ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ม.รังสิต ปั้น ‘Digital Content Creator’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760311

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ม.รังสิต  ปั้น ‘Digital Content Creator’

ซีพี แอ็กซ์ตร้า จับมือ ม.รังสิต ปั้น ‘Digital Content Creator’

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

แม็คโคร ธุรกิจค้าส่ง ภายใต้ซีพี แอ็กซ์ตร้า สนับสนุนนวัตกรรมและการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโครงการเฟ้นหานักสร้างสรรค์คอนเทนต์รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงาน รับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ซีพี แอ็กซ์ตร้ามีนโยบายสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพการศึกษาเชิงรุกในทุกมิติ ด้วยเป้าหมายสร้างงานสร้างอาชีพรวม 400,000 รายภายในปี 2573 และเราเห็นความสำคัญของการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับธุรกิจ จึงร่วมมือกับสาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต พัฒนาการเรียนการสอนแบบบูรณาการ มุ่งส่งเสริมให้นักศึกษานำองค์ความรู้สมัยใหม่มาปฏิบัติจริง รวมทั้งการทำคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok ในหัวข้อ “เริ่มต้นความสุขที่แม็คโคร” (Makro Journey of Happiness) ต่อยอดสู่การเป็นนักสร้างสรรค์คอนเทนต์มืออาชีพ และเปิดโอกาสในการร่วมงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ กับแม็คโครในอนาคต

ด้าน รศ.ดร.เชฎฐเนติ ศรีสอ้าน รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ม.รังสิต กล่าวว่า ความร่วมมือเพื่อพัฒนาคุณภาพของนักศึกษาทั้งด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนในสาขานักสร้างสรรค์คอนเทนต์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติงานจริงระหว่างการเรียนการสอน พร้อมเปิดประสบการณ์ในการทำงานผ่านสื่อออนไลน์ที่กำลังเติบโตและเป็นช่องทางการสื่อสารที่เข้าถึงคนจำนวนมาก เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ด้วยวิธีการและกลยุทธ์การสื่อสารที่สอดรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

โดยงานนี้ ผศ.ดร.ปถมาพร สุกปลั่ง รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดี และ รศ.ดร.เชฏฐเนติ ศรีสอ้าน รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต พร้อมด้วยนางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร และนางสาวชลพินทุ์ เจริญพัฒนาสถิตย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้

จุฬาฯ ครองที่ 1 มหาวิทยาลัยไทย โหวตโดยสถาบันหลักของโลก 2 แห่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760317

จุฬาฯ ครองที่ 1 มหาวิทยาลัยไทย  โหวตโดยสถาบันหลักของโลก 2 แห่ง

จุฬาฯ ครองที่ 1 มหาวิทยาลัยไทย โหวตโดยสถาบันหลักของโลก 2 แห่ง

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกมประจำปี 2024 โดย Times Higher Education World University Rankings (THE WUR) 2024 ซึ่งมีสถาบันการศึกษาเข้าร่วมการจัดอันดับทั้งสิ้น 2,673 แห่ง เมื่อพิจารณาจากคะแนนรวม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอันดับที่ 1 ของไทย และอยู่ในอันดับที่ 601-800 ของโลก

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยครั้งนี้ใช้เกณฑ์การจัดอันดับจาก 5 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย Teaching (the learning environment) 29.5% Research environment 29% Research quality 30% International outlook 7.5% Industry 4%

ทั้งนี้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา QS World University Rankings 2024 จัดโดย QS Quacquarelli Symonds สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
อีกแห่งหนึ่งได้จัดอันดับสถาบันอุดมศึกษา 2,963 แห่ง จากทั่วโลก โดยจุฬาฯ ครองอันดับ 1 มหาวิทยาลัยไทยเป็นปีที่ 15 ติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2009) และติดอันดับ 211 ของโลก

วอลโว่ คาร์ มอบอุปกรณ์ อะไหล่รถไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760310

วอลโว่ คาร์ มอบอุปกรณ์ อะไหล่รถไฟฟ้า  วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

วอลโว่ คาร์ มอบอุปกรณ์ อะไหล่รถไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ

วันอังคาร ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย มอบอุปกรณ์และอะไหล่รถปลั๊กอินไฮบริดและรถไฟฟ้าวอลโว่แก่สาขาวิชาเทคนิคยานยนต์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เพื่อใช้ประกอบเป็นสื่อการเรียนการสอน โดยมี นายประสงค์ ชะอุ่มใบ ผู้จัดการรถใหม่และอะไหล่ และนายพิเชษฐ์ ทีโส, ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค เป็นตัวแทนจาก วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ส่งมอบแก่ นางอรทัย โยธินรุ่งเรือง สุดสงวน, ผู้อำนวยการชำนาญ, ผู้บริหารและอาจารย์ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อเร็วๆ นี้ ณ คลังสินค้าและศูนย์จัดอบรมแบบครบวงจร Volvo Car Thailand Central Distribution & Training Center

วอลโว่ คาร์ได้ส่งมอบชิ้นส่วนประกอบของรถปลั๊กอินไฮบริดและรถไฟฟ้าวอลโว่ ได้แก่ โมดูลแบตเตอรี่ รถปลั๊กอินไฮบริด, อุปกรณ์ On Board Charger (OBC), อุปกรณ์ Inverter, มอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนล้อ และคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน ทั้งเพื่อสานต่อความมุ่งมั่นของวอลโว่ในการมีส่วนร่วมพัฒนาทักษะให้แก่นักเรียนนักศึกษายกระดับมาตรฐานวิชาชีพยานยนต์และพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

‘Re-Fill City’หาจุดเติมนํ้าดื่มฟรี-ลดขยะพลาสติก นวัตกรรมฝีมือ‘ทีมคนไทย’คว้ารางวัลระดับนานาชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760124

‘Re-Fill City’หาจุดเติมนํ้าดื่มฟรี-ลดขยะพลาสติก นวัตกรรมฝีมือ‘ทีมคนไทย’คว้ารางวัลระดับนานาชาติ

‘Re-Fill City’หาจุดเติมนํ้าดื่มฟรี-ลดขยะพลาสติก นวัตกรรมฝีมือ‘ทีมคนไทย’คว้ารางวัลระดับนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) และสตาร์ทอัพ สยามอินโนซิตี้ คว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีการแข่งขัน Presidential Hackathon 2023 ที่ไต้หวัน ท่ามกลาง 60 ทีมจากนานาประเทศ ด้วยผลงานนวัตกรรม “Re-Fill City” แอปพลิเคชั่นต้นแบบ หาจุดเติมน้ำฟรี-ลดขยะพลาสติก รณรงค์ให้ทุกคนในเมืองนำขวดน้ำพกพาของตนเองเพื่อเติมน้ำดื่มได้รอบเมือง นำร่องใช้จริงในพื้นที่เทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช หนึ่งในเมืองอัจฉริยะต้นแบบ คาดเป็นโมเดลสำหรับเมืองอื่นๆ ของไทยในอนาคต

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า ทีมซึ่งประกอบด้วย ผศ.ดร.รัชนีกุลยานนท์ จาก สจล., ภาสกร ประถมบุตรและ นน อัครประเสริฐกุล จาก Depa,พรชัย เอี่ยมสุกใส และ สถาพร จุลศิลป์จากสตาร์ทอัพ บริษัท สยามอินโนซิตี้ จำกัด คิดค้นนวัตกรรมแอปพลิเคชั่น Re-Fill City ภายใต้แนวคิด Green and Sustainable City เพื่อส่งเสริมการใช้ขวดน้ำพกพาเพื่อลดปริมาณขยะแทนการซื้อน้ำดื่มที่บรรจุในขวดพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง

ซึ่งแนวคิดนี้เป็นโครงการที่ริเริ่มจากความต้องการของผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองนครศรีธรรมราช และเป็นการสร้างธุรกิจแบบ Social Enterprise ที่สามารถส่งเสริมมีรายได้อย่างมั่นคง ในขณะที่เมืองและประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุด โดยนวัตกรรมดังกล่าวได้คว้ารางวัลชนะเลิศระดับนานาชาติในการแข่งขันแฮกกาธอน “Presidential Hackathon International Track 2023” ที่จัดโดยกระทรวงดิจิทัลแห่งไต้หวัน นับเป็นเวทีการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่และทรงเกียรติที่สุด

โดยงานปีนี้ภายใต้ธีม Free the Future: Open, Digital and Green มุ่งตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 (Sustainable Development Goals, SDGs) โดยมีจำนวน 60 ทีมจาก 30 ประเทศทั่วโลกเข้าแข่งขัน ความสำเร็จของทีมไทยสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจแก่ประเทศ ตอกย้ำถึงศักยภาพของคนไทยในเวทีโลก สะท้อนพลังความมุ่งมั่นของ สจล. สู่ผู้นำแห่งนวัตกรรมระดับโลก (The World Master of Innovation)

เพื่อแก้ปัญหาการพัฒนาของประเทศในพื้นที่ต่างๆ และสนองตอบความต้องการทางสังคม กระตุ้นโอกาสความร่วมมือระหว่างประเทศ ระหว่างวงการ และระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ได้มีโอกาสสื่อสารแลกเปลี่ยนและสร้างประโยชน์แก่ชุมชน คนไทย และมนุษยชาติ ทั้งเติมเต็มคุณค่าของเมืองอัจฉริยะ (Smart City) และการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นแนวโน้มการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Depa) กล่าวว่าจุดเด่นของนวัตกรรม แอปพลิเคชั่น Re-Fill City นี้เป็นฐานข้อมูลให้ผู้บริโภคสามารถหาตำแหน่ง “จุดเติมน้ำดื่มสะอาดฟรี” ซึ่งโครงการติดตั้งให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงร้านค้าได้มากขึ้น รวมถึงสถานที่ขายเครื่องดื่มน้ำตาลต่ำในเมือง และให้คะแนนกับห้างร้านต่างๆ ที่เติมน้ำดื่มสะอาดฟรีแก่ผู้บริโภค

โดยคะแนนเหล่านี้ร้านค้าสามารถนำไปแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้จากเมืองและพันธมิตรภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงทางร้านค้าที่ให้บริการน้ำดื่มฟรี อาจจะให้ส่วนลดสำหรับอาหารและบริการแก่ผู้ที่เข้ามารับบริการ เป็นแรงจูงใจให้มาซื้อสินค้าและใช้บริการ เป็นการเพิ่มรายได้ให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ อีกทั้งส่งเสริมการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพิ่มพลังความเกื้อกูลและร่วมมือ ลดปริมาณขยะจากขวดพลาสติกเพื่อเมืองที่น่าอยู่ของทุกคนได้อีกด้วย

สจล. Depa และสยามอินโนซิตี้ได้สร้างต้นแบบนวัตกรรม “Re-Fill City” มิใช่เพื่อคนไทยเท่านั้นแต่เพื่อโลกของเราด้วย เกิดประโยชน์กับทั้งผู้บริโภคและการส่งเสริมความเป็นเมืองอัจฉริยะ พร้อมไปกับผลดีต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมโลก โดยมีผู้เชี่ยวชาญและใช้พหุศาสตร์หลายสาขา ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิทยาการคอมพิวเตอร์ มานุษยวิทยา เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม การออกแบบ และความยั่งยืน

สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและมีความยืดหยุ่น ขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงความสำคัญของประเด็นการจัดการขยะพลาสติกและส่งเสริมสุขภาพ ซึ่ง “Re-Fill City” ตอบโจทย์ได้อย่างดี ปัจจุบันโครงการได้นำร่องใช้จริงในพื้นที่เทศบาลเมืองนครนครศรีธรรมราชหนึ่งในเมืองอัจฉริยะต้นแบบของไทย และคาดว่าในอนาคตจะสามารถขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ของประเทศ

ทั้งนี้แผนงาน เฟสที่ 1 เทศบาลเมืองจะมีโปรแกรมคืนกำไรให้กับร้านค้าที่ให้บริการน้ำดื่ม เฟสที่ 2 ใช้เทคโนโลยี และ เอไอวิเคราะห์ปริมาณน้ำดื่มที่แจกได้ ส่วนเฟสที่ 3 จัดทำ QR Code สมาชิกผู้มาใช้บริการ และต่อยอดโครงการอื่นๆ อีกด้วย!!!

‘อดิเรก แสงใสแก้ว’มุมมองภาคเอกชน ‘ที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย’ดีต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760122

‘อดิเรก แสงใสแก้ว’มุมมองภาคเอกชน ‘ที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย’ดีต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

‘อดิเรก แสงใสแก้ว’มุมมองภาคเอกชน ‘ที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย’ดีต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

(หมายเหตุ : ถอดความจากคำกล่าวของ อดิเรก แสงใสแก้ว เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยในวงเสวนาหัวข้อ “แนวทางการพัฒนานโยบายที่อยู่อาศัยเช่าราคาถูก” ในเวทีขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่อาศัยเช่าราคาถูกสำหรับผู้มีรายได้น้อยในเมือง ซึ่งร่วมจัดโดย กรุงเทพมหานคร (กทม.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค และมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสวันที่อยู่อาศัยสากล ประจำปี 2566 ซึ่งตรงกับวันจันทร์แรกในเดือนตุลาคมของทุกปี โดยปีนี้คือวันที่ 2 ต.ค. 2566

อดิเรก : จะเล่าให้ฟังว่าประเทศไหนเขาดันคนไปนอกเมืองแล้ว ที่ดิน-บ้านเขาแพงมากจนต้องดัน แล้วมันเหมือนว่าแก้อะไรยากแล้ว อย่าง สหรัฐอเมริกา จริงๆ ในแต่ละรัฐเขาจะมีการพัฒนารอบสถานีรถไฟฟ้าแล้วก็มีธุรกิจ จริงๆ แล้วตามบรรทัดฐาน ปทัสถาน หรือ Norm พอมีธุรกิจต้องมีคนหมุนเมืองมากกว่า 10% ก็คือไปอยู่ ไปใช้ชีวิต เพื่อที่จะตอบโจทย์ธุรกิจในนั้นด้วย อันนี้คือ Norm ของโลก

ซึ่งปัจจุบันอย่าง ปีเตอร์ คาร์ทอฟ เขาเตือนตั้งแต่ปี 2013 (2556) ว่าที่อยู่อาศัยในแหล่งงาน ใน TOD (Transit Oriented Development-การพัฒนาเมืองควบคู่ระบบขนส่งมวลชน) จำเป็นนะแต่วันนี้วิกฤตแล้ว เพราะคนส่วนใหญ่ พื้นที่ธุรกิจไม่สามารถมีพื้นที่ในการสร้างที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยได้ ทำให้คนต้องเดินทางไกล 4 ชั่วโมง งานวิจัยบอก 70-100 กิโลเมตร ไป 2 ชั่วโมง กลับ 2 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงพอดีไม่ต้องเลี้ยงลูก ไม่ต้องดูแลพ่อแม่

ทีนี้พอเดินทางเยอะ เรามักจะฟังเรื่องคาร์บอนเครดิต เรื่องของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เดินทางเยอะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะ อเมริกาวิกฤตเรื่องนี้ เรื่องคาร์บอนฟุตปรินท์ อันนี้ส่งผลกระทบโดยตรง นี่ประเทศเจริญแล้ว แต่ทีนี้มา สิงคโปร์ เนื่องจากสมัยก่อนเขาทำการบ้านดี มาดูบ้านเรา ที่แห่งแรกๆ ที่เขาไปดูคือการเคหะ แฟลตดินแดง เมื่อ 50 ปีก่อน พอเขาดูเสร็จก็เอาไปวางแผนประเทศเขา

“เขาทำแผนยุทธศาสตร์ชาติ50 ปี ทำมาแล้วเหลือเวลาอีก 10 กว่าปีเขาทำตามแผนเขาได้ 90% ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย 90%ในสิงคโปร์ เขาหนุนให้คนเช่าบ้านได้พอคนเช่าบ้านมีสตางค์ซื้อบ้านได้ สมมุติเช่า 2,500 บาท ต่อมาซื้อบ้านราคาล้านกว่าบาท ต่อไปจากล้านกว่าขึ้นเป็น 3 ล้านบาทได้ อันนี้คือบันไดขั้นแรก เพราะฉะนั้นสิงคโปร์คือเวลาไปสถานีไหนเราก็จะเห็นบ้านผู้มีรายได้น้อยอยู่รอบๆ เต็มไปหมด มีอยู่2 อย่าง คือนั่งรถไฟฟ้าออกไปนอกเมืองมีบ้านอากาศดีๆ อีกอย่างหนึ่งคืออยู่ในเมือง อยู่ดาวน์ทาวน์เลย

อย่างย่านเศรษฐกิจเขา วันนี้มารินาเบย์เต็มแล้ว ปรากฏเขาไปทำที่จูร่ง นี่เป็นเขตเศรษฐกิจใหม่ เขาเตรียมบ้านผู้มีรายได้น้อยล้อมเลยก่อนธุรกิจจะไป ฉะนั้นการเตรียมการล่วงหน้าสิงคโปร์ส่วนหนึ่งถ้าเป็นของผู้มีรายได้น้อยเขาไม่ได้ถือว่าเป็นสินค้า แต่เขาถือเป็นโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งที่เขาทำบ้านขนาดไม่เห็นว่าเป็นสินค้าดูแล้วไม่มีกำไร แต่จริงๆ มันตอบโจทย์เศรษฐกิจ เขาใช้โมเดลนี้หมุนประเทศ การสร้างบ้านผู้มีรายได้น้อยมันเกิดหมุนรอบเศรษฐกิจ 5 รอบ มันมาเอง เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอกำไร”

กลับมาบ้านเรา ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น วันนี้บ้านเราขอพูดตรงๆไม่อ้อมค้อม ยุทธศาสตร์ที่เราทำเรื่องที่อยู่อาศัย 20 ปีที่ผ่านมา ผ่านไป 6 ปี เราทำได้แค่ร้อยละ 2 แต่เราอย่าไปโยนภาระให้การเคหะฯ หรือโยนภาระให้ พอช. อย่างเดียว มันขาดเรื่องหนึ่งคือการทำแบบ Inclusive คือการร่วมพลังกันของภาครัฐ เอกชน ประชาชน วิชาการ มันเป็นภาระของทุกคน ทุกประเทศเขาเป็นภาระระดับรัฐระดับประเทศ แต่บ้านเรามักจะผลักภาระ ยิ่งช้าเท่าไรที่ดินราคามันยิ่งสูงขึ้น

ทีนี้มาดูฝั่งภาคเอกชนบ้าง ผมอยู่บอร์ดดำเนินงานศูนย์ข้อมูลอสังหาไทยด้วย ตัวเลขที่เป็นตลกร้าย เราทำที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ประกอบการ 3,000 บริษัททั่วประเทศ ทำที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ณ วันนี้ไม่ถึง 5% นั่นคือเกินกว่า 95% เป็นระดับกลางและระดับสูงผู้ประกอบการ 3,000 กว่าบริษัทเขามีพลังในการทำอสังหาฯมโหฬาร แต่ว่าไม่ใช่ผู้มีรายได้น้อย แล้วในส่วนนี้ก็ทำให้ไม่มี Supply (การจัดหา) เรื่องสินค้าผู้มีรายได้น้อยออกมา แต่ตลาดกลางกับตลาดบนตอนนี้ก็เริ่มอืดหน่อยๆ แล้ว

จริงๆ ถ้าย้อนไปเหมือนสิงคโปร์ เราทำบ้านผู้มีรายได้น้อยทั้งเช่าและซื้อเป็นฐานไว้ พอเขามีสตางค์-มีงาน เพราะว่าแน่นอนอยู่ใกล้แหล่งงาน เดิน 10 นาทีถึงงาน คุณภาพชีวิตดี เงินเดือนขึ้นมีรายได้ เขาขึ้นมาได้ไม่ยาก อันนี้คือบันไดขั้นแรก จริงๆ ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่าต้องหนุนพวกเขา หนุนคนหมุนเมือง ถ้าจริงๆ แล้วมันมีโมเดล วันนี้ผมชวนคุย ถ้าเรามองเขาเป็นสินค้า จริงๆ บ้านเช่าระดับราคาถูกหรือบ้านที่คนซื้อได้ในระดับต้นๆ มันไม่ควรเป็นสินค้า ถ้าเป็นสินค้าผมจะเล่าให้ฟัง ทุกพันบาทต้องมีกำไร 300-400 บาท จากต้นทุน 600 บาท

ยังไม่พอนะ สินค้าพันบาทนี่การก่อสร้างเราโดนดอกเบี้ย ทำบ้านผู้มีรายได้น้อยกับทำโรงแรม 5 ดาว ดอกเบี้ยเท่ากันนะ ดอกเบี้ย 6-7 บาทเท่ากันต่อแรกซื้อบ้านไปถูกดอกเบี้ย 6-7 บาท ไป-กลับ 14 บาทแล้ว กำไร 25 บาท บวกถึง 40 บาท เอา 40 บาทเต็มๆ บวกดอกเบี้ยไปอีก 15 บาท เป็นเท่าไรแล้ว? 55 บาท ของราคา 100 บาท ต้นทุนจริงๆ ถ้าหักพวกนี้ออกมันเหลือแค่ 40-50 บาท

“เงินค่าเช่าของเรา สมมุติว่าตึก 30 ปี เราเช่ากันครอบครัวละ 5 ปี ก็ได้ 6 ครอบครัว 6 ช่วง เอาเงิน 2,500 บาทมาต่อกัน 30 ปี ทุก 1,000 ยูนิต บวกดอกเบี้ยแค่บาทกว่าๆ เป็นเงินประมาณพันล้าน เห็นเงินพันล้านในรอบ 30 ปีไหม? แล้วจริงๆ เงินค่าก่อสร้างไม่กี่ร้อยล้านอันนี้ทำให้คิดกัน จริงๆ แล้วพอไปต่อยอด ถ้าเกิดได้มีส่วนร่วมกันคิด ภาครัฐ-เอกชน-ประชาชน ก็จะเห็นโมเดลดีๆ ได้

จริงๆ ไม่ต้องทำให้มันเก่านะ ทำให้มันเป็นคอนโดฯ เป็นที่พัก 8 ชั้นหรือว่า 30 ชั้นสวยๆ มีคอมฯ-มอลล์ (Community Mall : ศูนย์การค้าของชุมชน) หน่อย มีอะไรหน่อย” จริงๆ แล้วต้องตัดต้นทุนเรื่องดอกเบี้ย ภาษี แล้วก็ต้นทุนต่างๆ ออก เราจะเห็นตัวโครงสร้างจริงๆ แล้วพี่น้อง (ผู้มีรายได้น้อย) เขาก็มีพลังหนุนเสริมเขา หลังจากนั้นค่อยมาดูผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่กลับมา 5 เท่า สิ่งที่พี่น้องทำในคอนโดฯ 1,000 ยูนิต ถ้าเขามีรายได้กันคนละ 3 หมื่น สามารถสร้างเศรษฐกิจได้หลายพันล้านในทุก 1 จุด”

มีความเป็นไปได้เพราะปริมาณ จริงๆ มันแทรกได้ทุกจุดในเมือง ถ้าเห็นตัวเลขพันล้านของพี่น้อง ที่ดินบางแปลงในกรุงเทพฯ เรา หลายที่เรามีที่ดินว่างเยอะมาก แต่ไม่ได้ไปบังคับให้เขาทำเรื่องนี้นะ แต่บางทีเจ้าของที่ไม่เจอผู้ประกอบการ หรือเจ้าของที่บางทีเขาไม่อยากขายที่ ถ้าเกิดว่ามีการร่วมไม้ร่วมมือกันโดย กทม. เป็นโซ่ข้อกลาง แล้วก็สร้างโอกาสให้เขามาเจอกัน มี พอช. มาร่วมด้วย พอช. จะดึงพลังของพี่น้องออกมา แล้วเอกชนก็นำความถนัดของเขาคือการสร้างที่อยู่อาศัยมาร่วม แล้วก็ตัดสมการบางตัวออก

จริงๆ แล้วมันน่าตัดไหม? วันนี้ผมเอาเงินไปฝากธนาคารก็ได้ดอกเบี้ยบาทกว่า แต่พี่น้องไปกู้ดอกเบี้ย 6 บาทกว่าพอเห็นอะไรไหม? ดังนั้น กองทุนที่อยู่อาศัยสำคัญ กองทุนสำหรับพี่น้องสำคัญ แล้วกลไกของ พอช. งดงามมาก ดึงเอาพลังของพี่น้องออกมาแล้วก็หนุนเสริมอีกบางอย่างเข้าไป ผมว่าก็มีประสิทธิภาพแล้ว เพราะฉะนั้นการพัฒนามันต้องไปแบบ Inclusive แล้วอย่าเห็นเขาเป็นสินค้า

“สำหรับระดับล่างนะ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งยวดเลยว่าอย่าเห็นเป็นสินค้า และเมื่อเขาสบายแล้ว เดี๋ยวผู้ประกอบการ 3,000 บริษัท ทำบ้านป้อนเขาเอง”!!!

‘กิจกรรมทางกาย’เพื่อสุขภาพดี พิสูจน์แล้ว!เริ่มได้ตั้งแต่‘อยู่ในท้องแม่’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760123

‘กิจกรรมทางกาย’เพื่อสุขภาพดี พิสูจน์แล้ว!เริ่มได้ตั้งแต่‘อยู่ในท้องแม่’

‘กิจกรรมทางกาย’เพื่อสุขภาพดี พิสูจน์แล้ว!เริ่มได้ตั้งแต่‘อยู่ในท้องแม่’

วันจันทร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ความเชื่อเกี่ยวกับการตั้งครรภ์บอกต่อกันมาอย่างไม่ถูกต้อง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ในเรื่องกิจกรรมทางกายที่มักมีข้อห้ามไม่ให้แม่ตั้งครรภ์เคลื่อนไหวมาก เพื่อไม่ให้เกิดการแท้งบุตร” ขณะที่ในทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า หากแม่ตั้งครรภ์มีการเคลื่อนไหว หรือกิจกรรมทางกายที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง จะยิ่งส่งผลให้คลอดง่าย และได้บุตรที่แข็งแรง

รศ.ดร.ปิยวัฒน์ เกตุวงศา ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาองค์ความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย (TPAK) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยมหิดล โดย TPAK สถาบันวิจัยประชากรและสังคมได้มีการลงนามความร่วมมือกับ กระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผลักดันนโยบายเพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายในแม่ตั้งครรภ์และแม่หลังคลอด โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งสำหรับแม่ตั้งครรภ์เอง และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

โดยมุ่งหวังให้มีการฝากครรภ์ และเตรียมคลอดอย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นก้าวต่อไปจากการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในเด็กเล็กและเยาวชน ก่อนการต่อยอดสู่ทุกช่วงวัย ครอบคลุมประชากรตั้งแต่กลุ่มแม่ตั้งครรภ์ จนถึงผู้สูงวัย ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดล โดย TPAK สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ประสบความสำเร็จจากการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย พร้อมสร้างเครือข่ายมาแล้ว 162 ประเทศทั่วโลก

ซึ่งการส่งเสริมกิจกรรมทางกายในแม่ตั้งครรภ์และแม่หลังคลอด ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่ท้าทาย เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ว่า “สุขภาพที่ดีที่สุดเกิดขึ้นได้จากการส่งเสริมกิจกรรมทางกายให้เด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่” หากแม่ตั้งครรภ์มีการออกกำลังกายที่ดี จะส่งผลให้บุตรที่อยู่ในครรภ์ได้เคลื่อนไหวและมีสุขภาพที่แข็งแรงไปด้วย โดยประโยชน์ของกิจกรรมทางกายในแม่ตั้งครรภ์สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงระยะครรภ์ ได้แก่

“1-3 เดือนแรก” เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ จากรูปร่างปกติ สู่การมีน้ำหนักตัวมากขึ้นจากการเจริญเติบโตของทารกที่อยู่ในครรภ์ “ช่วงระยะครรภ์ 4-6 เดือน” เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น โดยครอบคลุมถึงการควบคุมระดับน้ำตาล และความดันโลหิตให้อยู่ในภาวะปกติ ต่อเนื่องถึง “ช่วงระยะครรภ์ 7-9 เดือน” สู่การคลอดอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ การให้แม่ตั้งครรภ์ได้มีกิจกรรมทางกายที่ต่อเนื่องและเหมาะสม นอกจากจะช่วยลดอาการปวดหลังระหว่างตั้งครรภ์ได้แล้ว ยังทำให้การคลอดปลอดภัย อีกทั้งช่วยลดภาวะซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นระหว่างและหลังตั้งครรภ์ได้อีกด้วย เพียงใช้เวลา 10 นาทีก่อนเข้านอน ออกกำลังกายเบาๆ พร้อมเปิดเพลงคลอ จะช่วยให้แม่ตั้งครรภ์รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งสามารถทำได้ทั้งท่านอน และท่านั่ง เริ่มต้นจากการออกกำลังในส่วนแขน โดยการยกแขนขนานข้างลำตัวขึ้น-ลงช้าๆ ให้ได้ข้างละ 5-10 ครั้งต่อ 1 เซต และทำต่อไปจนครบ 3-5 เซต

สลับกับการออกกำลังในส่วนขา โดยการชันเข่าดึงขาขึ้น-ลงช้าๆ ให้ได้จำนวนครั้ง และเซตที่เท่ากัน สำหรับการบริหารอุ้งเชิงกรานสำหรับแม่ตั้งครรภ์ หากทำได้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ดระหว่างตั้งครรภ์ และทำให้คลอดง่ายเนื่องจากมีอุ้งเชิงกรานที่แข็งแรงด้วยการเคลื่อนไหวที่ใช้หลักการเกร็งบริเวณลำตัวและอุ้งเชิงกราน หายใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยควรฝึกภายใต้การดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญในครั้งแรก

มหาวิทยาลัยมหิดล โดย TPAK สถาบันวิจัยประชากรและสังคม พร้อมสานต่อองค์ความรู้กิจกรรมทางกายเพื่อประชาชนในทุกช่วงวัยเข้าถึงได้ สร้างสุขภาพที่ดี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าด้วยตัวเองต่อไปอย่างยั่งยืน!!!

‘เพิ่มพูน’ห่วงโรงเรียน‘ภาคเหนือ-อีสาน’ถูกน้ำท่วม เตรียมเปิดศูนย์ Fix it center ช่วยปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760048

‘เพิ่มพูน’ห่วงโรงเรียน‘ภาคเหนือ-อีสาน’ถูกน้ำท่วม เตรียมเปิดศูนย์ Fix it center ช่วยปชช.

‘เพิ่มพูน’ห่วงโรงเรียน‘ภาคเหนือ-อีสาน’ถูกน้ำท่วม เตรียมเปิดศูนย์ Fix it center ช่วยปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 09.42 น.

‘เพิ่มพูน’ห่วงโรงเรียน‘ภาคเหนือ-อีสาน’ถูกน้ำท่วม สั่ง‘ผอ.’รายงานความเสียหายต่อ‘ศธจ.-สพท.’ พร้อมเตรียมเปิดศูนย์ Fix it center บรรเทาความเดือนร้อนประชาชน

1 ตุลาคม 2566 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (โฆษก ศธ.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ห่วงใยสถานการณ์​ฝนตกหนัก​ในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำป่าไหลหลาก​ ส่งผลให้น้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร​ ซึ่งในหลายพื้นที่มีแนวโน้มปริมาณน้ำเพิ่มสูงและรุนแรงขึ้น เช่น อ.เกาะคา จ. ลำปาง , อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร, อ.เมือง จ.เลย , อ.มหาชนะชัย จ.ยโสธร และอาจจะขยายวงกว้างไปในหลายจังหวัดของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย รมว.ศธ. มีความห่วงใย​ต่อสถานการณ์​ดังกล่าว​ รวมถึง​ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสถานศึกษา นักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จึงขอให้ช่วยกันติดตามข่าวสารจากทางราชการ หากสถานศึกษาใดที่ประสบภัย ขอให้รายงานไปยังศึกษาธิการจังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่ทันที

“ขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากเกิดน้ำท่วมขังหรือได้รับผลกระทบ ให้เร่งสำรวจความเสียหายและรายงานมายังสำนักงาน​ศึกษาธิการ และสำนักงาน​เขต​พื้นที่​การศึกษา​ เพื่อเตรียม​ให้ความช่วยเหลือ​ในเบื้องต้น ขณะเดียวกัน​ขอให้สถานศึกษาในพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่ใกล้เคียงที่ไม่ได้รับผลกระทบ จัดเตรียมความพร้อมเพื่อให้การช่วยเหลือ​สถานศึกษาและประชาชน เช่น​ ศูนย์ Fix it Center จิตอาสา (สอศ.)​ ในการขนย้ายสิ่งของ การตัดกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ที่น้ำยังไม่ท่วมถึง การจัดเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น อาหารกล่อง น้ำดื่ม เพื่อร่วมกันบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชน​ที่ได้ผลกระทบจากอุทกภัยครั้ง​นี้อย่างเร่งด่วน” โฆษ ศธ. กล่าว

โฆษก ศธ. กล่าวอีกว่า กรณี จ.ลำปาง ขณะนี้ รมว.ศธ.ได้สั่งการให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดลำปาง​ เร่งสำรวจความเสียหายของอาคาร สถานที่ ครุภัณฑ์ สื่อการเรียนการสอน ของหน่วยงานและสถานศึกษาทุกสังกัด ศธ. (สพฐ. สอศ. สกร. สช.) โดยให้สถานศึกษารายงานข้อมูลมาที่ศูนย์รายงานสถานการณ์น้ำท่วมในสถานศึกษา สป. และศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. เพื่อจะได้ประมาณการในการเสนอของบประมาณ​ซ่อมแซม และให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ๆต่อไป

ถอดบทเรียนเด็กเคลื่อนย้ายแก้ปัญหาการศึกษาเด็กไร้รัฐภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/760007

ถอดบทเรียนเด็กเคลื่อนย้ายแก้ปัญหาการศึกษาเด็กไร้รัฐภาคเหนือ

ถอดบทเรียนเด็กเคลื่อนย้ายแก้ปัญหาการศึกษาเด็กไร้รัฐภาคเหนือ

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 18.14 น.

วันที่ 30 ก.ย.66 ที่โรงแรมทีค การ์เด้น สปา รีสอร์ท อ.เมือง จ.เชียงราย โครงการคุ้มครองสิทธิ์เด็กไร้สัญชาติระยะที่ 3 ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) และองค์กรภาคี ได้จัดให้มีการเสวนาเรื่องเด็กเคลื่อนย้ายขากบริเวณชายแดนตะวันตก การเข้าถึงสิทธิในการศึกษาและการคุ้มครองเด็ก โดยมีนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูบนิธิ พชภ.และอดีต สมาชิกวุฒิสภา(สว.) จ.เชียงราย กล่าวต้อนรับ และชี้แจงวัตถุประสงค์ โดยมีทางกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน  กลุ่มภาคีเครือข่ายมูลนิธิฯต่างๆ ภาคประชาสังคม สถาบันด้านการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและถอดบทเรียนการดำเนินงานด้านเด็กเคลื่อนย้ายโดยเฉพาะเด็กไร้รับไร้สัญชาติ พร้อมกันนี้ยังมี  น.ส.กัลยา ทาสม หรือครูปุ้ก อดีต ผอ.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง ซึ่งนำเด็กชาวเมียนมา 126 คนมาเรียนในพื้นที่ แต่ถูกดำเนินคดีฐานพาบุคคลต่างด้าว หลบหนีเข้าเมือง และข้อหาให้ที่พักพิง มาบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้ร่วมเสวนาได้รับฟังด้วย

โดยนางเตือนใจ เปิดเผยว่า การเสวนาครั้งนี้เป็นการต่อเนื่องจากเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการเสวนาเรื่องการอพยบลี้ภัยจากการสู้รบในประเทศเมียนมา แต่ครั้งนี้เน้นไปที่เด็กที่อยู่ในสถานะเคลื่อนย้าย ซึ่งสอดคล้องวกับมีกรณีของโรงเรียนไทยรัฐวิทยาที่ จ.อ่างทอง ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่หน่วยงานด้านความมั่นคงมองประเด็นเด็กเหล่านี้เข้าไปเรียนไกลถึงใจกลางเมือง โดยไม่มีผู้ปกครองและไม่มีใครรับผิดชอบ ทั้งที่ในอดีตเด็กเหล่านี้เข้ามาเรียนลักษณะนี้อยู่แล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนตามศูนย์ชายแดนต่างๆ ซึ่งมีอยู่จำนวนหลายหมื่นคน ผนวกกับรัฐบาลไทยในปี 2542 ก็ให้ความสำคัญด้านการศึกษา โดยใช้อนุสัญญาด้านสิทธิเด็กเป็นหลัก ซึ่งสถานศึกษาจะต้องรับเด็กทุกชาติศาสนาให้ได้รับการศึกษาจะมีสถานะหรือไม่มีก็ตาม จึงเป็นที่มาของการจัดเนื่องจากสถานการในประเทศเมียนมามีการสู้รบ คงไม่มีความสงบในเร็ววันนี้ ส่วนหนึ่งก็อพยบเข้าพื้นที่ส่วนหนึ่งก็ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในประเทศไทยโดยหวังว่าจะได้มีอนาคตที่ดี 

นางเตือนใจ กล่าวอีกว่า พอมีเหตุการณ์ที่ จ.อ่างทอง โรงเรียนทั้งหลายไม่กล้ารับเด็กเหล่านี้ ซึ่งเป็นประเด็นปัญหาที่จะต้องแก้ไข โดยมองที่อนาคตของเด็ก ซึ่งประเทศไทยปัจจุบันเข้าสู่ยุคสูงวัยสมบูรณ์ มีประชากรสูงสัยเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเด็กเกิดใหม่ไม่มีเพียงพอที่จะเลี้ยงดูใหญ่ในอนาคต เด็กๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน หากมีการปลูกฝังด้านศึกษาที่ดี ได้รับสิทธิ์ในการเดินทาง สิทธิด้านการศึกษา สิทธิในหลักประกันสุขภาพ ตลอดจนสิทธิในการทำงานโดยมองอนาคตของอาเซียน  ก็จะเป็นผลดีแต่ประเทศไทยและอาเซียนด้วย การรับฟังข้อมูลจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการและจากภาครัฐในวันนี้ จะเป้นสังเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติ ระดับอาเซียน จนนำไปสู่การปฎิบัติและการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทางด้าน นายวีระ อยู่รัมย์ ผอ.ศูนย์การเรียนไร่ส้ม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ศูนย์ไร่ส้มวิทยา จัดการศึกาษระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา นักเรียนส่วนใหย่จะเป็นลูกหลานของแรงงานเคลื่อนย้ายที่ข้ามฝั่งมาจากประเทศเมียนมา โดยมาทำงานที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 208 คน มีทั้งลูกแรงงานที่เกิดในประเทศไทย และมีเด็กที่ติดตามผู้ปกครองเข้ามา จึงมีทั้งที่เรียนตามเกณฑ์อายุ และเด็กที่เกินเกณฑ์หรือเด็กที่โตแล้ว บางคนอายุ 12-15 ปี แต่ยังอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเด็กเหล่านี้จะมีประสบการณ์อยู่แล้วเพียงแค่มาปรับการเรียนพื้นที่ฐานด้านภาษา ซึ่งปัญหาของเด็กเหล่านี้ก็อยู่ที่จะต้องเคลื่อนย้ายตามผู้ปกครองหากเปลี่ยนสถานที่ทำงานก็จะต้องย้านสถานที่รับการศึกษาไปด้วย

นายวีระ กล่าวด้วยว่า แนวโน้มของเด็กเหล่านี้จะมากหรือน้อยก็จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านแรงงานของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังขาดแรงงานจำเป็นต้องนำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อบ้านซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีเด็กเหล่านี้ตามกลุ่มแรงงาน หรือบางคนที่ทำงานนานก็มีครอบครัวและมีลูกที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งเด็กก็จะเยอะตามจำนวนแรงงานที่ประเทศไทยต้องการ และบางส่วนก็มีการเคลื่อนย้ายจากสถานการณ์สู้รบ โดยเฉพาะ จ.ตากและแม่ฮ่องสอน ที่มีค่อนข้างมาก แต่ส่วนมากจะอยู่ในตะเข็บชายแดน เด็กเหล่านี้หากไม่ได้เข้ารับการศึกษาก็จะเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ซึ่งจะได้รับงานที่ยากและหากมีงานก็ได้ค่าตอบแทนต่ำ โอกาสที่เด็กเหล่านี้จะเข้าไปสู่เหตุอาชญากรรมหรือเข้าสู่การทำงานที่ผิดกฎหมายด้านอื่นๆ ก็มีโอกาสสูง ดังนั้นจึงจำเป้นที่จะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กเหล่านี้

น.ส.ลาหมีทอ ดั่งแดนวิมาน ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ศูนย์พักพิงชั่วคราว(ผู้หนีภัยความไม่สงบ) จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ปัญหาสำหรับศูนยิพักพิงคือด้านการศึกษาสำหรับเด็กๆ ยังมีเด็กกว่า 1,000 คน ที่ยังไม่ได้เรียนหนังสือ บางคนเคยเรียนกในประเทศเมียนมามาแล้ว แต่พอลี้ภัยสงครามเข้ามาก็ไม่ได้เรียนต่อ และอีกปัญหาคือเรื่องปัญหาสุขภาพที่ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝนแต่ก็ไม่ได้รับการเข้าถึงสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ เสี่ยงต่อการเป็นไข้มาเลเรีย  

อีกทั้งยังประสบกับภัยน้ำท่วมและดินสไลด์ แม้จะมีหลายหน่วยงานจะพยายามเข้าไปช่วยเลหือแต่ยังมีข้อจำกัดด้านการเดินทางเข้าพื้นที่ซึ่งยากลำบาก หรือแม้แต่การเข้าถึงพื้นที่การจะเข้าไปบริหารจัดการด้านต่างภายในศูนย์พักพิงนั้นทำได้ยากเพราะติดระเบียบของทางราชการ ภาครัฐเองควรที่จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือองค์กรที่มีศักยภาพในการช่วยเหลือด้านต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่หรือเต็มรูปแบบได้ โดยเฉพาะด้านการศึกษาของเด็กที่เคลื่อนย้ายเข้ามาก็จะเป็นการดี 

ในขณะที่ทางด้าน พระวิสิทธิ์ ฐิตวิสิทฺโธ, ผศ.ดร.อาจารย์ประจำ บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบัน จ.เชียงราย และ จ.เชียงใหม่ มีพระภิกษุสงฆ์สามเณรกว่า 1,000 รูป ที่เป็นบุคคลไร้รัฐไรัสัญชาติ ที่ทางกลุ่มเข้าดำเนินการช่วยเหลือให้มีสถานะอยู่ในสถานศึกษามีเพียง 80 รูปเท่านั้น ในขณะที่การสำรวจก็พบว่ามีสามเณรอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มที่เป็นปัญหาเนื่องจากสถานศึกษาจะไม่รับผู้ที่บวรเข้าไปเรียนในสถานศึกษา ทำให้สามเณรเหล่านี้ตกหล่นจากระบบการศึกษา ที่สำคัญยังมีผลต่อการดำรงชีวิตเนื่องจากหากไม่มีสถานที่ศึกษาก็จะไม่มีกฎหมายรองรับให้อยู่ในประเทศได้ 

การเคลื่อนย้ายของแรงงานหลายคนเลือกที่จะให้ลูกมาบวช เพราะมีความสบายใจ ไม่มีความกังวลเป็นห่วง บุตรหลานมีที่อยู่ที่ปลอดถภัย โดยให้อยู่กับวัดโดยที่บุตรไม่ต้องตามพ่อแม่ไป ส่วนนี้ก็จำเป็นที่วัดจะต้องดูแลทั้งความเป็นอยู่และค่าใช้จ่ายต่างๆ  ซึ่งก็อยากให้ภาครับยื่นมือเข้ามาช่วยเหลิอทั้งด้านการศึกษาและด้านสาธารณสุขเพราะถือเป็นสิ่งจำเป็น ทุกวันนี้จำนวนนักบวชที่เป็นบุตรหลานแรงงานก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี จำนวนที่สำรวจพบยังไม่ถึงครึ่งของจำนวนที่มีอยู่จริง ซึ่งหากสำรวจครบคงมีมากกว่านี้ – 003

สิ้น ‘วิจิตร ศรีสอ้าน’ อดีตรมว.ศึกษาธิการ บิดาแห่งสหกิจศึกษาไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759979

สิ้น ‘วิจิตร ศรีสอ้าน’ อดีตรมว.ศึกษาธิการ บิดาแห่งสหกิจศึกษาไทย

สิ้น ‘วิจิตร ศรีสอ้าน’ อดีตรมว.ศึกษาธิการ บิดาแห่งสหกิจศึกษาไทย

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 16.34 น.

วันที่ 30 กันยายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ธีระชัย เชมนะสิริ นายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Teerachai Chemnasiri” ระบุว่า

“ขอกราบคารวะดวงวิญญาณของท่าน ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน นายกสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตนักการศึกษาผู้มีแต่เมตตาธรรม

ขอให้ท่านจงสู่สวรรค์ชั้นสูงสุดด้วยคุณงามความดีที่ท่านได้กระทำเทอญ”

ขณะเดียวกัน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีกิตติคุณผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยรังสิต อดีตรองประธาน​รัฐสภา​และประธานสภาผู้แทนราษฎร โพสต์ภาพและข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว “Arthit Ourairat” ระบุว่า

“ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งในการจากไปของ ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เพื่อนรักรุ่นเดียวกัน แม้ ดร.วิจิตร อยู่อักษรศาสตร์ ผมอยู่รัฐศาสตร์

ดร.วิจิตร สนับสนุนมหาวิทยาลัยรังสิตมาโดยตลอด เป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยรังสิตตั้งแต่ต้นจนไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ

ขอดวงวิญญาณท่านจงไปสู่สุคติ ณ สัมปรายภพ”

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftchemnasiri%2Fposts%2Fpfbid02zkhgVFmnF3edUYAfqGaCjdgj4DDanydhaBKV5chM5CFRui5DiEnzuVSsEfBasi7Ul&show_text=true&width=500,

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Farthit.ourairat.9%2Fposts%2Fpfbid04TQp29P2HQvBdWGq2JB2W4Rsymi5DcakxhzKDokTdCHVJJpKLDWoDksTHHKKzGm3l&show_text=true&width=500

ปลัดมหาดไทย แสดงมุทิตาจิตข้าราชการมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/759913

ปลัดมหาดไทย แสดงมุทิตาจิตข้าราชการมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการ

ปลัดมหาดไทย แสดงมุทิตาจิตข้าราชการมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการ

วันเสาร์ ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566, 09.56 น.

ปลัดมหาดไทย แสดงมุทิตาจิตข้าราชการมหาดไทยที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 พร้อมเน้นย้ำ “ร่วมระลึกคุณค่าการทำงานที่ผ่าน แม้เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ต้องไม่เกษียณจากการทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองตลอดไป”

วันที่ 30 กันยายน 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่ในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 นี้ จะมีข้าราชการกระทรวงมหาดไทยผู้มีอายุครบ 60 ปี ต้องเกษียณอายุราชการ จึงขอร่วมแสดงมุทิตาจิตแด่ข้าราชการผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน โดยสิ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันอย่างเท่าเทียม คือ “เวลา” ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่ง หรือแห่งหนใด ในช่วงเวลาของการเดินทางที่ผ่านมา เราโชคดีที่ได้เดินทางร่วมกันมาบนเวลาที่มีความหมาย ได้พบความสุข ความสนุก เรื่องราวดีดี และประสบการณ์ที่ท้าทาย จนถึงเวลาสุดท้ายของการที่ได้เจอกันในชีวิตการทำงาน

“เมื่อเวียนย่างเข้าสู่เดือนกันยายนของทุกปี เราทุกคนต่างรู้ดีว่า นั่นคือ “วาระแห่งการเกษียณอายุราชการที่เวียนมาบรรจบ” ช่วงชีวิตที่ผ่านมาในเส้นทางการทำงานของทุกท่าน กระผมได้พบว่า ทุกท่านล้วนแล้วแต่เป็นทรัพยากรบุคคลอันทรงคุณค่าของกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ซึ่งทุ่มเทกำลังกายและใจเสมอ ใช้ศักยภาพและความสามารถในการพัฒนาองค์กร สังคม และประเทศชาติ” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเน้นย้ำ  

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณใน “คุณความดี” และทุกสิ่งที่ข้าราชการผู้เกษียณอายุราชการทุกท่านได้เสียสละมาโดยตลอด ขอให้ท่านจงภาคภูมิใจและจงเชื่อมั่นว่าคุณงามความดีที่ท่านได้เคยปฏิบัตินั้นจะเป็นที่ระลึกถึงแก่คนรุ่นหลังอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ขอให้ทุกท่านถือเอาวาระแห่งการเกษียณอายุราชการนี้ เป็นการเริ่มต้นสิ่งใหม่ดังที่ปรารถนาไว้ และขอให้ใช้ชีวิตต่อไปจากนี้อย่างมีความสุขและมีคุณค่าต่อไป ทั้งนี้ แม้ทุกท่านจะเกษียณอายุราชการ แต่ขอฝากให้ทุกท่านต้องไม่เกษียณจากการทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองตลอดไป

“…ตราพระราชสีห์ สัญลักษณ์ อนรรฆค่า
เป็นที่มา ในเส้นทาง ของศักดิ์ศรี
อุดมการณ์ สร้างสังคม แห่งความดี
พัฒนา ทุกพื้นที่ ประเทศไทย

ด้วยพันธะ หน้าที่ เกียรติยศ                  
ถึงกำหนด ครบวาระ  อันยิ่งใหญ่
ครบเกษียณ อายุ กำหนดไว้                
ถึงอย่างไร เราคือคน มหาดไทยดังเช่นเดิม

เพราะราชสีห์ ผู้ภักดี ต่อแผ่นดิน 
เกษียณเพียง อายุ ราชการ 
แต่จะไม่ เกษียณ จากการงาน
ที่ทำคุณ ประโยชน์ ต่อส่วนรวม…”

ด้วยจิตคารวะ…แด่ ผู้เกษียณอายุราชการในวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ทุกท่าน