ไทยเปิดฉาก ‘AOSWA 2024’ สร้างศักยภาพด้านการสำรวจสภาพอากาศในอวกาศ

https://www.naewna.com/local/835264

ไทยเปิดฉาก ‘AOSWA 2024’ สร้างศักยภาพด้านการสำรวจสภาพอากาศในอวกาศ

ไทยเปิดฉาก ‘AOSWA 2024’ สร้างศักยภาพด้านการสำรวจสภาพอากาศในอวกาศ

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDAร่วมกับ National Institute of Information and Communications Technology (NICT) และพันธมิตรจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ Asia-Oceania Space Weather Alliance Workshop (AOSWA) ครั้งที่ 7 ณ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ สมุทรปราการ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสภาพอากาศในอวกาศระหว่างนักวิจัยจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสภาพอากาศในอวกาศจากนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลก โดยการประชุมนี้เป็นการรวมตัวของศูนย์พยากรณ์อากาศในอวกาศ (Space Weather Centers) และหน่วยงานวิจัยในภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการเฝ้าระวังและวิเคราะห์สภาพอวกาศ ให้เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะการพยากรณ์และเตือนภัยปรากฏการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อดาวเทียม การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ AOSWA ตั้งแต่ปี 2010 โดยมีหลายหน่วยงานที่เข้าร่วมตั้งแต่มหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และหน่วยงานรัฐ เช่น GISTDA ซึ่งหน่วยงานทั้งหมดเป็นตัวแทนประเทศไทยที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของ AOSWA และกลุ่มดังกล่าวเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเทคโนโลยีและการวิจัยเกี่ยวกับสภาพอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยมีเป้าหมายหลักในการเข้าร่วมคือ การพัฒนาความขีดสามารถด้านเทคโนโลยีและกำลังคนทางด้านการพยากรณ์อากาศในอวกาศ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีเพื่อสร้างองค์ความรู้และขีดความสามารถในด้านอวกาศโดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็กและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างความร่วมมือและสร้างโอกาสให้ประเทศไทยเข้าร่วม consortium ในระดับนานาชาติ

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แสวงหาโอกาสและหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาสภาพอากาศในอวกาศ ซึ่งรวมถึงการสังเกตการณ์, การสร้างทฤษฎี, การสร้างแบบจำลอง, การพยากรณ์ และการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง โดยมีหัวข้อหลักในการประชุมถึง 8 หัวข้อที่น่าติดตาม อาทิ 1) Thermosphere, Ionosphere, and Magnetosphere Dynamics and Interactions, 2) Monitoring and Simulation of Solar Activity and Space Radiation, 3) Connecting the Local Observation to Global Network and Space Weather Services, 4) Space Weather Awareness and Public Outreach, 5) AI and New Techniques of Space Weather Forecasting, 6) CGMS Efforts to Improve User Access to Operational Space Weather Data, 7) General Topics on Space Weather และ 8) Space Weather Impact and Mitigation โดยการประชุมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำหรับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในการแสดงผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งจะส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือในด้านการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสภาพอากาศในอวกาศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภารกิจการเดินทางสู่อวกาศ เนื่องจากมีผลกระทบต่อระบบแม่เหล็กไฟฟ้าบนพื้นโลก เช่น การแทรกซึมกับการส่งสัญญาณวิทยุคลื่นสั้น, ปัญหากับระบบขนส่งไฟฟ้า, การเปลี่ยนวงโคจรของดาวเทียม และระดับรังสีที่อาจเป็นอันตรายต่อดาวเทียมและนักบินอวกาศในระหว่างการทำภารกิจ

“ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับอากาศในอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง ซี่งเป็นเรื่องของความเชื่อมโยงโดยตรงกับความปลอดภัยของดาวเทียม การสื่อสารและระบบนำทางต่างๆ ที่ใช้งานในประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและสร้างความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค โดยผ่านการร่วมมือกับ AOSWA และองค์กรระดับนานาชาติอื่นๆ เพื่อยกระดับความสามารถของประเทศและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการวิจัยในระยะยาว อนาคตเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพยากรณ์, ด้านขีดความสามารถของประเทศไทยทั้งทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสภาพอวกาศ เช่น ระบบพยากรณ์อวกาศของประเทศไทย, ด้านการยกระดับนักวิจัยและหน่วยงานรัฐที่จะมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับโลก เช่น Committee on Space Research (COSPAR), Panel on space weather, International Space Environment Service (ISES) และหน่วยงานอื่นที่สำคัญในระดับนานาชาติอีกด้วย” ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว

รมว.ศธ.มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้

https://www.naewna.com/local/835263

รมว.ศธ.มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้

รมว.ศธ.มอบนโยบายการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานในการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ว่าที่ร้อยเอก วิสาร ปัญญชุณห์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายเอกราช ชวีวัฒน์รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 อาคารกรมส่งเสริมการเรียนรู้

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ได้กล่าวในบางช่วงตอนว่า ข้อสั่งการที่รัฐมนตรีได้ฝากความหวังไว้กับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) อาทิ การสอบเทียบ (การเทียบระดับการศึกษา) และ Thailand Zero Dropout แก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาโดยเฉพาะสกร. มีอยู่ทุกตำบลในการดำเนินงาน อีกทั้งยังมีความร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่นเป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้ทราบว่า เด็กคนไหนที่ไม่สามารถไปเรียนได้ ด้วยเงื่อนไขอะไร นอกจากเติมเต็มในด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว สกร.ยังเติมเต็มส่งเสริมในเรื่องของอาชีพ นอกจากนี้ ยังฝากให้ทุกหน่วยงานการศึกษา และสถานศึกษาในสังกัด จัดทำพิกัด Google map เพื่อให้ทราบพิกัด หรือทราบว่า หน่วยงานการศึกษา และสถานศึกษาเราอยู่ตรงไหน พร้อมขอให้ทุกท่านร่วมขับเคลื่อนและสานต่อนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” และนโยบาย “สุขาดี มีความสุข” ต่อไป

อีกทั้งยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงข้อสั่งการและแนวปฏิบัติให้แก่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทั้ง 6 ประเด็นสำคัญดังนี้ 1.ให้นำนโยบายด้านการศึกษาของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภาและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม (Action Plan), 2.ให้ยึดหลักคุณธรรมจริยธรรม หลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงาน และดำเนินการป้องกันและปราบปราม การทุจริต อย่างเคร่งครัด เช่น การสอบ การบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย (ห้ามซื้อ-ขายตำแหน่ง)ห้ามทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุ ครุภัณฑ์ ชุดนักเรียน อาหารกลางวันฯลฯ, 3.น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ, 4.ให้ร่วมกันปลูกฝังการรักษาสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด, 5.ส่งเสริมการอ่านและคิดวิเคราะห์อย่างเป็นกระบวนการ โดยผู้บริหารและครูต้องเป็นต้นแบบ, 6.การลงพื้นที่ตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม ให้ดำเนินการอย่างเรียบง่าย โดยเฉพาะผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาร่วมรับการตรวจราชการหรือตรวจเยี่ยม โดยให้มีการดำเนินการอย่างเรียบง่ายและประหยัด เช่น ไม่ต้องผูกผ้า ไม่ต้องติดป้ายต้อนรับ ไม่มีของระลึกหรือของฝากใดๆ ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ตามที่รัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีได้สั่งการให้ไปดำเนินการ Action Plan โดยฝากให้ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด หน่วยงานการศึกษา และสถานศึกษาต่างๆ จัดทำแผน 3 ปีล่วงหน้า โดยขอให้ยึดหลักการทำงาน “ครองตน ครองคน ครองงาน”อีกทั้งยังขอเชิญชวนให้พวกเรามาร่วมกัน “ปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ” โดยขอให้ทำงานด้วยความรวดเร็วและเร่งด่วน เป้าหมายคือให้คนไทย “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” โดยเริ่มจากพวกเราก่อน ทำอย่างไรให้ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย ประชาชนคนไทย “มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” เพื่อมุ่งไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ คือ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

มมส ชวนวิ่ง ‘แลน-ปัน-ฝัน’ MSU RUNNING 2024 รายได้สมทบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

https://www.naewna.com/local/835266

มมส ชวนวิ่ง ‘แลน-ปัน-ฝัน’ MSU RUNNING 2024 รายได้สมทบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

มมส ชวนวิ่ง ‘แลน-ปัน-ฝัน’ MSU RUNNING 2024 รายได้สมทบซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมด้วยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มลฤดี เชาวรัตน์รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและกิจการสภา ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เทพลักษ์ ศิริธนะวุฒิชัย คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์รัฐ สอนสุภาพผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุทธาเวช และ นางสุมาลี สุวรรณกร รักษาการนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมกล่าวถึง การเตรียมความพร้อมจัดงาน “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 ณ ห้องประชุม 1 อาคารบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล กล่าวว่า การจัดงานวิ่ง “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 ดำเนินงานต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 4 ใช้ “มฤคมาศ”เป็นสัญลักษณ์สัตว์ประจำรุ่น “กวาง” ซึ่งปีนี้พิเศษเป็นการรวมเหรียญครบจำนวน 4 รุ่น ได้แก่เสือดาว-จามรี-ภุมริน-มฤคมาศ ตามลำดับการเรียงสัตว์สัญลักษณ์ประจำรุ่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สำหรับธีมงานออกแบบทั้งเสื้อวิ่ง เหรียญโล่รางวัลมาจาก “น้องฝันฝัน” เจ้ากวางน้อย (มฤคมาศ)แสนซน น่ารักสดใส ที่จะเชิญชวนพี่ๆ น้องๆ มาร่วมผจญภัย พร้อมสร้างความสนุกสนาน สัมผัสกับพื้นที่สวยงามภายในมหาวิทยาลัย และพื้นที่โดยรอบท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่สดชื่น โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้กับโรงพยาบาลสุทธาเวชมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย รองรับการขยายการบริการแก่นิสิตบุคลากรและประชาชน และเป็นทุนการศึกษาให้กับนิสิต จึงอยากเชิญชวนทั้งศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน บุคลากร ชาวจังหวัดมหาสารคาม และประชาชนที่สนใจ ได้สมัครวิ่งแบ่งปันร่วมกันในครั้งนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มลฤดี เชาวรัตน์กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรม “แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 เป็นความร่วมมือกันของบุคลากรและนิสิตทั้ง 19 คณะ และสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่อยากจะเชิญชวนทุกคนมาเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ร่วมบุญแบ่งปันช่วยเหลือผู้ป่วย และนิสิตขาดแคลนทุนทรัพย์ ในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2567 นี้ ถือเป็นหนึ่งกิจกรรมรวมพลังเพื่อให้ทุกคนได้หันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกาย เริ่มต้นด้วยการเดิน-วิ่ง เพื่อสุขภาพ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงมาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยสร้างเสริมสุขภาพ กับชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

“แลน-ปัน-ฝัน” MSU RUNNING 2024 มีจุด Start-Finish ที่สนามกีฬากลาง 1 (สนามฟ้า) ข้างอาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ FUN RUN ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ MINI MARATHON ระยะทาง 10 กิโลเมตร สำหรับรายการที่ผู้สมัครจะได้รับ มีดังต่อไปนี้ 1.ระยะทาง 5 กิโลเมตร ค่าสมัคร 400 บาท รับเสื้อวิ่งสีขาว 1 ตัว, เหรียญรางวัล, BIB, พร้อมโล่รางวัลในลำดับที่ 1-3, 2.ระยะทาง 10 กิโลเมตรค่าสมัคร 600 บาท รับเสื้อวิ่งสีฟ้า 1 ตัว, เหรียญรางวัล, BIB+ชิพไทม์, พร้อมโล่รางวัล OVER ALL ลำดับที่ 1-3, 3.ผู้สมัคร VIP ค่าสมัคร 1,000 บาท รับเสื้อวิ่งสีเขียว 1 ตัว (เลือกวิ่ง 1 ระยะ), เหรียญรางวัล, BIB+ชิพไทม์ และ 4.ผู้สมัคร Vvip ค่าสมัคร 2,000 บาท รับเสื้อแจ๊คเกต 1 ตัว, เสื้อVIP 1ตัว (เลือกวิ่ง 1 ระยะ), เหรียญรางวัล, BIB+ชิพไทม์

โดยสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://regis.run/race/msurunning2024/ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึง 10 พฤศจิกายน 2567

‘จิราพร’ชื่นชม’แจ๊ค บราวน์’อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ เชิญชวนชาวไทย-ต่างชาติร่วมบริจาคโลหิต

https://www.naewna.com/local/835288

'จิราพร'ชื่นชม'แจ๊ค บราวน์'อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ เชิญชวนชาวไทย-ต่างชาติร่วมบริจาคโลหิต

‘จิราพร’ชื่นชม’แจ๊ค บราวน์’อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ เชิญชวนชาวไทย-ต่างชาติร่วมบริจาคโลหิต

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.00 น.

‘จิราพร’ชื่นชม’แจ๊ค บราวน์’อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ เชิญชวนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติร่วม ‘โครงการรวมน้ำใจ บริจาคโลหิต 10,000,000 ซีซี’

เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2567 นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ ‘โครงการรวมน้ำใจ บริจาคโลหิต 10,000,000 ซีซี เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567‘ ที่นอกจากประชาชนคนไทยจะร่วมกับประชาสัมพันธ์ และร่วมกันบริจาคโลหิตแล้ว ยังมีชาวต่างชาติ อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ  แจ๊ค บราวน์ (Jack Brown) ที่พำนักในประเทศไทย ได้ร่วมเชิญชวนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติบริจาคโลหิตในโครงการนี้ด้วย

“ขอชื่นชม แจ๊ค บราวน์ (Jack Brown) อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอังกฤษ ที่มาอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน ได้เป็นแบบอย่างที่ดีและทำประโยชน์ให้กับคนไทย ตนเองจึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมกันในโครงการ รวมน้ำใจ บริจาคโลหิต 10,000,000 ซีซี กับแจ๊ค บราวน์ เพื่อต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ เพื่อเป็นมหากุศลถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ” น.ส.จิราพร กล่าว

นางสาวจิราพร ยังชี้แจงว่า การที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าคนต่างชาติสามารถบริจาคโลหิตที่ประเทศไทยได้หรือไม่ และรับโลหิตในกรณีฉุกเฉินได้เช่นเดียวกับคนไทยหรือไม่  โดยทั้ง 2 ประเด็นนี้  ได้รับการเผยเปิดจาก นายแพทย์คามิน วงษ์กิจพัฒนา รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการแพทย์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ระบุว่า ชาวต่างชาติก็สามารถบริจาคโลหิตได้ เพียงแค่ต้องมีที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ติดต่ออย่างชัดเจน หากบริจาคโลหิตไปแล้วมีปัญหาอะไร ก็สามารถติดต่อให้กลับมาเจาะเลือดซ้ำได้ และสำหรับการรับเลือด ชาวต่างชาติสามารถเข้าไปรับการบริการที่โรงพยาบาลได้ทั่วประเทศ และหากโรงพยาบาลจำเป็นต้องรักษาโดยการให้เลือด จะมีการติดต่อมาทางสภากาชาดอีกทีหนึ่ง

สำหรับผู้ที่สนใจ และต้องการที่จะบริจาคโลหิต นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า เริ่มจากการลงทะเบียนผู้บริจาคโลหิต โดยสภากาชาดไทยมีแบบฟอร์มภาษาอังกฤษเตรียมไว้ให้สำหรับชาวต่างชาติ จากนั้นวัดความดันโลหิตและชีพจร คัดกรองผู้บริจาคโลหิต เข้าสู่ขั้นตอนการเจาะเก็บเลือดตามลำดับ จากนั้นจะได้รับอาหารว่าง ก่อนจะวัดความโลหิตและชีพจรหลังบริจาค

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘บ้านมั่นคง’โครงการรัฐเพื่อ‘ผู้มีรายได้น้อย’ เช็คให้ชัวร์!..ระวังถูกหลอกสูญเงินซื้อสิทธิ์เข้าอยู่

https://www.naewna.com/local/835130

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘บ้านมั่นคง’โครงการรัฐเพื่อ‘ผู้มีรายได้น้อย’ เช็คให้ชัวร์!..ระวังถูกหลอกสูญเงินซื้อสิทธิ์เข้าอยู่

สัมภาษณ์พิเศษ : ‘บ้านมั่นคง’โครงการรัฐเพื่อ‘ผู้มีรายได้น้อย’ เช็คให้ชัวร์!..ระวังถูกหลอกสูญเงินซื้อสิทธิ์เข้าอยู่

วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 07.14 น.

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากใครผ่านไป-มาในกรุงเทพฯ บริเวณริมคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร จะเห็นบ้านหลังเล็กๆ 2 ชั้น เรียงติดกันสวยงามไม่ต่างจากทาวน์เฮ้าส์ในหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งนี่ไม่ใช่โครงการของเอกชนแต่อย่างใด แต่เป็นโครงการ “บ้านมั่นคง” เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดสร้างบ้านเรือนกีดขวางทางน้ำ ทำให้คลองไม่สามารถระบายน้ำได้เต็มที่ โดยให้ประชาชนที่อยู่ริมคลองขยับถอยร่นขึ้นมาอยู่บนบก ใช้กระบวนการเช่าที่ดินระยะยาวของรัฐในราคาที่สามารถจ่ายได้ และปรับปรุงบ้านให้สวยงามมั่นคงไม่ทรุดโทรม

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีการไปโฆษณาชวนเชื่อกันปากต่อปากว่า “บ้านมั่นคงสามารถซื้อ-ขายเปลี่ยนมือได้” ซึ่งหลายคนก็เข้าใจว่าเหมือนกับอีกโครงการหนึ่งของรัฐคือ“บ้านเอื้ออาทร” ทำให้เกิดปัญหา “หลอกลวงขายสิทธิ์” หลายคนจ่ายเงินไปแล้วแต่สุดท้ายไม่สามารถเข้าอยู่อาศัยได้ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ กฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ “พอช.” ในประเด็นนี้ รวมถึงภารกิจต่างๆ ของ พอช.ในการส่งเสริมให้คนยากไร้ได้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง

– โครงการบ้านมั่นคงมีที่มาที่ไปอย่างไร? : บ้านมั่นคงเป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นภายใต้นโยบายของรัฐบาลในการที่ให้ พอช. ได้พัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย โดยโครงการนี้ตั้งขึ้นในปี 2546 เป็นโครงการนำร่อง 10 โครงการ ราว 1,200 ยูนิต หลังจากนั้นก็พัฒนามาเรื่อยๆ อย่างในปี 2547 ที่รัฐบาลขณะนั้นเปิดให้ลงทะเบียนคนยากจน มีผู้มาลงทะเบียนประมาณ 1.7 ล้านคน ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง

สำหรับโครงการนี้ก็ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการที่จะให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในชุมชน บางทีอาจเป็นที่ของตัวเอง บางทีก็เป็นที่บุกรุก ได้พัฒนาปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้ตัวเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จะมี 2-3 ส่วน ส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ในที่ที่ตัวเองเป็นเจ้าของ เช่น อยู่ในที่ดินการรถไฟฯ บ้าง ที่ดินกรมธนารักษ์บ้าง หรือที่ดินของเอกชนบ้าง เป็นการทำให้ประชาชนมีโอกาสไปหาที่ดินของตัวเอง หรือมีการเจรจาพูดคุยกับหน่วยงานเจ้าของที่ดิน ในการที่จะดำเนินการเช่าระยะยาว เพื่อพัฒนาปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้มีความมั่นคงมากขึ้น

– โครงการ “บ้านมั่นคง” แตกต่างจากโครงการ “บ้านเอื้ออาทร” อย่างไร? บ้านมั่นคงเป็นโครงการที่เราไปเริ่มต้นจากการที่ไปสร้างกระบวนการรวมกลุ่มสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ให้เกิดการรวมกลุ่มกันในการที่จะพัฒนายกระดับโครงการขึ้นมา ก็คือทำกับกลุ่มไม่ได้ทำเป็นรายคน สำหรับโครงการอื่นๆ อย่างบ้านเอื้ออาทร เป็นโครงการที่รัฐไปทำโครงการให้แล้วก็ให้ประชาชนได้เข้าไปใช้สิทธิ์ในการอยู่อาศัยในโครงการ

“โครงการบ้านมั่นคงต้องเกิดจากการรวมกลุ่มกัน เพราะว่าเป้าหมายของการตั้ง พอช. ก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน ฉะนั้นสิ่งที่ พอช. ทำในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน หรือสวัสดิการชุมชน เรื่องอาชีพต่างๆ ต้องเกิดกลุ่มก่อน เกิดการยึดโยงผู้คนเพื่อให้มาดำเนินการร่วมกัน โดยโครงการบ้านมั่นคง พี่น้องประชาชนจะเป็นเจ้าของโครงการเลย ไม่ใช่ พอช. เป็นเจ้าของ ในการเริ่มตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ไปหาที่ดิน แม้กระทั่งออกแบบก่อสร้างตามขนาดรายได้ที่ตัวเองมีอยู่ เป็นกระบวนการที่กลุ่มของพี่น้องประชาชนเริ่มต้นเองทั้งหมด”

– คุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงมีอะไรบ้าง? : สำหรับโครงการบ้านมั่นคง คุณสมบัติ 1.เป็นผู้มีรายได้น้อย 2.เป็นเจ้าของบ้านที่อยู่ในที่บุกรุก 3.กรณีเป็นผู้เช่าต้องเช่าอย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีความประสงค์จะอยู่ต่อในที่ตรงนี้ ก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้ในการเริ่มรวมกลุ่มออกแบบการทำงานร่วมกัน

– พูดถึงบ้านมั่นคง หลายๆ คนจะนึกภาพออกที่บ้านริมคลอง การดำเนินการที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง? : เราดำเนินการอยู่ นับจากภาคเหนือลงมาเลยก็คือคลองแม่ข่า โดย พอช. ไปร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ ในการพาผู้คนที่บุกรุกอยู่ในคลองขึ้นจากคลองมา เพื่อให้หน่วยงานได้มีโอกาสพัฒนาแม่น้ำ-คู-คลอง ส่วนที่สองที่เราจะเห็นกันในปัจจุบันคือคลองลาดพร้าวและคลองเปรมประชากร ซึ่งสืบเนื่องมาจากกรณีน้ำท่วมเมื่อปี 2554 รัฐบาลก็มีนโยบายพัฒนาคู-คลอง

โดย พอช. ก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนแม่บทในการพัฒนาคลองเปรมประชากรและคลองลาดพร้าว ทำไปคู่กัน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำเรื่องการสร้างเขื่อนส่วน พอช. เมื่อคนขึ้นมาก็เพื่อให้เขาได้สร้างบ้าน บ้านก็อยู่ในที่ดินของกรมธนารักษ์ในการขอเช่าระยะยาวและดำเนินการก่อสร้าง ขณะนี้ดำเนินการไปที่คลองลาดพร้าว ได้ประมาณ 50% เหตุที่หยุดเพราะเรื่องการก่อสร้างเขื่อนยังไม่เป็นไปตามแผน แต่ปัจจุบันในปีงบประมาณ 2568 กทม. ก็มีแผนที่จะสร้างเขื่อน โครงการเราก็จะเดินต่อไปได้

สำหรับในคลองเปรมประชากรก็ทำควบคู่กันไปทั้งในเรื่องของการสร้างเขื่อนกับการสร้างบ้าน ก็เป็นปกติว่าก็จะมีกลุ่มคนที่เขาเห็นด้วย อยากพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองให้ดี เขาก็เข้าร่วมโครงการ แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มบางส่วนที่มีความเห็นต่าง อาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับโครงการก็ไม่ได้เข้าร่วม แล้วก็ยังมีบางคนที่มีการต่อต้านโครงการอยู่ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราก็ต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องด้วยกัน แต่ว่ามิติของการอยู่อาศัยในคลอง อย่างไรก็แล้วแต่นโยบายก็คือพัฒนาคู-คลอง พี่น้องประชาชนที่อาจยังไม่เห็นด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามมาตรการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ แต่เมื่อขึ้นมาอยู่แล้วเราก็ดำเนินการเพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัย ทำโครงการบ้านให้

– เกี่ยวกับบางส่วนที่ต่อต้านไม่ยอมรับโครงการบ้านมั่นคง ทราบมาบ้างว่าอาจเกี่ยวกับปัญหา “สังคมสูงวัย” หลายคนต้องมาเริ่มผ่อนบ้านในโครงการกันใหม่ตอนอายุมากแล้ว กลัวจะผ่อนได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง เรื่องนี้มีแนวทางดูแลหรือไม่? : ในมิติของคนที่เข้าอยู่ในโครงการบ้านมั่นคง ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของอายุ ในช่วงที่เขาสามารถเข้าอยู่ได้เขาก็ผ่อนส่งไปกับระบบของสหกรณ์ เราจะเห็นหลายๆโครงการ ในวันหนึ่งที่เขาไม่สามารถผ่อนส่งได้ สหกรณ์ก็จะมีวิธีในการเข้ามาดูแล ก็คือคนที่ควรได้รับการช่วยเหลือไม่ต้องออกจากโครงการ ก็จะมีหลายที่

“ผมจะยกตัวอย่าง เช่น กรณีที่สายไหม มีสองคนตา-ยาย คุณตาขายปลาหมึกย่าง คุณยายไม่มีรายได้ 2 คนมีรายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ วันดีคืนดีคุณตาแขน-ขาอ่อนแรง ทำกินไม่ได้ รายได้หายไป แต่มีรายได้เข้ามาหากจดทะเบียนคนพิการ พอรายได้หายไปสหกรณ์ก็เข้ามาดูแล พี่น้องในโครงการเข้ามาดูแลเรื่องอาหารการกิน เรื่องความเป็นอยู่ แล้วก็อยู่ตรงนี้ต่อไป แล้วในโครงการสหกรณ์ก็จะสามารถบริการจัดการ ซึ่งนี่คือเสน่ห์ของโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งมันแตกต่างจากโครงการอื่นๆ ที่เป็นโครงการในรายปัจเจก”

– ตั้งแต่เริ่มทำโครงการบ้านมั่นคง มีเสียงตอบรับหรือเสียงสะท้อนอย่างไรบ้าง? : ตั้งแต่ปี 2546 เราก็ทำมา 20 ปีแล้ว ก็มีการปรับรูปแบบกันอยู่พอสมควรในหลากหลายมิติ เดิมมีบ้านมั่นคงเมืองก็ขยายไปเป็นบ้านมั่นคงชนบทก็ขยายมาบ้านริมคลองอะไรต่างๆ มันก็มีหลากหลายมิติบางพื้นที่ก็เป็นบ้านรูปแบบเดียวกันอย่างคลองเปรมประชากร-คลองลาดพร้าว บางพื้นที่ก็จะเป็นบ้านหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่การออกแบบของชุมชน หรือบางพื้นที่อาจแค่ปรับปรุงสภาพบ้านก็มี

แต่ที่สำคัญคือจะขึ้นบ้านแบบไหนขึ้นอยู่กับพี่น้องประชาชนเขาดูสถานะของตัวเขาเองว่าเขามีรายได้พอที่จะทำมาก-น้อยแค่ไหนที่จะต้องผ่อนส่ง เพราะว่าในส่วนหนึ่งรัฐบาลสนับสนุนงบฯ อุดหนุนไปเพื่อทำโครงสร้างพื้นฐาน แต่ส่วนหนึ่งเขาใช้สินเชื่อของ พอช. ไปสร้างบ้าน ปัจจุบันเราปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อให้กับพี่น้องประชาชนลงมา จากร้อยละ 4 เหลือร้อยละ 3.5 ในปีนี้ก็ปรับลดลงมาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ดำเนินการ

– โครงการบ้านมั่นคงสามารถเปลี่ยนมือ-เปลี่ยนสิทธิ์ถือครอง หรือซื้อ-ขาย ได้เหมือนโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ไม่ว่าของภาครัฐหรือภาคเอกชนหรือไม่? : ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าโครงการนี้คือการสร้างการรวมกลุ่มและบริหารจัดการภายใต้สมาชิกของกลุ่มในการสร้างความเข้มแข็ง สมาชิกรู้ตั้งแต่ต้น กรณีที่เช่าไม่สามารถแบ่งแยกโฉนดได้อยู่แล้ว แต่กรณีที่เป็นโครงการบ้านมั่นคงเมือง-บ้านมั่นคงชนบท ซึ่งบางครั้งประชาชนรวมกลุ่มแล้วไปซื้อที่ดินก็จะเป็นโฉนดรวม ซึ่งสมาชิกทราบตั้งแต่ต้น

ทีนี้สามารถเปลี่ยนมือได้ไหม? เกิดสมาชิกรายใดรายหนึ่งวันข้างหน้าไม่ได้อยู่ในโครงการนี้แล้วก็สามารถขายคืนให้กับสหกรณ์ได้ สหกรณ์ก็จะมีหน้าที่ดูหาสมาชิกมาเข้าอยู่ภายใต้โครงการนี้ ก่อนอื่นในการเปลี่ยนมือ ภายใต้เงื่อนไขของโครงการก็คือผู้มีรายได้น้อย เพราะฉะนั้นในการเปลี่ยนมือก็จะเป็นเรื่องที่เครือข่าย (เช่น เครือข่ายสลัม 4 ภาค ที่เจรจาขอเช่าที่ดินแบบระยะยาวกับการรถไฟแห่งประเทศไทย) เขาจะดูว่าผู้ที่เดือดร้อน ผู้ที่มีรายได้น้อยที่ยังไม่ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองที่มั่นคง ถ้าเขาคิดว่าคนนี้เหมาะสมเขาก็จะสามารถนำเข้ามาอยู่ในโครงการนี้ได้

“เช่นเดียวกัน ที่ดินที่สหกรณ์เขารวมตัวกันไปซื้อเป็นของเขา เขาก็จะดูในกลุ่มที่เป็นผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก เนื่องจากว่าโครงการนี้มันจะมีเงื่อนไขอยู่ เนื่องจากเป็นโครงการที่รัฐบาลอุดหนุน เป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมาในการที่จะมีเป้าหมายเพื่อผู้มีรายได้น้อย ฉะนั้นคนที่อยู่เหนือเส้นรายได้น้อยขึ้นไปก็ไม่ใช่ผู้มีคุณสมบัติภายใต้โครงการนี้”

– เข้าใจถูกหรือไม่ว่าโครงการบ้านมั่นคง บทบาทของ พอช. เหมือนจะเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวสลัมหรือชุมชนแออัด ซึ่งหลายแห่งก็มีการรวมกลุ่มตั้งเป็นชุมชนอยู่แล้ว? : ถ้าเขารวมกลุ่มกันอยู่แล้วคิดว่าอยากจะยกระดับความเป็นอยู่ของเขาให้ดีขึ้น บางทีที่ดินเขาเช่าหน่วยงานไว้แล้ว แต่บ้านเดิมเขาไม่ดี เขาอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นก็สามารถเข้าร่วมโครงการได้เลย เริ่มจัดวางผัง เริ่มออกแบบ เริ่มวางระบบการออมต่างๆ แล้วก็มาใช้โครงการกับเราได้

– พอช. เคยได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของโครงการบ้านมั่นคงหรือไม่? และอยากฝากคำแนะนำอะไรถึงประชาชนบ้าง? : ที่เป็นข่าวดังจะอยู่ที่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี คือไปขึ้นโครงการแล้วก็ไม่สำเร็จ แต่อันนั้นมีการทุจริต ก็แจ้งความดำเนินคดี แต่ก็มีบางที่ไปแอบอ้างว่าเป็นผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พอช. ให้ไปทำโครงการแล้วก็หลอกให้คนเอาเงินมาออม ตรงนี้ต้องตรวจสอบ เพราะ พอช. ถ้าจะเริ่มดำเนินโครงการ เราเริ่มโดยกระบวนการสร้างกลุ่มก่อนแล้วค่อยดำเนินการร่วมกัน พอช. เราไม่เคยให้ใครไปดำเนินการทำโครงการแบบนี้เป็นรายบุคคล

“ปัจจุบันคนที่ไม่หวังดีกับคนทั่วไป ก็ไปหลอกเอาเปรียบคนทั่วไป มันมีอยู่เยอะ มีทุกวิถีทางเลยที่จะเอาเงินของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง ถ้าสมมุติว่ามีคนไปแบบนี้ท่านสามารถเช็คเข้ามาได้ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เข้ามาที่เว็บไซต์ พิมพ์คำว่าสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ก็จะขึ้นเว็บไซต์ หมายเลขติดต่อที่สามารถติดต่อได้ หรือว่าถ้าใครอยู่ตามภาคต่างๆ เรามีศูนย์ภาคเหนืออยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ภาคอีสานอยู่ที่ จ.ขอนแก่น ภาคใต้อยู่ที่ จ.พัทลุง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันตก กรุงเทพฯ ปริมณฑลและภาคตะวันออก อยู่ที่สำนักงานใหญ่ (ถ.นวมินทร์ กรุงเทพฯ) ในการที่จะหาข้อมูล” ผอ.พอช. ฝากทิ้งท้าย

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ (สัมภาษณ์/เรียบเรียง)

ประชาชนแห่ร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

https://www.naewna.com/local/835161

ประชาชนแห่ร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ประชาชนแห่ร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.54 น.

ประชาชนแห่ร่วมถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ 

เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2567 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างพร้อมใจใส่เสื้อสีเหลืองเดินทางมาที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่เสด็จมาทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมกราบสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก ก่อนฝนจะตกเจ้าหน้าที่ได้ประกาศแจ้งให้ประชาชนเข้าไปหลบฝนภายในเต็นท์ใหญ่ กองอำนวยการ และเต็นท์ฝั่งตรงข้าม พร้อมนำร่มสีเหลืองและเสื้อกันฝนมาแจกจ่าย และนำเก้าอี้พร้อมเต็นท์เล็กมากางบริการประชาชนเพื่อนั่งรับเสด็จด้วย

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง ได้เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เหล่าทัพ องค์กรอิสระ สมาคม มูลนิธิ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าวางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 13-14 ต.ค.2567 โดยวันที่ 13 ต.ค. เปิดให้เข้าถวายสักการะตั้งแต่เวลา 08.00- 12.00 น. และรอบ 2 เปิดภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จทรงวางพวงมาลาแล้ว ไปจนถึงเวลา 24.00 น. และวันจันทร์ที่ 14 ต.ค.2567 เปิดให้ถวายสักการะ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 21.00 น. 
                        

‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะ วางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

https://www.naewna.com/local/835141

'นายกสภาทนายความ'พร้อมคณะ วางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

‘นายกสภาทนายความ’พร้อมคณะ วางพวงมาลา เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.39 น.

นายกสภาทนายความ พร้อมคณะ วางพวงมาลาถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2567

เมื่อเวลา 8.00 น. วันที่ 13 ตุลาคม 2567 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมคณะ นายสงคราม สกุลพราหมณ์ อุปนายกฝ่ายบริหาร นายวีรศักดิ์ โชติวานิช อุปนายกฝ่ายเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรรมการประชาสัมพันธ์และรองเลขาธิการ นายสุชาติ ชมกุล อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ นายสัญญาภัชระ สามารถ อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ นายศิริศักดิ์ อมาตยกุล ประธานสภาทนายความจังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยคณะทนายความ นายอุทัย ไสยสาลี หัวหน้าสำนักงานสภาทนายความ และเจ้าหน้าที่สภาทนายความ ได้ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2567 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

– 006

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกเนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

https://www.naewna.com/local/835124

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกเนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลา น้อมรำลึกเนื่องใน‘วันนวมินทรมหาราช’

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.32 น.

ธอส.ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2567

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำโดย น.ส.ธิดาพร มีกิ่งทอง รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นผู้แทนธนาคาร เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยพนักงานธนาคาร เข้าร่วมพิธี เนื่องในวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2567 เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ นอกจากนี้ วันนวมินทรมหาราช ยังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตกำหนดให้เป็น “วันสำคัญของชาติไทย” ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กรุงเทพมหานคร

– 006

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

https://www.naewna.com/local/835112

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.36 น.

เชิญ‘สวนกุหลาบฯ’รุ่น 78 พบปะสังสรรค์เสาร์ที่ 26 ต.ค. ห้องกิ่งทองโรงแรมเอเชีย

พล.ต.ต.ศุภชาญ มนูธรรม ขอเชิญ “สวนกุหลาบฯ” รุ่น 78 รุ่นเดียวกับ คุณปลิว ตรีวิศวเวทย์ , พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ , พล.อ.นพดล อินทปัญญา , ดร.ภาวิช ทองโรจน์ , ดร.ภักดี โพธิ์ศิริ พบปะสังสรรค์ วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. ที่ห้องกิ่งทอง โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

https://www.naewna.com/local/835107

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

วันอาทิตย์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.06 น.

‘วัดพระธรรมกาย’เชื่อม‘สังฆสัมพันธ์เมียนมา-ไทย’ จุดประทีป-มหาสังฆทาน

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา คณะสงฆ์เมียนมา และวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ร่วมกันจัดพิธีถวายมหาสังฆทาน 15 กรรมการมหาเถรสมาคม แห่งประเทศเมียนมา และพิธีจุดประทีป 10,181 ดวง ถวายเป็นพุทธบูชา และบูชาธรรม 80 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ณ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง

ทั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากพระมหาเถระ ดร. ภัททันตะ อัคคสามิ (Vetdanta Attgatharmi) เจ้าคณะจังหวัดย่างกุ้ง เป็นประธานสงฆ์ และคณะสงฆ์เมียนมาร่วมงาน จำนวน 36 รูป ประกอบด้วย คณะกรรมการมหาเถระสมาคมแห่งเมียนมา 15 รูป เจ้าคณะจังหวัด 9 รูป อาทิ จ.เนปยีดอ (เนปิดอว์) จ,มัณฑะเลย์ จ.หงสาวดี-ตะวันตก จ.หงสาวดี-ตะวันออก รัฐกะเหรี่ยง รัฐยะไข่ จ.ย่างกุ้ง จ.อิรวดี จ.มะเกว และคณะกรรมการบริหารพระมหาเจดีย์ชเวดากอง 11 รูป รวมทั้งพระมหาเถระธรรมถึก 1 รูป

ในส่วนวัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ได้รับความเมตตาจาก พระวิเทศธรรมาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และประธานมูลนิธิธรรมกาย พร้อมด้วยพระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร พระมหาสุรัตน์ อคฺครตโน หัวหน้ากอง AEC คณะสงฆ์ และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย เดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ คณะสงฆ์เมียนมา-ไทย ร่วมกันเป็นผู้แทนหลวงพ่อธัมมชโย ถวายแผ่นทองคำ (Gold Sheet) มูลค่า 2.5 ล้านจ๊าด เพื่อบูรณะปฏิสังขร พระมหาเจดีย์ชเวดากอง บูชาธรรมโดยพระอาจารย์ อูนาคิตะ สยาดอ กรรมการมหาเถระสมาคม แห่งเมียนมา และกรรมการดูแลพระมหาเจดีย์ชเวดากอง คณะศิษย์ศิษยานุศิษย์ฯ บูชาธรรม 80 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ร่วมถวายแผ่นทองคำ บูรณะพระมหาเจดีย์ชเวดากองอีก 1 ล้านจ๊าด รวมมูลค่า 3.5 ล้านจ๊าด

“การจัดงานในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ของคณะสงฆ์เมียนมา และไทย ร่วมถึงสร้างการสร้างสามัคคีธรรมในหมู่ชาวพุทธ เพื่อความร่วมมือในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเป็นความเจริญก้าวหน้าในการเผยแผ่ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือของชาวพุทธให้เข้มแข็งยิ่งๆ ขึ้น ตามที่หลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้ให้แนวทางไว้ว่า พุทธบุตร และพุทธบริษัทสี่ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว” พระครูสมุห์สนิทวงศ์กล่าว