สพฐ.ประกาศสัปดาห์รณรงค์ป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนฯ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807453

สพฐ.ประกาศสัปดาห์รณรงค์ป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนฯ

สพฐ.ประกาศสัปดาห์รณรงค์ป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) แถลงข่าวการประกาศจัดกิจกรรม “สัปดาห์แห่งการรณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา” เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก (31 พฤษภาคม) ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อสร้างความตระหนัก ให้ความรู้ในการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ณ สวนวันครู อาคาร สพฐ.1 กระทรวงศึกษาธิการ

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา เป็นเรื่องที่ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. รวมถึงว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนในวัยเรียน เนื่องจากผลสำรวจการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ Global Youth Tobacco Survey : GYTS ปีพ.ศ.2565 ของประเทศไทย ในกลุ่มนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 13-15 ปี พบว่า เด็กและเยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 เท่า จึงได้มีข้อสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาอย่างเข้มข้นประกอบกับองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งในปี 2567 ได้กำหนดประเด็นในการรณรงค์ คือ “บุหรี่ไฟฟ้า : หยุดโกหกได้แล้ว” หรือ Stop the lies โดยกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ/ภาคเอกชนและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อนการป้องกัน ควบคุมการบริโภคยาสูบในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในสถานศึกษา ทั้งเชิงนโยบายและการดำเนินการสถานศึกษาปลอดบุหรี่ตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 และตามแผนยุทธศาสตร์การควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565-2570 ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 2 ป้องกันมิให้เกิดผู้เสพยาสูบรายใหม่ และเฝ้าระวังธุรกิจยาสูบ ในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ โดยการให้ความรู้ ตระหนักถึงภาวะเสพติดและพิษร้ายแรงของผลิตภัณฑ์ยาสูบ รวมทั้งจำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบ และเฝ้าระวังธุรกิจยาสูบและผู้ที่เกี่ยวข้อง

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สพฐ. พร้อมขับเคลื่อนตามนโยบายดังกล่าว จึงได้แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาให้เน้นย้ำสถานศึกษาดำเนินการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันและควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา โดยปฏิบัติตามแนวทางการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดบุหรี่ไฟฟ้า กรณีพบผู้ครอบครองหรือเสพ หรือรับไว้ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา และขอความร่วมมือการแก้ไขปัญหาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้ 1.จัดทำนโยบายโรงเรียนปลอดบุหรี่เป็นลายลักษณ์อักษร ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางที่หลากหลาย 2.จัดตั้งคณะทำงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ สำรวจข้อมูลการสูบบุหรี่ในโรงเรียน3.ติดเครื่องหมายห้ามสูบบุหรี่ให้เห็นชัดเจนบริเวณทางเข้าโรงเรียนทุกช่องทาง 4.วางแผนและกำหนดกิจกรรมสอดแทรกเรื่องบุหรี่ทั้งในและนอกหลักสูตร 5.ส่งเสริมกิจกรรมร่วมรณรงค์ให้นักเรียนป้องกันการสูบบุหรี่ทั้งในและนอกโรงเรียน และร่วมรณรงค์บ้านและชุมชนปลอดบุหรี่ 6.จัดเวรยามครูทั้งในและนอกโรงเรียนเพื่อเฝ้าระวังในสถานที่เปลี่ยวร่วมกับตำรวจ และเชิญผู้ปกครองนักเรียนมาพูดคุย 7.จัดกิจกรรมสร้างความตระหนักร่วมกับชุมชน ผลักดันให้ผู้นำชุมชนมีนโยบายสนับสนุนการดำเนินงานชุมชนปลอดบุหรี่ พร้อมชี้แจงและขอความร่วมมือร้านค้าในชุมชนไม่ขายบุหรี่ให้กับนักเรียน

“สพฐ.ได้ประกาศ “สัปดาห์แห่งการรณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา” โดยขอให้สถานศึกษาในสังกัดจัดกิจกรรมเนื่องในสัปดาห์วันงดสูบบุหรี่โลก ตั้งแต่วันที่ 27-31 พฤษภาคม 2567 โดยให้มีกิจกรรมรณรงค์เชิงสร้างสรรค์ เพิ่มองค์ความรู้ สร้างความตระหนักถึงภัยที่เกิดจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เช่น จัดนิทรรศการ บอร์ดความรู้ วาดภาพระบายสี สุนทรพจน์ เป็นต้น เพื่อปลูกฝัง สร้างความตระหนักให้นักเรียนรู้เท่าทันพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของเด็กและเยาวชนในระยะยาว เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัย ปลอดจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ให้เด็กทุกคน “เรียนดี มีความสุข” อย่างแท้จริง” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ม.กรุงเทพ เปิดสนามประลองไอเดีย กรุยทางสู่ Startup ระดับโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807454

ม.กรุงเทพ เปิดสนามประลองไอเดีย  กรุยทางสู่ Startup ระดับโลก

ม.กรุงเทพ เปิดสนามประลองไอเดีย กรุยทางสู่ Startup ระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ Berkeley SkyDeck Fund ซึ่งเป็นกองทุน สนับสนุน Startup เปิดสนามประลองไอเดียธุรกิจให้แก่ชาว BU และนักศึกษาจากทั่วโลกอีกครั้ง ในงาน BU x BerkeleySkyDeck Fund Hackathon ครั้งที่ 2เพื่อเพิ่มศักยภาพการศึกษา และลดช่องว่างทางการศึกษาและอุตสาหกรรม (Bridgingthe gap) ปั้นฝันให้นักศึกษาเสนอแผนธุรกิจ Startup ต่อยอดไปสู่ระดับยูนิคอร์นในซิลิคอลวัลเลย์ พร้อมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 270,000 บาท

ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า เราต้องการรวมตัวผู้เชี่ยวชาญในสายต่างๆ ทั้งสายครีเอทิวิตี้ สายบิสซิเนส มาจับคู่กัน มีมุมมองใหม่ๆ สร้างประสบการณ์แข่งขัน โดยมีพี่เลี้ยงจากซิลิคอนวัลเลย์มาดูแลให้คำแนะนำ เรายังมองเห็นโอกาสในการลดช่องว่างทางการศึกษา กับอุตสาหกรรม หรือการ Bridging the gap ระหว่างวิชาการ ทักษะความรู้ กับการทำงานจริงในองค์กรระดับสากล และบริษัทชั้นนำของโลก หากไม่สามารถปรับตัวได้ ช่องว่างจะยิ่งห่างออกไป และกลายเป็นความเสี่ยงใหญ่ แต่ถ้าสามารถลดช่องว่างนี้ได้ก็จะเป็นโอกาสของมหาวิทยาลัย ในการผลิตนักศึกษาที่พร้อมเข้าสู่โลกธุรกิจอย่างแท้จริง

กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการนำเสนอโครงการธุรกิจในหัวข้อ Innovative Business Project เป็นภาษาอังกฤษ โดยวิธีการรับสมัคร เริ่มจากการเปิดรับสมัครผู้เข้าแข่งขัน นักศึกษาระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท แบบกลุ่ม จำนวน 2- 4 คนจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยส่งโครงการธุรกิจชั่วคราวล่วงหน้าออนไลน์ ผ่านวีดีโอคลิป 5 นาที และรอบชิงชนะเลิศ ผู้เข้าแข่งขันจะปรับปรุงและนำเสนอ โครงการธุรกิจที่สมบูรณ์โดยใช้รูปแบบ PPT ซึ่งครอบคลุม Pain Point วิธีการแก้ปัญหาธุรกิจและรูปแบบธุรกิจและการเงิน ผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศจะได้รับการฝึกอบรม 2 วันโดยงานประกาศผลและมอบรางวัลมีขึ้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมาโดยมี 58 ทีม 7 ประเทศ 23 มหาวิทยาลัย 230 คน จากทั่วโลก เข้าร่วมแข่งขันชิงเงินรางวัลรวม 270,000 บาท

ผลการตัดสิน อันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม Glowco จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยโครงการ “Painless home use cholesterol screening kit” ซึ่งเป็นโครงการทำเครื่องตรวจคอเลสเตอรอลในบ้าน ที่ใช้ได้โดยไม่เจ็บ ได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม Workhard REPS จาก Petra ChristianCollege ประเทศอินโดนีเซีย ด้วยโครงการ “Repurposed-Green Bin” ได้รับเงินรางวัล 80,000 บาท อันดับที่ 3ได้แก่ ทีม Surety จาก Singapore Universityof Social Sciences ประเทศสิงคโปร์ ด้วยโครงการ “Surety MenopauseManagement” ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท

และรางวัล Honorable Mention 4 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาททีม PEER Lab จาก Hosei University ประเทศญี่ปุ่น ในโครงการ “PineappleLeather”, ทีม Excel In Stone จาก Asian Institute of Technology ประเทศไทย ในโครงการ “Thirsty Concrete”,ทีม UGBN จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในโครงการ “IoT-ULAP”, ทีม League Apollo : Quick Tech จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในโครงการ“Innovative Business Idea”

กิจกรรมที่มีความร่วมมือระหว่างคณะ ระหว่างมหาวิทยาลัย ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ดึงศักยภาพของแต่ละคนในทีมมาใช้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ยกระดับการศึกษาของประเทศสู่ระดับสากล และเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเป็น Startup ที่ประสบความสำเร็จในอนาคต

ใครที่พลาดโอกาสลงสมัครเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ รอติดตาม BU x Berkeley SkyDeck Fund Hackathon ครั้งต่อไป ว่าจะเปิดรับสมัครเมื่อไหร่
มีแน่นอน!

ศธ.ห่วงใย เตือนภัยสถานศึกษารับมือฝนฟ้าคะนอง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807452

ศธ.ห่วงใย เตือนภัยสถานศึกษารับมือฝนฟ้าคะนอง

ศธ.ห่วงใย เตือนภัยสถานศึกษารับมือฝนฟ้าคะนอง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีข้อห่วงใยไปยังสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง จากกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนเรื่อง
ฝนตกหนักมากบริเวณประเทศไทย ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ขอให้สถานศึกษาระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากและคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนของทุกปีมักจะเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกบางแห่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุหลายด้าน ทั้งอาคารเรียนเสียหาย ดินโคลนถล่มต้นไม้ใหญ่หักโค่นปิดการสัญจร อุบัติเหตุจากการเดินทางส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ขอให้ดูแลผู้เรียนให้อยู่ในสายตา หลีกเลี่ยงการออกไปนอกอาคารเรียนเวลาฝนตกหนักเพื่อป้องกันไข้หวัด อย่าหลบฝนใกล้ต้นไม้ใหญ่หรือใต้อาคารที่ไม่แข็งแรง ขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันสำรวจความเรียบร้อยพื้นที่สุ่มเสี่ยงในสถานศึกษารวมทั้งเตรียมมาตรการป้องกันในสภาวะดังกล่าวด้วย

จึงอยากขอฝากให้ทุกภาคส่วนติดตามสถานการณ์เตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด สำรวจอาคารและอุปกรณ์ไฟฟ้า
ที่ชำรุดให้สมบูรณ์พร้อมใช้งาน ตัดแต่งกิ่งไม้ใหญ่รอบสถานศึกษาป้องกันการโค่นล้มจากแรงลม รวมถึงเฝ้าระวังสัตว์มีพิษที่มาจากการหนีน้ำท่วมฉับพลัน สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือการซ้อมแผนอพยพในภาวะฉุกเฉิน และการปฏิบัติตามมาตรการแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา สามารถใช้เป็นสถานที่อพยพและศูนย์พักพิงชั่วคราวกรณีเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่ออำนวยความสะดวกกับทุกฝ่าย และหากเกิดเหตุด่วนให้รายงานผลกระทบให้ต้นสังกัดทราบทันที จะได้ติดต่อประสานงานได้รวดเร็วฉับไวช่วยเหลือได้ทันท่วงที

“ศธ.ห่วงใยผู้เรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความปลอดภัยในสถานศึกษาในฤดูฝน จากสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงนี้
อาจทำให้ผู้เรียนได้รับผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ การเดินทางไปจนถึงความเสียหายของโรงเรียน และบ้านเรือนจากพายุฝนซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ดังนั้น ขอให้ดูแลสุขภาพ และเร่งสำรวจอาคารและอุปกรณ์การเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่ชำรุด หลีกเลี่ยงการหลบฝนตรงจุดสุ่มเสี่ยง หากพบเจอเหตุด่วนที่เกินกำลังจะดูแล สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือมายังส่วนกลางได้ทันที” รมว.ศธ. กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807450

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

สกู๊ปพิเศษ : เชิดชูเกียรติครูดีเด่น ‘รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์’ ประจำปี 2567

วันพฤหัสบดี ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โครงการพระเมตตาสมเด็จย่าร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบ “รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ประจำปี 2567 (รุ่นที่ 16) ให้แก่ครูจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) หน่วยงานละ 3 รางวัล รวม 9 รางวัล เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูที่ปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวมในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล และเสี่ยงภัยอันตรายมาโดยตลอดทำหน้าที่ “ครูที่เป็นมากกว่าครู” เป็นแบบอย่างของการพัฒนาเยาวชนและประชาชนให้เป็นคนดีและคนเก่งตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและพระปณิธานของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 โดยกำหนดจัดให้มีพิธีมอบรางวัลเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์พานิช ประธานกรรมการโครงการครูดีเด่นฯ เป็นประธานมอบโล่รางวัล พร้อมใบประกาศเกียรติคุณ และนางสาวอารยา ภู่พานิช รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานกิจกรรมเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมสนับสนุนเงินรางวัล ชุดส่งเสริมการเรียนรู้ บอร์ดเกม “ไทยพาณิชย์ภารกิจพิชิตออม”และ “หนังสือชุดวิชา “การเงินพอเพียงเพื่อชีวิต” พร้อมร่วมติดเข็มเชิดชูเกียรติแก่ครูเจ้าฟ้าฯ ทั้ง 9 ท่าน ณ มูลนิธิ พอ.สว. กรุงเทพมหานคร

โดยครูที่ได้รับ “รางวัลครูเจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ประจำปี 2567 (รุ่นที่ 16) จาก3 หน่วยงาน หน่วยงานละ 3 รางวัล รวม 9 รางวัล ได้แก่ ครูสังกัดหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีดังต่อไปนี้1.นายธนกฤต เลิศล้ำ โรงเรียนขุนยวมวิทยา ต.ขุนยวม อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน 2.นางชนิตา ลาภภพเพิ่มพูน โรงเรียนบ้านจันทร์ ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ 3.นายฉัตรชัย ชายแก้ว โรงเรียนนิคมสร้างตนเองพัฒนาภาคใต้ 2 ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา

ครูสังกัดหน่วยงานกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้แก่ 1.น.ส.รุจรวี จันทะนุง ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านพะละดอ ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก2.น.ส.สุกัญญา ป่าธะนู ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแม่พร้าว ลป.8 ต.บ้านหวด อ.งาว จ.ลำปาง 3.น.ส.มุนา โตะแวอายีศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอกะพ้อ ต.กะรุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี

ครูสังกัดหน่วยงานกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้แก่ 1.ดาบตำรวจหญิงรุจิรา อินสมบัติ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชนัตถ์ปิยะอุย ต.ปอ อ.เวียงแก่นจ.เชียงราย 2.ดาบตำรวจหญิงสุนันทา มิ่งดอนไพร โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแพรกตะคร้อ ต.บึงนคร อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์3.ดาบตำรวจหญิงพัชรี เกื้อมณี โรงเรียนตำรวจตระเวนชายบ้านประกอบออก ต.ประกอบ อ.นาทวี จ.สงขลา

ทั้งนี้ ครูเจ้าฟ้าฯ ทั้ง 9 ท่าน ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละไม่เพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่สอนหนังสือในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล และเสี่ยงภัยอันตราย แต่ยังได้ให้ความช่วยเหลือเด็กผู้ด้อยโอกาส และชาวบ้าน ให้มีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยให้ชุมชนมีการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งสมควรได้รับการเผยแพร่คุณงามความดี ยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นแม่พิมพ์ และเป็นแบบอย่างการทำความดีในสังคมต่อไป

ศธ. จับมือ การไฟฟ้า3 ฝ่าย ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้โรงเรียนที่ใช้ไฟฟ้าสูง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807473

ศธ. จับมือ การไฟฟ้า3 ฝ่าย ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้โรงเรียนที่ใช้ไฟฟ้าสูง

ศธ. จับมือ การไฟฟ้า3 ฝ่าย ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้โรงเรียนที่ใช้ไฟฟ้าสูง

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 17.05 น.

ศธ. จับมือ การไฟฟ้า3 ฝ่าย ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้โรงเรียนที่ใช้ไฟฟ้าสูง เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดภาวะโลกร้อน 

วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นสักขีพยายในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในสถานศึกษา ระหว่าง ศธ. กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ, นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง(รวธ.)ทำการแทนผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิต, นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการธุรกิจ การไฟฟ้านครหลวง,  นายประสิทธิ์ จันทรประสิทธิ์ รองผู้ว่าการธุรกิจและการตลาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ.,  ว่าที่ร้อยตรีธนุ  วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ.,นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าร่วมในพิธี  ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ในสถานศึกษา ระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในวันนี้

จากการกล่าวรายงานของปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตระหนัก และให้ความสําคัญในการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์และการจัดการพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการใช้พลังงานทดแทน สําหรับผลิตไฟฟ้าเพื่อลดปริมาณ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งยังเป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อน เพื่อให้ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมให้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยการติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์ในสถานศึกษาทั้งรูปแบบติดตั้งบนหลังคา หรือบนพื้นดิน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ด้านพลังงานในสถานศึกษา

การดําเนินการโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ( Solar Cell) ในสถานศึกษา จะก่อให้ประโยชน์อย่างมากในการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา และ เป็นการเสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาเรียนรู้แก่นักเรียนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังจากการลงนามบันทึกข้อความร่วมมือดังกล่าวแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ( Solar Cell) ในสถานศึกษา หรือส่วนราชการในสังกัดและหน่วยงานในกํากับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม และบรรลุผลสัมฤทธิ์ต่อไป

“โครงการนี้ ได้เริ่มมาก่อนหน้านี้ระยะหนึ่งแล้ว วันนี้เราเพียงมาร่วม MOU เพื่อให้เป็นทางการและมีความชัดเจนขึ้นในการทำงานร่วมกัน  ซึ่งการใช้พลังงานสะอาด ก็เป็นนโยบายของรัฐมนตรีมาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งแล้ว และได้มอบให้หน่วยงานไปดำเนินการเป็นรายโรงเรียน ก็ต้องขอขอบคุณการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ให้ความร่วมมือกับ ศธ. และหลังจากที่มีการ MOU กันแล้ว ในระดับจังหวัดและภูมิภาคก็จะสามารถประสานงานกับโรงเรียนได้ง่ายขึ้น  สำหรับการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ของโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพฯมีความสำคัญมาก เพราะโรงเรียนใช้แอร์ใช้พลังงานสูงมาก หากโรงเรียนได้รับการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์และได้รับคำแนะนำในการใช้พลังงานแบบประหยัดก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก นอกจากนี้ เด็กยังจะได้รับการปลูกฝังความรู้ในการใช้พลังงานอย่างประหยัดด้วย สำหรับ MOU ครั้งนี้ มีระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ 2567-2569 เป้าหมายจะติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับโรงเรียนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมากก่อน  หรือโรงเรียนที่มีภาระจ่ายค่าสาธารณูประโภคสูง ก็จะไปติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ให้ก่อน และโรงเรียนที่มีความพร้อมจะติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ จะต้องแจ้งความประสงค์ไปยังการไฟฟ้าเพื่อมาสำรวจการใช้ไฟและสำรวจสถานที่ที่เหมาะสมก่อนติดตั้งแผงโซล่าเซล เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า“ รมว.ศธ. กล่าว 

ดึงกลับสู่ระบบ!!! ‘เพิ่มพูน’สั่งลุย สำรวจเด็กหลุดระบบการศึกษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807381

ดึงกลับสู่ระบบ!!! 'เพิ่มพูน'สั่งลุย สำรวจเด็กหลุดระบบการศึกษา

ดึงกลับสู่ระบบ!!! ‘เพิ่มพูน’สั่งลุย สำรวจเด็กหลุดระบบการศึกษา

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.23 น.

“เพิ่มพูน”สั่งลุย สำรวจเด็กหลุดจากระบบการศึกษา เพื่อดึงกลับสู่ระบบ ตั้งเป้าตัวเลขเด็กดร็อปเอาท์ต้องเป็นศูนย์

เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ว่า ที่ประชุมรายงานการขับเคลื่อนการยกระดับการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานการนํานักเรียนเข้าสู่ระบบการทดสอบ COMPUTER BASED TEST เพื่อนําผลสู่การพัฒนา และเติมเต็มนักเรียน (Pre-test) ตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤษภาคม 2567 กว่า 104,578 ราย พร้อมๆ กับการขยายแกนนำ ที่เป็นครู ศึกษานิเนิทศก์ พี่เลี้ยง และแกนนำ ระดับเขตพื้นที่ฯ 1,400 คน ที่ผ่านหลักสูตร การอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบ PISA ในสถานศึกษา สู่โรงเรีนนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วประเทศ 9,214 แห่ง ครู 3 โดเมน 27,397 ราย จนถึงเดือนกันยายน 2568

“ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำการจัดอบรมฯ PISA ให้ สสวท.ติดตามและรายงานความก้าวหน้า พร้อมมีแผนระยะยาว การจัดทำข้อสอบเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กๆ ระดับประถมศึกษา เริ่มจากการอ่าน การคิดวิเคราะห์ ส่วนวิธีการทดสอบหรือการออกข้อสอบ ให้เข้ากับเจนเนอเรชั่นของเด็กในยุค 4.0 และมีความทันสมัย ทั้งในเรื่องของภาษา การเลือกใช้คำที่เข้ากับวัยของเด็ก” รมว.ศธ.กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการติดตามการดำเนินการงบประมาณ โดยได้ติดตามเรื่องเงินอุดหนุน อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน 2567 และคาดว่าจะเบิกจ่ายได้ตามแผนที่วางไว้ ส่วนงบลงทุน กำลังเร่งทำแอปพลิเคชันโดยมี สพฐ.เป็นเจ้าภาพ เพื่อติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเรียลไทม์ ในส่วนของงบประมาณ ขอให้วิเคราะห์ปัญหา ความเสี่ยง และหาบุคลากรแต่ละพื้นที่ที่มีความชำนาญ ในแต่ละเรื่อง เพื่อช่วยเป็นพี่เลี้ยงในการบริหารจัดการงบประมาณ ส่วนกรณีที่ ศธ.มีหนังสือยกเว้น หรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียนนั้น ขอเน้นย้ำ โดยเฉพาะในสภาวะที่เศรษฐกิจที่เงินเฟ้อ ผู้ที่ขัดสนอาจไม่สามารถจัดหาเครื่องแบบนักเรียนได้ ศธ.จึงออกหนังสือดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารสถานศึกษาพิจารณา ช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถมาโรงเรียนได้โดยไม่กดดัน โดยขอให้มีการสำรวจข้อมูล เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยอาจต้องประสานกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคเอกชน ในการเข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงให้มีการจัดทำระบบคลังข้อมูลเพื่อการบริหารการศึกษา (Data Warehouse)

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ สำนักงานปลัด ศธ.พัฒนาพัฒนาระบบรายงานผลการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เรียนดี มีความสุข แบบเรียลไทม์ ทั้งในเรื่องของสุขาดี มีความสุข และการยกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งกายของนักเรียนในสถานศึกษา ไว้สำหรับสำรวจเป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง เป็นหลัก ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำเรื่อง การขับเคลื่อนการป้องกันบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน พร้อมจัดกิจกรรมวันงดสูบบุหรี่โลก และขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้พิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นเจ้าพนักงานดูแลเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา เพื่อให้มีอำนาจในการตรวจยึด และขยายผลในการแก้ปัญหาต่อไป

“ส่วนกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout นั้น ในส่วนของ ศธ.ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยในเชิงรุกได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) สำรวจตัวเลขเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา และพยายามนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือเข้าเรียนในระบบการศึกษาตามอัธยาศัย โดย ศธ.ก็มีเป้าหมายให้เด็กดร็อปเอาท์เป็นศูนย์เท่านั้น และไม่ใช่แค่เด็กในวัยเรียนเท่านั้น ยังรวมถึงประชาชนทั่วไป ที่ยังได้รับการศึกษาไม่ถึงภาคบังคับ ก็ขอให้ สกร.เข้าไปช่วยเติมเต็ม ให้ความรู้ เพื่อให้ทรัพยากรของประเทศไทยมีความรู้ไม่น้อยกว่าการศึกษาภาคบังคับด้วย” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ’ในหลวง’ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807359

ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ'ในหลวง' ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ’ในหลวง’ ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 10.44 น.

ปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ “ในหลวง” ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  6 รอบ  28 ก.ค.  2567 ณ  อุทยานเฉลิมพระเกียรติ ฯ ร.9

หน่วยราชการในพระองค์  ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมใจกันปลูกต้นไม้มงคล ในกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

วันที่ 29 พฤษภาคม 2567 เวลา 08.00 น. พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร  โดยมีคณะทูตานุทูต กงสุลใหญ่ต่างประเทศประจำประเทศไทย องค์การระหว่างประเทศประจำประเทศไทย  ผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  โรงเรียน จิตรลดา สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา หน่วยงานต่าง ๆ  และจิตอาสาพระราชทาน ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างพร้อมเพรียงในการปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้มงคลประจำจังหวัดต่าง ๆทั่วประเทศไทย และพันธุ์ไม้หายาก

ประธานในพิธี วางพวงมาลัยถวายราชสักการะ และนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ถวายความเคารพพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประธานในพิธี เปิดงานกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ(ลั่นฆ้อง 3 ครั้ง)  ประธานในพิธีถ่ายภาพหมู่ร่วมกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จากนั้น ประธานในพิธีเดินทางไปปลูกต้นดอกปีบ และผู้เข้าร่วมกิจกรรม แบ่งกลุ่มปลูกต้นไม้ตามพื้นที่กำหนด และรับมอบพันธุ์ไม้ที่ระลึก 

กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในครั้งนี้  เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยกระทรวงมหาดไทย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำพันธุ์ไม้มงคลประจำจังหวัดทั่วประเทศ มาปลูกในบริเวณอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะทูตานุทูตและกงสุลต่างประเทศ ที่มีถิ่นพำนักในประเทศไทย มาร่วมกันปลูกต้นไม้ด้วยความร่วมมือร่วมใจ  เป็นการเสริมสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ และเป็นการสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อส่วนรวมในพื้นที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง  เป็นทั้งแหล่งนันทนาการ  เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ  แหล่งเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นสวนสาธารณะ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เป็นปอดแห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพมหานคร และที่สำคัญยิ่ง คือ เป็นแหล่งเรียนรู้พระราชกรณียกิจ และแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านองค์ความรู้เรื่อง “ป่าและน้ำ” 

สำหรับ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นี้  สร้างขึ้นบนที่ดินในพระปรมาภิไธย ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานให้เป็นสวนสาธารณะเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน จำนวน 279 ไร่ โดยมีการออกแบบภูมิสถาปัตย์ตามแบบอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  แสดงให้เห็นถึงความผูกพัน และความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็น “สวนแห่งความสุข และความยั่งยืน”  และเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นหัวใจและศูนย์กลางของอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ฯ แห่งนี้   

โดยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี  ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติ ฯ  ในโอกาสดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปลูกต้นรวงผึ้ง สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงปลูกต้นคำมอกหลวง  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปลูกต้นโมกหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงปลูกต้นรัตนพฤกษ์หรือคูนสายรุ้ง เป็นปฐมฤกษ์  กับทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการ ภาคเอกชน และประชาชนที่เข้าร่วมในพิธี ฯ ได้ร่วมปลูกต้นไม้เพิ่มเติมด้วย

หนุนเด็ก GEN Z ร่วมปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807225

หนุนเด็ก GEN Z ร่วมปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

หนุนเด็ก GEN Z ร่วมปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการดำเนินงาน Gen Z 4 ภาค “ร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า” ในโครงการป้องกันเยาวชนจากการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า (Gen Z Gen Storng : เลือกไม่สูบ) ซึ่งจัดโดย มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ โดยมี ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผู้บริหาร ครู และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โครงการจาก 30 โรงเรียน ใน 14 จังหวัด เข้าร่วม ณ ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่เด็กและเยาวชนมีความตื่นตัวและเห็นถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจากการนำเสนอของตัวแทนเยาวชน Gen Z
ในโครงการฯถือเป็นกิจกรรมที่ดี ที่มาร่วมกันรณรงค์ป้องกันการไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนและในสถานศึกษา โดยได้ฝากให้กลุ่ม Gen Z เป็นเหมือนฮีโร่ ไปเชิญชวนเพื่อนๆ ช่วยกันรณรงค์ป้องกันการไม่สูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเริ่มจากคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิด และให้คนมองเห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งที่อันตรายและน่ารังเกียจ ควรต่อต้านการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในทุกที่ เพราะเป็นอันตรายต่อผู้สูบ ผู้ไม่ได้สูบ และผู้อยู่แวดล้อม

“ผมได้เชิญชวนเด็กๆ Gen Z ช่วยกันในการรณรงค์เพื่อให้เห็นถึงพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนเลิกเสพ ไม่เฉพาะเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่ หรือเยาวชน ผู้ปกครองให้ช่วยกันรณรงค์ขยายกรอบในการทำงานตรงนี้ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ผมให้ความสำคัญกับการป้องกัน โดยการรณรงค์ให้ความรู้ถึงโทษ การผลิตสื่อเผยแพร่ สร้างการรับรู้อย่างกว้างขวาง รวมถึงการป้องปราม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ช่วยพิจารณาแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้เป็นเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา เพื่อให้มีอำนาจในการตรวจยึดและขยายผลในการหาแหล่งที่มาของบุหรี่ไฟฟ้าได้ จะทำให้สถานศึกษาแต่ละแห่งสามารถดำเนินการบริหารจัดการเกี่ยวกับบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะบางครั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถไปดำเนินการได้ครบทุกโรงเรียนในตลอดเวลา แต่ถ้าแต่งตั้งผอ.สถานศึกษา หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากสถานศึกษานั้นๆ แล้ว ซึ่งศธ.มีสถานศึกษาในสังกัดกว่า 2 หมื่นโรง หากตรวจพบก็สามารถยึดได้ทันที ซึ่งที่ผ่านมาตรวจพบแต่ไม่สามารถยึดได้” รมว.ศธ. กล่าว

ศธ.ทุ่มงบ1.5หมนล. แจกแท็บเลต-โน้ตบุ๊ก ยอดรวม6แสนเครื่อง เช่าจากบริษัทเอกชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807308

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศธ.ทุ่มงบ1.5หมนล. แจกแท็บเลต-โน้ตบุ๊ก ยอดรวม6แสนเครื่อง เช่าจากบริษัทเอกชน

กระทรวงศึกษาฯของบประมาณ1.5 หมื่นล้าน เคาะแล้วเช่าบริษัทเอกชนแจก “แท็บเลต-โน้ตบุ๊ก-ไอแพด”ให้นักเรียน-ครู 6 แสนเครื่อง เปิดโอกาสบริษัทต่างๆ ร่วมแข่งขัน ยันเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา Anywhere Anytime กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนให้นักเรียนและครู ว่าเมื่อเร็วๆนี้ได้ทำความเห็นส่งไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อขอกำหนดกรอบการจัดหาอุปกรณ์ ซึ่งยังไม่มีการล็อกสเปกว่าจะต้องเป็นอุปกรณ์ลักษณะไหน โดยมีความเป็นไปได้ทั้งแท็บเลต ไอแพดโน๊ตบุ๊ค และโครมบุ๊ค ซึ่งทางดีอีเข้าใจถึงความจำเป็น เพราะอยากเปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆเข้ามาแข่งขันกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เรียน โดยจะอยู่ในการจัดทำคำของบประมาณ ปี 2568 ซึ่งต้องดูว่าจะได้รับอนุมัติงบประมาณจากรัฐสภาเท่าไร คาดว่าจะเริ่มนำร่องปี 2568 จำนวน 600,000 เครื่อง ทั้งครูและนักเรียน

นายสิริพงษ์กล่วาต่อว่า ศธ.จัดทำคำของบประมาณไปในลักษณะการเช่าซื้อ เครื่องของนักเรียน ตกเดือนละประมาณ 420 บาท ซึ่งจะมีทั้งค่าเครื่อง เซอร์วิส และอินเตอร์เน็ต เพราะทุกเครื่องจะต้องมีซิมการ์ดสำหรับใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ทั้งนี้การคำนวณราคาจะมีความแตกต่างหลากหลาย และค่อนข้างจะเปิดกว้างว่าถ้าเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูงอย่างโน๊ตบุ๊ค อาจจะต้องเช่า 5 ปี แต่ถ้าเป็นแท็บเลต ที่ราคาไม่สูงมาก ก็อาจจะทำสัญญาเช่าไม่เกิน 3 ปี ซึ่งมิติที่เราดูคือพยายามเปิดกว้างให้สำหรับโกลบอลแบรนด์ เข้ามาทำการแข่งขัน เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือให้เด็กนักเรียนและครูได้ใช้ของที่มีคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็น บริษัทไมโครซอฟท์ บริษัทแอปเปิล เป็นต้น

“เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ให้ความสำคัญว่าอุปกรณ์ที่จะส่งมอบให้นักเรียนและครูนั้น จะต้องใช้งานได้จริง เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่เคยมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบอินเตอร์เน็ต ที่อาจจะเข้าไปไม่ถึงนั้น เนื่องจากการดำเนินการครั้งนี้ ทุกเครื่องจะมีซิมการ์ดอยู่ในตัว ไม่ใช่ระบบไวไฟ เป็นระบบออนไลน์ ฉะนั้นบริษัทที่ชนะการประมูลจัดหาอุปกรณ์ ก็มีหน้าที่จะต้องไปติดเซลไซต์ โดยเด็กจะสามารถใช้อินเตอร์เน็ตในระบบยูอาร์แอลที่กำหนด ไม่มีข้อจำกัด ไม่สามารถนำไปใช้เล่นเกมหรือดูเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมได้ ส่วนรายการอื่นที่เพิ่มเข้ามาจะถูกล็อกสปีดในแต่ละรอบเดือน” นายสิริพงษ์ กล่าว

นายสิริพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณภาพรวมเฉพาะในส่วนของการจัดหาอุปกรณ์คำนวณจากราคาเช่าต่อเดือนจะใช้งบประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท เพื่อจัดหาอุปกรณ์ให้กับนักเรียนและครูกว่า 600,000 เครื่อง โดยในส่วนของนักเรียนจะเริ่มจากโรงเรียนนำร่องชั้นมัธยมศึกษาปีที่4-6 ในโรงเรียนขยายโอกาสที่เปิดสอนระดับชั้นม.ปลาย หรือโรงเรียนคุณภาพ เพื่อให้มีทั้งตัวอย่างโรงเรียนที่มีความพร้อม ที่สามารถบริหารจัดการได้ และโรงเรียนที่อาจจะยังไม่มีความพร้อมเรื่องการบริหารจัดการไม่มากนัก เพื่อนำมาเปรียบเทียบ และหาวิธีการที่เหมาะสม สำหรับการดำเนินการในระยะที่2

นายสิริพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนความคืบหน้าการจัดทำคอนเทนต์เพื่อเตรียมความพร้อมการจัดทำเนื้อหาการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ นั้น อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกำหนดขอบเขตงาน หรือทีโออาร์ ซึ่งจะต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียน ให้สามารถเรียนได้ด้วยตัวเองทุกที่ ทุกเวลา และสำหรับผู้สอนที่จะต้องสามารถนำเสนอใบงานของตัวเอง และนำใบงานของผู้อื่นมาทำการเรียนการสอนได้ ระบบนี้จะเป็นลักษณะของการเตรียมความพร้อมในการเรียนการสอน ทั้งก่อนการเรียน การจ่ายการบ้าน การให้เด็กทำแบบทดสอบ เป็นต้น โดยคอนเทนต์ที่จะบรรจุเข้าไปในแพลตฟอร์มนั้นจะมีอยู่ 2 ส่วน คือคอนเทนต์เดิม ซึ่งมีอยู่แล้วกว่า 1-2 หมื่นรายการ และคอนเทนต์ใหม่ที่ผลิตเพิ่มอีกว่า 5-6 พันรายการ คาดว่าจะสามารถใช้งานได้เร็วที่สุดในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คว้า 5 รางวัลระดับนานาชาติ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807228

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คว้า 5 รางวัลระดับนานาชาติ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คว้า 5 รางวัลระดับนานาชาติ

วันพุธ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ คว้ารางวัลระดับนานาชาติจากการส่งผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าร่วมประกวดในงาน “The 49th International Exhibition of Inventions Geneva” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-21 เมษายน 2567 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิสโดยเป็นงานจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในเครือ InternationalFederation of Innovator’sAssociations (IFIA) มีการนำผลงานจากนานาประเทศทั้งจากทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกาเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงนิทรรศการมากกว่า 1,000 ผลงาน จากกว่า 40 ประเทศ โดยในปีนี้มี 3 ผลงานจากทีมอาจารย์ อาจารย์แพทย์และนักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง (Gold Medal),2 รางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) และ 2 รางวัลSpecial Award สร้างชื่อเสียงระดับนานาชาติให้กับประเทศไทย พร้อมพัฒนาต่อยอดเพื่อการนำไปใช้งานจริงทางการแพทย์และสาธารณสุข

สำหรับผลงานจากอาจารย์ อาจารย์แพทย์และนักวิจัยของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ที่ได้รับรางวัลในการประกวดนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ในเวทีระดับนานาชาติ The 49th InternationalExhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวาสมาพันธรัฐสวิส ประกอบด้วย 1.ผลงาน CRA Ambulance Boat : เรือฉุกเฉินต้นแบบเพื่อนำส่งผู้ป่วยในพื้นที่ทุรกันดารที่มีการประสานผ่านระบบ Telemedicine โดย อ.มัตติกา ใจจันทร์ และ อ.ดร.เชิดศักดิ์ ดวงจันทร์ อาจารย์จากวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี และคณะ ได้รับรางวัลเหรียญทอง, รางวัล Special Award จาก Association of Polish Inventors and Rationalizers และรางวัล Special Award จาก National Research Council of Thailand (NRCT) โดย CRA Ambulance Boat เป็นเรือฉุกเฉินต้นแบบเพื่อนำส่งผู้ป่วยในพื้นที่ทุรกันดารมีจุดเด่น คือ ออกแบบโดยใช้กระบวนการวิจัยแบบ Multimethod ทีมผู้พัฒนาเป็นแบบสหวิชาชีพ โครงสร้างมีความเหมาะสมกับการส่งต่อผู้ป่วยทางน้ำในพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวาง หน้าเรือออกแบบให้เปิดกว้างและสามารถเทียบตลิ่งหรือท่าเทียบเรือเพื่อสะดวกต่อการลำเลียงผู้ป่วยขึ้น-ลง ท้องเรือออกแบบเป็นรูปตัว M เพื่อให้มีเสถียรภาพต่อการทำหัตถการ สื่อสารผ่านระบบ Telemedicine เชื่อมโยงกับห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลปลายทาง เพื่อแสดงผลการประเมินสภาพผู้ป่วยและพิจารณาการรักษาแบบ แบบ Real time

2.ผลงาน CRA CellQuant : ระบบวิเคราะห์หาตำแหน่งและจำนวนเซลล์ สำหรับภาพชิ้นเนื้อที่ย้อมสารเรืองแสง เพื่อการใช้งานทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดย ผศ.ดร.อัญมณี ฉัตรศิริศุภชัย และ อ.ดร.ปณิธิ อัจฉราฤทธิ์ อาจารย์จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน และ น.ส.ณิชาพัชร์ นบนอบ จากวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ได้รับรางวัลเหรียญเงิน โดย CRA CellQuant คือ เว็บแอปพลิเคชั่นที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ในการวิเคราะห์ตำแหน่งและจำนวนเซลล์สำหรับภาพอิมมูโนพยาธิวิทยาด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นวัตกรรมเทคโนโลยีนี้ทำให้กระบวนการวิเคราะห์เซลล์เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ และสามารถนำไปใช้งานทางด้านวิจัยทางวิชาการ การวินิจฉัยทางคลินิก และการพัฒนาทางเภสัชกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งยังลดเวลาในการวิเคราะห์จากระบบอัตโนมัติของปัญญาประดิษฐ์อีกด้วย

3.ผลงานระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงสำหรับการประเมินเปลือกตาก่อนและหลังการศัลยกรรมชั้นตาอย่างแม่นยำ (EyLighner : Advanced AI Imaging for Precision Pre and Post-Operative Eyelid Assessment) โดย นส.พริ๊นซ์แพร์รีส แจ๊คสันว์ วงศาโรจน์ และ นส.มณิสรา พิบูลย์ นักศึกษาราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ อ.ดร.ปณิธิ อัจฉราฤทธิ์ และ อ.ดร.ปวรีนนทะแสน อาจารย์จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒนและคณะ ได้รับรางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) ซึ่งเป็นผลงานแอปพลิเคชั่นการประมวลผลภาพ เพื่อประเมินผลของการศัลยกรรมชั้นตาและค่าความสามารถในการลืมตาด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างอัตโนมัติ ผลลัพธ์จากแอปพลิเคชั่นสามารถนำไปสนับสนุนการประเมินการรักษาในผู้ป่วยของจักษุแพทย์ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดระยะเวลาและความเหนื่อยล้าจากการทำงานของจักษุแพทย์ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันยังไม่มีแอปพลิเคชั่นที่ช่วยจักษุแพทย์ในการประเมินการทำศัลยกรรมชั้นตาแบบอัตโนมัติจากทั้งก่อนและหลังการเข้ารับการผ่าตัด แอปพลิเคชั่นนี้จึงเป็นเสมือน One stop service ที่จัดการขั้นตอนที่จำเป็นต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการถ่ายภาพ ปรับภาพ และประเมินผลภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการคว้ารางวัลจากเวทีการประกวดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ระดับนานาชาติ “The 49th International Exhibition of Inventions Geneva” เป็นการยืนยันถึงคุณภาพและศักยภาพของนักวิจัยไทย สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของบุคลากรไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และนับเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทย ในการแลกเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยีและประสบการณ์กับนักประดิษฐ์และนักวิจัยจากนานาประเทศ รวมถึงได้เผยแพร่และแสดงความสามารถในการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสายตาของชาวโลกด้วย ซึ่งสอดคล้องต่อวิสัยทัศน์และพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่มุ่งสู่การเป็นสถาบันการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ชั้นนำของภูมิภาคในการผลิตและพัฒนาบุคลากรชั้นสูง ทำการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และนำผลงานนวัตกรรมและวิจัยไปประยุกต์ใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป