‘Chula The Impact ครั้งที่ 20’ รู้ลึก‘กฎหมาย’เพื่อดูแล‘เด็ก-เยาวชน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763022

‘Chula The Impact ครั้งที่ 20’  รู้ลึก‘กฎหมาย’เพื่อดูแล‘เด็ก-เยาวชน’

‘Chula The Impact ครั้งที่ 20’ รู้ลึก‘กฎหมาย’เพื่อดูแล‘เด็ก-เยาวชน’

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับรเสวนาวิชาการ Chula the Impact ครั้งที่ 20 เรื่อง “รู้ลึกกฎหมายและการดำเนินคดีเพื่อดูแลเด็กและเยาวชน” จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสืบเนื่องจากข่าวอาชญากรรมความรุนแรงต่างๆ ที่ผู้กระทำผิดเป็นเด็กและเยาวชน จนกลายเป็นคำถามของสังคมเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความผิดของประชากรกลุ่มนี้ รวมถึงแนวทางการดูแลอย่างเหมาะสม

ณัฏฐพร รอดเจริญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กและเยาวชน นอกเหนือไปจากเรื่องของการเยียวยาผู้เสียหายแล้วนั้น ในอีกมุม เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในสมาชิกภาคีอนุสนธิสัญญาสิทธิเด็กจึงต้องให้ความปกป้องคุ้มครองต่อเด็กด้วย ในกระบวนการดำเนินคดีทางอาญาจึงต้องมีการใช้กฎหมายและกระบวนการที่เป็นลักษณะเฉพาะขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการอย่างไม่เคร่งครัด การปิดทุกอย่างให้เป็นความลับเพื่อให้เด็กไม่ถูกตีตรา

สามารถกลับตัวมาเป็นคนดีของสังคมและไม่หวนไปกระทำความผิดซ้ำอีก กระบวนการนี้จึงเป็นการทำให้สังคมกลับคืนสมดุล โดยอยากให้มองในภาพรวมเป็นหลัก ไม่ใช่ในกรณีใดกรณีหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม ทั้งนี้ สำหรับเด็กหรือเยาวชนเมื่อทำผิดจะถูกดำเนินคดีภายใต้ศาลเยาวชนและครอบครัว จะมีขั้นตอนการดำเนินคดีแตกต่างไปจากผู้ใหญ่

โดย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ที่เป็นกฎหมายกำหนดขั้นตอนและวิธีการดำเนินคดีกับเด็กหรือเยาวชน มีเจตนารมณ์และบทบัญญัติที่มุ่งฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนที่ทำความผิดทางอาญามากกว่ามุ่งลงโทษ ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำแนกตามเกณฑ์อายุเด็กหรือเยาวชนเป็นหลัก และเป็นไปตามหลักการสากล ขณะที่ในส่วนของบทลงโทษของเยาวชนที่มีความแตกต่างจากผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้ใหญ่นั้น เป็นเพราะเป้าประสงค์ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญามีความต่าง โดยมองว่าเด็กคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของโลก

มีความพึ่งพิงกับครอบครัวและปัจจัยหลายด้านของสังคม กระบวนการตัดสินใจมีปัจจัยหลายอย่างประกอบ ต่างจากอาชญากรที่เป็นผู้ใหญ่ที่ผู้กระทำความผิดอาจจะเกิดจากกระบวนคิดและวิจารณญาณ กระบวนการยุติธรรมจึงต้องแยกจากผู้ใหญ่ คดีเด็กและเยาวชนจะใช้หลักการไม่ควบคุมโดยไม่จำเป็น การควบคุมตัวมีระยะเวลาที่สั้นเพียง 24 ชม.สำหรับการจับกุมต้องแจ้งไปที่สถานพินิจ จากนั้นนำตัวไปศาลเยาวชนและครอบครัวเพื่อตรวจสอบการจับกุมว่าเด็กได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องหรือไม่

และระหว่าง 30 วัน ในการควบคุมตัวศาลเยาวชนและครอบครัวจะต้องกำหนดมาตรการที่เหมาะสม เช่น บำบัดรักษา ตรวจสภาพร่างกายและจิตใจ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว หลักการที่สำคัญคือเบี่ยงเบนคดีไม่ให้เด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น ดังนั้นจะมีการดำเนินคดีพิเศษ ศาลสามารถทำแผนฟื้นฟู และดูว่าเด็กรู้สำนึกผิดหรือไม่ เพื่อไม่ต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญา

ส่วนในกรณีที่เด็กก่อเหตุอุกฉกรรจ์จะใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา โดยมีการกำหนดเงื่อนไข มีการใช้นักบำบัด นักจิตวิทยา สหวิชาชีพ เข้าอบรมเพื่อให้เด็กปรับปรุงตัวและคืนกลับเข้าสู่สังคมได้ ทั้งนี้คดีอาญาเด็กและเยาวชนมีหลักการคือ ต้องไม่นำเสนอข้อมูลส่วนบุคคลของเยาวชน ไม่มีการถ่ายภาพ บันทึกเสียง มีการห้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ารับฟังการพิจารณาคดี ที่สำคัญคือการไม่ตีตรา ให้ความสำคัญหรือให้พื้นที่สื่อกับผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ

“มีข้อสังเกตที่ท้าทายว่า พฤติกรรมในกลุ่มวัยรุ่นตอนต้น อายุ 12-15 ปี ได้รับอิทธิพลจากสื่อค่อนข้างจะมาก ในส่วนที่จะพิสูจน์ว่าพวกเขารู้สึกหรือมีเจตนาที่จะกระทำความผิดทางอาญาหรือไม่นั้น อาจจะมีข้อพิจารณาในการแก้ไขข้อกฎหมายในอนาคต เช่น นำไปรวมกับกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาว่าอาจต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่ก็ได้” อาจารย์ณัฏฐพร กล่าว

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงคำถามหนึ่งที่ว่า “ทำไมเด็กและเยาวชนต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ” นั่นเป็นเพราะ “เด็กและเยาวชนยังไม่อาจพัฒนากระบวนการคิด หรือมีแนวคิดด้านจริยธรรม แยกแยะถูกผิดได้เท่าผู้ใหญ่” ซึ่งกว่าจะรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด ต้องผ่านกระบวนการคิดในช่วงพัฒนาการเสียก่อนนอกจากนั้น “ความรุนแรงมีที่มาที่ไปไม่ได้อยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้น” และ 1 พฤติกรรมอาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว เช่น เกม การเลี้ยงดู ฯลฯ แต่เป็นทุกเหตุปัจจัยรวมกัน

“สิ่งที่เราช่วยกันได้คือการเริ่มสังเกตพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงของเด็กๆ ทั้งทางร่างกาย วาจา และความรุนแรงที่กระทำต่อตัวเอง การทำร้ายตัวเอง ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่อยากให้ความรุนแรงยกระดับ เราต้องเริ่มฝึกสังเกตและยับยั้งความรุนแรงกันตั้งแต่แรก ถ้าเราสามารถช่วยเด็กๆ ให้สามารถตระหนักรู้ถึงอารมณ์ที่มีอยู่ข้างใน สื่อสารได้ออกมาอย่างเหมาะสมมีคนคอยรับฟัง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็จะไม่มีการยกระดับจนนำไปสู่เหตุน่าสะเทือนใจ”ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าว

วิจัย‘ภาวะกระดูกพรุนในอวกาศ’ ต่อยอดความรู้สู่การดูแล‘ผู้ป่วยติดเตียง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763023

วิจัย‘ภาวะกระดูกพรุนในอวกาศ’ ต่อยอดความรู้สู่การดูแล‘ผู้ป่วยติดเตียง’

วิจัย‘ภาวะกระดูกพรุนในอวกาศ’ ต่อยอดความรู้สู่การดูแล‘ผู้ป่วยติดเตียง’

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันเป็นยุคของการเติบโตทางธุรกิจท่องเที่ยว “อวกาศ” ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตนวัตกรรมต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีซึ่งออกแบบเพื่อใช้สำหรับชีวิตในห้วงอวกาศหรือเทียบเท่าอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่แค่เพียงการเตรียมวัตถุสิ่งของ แต่คือการเตรียมความพร้อมของ “ผู้เดินทาง” ที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับ “สภาพไร้แรงโน้มถ่วง” ซึ่งเป็นสภาวะที่มนุษย์ไม่คุ้นชิน

ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล และอาจารย์นักวิจัยประจำหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก (COCAB – Center of Calcium and Bone Research) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มนุษย์จำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม อยู่ในที่ที่แรงโน้มถ่วงพอเหมาะ ร่างกายจึงจะมีโครงสร้างที่แข็งแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกระดูก

“มีงานวิจัยจากหลายประเทศที่ค้นพบความผิดปกติของกระดูกอย่างชัดเจนทั้งในมนุษย์และสัตว์ที่ต้องเผชิญสภาพไร้น้ำหนักของห้วงอวกาศเป็นเวลานาน อย่างน้อยเป็นเวลา 2 สัปดาห์ขึ้นไปเนื่องจากกระดูกที่เคลื่อนไหวภายใต้สภาพไร้แรงโน้มถ่วง ตลอดจนเนื้อเยื่ออื่นๆ เช่น เนื้อเยื่อ ไขมัน กล้ามเนื้อ สมอง ฯลฯ จะขาดสัญญาณเชิงกล หรือแรงกระทำที่จะทำให้เซลล์ต่างๆ อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และส่งสัญญาณถึงกันได้เป็นปกติ ซึ่งโดยทั่วไปมวลแคลเซียมของกระดูกจะสัมพันธ์กับน้ำหนักตัว ภายใต้สภาพไร้แรงโน้มถ่วง น้ำหนักตัวจะหายไป กระดูกจะสูญเสียมวลแคลเซียมอย่างรวดเร็ว” ศ.ดร.นพ.นรัตถพล กล่าว

มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) ลงนามความร่วมมือวิจัยที่นำไปสู่การสร้างสมมุติฐานของความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักของห้วงอวกาศเป็นเวลานาน ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ทำให้เกิดการศึกษาเพิ่มเติมนอกเหนือจาก “สัญญาณเชิงกล” ต่อกระดูก ต่อเนื่องไปจนถึงข้อสงสัยที่มีต่อแรงกระทำที่เชื่อมโยงสู่อวัยวะในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

เช่น เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ซึ่งโดยธรรมชาติเมื่อมนุษย์อยู่บนพื้นโลกที่มีแรงโน้มถ่วง จะรับรู้ได้ถึงแรงกด หรือแรงสั่นสะเทือนเมื่อเกิดการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดด ฯลฯ เพื่อตอบโจทย์การออกแบบยาต้านกระดูกพรุนที่ออกฤทธิ์ได้อย่างตรงจุด หรือกิจกรรมที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน สำหรับชีวิตทั้งบนโลกและในห้วงอวกาศได้ต่อไป ของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักของห้วงอวกาศเป็นเวลานาน

โดย JAXA และ GISTDA สนับสนุนให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ ศ.ดร.นพ.นรัตถพล พร้อมด้วย รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาเนื้อเยื่อของหนูทดลองที่เลี้ยงบนสถานีอวกาศนานาชาติ

นอกจากนี้ ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)และ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดโอกาสให้ทีมนักวิจัยของ ศ.ดร.นพ.นรัตถพลศึกษาในเรื่อง “สัญญาณเชิงกลที่เชื่อมโยงสู่อวัยวะในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย” เช่น เนื้อเยื่อ ไขมัน ลำไส้ และกล้ามเนื้อต่างๆ ซึ่งล้วนส่งสัญญาณมาปรับเปลี่ยนการทำงานของกระดูกทางอ้อม ซึ่งศ.ดร.นพ.นรัตถพล ให้ความเห็นว่า สำหรับในประเทศไทย เมื่อกล่าวถึงการเตรียมตัวไปใช้ชีวิตในอวกาศอาจไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนักในปัจจุบัน

แต่หากได้มีการ “ประยุกต์ผลวิจัย” ดังกล่าวเพื่อ “สร้างความเข้าใจต่อกลไกที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนในผู้ป่วยติดเตียง” ซึ่งขาดการเคลื่อนไหวและออกกำลังกาย จนทำให้มีมวลกระดูกน้อยลง “เป็นปรากฏการณ์ที่คล้าย และมีจุดร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในนักบินอวกาศ”ก็อาจนำไปสู่หนทางแก้ไข และขยายผลสู่ระดับนโยบายที่จะส่งผลในเชิงบวกเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศได้ต่อไปในอนาคต!!!

‘รพ.หลวงพ่อเปิ่น’ผสาน‘แพทย์แผนไทย-จีน’ ฟื้นฟู‘ผู้ป่วยระยะกลาง’ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/763025

‘รพ.หลวงพ่อเปิ่น’ผสาน‘แพทย์แผนไทย-จีน’  ฟื้นฟู‘ผู้ป่วยระยะกลาง’ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ

‘รพ.หลวงพ่อเปิ่น’ผสาน‘แพทย์แผนไทย-จีน’ ฟื้นฟู‘ผู้ป่วยระยะกลาง’ใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ

วันจันทร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะทำงานของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เยี่ยมชม “การดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยด้านการแพทย์ระยะกลาง (Intermediate Care : IMC)” หลังพ้นวิกฤต ณ โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น จ.นครปฐม ด้วยการแพทย์ผสมผสานระหว่างแพทย์แผนไทยและแผนจีน เมื่อช่วงต้นเดือนต.ค. 2566ที่ผ่านมา ซึ่ง นพ.ยุทธกานต์ ชินโสตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่น กล่าวว่า ศูนย์บริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ระยะกลาง (ศูนย์ IMC) เป็นการจัดบริการตาม Service Plan ของกระทรวงสาธารณสุข เน้นผู้ป่วย 4 กลุ่มโรค

ได้แก่ 1.หลอดเลือดสมองตีบหรือแตก 2.สมองบาดเจ็บหรือได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ 3.บาดเจ็บไขสันหลังจากอุบัติเหตุ และ 4.ผ่าตัดกระดูกข้อสะโพกหัก โดยให้บริการการฟื้นฟูแบบเข้มข้นในลักษณะของผู้ป่วยใน (IPD) ด้วยศาสตร์ผสมผสานจากแพทย์แผนตะวันตก แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ใช้ระยะเวลาการรับรักษาประมาณ 3 สัปดาห์ รวมไปถึงยังมีการให้บริการแบบผู้ป่วยนอก (OPD) อย่างไรก็ดีสำหรับการแพทย์ผสมผสานจะให้บริการตั้งแต่นักกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด การฝึกพูด ฝึกกลืน

โดยแพทย์แผนไทยจะให้บริการ นวด ดึง รักษาอาการท้องผูก ข้อติด เป็นต้น ส่วนแพทย์แผนจีนก็จะมีการฝังเข็มร่วมด้วย ขณะเดียวกัน ในกลุ่มผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังที่จะเป็นกลุ่มอายุค่อนข้างน้อยก็จะมีกระบวนการการฝึกดำรงชีวิตอิสระโดยกลุ่มคนพิการที่มีประสบการณ์ตรง และผ่านการฝึกอบรมให้คำปรึกษา เพื่อให้ก้าวข้ามผ่านความพิการ และกลับมาใช้ชีวิตต่อไปในสังคมได้ ซึ่งจากการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 มีผู้เข้ามารับบริการต่อปีประมาณ 130 ราย ส่วนมากเป็นกลุ่มผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบหรือแตก

“มีการติดตามประสิทธิภาพในการฟื้นฟู โดย 90% ของผู้ที่เข้ารับบริการทั้งหมดแบบเข้มข้นสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับปกติ ที่นี่มีอุปกรณ์ให้ยืม ผ่านกองทุนที่สนับสนุนโดย สปสช. ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในการตั้งกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นในผู้สูงอายุผู้พิการ ผู้ป่วยระยะกึ่งเฉียบพลันที่ต้องการฟื้นฟู และผู้ป่วยที่ดูแลระยะยาว ซึ่งก็ตั้งเป็นธนาคารยืมคืนอุปกรณ์ เช่น เตียงลม อุปกรณ์ช่วยการเดิน ฯลฯ เพื่อให้ผู้ป่วยนำกลับไปใช้ที่ได้บ้าน” นพ.ยุทธกานต์กล่าว

นายรัฐการ พรรณพัฒน์ รองนายก อบจ.นครปฐม กล่าวเสริมว่า อบจ.นครปฐม ได้เข้าไปซ่อมแซมปรับปรุงบ้านผู้ป่วย หรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้วประมาณ 5 หลัง โดยใช้งบประมาณจากท้องถิ่นในการดูแล นอกจากนี้ ในส่วนของกายอุปกรณ์ก็ได้สนับสนุนงบประมาณที่ทาง อบจ. ร่วมกับสปสช. ลงไปดูแล โดยให้องค์การบริการส่วนตำบล (อบต.) ในแต่ละพื้นที่สำรวจและทำเรื่องขอเบิกงบประมาณได้ โดยในขณะนี้กำลังจะทำความตกลงร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคในพื้นที่ เพื่อนำนักศึกษาเข้ามาช่วยเรื่องของการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่อาจจะชำรุดได้

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่นเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง หรือ IMC และมีความ โดดเด่นเรื่องการบูรณาการจากหลายส่วน เช่น เมื่อได้รับการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลจังหวัดก็จะมีการให้บริการแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน นอกเหนือจากการทำกายภาพบำบัด รวมถึงยังมีการแนะนำเรื่องการประกอบอาชีพของผู้ป่วยอีกด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อได้ลงพื้นที่มาในครั้งนี้ สปสช. อาจจะต้องกลับไปปรับปรุงดูความเป็นไปได้ว่านอกเหนือจากการให้บริการกายภาพบำบัดแล้วจะสามารถเพิ่มเรื่องการดูแลโดยแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ฯลฯ เข้ามาได้หรือไม่ เพราะ สปสช. มีกลไกตรงนี้อยู่แล้ว เพียงแต่คิดว่าจะปรับกลไกทางการเงินเพื่อเสริมเข้าไป เช่น เดิมเรื่องของหมอนวดที่อาจจะยังไม่ชัดเจน โดยในปีหน้าก็จะทำให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ผู้ป่วยกลุ่มนี้มากขึ้น

“ถ้าฟังจากที่ผู้อำนวยการเล่าว่าบูรณาการจากหลายแห่ง มีการรับผู้ป่วยจากนอกจังหวัดด้วย ตรงนี้ก็จะสนองนโยบายของรัฐบาลเรื่องบัตรประชาชนใบเดียวสามารถรับบริการที่ไหนก็ได้คิดว่าถ้ามีความเป็นไปได้ และโรงพยาบาลมีความพร้อมและพอใจในการให้บริการกับค่าตอบแทนที่ สปสช. ให้โรงพยาบาลหลวงพ่อเปิ่นเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะขยายงานตรงนี้ลงไปในพื้นที่ต่างๆ ได้” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

‘เจ้าฝันถึงโลกสีใด’งานมอบรางวัลประกวดเรื่องสั้น-บทกวี 14 ตุลา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762894

'เจ้าฝันถึงโลกสีใด'งานมอบรางวัลประกวดเรื่องสั้น-บทกวี 14 ตุลา

‘เจ้าฝันถึงโลกสีใด’งานมอบรางวัลประกวดเรื่องสั้น-บทกวี 14 ตุลา

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 19.40 น.

มูลนิธิ 14 ตุลา ร่วมกับ สมาคมนักเขียนฯ และ สมาคมภาษาและหนังสือฯ จัดงานมอบรางวัลประกวดเรื่องสั้น-บทกวี “เจ้าฝันถึงโลกสีใด” 50 ปี 14 ตุลา จิตวิญญาณประชาธิปไตย มิตรน้ำหมึกร่วมงานอบอุ่น

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประธานมูลนิธิ 14 ตุลา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดเรื่องสั้นและบทกวี ในวาระ 50 ปี 14 ตุลา “14 ตุลา จิตวิญญาณประชาธิปไตย” โดยมี “จรัญ หอมเทียนทอง” กรรมการยุทธศาสตร์ ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ อดีตนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ “นรีภพ จิรโพธิรัตน์” นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ “เจน สงสมพันธุ์” อดีตนายกสมาคมนักเขียนฯ และ “ประเดิม ดำรงเจริญ” ประธานฝ่ายวรรณกรรม 50 ปี 14 พร้อมด้วยนักเขียน กวี สมาชิกแวดวงวรรณกรรม สื่อมวลชน และประชาชนผู้สนใจ ร่วมงาน บริเวณลานนิทรรศการ 50 ปี 14 ตุลา “เจ้าฝันถึงโลกสีใด” ด้านหน้าของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ 2566 ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 12-23 ตุลาคม 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประธานมูลนิธิ 14 ตุลา กล่าวว่า 14 ตุลา เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย เวลาผ่านไป 50 ปี คนรุ่นที่เกิดทัน 14 ตุลา ที่ได้ประสบเหตุการณ์ต่างๆ ปัจจุบันก็ล่วงเข้าสู่วัยชรา คนรุ่นใหม่จำนวนมากก็จะไม่มีโอกาสทราบเรื่องราวเหล่านั้น 50 ปี จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะต้องจัดรำลึกเหตุการณ์ขึ้น เพื่อจะได้สืบทอดอุดมการณ์ให้กับคนรุ่นต่อไป เพราะประชาธิปไตยในประเทศไทยยังคงล้มลุกคลุกคลานอยู่ เหมือนกับหลาย ประเทศในโลกที่ต้องใช้เวลาและการต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์สังคม จึงจำเป็นที่จะต้องจัดงานในวาระนี้เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันได้รับไม้ต่อจากคนรุ่นเก่า หากรอไปจัดตอน 60 ปี คนรุ่นเก่าก็อาจจะจากไปหรือหลงลืมไปแล้ว 50 ปี จึงนับเป็นเวลาที่เหมาะสม

นายแพทย์วิชัย กล่าวต่อว่า การเลือกวรรณกรรมมาเป็นหนึ่งในกิจกรรมของวาระ 50 ปี 14 ตุลา เพราะวรรณกรรมทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการหล่อหลอมอุดมการณ์ ปลุกเร้าการต่อสู้ และปลอบประโลมความเจ็บปวด รวมถึงสร้างพลังต่างๆ ได้มากมาย งานวรรณกรรมมีบทบาททุกยุคสมัย ทุกสังคม 

แต่ในฐานะที่เป็นภาคเอกชนหน่วยเล็กๆ จึงไม่สามารถจัดการประกวดที่เป็นผลงานชิ้นใหญ่อย่างหนังสือเล่มหรือนวนิยายได้ จึงประกวด “เรื่องสั้น” และ “บทกวี” ซึ่งได้รับความร่วมมือจากสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย และสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รวมถึงศิลปินแห่งชาติ ศิลปาธร นักเขียน นักประพันธ์ มาร่วมเป็นกรรมการวางกติกา โดยมีผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดมากพอสมควร และดำเนินการตัดสินแล้วเสร็จเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

“ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ก้าวหน้าขึ้น ทำให้สามารถจัดพิมพ์รวมผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดไว้ในหนังสือที่จัดพิมพ์เป็นพิเศษในวาระนี้แล้วเสร็จทัน โดยความพิเศษของเล่มนี้ มีการนำวรรคหนึ่งจากบทเพลงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ยังคงร้องกันอยู่ คือเพลงนกสีเหลือง ซึ่งมีวรรคทอง “เจ้าฝันถึงโลกสีใด” และได้นำวรรคทองนี้มาเป็นชื่อนิทรรศการและเป็นชื่อหนังสือ มีการนำเหรียญที่ระลึกในวันพระราชทานเพลิงศพวีรชน 14 ตุลา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดการเผาศพสามัญชนคนไทยที่ท้องสนามหลวง เพราะปกติเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับราชวงศ์ชั้นสูงเท่านั้น มีการนำเหรียญที่ระลึกมาปรับปรุงใหม่ แบ่งเป็น 2 ส่วน หน้า-หลัง ส่วนหนึ่งอยู่ปกหน้าหนังสือ และอีกส่วนอยู่ปกหลังหนังสือ และจำหน่ายภายในงานครั้งนี้ โดยสามารถสอบถามได้ที่บูทนิทรรศการ 50 ปี 14 ตุลา” นายแพทย์วิชัยกล่าว

ทั้งนี้ ผลการประกวดเรื่องสั้นและบทกวี ในวาระ 50 ปี 14 ตุลา “14 ตุลา จิตวิญญาณประชาธิปไตย” มีผลงานได้รับรางวัลดังนี้

ประเภทเรื่องสั้น

 เรื่องสั้นชนะเลิศ ได้แก่ “ซ่อนกลิ่น” โดย ศิริพงศ์ หนูแก้ว

 รองชนะเลิศ 2 รางวัล ได้แก่ กาลครั้งหนึ่ง…ในประเทศไทย โดย สาคร พูลสุข และ ดวงจันทร์ในช่องเขาขาด โดย สาโรช แซ่ซึง

รางวัลชมเชย 10 รางวัล ดังนี้

1. จุณความว่างกลางเดือนตุลาคม โดย กิตติศักดิ์ คงคา
2. ศิลปกรรมคนเมือง โดย ชม นวนมุสิก
3. งูสวัด โดย พิณพิพัฒน ศรีทวี
4. รูปสัญญะล่องลอย โดย วินทกานท์
5. ประวัติศาสตร์ 66 ปี กับ 8 นาทีที่ความทรงจำเป็นใบ้ โดย ศิริ มะลิแย้ม
6. เธอ…อยู่ที่ใด โดย Rosaline
7. แค่ฉากอีโรติก  โดย ฮีม พาราพิพัฒน์
8. ระหว่าง  โดย แรมสองค่ำเดือนสราปีมะโรง
9. พี่สาวน้องชาย เรื่องบางเรื่องไม่เหมาะเป็นเรื่องสั้น โดย สันติสุข กาญจนประกร
10. อัตชีวประวัติของเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง  โดย ชาคริต คำพิลานนท์

ประเภทบทกวี

 บทกวีชนะเลิศ ได้แก่ ห้าสิบปีต่อมา โดย คีตา บารัตดายา

 รองชนะเลิศ 2 รางวัล ได้แก่  จนกว่าฟ้านี้จะสีทอง โดย อัษฎาวุธ ไชยวรรณ และ ตู้ไปรษณีย์หมายเลข 2516 โดย องอาจ สิงห์สุวรรณ

รางวัลชมเชย มี 10 รางวัล ดังนี้

1. 14 ตุลา โดย จามรี ตันไพฑูรย์ดิถี
2. รำลึกถึงนกตัวแรกที่แตกดับ (แด่จีระ บุญมาก) โดย อติรุจ ดือเระ
3. ประวัติศาสตร์ไม่เคยบอกเรา  โดย จีรนันท์ สงเปีย
4. ห้าสิบปีสิบสี่ตุลา แตกพร่า..เป็นภาพเลือน โดย ขอบฟ้า เหตุการณ์
5. EXHIBITION  นิทรรศการไม่เคยเปลี่ยน  โดย  เสฏฐ์ บุญวิริยะ
6. อนุสรณ์แห่งสุสาน โดย ภูวดล ภูโยฮาต
7. รากแห่งเดือนตุลาฯ  โดย  นายทิวา
8. วันนี้มือทุกมือคือมือไท  โดย ปริญญ์ สระปัญญา
9. แรงกระเพื่อม (การเคลื่อนไหวใต้เงาเงื้อมประวัติศาสตร์) โดย  เมธาวี ก้านแก้ว
10. ปีศาจ  โดย ดิตถ์จรัส

ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ กิจกรรมหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762849

ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ กิจกรรมหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30

ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ กิจกรรมหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.21 น.

ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ กิจกรรมหล่อหลอมรวมเป็นหนึ่ง ก่อนการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30 จะเริ่มขึ้น

คณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 30 ร่วมกันจัด ค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์ : การแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30 ระหว่างวันที่ 8-10 ตุลาคม 2566 ณ วังรี รีสอร์ท จ.นครนายก มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักฟุตบอลได้รู้จักและทำกิจกรรมร่วมกัน ในการสร้างความสัมพันธ์กันของ 4 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยมี มาสเตอร์อาสา มรพงษ์ หัวหน้าสำนักผู้อำนวยการ/ผู้แทนผู้อำนวยการโรงเรียนอัสสัมชัญ นางณิชาฒ์ สุกรี รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารวิชาการ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นายเตชิต เอกรินทรากุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ กลุ่มกิจกรรมพิเศษ นางวราภรณ์ ทรัพย์สมบูรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและมาตรฐานคุณภาพ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการและผู้จัดการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมเป็นประธานเปิดค่ายจตุรมิตรสัมพันธ์

สำหรับกิจกรรมในค่าย ประกอบด้วย กิจกรรมสันทนาการ จากคณะครูโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่รับหน้าที่ดูแลการจัดค่ายในครั้งนี้ นอกจากนี้ ได้รับเกียรติจาก ผศ.ชลัช ภิรมย์ คณะกรรมการผู้ตัดสินสมาคมกีฬาฟุตบอล วิทยากรและผู้ประเมินผู้ตัดสินของสมาคมฯ Referee Assessor ของเอเอฟซี มาให้ความรู้เกี่ยวกับกฎกติกาการแข่งขัน นอกจากนี้มีพี่ ๆ ศิษย์เก่าที่เคยผ่านการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี มาแบ่งปันประสบการณ์ ประกอบด้วย

ศิษย์เก่าโรงเรียนอัสสัมชัญ : ภานุพงศ์ วงศ์ษา, สถาพร  ใจผ่อง, มาสเตอร์เชี่ยวชาญ  แพรขุนทด

นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ : วรวุฒิ  วังสวัสดิ์ ธวัชชัย, ทองฮวด, ไพฑูรย์  เทียบมา

ศิษยเก่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย : ศักดา  เจิมดี

ศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย : สุริยะ  อมตเวทย์

นอกจากนี้ ได้จัดกิจกรรมจตุรมิตรปาร์ตี้ เพื่อให้นักกีฬาทั้ง 4 โรงเรียน ได้ผ่อนคลาย ก่อนจะกลับไปทำหน้าที่ของตนในนามสถาบันต่อไป โดยมีแขกผู้มีเกียรติ มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ไดแก่ คุณศราวุธ  สุวรรณจูฑะ ปลัดจังหวัดนครนายก (สวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 106) คุณชุมพลภัทร เลาหพานิช นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา (กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) คุณวิสิฐศักดิ์ สิทธิศิรประพันธ์ นายกสโมสรโรตารี่นครนายก (นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ รุ่น 107)นายวัชรพงษ์ เอี่ยมอาจหาญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครนายก (นักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ รุ่น 103)

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลจตุรมิสามัคคี ครั้งที่ 30 “สร้างความดีสู่วิถึชีวิตใหม่” ซึ่งปีนี้ โรงเรียนเทพศิรินทร์ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 11-18 พฤศจิกายน 2566 ณ สนามศุภชลาศัย สนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน กรุงเทพฯ

วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2566
เวลา 13.00 น. โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พบ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
เวลา 16.00 น. โรงเรียนอัสสัมชัญ พบ โรงเรียนเทพศิรินทร์

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2566
เวลา 13.00 น.โรงเรียนอัสสัมชัญ พบ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
เวลา 16.00 น. โรงเรียนเทพศิรินทร์ พบ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน 2566
เวลา 13.00 น. โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย พบ โรงเรียนอัสสัมชัญ
เวลา 16.00 น.  โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พบ โรงเรียนเทพศิรินทร์

วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2566
เวลา 13.00 น. คู่ชิงอันดับที่ 3
เวลา 16.00 น. คู่ชิงชนะเลิศ

ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/jaturamitrofficial

JPA มาเลเซีย รุดดูงาน สอวช. หวังใช้เป็นโมเดลต้นแบบทำงานเชิงนโยบาย ชมเปาะทันสมัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762817

JPA มาเลเซีย รุดดูงาน สอวช. หวังใช้เป็นโมเดลต้นแบบทำงานเชิงนโยบาย ชมเปาะทันสมัย

JPA มาเลเซีย รุดดูงาน สอวช. หวังใช้เป็นโมเดลต้นแบบทำงานเชิงนโยบาย ชมเปาะทันสมัย

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.59 น.

JPA มาเลเซีย รุดดูงาน สอวช. หวังใช้เป็นโมเดลต้นแบบทำงานเชิงนโยบาย ชมเปาะทันสมัย

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 คณะผู้บริหาร สำนักงานสภานโยบายวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) นำโดย นางสาวรติมา เอื้อธรรมาภิมุข รองผู้อำนวยการ สอวช. ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจาก Jabatan Perkhidmatan Awam (JPA) จากประเทศมาเลเซีย กว่า 30 คน โดยการประสานงานของ เดล คาร์เนกี (Dale Carnegie) ประจำประเทศไทยและมาเลเซีย ที่ให้ความสนใจกระบวนการทำงานของ สอวช. ในฐานะหน่วยงานนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศ ที่มีความเป็นผู้นำในหลาย ๆ ด้าน

นางสาวรติมา กล่าวว่า JPA เป็นหน่วยงานราชการที่มีลักษณะการทำงานเหมือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.) ของบ้านเรา เขาสนใจการวางรูปแบบการทำงานของ สอวช. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการทำนโยบายด้าน อววน. ของประเทศไทย ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จึงติดต่อทาง เดล คาร์เนกี ของทั้งสองประเทศ เพื่อประสานเข้ามาดูงาน ซึ่งทาง สอวช. เองได้แชร์รูปแบบและตัวอย่างการทำงานของ สอวช. ที่มีความเป็นผู้นำทางด้านธรรมาภิบาล มีคุณธรรม มีความโปร่งใส มีส่วนร่วม มีความรับผิดชอบ มีความคุ้มค่า ตามหลักนิติธรรม และน้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9  ใช้เป็นหลักของการทำงาน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบระบบการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่ง สอวช. นำดิจิทัลเข้ามาใช้ ทั้งงานด้านกฎหมาย ด้านบัญชี ด้านบุคคลและด้านอื่น ๆ ที่มีการนำระเบียบไปใส่ในระบบ ส่งเสริมธรรมาภิบาลได้เป็นอย่างดี

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า หลังจากที่ สอวช. ได้นำเสนอ ทาง JPA ยอมรับว่าการออกแบบการทำงานของ สอวช. โดยเฉพาะเรื่องความเป็นผู้นำทางด้านธรรมาภิบาล สอวช. ออกแบบได้ดีมาก และที่เขาสนใจ คือเรื่องการสรรหาบุคลากร การพัฒนาบุคลากร การทำงานในรูปแบบ Work from anywhere ซึ่ง สอวช. ได้ดำเนินการมาก่อนเกิดสถานการณ์โควิด โดยทาง JPA ยอมรับว่าเขาไม่มีนโยบายดังกล่าวเลย นอกจากนี้ ในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่าน ทั่วโลกนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบในหน่วยงานของรัฐ ทาง JPA เองก็ยอมรับว่า หลายอย่างเขายังทำไม่ได้ และยังติดรูปแบบเดิมอยู่ โดยเฉพาะเรื่องเอกสารที่ยังใช้เป็นกระดาษเพื่อจัดเก็บข้อมูล ซึ่งจากรูปแบบที่สอวช. ดำเนินการ เขามองว่ารัดกุม ตรวจสอบได้ มีการสำรองข้อมูลอย่างปลอดภัย หากเกิดการล่มของระบบจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งทาง JPA จะขอนำไปเป็นโมเดลต้นแบบ ในการดำเนินงานต่อไป

ด้าน ดร.สุชาต ได้นำเสนอผลงานของ สอวช. ภายหลังจากดำเนินงานย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ว่า สอวช. ได้วางรากฐานโครงสร้างทางนโยบาย ด้วยการใช้ อววน. นำพาประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2580 โดยยกตัวอย่าง การพัฒนากำลังคน การสร้างแพลตฟอร์ม STEMPlus การพัฒนาทักษะและสมรรถนะเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่ สอวช. ได้พัฒนาร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง จนได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2566 นอกจากนี้ ยังใช้กลไกเชิงยุทธศาสตร์ อววน. เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2065 สอวช. ได้วางแนวทางข้อริเริ่มในการทำงานเชิงพื้นที่ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม โดยทำโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และชุมชน ให้เป็นจังหวัดต้นแบบที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เป็นต้น

ด้านนายริชาร์ด บาราฮิม (Richard Barahim) ผู้แทนจาก JPA กล่าวว่า ขอบคุณ สอวช. ที่ได้ให้โอกาส JPA ได้เข้ามาศึกษาดูงานในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า สอวช. ในฐานะหน่วยงานทำนโยบายของรัฐบาล มีความทันสมัยและมีหลักธรรมาภิบาลสูง นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนระบบการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ได้อย่างคล่องตัว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ สามารถสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสู่ “รัฐบาลดิจิทัล” ได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ JPA จะได้นำไปปรับใช้กับระบบการทำงาน และคงได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานกันอีกในอนาคต

พสกนิกรทั่วไทย น้อมรำลึกถวาย‘ในหลวงร.9’ ‘วันนวมินทรมหาราช’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762754

พสกนิกรทั่วไทย  น้อมรำลึกถวาย‘ในหลวงร.9’  ‘วันนวมินทรมหาราช’

พสกนิกรทั่วไทย น้อมรำลึกถวาย‘ในหลวงร.9’ ‘วันนวมินทรมหาราช’

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

พสกนิกรทั่วไทยน้อมรำลึกถวาย‘ในหลวงร.9’ ‘วันนวมินทรมหาราช’ พร้อมใจใส่เสื้อสีเหลือง นายกฯนำครม.ทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล

พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ พร้อมใจใส่เสื้อสีเหลืองร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระราชกุศล “ในหลวง รัชกาลที่ 9” เนื่องในวัน “นวมินทรมหาราช” ในวันคล้ายวันสวรรคต นายกฯนำ ครม.ทุกภาคส่วน ทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศล ในหลวง ร.9 ณ ท้องสนามหลวง ครม.-ปชช.ถวายราชสักการะวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ร.9

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2566 เวลา 07. 30 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังวาระงานและภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์โดยมี สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ และพระสงฆ์จำนวน 10 รูป ประกอบพิธี

จากนั้นเวลา 07.30 น. นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี องคมนตรี ประธานวุฒิสภา ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กร อิสระและคู่สมรสร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศล เนื่องในวันนวมินทรมหาราช ณ บริเวณท้องสนามหลวง โดยมีพระสงฆ์ 189 รูปรับบิณฑบาต

ร่วมสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9

จากนั้นเวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี เดินทางไป วางพวงมาลาเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2566 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ

ขณะเดียวกัน ตลอดช่วงเช้ามีประชาชนและหน่วยงานราชการ เดินทางมาวางพวงมาลาพระบรมรูปในหลวง รัชกาลที่ 9 กันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ทุกๆคน ต่างพร้อมใจใส่เสื้อสีเหลืองเข้าร่วมรำลึกกันอย่างพร้อมเพรียง ผู้สื่อข่าวได้สอบถามประชาชนส่วนใหญ่กล่าวว่ามาเพราะรักและยังคิดถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ แม้จะผ่านไป 7 ปีแล้ว ก็ตาม เพียงแค่พูดถึงท่าน น้ำตาก็ไหล

เวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรีและภริยา เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันนวมินทรมหาราช พุทธศักราช 2566 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง

ขณะที่ประชาชนทุกหมู่เหล่าต่างพร้อมใจใส่เสื้อสีเหลืองร่วมรับเฝ้าฯรับเสด็จ

ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนด ให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันนวมินทรมหาราช เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ แห่งพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงมีคุณูปการอันยิ่งใหญ่แก่แผ่นดิน ประกอบกับ วันที่ 13 ตุลาคม 2556 จะเป็นวันแห่งการเสด็จสวรรคต ครบรอบ 7 ปี หรือ“สัตตมวรรษ” ซึ่ง วันนวมินทร์ทรามหาราช แปลว่าวันที่ระลึกถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่

พสกนิกรพร้อมใจน้อมรำลึกร.9

ขณะที่บรรยายกาศ พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล ทำบุญตักบาตร ปลูกต้นไม้ ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ในหลวง ร.9

ช่วงเช้า คณะแพทย์ พยาบาล รพ.ศิริราช และประชาชน ร่วมพิธีถวายสักการะพร้อมยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต 13 ตุลาคม “วันนวมินทรมหาราช” โดยมี ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล นำกล่าวสดุดี ที่ลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

ขณะที่ประชาชนที่มาร่วมพิธี หลั่งน้ำตา ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมนำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาถือระหว่างร่วมพิธี

ผู้ว่าฯโคราชนำทำบุญถวาย’รัชกาลที่ 9’

ที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ช่วงเช้า นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานประกอบพิธีทำบุญตักบาตร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 13 ตุลาคม 2566

โดยมีพระภิกษุสามเณร 89 รูป มีพระเทพสีมาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ประธานฝ่ายสงฆ์เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขเพื่อให้ประชาชนของพระองค์มีความอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีส่วนราชการตุลาการ หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ พร้อมด้วยประชาชนที่ต่างสวมใส่เสื้อผ้าสีเหลือง สตรีชุดไทยเข้าร่วม 500 คน

ผู้ว่าหนองคายบุญถวายพระราชกุศล

ช่วงเช้า ที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อ.เมืองหนองคาย นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายนำข้าราชการและประชาชน ประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลเนื่องในวันนวมินทรมหาราช โดยมีพระเทพวชิรคุณ เจ้าคณะจังหวัดหนองคาย เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย นำพระสงฆ์ประกอบพิธีสวดมนต์และออกรับบิณฑบาต

กิจกรรมในครั้งนี้ประชาชนที่มาร่วมงานต่างสวมเสื้อสีเหลือง เตรียมอาหารคาวหวานและปัจจัย มาทำบุญตักบาตร เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ที่ทรงงานอย่างหนักตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเพื่อปวงชนชาวไทยได้อยู่เย็นเป็นสุข และเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติมาโดยตลอด.

พ่อเมืองลพบุรีทำทำบุญที่เขื่อนป่าสักฯ

ที่ลานพญานาค เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี นายอำพล อังคภากรณ์กุล ผู้ว่าฯลพบุรี นำคณะ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานเอกชน และประชาชนในจังหวัดลพบุรี ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์ 89 รูป ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 199,999 ตัว ปลูกต้นไม้ของพ่อ “ต้นราชพฤกษ์” เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2566 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ผู้ว่าฯปทุมฯนำพสกนิกรทำบุญ

ที่ลานหน้าศาลากลางจังหวัดปทุมธานี อ.เมือง จังหวัดปทุมธานี นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าปทุมธานี เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร พระสงฆ์ 89 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ครบรอบ 7 ปี แห่งการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย และรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้โดยมี นายนพกร กล่ำทวี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดปทุมธานี พลตำรวจโท คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี หัวหน้าส่วนราชการ ฝ่ายตุลาการ ทหาร ตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการและพสกนิกรชาวจังหวัดปทุมธานี เข้าร่วมในพิธีร่วมแสดงความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

โดยประชาชนชาวปทุมธานีต่างใส่เสื้อสีเหลือง ออกมาทำบุญตักบาตรกันตั้งแต่เช้า เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร เพื่อน้อมรำลึกเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ได้นำอาหารหวานคาว ข้าวสารอาหารแห้ง ดอกไม้ธูปเทียนมาร่วมในพิธีทำบุญตักบาตรพระภิกษุสงฆ์กันเป็นจำนวนมาก

จากนั้นผู้ว่าฯปทุมธานี นำข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายพระราชกุศล ในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรกันอย่างเนืองแน่น

ผู้ว่าฯนครปฐมนำทำบุญจัดกิจกรรม

ที่ศาลากองอำนวยการ องค์พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าฯนครปฐม เป็นประธานพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรเนื่องในวันนมินทรมหาราช ประจำปี 2566โดยมีนายกเหล่ากาชาดจังหวัด รองผู้ว่าฯหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรภาคเอกชน และประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีในครั้งนี้

จากนั้น ผู้ว่านครปฐม นำผู้เข้าร่วมพิธี ร่วมทำบุญตักบาตร ข้าวสาร อาหารแห้ง ถวายแด่พระสงฆ์ 89 รูป ณ บริเวณลานหน้าพระร่วงโรจนฤทธิ์ องค์พระปฐมเจดีย์ โดยพระเทพมหาเจติยาจารย์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 14 วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร นำพระสงฆ์รับบิณฑบาต เพื่อถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกเพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

‘นภอ.เกาสมุย’นำทำบุญถวาย

ส่วนที่ อาคารกาญจนาภิเษก อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นายชยพล อินทรสุภา นายอำเภอเกาะสมุย นายธีระยุทธ จินา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเกาะสมุย นายธีรพันธุ์ ชูดำ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและพสกนิกรชาวเกาะสมุยร่วมพิธีวันนวมินทรมหาราช พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ผู้ว่าแม่ฮ่องสอนนำกลุ่มชาติพันธุ์ทำบุญ

ที่จ.แม่ฮ่องสอน เวลา 07.30 น. นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน และประชาชนกลุ่มชาติพันธ์ทุกหมู่เหล่าจำนวนหลายร้อยคน แต่งกายเครื่องแบบปกขาว ชุดโทนสีเหลือ และชุดชาติพันธ์พื้นเมืองชนเผ่า ร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง แด่พระภิกษุสงฆ์-สามเณร จำนวน 89 รูป โดยมีพระสุมนต์ศาสนกิตติ์ เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน นำพระภิกษุสงฆ์สามเณรจากวัดต่างๆในเขตเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอนและรอบนอกจำนวน 10 วัด มารับบิณฑบาตรบริเวณลานรอบองค์พระธาตุเจดีย์ บนวัดพระธาตุดอยกองมู อ.เมืองแม่ฮ่องสอน

ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวแม่ฮ่องสอน เนื่องใน วันนวมินทรมหาราช เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอน พระองค์ทรงพระราชทานโครงการตามพระราชดำริอย่างมากมาย เพื่อเป็นการพัฒนาให้ชาวไทยภูเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ชาวหัวหินวางพวงมาลาน้อมรำลึก

ที่อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน พร้อมด้วย ข้าราชการทุกหมู่เหล่า หน่วยงานรัฐ-เอกชน และประชาชนร่วมในพิธีวางพวงมาลาและถวายบังคมเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” ครบรอบ 7 ปี แห่งการเสด็จสวรรคต เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยก่อนหน้านั้น นายอำเภอหัวหินได้นำประชาชนร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งพระสงฆ์จำนวน 99 รูป เพื่อถวายเป็นประราชกุศล โดยมีพระครูวิจิตรธรรมวิภัช เจ้าคณะอำเภอหัวหิน เจ้าอาวาสวัดบุษยบรรพต นำพระสงฆ์จากวัดต่างๆในอำเภอหัวหินออกรับบิณฑบาต

ที่ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน นายพลกฤต พวงวลัยสิน นายอำเภอหัวหิน ได้เปิดกิจกรรม “น้อมดวงใจ คิดถึงพ่อ” เปิดรับบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มี นางอุษา พวงวลัยสิน นายกกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน นายทวีสิน พัฒนาภิรัส ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบฯ นายโชคชัย วงศ์จักร์ภัชร์ กรรมการผู้จัดการ บลูพอร์ต หัวหิน และแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ โดยมีเจ้าหน้าที่งานบริการโลหิต สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมบริจาคโลหิตในครั้งนี้.

สวนนงนุชนำช้างแสนรู้ทำบุญตักบาตร

ที่สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดกิจกรรมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันนวมินทรมหาราช วันคล้ายวันสวรรคตปีที่ 7 ของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยนิมนต์พระสงฆ์ 9 รูป จากวัดสามัคคีบรรพต รับบิณฑบาตอาหารแห้ง ที่คณะผู้บริหาร พนักงาน และช้างแสนรู้ 9 เชือก ร่วมนำมาใส่บาตรแด่พระสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ท่ามกลางพิธีที่จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ณ สวนลอยฟ้า สวนนงนุชพัทยา จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ พิธีทำบุญตักบาตร ที่จัดขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ยังเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ ด้วยทศพิธราชธรรม และทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาชาติไทย ให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคง ตราบทุกวันนี้.

ปชช.พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เข้าถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762711

ปชช.พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เข้าถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9

ปชช.พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง เข้าถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.13 น.

13 ตุลาคม 2566 ประชาชนจำนวนมากทยอยเดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศ ต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลือง มาเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมนำพวงมาลัย ดอกไม้สด ดอกดาวเรือง ไปกราบถวายสักการะ เสร็จแล้วต่างจับจองพื้นที่รอบบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 เพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จและชื่นชมพระบารมี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่จะเสด็จฯ มาทรงวางพวงมาลาและถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9 โดยเจ้าหน้าที่ได้เตรียมเสื่อมาปูให้ตามเส้นทางเสด็จฯ เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดเต็นท์ไว้เพื่ออำนวยความสะดวกกับประชาชนด้วย

ขณะที่บริเวณจุดคัดกรองหน้าทางเข้าฝั่งตรงข้ามวัดเบญจมบพิตร ได้มีการตั้งโรงครัวพระราชทาน โดยจิตอาสาจากหน่วยงานต่าง มีอาหารหลากหลายทั้งคาวหวานอาทิเช่นราดหน้า ข้าวไก่ย่าง กระเพรา ข้าวเหนียวมะม่วง เป็นต้น เพื่อรองรับประชาชนที่เดินทางมาเข้าเฝ้ารอชมพระบารมี

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762691

'ศุภมาส'เยี่ยมชม'สอวช.'มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

‘ศุภมาส’เยี่ยมชม’สอวช.’มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 16.21 น.

“ศุภมาส” รมว. อว. นำคณะเข้าเยี่ยมชมและรับฟังแนวทางการดำเนินงานของ สอวช. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ดันสระบุรีแซนด์บ็อกซ์เมืองคาร์บอนต่ำลดก๊าซเรือนกระจก 8.5 ล้านตันคาร์บอนฯ

13 ตุลาคม 2566 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากรกระทรวง อว. เข้าเยี่ยมชมและรับฟังแนวทางการปฏิบัติงานของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ณ สอวช. อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 โดยมี ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. และคณะผู้บริหาร สอวช. รวมถึงหน่วยบริหารและจัดการทุน ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) เข้าร่วมต้อนรับและให้ข้อมูลถึงแนวทางการดำเนินงาน

ดร.กิติพงค์ กล่าวถึง กรอบแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยในระยะเร่งด่วน-ระยะกลาง แบ่งเป็น 4 กรอบแนวทาง ได้แก่ 1) การบ่มเพาะ พัฒนาทักษะ ให้คำปรึกษา กับกลุ่ม SME รวมถึงผู้ประกอบการในสาขาใหม่ที่มีศักยภาพ อาทิ อาหารแห่งอนาคต (Future Food) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) 2) การใช้โมเดลและแพลตฟอร์มแก้จน (ข้อมูลกระบวนการทางสังคม นวัตกรรม เทคโนโลยี) ในการพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่นและครัวเรือน 3) การส่งเสริมพื้นที่สีเขียว ผ่านการใช้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม ปรับโครงสร้างพลังงาน (Green Campus – Solar Rooftop/Smart Energy System) รวมถึงการใช้นวัตกรรมในการพัฒนาเมืองที่เป็นพื้นที่นำร่อง (เขตนวัตกรรม Net Zero Emission) และ 4) การพัฒนาคน 3 ช่วงวัย ผ่านการสนับสนุนให้เกิดมหาวิทยาลัย 1 Sandbox การ Reskill/Upskill แรงงานทักษะสูง และการจัดนิทรรศการ 1 ภูมิภาค

สำหรับเป้าหมายในระยะยาว คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสังคมของประเทศ ซึ่งมีแผนปฏิบัติการแบบ Quick Win เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้กับประเทศคือ มีระบบสนับสนุนผู้ประกอบการครบวงจร เพื่อให้ธุรกิจโตจำนวน 3,000 ราย สนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร 1,000 ราย มี Virtual Production Lab ที่ให้บริการเต็มรูปแบบ 10 แห่ง มีผู้ประกอบการสร้างสรรค์มากกว่า 3,000 ราย และมี Thai Content Platform 4 เครือข่าย/สาขา ภายในระยะเวลา 1 ปี สนับสนุนรายได้ผู้ประกอบการให้เพิ่มขึ้น 3,000 ราย มีสัดส่วนและมูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหาร 350,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและมูลค่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น 5,000 ล้านบาท โดยขับเคลื่อนให้ไทยเป็นฐานการผลิตและบริการที่สำคัญของ Creative Content ในเอเชีย ภายใน 3 ปี

ด้านการกระจายโอกาสและความเจริญสู่ภูมิภาค ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ครัวเรือนจากการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมแก้จนและสร้างอาชีพ 150,000 บาทต่อปี ภายใน 1 ปี และขยายผลไปยังพื้นที่รวม 40 จังหวัด ภายใน 3 ปี ในด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม การขับเคลื่อน Green Campus ตั้งเป้าใน 1 ปี ให้มีพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมปรับโครงสร้างพลังงาน Green Campus 30 มหาวิทยาลัย ปลดล็อกการใช้พลังงานสะอาด เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด 30 เมกะวัตต์ และภายใน 3 ปี ตั้งเป้าให้เกิดนวัตกรรมสีเขียวด้านพลังงาน เกิด Climate Tech Innovator และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e) ส่วนการขับเคลื่อนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ตั้งเป้าใน 1 ปี ให้มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี (Circular Economy, Waste) ในพื้นที่นำร่อง 10 นวัตกรรม และมีพันธมิตรต่างประเทศสนับสนุนงบประมาณ และภายใน 3 ปี เกิดเป็นเมืองคาร์บอนต่ำ มีระบบนิเวศเมือง Net Zero Emission ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 8.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e)

ในส่วนของแผนการพัฒนาคน 3 ช่วงวัย สำหรับหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ ภายใน 1 ปี ตั้งเป้าให้มี 1 University 1 Innovation Education ให้นักศึกษามีรายได้ระหว่างปี และภายใน 3 ปี ตั้งเป้าให้มีกำลังคนทักษะสูง 100,000 คน ส่วนของแพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคน ภายใน 1 ปี ตั้งเป้าให้เกิด University Consortium ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) Bootcamp สร้างกำลังคนทักษะสูง 50,000 คน พัฒนาครู ผู้สอน และครูตำรวจตระเวนชายแดน 3,000 คน และภายใน 3 ปี ตั้งเป้าให้มีกำลังคนทักษะสูง 100,000 คน พัฒนาครู ผู้สอน และครูตำรวจตระเวนชายแดน 6,000 คน ลดเด็ก Drop out ลง 50,000 คน นอกจากนี้ ยังมีแนวทางขับเคลื่อนให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงและมีศักยภาพทักษะแห่งอนาคตจำนวน 50,000 คน

มมส พัฒนาแหล่งมรดกวัฒนธรรม ชูเป็น Soft Power พัฒนาเศรษฐกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762311

มมส พัฒนาแหล่งมรดกวัฒนธรรม  ชูเป็น Soft Power พัฒนาเศรษฐกิจ

มมส พัฒนาแหล่งมรดกวัฒนธรรม ชูเป็น Soft Power พัฒนาเศรษฐกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดโครงการพิพิธภัณฑ์กินได้ ขับเคลื่อนการเรียนรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตักสิลานคร โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.ดร.อนงค์ฤทธิ์ แข็งแรง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วิจัย และนวัตกรรม มมส นายบุญเยี่ยม เหลาสะอาด รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเมืองน่าอยู่และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ (ฝ่าย 3) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) นายกมล ตราชู รองนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม อาจารย์ทม เกตุวงศาผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ร่วมในพิธี พร้อมเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์นิทรรศการภายในงานก่อนเดินทางสำรวจแหล่งเรียนรู้ ณ พิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคาม และ แหล่งเรียนรู้ใน “เส้นทางการเรียนรู้: มหาสารคาม DNA”

“เส้นทางการเรียนรู้ : มหาสารคาม DNA” เป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการพิพิธภัณฑ์กินได้ขับเคลื่อนการเรียนรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตักสิลานคร ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานของ มมส ได้แก่ สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ และคณะการบัญชีและการจัดการ ร่วมกับเทศบาลเมืองมหาสารคาม และ YEC หอการค้าจังหวัดมหาสารคาม โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กรอบการวิจัย “การพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)”

แนวคิดพิพิธภัณฑ์กินได้ ได้แก่ การสร้างการเรียนรู้ (กินความรู้) การปลุกจิตสำนึกในคุณค่าและความสำคัญ (กินใจ) และการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม (เกิดรายได้) เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจฐานรากของเมืองมหาสารคาม โดยมีนักจัดการเมืองแห่งการเรียนรู้ คือ นักเรียนและครูสังกัดโรงเรียนเทศบาลเมืองมหาสารคาม ผู้รู้และผู้นำชุมชนของเทศบาลเมืองมหาสารคาม และนิสิตสาขาประวัติศาสตร์และสาขาสถาปัตยกรรมภายในของ มมส

ส่วน “เส้นทางการเรียนรู้ : มหาสารคาม DNA” ประกอบด้วยแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม จำนวน 14 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์เมืองมหาสารคาม, ศาลหลักเมือง, หอนาฬิกา, ตึกโค้ง,ถนนนครสวรรค์, สมาคมชาวจังหวัดมหาสารคาม, วัดมหาชัย, โฮงเจ้าเมืองคนที่ 1, ข้าวเม่า : ชุมชนโพธิ์ศรี, ตึกดิน, วัดอุทัยทิศ, วัดพุทธวนาราม (วัดป่าวังน้ำเย็น), พระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก และสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มมสได้สืบค้นและนำมาเผยแพร่เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญ พร้อมๆกับการพัฒนาดีเอ็นเอเหล่านั้น ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อสร้าง Soft Power ในการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจฐานราก จากมรดกวัฒนธรรมของบรรพชนชาวมหาสารคาม รวมทั้งเป็นต้นทุนในการขับเคลื่อนสู่การสมัครเป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning