นำร่องการสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809913

นำร่องการสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น  แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

นำร่องการสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น แก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

วันพุธ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เคเอฟซี ประเทศไทย จับมือ กสศ. เดินหน้าโครงการ “KFC Bucket Search” นำร่องสร้างหลักสูตรการเรียนที่ยืดหยุ่น เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ตั้งเป้ายกระดับชีวิตของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวน 300 คน ภายในปี 2567 หลักสูตรนอกกรอบของเคเอฟซีช่วยจุดประกายความหวังด้านการศึกษา และเปิดประตูสู่อาชีพที่ดีในอนาคต ภายใต้แนวคิดที่ว่า“ทุกศักยภาพไม่ควรถูกทอดทิ้ง” โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติมาร่วมงานงานจัดขึ้นที่สำนักงานกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษานางสาวภัทรา ภัทรสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดบริหารแบรนด์เคเอฟซี บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ดร.ไกรยสภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) นางจารุวรรณ บุญโตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ

พร้อมเปิดตัวห้องเรียนเคเอฟซีและสร้างหลักสูตรนอกกรอบ หรือ “หลักสูตรทักษะอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ” เป็นการนำร่องการศึกษายืดหยุ่นที่เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านการทำงานและเรียนไปพร้อมกันตัวอย่างวิชาเรียน เช่น ด้วยใจรักนักบริการ ที่จะเรียนรู้เรื่องของงานบริการในร้านอาหาร รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ หรือวิชาจักรวาลภาษาในโลกธุรกิจเพื่อให้สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นในการทำงาน และที่พิเศษอีกวิชาของเคเอฟซี คือ ตัวตึงวงการอาหาร และปรมาจารย์ด้านการครัว ที่จะทำให้เข้าใจมาตรฐานการทำสินค้าให้อร่อยถูกสุขลักษณะในทุกคำ

เลขาธิการ กพฐ.ปลื้มแก้หนี้สินครูได้เกือบ 4.4 แสนคน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809961

เลขาธิการ กพฐ.ปลื้มแก้หนี้สินครูได้เกือบ 4.4 แสนคน

เลขาธิการ กพฐ.ปลื้มแก้หนี้สินครูได้เกือบ 4.4 แสนคน

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 17.36 น.

เลขาธิการ กพฐ.ปลื้มแก้หนี้สินครูได้เกือบ 4.4 แสนคน ชื่นชมสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 40 แห่ง ร่วมลดดอกเบี้ยให้ครูปลดหนี้ได้เร็วขึ้น

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติ ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจมาก ข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2567 ถึง วันที่ 10 มิถุนายน 2567 พบว่า มีผู้สมัครใจมาลงทะเบียนกับศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ.จำนวน 7,820 คน จาก 245 เขตพื้นที่การศึกษา รวมผู้ที่ได้รับการแก้ไขปัญหาสำเร็จแล้ว จำนวน 710 คน คิดเป็นมูลค่าหนี้ที่แก้ไขสำเร็จแล้ว จำนวน 2,130 ล้านบาท จำแนกเป็น กลุ่มสีเหลือง 1,370 คน แก้ไขสำเร็จ 159 คน อยู่ระหว่างดำเนินการ 1,211 คน กลุ่มสีแดงไม่ถูกฟ้อง 4,660 คน แก้ไขสำเร็จ 468 คน อยู่ระหว่างดำเนินการ 4,192 คน และกลุ่มสีแดงถูกฟ้อง 971 คน แก้ไขสำเร็จ 83 คน อยู่ระหว่างดำเนินการ 888 คน และมีกลุ่มรอเข้าระบบ 819 คน ซึ่งเมื่อพิจารณาในภาพรวมพบว่ามีครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัด สพฐ.จำนวน 439,858 คน ได้รับการแก้ไขปัญหาหนี้สินมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้นและปลดภาระหนี้สินได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งสืบเนื่องจากได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงิน และ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญลง

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ข้อมูลถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2567 พบว่า ตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 มีสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จำนวน 40 แห่ง ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญลง และ ในจำนวนนี้มีถึง 10 แห่ง ที่คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญไม่เกินร้อยละ 4.75 ได้แก่ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี จำกัด อัตราดอกเบี้ย 4.75% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุทัยธานี 4.75% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชร 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครศรีธรรมราช 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครสวรรค์ 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพิจิตร 4.25% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสระบุรี 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูสุโขทัย 4.5% สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเครือข่ายพัฒนาชีวิตครูแพร่ 3.5% และในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูพระนครศรีอยุธยา จำกัด ก็จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญลง เหลือ 4.75 %

“ผมขอขอบคุณสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทุกแห่ง ที่ให้ความร่วมมือในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สามัญลง ซึ่งช่วยให้ครูและบุคลากรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ลดภาระหนี้สินและมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น และอยากให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่ยังไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ดำเนินการปรับลดดอกเบี้ยลงด้วย โดยผมได้มอบหมายให้ นายภูมิ พระรักษา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ.ไปศึกษาข้อกฎหมายและความเป็นไปได้ ในการให้สมาชิกของสหกรณ์ฯที่มีหนี้สินอยู่กับสหกรณ์ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง สามารถโอนย้ายความเป็นสมาชิกและหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดไปอยู่กับสหกรณ์ฯ ที่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าได้ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินให้ครูได้มากยิ่งขึ้น” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809706

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ  ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

สกู๊ปพิเศษ : ครบรอบ 15 ปีแห่งการสืบสานงานพ่อ ส่งต่อพระราชปณิธานเกษตรพอเพียง

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

23 มิถุนายน ของทุกปีเป็น วันคล้ายวันสถาปนาของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ. ซึ่งปีนี้ครบรอบ 15 ปี โดยที่ผ่านมา พกฉ. ทำหน้าที่ในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ด้านการเกษตร รวมทั้งการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตรเชิงประจักษ์สู่สังคม ผ่านการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนิทรรศการหมุนเวียน งานมหกรรมเฉลิมพระเกียรติ และตลาดเศรษฐกิจพอเพียง การถ่ายทอดและส่งต่อองค์ความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาเรียนรู้สู่การประยุกต์ใช้และต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคง

พลอากาศเอก เสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการ พกฉ. กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานในปี 2566 พกฉ. มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ พันธกิจและเป้าหมายขององค์กร ในการไปสู่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำแห่งการเรียนรู้ พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์เกษตรและเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นวัตกรรมด้านการเกษตรของประเทศ

สำหรับผลการดำเนินงานของปี 2566 ที่ผ่านมา พกฉ.เผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ด้านการเกษตร ให้กับผู้เข้าชมและเข้าเรียนรู้ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน เกษตรกร บุคลากรในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งรูปแบบออนไซต์และออนไลน์กว่า 700,000 คน บนพื้นที่ 374 ไร่ผ่านกิจกรรมและการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรการส่งเสริมการเรียนรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงกว่า 13 หลักสูตร กิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ของครอบครัวกับโครงการท่องเที่ยวสุขสันต์ ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จัดมหกรรมเฉลิมพระเกียรติและนิทรรศการหมุนเวียนจำนวน4 ครั้ง จัดตลาดเศรษฐกิจพอเพียง ตลาดแห่งมิตรภาพ ตลาดแห่งองค์ความรู้และการแบ่งปัน ตลาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำหน่ายผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ปลอดภัย จำนวน 11 ครั้ง ตลอดจนการจัดนิทรรศการสัญจรไปยังกลุ่มเป้าหมายกว่า 12 ครั้ง โดยร่วมมือกับเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ และภาคีความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน

ส่วนปี 2567 นี้ ได้กำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนเพื่อสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการเกษตร โดยได้มีการปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งพิพิธภัณฑ์ในอาคารและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งให้มีความทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัย และมีการเรียนรู้ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พื้นที่แห่งการเรียนรู้“กษัตริย์ เกษตร” สอดคล้องการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่หลากหลาย ภายใต้แนวคิดความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ พลังแห่งแผ่นดิน เพื่อสร้างความสุขที่พอเพียงด้วยวิถีเกษตรไทย ทั้งในรูปแบบออนไซต์และออนไลน์ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเรียนรู้ในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ให้มากยิ่งขึ้นและทำงานขยายผลเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ให้ครบจำนวน 72 จังหวัด และเพิ่มเติมในอนาคตให้ครบทุกจังหวัดต่อไป โดยความร่วมมือของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ฯ และภาคีความร่วมมือให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่สำคัญของทุกภาคของไทย ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว สังคมสู่การพัฒนาบนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2529-2212-13,08-7359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Youtube : พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ

งานวิจัย สทน.คว้าเหรียญเงิน ‘Silver Medal Award’ ประเทศโปแลนด์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809707

งานวิจัย สทน.คว้าเหรียญเงิน ‘Silver Medal Award’ ประเทศโปแลนด์

งานวิจัย สทน.คว้าเหรียญเงิน ‘Silver Medal Award’ ประเทศโปแลนด์

วันอังคาร ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร “ขุยมะพร้าว” ผ่านกระบวนการทางรังสี “เรเดียน -คอโคซอร์ฟ : Radiant-Coircosorp” แพลตฟอร์มการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อใช้ประโยชน์จากขุยมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกพืชคุณภาพสูง ผลงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) คว้ารางวัลนานาชาติ เหรียญเงิน Silver Medal Award จาก 17th International Invention and Innovation Contest (INTARG2024) ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์

ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์รองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์ในหลายแขนง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีความมุ่งมั่นพัฒนาผลงานวิจัยและนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้มากขึ้น และในปี 2567 มีงานวิจัยของ สทน. ที่มีความโดดเด่นได้รับรางวัลระดับนานาชาติหลายรางวัล ทั้งงานวิจัยทางด้านการแพทย์ งานวิจัยทางอุตสาหกรรม สำหรับงานวิจัยทางด้านเกษตรกรรมที่ได้รับรางวัลในปีนี้คือ

“เรเดียน-คอโคซอร์ฟ : Radiant-Coircosorp” แพลตฟอร์มการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อใช้ประโยชน์จากขุยมะพร้าว พัฒนาเป็นวัสดุเพาะปลูกคุณภาพสูง ได้รับรางวัลเหรียญเงิน Silver Medal Award จากการประกวดในเวที The 17th International Invention and Innovation Show (INTARG 2024) ระหว่างวันที่ 21-23 พ.ค. 2567 ณ เมืองคาโตไวซ์ สาธารณรัฐโปแลนด์ นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล NRCT Honorable Mention Award จาก Nation Research Council of Thailand (NRCT) ในงาน INTARG2024 ผลงานวิจัยนี้มี ดร.ละมัย ใหม่แก้ว เป็นหัวหน้าทีมวิจัย นักวิจัยร่วมโครงการ ได้แก่ นางสาวภัทรา เลิศศราวุธ ดร.ธนกร แสงทวีสินนายวิชัย ภูริปัญญวานิช และนางสาวฉัตรสุดา คงเพ็ง

ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์รองผู้อำนวยการ สทน. 

ดร.ละมัย ใหม่แก้ว หัวหน้าทีมวิจัย “เรเดียน-คอโคซอร์ฟ : Radiant-Coircosorp” เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการคิดค้นกรรมวิธีผลิตวัสดุเพาะปลูกทดแทนพีทมอสที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูก โดยใช้ขุยมะพร้าวซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย โดยทั่วไปขุยมะพร้าวที่ยังไม่ผ่านกระบวนการใดๆ ในท้องตลาดจำหน่ายในราคาเฉลี่ยลิตรละ 1 บาท แต่เมื่อนำมาแปรรูปร่วมกับการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์พัฒนาเป็นวัสดุเพาะปลูกที่มีคุณภาพสูงจะทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น มีต้นทุนเฉลี่ยลิตรละ 10 บาท เพื่อทดแทนการนำเข้าพีทมอสจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาขายในประเทศเฉลี่ยลิตรละ 10-17 บาท ขุยมะพร้าวที่นำมาผลิตผ่านกระบวนการนี้ มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของพืช ช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูก อีกทั้งในกระบวนการผลิตก็เป็นวิธีที่ลดการใช้ความร้อน ลดการใช้สารเคมี และลดปริมาณของเสียสู่สิ่งแวดล้อม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยกรรมวิธีดังกล่าวมี3 ชนิด คือ 1) Radiant-Coir :วัสดุเพาะปลูกปลอดเชื้อรา จุลินทรีย์ และไข่แมลง โดยนำขุยมะพร้าวบดละเอียดมาล้างสารแทนนินออกด้วยน้ำประปา ผึ่งแดดจนแห้งสนิท นำขุยมะพร้าวปลอดแทนนินมาผสมพีทมอส นำไปฉายรังสีจะได้วัสดุเพาะกล้าที่มีคุณภาพสูง มีเชื้อโรคปนเปื้อนน้อยลง เหมาะแก่การนำไปเพาะปลูกกล้าพืช 2) การผลิต Radiant-CoirGel เป็นการผลิตเจลจากขุยมะพร้าว พัฒนาเป็นแผ่นเจลที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีสามารถดูดซับและเก็บกักน้ำได้มากถึง 116 เท่า ของน้ำหนักแห้ง นำไปผสมกับวัสดุเพราะปลูกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดิน ลดการใช้น้ำ และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ 3) การผลิต Radiant-Sorp เป็นการผลิตโฟมจากแทนนินที่สกัดจากน้ำล้างขุยมะพร้าว มีคุณสมบัติสามารถดูดซับสารละลายเหล็กจากน้ำได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบเพื่อให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน งานวิจัยนี้ นอกจากจะช่วยในเรื่องการส่งเสริมทางเศรษฐกิจแล้วยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ศูนย์สอบฯแจงข้อผิดพลาด’สอบครูผู้ช่วย 2567′ ยกคะแนนให้ฟรี 41 ข้อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809766

ศูนย์สอบฯแจงข้อผิดพลาด'สอบครูผู้ช่วย 2567' ยกคะแนนให้ฟรี 41 ข้อ

ศูนย์สอบฯแจงข้อผิดพลาด’สอบครูผู้ช่วย 2567′ ยกคะแนนให้ฟรี 41 ข้อ

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 19.05 น.

ศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ชี้แจงข้อผิดพลาดสอบครูผู้ช่วย 2567 ยกผลประโยชน์ให้ผู้สอบ โดยยกคะแนนฟรี 41 ข้อ ยืนยันว่าผู้สอบต้องได้รับความยุติธรรมทุกคน

10 มิ.ย.67 จากกรณีของการสอบครูผู้ช่วย สพฐ.2567 ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ข้อสอบที่ยาก และมีข้อผิดพลาดในข้อสอบหลายวิชา นำมาซึ่งข้อเรียกร้องให้คณะกรรมการพิจารณาตรวจข้อสอบใหม่อีกครั้ง

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์สอบธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความระบุ 

เรียน ผู้สอบครูผู้ช่วย สพฐ.2567

ก่อนอื่น ศูนย์สอบฯ ขออภัยในข้อบกพร่องเรื่องการจัดทำข้อสอบ และยินดีรับข้อทักท้วงและเสนอแนะทุกประการ ในระหว่างการสอบ 2 วันนี้ คณะกรรมการ ได้มีการรับทราบข้อมูลโดยตลอด และหาทางแก้ไข ก่อนอื่นขอเรียนเหตุผล และข้อมูลดังนี้

1.การสอบ ครูผู้ช่วย สพฐ.2567 ต้องยุติธรรม ต่อทุกสาขาเอกวิชา และระบบการบริหารจัดการ เน้นเรื่องความปลอดภัย ต้องโปร่งใส ไม่มีเรื่องทุจริต ทั้งสามารถให้ผู้สอบ หรือหน่วยงานตรวจสอบเข้าตรวจสอบภายหลังได้

2.ศูนย์สอบแบ่งคณะกรรมการออกเป็น 3 ทีม ทีมออก ทีมเลือก ทีมพิมพ์ข้อสอบ โดยทุกทีม หลังจากได้รับมอบหมายงานจะถูกเก็บตัว และไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของทีมอื่น

3.หลักของการออกข้อสอบ ภาค ก. คือไม่ให้เอกใด มีความได้เปรียบเสียเปรียบ ดังนั้น คณิตศาสตร์จะเน้นเรื่องการหาคำตอบคล้ายข้อสอบ กพ.(แต่หลายคนบอกง่ายกว่า) เรื่องโจทย์ภาษาไทย ยาว 3-4 หน้า เป็นการวัดเรื่องการจับใจความ สรุปความซึ่งจริงๆไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด เพราะมีคำตอบบอกชัดในโจทย์ (ย้ำว่าไม่ใช่กับดักเวลา) ส่วนภาษาอังกฤษ (หลายคนบอก MVP)เแค่วัดคนพอสื่อสารภาษาอังกฤษได้ หรือไม่ได้เท่านั้น ส่วนวิชาการเป็นข้าราชการที่ดี(ดาวร้าย) ก็อาจดูยากไปแต่ จริงๆก็อยู่ในกรอบเนื้อหาและ การเป็นข้าราชการท่านต้องมีความรู้เหล่านี้ด้วย วิชานี้ทุกเอกไม่มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบเท่าไร จึงต้องรับบทผู้ร้าย ทั้งหมดนี้เพื่อคัดผู้สอบไปแข่งกันที่แต่ละเอกวิชา

4. ในส่วนคำเฉลย ภาค ก. ทั้ง 3 วิชา คณะกรรมการ ให้เป็นไปตามที่ผู้ออก เฉลยไว้ ครับ

5.วันนี้ คณะกรรมการได้รับข้อทักท้วงเรื่องข้อสอบ หลังเวลาสอบเสร็จสิ้น จึงมีการประชุมกับ ทั้งผู้ออก ผู้เลือก ผู้พิมพ์ข้อสอบ โดยใช้ข้อมูลจาก ใบรายงานเหตุการณ์ที่ผู้สอบเขียน และข้อมูลที่ได้รับจากเพจศูนย์สอบธรรมศาสตร์ ทำให้สรุปได้ว่าเกิดความผิดพลาด 3 สาเหตุหลัก

– ผู้ออกข้อสอบ เขียนด้วยลายมือ และบางข้อที่มีปัญหานั้น มีหลาย version ข้อนั้นเลยมีตัวเลือกทั้ง Version เก่าใหม่ (บางข้อที่มีปัญหาผู้ออกทำตัวเลือกผิดแต่ต้นทาง)

– ผู้เลือกไม่มีสิทธิ ทราบคำเฉลยได้แต่เพียงเลือกข้อสอบ ทำให้การเลือกข้อสอบบางข้อหลุดไปจริงๆ

– ผู้พิมพ์ข้อสอบ ต้องพิมพ์ตามข้อสอบที่คัดเลือกแล้ว แต่เนื่องจากเป็นลายมือ และไม่มีความรู้เรื่องศัพท์เฉพาะ โดยคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ ข่้อที่ใช้สูตร พิมพ์ผิดเยอะ (ทราบภายหลัง)ประกอบกับผู้ตรวจทานมีเวลาน้อย ต้องรีบส่งต้นฉบับ และต้องไม่ให้ผู้ออกข้อสอบรู้ว่า ข้อใดถูกเลือกใช้สอบ ดังนั้นผู้ออกข้อสอบจึงไม่มีสิทธิตรวจต้นฉบับ

6.สำหรับ ข้อสอบวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ทั่วไป ปีนี้คณะกรรมการ ออกข้อสอบตัดสินใจ รวมชุดกันและใช้ข้อสอบเดียวกัน โดยหลังการสอบจะเสนอให้ สพฐ. พิจารณา ให้ผู้สอบทราบขอบเขตโครงสร้างข้อสอบ ก่อนประกาศการสอบ ทุกวิชาเอก

7. หลังการร่วมกันพิจารณามี มติ เรื่องการพิจารณา ยกประโยชน์ให้ผู้สอบ(ให้คะแนนทุกคน) ดังนี้

– วิชามาตรฐานความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน ให้คะแนนฟรี 1 ข้อ

– วิชาความรอบรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง มี 1 ข้อ ที่มี 2 ตัวเลือกที่ถูก

วิชาเอก
– เอกคณิตศาสตร์ มีข้อฟรี 11 ข้อ
– ฟิสิกส์ มีข้อฟรี 2 ข้อ
– เอกนาฎศิลป์ มีข้อฟรี 1 ข้อ
– วิทยาศาสตร์/วิทยาศาสตร์ทั่วไป มีข้อฟรี2 ข้อ
– สังคม 1 ข้อ
– ญี่ปุ่น 1 ข้อ
– ภาษาไทย มี 1 ข้อ ที่มี 2 ตัวเลือกที่ถูก
– พลศึกษา มีข้อฟรี 1 ข้อ และมี 1ข้อที่มีตัวเลือกถูก 2ข้อ
– บรรณารักษ์ มีข้อฟรี 1 ข้อ
– ดนตรีไทย มีข้อฟรี 1 ข้อ
– เคมี มีข้อฟรี 4 ข้อ และมี 1ข้อที่มีตัวเลือกถูก 2ข้อ
– ชีววิทยา มีข้อฟรี 5 ข้อ
– ดนตรีสากล มีข้อฟรี 4 ข้อ
– ประถมศึกษา มีข้อฟรี 2 ข้อ
– ธุรกิจศึกษา มีข้อฟรี1 ข้อ
– วิศวกรรมศาสตร์ มีข้อฟรี 1 ข้อ
– การศึกษาพิเศษ มีข้อฟรี2ข้อ

8. ในส่วนผู้ที่ไม่ฝนรหัสชุดข้อสอบ ศูนย์สอบจะต้องหารือกับ สพฐ.ก่อนไม่สามารถสรุปได้ตอนนี้ครับ

ทั้งหมดทั้งปวง คณะกรรมการของศูนย์สอบต้องขออภัย ในข้อผิดพลาด และขอนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุง กระบวนการจัดสอบให้ดียิ่งขึ้น และขอยืนยันว่าผู้สอบครูผู้ช่วย สพฐ.2567 ต้องได้รับความยุติธรรมทุกคนครับ

เสมา2 นั่งหัวโต๊ะรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะ กลุ่มมาตรา 38 ค(2) รับปากปัญหาไหนทำได้ทำทันที

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809748

เสมา2 นั่งหัวโต๊ะรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะ กลุ่มมาตรา 38 ค(2) รับปากปัญหาไหนทำได้ทำทันที

เสมา2 นั่งหัวโต๊ะรับฟังปัญหาข้อเสนอแนะ กลุ่มมาตรา 38 ค(2) รับปากปัญหาไหนทำได้ทำทันที

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 18.27 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2567  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการการทบทวนโครงสร้างและแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยมี ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา, ผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, สำนักงานปลัดศธ., และตัวแทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค(2) สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  9 กลุ่ม 1 หน่วยงาน, และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ชั้น 2 โรงเรียนราชวินิตมัธยม กทม. 

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาของบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 38 ค(2) ซึ่งวันนี้ตัวแทนทุกกลุ่มของบุคลากรได้มาพูดคุย ซึ่งตนได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ให้มาพูดคุยโดยมี มี เลขาธิการ กพฐ. กคศ., สภาการศึกษา, คุรุสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ โดยแนวทางแรกได้หารือถึงแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องอัตรากำลัง ที่กลุ่มงานต่างๆ ของมาตรา 38 ค (2) ที่อยู่ตามเขตพื้นที่นั้นขาดอัตรากำลังไม่เพียงพอ สำหรับการแก้ปัญหาในเรื่องนี้จะต้อง จะต้องทำเรื่องเสนอถึงคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อขอแปลอัตราเกษียณของครูผู้สอนที่เหลืออยู่ให้มาเป็นอัตราในมาตรา 38ค(2) โดยศธ.จะเสนอข้อมูลในเนื้องานที่จำเป็น หรือเหตุผลในการขอแปลอัตราจากครูผู้สอนมาเป็นตำแหน่งใน มาตรา 38 ค(2)  สองจะต้อง มีการแก้ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตรงนี้ทางเลขาธิการ กพฐ.จะต้องไปหารือกับคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย ที่มีปลัดศธ.เป็นเลขาธิการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่ือหารือถึงเนื้องานระหว่างศึกษาธิการจังหวัด กับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เนื้องจากอัตรากำลังของการศึกษาอื่น มาตรา 38ค(2) ที่มีปัญหานั้นเคยอยู่เขตพื้นที่การศึกษามาก่อน แต่เมื่อตั้งศึกษาธิการจังหวัด ก็มีการแบ่งงานและเอาคนไปช่วยงานที่ศึกษาธิการจังหวัด  แต่ตอนนี้งานโอนกลับมาเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว แต่คนยังไม่ได้คืน ซึ่งเรื่องนี้หลายรัฐมนตรีมีความพยายามทำแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ  วันนี้ เราจะติดตามให้ได้รับความสำเร็จว่าความจำเป็นของศึกษาธิการจังหวัด และสำนีกงานเขตพื้นที่ฯเป็นอย่างไร ถ้าเกินก็ขอคืน แต่ถ้าขาดก็ต้องช่วยกันเพราะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ทั้งนี้ ก็ต้องตามความสมัครใจด้วย และเท่าที่รับฟังบุคลากรเหล่านี้เขาสมัครใจที่จะกลับมาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้น เรื่องนี้ก็น่าจะแก้ไขได้เร็วขึ้น

รมช.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องความก้าวหน้าของตำแหน่งต่างๆของ มาจรา 38 ค (2) ขอมานั้น ก็มอบให้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปพิจารณาเรื่องการแก้กฏหมาย แก้มาตราที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องปลีกย่อยอีกมากที่จะต้องแก้ไข ซึ่งทุกรายละเอียดปลีกย่อยจะบอกเลยว่าตรงไหนรับผิดชอบ และเสร็จที่ใคร หรือถ้าต้องแก้ที่รัฐมนตรี  หรือ  คณะรัฐมนตรี(ครม.) ก็ต้องดำเนินการรงจุดนั้น ทุกระดับพร้อมที่จะแก้ไขเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ความขาดแคลน ความก้าวหน้า สิ่งที่เป็นปัญหาจะได้รับการคลี่คลาย ตนเชื่อว่าต่อไปนี้จะมีความชัดเจนและมีกำหนดไทม์ไลน์ของทุกฝ่ายที่รับผิดชอบด้วย

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมพูดคุยกันวันนี้ รวมถึงตัวแทนของ 38 ค(2) ทุกกลุ่มตามเขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆที่นำข้อเสนอแนะมาพูดคุยด้วยเหตุผล มารับฟังและช่วยเสนอแนะว่าสมควรจะแก้ไขแบบนี้ ซึ่งทางศธ.ก็ได้รับฟังข้อเสนอแนะที่ดีและเห็นด้วย ส่วนการทำงานแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น ตนจึงเสนอในที่ประชุมว่าอาจจะต้องตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามแต่ละเรื่องและต้องกำหนดระยะเวลาจะได้ทราบได้ว่าแต่ละเรื่องจะเสร็จเมื่อไหร่ 

“ ก็ขอให้บุคลากร มาตรา 38 ค(2) สบายใจได้ว่าวันนี้เรามีทิศทางที่ดีและชัดเจนขึ้น ไม่มีใครหลอกใครได้แล้ว เพราะผู้ใหญ่ในศธ.ตั้งใจมาหาลือกันและวันนี้ก็ลงรายละเอียดของปัญหาและมีความคืบหน้าว่าปัญหาอยู่ตรงจุดไหน ถ้าอยู่ที่ศธ.ก็จะหาทางแก้ไขเลย แต่ถ้าอยู่นอก ศธ.ผมและ รมว.ศธ.ก็พร้อมจะประสานหน่วยงาน คณะรัฐมนตรี  หรือ รัฐบาล เพราะศธ.ตั้งใจแก้ปัญหาจริงๆ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนและอยากให้รู้ว่าศธ.เป็นห่วงอะไรที่เป็นปัญหา ศธ.มีหน้าที่กำกับดูแลก็ต้องแก้ไขปัญหา เรื่องใดที่เราทำได้ ทำดี ทำได้ ทำทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.“ นายสุรศักดิ์ กล่าว 

ด้านว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ภายหลังรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในวันนี้แล้ว ปัญหาใดที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรี ก็รับไปแก้ไขเลย อันไหนเป็นอำนาจของเลขาธิการ กพฐ. ก็รับมาทำ ส่วนอันไหนที่เป็นอำนาจของสำนักงาน ก.ค.ศ. ก็เสนอให้ ก.ค.ศ.แก้ไข ส่วนอันไหนที่ต้องรอกฏหมาย ก็ต้องรอ พ.ร.บ.การศึกษาฯ

“กลุ่มที่มาวันนี้ เป็นผู้แทนของ 38 ค(2) ทั้ง 9 กลุ่ม 1 หน่วยงาน ซึ่งเลือกมากลุ่มละ 3 คน  วันนี้หลังจากที่ผมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะแล้ว ก็จะนำไปสังเคราะห์เป็นเรื่องมๆ เรื่องใดทำได้ทันทีก็ทำให้เลยตามนโยบาย รมว.ศธ. เรื่องไหนต้องรอ กฏหมายก็ต้องรอคณะรัฐมนตรี  ซึ่งเรื่องที่กลุ่ม 38 ค(2) มีความกังวล คือ เรื่องคนที่น้อย จากเดิม เรามีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 175 เขต ซึ่งแต่ละเขตมีคน  80-100 คน ต่อมาเพิ่มเขตพื้นที่ฯเป็น 185 เขต แต่คนเท่าเดิม  และต่อมาได้เพิ่มเขตพื้นที่ฯเป็น 245 เขต คนก็ยังเท่าเดิมจึงเป็นที่มาของปัญหา และในปี 2560 ได้แยกไปตั้งศึกษาธิการจังหวัด และตั้งศึกษาธิการภาค  แต่เอาคนในเขตพื้นที่ฯไปอีก จึงเกิดปัญหาทำให้เขตพื้นที่ฯมีคนน้อยลงไปเลื่อยๆ แล้วความก้าวหน้าก็ไม่มีเขาจึงมาทวงสิทธิ หน่วยไหนที่เสร็จภาระกิจแล้วก็ควรคืนคนให้เขาบ้าง จะได้มีคนทำงาน มีขวัญกำลังใจ มีความก้าวหน้า ดังนั้น อันไหนที่ สพฐ.แก้ไขให้ได้ก็จะรีบแก้ไขให้ทันที“ เลขาธิการ กพฐ. กล่า

น้องๆ‘รร.บ้านหินดาด’นครราชสีมา เรียนรู้ Coding จาก CONNEXT ED มี CPF ช่วยหนุน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809659

น้องๆ‘รร.บ้านหินดาด’นครราชสีมา เรียนรู้ Coding จาก CONNEXT ED มี CPF ช่วยหนุน

น้องๆ‘รร.บ้านหินดาด’นครราชสีมา เรียนรู้ Coding จาก CONNEXT ED มี CPF ช่วยหนุน

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.31 น.

น้องๆ‘รร.บ้านหินดาด’นครราชสีมา เรียนรู้ Coding จาก CONNEXT ED มี CPF ช่วยหนุน

ถึงแม้ว่าวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนบ้านหินดาด ต.หินดาด อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา จะพึ่งพิงอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ และเด็กๆในพื้นที่ อยู่ในบริบทของสิ่งแวดล้อมการเติบโตตามอัตลักษณ์ของชุมชน

แต่ด้วยยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่สนับสนุนให้สถานศึกษาพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เป็นการส่งเสริมโอกาสและยกระดับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน          

รร.บ้านหินดาด ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดกลาง เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีจำนวนนักเรียน 294 คน เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนในโครงการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี ที่นำกระบวนการ Coding และ Robotics มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ภายใต้โครงการ “Coding Robotics Kids”

นอกจากนี้กำหนดให้ Coding อยู่ในแผนการเรียนการสอน สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้น โดยตั้งเป้าให้นักเรียนมีทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมบอร์ดสมองกล สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาต่อและใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมีวิทยากรจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาสนับสนุนการอบรมครูผู้สอน และมีผู้นำทางการศึกษารุ่นใหม่ (School Partner :SP) จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ที่ชวนทีม Robot ของซีพีเอฟ และวิทยากรจากภายนอกมาร่วมสอนน้องๆ นักเรียน ฝึกให้นักเรียนมีทักษะการวางแผน คิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการ Coding Robotics    

นายสหพันธ์ เปาจันทึก ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหินดาด เล่าว่า แม้โรงเรียนจะได้รับการสนับสนุนแท็บเล็ตจาก สพฐ. แต่วัสดุอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอน Coding ก็ยังไม่เพียงพอ จึงนำเรื่องนี้ปรึกษากับทีมผู้นำทางการศึกษารุ่นใหม่ของซีพีเอฟ ภายใต้โครงการคอนเน็กซ์ อีดี เสนอโครงการ Coding Robotics Kids และได้รับงบประมาณสนับสนุนจากซีพีเอฟ เพื่อจัดซื้อชุดการเรียนการสอน Coding ด้วยโปรแกรม Micro:bit นำมาต่อยอดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ อาทิ  ป. 3- ป.4 ให้เรียน Coding อย่างง่าย เช่น การต่อบล็อกควบคุมหุ่นยนต์ ชั้นป.5 เริ่มเรียนโปรแกรม Coding ไมโครบิท ต่อบล็อกโค้ด การทำงาน-ควบคุม-รับค่าเซ็นเซอร์ เปิดปิดไฟหรือวัดอุณหภูมิ ด้วย Coding ชั้นป.6 เรียนรู้การเขียน Coding การควบคุมหุ่นยนต์รถวิ่ง

“Coding สอนให้เด็กๆคิดวิเคราะห์ ฝึกทักษะคิดแก้ปัญหาเป็นกระบวนการ นำความรู้มาประยุกต์ใช้กับวิชาอื่นๆได้ ที่ผ่านมา จัดการสอนไปแล้ว 1 รุ่น มีนักเรียนประมาณ 40 คน ที่สามารถเขียน Coding อย่างง่ายได้  ภาคเรียนนี้จะสอนอีก1 รุ่น  ประมาณ 40-50 คน ให้นักเรียนในชุมนุมการเขียนโปรแกรมด้วยไมโครบิท Coding เป็นพี่เลี้ยงส่งต่อความรู้ให้น้องๆ คาดหวังว่าในระยะต่อไป จะต่อยอดกระบวนการคิดจากบทเรียน สู่การทำสมาร์ทฟาร์มง่ายๆ” ผอ.สหพันธ์ กล่าว 

ด.ญ.กัญญาพัชร แก้วขวาน้อย นักเรียนชั้นป.6 บอกว่า รู้สึกสนุกกับการเรียน Coding ได้ทำกิจกรรมเรียนรู้หลายอย่าง ที่สามารถนำความรู้ไปต่อยอด เช่น การทำโมเดลฟาร์มอัจฉริยะ ขอขอบคุณพี่ๆซีพีเอฟที่มอบโอกาสและสนับสนุนการเรียนรู้ดีๆ ขณะที่ ด.ญ.ปิ่นมาลา จินดามาตย์ เล่าถึงสิ่งที่ได้รับ นอกจากความรู้จากการเรียน Coding ยังสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการเรียนรู้วิชาอื่นได้ ดีใจมากที่มีพี่ๆซีพีเอฟเข้ามาสนับสนุนโครงการดีๆอย่างนี้ให้กับโรงเรียนของเรา ส่วน ด.ช.อภิณัฐ ตันกระโทก นักเรียนชั้นม.1 บอกว่า  Coding ทั้งสนุกและให้ความรู้ที่นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และยังได้ประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ สามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปช่วยชุมชนต่อไป

ซีพีเอฟ เป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนที่ร่วมก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์ อีดี เพื่อขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 สร้างเด็กดี มีคุณธรรม โดยล่าสุด ปีการศึกษา 2567 ซีพีเอฟสนับสนุนการดำเนินโครงการด้านวิชาการ และฝึกทักษะด้านวิชาชีพ 74 โรงเรียน ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสระบุรี ควบคู่กับเดินหน้าสร้างผู้นำทางการศึกษารุ่นใหม่ (SP) ซึ่งปัจจุบันมี SP ของซีพีเอฟรวม 93 คน ทำหน้าที่เป็นคู่คิด ร่วมทำงานกับผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครู สู่เป้าหมายยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาของไทยและลดความเหลื่อมล้ำ

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาชั้นประถม แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809656

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาชั้นประถม แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาชั้นประถม แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.26 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’มอบทุนการศึกษาชั้นประถม แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์

10 มิถุนายน 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ  เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบเงินทุนการศึกษาระดับชั้นประถม ประจำปี พ.ศ. 2567 ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 1,500 ทุนๆ ละ 2,000 บาท รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 3,000,000 บาท

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสเท่าเทียม สามารถศึกษาเล่าเรียนต่อโดยไม่ต้องยุติการศึกษาเพราะขาดแคลนทุนทรัพย์ และเติบโตสร้างอนาคตตามความมุ่งหวังของตนเองและครอบครัวต่อไป โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นผู้รับมอบ  ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เปิดเผยว่า  โครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย” ด้วยการมอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่ได้ช่วยเหลือเสริมสร้างชีวิตให้อนาคตแก่เด็กไทยมากว่า 50 ปี โดยในปี พ.ศ. 2567 นี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดสรรงบประมาณเป็นจำนวนเงินกว่า 20 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาในระดับต่างๆ ได้แก่ ทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา ทุนการศึกษาต่อเนื่องในทุกระดับชั้น ทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนในถิ่นทุรกันดาร

รัฐบาลเตือนเกียรติบัตรอบรม e-Learning‘ก.ค.ศ.’ ใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพไม่ได้

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809593

รัฐบาลเตือนเกียรติบัตรอบรม e-Learning‘ก.ค.ศ.’ ใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพไม่ได้

รัฐบาลเตือนเกียรติบัตรอบรม e-Learning‘ก.ค.ศ.’ ใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพไม่ได้

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 10.06 น.

‘รองโฆษกรัฐบาล’ย้ำเตือนการอบรมออนไลน์หลักสูตร e-Learning สำนักงาน ก.ค.ศ. ไม่สามารถนำเกียรติบัตรไปใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพได้ ขออย่างหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน

10 มิถุนายน 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีข้อมูลปรากฏถึงเรื่องอบรมออนไลน์หลักสูตร e-Learning สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สำนักงาน ก.ค.ศ.)  และนำเกียรติบัตรไปใช้ต่อใบประกอบวิชาชีพได้นั้น ขอย้ำว่าข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อมูลที่บิดเบือน ไม่เป็นความจริง ซึ่งการเรียนออนไลน์ดังกล่าว เป็นหลักสูตรที่เปิดขึ้นเมื่อตอนวันครู 16 มกราคม 2567 ที่ผ่านมามีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้เท่านั้น ไม่สามารถนำเกียรติบัตรไปใช้ในการต่อใบประกอบวิชาชีพได้

นายคารม กล่าวว่า การอบรมออนไลน์หลักสูตร e-Learning ของสำนักงาน ก.ค.ศ. กระทรวงศึกษาธิการ มี 2 หลักสูตรให้เรียนจริง ประกอบด้วย 1.เรื่องเสริมพลังการบริหาร เป็นหลักสูตรสำหรับผู้อำนวยการเท่านั้น และ 2. เรื่องการเงินสามารถเรียนได้ทุกคน โดยทั้ง 2 หลักสูตรเข้าไปเรียนได้ฟรี และมีใบประกาศออกให้จากทาง ก.ค.ศ. แต่ไม่สามารถนำเกียรติบัตรไปใช้ในการต่อใบประกอบวิชาชีพได้

“ข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ในประเด็นดังข่าวต้น  เป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ สามารถติดตามได้ที่ http://www.ops.moe.go.th/ หรือโทร. 02-628-6346” นายคารม กล่าว

หลักสูตร‘นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล’ จาก‘ปวส.’ต่อถึง‘ป.ตรี’จบได้ใน1ปี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/809479

หลักสูตร‘นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล’ จาก‘ปวส.’ต่อถึง‘ป.ตรี’จบได้ใน1ปี

หลักสูตร‘นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล’ จาก‘ปวส.’ต่อถึง‘ป.ตรี’จบได้ใน1ปี

วันจันทร์ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.รชฏ ขำบุญ คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ. หรือ DPU) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่มีรูปแบบใหม่ๆ ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่ง CIBA DPU ได้มีการปรับปรุง พัฒนาการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์และเอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงองค์ความรู้ เพิ่มเติมทักษะ และสามารถทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย

สำหรับ “หลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล” เป็นหลักสูตรที่ได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการ ผ่านการ MOU ร่วมกัน โดยนักศึกษาจะทำงานไปด้วยระหว่างการเรียน ซึ่งสถานประกอบการจะมอบหมายภาระงานที่สอดคล้องกับรายวิชาที่นักศึกษาลงทะเบียน จากนั้นอาจารย์และพี่เลี้ยงจะร่วมกันสอนงานทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เมื่อนักศึกษาปฏิบัติงานตามระยะเวลาที่กำหนด จะมีการประเมินผลการปฏิบัติงานจากสถานประกอบการและอาจารย์ร่วมกัน ในรูปแบบเกรดและหน่วยกิตเช่นเดียวกับการเรียนที่มหาวิทยาลัย

ข้อดีของการเรียนในรูปแบบนี้คือ นักศึกษาสามารถทำงานไปด้วยและเรียนเพื่อได้ดีกรีไปพร้อมกัน นอกจากนั้นทางหลักสูตรได้อำนวยความสะดวกด้วยระบบการเรียนแบบออนไลน์ให้กับนักศึกษาอีกด้วย ซึ่งนักศึกษาสามารถเรียนผ่านระบบออนไซต์และออนไลน์ที่มีความยืดหยุ่นเรื่องวันเรียนที่ไม่ชนกับวันทำงานได้อีกทั้ง อาจารย์ยังจะไปเยี่ยมติดตามและให้ความรู้กับนักศึกษาถึงสถานประกอบการด้วย

“หลักสูตรนี้จะเน้นการฝึกการทำงานอย่างเข้มข้น พร้อมกับได้วุฒิตามที่นักศึกษาต้องการ ปกติหลักสูตรนี้รับนักศึกษา จบ ปวส. มาเรียนต่อ ปริญญาตรี โดยใช้เวลาเรียน 2 ปี แต่ด้วยการเรียนในรูปแบบนี้นักศึกษาจะสามารถเรียนจบได้ภายใน 1 ปีโดยยังคงคุณภาพการศึกษาไว้เช่นเดิม” ดร.รชฏ กล่าว

คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มธบ. กล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ หลักสูตรดังกล่าวเป็นการเรียนระดับปริญญาตรีใช้เวลาเรียน 2 ปี จากระดับ ปวส. และทางหลักสูตรได้จัดการเรียนการสอนจนสามารถเรียนจบเร็วขึ้นภายในปีครึ่ง แต่ปีนี้จะเป็นปีแรกที่หลักสูตรจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เน้นการบูรณาการการเรียนและการทำงาน ผ่านการ MOU ร่วมกับสถานประกอบการ จนสามารถนำผลการปฏิบัติการมาเป็นเกรด

ทั้งนี้ นักศึกษาในระดับปวส. จะคุ้นเคยกับทำงานในระบบทวิภาคีอยู่แล้ว หรือปฏิบัติงานในสถานประกอบการประมาณ 8 ชั่วโมง เหมือนกับพนักงานจริงๆ ดังนั้น ทางหลักสูตรจึงได้ใช้แนวทางดังกล่าว ผ่านความร่วมมือกับสถานประกอบการ เพื่อทำให้ชั่วโมงการทำงานสามารถเทียบและประเมินได้เป็นหน่วยกิตการศึกษา เอื้อต่อการเรียนรู้ การเพิ่มทักษะ ให้แก่นักเรียนได้ อีกทั้งการเรียนดังกล่าวจะมีการเรียนออนไลน์มาสนับสนุนการเรียนรู้ นักศึกษาสามารถจัดสรรเวลาที่เหมาะสมกับตัวเอง เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย และจบได้เร็วขึ้น

โดยหลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล เป็นการเรียนเพื่อให้นักศึกษามีความรู้ทั้งเรื่องธุรกิจ นวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และดิจิทัล การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน โดยหลักสูตรนี้ได้ถูกแบ่งรายวิชาออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ 1.กลุ่มรายวิชาที่เกี่ยวกับนวัตกรรม เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมให้ผลิตภัณฑ์ บริการ และเพื่อสร้างมูลค่าให้กับองค์กร 2.กลุ่มรายวิชาเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานทางด้านธุรกิจและความเป็นผู้ประกอบการ เช่น การตลาด การบัญชีการเงิน และโลจิสติกส์

3.กลุ่มรายวิชาที่เกี่ยวกับด้านดิจิทัล เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลที่ใช้ในการพัฒนาธุรกิจ ได้แก่ การพัฒนาแอปพลิเคชั่น การพัฒนาระบบฐานข้อมูลลูกค้า เป็นต้น นอกเหนือจากนั้น ทางหลักสูตรยังได้นำเครื่องมือและแนวการสอนสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ เช่น การใช้ Chat GPT, การเล่นเกมจำลองธุรกิจ และการใช้ระบบหลังบ้าน ERP (Enterprise Resource Planning) เพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจภาพรวมของธุรกิจได้มากขึ้น เป็นต้น

ซึ่งหัวใจหลักของหลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัลนี้ คือ การบูรณาการหลักสูตรกับสถานประกอบการมากขึ้น ทำให้หลักสูตรต่างๆ ตอบโจทย์ทั้งผู้เรียน และความต้องการของสถานประกอบการ อีกทั้งรูปแบบการเรียนนักศึกษาสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนแบบ ออนไซต์หรือ ออนไลน์ (e-learning) และเรียนแบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) หรือ การสะสมหน่วยการเรียนรู้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำประสบการณ์การทำงานจากสถานประกอบการชั้นนำที่ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย วัดผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ผ่านชุดรายวิชา (Module)

โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีโอกาสเชื่อมโยงการเรียนรู้กับประสบการณ์การทำงานสามารถพัฒนาตนเองให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน สำหรับการวัดผลลัพธ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ เช่น นักศึกษาทำงานอยู่แผนกจัดซื้อ อาจารย์จะทำการสอนออนไลน์หรือออนไซต์ในด้านทฤษฎีของการจัดซื้อ โดยอาจใช้เวลาในช่วงเย็นเรียนออนไลน์ หรือ วันหยุดมาเรียนที่มหาวิทยาลัย

จากนั้นเมื่อปฏิบัติงาน หัวหน้าหรือผู้ดูแลนักศึกษาฝึกงานจะสอนงานเพิ่มในเชิงการปฏิบัติงาน ในการประเมินองค์ความรู้ ทั้งอาจารย์และผู้ประกอบการจะร่วมประเมินจากความรู้และการปฏิบัติงาน และให้เกรดตามระดับผลงานที่เกิดขึ้นจริงในชุดรายวิชาของการจัดซื้อ เป็นต้น ส่วนรายวิชาอื่นนักศึกษาต้องเรียนออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มเพื่อเก็บหน่วยกิตได้ตลอดเวลาตามที่นักศึกษาสะดวกตามกรอบเวลา

“หลักสูตรนวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล เป็นความร่วมมือระหว่าง CIBA DPU กับสถานประกอบการ เพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งด้านธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรม อันนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมและประเทศ รวมถึงเป็นการผลิตบุคลากร แรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ ลดการขาดแคลนแรงงาน และเพิ่มทักษะด้านนวัตกรรมดิจิทัลให้แก่ทรัพยากรบุคคลของประเทศ” ดร.รชฏ กล่าว

ผู้สนใจสามารถสมัครเรียน ในระดับปริญญาตรี เทียบโอน ปวส. ภาคพิเศษ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ https://ciba.dpu.ac.th/ หรือสอบถามได้ที่ โทร. 02-9547300