้าน  ได้แก่ รายได้ การออม รายจ่าย การลงทุน การจัดการหนี้ และภัยการลงทุน โดยมีการเผยแพร่ผ่าน E-Book ที่เกี่ยวข้องกับทักษะการจัดการทางการเงิน การออม และการบริหารการลงทุนผ่านตลาดทุนบนแพลตฟอร์มออนไลน์ Knowledge Portal และ TK Read รวมทั้งสื่อออนไลน์ในโซเชียลมีเดีย เช่น FB TikTokและช่องทางออนไลน์ของ OKMD โดยมีผู้เข้าถึงองค์ความรู้มากกว่า 6 ล้านคน/ครั้ง (2) Knowledge Corner

โดยพัฒนาการเชื่อมโยงและกระจายมุมความรู้ด้านการเงินการลงทุนในพื้นที่เป้าหมายโดยติดตั้งไว้ 14 แห่ง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ศรีสะเกษ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ลำปาง ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สิงห์บุรี ชลบุรี และภูเก็ต มีผู้เข้าถึงองค์ความรู้จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2567 จำนวนน 543,636 คน (3) Knowledge Kiosk Alive โดยการสร้างสรรค์ชุดความรู้เผยแพร่ผ่าน Kiosk TV ซึ่งนำเสนอความรู้ด้านการเงินการลงทุนและประชาสัมพันธ์แหล่งเรียนรู้การเงิน 24 แห่ง พร้อมติดตั้งไว้ที่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง พิษณุโลก พิจิตร อุดรธานี อุบลราชธานี สิงห์บุรี กาญจนบุรี ปทุมธานี ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี สมุทรสาคร พังงา นครศรีธรรมราช กระบี่ ภูเก็ต สงขลา และกรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าถึงองค์ความรู้ จนถึงพ.ย. 2567 จำนวน 335,901 คน 

“ความรู้ในเชิงลึก” มุ่งเน้นในการพัฒนาคน ประกอบด้วย (1) Knowledge Market : การจัดตลาดนัดความรู้ในพื้นที่ 8 จังหวัด ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ขอนแก่น นครราชสีมา จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต และยะลา โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ตลาดทุนของนักลงทุนรุ่นใหม่ และคาราวานความรู้จากหน่วยงานภาคีเครือข่ายกว่า 32 หน่วยงาน โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจด้านการเงินการลงทุนจาก กองทุนการออมแห่งชาติ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สมาคมยุวชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อไทย

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วม 10,117 คน เกินความคาดหมายที่ตั้งเป้าไว้ที่ 3,500 คน (2) Fin Lab Online Bootcamp : การจัดค่ายอบรมบ่มเพาะ เชิงลึกออนไลน์ เน้นสร้างบุคลากรต้นแบบรุ่นใหม่ด้านการเงินและการลงทุนในภูมิภาค และพัฒนาต่อยอดเป็นต้นแบบคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีน้องๆ ระดับชั้นม.ต้น และม.ปลายกว่า 1,000 คนเข้าร่วมอบรม (3) กิจกรรม Fin Lab Hackathon : ฝึกฝนให้เยาวชนที่เข้าร่วมอบรม รวมทีมและระดมสมองจัดทำโครงงาน รู้จักวางแผน กำหนดเป้าหมาย และฝึกกระบวนการคิด วางแผนทางการเงิน บริหารผลตอบแทนและความเสี่ยง มีทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายมากกว่า 58 ทีม

ทีมชนะเลิศระดับ ม.ต้น ได้แก่ ทีมออมคำ Project จากร.ร.บ้านแม่ง่อนขี้เหล็ก จ.เชียงใหม่ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมDebt Free จากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย ร.ร.นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ กรุงเทพฯ รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม Smart Money Life Gamification จากร.ร.เซนต์คาเบรียลและร.ร.โยธินบูรณะ กรุงเทพฯ

ทีมชนะเลิศในระดับ ม.ปลาย ได้แก่  ทีม isave aplication จากร.ร.วิสุทธรังษี และ ร.ร.กาญจนานุเคราะห์ จ.กาญจนบุรี รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม ClearFinn ร.ร.หนองบัวพิทยาคาร จ.หนองบัวลำภู และร.ร.กาญจนาภิเษกวิทยาลัย จ.นครปฐม รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม AllFin จากร.ร.หาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จ.สงขลา

ยังมีการพัฒนาบอร์ดเกม The Fin Warrior : ยุทธการขยับเงิน เป็นชุดความรู้สำคัญ (Knowledge Kit) ภายใต้โครงการเพื่อเป็นสื่อการเรียนรู้และเสริมทักษะด้านการเงิน การลงทุน ทั้งนี้ได้มีการสนับสนุนบอร์ดเกมให้กับโรงเรียน ครู และแหล่งเรียนรู้ 662 แห่ง ทั้งนี้ได้ผลิตสื่อในรูปแบบ Print and Play เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ได้ ผ่านเว็บไซต์ของ OKMD และเพจกระตุกต่อมคิดกับ Fin Lab

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า เนื้อหาหลักที่ใช้ดำเนินการในแต่ละกิจกรรมนั้น ได้พัฒนาคอนเทนท์และสื่อที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กและเยาวชนอายุ 13-18 ปี สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างทั่วถึง โดยมี

การออกแบบหลักสูตรครอบคลุมเนื้อหาการเงินและการลงทุนใน 6 เรื่องหลัก ได้แก่ 1. การวางแผนการเงิน

การลงทุน 2. รายได้ 3. การบริหารรายจ่าย 4. การออม 5. การลงทุน 6. การบริหารหนี้ และภัยการลงทุน

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวเสริมอีกว่า กิจกรรมส่งท้ายของ Fin Lab คือการเปิดหลักสูตรอบรมเสริมทักษะทางการเงิน หรือ Fin Lab Online Bootcamp โดยเชิญกูรูทางการเงินมาให้ความรู้ เพื่อปลดล็อคปัญหาการเงินของคนไทยที่อยู่ในภาวะ “วัวหายล้อมคอก” จากกับดัก “หาได้เยอะ แต่ใช้ไม่พอ”  ส่วนหนึ่งคือการจัดการทางการเงินไม่เป็น ดังนั้นจึงควรมีทักษะ “ล้อมคอก” โดยผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความรู้เชิงกลยุทธ์ “หา ใช้ ออม ลงทุน ปกป้อง” ซึ่งก็คือความรู้ทางการเงินและตลาดทุน เพื่อเปลี่ยน Mindset โดยผู้เชี่ยวชาญได้ปูวิธีคิดแบบ Fin Mindset ซึ่งเป็นหลักคิดทางการเงินที่ดี โดยสอดแทรกเทคนิคและกลยุทธ์ในการนำเสนอไอเดียธุรกิจอย่างมืออาชีพ ทำความเข้าใจกระแสรายวัน ช่องทางการหาเงิน และวิธีการสร้างรายได้ ตลอดจนเรียนรู้การวางแผนทางด้านการเงิน การจัดการเงิน การบริหารการเงินส่วนบุคคล การวางแผนการการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเทคนิคการจัดการหนี้อย่างถูกต้อง ทางด้านการเงินและตลาดทุน นอกจากนี้ยังมีการจําลองการใช้ AI กับโปรเจค วิธีการดึงเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการ

ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวด้วยว่า Fin Lab ถือเป็นโครงการที่อัพเกรดความรู้ด้านการเงินการลงทุนให้เด็กไทย ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ CMDF และ OKMD ที่ต้องการเห็นเด็กและเยาวชนร่วมแบ่งปันมุมมองจากสิ่งที่ได้เรียนรู้และจะนำไปปรับใช้ในอนาคต ตั้งแต่การจัดการเรื่องการเงินของครอบครัว การตระหนักในด้านการเงินและรู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะลงทุนในอนาคตที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง การทำความเข้าใจว่าการเล่นหุ้นไม่ใช่อาชีพ ไปจนถึงความเท่าเทียมในการเข้าถึงความรู้ด้านการเงินการลงทุน สอดรับกับแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาทักษะทางการเงิน พ.ศ. 2565-2570 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอและภาครัฐได้มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นนโยบายและกลไกบูรณาการการดำเนินการพัฒนาทักษะทางการเงินของประเทศ เพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันและลดความเหลื่อมล้ำในอนาคต

“ความสำเร็จในครั้งนี้ จะทำให้เกิดความยั่งยืนได้ทั้งในมิติของการเผยแพร่องค์ความรู้ทางการเงินผ่านตลาดทุนให้กับเด็กเยาวชน และคนรุ่นใหม่ และสื่อการเรียนรู้ จะยังคงได้รับการถ่ายทอดสู่เด็ก เยาวชน คนรุ่นใหม่ ผ่านโรงเรียน ครู อาจารย์ ที่ได้รับการสื่อและกระบวนการในการถ่ายทอดที่เหมาะสมเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน เพื่อปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อการลงทุน และการวางแผนการเงินสำหรับตนเองต่อไป นอกจากนี้ ยังสามารถเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชน และคนรุ่นใหม่ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในด้านการเงิน การลงทุนผ่านตลาดทุน ให้มีความรู้ความเข้าใจ พฤติกรรมการออมและการลงทุนที่เหมะสม รวมทั้งพัฒนาให้เป็นคนต้นแบบ ที่สามารถขยายผลองค์ความรู้ดังกล่าวไปสู่คนรอบข้างและครอบครัว  สามารถเชื่อมโยงและเพิ่มแหล่งเรียนรู้องค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุนในภูมิภาค เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงความรู้ด้านการเงินการลงทุนผ่านตลาดทุนให้แก่เด็กเยาวชน คนรุ่นใหม่ ประชาชนทั่วไป และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการเงินการลงทุนในภูมิภาคได้”

“อยากให้ทุกท่านติดตาม โครงการ Fin Lab ผ่านช่องทางต่างๆ ของ OKMD และอยากให้ชวนลูกหลาน หรือแม้ตัวท่านเองเข้าร่วมกิจกรรมดีๆ ที่ทาง CMDF เป็นผู้ให้การสนับสนุน และ OKMD ทำหน้าที่เป็นผู้คัดสรรกิจกรรมกระตุกต่อมคิด ให้เข้าใจ เข้าถึง เรื่องการเงินและการลงทุนต่อไป” ดร.ทวารัฐ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ FB กระตุกต่อมคิดกับ Fin Lab  และ TikTok : FinLabForFu

มมส จัดแข่งขันวิ่ง ‘MSU RUNNING 2024’ สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

https://www.naewna.com/local/848316

มมส จัดแข่งขันวิ่ง ‘MSU RUNNING 2024’ สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

มมส จัดแข่งขันวิ่ง ‘MSU RUNNING 2024’ สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดการแข่งขันวิ่ง “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์โรงพยาบาลสุทธาเวช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการวิ่งเพื่อสุขภาพ

โดยกิจกรรมเริ่มในเวลา 05.45 น.รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามพร้อมด้วย ผศ.ดร.มลฤดี เชาวรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและกิจการสภา ร่วมปล่อยตัวนักกีฬาประเภท MINI MARATHON ระยะทาง 10 กิโลเมตร จากนั้นเวลา 06.00 น.ปล่อยตัวนักกีฬาประเภท FUN RUN ระยะทาง 5 กิโลเมตร และผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มอบโล่รางวัลผู้ชนะเลิศการแข่งขันในประเภทต่างๆ ณ สนามกีฬากลาง 1 (สนามลู่ฟ้า)มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

เส้นทางวิ่งใช้พื้นที่หลัก คือ บริเวณมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และถนนเส้นหน้าป้าย เริ่มจากจุดสตาร์ทข้างอาคารพลศึกษา ผ่านไฟแดงข้ามถนนไปเส้นวงแหวนรอบนอกมหาวิทยาลัยไปจนถึงวงเวียน หน้าโรงเรียนท่าขอนยางแล้วข้ามถนนมุ่งตรงไปแยกคณะพยาบาลศาสตร์ เลี้ยวขวาตรงไปผ่านหน้าอาคารชุดที่พักอาศัยบุคลากร ตรงไปถนนเส้นหน้าป้ายมหาวิทยาลัยมหาสารคาม แล้วกลับตัววิ่งย้อนกลับเส้นทางเดิม เลี้ยวขวาตรงสี่แยกไฟแดง ผ่านหน้าตลาดน้อย ผ่านสนามแดง อาคารศูนย์กีฬาและนันทนาการ และวิ่งเข้าเส้นชัยอย่างปลอดภัย

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล กล่าวว่าการจัดงานวิ่ง “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ใช้ “มฤคมาศ” เป็นสัญลักษณ์สัตว์ประจำรุ่น “กวาง” ซึ่งปีนี้พิเศษเป็นการรวมเหรียญครบจำนวน4 รุ่น ได้แก่ เสือดาว-จามรี-ภุมริน-มฤคมาศ ตามลำดับการเรียงสัตว์สัญลักษณ์ประจำรุ่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สำหรับธีมงานออกแบบทั้งเสื้อวิ่งเหรียญ โล่รางวัล มาจาก “น้องฝันฝัน”เจ้ากวางน้อย (มฤคมาศ) ที่เหล่านักวิ่งได้มาร่วมสัมผัสกับพื้นที่สวยงามภายในมหาวิทยาลัยและพื้นที่โดยรอบ ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่มีอากาศเย็นสบาย สดชื่น โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้กับโรงพยาบาลสุทธาเวช มมส จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย รองรับการขยายการบริการแก่นิสิตบุคลากรและประชาชน และเป็นทุนการศึกษาให้กับนิสิต

โดยในปีนี้ มีผู้สนใจร่วมกิจกรรมวิ่งแลน-ปัน-ฝัน จำนวนทั้งสิ้น 1,127 คน แบ่งเป็นระยะ 5 กิโลเมตร จำนวน 682 คนและระยะ 10 กิโลเมตร จำนวน 445 คนนอกจากนี้ ภายในงานได้จัดกิจกรรมเพ้นท์ลวดลาย สีสัน color fullฟังดนตรี แสดงโชว์การตีกลองโดยนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ นำอบอุ่นร่างกายและผ่อนคลายร่างกาย โดยนิสิตสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ คณะศึกษาศาสตร์ โดยบรรยากาศการวิ่ง นักวิ่งได้พบกับกองเชียร์จากสโมสรนิสิตทุกคณะร่วมเชียร์ และสร้างสีสันยามเช้า สร้างความสุขและความสนุกสนานตลอดเส้นทาง

เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง สู่ฮับการผลิต PCB อาเซียน

https://www.naewna.com/local/848313

เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง  สู่ฮับการผลิต PCB อาเซียน

เสริมแกร่งกำลังคนทักษะสูง สู่ฮับการผลิต PCB อาเซียน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

อุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board : PCB) กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรม โดยประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพด้านทรัพยากรมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิต PCB ของโลกได้สร้างการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญในปี 2567 เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงานระดับสากล

ในเดือนมิถุนายน 2567 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสมาคมแผงวงจรไต้หวัน (Taiwan Printed Circuit Association : TPCA) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดโครงการ Online Job Matching เพื่อเชื่อมโยงนักศึกษาไทยกับบริษัท PCB ชั้นนำจากไต้หวันที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย กิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากนักศึกษากว่า 300 คนทั่วประเทศ โครงการนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาไทย แต่ยังส่งสัญญาณความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมไฮเทคในภูมิภาค

ต่อมาในเดือนตุลาคม 2567 คณะผู้แทนจาก สอวช. และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เดินทางเยี่ยมชมโรงงานผลิต PCB ในไต้หวัน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัยและแนวทางการพัฒนาบุคลากร โดยการเยือนครั้งนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญในการจัดแสดงนิทรรศการของมหาวิทยาลัยไทยในงาน TPCA Show 2024 ที่ไต้หวัน นิทรรศการดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการไต้หวันอย่างกว้างขวาง โดยมหาวิทยาลัยได้นำเสนอศักยภาพด้านการวิจัยและการพัฒนาบุคลากรที่พร้อมตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานระดับโลก ในโอกาสเดียวกันนี้ คณะผู้แทนยังได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ TPCA เพื่อขยายความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงที่เข้มแข็งระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ยังเป็นการตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการผลิต PCB แห่งภูมิภาค

เดือนพฤศจิกายน 2567 TPCA ได้จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากไต้หวันและตัวแทนบริษัทผู้ผลิต PCB เข้าร่วมให้ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรม และตำแหน่งงานที่มีความต้องการในประเทศไทย มีนักศึกษากว่า 300 คนเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ซึ่งนอกจากจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมแล้ว ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพของตนเองในการร่วมงานกับบริษัท PCB ชั้นนำ

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 TPCA ร่วมกับ สอวช. และมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย มีแผนจัดกิจกรรมฝึกอบรมนักศึกษาทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยในรูปแบบผสมผสานระหว่างการเรียนออนไลน์และการเรียนปฏิบัติจริงในสถานที่ (Hybrid) โดยมุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิต PCB และได้รับการพิจารณาเข้าทำงานกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย นักศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรมจากโครงการจะได้รับประกาศนียบัตร ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่ช่วยเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจให้นักศึกษาในการเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งนี้ ยังมีการพิจารณามอบโบนัสพิเศษให้แก่นักศึกษาที่ได้รับการจ้างงานและปฏิบัติงานในระยะเวลา 3-6 เดือน เพื่อสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนเส้นทางอาชีพในระยะยาว

ตลอดระยะเวลาของความร่วมมือที่ผ่านมา TPCA ได้ทำงานร่วมกับ สอวช. และสถาบันการศึกษาไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับบุคลากรให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานระดับโลก ความร่วมมือเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างเครือข่ายระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิต PCB ชั้นนำของโลก พร้อมทั้งส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่มีศักยภาพอย่างยั่งยืน

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

https://www.naewna.com/local/848315

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

ศธ.เปิดตัวระบบย้ายครูออนไลน์ แก้ทุจริตกระบวนการขอย้ายครู

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดตัวระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) ในการประชุมสัมมนาเปิดการใช้งานระบบย้ายข้าราชการครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (Teacher Rotation System : TRS) เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศเนื่องในโอกาสวันครู ปี 2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ศธ. ได้ยึดนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เป็นนโยบายหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมของกระทรวง โดยเฉพาะการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้มีการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นกลไกหลักในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดคือครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่จะเติบโตขึ้นไปเป็นกำลังสำคัญของประเทศ จึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของครู อันจะส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน รวมถึงคุณภาพการจัดการศึกษาและคุณภาพผู้เรียน จึงได้สั่งการให้นำระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) มาใช้กับการยื่นคำร้องขอย้ายทุกกรณีครอบคลุมการย้ายข้าราชการครูในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นอกจากจะเป็นการลดภาระงานด้านเอกสารทั้งจากตัวผู้ขอย้ายเอง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการแล้ว การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการประมวลผลยังจะช่วยปิดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์ในการย้ายได้อีกด้วย

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบการย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) เป็นระบบที่พัฒนาต่อยอดมาจากระบบจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) ซึ่งเป็นระบบที่รองรับเฉพาะการย้ายสับเปลี่ยน โดยสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้นำร่องเปิดใช้งานไปแล้ว 2 รอบ ในช่วงการย้ายประจำปี 2567และได้รับผลตอบรับในทิศทางที่ดีโดยเฉพาะในเรื่องการช่วยลดขั้นตอนการดำเนินการย้าย ลดภาระงานด้านเอกสาร เพิ่มความสะดวกให้ครูในการดำเนินการย้ายอีกทั้งยังช่วยลดช่องว่างในการทุจริตระหว่างกระบวนการขอย้าย

สำหรับระบบ TRS จะเชื่อมโยงข้อมูลของคุณครูจากระบบทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (HRMS) ระบบประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (DPA) และระบบการบริหารอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (SCS) เพื่อให้เกิดการบูรณาการฐานข้อมูล และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน โดยต่อไปคุณครูที่ต้องการขอย้าย ทั้งกรณีปกติ กรณีพิเศษ และกรณีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ จะต้องดำเนินการผ่านระบบ TRS เท่านั้น

ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบ TRS เรียบร้อยแล้ว และกระบวนการต่อจากนี้ทางสำนักงาน ก.ค.ศ. จะเร่งดำเนินการชี้แจง เพื่อให้ทางสำนักงานเขต/ส่วนราชการ ได้เข้าใจในทิศทางเดียวกันก่อนที่จะเปิดให้คุณครูได้ยื่นคำร้องขอย้ายในวันที่ 16 มกราคม 2568 ที่จะถึงนี้ผ่านเว็บไซต์ https://trs.otepc.go.th ถือเป็นของขวัญวันครูที่กระทรวงศึกษาธิการและสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มอบให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในปี 2568 และมั่นใจว่าจะช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงสร้างความโปร่งใส เป็นธรรมในกระบวนการย้ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848314

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

‘อาชีวะ-หัวเว่ย’ ร่วมเปิดหลักสูตรดิจิทัล สร้างนศ.อาชีวะมืออาชีพ รับตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษานายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ.นายธนภัทร แสงจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือ สอศ. รวมทั้ง นายวิลเลี่ยม จาง ประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ นายสรง เทา หัวหน้าฝ่ายสัญญาเชิงพาณิชย์ และนายบรูซ ฟาน รองประธานธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ร่วมลงนามในครั้งนี้ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ศธ.มุ่งเน้นนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระของครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงผู้ปกครองยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านแนวคิด 2 ประการ คือ การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต การลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับบริษัทหัวเว่ย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เห็นผลในเชิงประจักร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษาให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และสนับสนุนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อพัฒนาการอาชีวศึกษาให้ก้าวทันเทคโนโลยีและตอบสนองความต้องการตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล โดยมีแผนพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรการศึกษา จัดทำหลักสูตรฝึกอบรมด้านดิจิทัล 3 หลักสูตร ได้แก่ Datacom, Cloud Service และ AI Certification Training เพื่อเตรียมความพร้อมนักเรียนนักศึกษาอาชีวะฯให้เผชิญความท้าทายในโลกดิจิทัล และพัฒนาบุคลากรให้ตรงกับความต้องการภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มดำเนินการในกรุงเทพฯ และศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา พร้อมวางแผนขยายไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้มีระยะเวลา 3 ปี

ขณะที่ นายวิลเลี่ยม จาง กล่าวเสริมว่า อาชีวศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากำลังแรงงาน โดยเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นให้คนรุ่นใหม่ หัวเว่ยเชื่อว่าการส่งเสริมทักษะดิจิทัลต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย จึงมุ่งสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัลในระบบอาชีวศึกษา ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Cloud, AI และ Big Data เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานดิจิทัล และพัฒนาโครงการฝึกอบรมที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัดในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการพัฒนาการศึกษาอาชีวศึกษาของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กระชับช่องว่างระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม และเตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่ตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่าจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับนักเรียนอาชีวศึกษาในอนาคต

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

https://www.naewna.com/local/848391

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’  ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

รายงานพิเศษ : เปิดเวที ‘การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ’ ผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภาการศึกษา (สกศ.) จัดประชุมสัมมนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ(Executive Forum for FosteringExcellence in Education) โดยมีพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดและปาฐกถาพิเศษ โดยมี รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.ผู้บริหารระดับสูง พร้อมด้วยตัวแทนจากภาคเอกชน อาทิ นายปรัชญา สมะลาภา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายถาวรชลัษเฐียร รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางกิตติยา โตธนะเกษมผู้อำนวยการสถาบันธนาคารไทย เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.กล่าวเปิดการประชุม และปาฐกถาพิเศษนโยบายการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ตอนหนึ่งว่า ลำดับแรก ขอขอบคุณผู้บริหารภาคเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมพัฒนาการศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาและเมื่อเร็วๆนี้ ศธ.ได้ MOU ร่วมกับสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่างๆ ในโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project มีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว 182 โรงเรียน ซึ่งในปี 2568 ตั้งเป้าจะให้เพิ่มขึ้นเป็น 1,800 โรงเรียน และให้ครบ 29,000 กว่าโรงเรียน รวมถึงวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีกกว่า 400 แห่ง ในยุคที่ตนยังเป็น รมว.ศึกษาธิการ ตั้งใจจะเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา เพิ่มทักษะครู ร่วมมือทางวิชาการเพิ่มมากขึ้น จะเห็นว่าเมื่อเราทำงานร่วมกันทุกวินาทีคือการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า จากผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันที่จัดโดย IMD (International Institute for Management Development) จะพบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่อันดับที่ 25 จาก 67 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 5 อันดับ ขณะที่อันดับด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ 54 จากทั้งหมด 67 ประเทศ คงที่จากปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาความสามารถทางการแข่งขันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การยกระดับการศึกษา ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน

“ศธ.มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย เพื่อคนไทยมีความรู้ ทักษะ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งความก้าวหน้าในการพัฒนาการศึกษาของ ศธ. ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” คือ การมีความสุขในการเรียน การทำงาน และให้เด็ก เยาวชน มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime จึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา ทำให้เด็กฉลาดรู้ในสิ่งที่ควรรู้ และสิ่งควรทำ รู้ในสิ่งที่ยังไม่ได้รู้ และฉลาดคิด มีเหตุมีผลในการใช้ชีวิต อะไรไม่เกิดประโยชน์ก็อย่าไปทำ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกภาคส่วนจะเห็นถึงความตั้งใจของศธ. เพราะศธ.ไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมออกแบบระบบการจัดการศึกษาที่ตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน นับเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หากคนไทยฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ประเทศจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับบริบทแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทำให้การศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติเป็นสิ่งที่จำเป็น สกศ.วิเคราะห์แล้วพบว่า ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (IMD) เป็นดัชนีความสามารถทางการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปรากฏเป็นตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ และแผนของประเทศไทยจำนวนมาก โดยการจัดประชุมสัมมนาครั้งนี้ เพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนแนวคิด ความต้องการของภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และผลิตบัณฑิตที่มีความพร้อมเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มสมรรถนะ

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ได้ปรับเปลี่ยนการดำเนินการขับเคลื่อนการศึกษาตามนโยบายของ รมว.ศึกษาธิการ คือ ยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่ให้เน้นการคิดวิเคราะห์ ส่วนการจัดการเรียนการสอนของครู ให้เน้นการสอนตามมาตรฐานของ PISA นอกจากนี้จะไม่มีการตัดเสื้อโหลอีกต่อไป ให้แต่ละจังหวัดจัดทำแผนการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อให้ได้บุคคลที่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในพื้นที่ พร้อมกับลดภาระครู โดยมีกระบวนการพิจารณาวิทยฐานะให้สอดคล้องกับวิชาชีพครู

ส่วน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการฯ กอศ. กล่าวว่าสอศ.มีการปรับหลักสูตร ลดทฤษฎี เน้นลงมือทำ เพิ่มทักษะการปฏิบัติงานมากขึ้น โดยเริ่มพัฒนาครูเป็นอันดับแรก ปรับหลักสูตร นอกจากนี้ จัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบทวิภาคี จัดการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หรือในรูปแบบที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นย้ำ คือ จัดการศึกษาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) พร้อมกับเปิดเวทีให้เด็กอาชีวะแสดงความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนในด้านต่างๆ ต่อไป สอศ.จะพัฒนาเด็กให้มี 3 ทักษะ คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะการใช้ชีวิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานต่อไป

ขณะที่ภาคเอกชน สะท้อนว่า ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่มีความสัมพันธ์กัน เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องการคนที่มีสกิลที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การเรียนรู้แบบ STEM คือ การบูรณาการความรู้ระหว่าง 4 สาขาวิชา ซึ่งได้แก่ วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี,วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์เท่านั้น นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรม ยังต้องการแรงงานทักษะสูง เช่น ทักษะด้าน AI, การต่างประเทศ ดังนั้น อาจจะต้องพัฒนาการศึกษาเพื่อการตอบโจทย์ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้นด้วย

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

https://www.naewna.com/local/848403

'ศุภมาส'เยี่ยมชม'สอวช.'หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ'SMART Green Office'

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.17 น.

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’หลังปรับโฉมสำนักงานในรูปแบบ’SMART Green Office’ ชื่นชมเป็นมันสมอง-หัวใจของ’อว.-รัฐบาล’ ด้าน’สุรชัย’ชี้ภาพอนาคต สอวช. เป็นหน่วยงานชี้ทิศทางด้าน อววน. ของประเทศ 

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2567 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เดินทางมายัง สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อเยี่ยมชม สอวช. หลังจากปรับปรุงสำนักงานใหม่ให้อยู่ในรูปแบบ “SMART Green Office” โดยนางสาวศุภมาส ได้กล่าวชื่นชม ว่าสามารถจัดสำนักงานได้อย่างร่มรื่น ทันสมัย ตอบโจทย์การทำงานในยุคปัจจุบัน  

น.ส.ศุภมาส ยังได้กล่าวขอบคุณ ผู้บริหาร บุคลากรของ สอวช. ตลอดจนหน่วยบริหารและจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษาการวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ในความตั้งใจ และการทุ่มเททำงานเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และดูแลพี่น้องประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ตั้งแต่วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ในท้องถิ่น

“สอวช. เป็นหน่วยงานที่เป็นเสมือนหัวใจและมันสมอง รวมจอมยุทธที่ทรงพลัง ความน่าเชื่อถือสูง มีบุคลากรที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งของ กระทรวง อว. และของรัฐบาล นอกจากนี้ หน่วยบริหารจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างชาติจากงานวิจัย ตั้งแต่วิจัยขั้นพื้นฐานไปจนถึงงานวิจัยเรื่องยาก ๆ เกิดการต่อยอดไปสู่เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะ ขอให้ทุกท่านภูมิใจว่าภารกิจที่ได้ร่วมกันทำ เป็นภารกิจที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทุกภาคส่วน” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ด้านนายสุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้มอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานของ สอวช. ต่อพนักงานว่า สอวช. เป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ทั้งในฐานะเจ้ากระทรวงฯ และประธานคณะกรรมการอำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กอวช.) และในฐานะผู้อำนวยการ สอวช. ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร โดยมีหลักการทำงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. Lean office ให้ความสำคัญสูงสุดกับบุคลากร ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สามารถทำงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ได้เป็นเครือข่ายเดียวกัน 2. Clean office คือการมีธรรมาภิบาลในสำนักงาน และ 3. Green office ใช้เทคโนโลยีสะอาด โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล พนักงานของ สอวช. ต้องมี work-life balance มีสุขภาพดี มีความมั่นคงและหลักประกันในชีวิตที่ดี มีความสุขในการทำงานมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นพนักงาน สอวช. 

นายสุรชัย กล่าวถึงภาพอนาคตของ สอวช. ที่อยากเห็น คือ เป็นหน่วยงานนโยบายที่ชี้ทิศทางด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เป็น Strategic Intelligence Unit ที่มีความสำคัญต่อรัฐบาล มีความน่าเชื่อถือ และเป็นอิสระทางวิชาการ นอกจากนี้ สอวช. ยังเป็นเลขานุการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นพันธมิตรร่วมดำเนินการกับหน่วยงานในระบบ อววน. และสิ่งที่ สอวช. ได้ดำเนินการมาตลอดคือ การทำให้ อววน. ไทย ก้าวไปสู่ระดับ World Class ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยเชื่อมโยง กับบริบทประเทศ การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดอันดับและดำเนินการเพื่อให้สามารถเลื่อนอันดับทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวกับ อววน. ในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกัน สอวช. ยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมในสาขาที่เป็นจุดแข็งของประเทศด้วย

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ รับปีใหม่ 2568 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัตเหตุ

https://www.naewna.com/local/848100

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ  เปิดจุดบริการ รับปีใหม่ 2568  ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัตเหตุ

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ รับปีใหม่ 2568 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัตเหตุ

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการดำเนินโครงการบูรณาการตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2568 ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ กรมการขนส่งทางบก โดยนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทางและสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ที่ปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญ กระทรวงศึกษาธิการจึงร่วมสนับสนุนความร่วมมือระหว่าง สอศ. กับกรมการขนส่งทางบก ในการดำเนินงานโครงการบูรณาการตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัย ช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2568 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งมั่นให้การศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคม สร้างทักษะวิชาชีพและส่งเสริมการมีจิตอาสา ให้เยาวชนมีส่วนในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษา และมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต

“นับเป็นความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนโครงการฯ ขอให้ทุกท่านร่วมสร้างความตระหนักและความปลอดภัยในการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2568 และโครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสุขในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศไทย และส่งเสริมการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนอย่างต่อเนื่องในอนาคตต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายยศพล กล่าวว่า สอศ.ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก จำนวน 16,430,400 บาท เพื่อให้ประชาชน นักเรียน และนักศึกษา ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของรถและการขับขี่อย่างปลอดภัย รวมถึงการป้องกันอุบัติเหตุจากความบกพร่องของรถยนต์และอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากจะสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนแล้ว ยังเป็นการพัฒนาทักษะ และปลูกฝังจิตอาสาให้กับนักเรียนอาชีวศึกษาส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและมีความสุขยิ่งขึ้น

โครงการฯ ดังกล่าวนี้ ได้กำหนดการตั้งจุดบริการ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน” จำนวน 150 จุดใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 2567 ถึง 2 ม.ค. 2568 เวลา 06.00-19.00 น. เพื่อให้บริการประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ บนถนนสายหลัก และสายรอง ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยนต์ และรถไฟฟ้าในเบื้องต้น รวมถึงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซมยานพาหนะ ในกรณีฉุกเฉิน มีจุดบริการพักคน พักผ่อนระหว่างเดินทาง จุดบริการเคลื่อนที่ และให้คำแนะนำเส้นทางสำหรับผู้เดินทาง ทั้งนี้ เรื่องความปลอดภัยของครูและนักเรียน นักศึกษา ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่และการตั้งจุดบริการต้องอยู่ในความปลอดภัย ซึ่ง สอศ. ขอยืนยันว่าจะดำเนินงานอย่างเต็มศักยภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมายของโครงการที่ตั้งไว้

ขณะที่ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อสนับสนุนโครงการฯ และเป็นการแสดงเจตจำนงในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะนักศึกษา ได้นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคม สร้างจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมที่นำไปสู่การลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน รวมทั้งร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ให้มีความสอดคล้องกันทั่วประเทศ

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัวนวัตกรรมหมุดถนนเรืองแสง เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

https://www.naewna.com/local/848098

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัวนวัตกรรมหมุดถนนเรืองแสง เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัวนวัตกรรมหมุดถนนเรืองแสง เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รศ.ดร.ทนงศักดิ์ อิ่มใจ นักวิจัยจากสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับนักวิจัยจากประเทศไทย อินโดนีเซีย และ สหราชอาณาจักร ได้พัฒนาหมุดถนนแบบไฮบริด ที่ผสมผสานเทคโนโลยี

ตัวสะท้อนแสงเรืองแสง Glow-in-the-Dark และผงแก้วรีไซเคิล ภายใต้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ Mitsui Sumitomo Insurance Welfare Foundation จากประเทศญี่ปุ่น และมีการยื่นจดอนุสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

รศ.ดร.ทนงศักดิ์ กล่าวว่า หมุดถนนแบบไฮบริดเรืองแสงนี้สามารถดูดซับพลังงานจากแสงในช่วงเวลากลางวันและปล่อยแสงในที่มืดได้ยาวนานถึง 8 ชั่วโมง และยังสามารถสะท้อนแสงไฟจากพาหนะ ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีแสงสว่างน้อย เช่น ทางโค้ง ทางแยก และจุดทางข้าม โดยคุณสมบัติเด่นของวัสดุสะท้อนแสง ประกอบด้วย เพิ่มความสว่าง มีความสว่าง 150 mcd/m²หลังแปดชั่วโมงในความมืดสามารถสะท้อนแสงไฟจากพาหนะ ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสะท้อนแสงทั่วไป ประหยัดพลังงาน ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ ลดต้นทุนการผลิต ลดต้นทุนวัสดุได้ถึง 30% ด้วยการใช้ผงแก้วรีไซเคิล และทนทานต่อสภาพอากาศ

อย่างไรก็ตาม จากการทดลองนำตัวสะท้อนแสงเรืองแสงติดตั้งบนถนนภายในมหาวิทยาลัยและในพื้นที่ต่างๆ ปรากฏว่า ตัวสะท้อนแสงนี้สามารถทนต่อแรงกดจากยางรถยนต์น้ำหนักกว่า 30 ตัน และยังคงความสว่างได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม และในอนาคตทีมวิจัยมีแผนที่จะพัฒนาและปรับปรุงวัสดุให้ทนทานยิ่งขึ้น รวมถึงขยายการใช้งานในระดับประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ยังไม่มีระบบไฟถนน

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาประยุกต์ เป็นนวัตกรรมม้านั่งเรืองแสงและกรวดเรืองแสง จากวัสดุรีไซเคิลสามารถเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือใช้และยังใช้เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ และหวังว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะได้รับการนำไปใช้ในระดับสากล เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยบนถนนทั่วโลกอีกด้วย

สพฐ.เล็งนำเทคโนโลยีดิจิทัล – AI สร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

https://www.naewna.com/local/848099

สพฐ.เล็งนำเทคโนโลยีดิจิทัล - AI สร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

สพฐ.เล็งนำเทคโนโลยีดิจิทัล – AI สร้างการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมผู้บริหารระดับสูงสพฐ. ครั้งที่ 49/2567 ตนได้นำข้อสั่งการของ รมว.ศธ. แจ้งต่อที่ประชุม เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช, นายพัฒนะ พัฒนทวีดล, นายธีร์ ภวังคนันท์รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ zoom meeting

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า เพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สพฐ. จึงได้จัดกิจกรรมการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ม.6 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบวัดความถนัด (TGAT และ TPAT) จำนวน8 วิชา ระหว่างวันที่ 2-6 ธ.ค.2567 ที่ผ่านมา ผ่านระบบออนไลน์ ช่องทาง OBEC Channel ของ สพฐ. ทั้งแพลตฟอร์ม YouTube, Facebookและ TV ซึ่งในระยะเวลา 5 วัน มีนักเรียนทั่วประเทศสนใจเข้าร่วมกิจกรรมโดยรับชมผ่าน YouTube จำนวนมากถึง 5 แสนครั้ง ร่วมแสดงความเห็นกว่า 1.1 แสนข้อความ และรับชมผ่าน Facebook มากกว่า 2 แสนครั้ง ร่วมแสดงความเห็นกว่า 1.1 หมื่นข้อความ โดยจากการสำรวจความคิดเห็น นักเรียนส่วนใหญ่มีความพึงพอใจมาก และต้องการให้จัดกิจกรรมนี้ต่อไปถึงร้อยละ 98.75

เรื่องต่อมา คือ ความคืบหน้าการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการพัฒนาทักษะภาษา โดยการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมทักษะในอนาคต (Future Skill) โดยใช้เกมเทคโนโลยีจำลองสถานการน์ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ของครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ. รวมถึงการขับเคลื่อนอีสปอร์ต (ESPORTS) ต่อยอดนวัตกรรมทางการศึกษา 2025 การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง และการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีฝาแฝดเสมือนจริงบนโลกดิจิทัล (Digital Twin 3.O) สำหรับ สพฐ. ซึ่งในส่วนของ Future skill ได้ทำ MOU ร่วมกับ มทร.สุวรรณภูมิในช่วงเดือนกันยายน 2567 ที่ผ่านมา ส่วนอีสปอร์ต ได้ทำ MOU ร่วมกับ มรภ.สวนสุนันทา มีนักเรียนสมัครแข่งขันอีสปอร์ตของ สพฐ. จำนวน 1,200 ทีม (นักเรียน 8,400 คน ครู 1,200 คน) และยังอยู่ระหว่างการรับสมัครจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2567 ขณะที่การพัฒนาครูด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริง และ Digital Twin อยู่ในขั้นตอนการขออนุมัติหลักการโครงการ และจัดทำแผนการดำเนินโครงการต่อไป

“นอกจากนี้ ยังได้หารือในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับพัฒนาคุณภาพการศึกษา อาทิ การแก้ปัญหาเด็กออกนอกระบบ Thailand Zero Dropout การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อปฏิบัติหน้าที่เครือข่ายนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน การพัฒนาทักษะที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริงของผู้เรียน ทำให้มีรายได้ระหว่างเรียน-จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ การดำเนินงานโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ การประเมินผลการศึกษาผ่านระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) การสร้างความปลอดภัยให้กับผู้เรียน เป็นต้น เพื่อให้นักเรียนและครูทุกคน “เรียนดี มีความสุข” ได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมในทุกพื้นที่” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว