‘เจ๊เกียว’พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

'เจ๊เกียว'พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

‘เจ๊เกียว’พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.06 น.

“เจ๊เกียว” พยานหวย 30 ล้านมอบชุดกีฬาหนุนเยาวชนกาญจน์ สานฝันเตะบอลอาชีพ ห่างไกลยาเสพติด

วันที่ 11 ก.ค.69 นางปนัญชยา สุขพูล หรือ “เจ๊เกียว” พยานคนสำคัญในคดีหวย 30 ล้านชื่อดัง นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือ ครูปรีชา อดีตข้าราชการครูในจังหวัดกาญจนบุรี ได้เดินทางไปมอบชุดกีฬาให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนนักฟุตบอลประจำ GP อคาเดมี่ ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนให้เด็กๆ มีความก้าวหน้าในเส้นทางสายกีฬา โดยบรรยากาศการมอบสิ่งของเป็นไปอย่างอบอุ่นและสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ เป็นอย่างมาก

นางปนัญชยา หรือ เจ๊เกียว เปิดเผยข้อมูลว่า ตนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ให้ทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ในช่วงวันหยุดเรียน เพราะเชื่อว่าฟุตบอลสามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่มีอนาคตได้ และอยากเห็นเด็กๆ มุ่งมั่นพัฒนาฝีเท้าเพื่อทำตามความฝัน มุ่งสู่การเป็นตัวแทนระดับจังหวัดหรือระดับประเทศต่อไป

นอกจากนี้การเล่นกีฬายังช่วยสร้างระเบียบวินัยและทำให้เยาวชนห่างไกลจากปัญหายาเสพติด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปกครองเกิดความภาคภูมิใจ พร้อมทั้งขอชื่นชมทีมผู้ฝึกสอนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดูแลอบรมเด็กๆ ให้เป็นคนดี

ด้านตัวแทนทีมผู้ฝึกสอนเปิดเผยว่า ปัจจุบันทางอคาเดมี่ได้ดูแลเยาวชนอายุตั้งแต่ 5-12 ปีในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีเป้าหมายหลักคือการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ห่างไกลยาเสพติด และลดพฤติกรรมการติดหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โดยจะเน้นให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในการแข่งขันมากกว่าการมุ่งหวังผลแพ้ชนะ

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันหลังจากนี้ ทีมเยาวชนมีกำหนดลงสนามในรายการ “ลำภาชีคัพ” ในวันนี้ และรายการ “หัวนาคัพ” เพื่อต่อต้านยาเสพติดในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ ตัวแทนเยาวชนที่มารับมอบชุดกีฬาต่างแสดงความดีใจและขอบคุณนางปนัญชยาที่ให้การสนับสนุนในครั้งนี้ พร้อมทั้งร่วมอวยพรให้มีโชคดีในการเสี่ยงโชคสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ด้วย

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.10 น.

ไทยพีบีเอส รายงานผลดำเนินงาน 2567-2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร “วันชัย” ตอกย้ำความเชื่อมั่น เปรียบสื่อสาธารณะเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน”

ไทยพีบีเอส นำเสนอผลปฏิบัติงานประจำปี 2567 และ 2568 “วันชัย” ตอกย้ำความเชื่อมั่นตลอด 18 ปีที่ผ่านมาของไทยพีบีเอส เปรียบเสมือน “ยาสามัญประจำบ้าน” ทวงคืนอธิปไตยสื่อ ชู VIPA ทางรอด ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ ส.ส.ทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาล ชื่นชมการทำงานของสื่อสาธารณะ พร้อมเสนอแนะติชมให้ความเห็นเพื่อปรับปรุงการทำงานให้คุ้มค่าภาษีประชาชน

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 28 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) ที่ วาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2567 และประจำปี 2568 ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา โดยมีดร. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. และนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ไทยพีบีเอส เป็นตัวแทนกล่าวแถลงชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎร

ดร. นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. กล่าวว่า ในภาวะที่แพลตฟอร์มข้ามชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อการสื่อสาร และมีบทบาทในการกำหนดสิ่งที่ผู้คนรับรู้ ส่งผลให้อธิปไตยทางสื่อ (Media Sovereignty)  กลายเป็นสิ่งที่กำลังเผชิญความท้าทาย ไทยพีบีเอสตระหนักถึงภารกิจดังกล่าว จึงปรับบทบาทการทำงานในทุกด้าน สร้างการรับรู้และร่วมปกป้องอธิปไตยทางสื่อของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสื่อสาธารณะ โดยเฉพาะ VIPA ให้เป็นแพลตฟอร์มสื่อระดับชาติ ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศ และเป็นพื้นที่เผยแพร่เนื้อหาที่มีคุณภาพ สะท้อนความหลากหลายของสังคม ไม่มุ่งตอบสนองอารมณ์หรือกระแสเพียงอย่างเดียว

ด้านนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. นำเสนอรายงานประจำปี 2567 และ 2568 โดยตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าตลอด 18 ปีที่ผ่านมาของไทยพีบีเอส เปรียบเสมือน “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ทุกครอบครัวในสังคมไทยควรจะมีไว้ สะท้อนว่าความเป็นสื่อสาธารณะที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่จำนวนผู้ชมเพียงอย่างเดียว แต่คือความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อไทยพีบีเอส

นายวันชัย กล่าวต่อว่า สิ่งที่สะท้อนคุณค่าของไทยพีบีเอสได้ชัดเจนที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน โดยผลสำรวจจาก Reuters Institute ประจำปี 2568 พบว่า ไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจจากประชาชนถึงร้อยละ 72 ขณะที่ผลการประเมินจากสถาบันเอเชียศึกษาและสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าประชาชนร้อยละ 93 เห็นว่าไทยพีบีเอสยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย และร้อยละ 70 มองว่าเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือ

จากนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลงชื่ออภิปรายรวมทั้งสิ้น 10 คน มาจากฝ่ายค้าน พรรคประชาชน ได้แก่ นายเกียรติคุณ ต้นยาง, นายชุมพล หลักคำ, นางสาวธนพร วิจันทร์, นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ, นายอิสริยะ ไพรีพ่านฤทธิ์, นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทิดสกุล, นายเอกราช อุดมอำนวย, รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ ฝ่ายรัฐบาล จากพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ และ นายศุภชัย ใจสมุทร

นายเกียรติคุณ ต้นยาง ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวชื่นชมการทำงานของไทยพีบีเอส โดยเฉพาะรายการ “สถานีประชาชน” ที่เป็นพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนและช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึงการนำเสนอประเด็นภัยไซเบอร์และการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เสนอให้ไทยพีบีเอสเพิ่มพื้นที่รายการด้านการเกษตร โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย

นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีบทบาทสำคัญในการสร้างการตระหนักรู้ของสังคมผ่านเนื้อหาคุณภาพ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และประเด็นสาธารณะ พร้อมเสนอให้เพิ่มการนำเสนอนโยบายภาครัฐและประเด็นปัญหาของประชาชนให้มากขึ้น ขณะเดียวกันควรชี้แจงรายละเอียดการใช้งบประมาณและผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายให้ประชาชนรับทราบอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและความท้าทายใหม่ ๆ เช่น สังคมสูงวัย ยาเสพติด ข่าวปลอม และเทคโนโลยี AI

รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีความสำคัญต่อประเทศในฐานะสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐและอำนาจทุน พร้อมชื่นชมการทำงานที่ยึดมั่นในประโยชน์สาธารณะและความโปร่งใสในการบริหารองค์กร โดยเห็นว่าไทยพีบีเอสไม่ควรเป็นเพียงสื่อมวลชนทั่วไป แต่ควรเป็น “โรงเรียนของสังคม” ที่ช่วยสร้างพลเมืองตื่นรู้ เสริมสร้างความเข้มแข็งทางปัญญา และส่งเสริมประชาธิปไตย พร้อมเสนอให้แสวงหารูปแบบรายได้เพิ่มเติมเพื่อรองรับความยั่งยืนขององค์กรในอนาคต

ด้านนายวันชัย ชี้แจงว่า ไทยพีบีเอสมีการนำเสนอเนื้อหาด้านการเกษตรผ่านหลายรายการ อาทิ ทุกทิศทั่วไทย และพร้อมรับข้อเสนอในการพัฒนาเนื้อหาด้านนี้เพิ่มเติม ขณะที่รายการ สถานีประชาชน ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนการถ่ายทอดสดกีฬา ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับกีฬาเยาวชนและกีฬาภายในประเทศมาโดยตลอด  พร้อมยืนยันว่าความน่าเชื่อถือยังคงเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรภายใต้สโลแกน “ไทยพีบีเอส สื่อของทุกคน”

สามารถรับชมและดาวน์โหลดหนังสือ รายงานผลการปฏิบัติงาน ส.ส.ท. ประจำปี 2568 ได้ทาง http://www.thaipbs.or.th/AnnualPerformanceReport

‘ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี’ ร่วมเวที Thailand AI Business Transformation ขับเคลื่อน AI สู่การพัฒนาธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

‘ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี’ ร่วมเวที Thailand AI Business Transformation ขับเคลื่อน AI สู่การพัฒนาธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

‘ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี’ ร่วมเวที Thailand AI Business Transformation ขับเคลื่อน AI สู่การพัฒนาธุรกิจไทยอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานกรรมการ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (Digital Development Foundation : DDF) เข้าร่วมงาน Thailand AI Business Transformation Powered by UTCC AI Institute ภายใต้แนวคิด “From AI Trend to Real Business Impact” ณ ห้องสัมมนา อาคาร 5 ชั้น 9 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ภายในงานมีการเปิดตัว UTCC AI Institute พร้อมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและเครือข่ายสมาคมด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพด้าน AI และ Digital Transformation ของประเทศไทย

ในโอกาสนี้ ดร.วิฑูรย์ ได้ร่วมเวทีเสวนา Mega Tech Trend Update แลกเปลี่ยนมุมมองร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมด้านเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศ ในประเด็นทิศทางการพัฒนา Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT), Humanoid Robotics และ Digital Infrastructure ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

การเข้าร่วมงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาดิจิทัล (DDF) ในการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ได้สะท้อนถึงมุมมองสำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อน AI ของประเทศไทย โดยเน้น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

1. เราจะต้องมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind)  คือ คนไทยทุกคนควรมีโอกาสเข้าถึงความรู้และทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเท่าเทียมกัน และทั่วถึงด้วย โดยสามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆ เพื่อให้การปรับตัวและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีAIได้อย่างเต็มศักยภาพ

2. เราต้องสร้างระบบนิเวศหรือ สภาพแวดล้อม  เพื่อส่งเสริมการการเรียนรู้ด้วย Prompt-Harness Engineering

การพัฒนา AI ไม่ได้อยู่ที่การใช้เครื่องมือเป็นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง “สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้” หรือ Ecosystem ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการต่อยอดองค์ความรู้ ผ่านแนวคิด Prompt-Harness Engineering เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพด้าน AI อย่างยั่งยืน

3. เราต้องลดต้นทุนการลองผิดลองถูกจากการใช้ AI ด้วย 5C Framework

เพราะการเรียนรู้และใช้งาน AI มีต้นทุนทั้งด้านเวลา ทรัพยากร และประสบการณ์ การพัฒนาองค์กรและบุคลากร. จึงควรใช้แนวทางและแพลตฟอร์มที่ช่วยลดการลองผิดลองถูก พร้อมเร่งการเรียนรู้ให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวความคิดที่ส่งเสริมให้เข้าใจการกำหนด

Character-Cause-Constraint-Contingency-Calibration  ที่สามารถวัดประสิทธิภาพการใช้คำสั่ง จนสะท้อน ROI อย่างจับต้องได้

พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พว.เร่งปฏิวัติห้องเรียนไทย ชู GPAS 5 Steps สร้างเด็กคิดเป็น ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ร่วมกับเครือข่ายสถานศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี จัดอบรมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 110 คน ภายใต้โครงการ“การพัฒนาสมรรถนะเชิงรุก (Competency-Based Learning)”ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สู่การสร้างนวัตกรรมด้วยการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการวัดและประเมินผลผู้เรียน ยกระดับการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลตามสมรรถนะผู้เรียน โดยผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย ครูจากโรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี 3 แห่ง รวม 110 คน ได้แก่ โรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม โรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฏร์บำรุง  และโรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ ครูจะเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม เพื่อให้เด็กเรียนรู้โดยใช้คำถามเป็นหลัก ไม่ใช่บรรยายหรือติวซึ่งเป็นการทำร้ายเด็ก แต่ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดคือการติว และเด็กก็ใช้เงินเพื่อการนี้ แต่ผลของการสอบ O-Net ที่ผ่านมา23 ปี เราไม่เคยเห็นการผ่านเกณฑ์เลย รวมถึงการประเมิน PISA 20 กว่าปีมานี้ทำอย่างไรเราก็ไม่สามารถผ่านได้ เพราะยิ่งติวยิ่งแคบ ยิ่งติวยิ่งความรู้น้อย เนื่องจากเป็นการเรียนข้อสอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ทั้ง O-Net และ PISA เป็นการนำกระบวนการไปวิเคราะห์ข้อสอบ แต่สิ่งที่เกิดคือในห้องสอบครูไม่รู้จักกระบวนการ เด็กจึงไม่มีกระบวนการ เพราะเป็นการเรียนแบบท่องจำ  จึงเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวต่อไปว่า การอบรมครั้งนี้เป็นการอบรมการใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นเครื่องมือสร้างความรู้ของเด็ก โดยนำเนื้อหาในหนังสือมาให้เด็กเรียนรู้ สร้างความรู้โดยผ่านกระบวนการคิด ผ่านกระบวนการประเมิน โดยเพิ่มความดี ความงาม คุณธรรม และ ค่านิยม ซึ่งนำความคิดพื้นฐาน เหตุและผลมาหลอมรวมเข้าด้วยกันทำให้ความคิดขั้นต้นมีคุณค่าสูงขึ้นทั้งตนเองและสังคม ซึ่งการเรียนด้วยวิธีการนี้จะส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและต่อยอดเป็น AI ในต่างประเทศที่เขาสร้างนวัตกรรมและAI เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเรียนด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง จนพัฒนา AI ขั้นสูงมาใช้ในด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจต่อมา ก็เอา AI มาใช้ประกอบการเรียนซึ่งก็คือมือถือแท็บเล็ตแต่เมื่อนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ก็ทำให้เกิดปัญหาเด็กติดจอและข้อมูลที่ผ่าน AIมา ควบคุมไม่ได้ จนเกิดกระแสที่กระทบสังคม และเด็กก็ไม่มีสมาธิในการเรียนจนทุกประเทศเห็นพ้องกันว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศอาจจะด้อยพัฒนาได้ จึงมีการห้ามนำเทคโนโลยีเข้า ในห้องเรียนเพื่อกลับมาเรียนแบบเดิมและมีการประกาศว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะสร้าง AIรุ่นใหม่

“ GPAS 5Steps จะเป็นกำแพงต่อต้านกระแสสังคมเชิงลบที่กระแทกเข้ามา เพื่อให้เด็กต่อต้านสิ่งเหล่านี้ได้ สามารถใช้ปัญญาในการเลือกบริโภคได้ ดังนั้นถ้าเรายังไม่พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบเด็กจะเอาไม่อยู่ เพราะขนาดธรรมชาติเมื่อมีกระแสลมพัดด้วยความรุนแรง หน้าผา ก้อนหิน ยังสลายได้ แล้วจิตใจของเด็กซึ่งเป็นมนุษย์แท้ๆ ถ้าถูกกระแสสังคมเข้ามากระแทกก็คงยากที่จะทานได้ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบให้เร็วที่สุด โดยมี AI เป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์และเลือกได้ และหากเกิดความผิดพลาดเด็กก็จะสามารถลุกได้เร็ว“ประธานบริหารสถาบัน พว.กล่าว

ดร.ณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.)กล่าวว่า ส.บ.ม.ท.คาดหวังว่าคุณภาพของครูจะส่งผลถึงเด็ก โดยเชื่อว่าการพัฒนาครู เติมส่วนที่ขาด วาดส่วนที่หวัง จะสามารถพัฒนาเด็กได้ โดยเฉพาะการอบรมออกแบบการเรียนรู้ด้าน Active Learning การประเมินผลโดยใช้ AI และการประเมินผลตามสภาพจริง ซึ่งครูที่เข้ารับการอบรมวันนี้มาจากโรงเรียนมัธยมศึกษา 2 โรง และโรงเรียนขยายโอกาส 1 โรงในจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นกลุ่มนำร่องของ ส.บ.ม.ท.ที่ร่วมกับสถาบัน พว. ในการพัฒนาความรู้การประเมินผลตามสภาพจริง และส่งเสริมการออกแบบการเรียนรู้เพื่อเสริมสมรรถนะเด็ก และหลังจากนี้จะขยายผลไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษากว่า 2 พันโรงทั่วประเทศต่อไป

นายพจนรินทร์ เหลืองอรัญนภา ผู้อำนวยการโรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม กล่าวว่า การพัฒนาครูถือเป็นหัวใจของการยกระดับคุณภาพการศึกษา เพราะเมื่อครูมีองค์ความรู้และเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ทันสมัย จะสามารถถ่ายทอดความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การนำ Active Learning GPAS 5 Steps มาใช้เป็นการเติมเต็มและต่อยอดวิธีการสอนที่ครูแต่ละคนใช้อยู่แล้ว โดยคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละรายวิชา สภาพโรงเรียน และศักยภาพของผู้เรียน เพื่อให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน  ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะช่วยให้ครูเข้าใจและนำกระบวนการดังกล่าวไปใช้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แทนการเรียนรู้แบบรับฟังเพียงอย่างเดียว

นายนรากร สุขวิสิฎฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฎร์บำรุง กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้จะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีทิศทาง  ลดการบรรยายหน้าชั้นเรียน จะทำให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติจริง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เด็กจะเรียนด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งตนคาดหวังว่าครูจะเข้าใจในการกระบวนการเรียนรู้นี้ได้อย่างถ่องแท้ และนำไปสอนเด็กให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ – พระครูสัญญาบัตร’ จำนวน 5 รูป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ 'พระราชาคณะ - พระครูสัญญาบัตร' จำนวน 5 รูป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ‘พระราชาคณะ – พระครูสัญญาบัตร’ จำนวน 5 รูป

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.13 น.

วันที่ 10 ก.ค.2569 ได้มีราชกิจจานุเบกษา พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ โดยระบุว่า

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูรกิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ และพระครูสัญญาบัตร รวม 5 รูป ดังนี้

1.พระปริยัติวรานุกูล เป็น พระราชปริยัติวรานุกูล วิบูลศาสนกิจจาทร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดบรมนิวาสราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

2.พระศรีสิทธิวิเทศ เป็น พระราชวัชรชัยเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดมหาพฤฒารามวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

3.พระสุธีรัตนบัณฑิต เป็น พระราชสุทธิวัชรบัณฑิต ตรีปิฎกวราลงกรณ์ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดสุทธิวราราม กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

4.พระอุดมบัณฑิต เป็น พระราชอุดมวัชรเมธี ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป คือ พระครูปลัด 1 พระครูสังฆรักษ์ 1 พระครูสมุห์ 1 พระครูใบฎีกา 1

5.พระมหาวิชิระ 9 ประโยค วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูศรีวชิรสุธี

ประกาศ ณ วันที่ 9 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

‘กยศ.’ แจงปมหักหนี้บัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา

‘กยศ.’ แจงปมหักหนี้บัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา

‘กยศ.’ แจงปมหักหนี้บัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.55 น.

กยศ.แจงกรณีหักหนี้ในบัญชีผู้กู้อัตโนมัติ ยืนยันเป็นไปตามเงื่อนไข

วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา” โพสต์ข้อความว่า   กรณีที่มีผู้กู้ยืมเงินโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการหักบัญชีออมทรัพย์อัตโนมัติเพื่อชำระหนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto Debit) สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมียอดหนี้ค้างชำระซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน 

นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “เนื่องจากวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ประจำปีของผู้กู้ยืมเงิน กยศ. ซึ่ง กยศ. ให้ผู้กู้ยืมเงินดำเนินการชำระหนี้ด้วยตนเอง หากพบว่าผู้กู้ยืมเงินไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบ กยศ. จึงจะดำเนินการหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto debit) ของผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โดยหักจากบัญชีออมทรัพย์ที่ใช้ในการรับโอนเงินค่าครองชีพ โดยในปีนี้ กยศ. ได้ดำเนินการหักบัญชีอัตโนมัติ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จำนวน 74,337 บัญชี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมียอดหนี้ค้างชำระ 

ทั้งนี้ เงินที่หักบัญชีเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว กยศ. จะนำกลับมาเป็นทุนหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป ช่วยให้เยาวชนไทยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงได้อย่างต่อเนื่อง หากมีข้อสงสัยผู้กู้ยืมเงินสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กยศ. Call Center โทร. 0 2016 4888 ในวันทำการวันจันทร์ – ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 20.00 น. หรือไลน์บัญชีทางการ กยศ. และอีเมล info@studentloan.or.th ”

ม.ศรีปทุม ติด Top 100 โลก จาก ‘THE Impact Rankings 2026’ ด้านสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

ม.ศรีปทุม ติด Top 100 โลก จาก 'THE Impact Rankings 2026' ด้านสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

ม.ศรีปทุม ติด Top 100 โลก จาก ‘THE Impact Rankings 2026’ ด้านสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยเอกชนไทย ติด Top 100 โลก จาก THE Impact Rankings 2026 ด้านสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สร้างโอกาสกการศึกษาลดความเหลื่อมล้ำ

•             มหาวิทยาลัยศรีปทุมครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยเอกชนของประเทศไทย ในการจัดอันดับภาพรวม THE Impact Rankings 2026ใน 6 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

•             ได้รับการจัดอันดับ อันดับ 19 ร่วมของประเทศไทย จากสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการประเมิน

•             ติด Top 100 ของโลก (อันดับ 96) ใน SDG 1 : No Poverty หรือ “การสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ”

•             ประเมินจากมหาวิทยาลัยกว่า 1,700 แห่งทั่วโลก

•             ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยเอกชนไทย

ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยศรีปทุมได้รับการจัดอันดับเป็น มหาวิทยาลัยเอกชนอันดับ 1 ของประเทศไทย ในการจัดอันดับภาพรวมของ THE Impact Rankings 2026 และอยู่ในอันดับ 19 ร่วมของประเทศไทย จากสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมการประเมินทั้งหมด

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังสร้างผลงานโดดเด่นในระดับโลก ด้วยการได้รับการจัดอันดับ Top 100 ของโลก (อันดับ 96) ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 1 : No Poverty หรือ การสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ จากมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมการประเมินกว่า 1,700 แห่งทั่วโลก ผลการจัดอันดับในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) อย่างต่อเนื่อง และยังสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการใช้ “พลังของการศึกษา” เป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม

THE Impact Rankings จัดทำโดย Times Higher Education (THE) ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกที่ประเมินผลกระทบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ โดยสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม นอกเหนือจากความเป็นเลิศด้านวิชาการ

ผลการจัดอันดับในปีนี้ยังตอกย้ำความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยศรีปทุมในหลากหลายมิติ โดยได้รับการจัดอันดับเป็น มหาวิทยาลัยเอกชนอันดับ 1 ของประเทศไทย ใน 6 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่

•             SDG 1 การสร้างโอกาสทางการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ (No Poverty)

•             SDG 11 เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities)

•             SDG 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production)

•             SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action)

•             SDG 16 สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง (Peace, Justice and Strong Institutions)

•             SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Partnerships for the Goals)

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องภายใต้ 5 แนวคิดสำคัญ ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาผู้เรียนและสังคมอย่างยั่งยืน ได้แก่ “สร้างโอกาส” ที่เปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนผู้เรียนทุกกลุ่มให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับ SDG 1 และ SDG 4, “เรียนกับตัวจริง” ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์โลกการทำงาน, “ประสบการณ์จริง” ที่ส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติและสร้างผลงานที่ใช้ได้จริง, “ส่งเสริม สนับสนุน และผลักดัน” ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เรียนพร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน และ “Future Skills” ที่เตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในโลกอนาคต ทั้งด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล นวัตกรรม ความยั่งยืน และการเป็นพลเมืองโลก

ทั้ง 5 แนวคิดจึงไม่ได้เป็นเพียงแนวทางการจัดการศึกษา แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้เรียน ชุมชน และสังคม ตลอดจนเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยศรีปทุมสามารถขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

“มหาวิทยาลัยเชื่อว่าการศึกษาที่มีคุณภาพสามารถเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนครอบครัว และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราจึงมุ่งสร้างโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ผ่านทุนการศึกษา โครงการสนับสนุนนักศึกษา และแนวคิด Earn to Learn ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สร้างรายได้และสะสมประสบการณ์การทำงานระหว่างเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานในอนาคต” ดร.รัชนีพร กล่าว

The Foundation of Future Advantage จัดอันดับเส้นทางสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่อ ‘แต้มต่อ’ ของลูกในโลกอนาคต

The Foundation of Future Advantage จัดอันดับเส้นทางสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่อ ‘แต้มต่อ’ ของลูกในโลกอนาคต

The Foundation of Future Advantage จัดอันดับเส้นทางสร้างรากฐานที่มั่นคง เพื่อ ‘แต้มต่อ’ ของลูกในโลกอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ คำถามสำคัญที่อยู่ในใจของบรรดาผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ไม่ใช่แค่ “ลูกจะเรียนอะไร?” แต่คือ “โรงเรียนแบบไหนที่จะเป็นการลงทุนสร้าง ‘รากฐาน’ ที่แข็งแกร่งและคุ้มค่าที่สุดให้กับลูกของเรา?”

สำหรับโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (Bangkok Christian College – BCC) คำตอบของคำถามนี้ สะท้อนชัดเจนผ่านบทพิสูจน์กว่า 173 ปี ที่เปลี่ยน “ค่าเทอม” ให้กลายเป็นการลงทุนที่สร้างแรงส่งแรกของชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

อันดับ 1 : ก้าวแรกแห่งความมั่นคง สู่สินทรัพย์ทางสังคมที่ประเมินค่าไม่ได้

ช่วงเวลาประถมศึกษาปีที่ 1 คือ หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุด BCC ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเร่งรัดวิชาการจนเด็กสูญเสียวัยเด็ก แต่ให้ความสำคัญกับ “Top 3 ประสบการณ์ล้ำค่า” นั่นคือ การสร้างรากฐานการปรับตัว สังคมที่อบอุ่นแบบพี่น้อง (Brotherhood Society) และความสุขในการเรียนรู้ การลงทุนกับสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยนี้ ช่วยสร้างความมั่นคงทางจิตใจ

นอกจากนี้ ยังส่งเสริม “The Value of Happiness” ผ่านเครือข่ายกิจกรรมที่เข้มแข็ง ทั้งดนตรี กีฬา (ฟุตบอล, บาสเกตบอล) และวิชาการ รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Connection ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่เติบโตไปเป็นเครือข่ายศิษย์เก่า “ม่วงทอง” เครือข่ายเหล่านี้ไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของโรงเรียน แต่คือ สินทรัพย์ทางปัญญาและสังคม ที่ส่งต่อโอกาสและมุมมองชีวิตให้กับนักเรียน BCC รุ่นต่อๆ ไป                         

อันดับ 2 : รากฐานที่มั่นคง คือ จุดเริ่มต้นของการคิดไกล

สิ่งที่ทำให้ BCC แตกต่างจากโรงเรียนที่เน้นความทันสมัยเพียงเปลือกนอก คือ ความเชื่อที่ว่า “นวัตกรรมที่แท้จริง ต้องเติบโตบนรากฐานที่แข็งแรง” รากฐานดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ห้องเรียน แต่คือ การหล่อหลอมวินัย การรู้จัก รู้แพ้รู้ชนะ ผ่านกิจกรรม และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ที่ไม่เคยล้าสมัย ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเพียงใด

อันดับ 3 : เมื่อประสบการณ์ 173 ปี ผสานกับทักษะแห่งอนาคต

ในขณะเดียวกัน BCC ก็ตระหนักดีว่า การเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับโลกยุคใหม่ จำเป็นต้องมีมากกว่าความรู้แบบเดิม โรงเรียนจึงลงทุนนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเรียนรู้มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านรูปแบบ Project-Based Learning จากโจทย์จริงที่มีตัวเลขวัดผลได้จริง เพื่อสร้าง “3 ทักษะเพื่อแต้มต่อในโลกยุคใหม่” ได้แก่

•             Leadership (ความเป็นผู้นำ) : ทักษะการนำทีม การตัดสินใจ และความรับผิดชอบผ่านการลงมือทำโปรเจกต์จริงและสภานักเรียน

•             Digital Literacy (ความฉลาดทางดิจิทัล) : การเรียนรู้และใช้งานเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึง AI อย่างรู้เท่าทันและเกิดประโยชน์

•             Entrepreneurship (จิตวิญญาณผู้ประกอบการ) : การคิดวิเคราะห์ วางแผน และแก้ปัญหาจากโจทย์ในโลกความเป็นจริง เพื่อนำไปต่อยอดเป็น Portfolio สู่ระดับมหาวิทยาลัย

ความคุ้มค่าที่เปลี่ยนเป็นแต้มต่อในโลกยุคใหม่ ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำเพื่อ “ตามเทรนด์” แต่เพื่อสร้างแต้มต่อในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตให้กับนักเรียนอย่างแท้จริง รากฐาน 173 ปีของกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางประวัติศาสตร์ หากคือ บทพิสูจน์ที่ว่า ทุกการลงทุนที่นี่คือ ความคุ้มค่าที่ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างเด็กที่พร้อมยืนหยัดอย่างมั่นคง เด็กที่มีทั้งรากฐานชีวิตที่แข็งแกร่ง มีทักษะที่พร้อมรับมือกับโลกอนาคต และมีเครือข่ายที่พร้อมสนับสนุน คือ เด็กที่สามารถ “ไปได้ไกล และไปได้ดี” และนี่คือสิ่งที่ BCC ได้พิสูจน์มาแล้ว…ในการรับหน้าที่เป็นแรงส่งแรกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับอนาคตลูกของคุณ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

ดีป้ายกระดับทักษะ ‘Coding – AI’ เยาวชนไทย เฟ้นหาตัวแทนรอบภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดีป้า เปิดฉากกิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภาคกลางและภาคตะวันตก ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future เดินหน้าเสริมแกร่งทักษะ Coding และ AI แก่เยาวชนไทย ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา จนถึงอาชีวศึกษา มุ่งพัฒนาสมรรถนะและต่อยอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีอย่างไร้ขีดจำกัด ผ่านเวิร์กชอปสุดเข้มข้น 3 วัน 2 คืน พร้อมหนุนสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลที่ใช้งานได้จริง เพื่อเฟ้นหาตัวแทนภูมิภาคสู่เวทีระดับประเทศ เข้าร่วมแข่งขันชิงทุนการศึกษาและทุนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ทักษะดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) โดย ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภาคกลางและภาคตะวันตก ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future โดยมี ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล ดีป้า, วิศิษฏ์ ไหมเพ็ชร ผู้จัดการสาขาภาคกลางตอนกลาง ดีป้า พร้อมด้วยผู้บริหารและผู้แทนจากเครือข่ายพันธมิตร ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นำโดย อรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร, ดร.ชนนิกานต์ จิรา ผู้อำนวยการ True Digital Academy, ญดา วงศ์ทองคำ รองผู้อำนวยการอาวุโส, รศ.ดร.ปัณรสี ฤทธิประวัติ กรรมการบริหาร บจก.โฟล ไอโน, โอม ศิวดิตถ์ National Technology Officer บจก.ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) และสถาบันการศึกษา ครู นักเรียน กว่า 400 คน เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

โดยตลอดทั้ง 3 วันของกิจกรรม Regional Coding & AI Competition เข้มข้นด้วยกิจกรรมการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การพัฒนาต้นแบบ (Prototype) และ การนำเสนอ (Pitching) ซึ่งได้รับเกียรติจากคณาจารย์ ร่วมถ่ายทอดความรู้ และ ร่วมเป็นคณะกรรมการ อาทิ อ.ณัฏกฤษ สมดอก คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, รศ.ดร.ต้องชนะ ทองทิพย์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ผศ.ดร.ธีรภาพ อมรสวัสดิรักษ์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ผศ.ดร.ภูมิ คงห้วยรอบ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ผศ. ดร. ธนา อุดมศรีไพบูลย์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยพะเยา, ผศ.ดร.สุดชาย บุญโต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ผศ.สราวุธ จันทร์ผง วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ทั้งนี้ กิจกรรม Regional Coding & AI Competition ภายใต้โครงการ Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future จัดขึ้นใน 8 ครั้งทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ภาคกลางและภาคตะวันตก), ชลบุรี (ภาคตะวันออก), เชียงใหม่ (ภาคเหนือตอนบน), อุบลราชธานี (ภาคอีสานตอนล่าง), พิษณุโลก (ภาคเหนือตอนล่าง), ขอนแก่น (ภาคอีสานตอนกลาง), สงขลา (ภาคใต้ตอนล่าง) และ ภูเก็ต (ภาคใต้ตอนบน) เพื่อผลักดันศักยภาพเยาวชนไทยสู่โลกดิจิทัล และเตรียมความพร้อมสู่อนาคตแห่งนวัตกรรม AI อย่างยั่งยืน โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ Facebook Page: CodingThailand by depa

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

เวิร์กชอป ‘จัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์’ ปั้น ‘โรงแรมสีเขียว’ ตอบโจทย์ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาและเวิร์กชอป “กลยุทธ์การจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์โรงแรม” ภายใต้โครงการการจัดการความรู้เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงแรมที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ผลักดันผู้ประกอบการในพื้นที่ปรับตัวสู่การเป็นโรงแรมความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral Hotel) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระดับสากล โดยได้รับเกียรติจากนายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานเปิดการสัมมนา มี รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และ ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าร่วมสัมมนา ณ โรงแรมแกรนด์ฟอร์จูน จ.นครศรีธรรมราช

นายธีระพงษ์ ช่วยชู รองผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่โดดเด่นมาก ทั้งในด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากกว่า 4.5 ล้านคน และมีโรงแรมรองรับกว่า 300 แห่ง การมุ่งสู่มาตรฐานโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสร้างจุดแข็งใหม่ให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.ศิวฤทธิ์ พงศกรรังศิลป์ ในฐานะหัวหน้าโครงการดังกล่าว กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโรงแรมให้สามารถนำแนวคิด Carbon Neutral Tourism (CNT) และ Net Zero Tourism (NZT) ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในเชิงธุรกิจ ตั้งแต่การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การบริหารจัดการพลังงานและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้โรงแรมในนครศรีธรรมราชพัฒนาไปสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่มาตรฐานระดับประเทศและนานาชาติต่อไป

ภายในงานมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Less for More” การพัฒนาธุรกิจโรงแรมที่สร้างรายได้มากขึ้นด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และกิจกรรม “Meet the CEO” โดยผู้บริหารโรงแรมชั้นนำ ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังจัดเวิร์กชอปด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ Carbon Neutral Tourism และ Net Zero Tourism เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการโรงแรมได้จริง