แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

https://www.naewna.com/local/834942

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 22.02 น.

แก้ปัญหา‘เด็ก-เยาวชน’การศึกษาต้องเน้นบ่มเพาะทัศนคตินำวิชาการ ‘ครูแนะแนว’สำคัญมากแต่มีน้อย

11 ต.ค. 2567 รศ.ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ อาจารย์สาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงโครงการวิจัยที่ทำร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ว่า โครงการนี้เป็นการทำความเข้าใจปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ทั้งช่วงรอยต่อ ม.ต้น กับ ม.ปลาย และช่วง ม.ปลาย กับมหาวิทยาลัย รวมถึงไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วแต่ก็ไม่จบปริญญา 

หรือก็คือการพยายามทำความเข้าใจเส้นทางชีวิต อะไรเป็นจุดที่ทำให้เด็กและเยาวชนไปถึงหรือไม่ถึงเป้าหมาย และ กสศ. จะเข้าไปสนับสนุนอย่างไรเพื่อให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้เป็นกำลังแรงงานที่สำคัญของประเทศได้ผ่านโอกาสการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น โดยมีทั้ง 1.การจัดวงสนทนากลุ่มกับเครือข่ายที่ทำงานช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เช่น เขตพื้นที่การศึกษา ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ฯลฯ จากหลากหลายภูมิภาค

2.การสัมภาษณ์เชิงลึกเด็กและเยาวชน 60 คน อ้างอิงกลุ่มตัวอย่างจากเด็กและเยาวชนในครัวเรือนที่ได้รับทุนเสมอภาคของ กสศ. แบ่งตามภูมิภาค คือ ภาคกลาง (รวมกรุงเทพฯ-ปริมณฑล) ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ และ 3.การสร้างแบบสอบถาม กระจายไปยังทั่วประเทศ ซึ่งได้ข้อสรุปว่า การที่เด็กและเยาวชนจะไปถึงปลายทาง ในที่นี้หมายถึงการเรียนต่อมหาวิทยาลัยจนจบปริญญา มีปัจจัย 5 ประการ ได้แก่ 1.พื้นฐานครอบครัว 2.คุณลักษณะและทัศนคติของเด็กหรือเยาวชนนั้นเอง 3.บทบาทของครูและสถานศึกษา 

4.ความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กหรือเยาวชนนั้น และ 5.เครือข่ายและการช่วยเหลือสนับสนุน จากนั้นเมื่อค่อยๆ ไล่ย้อนกลับแบบละเอียด พบว่า  ความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กหรือเยาวชนนั้นเอง เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือเจ้าตัวต้องมีความแน่วแน่ก่อนว่าอยากเรียนต่อ แต่ปัจจัยส่งผลต่อความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็กหรือเยาวชนมากที่สุด คุณลักษณะและทัศนคติของเด็กหรือเยาวชน รองลงมาคือเครือข่ายและการช่วยเหลือสนับสนุน ขณะที่ปัจจัยด้านพื้นฐานครอบครัว และด้านบทบาทของครูและสถานศึกษา มีผลในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน 

“ในกรณีเด็กที่มีคนในครอบครัวเป็นแรงบันดาลใจ โรงเรียนอาจมีอิทธิพลน้อยเพราะครอบครัวใกล้ชิดกับเรามากที่สุด แต่เด็กบางคนที่ยากจนมากและครอบครัวก็อาจไม่ได้เป็นที่พึ่งให้เขาได้ นั่นหมายความว่าข้อค้นพบตรงนี้แสดงให้เห็นความสำคัญของบทบาทของครูและสถานศึกษาในการบ่มเพาะคุณลักษณะและทัศนคติ นอกจากนี้เรายังพบว่าเครือข่ายและการสนับสนุนมีผลต่อความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อของเด็ก โดยครูและสถานศึกษาเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเครือข่ายและการสนับสนุนสูงมากเช่นกัน” รศ.ดร.พร้อมพิไล กล่าว

รศ.ดร.พร้อมพิไล กล่าวต่อไปว่า จากข้อค้นพบคือครูและสถานศึกษา มีความสำคัญใน 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือบ่มเพาะคุณลักษณะและทัศนคติของเด็กหรือเยาวชน กับอีกด้านคือเชื่อมโยงเด็กหรือเยาวชนกับเครือข่ายต่างๆ ที่ช่วยเหลือสนับสนุน เพื่อทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถเรียนต่อสูงขึ้นไปได้เต็มที่ และมุ่งมั่นที่จะเดินไปในทางนั้น แต่ถึงจะเห็นว่าครูและสถานศึกษามีบทบาทสำคัญแบบนี้ ก็ยังมีข้อจำกัด 

โดยประการแรกคือบทบาทของครูแนะแนว เนื่องจากปัญหาของเด็กและเยาวชนมักเกิดในช่วงรอยต่อระหว่างชั้น ม.ต้น กับ ม.ปลาย เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จริงอยู่ที่ช่วงวัยนี้ที่เป็นวัยรุ่น เพื่อนและรุ่นพี่มีความสำคัญมากที่สุดเพราะต้องการได้รับการยอมรับจึงไม่ค่อยเข้าหาครูมากนัก แต่ครูแนะแนวก็ยังมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแนะนำทางเลือกในการเรียนต่อหรือการทำงานในอนาคตกับเด็กและเยาวชนโดยละเอียดเป็นรายบุคคล ซึ่งในความเป็นจริงบุคลากรกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย ทำให้ระบบแนะแนวในระบบการศึกษาไทยไม่มีประสิทธิภาพ

ซึ่งโดยส่วนตัวมีโอกาสพูดคุยกับอาจารย์ด้านจิตวิทยาการแนะแนว พบว่า นิสิต-นักศึกษา ที่เลือกเรียนคณะครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ ไม่นิยมเลือกวิชาเอกด้านจิตวิทยาการแนะแนว คือมีผู้เลือกเรียนสายนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับวิชาเอกด้านการสอนเฉพาะทางตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ฯลฯ หรือไม่ก็จะไปเลือกเรียนทางด้านบริหารการศึกษา เพราะวิชาเอกด้านจิตวิทยาการแนะแนว จบแล้วไม่มีตำแหน่งบรรจุตามโรงเรียนให้ 

เมื่อถามต่อไปอีกว่าเหตุใดไม่มีอัตราบรรจุ ก็พบว่า เขตพื้นที่การศึกษาไม่เปิดให้สอบบรรจุ ซึ่งบุคลากรที่ทำงานในเขตพื้นที่การศึกษาก็อธิบายว่า เขตพื้นที่การศึกษาไม่สามารถเปิดอัตราบรรจุได้เอง ต้องให้ทางสถานศึกษาขอมา แต่เมื่อไปถามผู้อำนวยการโรงเรียนก็ได้รับคำตอบว่า จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับครูเฉพาะทางตามกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นลำดับแรก คือต้องมีครูด้านการสอนให้ครบทุกชั้นและทุกวิชาเสียก่อน หากยังมีไม่ครบแล้วไปขออัตราครูแนะแนวก็จะมีคำถามตามมาอีก

ดังนั้นโดยสรุปจึงไปจบที่เรื่องของวิธีคิด (Mindset) ของระบบการศึกษา ว่าจะให้ความสำคัญเน้นไปที่วิชาการหรือการสร้างทัศนคติ นิสัยและบุคลิกภาพของผู้เรียน ขณะที่นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้ครูที่ปรึกษาสามารถทำหน้าที่แนะแนวได้ แม้จะมีเจตนาดีเพราะครูที่ปรึกษาอยู่ใกล้ชิดกับนักเรียน แต่เมื่อสอบถามครูที่ปรึกษาก็ยอมรับว่าให้คำแนะนำได้เพียงกว้างๆ ทั้งนี้ หากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ เท่าที่เคยพบจะมีระบบ 2 ชั้น เบื้องต้นที่พบครูที่ปรึกษาก่อนแล้วจึงมีระบบส่งต่อไปยังครูแนะแนว

โดยหากแบ่งเส้นทางของเด็กและเยาวชนยากจนตามกลุ่มตัวอย่างในโครงการวิจัยนี้ จะแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม คือ 1.จิตใจมุ่งมั่น มีเส้นทางที่ชัดเจน แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ (Clear Will , Clear Way , No Wealth) คือตั้งเป้าหมายของตนเองไว้ชัดเจนว่าอยากเรียนต่อและทำงานอะไรในอนาคต รู้ด้วยว่าจะไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร แต่ขาดปัจจัยเรื่องทุนทรัพย์ที่จะไปให้ถึง 2.จิตใจมุ่งมั่น แต่มองไม่เห็นทางที่ชัดเจนและขาดแคลนทุนทรัพย์ (Clear Will , Cloudy Way , No Wealth) แม้จะมีจิตใจมุ่งมั่น แต่ขาดข้อมูลหรือคำแนะนำว่าจะเดินไปถึงฝั่งฝันได้อย่างไร แถมยังไม่มีทุนทรัพย์อีกต่างหาก

3.จิตใจไม่มั่นคง ข้อมูลหรือคำแนะนำก็ไม่มี แถมขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วย (Cloudy Will , Cloudy Way , No Wealth) คือมีความลังเลภายในจิตใจ ด้านหนึ่งอยากเรียนต่อสูงๆ แต่อีกด้านก็กลัวจะไปไม่รอด ซึ่งอาจเป็นเพราะมีภาวะพึ่งพิง เช่น มีสมาชิกในครอบครัวป่วยหนักหรือพิการติดบ้าน-ติดเตียงไม่สามารถดูแลเลี้ยงชีพตนเองได้ ต้องให้สมาชิกคนอื่นๆ ช่วยดูแล นอกจากนั้นยังขาดข้อมูลด้วยว่าหากอยากเรียนด้านนั้น-ทำงานสายนี้จะต้องไปต่ออย่างไร และยังขาดแคลนทุนทรัพย์อีก

และ 4.ไม่มีจิตใจมุ่งมั่น ไม่ตั้งเป้าหมายใดๆ และไม่มีทุนทรัพย์ (No Will , No Way , No Wealth) กลุ่มนี้สรุปง่ายๆ คือไม่มีและไม่เอาอะไรเลย และจริงๆ บางกรณีก็ไม่ได้ขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วย เช่น เคยเจอเด็กคนหนึ่ง แม้จะเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่เสียชีวิตต้องไปอาศัยอยู่กับวัด แต่มีอาเป็นเจ้าอาวาสที่พร้อมจะส่งเสียให้จนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งเด็กคนนี้ขอเรียนเพียงจบ ม.6 ตามคำขอของอา แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรต่อ โดยเด็กหรือเยาวชนกลุ่มนี้จะไม่มีเป้าหมาย มองการใช้ชีวิตไปวันๆ หนึ่ง ขอค้นหาตนเองไปเรื่อยๆ

ซึ่งลักษณะนี้จะต่างจากอีกกรณีหนึ่ง คือมีเด็กอีกคนที่เล่าว่าตนเองขอเรียนให้จบ กศน. โดยไม่ขอต่อมหาวิทยาลัย แล้วจะหาเงินทุนสักก้อนมาเปิดร้านขายของเล็กๆ มีการมองรายได้ที่จะได้รับว่าแค่นี้ก็พออยู่พอกินแล้ว โดยยอมรับว่าตนเองก็หัวไม่ค่อยดีเท่าไร ทำมาหากินแบบนี้ได้ก็ชีวิตเรียบง่ายมีความสุขแล้ว ซึ่งกรณีนี้เจ้าตัวมีแผนชีวิตที่ชัดเจน  ไม่ใช่เป็นเพียงการไม่รู้แล้วขอสำรวจค้นหาตนเองไปเรื่อยๆ ก่อนดังตัวอย่างก่อนหน้า 

“คิดว่า ณ ตอนนี้ สังคมตระหนักและเห็นภาพร่วมกันว่าตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจะต้องไม่ได้เน้นที่ตัววิชาการ แต่ต้องเน้นไปที่ทักษะ เรื่องการพัฒนาคุณลักษณะของเด็กให้มีทักษะชีวิต คิดว่าตรงนี้กระแสสังคมมันมา แต่เพียงแค่ว่ามันต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมือง  (Political Will) ของส่วนกลางในการให้เห็นว่าตัวนโยบายกับการปฏิบัติมันไปด้วยกัน” รศ.ดร.พร้อมพิไล ระบุ

รศ.ดร.พร้อมพิไล ยังกล่าวอีกว่า ตนเคยทำงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งให้กับสภาการศึกษา ในช่วงปลายปี 2565 – ต้นปี 2566 ช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 เริ่มซาลงและการเรียนการสอนกลับมาดำเนินการที่โรงเรียน ซึ่งจากการจัดกิจกรรมสนทนากลุ่ม มีผู้เข้าร่วมราว 300 คน เป็นกลุ่มผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียกับระบบการศึกษา เห็นตรงกันว่า มีความไม่สอดคล้องกันระหว่างนโยบายกับค่านิยมหรือความเชื่อที่นำไปสู่การปฏิบัติ 

กล่าวคือ ในขณะที่ประกาศว่าการศึกษาไทยมีเจตนารมณ์มุ่งเน้นการสร้างความเสมอภาคทางโอกาส มุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะและทักษะ และการความสำคัญกับการบ่มเพาะคุณลักษณะของผู้เรียน แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นตรงข้าม คือยังคงเน้นการสอบแข่งขันทางวิชาการ ดังนั้นระบบการศึกษาไทยก็อาจต้องย้อนกลับมาสำรวจตนเองด้วย ว่าอะไรทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกันขึ้น

ประการที่สอง หลักสูตรการศึกษาต้องยืดหยุ่นตอบสนองกับเส้นทางที่หลากหลายมากขึ้น เช่น เด็กบางคนมีเหตุจำเป็นต้องรีบทำงาน จากแรงกดดันด้านฐานะของครอบครัวที่ไม่ค่อยดีนัก จึงไม่สามารถเรียนชั้นมัธยมสายสามัญ 6 ปี แล้วไปต่อมหาวิทยาลัยอีก 4-5 ปี รวดเดียวให้จบปริญญาได้ ทำให้เมื่อจบ ม.3 จึงเลือกเรียนสายอาชีวะให้จบ ปวช. หรือ ปวส. หรือเลือกเรียน กศน. ที่หลักสูตรพร้อมต่อการใช้ทำงานได้เร็วกว่า แต่ปัญหาคือระยะยาวหากต้องการมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไรเสียก็จะต้องกลับมาเรียนระดับมหาวิทยาลัยอยู่ดี

ดังนั้นจะออกแบบหลักสูตรอย่างไร เช่น มีหลักสูตรต่อเนื่องเทียบวุฒิต่อจาก ปวส. ทำให้ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัย 4 ปี แต่อาจอยู่สัก 2-3 ปี นอกจากนั้น กรณีเด็กจบสายอาชีวะหรือ กศน. พื้นฐานวิชาการจะไม่แน่นเหมือนจบสายสามัญ ด้านหนึ่งเห็นหลายมหาวิทยาลัยพยายามปรับรูปแบบการรับนักศึกษาโดยให้ความสำคัญกับเกณฑ์ด้านสมรรถนะและคุณลักษณะมากขึ้น แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้วอย่างไรวิชาการก็สำคัญ ก็ต้องมีระบบติวเสริมปรับพื้นฐาน ซึ่งก็ต้องได้รับการสนับสนุนเพราะเด็กและเยาวชนในครัวเรือนยากจนจะขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่สามารถเข้าถึงการติวปรับพื้นได้

ประการสุดท้าย มีสำนวนที่บอกว่า “เลี้ยงเด็ก 1 คนต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน (It’s take a village to raise a child.)” ดังนั้นการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนจึงไม่อาจกล่าวโทษไปที่ระบบการศึกษาหรือกลไกของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องรวมไปถึงสังคมทั้งหมด เพราะข้อค้นพบจากผลการศึกษา คือเด็กที่มีทัศนคติที่ดีมักมีต้นแบบที่ดี เช่น พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ รุ่นพี่ ฯลฯ แต่การสื่อสารต่างๆ ในสังคม ไม่รู้ว่าเป็นการสร้างต้นแบบที่ดีหรือไม่ เช่น มีการไปสร้างกระแสว่าไม่ต้องเรียนก็ประสบความสำเร็จได้ 

หรือการไปสอนว่า จงค้นหาและเลือกทำในสิ่งที่ชอบ (Passion) ด้านหนึ่งก็ถูก อย่างที่ทางศาสนาพุทธก็มีคำสอนว่าจะทำอะไรต้องเริ่มที่ฉันทะ หรือความพอใจในสิ่งนั้นก่อน เพราะทำในสิ่งที่ไม่ชอบก็มีแต่ความทุกข์ แต่อีกด้านหนึ่งหากยึดมั่นถือมั่นแต่คำว่าความชอบ ก็จะเกิดกรณีที่ฐานะทางบ้านยังไม่ดีแต่ก็ไม่คิดจะทำอะไร กิน-นอนไปวันๆ ไม่ทำงานและไม่เรียน เพราะยังไม่เจอสิ่งที่ชอบ ชีวิตก็จะไปเรื่อยๆ วันๆ หนึ่งๆ 

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เกิดความเข้าใจขึ้นว่า นอกจากสิ่งที่ชอบกับสิ่งที่ไม่ชอบแล้ว ยังมีสิ่งที่พอรับได้  ซึ่งเราสามารถอยู่กับสิ่งนี้ไปก่อนแล้วค่อยๆ บ่มเพาะความชอบ และใช้สิ่งนั้นสร้างโอกาสในการค้นหาเส้นทางอื่นๆ ต่อไปในอนาคต หรือหากมองคำว่าหน้าที่และความรับผิดชอบ ก็จะทำให้เราสามารถอยู่กับสิ่งที่เป็นความธรรมดาไม่หวือหวาได้อย่างมีความสุข ท่ามกลางกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ที่สุดโต่ง 2 ด้าน ระหว่างฝั่งที่โชว์ชีวิตกินหรูอยู่สบายแบบสุดๆ กับฝั่งที่บอกว่าคนนั้นคนนี้ไม่เรียนไม่ทำงานก็เห็นใช้ชีวิตอยู่ได้

ซึ่งถามว่าคนที่เห็นกระแสต่างๆ แล้วหลงไปผิดหรือไม่ โดยส่วนตัวก็มองว่าไม่ผิด แต่ตนเห็นว่าทุกภาคส่วนในสังคมต้องออกมาพูด โดยเฉพาะบุคคลต้นแบบที่มีประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้เด็กมองเห็นเส้นทางตลอดทั้งชีวิตไม่ใช่เห็นแต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า สังคมต้องช่วยกัน เพราะให้ระบบการศึกษาหรือรัฐบาลทำฝ่ายเดียวอย่างไรก็สู้กระแสสังคมไม่ได้ ขณะที่เมื่อพูดถึงบทบาทของสื่อก็ไม่ใช่เฉพาะแต่คนทำงานด้านสื่อมวลชน เพราะยุคนี้ทุกคนในสังคมล้วนสื่อสารได้หมดทางสื่อสังคมออนไลน์ 

“อยากให้คิดสักนิดว่าสิ่งที่โพสต์ลงไปมันมีอิทธิพลต่อมุมมองหรือความคิดของเด็กและเยาวชนมากแค่ไหน ขอให้มีสติสักนิดเวลาที่คุณจะโพสต์อะไร เพราะทุกครั้งที่คุณโพสต์มันมีอิทธิพลต่อคนอื่นเสมอ” รศ.ดร.พร้อมพิไล ฝากทิ้งท้าย

‘จุฬาฯ’อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025

https://www.naewna.com/local/834902

'จุฬาฯ'อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025

‘จุฬาฯ’อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025

วันศุกร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.55 น.

จุฬาฯ อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย Top ของประเทศ 3 ด้าน จากการจัดอันดับโดย THE WUR 2025  จุฬาฯ ครอง Triple Champions อันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จากสามรายการจัดอันดับที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1  ของไทย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก โดย The Times Higher Education World University Rankings 2025 (THE WUR 2025) จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลกที่ได้รับการจัดอันดับกว่า 2,000 แห่ง กว่า 115 ประเทศ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย ด้วยผลงานที่โดดเด่นเป็นอันดับ 1 ในด้าน Research Environment, Research Quality และ Industry ทั้งนี้มีมหาวิทยาลัยไทยที่ได้รับการจัดอันดับโดย THE WUR 2025 จำนวน 20 มหาวิทยาลัย

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยครั้งนี้ใช้ 5 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย Teaching  29.5%  Research Environment 29%  Research Quality 30%Industry 4%  International outlook 7.5%

ติดตามผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย THE WUR 2025 เพิ่มเติมได้ที่ https://www.timeshighereducation.com/world-university-rankings/latest/world-ranking

การได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยใน THE WUR 2025 ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทย จาก 3 รายการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับระดับโลก ได้แก่ THE World University Rankings 2025 ซึ่งประกาศผลการจัดอันดับเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 QS World University Rankings 2025 ซึ่งจุฬาฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยเป็นปีที่ 16 ติดต่อกัน และติด Top 100 ของโลก ด้านชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) และด้านผลลัพธ์การจ้างงาน (Employment Outcomes) และ THE Asia University Rankings 2024 นอกจากจุฬาฯ จะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทยแล้ว จุฬาฯ ยังอยู่ใน Top 200 ของเอเชียอีกด้วย

‘ชวน’แสดงความเสียใจ เหตุนักเรียนถูกไฟดูดเสียชีวิตหน้าตู้กดน้ำ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812528

‘ชวน’แสดงความเสียใจ เหตุนักเรียนถูกไฟดูดเสียชีวิตหน้าตู้กดน้ำ

‘ชวน’แสดงความเสียใจ เหตุนักเรียนถูกไฟดูดเสียชีวิตหน้าตู้กดน้ำ

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.04 น.

“ชวน”แนะ”ศธ.-สถานศึกษา”เข้มดูแลสวัสดิภาพนักเรียน ยึดปลอดภัย หลังเกิดเหตุนักเรียนถูกไฟดูดเสียชีวิตหน้าตู้กดน้ำ

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 นายณัฐกานต์ ชูชนะ ผู้ช่วยฯ ส.ส.ระบุว่า นายชวน หลีกภัย ได้ให้สัมภาษณ์ต่อกรณี นายวรวิทย์ เทพสุวรรณ หรือ น้องวายุ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ประสบอุบัติเหตุถูกไฟดูดหน้าตู้กดน้ำจนเสียชีวิต ว่า หลังจากได้รับทราบเรื่องดังกล่าวจากข่าว จึงทำหนังสือแสดงความเสียใจและให้กำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต และเนื่องจากติดภารกิจในกรุงเทพมหานคร จึงไม่อาจเดินทางไปร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพได้ แต่มอบหมายให้คณะทำงานที่จังหวัดตรัง นำโดย นายกิจ หลีกภัย เดินทางไปร่วมแสดงความอาลัยแทน

“จากเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่สถานศึกษาทุกระดับ ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิภาพของนักเรียน ตลอดจนการจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและวัสดุครุภัณฑ์ทั้งในและรอบบริเวณโรงเรียนให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากโรงเรียนจะเป็นสถานที่ให้วิชาความรู้แล้ว ยังต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กและเยาวชนด้วย” นายณัฐกานต์ กล่าว

บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปฏิทินย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูรอบ 2

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812503

บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปฏิทินย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูรอบ 2

บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปฏิทินย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูรอบ 2

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.50 น.

บอร์ด ก.ค.ศ.เคาะปฏิทินย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูรอบ 2 เตรียมเปิด TMS ระบบยื่นคำร้องขอย้าย 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2567 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 6/2567 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีมติสำคัญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

รศ.ดร.ประวิต เปิดเผยว่า ตามนโยบายในการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาของ พล.ต.เอ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.ที่ต้องการให้ครูสามารถโยกย้ายกลับภูมิลำเนาได้ด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม ปราศจากการซื้อขายตำแหน่ง ทุกโรงเรียนมีบุคลากรที่เป็นคนในพื้นที่เข้ามาพัฒนาการเรียนการสอน พัฒนาท้องถิ่น โรงเรียนมีครูสอนครบชั้นเรียน และครูมีความสุขกับการสอน สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้นำระบบย้ายจับคู่ครูคืนถิ่น Teacher Matching System (TMS) มาใช้โดยได้เปิดให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนรอบแรกไปเมื่อเดือน มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีข้าราชการครูลงทะเบียนเพื่อยื่นคำร้องขอย้ายผ่านระบบ TMS จำนวนมาก โดยสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้รับฟังเสียงสะท้อน ความคิดเห็นต่างๆ จากคุณครูที่เข้ามาใช้งานระบบ รวมถึงเขตพื้นที่การศึกษาพบว่าระบบ TMS เกิดผลลัพธ์อย่างชัดเจนในการช่วยลดขั้นตอนของการดำเนินการย้าย ลดเอกสาร เพิ่มความสะดวกให้ครูสามารถย้ายกลับภูมิลำเนาได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังลดช่วยช่องว่างในการทุจริตระหว่างกระบวนการขอย้าย

เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวต่อว่า ในการประชุม ก.ค.ศ.เมื่อวานนี้ (24 มิ.ย. 67) จึงได้มีมติให้เปิดใช้งานระบบ TMS ในรอบที่ 2 และได้มติเห็นชอบแนวปฏิบัติการดำเนินการย้ายสับเปลี่ยนฯ ซึ่งมีรายละเอียดในบางส่วนที่แตกต่างจากการดำเนินการในรอบแรกเนื่องจากสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้นำข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นที่เกิดขึ้นจากการใช้งานระบบในรอบแรกมาพัฒนาและปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกใช้แก่ผู้ใช้งานมากขึ้น โดยจะมีการเปิดระบบให้ข้าราชการครูที่มีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนสามารถยื่นคำรองขอย้ายผ่านเว็บไซต์ https://tms.otepc.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 5 – 26 กรกฎาคม 2567

“ขอให้ครูที่ประสงค์จะย้ายสับเปลี่ยนในรอบนี้ได้เตรียมความพร้อมทางด้านข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นในการยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนผ่านระบบ TMS โดยข้าราชการครูที่เคยยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนในรอบแรกหากมีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอย้ายในรอบที่ 2 นี้ จะต้องกรอกข้อมูลในระบบใหม่ทั้งหมดเนื่องจากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอัตรากำลังสถานศึกษาและความขาดเกินรายสาขาวิชาเอกได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ ข้าราชการครูสามารถยื่นคำร้องขอย้ายในรอบการย้ายประจำปีควบคู่ไปกับการยื่นคำร้องขอย้ายสับเปลี่ยนผ่านระบบ TMS ได้ในเวลาเดียวกัน” เลขาธิการาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

‘คุรุสภา’พร้อมเปิดทดสอบ‘ตั๋วครู’ 28 มิ.ย.-6 ก.ค.67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812499

‘คุรุสภา’พร้อมเปิดทดสอบ‘ตั๋วครู’ 28 มิ.ย.-6 ก.ค.67

‘คุรุสภา’พร้อมเปิดทดสอบ‘ตั๋วครู’ 28 มิ.ย.-6 ก.ค.67

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 11.43 น.

‘คุรุสภา’พร้อมเปิดทดสอบ‘ตั๋วครู’ 28 มิ.ย.-6 ก.ค.67

25 มิ.ย.67 ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ขณะนี้คุรุสภาได้เตรียมการเปิดรับสมัครการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครูรายวิชาครูด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 2 ประจำปี พ.ศ. 2567 ซึ่งกำหนดเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม 2567 ผ่านเว็บไซต์ https://ksp67-2.thaijobjob.com จัดทดสอบวันที่ 17,18,31 สิงหาคม และ 1 กันยายน 2567 และประกาศผลสอบวันที่ 15 ตุลาคม 2567 ในการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ ครั้งที่ 2 นี้เป็นการจัดสอบแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ซึ่งคุรุสภาได้จัดสนามสอบเพื่อรองรับผู้เข้าสอบ ประมาณ 70,000 ที่นั่ง ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด ใน 18 สนามสอบทั่วประเทศ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า  สำหรับ 18 สนามสอบประกอบด้วย 1.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2.มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 3.มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ 4.มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 5.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 6. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 7.มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา 8.มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี 9.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 10.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 11.มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี 12.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 13.มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 14.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 15.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 16.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 17.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และ 18.มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยกำหนดสอบ  4 วัน ใน 8 รอบสอบ ระหว่างวันที่ 17 – 18 สิงหาคม 2567 และวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2567 สอบวันละ 2 รอบ ในช่วงเช้า เวลา 9.00-12.00 น. และช่วงบ่าย เวลา 14.30 -17.30 น.

“ในการสอบทุกรอบใช้แบบทดสอบฉบับภาษาไทย และได้เพิ่มแบบทดสอบภาษาอังกฤษให้เลือกสอบได้ในรอบที่ 4 และรอบที่ 8 ใน 4 สนามสอบ คือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาและมหาวิทยาลัยทักษิณ เพื่อให้ผู้สมัครชาวต่างชาติสามารถเข้ารับการทดสอบในครั้งนี้ได้ด้วย ขอให้กำลังใจแก่ผู้เตรียมประกอบวิชาชีพทุกคนที่จะเข้าสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ให้ตั้งใจ มั่นใจและคิดว่าถ้าผ่านการสอบได้จะมีองค์ความรู้พื้นฐานที่สามารถนำไปประกอบวิชาชีพครูได้ในอนาคตข้างหน้า” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า กรณีผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบเป็นผู้ที่ข้อมูลในระบบสารสนเทศผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา (TEPIS) หรือเป็นผู้ผ่านการรับรองความรู้ หรือเป็นผู้ไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบ ที่ไม่สามารถสมัครได้ ให้ยื่นคำร้องขอมีสิทธิสมัครเข้ารับการทดสอบ ได้ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2567 และสามารถชำระค่าสมัครเข้ารับการทดสอบ ผ่านระบบแอปพลิเคชันได้ทุกธนาคาร ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม 2567 และเมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้วสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้เข้ารับการทดสอบ ได้ในวันที่ 2 สิงหาคม 2567 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://ksp67-2.thaijobjob.com 

“สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ขอย้ำ จัดสอบระบบอิเล็กทรอนิกส์ในทุกสนามสอบ ซึ่งได้เตรียมความพร้อมเป็นอย่างดี โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยที่จัดสอบทั่วประเทศ ที่สำคัญมีการเพิ่มและกระจายสนามสอบให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค เพิ่มรอบสอบทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย เพื่อให้ผู้เข้าสอบมีโอกาสเข้ารับการทดสอบและมีความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มแบบทดสอบฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อรองรับผู้เข้าสอบชาวต่างชาติ นอกจากนี้หลังการสอบก็จะเปิดให้ดูกระดาษคำตอบได้เช่นเดิมและมีมาตรการควบคุมการรั่วไหลของข้อสอบ ส่วนแผนการในอนาคตนั้น จะใช้ระบบอัตโนมัติ หรือ AI มาสนับสนุนการจัดสอบทั้งด้านการแสดงผลสอบให้ผู้เข้าสอบได้ทราบทันที เพื่อความรวดเร็วและโปร่งใส รวมทั้งการเปิดเผยข้อสอบ การเฉลยข้อสอบและการดำเนินงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับการทดสอบฯ สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 0-2257-7159 กด 3 หรือไลน์ไอดี @Thaijobjob ในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.30-17.30 น.” รองเลขาธิการคุรุสภา กล่าว

‘ที่คีบบอกความสุก’ เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812346

‘ที่คีบบอกความสุก’  เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด

‘ที่คีบบอกความสุก’ เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 07.23 น.

“อยากกินหมูกระทะด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต” คือความฝันของคนพิการทางสายตา ที่เรื่องง่ายๆ อย่างการกินหมูกระทะกลับเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าถึง นี่คือโจทย์ที่ทัชใจ นายกานต์รวีย์ แดงเพ็ง นางสาวปณาลีรติพัชรพงศ์ และ นางสาวมิ่งขวัญ หล่อตระกูล เด็กมัธยมจากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย ร่วมกันประดิษฐ์ “เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสัตว์สำหรับคนพิการทางสายตา” เพื่อให้คนตาบอดได้ทำตามฝันที่ตั้งไว้

นายกานต์รวีย์เล่าว่า งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการวมว. ที่โรงเรียนทำร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยโจทย์ที่สนใจเป็นเรื่องของคนพิการ โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการทางสายตา ซึ่งจากข้อมูลประเทศไทยมีคนพิการทางสายตาสูงถึง 184,197 คนหรือคิดเป็น 7.99% จากคนพิการในประเทศไทยทั้งหมด 2,304,068 คน และจากการที่พวกเราได้พูดคุยและเก็บข้อมูลจากคนพิการทางสายตาเป็นกลุ่มตัวอย่างทั้ง 24 คนพบว่านอกจากปัญหาเรื่องการเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยการเลือกซื้อสิ่งของด้วยตนเองในร้านสะดวกซื้อต่างๆ แล้ว การทำอาหารกินเองหรือแม้แต่การไปกินในร้านปิ้งย่างที่เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป ก็เป็นสิ่งที่คนตาบอดอย่างเขาไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง

“เขาไม่สามารถรู้ได้ว่าอาหารที่ทำหรือเนื้อที่ปิ้งอยู่สุกหรือไม่ ทำให้หลายครั้งต้องกินของไม่สุกหรือไหม้เกินไป หรือจำเป็นต้องมีคนคอยช่วยเหลือตลอดเวลา เราจึงต้องการประดิษฐ์อุปกรณ์เพื่อวัดอุณหภูมิอาหารเพื่อคนพิการทางสายตาให้สามารถประกอบอาหารและรับประทานอาหารประเภทต่างๆ ได้อย่างอิสระ พกพาง่าย ใช้งานสะดวก ทำความสะอาดไม่ยาก ที่สำคัญต้องสามารถแจ้งเตือนให้รู้เมื่ออาหารชิ้นนั้นสุก ซึ่งจะช่วยให้เขาลดการพึ่งพาคนอื่นและขอความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น ตามหลัก Independent Living หรือการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ซึ่งจะช่วยให้คนพิการทางสายตาเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองด้วย” นายกานต์รวีย์ กล่าว

เมื่อโจทย์และข้อมูลที่ต้องการชัดเจนการทำงานจริงก็เริ่มขึ้น ทีมงานจึงนำแนวคิดไปปรึกษากับอาจารย์จุฑารัตน์ สุ่นประเสริฐ ครูที่ปรึกษาในโรงเรียน และ ผศ.ดร.ธิติมาวงษ์ชีรี ที่ปรึกษาจากศูนย์วิจัยและบริการเพื่อชุมชนและสังคม สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มจธ.

“จากการหาข้อมูลเชิงลึกเราพบว่าอุปกรณ์สำหรับช่วยคนพิการทางสายตาในบ้านเรามีอยู่พอสมควรแต่เป็นการช่วยเหลือในการออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน อย่างไม้เท้า หรือแอปช่วยเดินทางต่างๆ แต่อุปกรณ์ในบ้านสำหรับคนพิการทางสายตาแทบไม่มีเลย จึงเป็นปัญหาอย่างยิ่งกับพวกเขาที่ต้องอยู่กับบ้านในช่วงโควิด ทำให้คนพิการทางสายตาส่วนใหญ่ต้องกินอาหารสำเร็จรูป อาหารเวฟ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นหลัก ไม่สามารถทำอาหารสดใหม่กินเองได้” นางสาวปณาลี กล่าว

จากโจทย์ว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้คนตาบอดรู้ว่าอาหารนั้นสุกแล้ว นำไปสู่ไอเดีย “การติดเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหารแบบเข็มไว้กับที่คีบอาหาร” โดยจะมีการเขียนโปรแกรมเพิ่มเติมให้สามารถแจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิของเนื้อชิ้นนั้นสูงถึงระดับที่ตั้งไว้ ซึ่งบริเวณปลายที่คีบจะมีแท่งโลหะที่เป็นตัววัดอุณหภูมิ การใช้งานเพียงกดปลายที่คีบลงบนเนื้อชิ้น อุณหภูมิในเนื้อสัตว์ที่เซ็นเซอร์วัดได้ ก็จะถูกส่งเข้าโปรแกรมเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้ใช้งานได้รู้หากเนื้อชิ้นนั้นสุก

“เราทำระบบแจ้งเตือนไว้ให้เลือกทั้งเตือนแบบเสียง และเตือนแบบสั่น เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานทั้งภายในบ้านและนอกสถานที่ โดยได้นำตัวต้นแบบไปทดลองการทำอาหารประเภทย่างและผัด โดยใช้วัตถุดิบเป็นเนื้อไก่ เนื้อหมู ที่มีขนาดความหนา 2, 6 และ 10 มิลลิเมตร ตามลำดับ ในเนื้อสัตว์ 1 ชิ้น ทำการวัดอุณหภูมิ 2 จุด และทดลองซ้ำขนาดละ 3 ชิ้น โดยเก็บค่าทุก 15 วินาที ผลจากการทดลอง ทำให้เราได้นำไปใช้เขียนโค้ดให้อุปกรณ์แจ้งเตือน เมื่ออุณหภูมิของเนื้อสัตว์อยู่ที่ 85-90 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เราทดลองแล้วว่าทำให้เนื้อสัตว์ที่นำมาย่างหรือผัดสุกทั่วทั้งชิ้น”นางสาวมิ่งขวัญ กล่าว

สำหรับการนำไปทดลองใช้จริงนั้น นางสาวปณาลี กล่าวว่า จากการนำไปให้คนพิการทางสายตาได้ทดลองใช้ พบว่าได้รับความพึงพอใจในระดับมาก รวมถึงได้รับข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาอุปกรณ์ในอนาคตว่า ควรปรับด้ามจับให้เป็นสีเข้มเพื่อให้คนสายตาเลือนรางสามารถสังเกตได้ ปรับขนาดให้เล็กลงและน้ำหนักให้เบาขึ้น และสามารถบอกอุณหภูมิเป็นเสียงพูดได้ ซึ่งต้นทุนในการทำอุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่เกิน 600 บาท

แต่ไม่ว่า เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสัตว์สำหรับคนพิการทางสายตา ที่ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ โรงเรียน วมว.ทั่วประเทศ รวมถึงรางวัลบทความวิชาการดีเด่น ด้านการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อและส่งเสริมอาชีพให้คนพิการ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะได้รับการสนับสนุนหรือต่อยอดไปสู่ผลิตจริงหรือไม่

สิ่งที่น้องๆ ทั้ง 3 คน ได้รับจากการทำงานครั้งนี้ คือการเปิดประสบการณ์และสร้างทักษะในหลายๆ ด้าน ทั้งการทำงานเป็นทีม การทำงานจากโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย การออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดังที่ นางสาวมิ่งขวัญ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคืองานนี้ช่วยปรับทัศนคติของพวกเราต่อคนพิการทางสายตาให้เปลี่ยนไป เราพบว่าพวกเขามีปัญหาในการใช้ชีวิตมากกว่าแค่การเดินทางเหมือนที่หลายคนคิด เรื่องอาหารก็เป็นปัญหาใหญ่เช่นกัน โดยสิ่งที่เขาอยากได้มากที่สุดคือ เครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถช่วยตัวเองได้มากที่สุด

ผศ.ดร.ธิติมา ในฐานะที่อาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้อาจจะยังไม่ได้รับการผลิตจริงออกสู่ท้องตลาดในตอนนี้ แต่ข้อค้นพบและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น สามารถต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดที่จะช่วยสนับสนุนการใช้ชีวิตของคนตาบอดในประเทศไทยในอนาคต

“ปัจจุบันอุปกรณ์ที่ช่วยเหลือคนพิการในประเทศไทยมีอยู่น้อยมาก จำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง คนพิการทางสายตาหลายคนอาจเข้าไม่ถึง แต่การเริ่มต้นคิดค้นอุปกรณ์สนับสนุนการใช้ชีวิตของคนพิการด้วยคนไทยเอง ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มี ผลิตขึ้นในประเทศ จะเป็นการช่วยเพิ่มตัวช่วยในการใช้ชีวิตให้คนพิการ ทั้งยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ของไทยไปพร้อมกัน” ผศ.ดร.ธิติมา กล่าว

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812347

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

ปลุกจินตนาการหนูน้อยผ่าน6นิทรรศการ ในงาน ‘อว.แฟร์ฯ ระดับภูมิภาค’

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดใหญ่ “อว.แฟร์ SCI POWER FOR FUTURE THALAND ระดับภูมิภาค” พร้อมโชว์ศักยภาพของไทยในการพัฒนา เศรษฐกิจด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ภายในงานพบกับนิทรรศการ 6 โซน ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย อาทิ โซน Inspiration by Science ปลุกจินตนาการ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ด้วยคาราวานวิทยาศาสตร์พร้อมสัมผัสประสบการณ์สุดล้ำน่าตื่นเต้นไปกับ AR / VR และโดม Immersive Artโซน Science for Lifelong Learning นิทรรศการตลาดนัดหลักสูตร ที่รวมเอาหลักสูตรสมัยใหม่ สำหรับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในอนาคต เพื่อรองรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อากาศยานไร้คนขับ การพัฒนาอุตสาหกรรม oleochemical ให้สามารถตอบโจทย์อุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 4 ภาค

โซน Startup Launchpad นิทรรศการแสดงสินค้านวัตกรรมจากผู้ประกอบการรุ่นใหม่สาย deep tech เปิดตลาดเป็นผู้นำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โซน Science for Exponential Growth รวบรวมบริการและกลไกสนับสนุนผู้ประกอบการเทคโนโลยีให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยแพลตฟอร์มอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และกลไกสนับสนุนของกระทรวง อว. โซน Science for All Well-being แสดงสินค้าและบริการนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และโซน Science for Future Thailand ที่รวมเอาเทคโนโลยี ผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดเป็นนวัตกรรมล้ำค่าในอนาคต

โดยประเดิมที่แรก ภาคอีสานระหว่างวันที่ 20-22 มิ.ย.2567 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา และจะมีกำหนดจัดอีก 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ วันที่ 27-29 มิ.ย.2567 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค จ.เชียงใหม่ ภาคใต้วันที่ 4-6 ก.ค.2567 ณ อาคารไทยบุรี ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออก วันที่ 11-13 ก.ค.2567 ณ หอประชุมธำรงบัวศรี ม.บูรพา จ.ชลบุรี และพบกับการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่“อว.แฟร์” ส่วนกลาง ระหว่างวันที่ 22-28ก.ค.2567 เวลา 09.00-20.00 น.ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812354

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ  พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

‘สศร.’ ประกาศ 18 โครงการ พัฒนา-สร้างคุณค่า 3 เมืองศิลปะ

วันอังคาร ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายโกวิท ผกามาศ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า ตามที่ จัดประกวดข้อเสนอโครงการเพื่อพัฒนาเมืองแห่งศิลปะ ปี 2567 ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพชุมชนสู่การเป็นเมืองแห่งศิลปะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในพื้นที่ 3 จังหวัด เมืองแห่งศิลปะ ได้แก่ จ.กระบี่ เชียงราย และนครราชสีมา เพื่อนำโครงการมาสร้างสรรค์ให้เกิดคุณค่าทางวัฒนธรรมของแต่ละเมืองมาสร้างมูลค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ และสร้างรายได้เข้าสู่จังหวัด และประเทศอย่างยั่งยืน

โดยขณะนี้ ได้มีการพิจารณาตัดสินโครงการที่ได้รับรางวัลแล้ว จำนวน 18 โครงการ ดังนี้ จ.กระบี่ รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการศาสตร์ศิลป์โนรา มรดกทางภูมิปัญญา จากงาน Local สู่เลอค่า ร่วมสมัย โดย นายวิทวัส ค้าของ รางวัลชมเชย 5 รางวัล ได้แก่ 1.โครงการนิทรรศการจิตรกรรม ตำนาน สืบสานเรือหัวโทง โดย นางอมรรัตน์ ลอเนอร์ 2.โครงการศิลปะเพื่อมวลชน โดย นายคีตการ แก้วเล็ก 3.โครงการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยริมเขื่อนหน้าเมืองกระบี่ : 3ART in Krabi โดย นายธรรมดิวิชย์ ศรีรุ้ง

4.โครงการกระบี่อาร์ตวีค 2 : ศิลปะเพื่อโลก โดย นายพัฒนศิลป์ ชูทอง และ 5.โครงการทะเลนิยมโดย นายกฤษฎา กันณรงค์ จ.เชียงราย รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการทุกที่คือ แกลลอรี่ พัฒนาสถานประกอบการในจ.เชียงรายให้เป็นพื้นที่ทางเลือกสำหรับจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย ไปจนถึงโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก กิจกรรมเวิร์กช็อปด้านศิลปะและที่พำนักศิลปินอย่างยั่งยืน โดย น.ส.กีรติ วุฒิสกุลชัย

รางวัลชมเชย ได้แก่ 1.โครงการแม่ลาว 6.3 โดยกลุ่มศิลปินแม่ลาว 2.โครงการบ่ม เบลนด์ ฟื้นฟูพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ สโมสรสำนักงานยาสูบเมืองเก่าเชียงราย โดยกลุ่ม Blend 3.โครงการออกแบบเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “กาดก้อมเมืองแก้วในม่านหมอก(ควัน)” โดยกลุ่ม Chiangrai Creative Common 4.โครงการสุดยอดบ้านศิลปินถิ่นเชียงราย .. สู่เมืองแห่งศิลปะยั่งยืน โดย สมาคมขัวศิลปะ และ 5.โครงการเชียงรายฟิล์มแลป โดย นางนภกานต์ บุญฑริก

จ.นครราชสีมา รางวัลชนะเลิศดีเด่น ได้แก่ โครงการ ศิลป์ ดิน สร้างสรรค์มูลค่า ผลผลิตทางวัฒนธรรม โดย นายนิมิต พิพิธกุล รางวัลชมเชย ได้แก่ 1.โครงการแรงบันดาลใจจากภาษาโคราชสู่การออกแบบคาแร็กเตอร์อาร์ตทอยด้วยวัสดุหัตถกรรมงานหล่อหินทรายจากภูมิปัญญาหนองโสน จ.นครราชสีมา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้สำหรับครูสอนศิลปะ โดย ผศ.เกรียงไกร ดวงขจร 2.โครงการการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัย “ศิลป์อีสาน” ครั้งที่ 2 หัวข้อ ภาพลักษณ์โคราช ภาพลักษณ์อีสาน” โดย ผศ.ชยารัฐ จุลสุคนธ์

3.โครงการการแปรสีธรรมชาติจากขยะดอกไม้สู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยเพื่อต่อยอดทักษะทางอาชีพและส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมใน จ.นครราชสีมา โดย น.ส.สิรินภา มิ่งขวัญ 4.โครงการอะซะจั๋นพิมาย : กำเนิดผู้สร้าง สร้างผู้เสพ โดย ภาคีอนุรักษ์เมืองพิมาย และ 5.โครงการนิทรรศการเล่าเรื่องแมวโคราชด้วยไฟดิจิทัล 3D Mapping Projection & Lighing โดย นางอิญชญา คำภาหล้า

‘ศุภมาส’เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812450

'ศุภมาส'เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

‘ศุภมาส’เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี 67

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 21.50 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดงานประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 เตรียมจับมือนำงานวิจัยและนวัตกรรมลดปัญหาอาชญากรรม

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 ซึ่งจัดภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบังคับใช้กฎหมายในสังคมดิจิทัล” โดยมี พล.ต.ท.ดร.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผู้บริหารโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ณ ห้องประชุมเตมียเวส โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมโลกสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้พรมแดน ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาททั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้การดำรงชีวิตได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็อาจก่อให้เกิดผลเสียตามมา ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ ต้องรับผลกระทบจากกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนี้ ส่วนหนึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมที่มีรูปแบบที่ซับซ้อนและอันตรายมากขึ้น ทำให้ยากต่อการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้างต่อบุคคล เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ

ดังนั้น หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรม รวมทั้ง ภาคประชาชนที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันถึงวิธีการบังคับใช้กฎหมาย การวิเคราะห์แนวโน้มการเกิดอาชญากรรม การบริหารองค์กร ตลอดจนการจัดสรรเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้มีความพร้อมต่อการดำเนินงาน เพื่อควบคุมปัญหาอาชญากรรมให้มีอัตราการเกิดน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปฏิรูปและพัฒนาวิทยาการด้านการอำนวยความยุติธรรมให้ทันสมัย มีการผลักดันการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมกับงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการสร้างมาตรการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทุกภาคส่วน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมของประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า การจัดการประชุมวิชาการระดับชาติฯ ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจครั้งนี้ นับว่าเป็นเวทีสำคัญ สำหรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมและอื่นๆ ได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนผลงานทางวิชาการสู่สาธารณชน ทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม ซึ่งกระทรวง อว.พร้อมร่วมมือกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในทุกมิติ โดยเฉพาะการนำงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องมาร่วมต่อยอดและพัฒนาการดำเนินการเพื่อลดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ กิจกรรมในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ประจำปี พ.ศ. 2567 ประกอบไปด้วย การปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ อาชญากรรมในยุคสังคมดิจิทัล โดย ดร.ปริญญา หอมเอนก การเสวนาในหัวข้อ การเฝ้าระวังภัยในยุคสังคมดิจิทัล จากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล รองอธิการบดีฝ่ายความปลอดภัย มหาวิทยาลัยรังสิต, ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และ ร.ต.อ.ดร.เขมชาติ ประกายหงส์มณี ผอ.กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยและผลงานวิชาการสาขาสังคมศาสตร์ อาชญาวิทยา และการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมาย และนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีนักวิชาการสนใจเข้าร่วมนำเสนอเป็นจำนวนมาก บริเวณงานมีการ จัดแสดงนิทรรศการและแสดงบูธผลงาน อาทิ บูธชมรมไซเบอร์ บูธ กสทช. บูธสำนักงานกิจการยุติธรรมฐานข้อมูลงานวิจัยในกระบวนการยุติธรรม บูธโครงการวิจัย และบูธหลักสูตรคณะต่างๆ ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นต้น

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/812427

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

ศธ.สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ

วันจันทร์ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.55 น.

“ศธ.” สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ส่งเสริมผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่านการศึกษาสายอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ในสังคม

วันที่ 24 มิถุนายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  เป็นประธานเปิดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับผู้เรียนพิการ สู่การเปลี่ยนผ่าน (ปฐมนิเทศนักศึกษาพิการ ประจำปีการศึกษา 2567) และแสดงผลงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา โดยมี นายยศพล เวณุโกศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวรายงายการดำเนินงาน พร้อมกันนี้มี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน จำนวน 481 คน เข้าร่วม และ Online ทางเพจ Facebook ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ณ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี 

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน  กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความมุ่นมั่น ตั้งใจในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกคน ยกระดับการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ภายใต้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยเชื่อมั่นว่าผู้เรียนทุกคนจะมีความสุข ถ้าได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เสมอภาคกัน จึงได้กำหนดนโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ให้สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรีมีงานทำ ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  มุ่งสู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตผู้เรียน และประชาชนได้เรียนตามความสนใจและความถนัดของตนเอง โดยเฉพาะผู้พิการที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องได้รับโอกาสในการเข้าถึงทางการศึกษาและการฝึกทักษะวิชาชีพ เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถพึ่งพาตนเอง ใช้ชีวิตในสังคม และเกิดความมั่นคงของชีวิตได้ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าของสังคม 

ด้านนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.  กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นำนโยบายรัฐบาลและนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ สู่การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา 8 วาระงานพัฒนาอาชีวะ โดยวาระงานที่ 1 “ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime)”  ขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอาชีวศึกษา (Vocational for All) โดย สอศ. ได้จัดจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาภาค จำนวน 10 ศูนย์ และศูนย์ส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาจังหวัด จำนวน 77 จังหวัด 

จากการดำเนินงานดังกล่าว สอศ. ได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะชีวิตสำหรับผู้เรียนพิการสู่การเปลี่ยนผ่าน และแสดงผลงานด้านการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมผู้เรียนพิการในมิติต่างๆ โดยภายในงานจัดให้มีนิทรรศการการดำเนินงานศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษ (ศพอ.) นิทรรศการ 5 เมืองอาชีพ ได้แก่

เมืองผ้าและผลิตภัณฑ์ เมืองศิลปะ เมืองอาหาร เมืองสุขภาพ และเมืองอุตสาหกรรม นิทรรศการนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เพื่อคนพิการและนิทรรศการสถานศึกษาเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยสารพัดช่าง (วช.) สุรินทร์ เฉพาะทางความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย และทางสติปัญญา, วช.เชียงใหม่ เฉพาะทางทางความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างการ และทางสติปัญญา เป็นต้น ซึ่งมีกลุ่มคนพิการทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ พิการทางการเห็น พิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย พิการจิตใจหรือพฤติกรรม พิการทางสติปัญญา พิการทางการเรียนรู้ และพิการทางออทิสติก ร่วมแสดงผลงานและสาธิตอาชีพด้วย 

“ในปีการศึกษา 2567 มีคนพิการจำนวน 1,853 คน ได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สอศ. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น 2 % จากปีการศึกษา 2566 เพื่อให้คนพิการและประชาชนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้รับการ (Up Skill, Re Skill) มีหลักสูตร 86 หลักสูตร มีคนพิการผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่า 2,000 คน สอศ. ให้ความสำคัญกับคนพิการที่เป็นประชาชนกลุ่มเปราะบางในสังคม เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และยังเป็นกลุ่มเป้าหมายต่อพัฒนาการจัดการศึกษาอาชีวศึกษาเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเชื่อมั่นว่าหากกลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาให้มีศักยภาพเพียงพอแล้ว จะสามารถเป็นกำลังคนของประเทศที่มีประสิทธิภาพ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนภาพลักษณ์ของอาชีวศึกษาในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการสู่สังคม และช่วยสร้างโอกาส ความเสมอภาคสำหรับคนพิการให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาสายอาชีพมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากศูนย์บริหารงานการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษา ศูนย์การศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาภาค ศูนย์ส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษอาชีวศึกษาจังหวัด สถานศึกษาเฉพาะทางความพิการ สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนคนพิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านคนพิการ